บทที่ 9 ศีล 8 และอุโบสถศีล

เนื้อหาบทที่ 9 ศีล 8 และอุโบสถศีล

  • 9.1 ความหมายของศีล 8 และอุโบสถศีล
    • 9.1.1 ทำไมต้องรักษาศีล 8
    • 9.1.2 องค์แห่งศีล 8
  • 9.2 อุโบสถศีล
    • ประเภทของอุโบสถศีล
      • ปกติอุโบสถ
      • ปฏิชาครอุโบสถ
      • ปาฏิหาริยอุโบสถ
  • 9.3 การสมาทานศีล 8
    • 9.3.1 คำอาราธนาศีล 8
    • 9.3.2 คำอาราธนาอุโบสถศีล
  • 9.4 อานิสงส์การรักษาศีล 8
  • 9.5 กุศโลบายในการรักษาศีล 8
    • 9.5.1 สำหรับฆราวาสผู้ไม่มีครอบครัว
    • 9.5.2 สำหรับฆราวาสผู้มีครอบครัวแล้ว

แนวคิด

การรักษาศีล 8 หรืออุโบสถศีล เป็นการยกระดับของจิตใจ เพื่อเพิ่มความบริสุทธิ์ต่อการประพฤติ พรหมจรรย์ ซึ่งจะส่งผลต่อการทำสมาธิขั้นสูงให้ได้ผลดียิ่งขึ้นอันเป็นเส้นทางลัดสู่มรรคผลนิพพาน

วัตถุประสงค์

1. เพื่อให้ผู้ศึกษาได้ทราบ และเข้าใจความหมาย วิธีการ ของการรักษาศีล 8 และอุโบสถศีล ได้อย่างถูกต้อง

2. เพื่อให้ผู้ศึกษาเข้าใจ และอธิบายถึงความสำคัญของการรักษาศีล 8 ได้อย่างถูกต้อง

3. เพื่อให้ผู้ศึกษาเข้าใจ และอธิบายถึงการรักษาอุโบสถศีลประเภทต่างๆ ได้อย่างถูกต้อง

4. เพื่อให้ผู้ศึกษาสามารถสมาทานศีล 8 และอุโบสถศีล ด้วยตนเองได้อย่างถูกต้อง

5. เพื่อให้ผู้ศึกษาได้ทราบ และเข้าใจถึงคุณค่า (อานิสงส์) ของการรักษาศีล 8

9.1 ความหมายของศีล 8 และอุโบสถศีล

ศีล 8 หรือ อุโบสถศีล เป็นการยกระดับจิตใจให้สูงขึ้นมาอีกขั้นหนึ่ง จากศีล 5 ทั้งยังเป็นวิธีที่มี ประสิทธิภาพมาก ในการปูพื้นฐานที่มั่นคงของการปฏิบัติธรรมต่อไป โดยทั่วไป เราจะใช้คำว่า ศีล 8 เมื่อ สมาทานรักษาในวาระพิเศษหรือรักษาอยู่เป็นประจำ และจะใช้คำว่า อุโบสถศีล เมื่อสมาทานรักษาในวันพระ ซึ่งต่างก็มีข้อต้องรักษาเหมือนกัน ดังนี้ คือ

1. ปาณาติปาตา เวระมะณี

ตั้งใจงดเว้นจากการฆ่าสัตว์

2. อะทินนาทานา เวระมะณี

ตั้งใจงดเว้นจากการลักทรัพย์

3. อะพรัหมะจะริยา เวระมะณี

ตั้งใจงดเว้นจากกรรมอันเป็นข้าศึกต่อพรหมจรรย์

4. มุสาวาทา เวระมะณี

ตั้งใจงดเว้นจากการพูดเท็จ

5. สุราเมระยะมัชชะปะมาทัฏฐานา เวระมะณี

ตั้งใจงดเว้นจากการดื่มสุราเมรัย อันเป็นเหตุแห่งความประมาท

6. วิกาละโภชะนา เวระมะณี

ตั้งใจงดเว้นจากการบริโภคโภชนะในเวลาวิกาล คือ ตั้งแต่เที่ยงแล้วจนอรุณขึ้นมาใหม่

7. นัจจะคีตะวาทิตะวิสูกะทัสสะนะ มาลาคันธะ วิเลปะนะ ธาระณะ มัณฑะนะ วิภูสะนัฏฐานา เวระมะณี

ตั้งใจงดเว้นจากการฟ้อนรำ ขับร้อง ประโคมดนตรี ดูการละเล่นต่างๆ อันเป็นข้าศึกแก่การกุศล ตลอดจนลูบไล้ทัดทรงประดับตกแต่งร่างกายด้วยดอกไม้ ของหอม เครื่องย้อม เครื่องทา

8. อุจจาสะยะนะมะหาสะยะนา เวระมะณี

ตั้งใจงดเว้นจากการนอนที่นอนอันสูงใหญ่ ภายในยัดด้วยนุ่น และสำลี

9.1.1 ทำไมต้องรักษาศีล 8

จากวัตถุประสงค์ของการรักษาศีลทั้ง 5 ข้อ ในบทที่ 6 เมื่อพิจารณาให้ดีแล้วจะเห็นว่า วัตถุประสงค์ที่แท้จริงนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าต้องการให้เกิดความบริสุทธิ์ทางกาย และวาจา เพื่อเป็นพื้นฐาน รองรับการปฏิบัติธรรมขั้นสูงต่อไป

ศีลที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบัญญัติขึ้นมีหลายระดับ เพื่อความเหมาะสม และความพร้อมของ แต่ละบุคคล การรักษาศีลในแต่ละระดับนั้น ยิ่งรักษาในระดับที่สูงขึ้น ย่อมทำให้เกิดความบริสุทธิ์มาก ยิ่งขึ้นตามไปด้วย เป็นการย่นย่อระยะทางสู่พระนิพพาน

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงปรารถนาจะชี้ทางลัดในการประพฤติธรรม เพื่อความหมดกิเลสเข้า พระนิพพานแก่สาวกของพระองค์ จึงทรงให้รักษาศีล 8 หรืออุโบสถศีล ในวันพระ ในระหว่างเข้าพรรษา ในโอกาสการอยู่ธุดงค์ หรือในโอกาสใดโอกาสหนึ่งที่กำหนดขึ้นตามความเหมาะสม

การรักษาศีล 8 เป็นทางลัดสู่ความเป็นผู้หมดกิเลสได้อย่างไร ก่อนอื่นต้องมาพิจารณาศีลข้อที่ เพิ่มขึ้นจากศีล 5 ว่ามีความมุ่งหมายอย่างไร ดังนี้

ข้อที่ 3 ในศีล 8 นี้จะเป็นการยกระดับของใจให้ประเสริฐยิ่งขึ้น ด้วยการประพฤติพรหมจรรย์ คือ เว้นจากการเสพเมถุน ซึ่งมีใจความว่า

อะพรัหมะจะริยา เวรมะณี หมายถึง เจตนาเครื่องงดเว้นจากกรรมอันเป็นข้าศึกต่อพรหมจรรย์ อยู่เยี่ยงพรหม ไม่เกี่ยวข้องเรื่องเพศ เป็นการยกใจให้สูงขึ้น และให้สงบเต็มที่ เพื่อจะได้มีโอกาสศึกษา ปฏิบัติ และพิจารณาธรรมขั้นสูงยิ่งๆ ขึ้นไป

ส่วนข้อ 6 ,7 ,8 เป็นการสนับสนุนให้การประพฤติพรหมจรรย์มีความบริสุทธิ์บริบูรณ์ยิ่งขึ้น

ในศีลข้อ 6 คือ วิกาละโภชะนา เวระมะณี หมายถึง เจตนาเครื่องงดเว้นจากการบริโภคโภชนะในเวลาวิกาล คือ ตั้งแต่เที่ยงจนอรุณขึ้นมาใหม่

ในทัศนะทางพระพุทธศาสนา พิจารณาเห็นว่า อาหารมื้อเช้าใช้ประโยชน์ในการซ่อมแซมร่างกาย ที่สึกหรอ อาหารกลางวันใช้ประโยชน์ในการสร้างกำลังกายและการเจริญเติบโต ส่วนอาหารมื้อเย็นจะกลายเป็นส่วนเกินไป และส่งผลให้เกิดกามกำเริบ โดยเฉพาะกับคนที่ไม่ได้ทำงานหนัก

ในเรื่องรสของอาหาร คนทั่วไปมักติดในรสชาติ จึงแสวงหาความอร่อยโดยเฉพาะอาหารมื้อเย็น ที่เป็นส่วนเกิน การแสวงหานี้เกิดจากอำนาจความอยากในรส ทางพระพุทธศาสนา เรียกกิเลสตัวนี้ว่า รสตัณหา ชื่อว่า ตัณหา คือความอยาก ย่อมไม่รู้จักคำว่าอิ่ม แม้ร่างกายไม่ต้องการ แต่ใจมันอยาก จึงขวนขวาย แสวงหาไม่สิ้นสุด ทำให้เกิดทุกข์โทษภัยต่างๆ จากการแสวงหาที่ผิดศีลที่ไปเบียดเบียนสัตว์อื่น จากอาหาร ที่เป็นส่วนเกิน หรือพิษภัยจากอาหารที่อร่อย

ดังนั้น การรักษาศีลข้อนี้ จึงเป็นพุทธวิธีที่สำคัญในการกำจัด รสตัณหา ให้เบาบางลงไปได้เป็นอย่างดี ทั้งยังเป็นประโยชน์ต่อร่างกายจากการตัดอาหารส่วนเกินออกไป โอกาสเกิดโรคภัยต่างๆ เช่น ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจอุดตันก็จะลดน้อยลง และยังส่งผลต่อการปฏิบัติสมาธิภาวนาให้เจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้นไป ดังที่ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ใน ภัททาลิสูตร1) ว่า

“ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราฉันอาหารหนเดียว เมื่อเราฉันอาหาร หนเดียวอยู่แล รู้สึกว่ามีอาพาธน้อย ลำบากกายน้อย เบากาย มีกำลัง และอยู่อย่างผาสุก

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอก็จงฉันอาหารหนเดียวเถิด แม้พวกเธอ ฉันอาหารหนเดียว ก็จะรู้สึกว่ามีอาพาธน้อย ลำบากกายน้อย เบากาย มีกำลัง และอยู่อย่างผาสุกŽ”

ศีลข้อ 7 คือ นัจจะคีตะวาทิตะวิสูกะทัสสะนะ มาลาคันธะ วิเลปะนะ ธาระณะ มัณฑะนะ วิภูสะนัฏฐานา เวระมะณี หมายถึง เจตนางดเว้นจากการฟ้อนรำ ขับร้อง ประโคมดนตรี ดูการละเล่นต่างๆ อันเป็นข้าศึกแก่กุศล ตลอดจนการลูบไล้ทัดทรงประดับตกแต่งร่างกายด้วยดอกไม้ ของหอม เครื่องย้อม เครื่องทา

สำหรับการรักษาศีลข้อนี้ เป็นพุทธวิธีในการกำจัดตัณหา โดยมุ่งไปที่ สัททตัณหา และ คันธตัณหา เป็นสำคัญ อีกทั้งรูปตัณหา ด้วย

สัททตัณหา คือ ความอยากในเสียง หมายความว่า การขับร้อง การประโคมดนตรี เพื่อต้องการ ฟังเสียงอันไพเราะอันเป็นที่รักที่เจริญใจ ใจจึงไปติดในเสียงนั้น ทำให้สัททตัณหาเจริญขึ้น เพราะมีเสียงเป็นอารมณ์

คันธตัณหา คือ ความอยากในกลิ่น หมายความว่า การทาด้วยของหอม การลูบไล้ด้วยของหอม การประดับตกแต่งด้วยของหอม อันเป็นที่รักที่เจริญใจ ใจจึงไปติดในกลิ่นนั้น ทำให้คันธตัณหาเจริญขึ้น เพราะมีกลิ่นเป็นอารมณ์

รูปตัณหา คือ ความอยากในรูป หมายความว่า การดูการละเล่นต่างๆ อันเป็นข้าศึกแก่กุศล ทำให้รูปตัณหาเจริญ เพราะสุดท้ายการละเล่นต่างๆ เมื่อต้องการดึงดูดให้มีลูกค้าจำนวน มากๆ เพื่อธุรกิจตน มักจะนำเอารูปสวยๆ งามๆ อันเป็นที่รักที่เจริญใจมาเป็นจุดขาย ทำให้คนดูเกิดความติดอกติดใจ ความอยากก็เกิดขึ้น ใจจึงไปติดกับรูปนั้น รูปตัณหาก็เจริญขึ้น เพราะมีรูปเป็นอารมณ์

ศีลข้อ 8 คือ อุจจาสะยะนะมะหาสะยะนา เวระมะณี หมายถึง เจตนาเครื่องงดเว้นจากการ นอนที่นอนอันสูงใหญ่ ภายในยัดด้วยนุ่น และสำลี การนอนที่นอนนุ่มๆ ทำให้เกิดความเกียจคร้าน ไม่อยาก ตื่น เพราะติดอยู่ในสัมผัสที่อ่อนนุ่ม ซึ่งเป็นตัณหาอีกอย่างหนึ่งเรียกว่า โผฏฐัพพตัณหา คือ ความอยากใน สัมผัส ในที่สุดกามก็จะกำเริบอีกเช่นกัน

จะเห็นว่า การรักษาศีล 8 มุ่งเน้นในเรื่องที่สำคัญ คือ การประพฤติพรหมจรรย์ให้มีความบริสุทธิ์ บริบูรณ์มากยิ่งขึ้น โดยข้อปฏิบัติของศีลที่เพิ่มขึ้นมาล้วนสนับสนุนไม่ให้กามกำเริบ ซึ่งเป็นบทฝึก เพื่อให้ลดละตัณหาหรือความอยาก ตามลำดับขั้นของการพัฒนาระดับจิตใจ ซึ่งได้พัฒนามาจากการรักษาศีล 5 มามากพอสมควร จนเกิดความเคยชินเป็นปกติวิสัยแล้ว พร้อมที่จะยกระดับการรักษาศีลให้สูงขึ้น

ดังนั้น การรักษาศีล 8 จึงเป็นตัวช่วยปรับใจให้ละเอียดประณีตสูงขึ้น เพื่อน้อมนำใจสู่การประพฤติ พรหมจรรย์ ไม่ให้ต้องเกี่ยวข้องกับเรื่องทางเพศ ซึ่งถือว่า เป็นจริยธรรมที่อยู่เหนือกว่าแนวทางการปฏิบัติ โดยทั่วไปของมนุษย์ทั้งหลาย คือ มีความบริสุทธิ์ผุดผ่องเยี่ยงพรหม ซึ่งอยู่ในภพภูมิที่ใกล้ความหมดกิเลส ใกล้พระนิพพานยิ่งขึ้น

9.1.2 องค์แห่งศีล 8

องค์แห่งศีลข้อ 1, 2, 4, 5, ในศีล 8 นั้น เหมือนกับในศีล 5 จึงขอกล่าวถึงเฉพาะองค์แห่งศีล ข้อ 3 และข้อ 6 ถึงข้อ 8

ศีลข้อ 3 การกระทำที่เป็นข้าศึกต่อพรหมจรรย์

ตามนัยแห่งฎีกาพรหมชาลสูตร และกังขาวิตรณี มีองค์ 2 คือ

1. มีจิตคิดจะเสพเมถุนธรรม

2. การยังอวัยวะเพศให้จรดกัน

ตามนัยแห่งอรรถกถาขุททกปาฐะ มีองค์ 4 คือ

1. เสพเมถุนธรรมทางทวาร 3 (คือ ปาก ทวารเบา และทวารหนัก)

2. จิตคิดจะเสพเมถุนธรรม

3. พยายามเสพ

4. มีความยินดี

ศีลข้อ 6 การบริโภคอาหารในเวลาวิกาล มีองค์ 4 คือ

1. บริโภคหลังเที่ยงไปแล้วจนถึงรุ่งอรุณของวันใหม่

2. ของเคี้ยวนั้นสงเคราะห์เข้าในอาหาร

3. พยายามเคี้ยวกินของเคี้ยวนั้น

4. ของเคี้ยวนั้นล่วงพ้นลำคอลงไป

ศีลข้อ 7 การฟ้อนรำ ขับร้อง ประโคมดนตรี ดูการละเล่น อันเป็นข้าศึกแก่การกุศล ตลอดจน ลูบไล้ ทัดทรง ประดับตกแต่งร่างกายด้วยดอกไม้ ของหอม เครื่องย้อม เครื่องทา มีองค์ 2 คือ

1. ฟ้อนรำ ขับร้อง ประโคมดนตรีด้วยตนเอง

2. ดูหรือฟังการฟ้อนรำ การขับร้อง และการประโคมดนตรี และการละเล่นต่างๆ ที่คนอื่นประกอบขึ้น

การลูบไล้ ทัดทรง ประดับตกแต่งร่างกายด้วยดอกไม้ ของหอม เครื่องย้อม เครื่องทา มีองค์ 3 คือ

1. เครื่องประดับนั้นเป็นดอกไม้และของหอม

2. ไม่มีเหตุเจ็บไข้ ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้ใช้ได้

3. ลูบไล้ทัดทรงด้วยจิตคิดประดับตกแต่งให้สวยงาม

ศีลข้อ 8 การนอนที่นอนอันสูงใหญ่ ภายในยัดด้วยนุ่นและสำลี มีองค์ 3 คือ

1. ที่นั่งที่นอนสูงใหญ่

2. รู้ว่าที่นั่งที่นอนสูงใหญ่

3. นั่งหรือนอนเหนือที่นั่งที่นอนอันสูงใหญ่นั้น

จะเห็นว่า ผู้ที่จะรักษาศีล 8 ได้สมบูรณ์นั้น จะต้องมีความอดทนสูงกว่าผู้ที่รักษาศีล 5 ในขณะ เดียวกัน ผู้ที่รักษาศีล 8 ได้ ย่อมสามารถยกใจให้สูงขึ้นเหนือมนุษย์ธรรมดาทั่วไป เพราะได้มีโอกาส พิจารณาธรรมสูงขึ้น การรักษาศีล 8 จึงเป็นการเดินทางลัดไปสู่พระนิพพาน อันเป็นจุดหมายสูงสุดของชีวิต

9.2 อุโบสถศีล

อุโบสถศีล คือ ข้อปฏิบัติสำหรับพัฒนาตนให้ยิ่งๆ ขึ้นไปเช่นเดียวกับศีล 8 อุบาสกอุบาสิกาจะ สมาทานรักษาเป็นประจำในวันพระ คือ วันขึ้น และแรม 8 ค่ำ 15 ค่ำ (แรม 14 ค่ำในเดือนขาด) มีองค์สิกขาบท และองค์แห่งศีลเหมือนกัน ต่างกันแต่คำอาราธนา คำสมาทาน และกาลเวลาที่กำหนดเท่านั้น

อุโบสถ แปลว่า การเข้าอยู่ หรือดิถีอันวิเศษที่จะเข้าจำศีล การถืออุโบสถจะมีเวลากำหนด เช่น หนึ่งวันกับหนึ่งคืน โดยกำหนดเอาอรุณแห่งวันรุ่งขึ้นหรือเวลาใกล้อาทิตย์จะขึ้น ซึ่งมีสองระยะ คือ มีแสงขาว เรื่อๆ (แสงเงิน)และแสงแดง (แสงทอง) ในเวลาย่ำรุ่ง เป็นการหมดเขตการสมาทานหรือหมดเวลา การรักษาอุโบสถศีล ส่วนศีล 8 ไม่มีเวลากำหนด สามารถรักษาได้ตลอดเวลา

การสมาทานอุโบสถศีล จะสมาทานร่วมกันทุกข้อ เรียกว่า เอกัชฌสมาทาน ดังนั้นการรักษา อุโบสศีลจึงต้องรักษารวมกันทุกสิกขาบทหรือทุกข้อ ถ้าขาดข้อใดไปก็คือว่าศีลขาดจากความเป็นผู้รักษา อุโบสถศีล

ประเภทของอุโบสถศีล

อุโบสถศีล แบ่งออกตามช่วงเวลาในการรักษาศีลได้เป็น 3 ประเภท คือ

1. ปกติอุโบสถ ได้แก่ อุโบสถที่รักษากันในช่วงเวลา 1 วัน กับ 1 คืน โดยมากรักษากันในวันขึ้น หรือแรม 8 ค่ำ 15 ค่ำ หรือ แรม 14 ค่ำ ในเดือนคี่ หรือเป็นการรักษากันในวันพระนั่นเอง ปกติอุโบสถ จัดเป็นอุโบสถขั้นต้น

2. ปฏิชาครอุโบสถ ได้แก่ อุโบสถที่รักษากันในช่วงเวลานานถึง 3 วัน ตัวอย่างเช่น วัน 7 ค่ำ เป็นวันรับอุโบสถ วัน 8 ค่ำเป็นวันรักษาอุโบสถ วัน 9 ค่ำ เป็นวันส่งอุโบสถ รวมเป็น 3 วัน คือ วันรับ วันรักษา และวันส่ง ปฏิชาครอุโบสถจัดเป็น อุโบสถขั้นกลาง

3. ปาฏิหาริยอุโบสถ ได้แก่ อุโบสถที่มีกำหนดเวลาดังนี้

1) อย่างต่ำ เริ่มตั้งแต่ แรม 1 ค่ำ เดือน 11 จนถึง แรม 14 ค่ำ เดือน 11 รวม 14 วัน

2) อย่างสูง เริ่มตั้งแต่ แรม 1 ค่ำ เดือน 8 จนถึงขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 รวม 4 เดือน ปาฏิ- หาริยอุโบสถจัดเป็น อุโบสถขั้นสูง

9.3 การสมาทานศีล 8

วิธีการรักษาศีล 8 สามารถเลือกได้ 2 วิธี ตามความเหมาะสมของแต่ละคน เช่นเดียวกับวิธีการ รักษาศีล 5 แตกต่างกันที่คำอาราธนา และคำสมาทาน คือ

1. สมาทานศีลด้วยตนเอง

2. ขอสมาทานศีล 8 จากพระภิกษุสงฆ์รูปใดรูปหนึ่ง

9.3.1 คำอาราธนาศีล 8

มะยัง ภันเต ติสะระเณนะ สะหะ อัฏฐะ สีลานิ ยาจามะ

ทุติยัมปิ มะยัง ภันเต ติสะระเณนะ สะหะ อัฏฐะ สีลานิ ยาจามะ

ตะติยัมปิ มะยัง ภันเต ติสะระเณนะ สะหะ อัฏฐะ สีลานิ ยาจามะ

ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขออาราธนาศีล 8 พร้อมด้วยไตรสรณะ

ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขออาราธนาศีล 8 พร้อมด้วยไตรสรณะ แม้ครั้งที่ 2

ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขออาราธนาศีล 8 พร้อมด้วยไตรสรณะ แม้ครั้งที่ 3

9.3.2 คำอาราธนาอุโบสถศีล

มะยัง ภันเต ติสะระเณนะ สะหะ อัฏฐังคะสะมันนาคะตัง อุโปสะถัง ยาจามะ

ทุติยัมปิ มะยัง ภันเต ติสะระเณนะ สะหะ อัฏฐังคะสะมันนาคะตัง อุโปสะถัง ยาจามะ

ตะติยัมปิ มะยัง ภันเต ติสะระเณนะ สะหะ อัฏฐังคะสะมันนาคะตัง อุโปสะถัง ยาจามะ

ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขออาราธนาอุโปสถศีล อันประกอบด้วยองค์ 8 พร้อมด้วยไตรสรณะ

ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขออาราธนาอุโปสถศีล อันประกอบด้วยองค์ 8 พร้อมด้วยไตรสรณะ แม้ครั้งที่ 2

ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขออาราธนาอุโปสถศีล อันประกอบด้วยองค์ 8 พร้อมด้วยไตรสรณะ แม้ครั้งที่ 3

(ถ้าอาราธนาคนเดียว ให้เปลี่ยน มะยังเป็น อะหัง และ ยาจามะเป็น ยาจามิ)

คำสมาทานศีล 8

1. ปาณาติปาตา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ

(ข้าพเจ้าขอสมาทานสิกขาบท คือ เจตนาเครื่องงดเว้นจากการฆ่าสัตว์ด้วยตนเอง และใช้ คนอื่นให้ฆ่า)

2. อะทินนาทานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ

(ข้าพเจ้าขอสมาทานสิกขาบท คือ เจตนาเครื่องงดเว้นจากการลักทรัพย์ด้วยตนเอง และใช้คนอื่นให้ลัก)

3. อะพรัหมะจะริยา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ

(ข้าพเจ้าขอสมาทานสิกขาบท คือ เจตนาเครื่องงดเว้นจากกรรมอันเป็นข้าศึกต่อพรหมจรรย์)

4. มุสาวาทา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ

(ข้าพเจ้าขอสมาทานสิกขาบท คือ เจตนาเครื่องงดเว้นจากการพูดปด พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ และพูดเพ้อเจ้อ)

5. สุราเมระยะมัชชะปะมาทัฏฐานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ

(ข้าพเจ้าขอสมาทานสิกขาบท คือ เจตนาเครื่องงดเว้นจากการดื่มน้ำเมา อันเป็นที่ตั้ง แห่งความประมาท)

6. วิกาละโภชนา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ

(ข้าพเจ้าขอสมาทานสิกขาบท คือ เจตนาเครื่องงดเว้นจากการบริโภคโภชนะในเวลาวิกาล)

7. นัจจะคีตะวาทิตะวิสูกะทัสสะนะ มาลาคันธะ วิเลปะนะ ธาระณะ มัณฑะนะ วิภูสะนัฏ-ฐานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ

(ข้าพเจ้าขอสมาทานสิกขาบท คือ เจตนาเครื่องงดเว้นจากการฟ้อนรำ ขับร้อง ประโคมดนตรี ดูการละเล่นต่างๆ อันเป็นข้าศึกแก่กุศล ตลอดจนลูบไล้ทัดทรงประดับตกแต่งร่างกายด้วย ดอกไม้ ของหอม เครื่องย้อม เครื่องทา)

8. อุจจาสะยะนะมหาสะยะนา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ

(ข้าพเจ้าขอสมาทานสิกขาบท คือ เจตนาเครื่องงดเว้นจากการนอนที่นอนอันสูงใหญ่ ภายใน ยัดด้วยนุ่น และสำลี)

9.4 อานิสงส์การรักษาศีล 8

การรักษาศีล 8 หรือ อุโบสถศีล นอกจากจะมีอานิสงส์เช่นเดียวกับศีล 5 แต่มีระดับที่สูงกว่าแล้ว ยังมีอานิสงส์ในด้านสังคม และเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นอีก คือ

1. เป็นการคุมกำเนิดโดยธรรมชาติ

2. เป็นการลดช่องว่างระหว่างชนชั้น ไม่มีการแข่งขันประดับประดาร่างกาย อันเป็นการโอ้อวด ความฟุ้งเฟ้อใส่กัน

3. ทำให้จิตสงบในเบื้องต้น แล้วเกิดความเมตตากรุณาแก่กัน

4. เมื่อใจสงบ ย่อมสามารถเข้าถึงธรรมะขั้นสูงต่อไปได้โดยง่าย

อุโบสถ 3 ประเภท

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกับนางวิสาขาเรื่องอุโบสถศีลไว้ใน อุโปสถสูตร2) ว่ามี 3 ประเภท ซึ่งแต่ละประเภทแบ่งออกตามวิธีการปฏิบัติ ดังนี้ คือ

1. โคปาลกอุโบสถ คือ อุโบสถที่ปฏิบัติอย่างคนเลี้ยงโค

2. นิคัณฐอุโบสถ คือ อุโบสถที่ปฏิบัติอย่างนิครนถ์

3. อริยอุโบสถ คือ อุโบสถที่ปฏิบัติอย่างอริยสาวก

โคปาลกอุโบสถ เป็นของคนที่รักษาไม่จริง เมื่อสมาทานศีลอุโบสถแล้ว แทนที่จะรักษาและ ปฏิบัติธรรมตลอดหนึ่งวันหนึ่งคืน กลับไปคุยกันถึงเรื่องไร้สาระ เช่น วันนี้ได้กินอาหารอร่อยถูกปากอย่างนี้ พรุ่งนี้เราจะต้องเตรียมอาหารอย่างนี้มากินอีก เพราะอาหารอย่างนี้ใครๆ ก็ปรารถนา

ดังนั้น จึงเรียกการรักษาอุโบสถประเภทนี้ว่า เป็นเหมือนคนเลี้ยงโคที่มอบโคคืนเจ้าของในตอนเย็น แล้วคิดว่า วันนี้โคเที่ยวหากินหญ้าที่ทุ้งหญ้าโน้น ดื่มน้ำที่ลำธารโน้น วันพรุ่งนี้จะต้อนไปทุ่งหญ้าโน้น ดื่มน้ำลำธารสายโน้น เปลี่ยนที่อยู่ไปเรื่อยๆ

นิคัณฐอุโบสถ เป็นการกระทำอย่างพวกนักบวชนิกายหนึ่งที่มีนามว่า นิครนถ์Ž (นักบวชนอกศาสนา ที่เป็นสาวกของนิครนถนาฏบุตร ปัจจุบันคือศาสนาเชนที่ยังอยู่ในอินเดีย) มีวิธีการ คือ ชักชวนสาวกให้ต้อนตี สัตว์ไปในทิศทางต่างๆ บ้างก็ชักชวนกันให้เมตตาสัตว์บางชนิด บ้างก็ให้ทารุณกับสัตว์บางชนิด บ้างก็ ชักชวนให้สลัดผ้านุ่งห่มทุกชิ้นในวันอุโบสถ ฯลฯ

พฤติกรรมของผู้ปฏิบัติอุโบสถทั้ง 2 อย่างนี้ ไม่มีผลมาก ไม่มีอานิสงส์มาก ไม่รุ่งเรืองมาก ไม่แผ่ไพศาลมาก

อริยอุโบสถ เป็นการสมาทานรักษาอุโบสถของผู้ปรารภความเพียร คือ ทำจิตที่เศร้าหมองนั้นให้ ผ่องแผ้ว โดยระลึกถึงพระพุทธคุณ เมื่อระลึกอย่างนี้จิตย่อมผ่องใส เกิดปีติปราโมทย์ ละกิเลสเครื่อง เศร้าหมองของจิตเสียได้ ครั้นแล้วก็ระลึกถึงพระธรรมคุณ พระสังฆคุณตามลำดับ หรืออีกอย่างหนึ่ง อริยสาวกในพระธรรมวินัยนี้ ระลึกถึงศีลของตน อันไม่ขาด ไม่ทะลุ ไม่ด่างพร้อย เป็นไท ผู้รู้สรรเสริญ ไม่ถูกติเตียน เป็นทางแห่งสมาธิ เมื่อเธอระลึกถึงศีลอยู่ จิตย่อมผ่องใส ปราโมทย์ย่อมเกิดขึ้น เธอย่อมละอุปกิเลสแห่งจิตเสียได้ หรืออีกอย่างหนึ่งระลึกถึงเทวดา และธรรมที่ทำบุคคลให้เป็นเทวดาว่า เทวดาชั้น จาตุมหาราชิกา ดาวดึงส์ ยามา ดุสิต นิมมานรดี ปรนิมมิตวสวัตดี พรหมกายิกา และเหล่าเทวดาที่สูงขึ้นไป กว่านั้น เทวดาเหล่านั้นประกอบด้วยศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ ปัญญาเช่นใด จุติจากภพนี้จึงได้เกิดในภพนั้นๆ ศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ ปัญญาเช่นนั้นของเราก็มีอยู่พร้อมเหมือนกัน เมื่อระลึกอย่างนี้จิตย่อมผ่องใส เกิดปีติ ปราโมทย์ ละกิเลสเครื่องเศร้าหมองของจิตเสียได้

อริยอุโบสถนั้น เป็นอุโบสถของพระอริยบุคคลผู้เว้นได้เด็ดขาดจากการฆ่าสัตว์ เว้นจากการลัก ทรัพย์ เว้นจากกรรมที่เป็นปฏิปักษ์ต่อพรหมจรรย์ เว้นจากการกล่าวคำเท็จ เว้นจากการเสพของมึนเมา เว้นจากการบริโภคอาหารในเวลาวิกาล เว้นจากการฟ้อนรำ ขับร้อง ประโคมดนตรี และการทัดทรง ตกแต่ง เครื่องประดับ เครื่องไล้ทา และเว้นจากการนั่ง หรือนอนบนที่นั่งที่นอนอันสูงใหญ่ ยัดด้วยนุ่นหรือสำลี

แล้วตรัสต่อไปว่า อริยอุโบสถนี้ที่บุคคลสมาทานรักษาแล้วย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก มีความรุ่งเรืองมาก มีความแผ่ไพศาลมาก

ที่ว่ามีผลมาก มีอานิสงส์มากนั้น พระพุทธองค์ทรงเปรียบให้นางวิสาขาเห็นว่า พระราชา เสวยราชสมบัติ และอธิปไตยในชนบทใหญ่ๆ ทั้ง 16 แคว้น สมบูรณ์ด้วยรัตนะทั้ง 7 ประการ ถือว่า การเสวยราชสมบัตินี้ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกแล้ว แต่ยังไม่ได้ถึงเศษเสี้ยวที่ 16 ของอานิสงส์ที่เกิดจากการสมาทาน รักษาอุโบสถศีลเลย

9.5 กุศโลบายในการรักษาศีล 8

เมื่อได้ศึกษาเรื่องของศีล 8 มาพอสมควรแล้ว ก็ถึงเวลาที่จะได้ลงมือปฏิบัติให้เกิดผลจริงๆ แต่เนื่องจากศีล 8 มีข้อจำกัดบางสิ่งที่ผู้มีชีวิตอยู่ทางโลกไม่คุ้นเคยกัน ดังนั้นแม้การรักษาศีล 8 จะเป็นความดี ที่ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิต และจิตใจให้สูงขึ้นได้อย่างรวดเร็วก็ตาม แต่หลายท่านก็ยังไม่อาจหาญที่จะลอง ปฏิบัติตามดู ทั้งนี้อาจเนื่องด้วยความไม่คุ้นเคยบ้าง มีภารกิจการงานบ้าง ขาดกำลังใจบ้าง ยิ่งบางท่านที่มี ครอบครัวแล้ว การรักษาศีล 8 ดูเหมือนจะทำได้ยากขึ้นไปเป็นทวีคูณ แต่ไม่ว่าอย่างไร สำหรับผู้ที่อยากฝึก รักษาศีล 8 ให้ได้อย่างสม่ำเสมอนั้น ก็อาจจะทดลองทำดังนี้ คือ

9.5.1 สำหรับฆราวาสผู้ไม่มีครอบครัว

ผู้ที่ไม่ครองเรือน ควรเริ่มต้นรักษาศีล 8 จากง่ายๆ ก่อน คือ ให้เริ่มทดลองรักษาศีลไปทีละข้อ แล้ว ค่อยๆ เพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมั่นใจว่าเราทำได้ ก็ให้เพิ่มข้อต่อไปจนครบทุกข้อ โดยในระยะแรกๆ ที่ เพิ่มจำนวนข้อเข้าไป ยังไม่ต้องไปกังวลใจเรื่องเวลา ค่อยๆ ปรับไปจนกว่าเราจะคุ้นเคยกับการรักษาศีลนั้น

หลังจากฝึกรักษาศีล 8 จนคุ้นชินเป็นนิสัยแล้ว ก็ให้เริ่มขยับไปรักษาศีลในทุกวันพระ แล้วค่อยๆ เพิ่มในวันรับ วันส่ง วันเกิด หรือวันนักขัตฤกษ์ต่างๆ คือพยายามหาทางเพิ่มวันเรื่อยไป จนสามารถประพฤติพรหมจรรย์ด้วยการรักษาศีล 8 อย่างเป็นธรรมชาติได้ในที่สุด

9.5.2 สำหรับฆราวาสผู้มีครอบครัวแล้ว

ผู้ที่ตั้งใจจะรักษาศีล 8 แต่มีคู่ครองแล้ว บางครั้งทำได้ยากเนื่องจากคู่ครองอาจจะไม่เข้าใจ ดังนั้น ควรมีกุศโลบายในการปฏิบัติแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยเริ่มต้นจากง่ายไปสู่ยากตามลำดับ เป็นขั้นเป็นตอน โดย ขั้นแรกให้ชักชวนคู่ครองของเราเข้าวัดฟังธรรม รักษาศีล 5 เพื่อตอกย้ำ และปรับใจให้เป็นสัมมาทิฏฐิ เสียก่อน จนกระทั่งใจละเอียดอ่อนจนเกิดความพร้อม และสมัครใจ จึงค่อยๆ ทดลองรักษากันไปพร้อมๆ กัน

การรักษาก็ให้เพิ่มจำนวนวันไปช้าๆ เหมือนกับที่แนะนำมาสำหรับผู้ไม่มีครอบครัว คืออาจเริ่มรักษา เฉพาะในวันพระก่อน ต่อจากนั้นจึงขยับเพิ่มขึ้นในวันโกน วันเกิด วันนักขัตฤกษ์ต่างๆ กระทั่งเกิดความ คุ้นเคยจนเป็นนิสัย

อย่างไรก็ตาม ลำดับวิธีการทั้งหมดนี้ ต้องตั้งอยู่บนเหตุผลด้วยกันทั้งสองฝ่าย คือต้อง มีความยินดีพร้อมใจกัน รวมทั้งให้เวลาในการปรับตัวตามระดับความแก่อ่อนของอินทรีย์ หรือความสามารถ ของแต่ละบุคคล ในทุกๆ ขั้นตอนของการพัฒนา จนในที่สุดก็จะสามารถรักษาศีล 8 ได้อย่างเป็น ธรรมชาติในที่สุด

สรุปท้ายบท

จากการศึกษาเรื่องศีล จะเห็นได้ว่า หากเราตั้งใจรักษาศีลเป็นอย่างดีแล้ว ผลหรืออานิสงส์จะเกิดขึ้นตามมามากมาย ซึ่งสามารถสรุปได้เป็น 3 ระดับ ดังต่อไปนี้

ผลในปัจจุบันชาติ

1. ทำให้มีความสุขกายสบายใจ ไม่ต้องเดือดร้อน หวาดระแวง หรือหวาดกลัวต่อภัยใดๆ ที่จะทำให้ขาดความปลอดภัยในชีวิต

2. ได้ปลูกฝังนิสัยไม่มักโกรธ ไม่เป็นคนเจ้าโทสะ ไม่เบียดเบียนใคร เป็นผู้รู้จักยับยั้งชั่งใจ ไม่คิดไปทำให้ตนเอง หรือใครๆ เดือดร้อน

3. ได้ตอกย้ำสัมมาทิฏฐิให้มั่นคงยิ่งขึ้น เพราะเมื่อได้รักษาศีล ย่อมเห็นคุณของอานิสงส์อย่างชัดเจน จนเกิดความเกรงกลัวต่อบาปกรรม ซึ่งจะทำให้เป็นผู้มีความระมัดระวังในความประพฤติของตนเองเป็นอย่างดี

ผลในภพชาติเบื้องหน้า

1. เมื่อละโลกไปแล้วจะไปบังเกิดในสุคติโลกสวรรค์

2 เมื่อกลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีกครั้ง ย่อมเป็นผู้ที่มีสุขภาพร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง ไม่เจ็บป่วยไข้ มีอายุขัยที่ยืนยาว สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแก่สุภมานพ โตเทยยบุตร ใน จูฬกัมมวิภังคสูตร3) ว่า  “ ดูก่อนมานพ บุคคลบางคนในโลกนี้ จะเป็นสตรีก็ตาม บุรุษก็ตาม ละปาณาติบาตแล้ว เป็นผู้เว้นขาดจากปาณาติบาต วางอาชญา วางศาสตราได้ มีความละอาย ถึงความเอ็นดู อนุเคราะห์ด้วยความเกื้อกูลในสรรพสัตว์และภูตอยู่ เขาตายไป จะเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์เพราะกรรมนั้น อันเขาให้พรั่งพร้อมสมาทาน ไว้อย่างนี้ หากตายไปไม่เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ถ้ามาเป็นมนุษย์ เกิด ณ ที่ใดๆ ในภายหลัง จะเป็นคนมีอายุยืน ดูก่อนมานพ ปฏิปทาเป็นไปเพื่อมีอายุยืน …Ž”

ผลสูงสุด

สามารถทำให้ผู้รักษา บรรลุมรรคผลนิพพานได้ เพราะศีลจะเป็นพื้นฐานสำคัญที่จะทำให้เกิดสมาธิ สมาธิจะเป็นบ่อเกิดแห่งปัญญา และปัญญาที่เกิดจากสมาธินี้ เป็นปัญญาที่สามารถรู้แจ้งเห็นแจ้งไป ตามความเป็นจริง

1) ภัททาลิสูตร, มั๙ฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์, มก. เล่ม 20 ข้อ 160 หน้า 321.
2) อุโปสถสูตร, อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต, มก. เล่ม 34 ข้อ 510 หน้า 382.
3) จูฬกัมมวิภังคสูตร, มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์, มก. เล่ม 23 ข้อ 583 หน้า 252.
sb101/9.txt · แก้ไขครั้งล่าสุด: 2015/03/15 16:55 (แก้ไขภายนอก)
 
เว้นแต่จะได้แจ้งไว้เป็นอื่นใด เนื้อหาบนวิกินี้ถูกกำหนดสิทธิ์ไว้ภายใต้สัญญาอนุญาติต่อไปนี้: CC Attribution-Noncommercial 3.0 Unported
Recent changes RSS feed Donate Powered by PHP Valid XHTML 1.0 Valid CSS Driven by DokuWiki