บทที่ 8 อานิสงส์ของการรักษาศีล

เนื้อหาบทที่ 8 อานิสงส์ของการรักษาศีล

  • 8.1 อานิสงส์ของการรักษาศีล
    • 8.1.1 อานิสงส์ของศีล 5
      • อานิสงส์ของศีล 5 ประการ
      • อานิสงส์ในแต่ละข้อ
    • 8.1.2 ศีลเป็นเกราะป้องกันภัยอย่างอัศจรรย์
    • 8.1.3 ศีลเป็นเครื่องมือแก้ปัญหาเศรษฐกิจ
    • 8.1.4 บทสรุปอานิสงส์ของศีล
  • 8.2 โทษภัยของการละเมิดศีล
    • 8.2.1 โทษของผู้ทุศีล 5 ประการ
    • 8.2.2 โทษภัยของการผิดศีลในปัจจุบัน
    • 8.2.3 กรรมวิบากของผู้ละเมิดศีล

แนวคิด

1. การทราบผลดีของการรักษาศีล จะทำให้เกิดแรงบันดาลใจในการรักษาศีล

2. การทราบโทษของการละเมิดศีล จะทำให้เกิดความกลัวไม่กล้าทำผิดศีล

วัตถุประสงค์

1. เพื่อให้ผู้ศึกษาได้ทราบและเข้าใจถึงคุณค่า (อานิสงส์) ของการรักษาศีล และโทษของการ ละเมิดศีลได้อย่างถูกต้อง

2. เพื่อให้ผู้ศึกษาสามารถแสดงอานิสงส์ของการรักษาศีล 5 และโทษของการละเมิดศีล 5 ได้

3. เพื่อให้ผู้ศึกษาสามารถสรุปอานิสงส์ของศีลได้

อานิสงส์ของการรักษาศีล

เมื่อเราทราบความหมายของศีลอย่างถูกต้องแล้วว่า ศีลเป็นปกติของความเป็นมนุษย์ เป็นเจตนา ละเว้นจากความชั่ว และได้ทราบความสำคัญของการรักษาศีลว่า ทำให้ได้รูปสมบัติที่เหมาะสมต่อการ สร้างบารมีอย่างเต็มที่ ทำให้เกิดความสุขในการดำเนินชีวิตทั้งชาตินี้ ชาติหน้า และชาติสุดท้าย ที่จะส่งผล ให้ได้บรรลุธรรมขั้นสูงสุดในพระพุทธศาสนา พร้อมทั้งได้ศึกษาเรียนรู้วิธีการรักษาศีล ให้เกิดความบริสุทธิ์ บริบูรณ์อย่างถูกต้อง คือ ให้เกิดความเย็นกาย เย็นใจ เพราะได้เรียนรู้หลักในการวินิจฉัยว่า อย่างไรเรียกว่า ศีลขาด ศีลทะลุ ศีลด่าง ศีลพร้อย

ความรู้ทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้น เพียงพอแล้วสำหรับการเริ่มต้นลงมือรักษาศีล แต่ก็ยังไม่เพียงพอ ต่อการรักษาศีลให้ได้ตลอดรอดฝั่ง เพราะเมื่อลงมือปฏิบัติไปได้สักระยะหนึ่ง ย่อมเกิดความเบื่อหน่ายบ้าง ท้อแท้บ้าง ไม่รู้ว่ารักษาแล้วดีอย่างไร หรือมีเหตุให้ต้องทำผิดศีลบ้าง ทั้งนี้เพราะเรายังต้องใช้ชีวิตอยู่ในสังคม ที่ทุกๆ คนก็ตกอยู่ในกระแสกิเลส การรักษาศีลจึงเป็นการทวนกระแสกิเลส ต้องออกแรงต้านกิเลสทั้งของ ตนเอง และบุคคลรอบข้าง เหมือนกับคนที่ยืนอยู่ในแม่น้ำ แล้วออกแรงว่ายทวนกระแสน้ำไป

การรักษาศีลจึงต้องมีแรงบันดาลใจมากเพียงพอที่จะต้านกับกระแสกิเลสให้ได้ และแรงบันดาลใจ หรือกำลังใจ หรือแรงจูงใจเหล่านี้ จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเราได้รับรู้ถึงผลหรืออานิสงส์ของการรักษาศีลว่าให้ผล ดีมากมายเพียงไร และได้รู้ถึงโทษทัณฑ์ของผู้ละเมิดศีลว่ามีทุกข์โทษภัยร้ายแรงยาวนานเกินกว่าจะคาดคิด

8.1 อานิสงส์ของการรักษาศีล

8.1.1 อานิสงส์ของศีล 5

อานิสงส์ของศีล 5 ประการ

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงอานิสงส์ของการรักษาศีลแก่ชาวปาฏลิคามใน มหาปรินิพพานสูตร1) ว่ามี 5 ประการ คือ

1. ย่อมได้โภคทรัพย์สมบัติมากมาย

2. กิตติศัพท์อันดีงามย่อมขจรขจายไป

3. มีความองอาจเมื่อไปสู่ชุมชนใดๆ

4. ไม่เป็นผู้หลงตาย (ไม่ตายอย่างไร้สติ)

5. เมื่อแตกกายทำลายขันธ์ ย่อมมีสุคติเป็นที่ไป

1. ย่อมได้โภคทรัพย์สมบัติมากมาย หมายความว่า ศีล ย่อมทำให้ผู้รักษาได้โภคทรัพย์ประการ หนึ่ง และใช้ได้อย่างเต็มที่อีกประการหนึ่ง

ศีลทำให้เกิดโภคทรัพย์ได้อย่างไร เราจะสังเกตเห็นได้โดยทั่วไป จากหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐบาล และเอกชน ล้วนต้องการบุคลากรที่มีคุณธรรมทั้งสิ้น ดังนั้นในการสมัครเข้าทำงานหรือแต่งตั้งบุคลากร ประจำตำแหน่งต่างๆ ผู้มีศีลสมบูรณ์ย่อมได้รับการพิจารณาก่อน เพราะเหตุแห่งศีลในตัวเขา ทำให้เป็นบุคคลที่มีความน่าเชื่อถือไว้วางใจ อันเนื่องจากความประพฤติ และการแสดงออกอันดีงาม สม่ำเสมอ จนเป็นที่ประจักษ์แก่สายตาของผู้พบเห็นหรือผู้ร่วมงาน

บิดามารดาที่มีโภคทรัพย์สมบัติ เมื่อถึงคราวที่จะมอบทรัพย์ให้แก่บุตรหลาน ย่อมต้องพิจารณา เลือกสรร ผู้ที่ประพฤติตัวดี มีศีล มีธรรม เพื่อความมั่นใจว่าผู้นั้นจะสามารถรักษาทรัพย์สมบัติที่มอบให้ได้ และสามารถใช้ทรัพย์นั้นไปเพื่อทำประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะถ้าบิดามารดาเป็นชาวพุทธ ย่อม ปรารถนาให้บุตรหลานนำทรัพย์นั้นไปสร้างบุญกุศล เพื่ออุทิศบุญกุศลนั้นแก่ตนในโลกหน้า

ศีลทำให้ใช้ทรัพย์ได้เต็มที่คืออย่างไร ทรัพย์ที่เราได้มาด้วยความทุจริต ย่อมก่อให้เกิดความไม่สบายใจ ทุกครั้งที่ได้ใช้ หรือเมื่อได้นึกถึง คนโบราณมักกล่าวว่า สิ่งของที่ได้มาโดยไม่ชอบธรรมเปรียบเสมือนมีผีสิง ทั้งนี้เพราะเจ้าของจะหวาดผวาทุกครั้งที่ได้เห็นทรัพย์สินที่ตนได้มาโดยทุจริต ส่วนผู้ที่ได้ทรัพย์มาด้วยความสุจริต ย่อมภาคภูมิใจในทรัพย์ที่ตนหามาได้ เมื่อจะใช้ทรัพย์ ย่อมใช้โดยปราศจากความหวาดระแวง

2. กิตติศัพท์อันดีงามย่อมขจรขจายไป หมายความว่า บุคคลรอบข้างย่อมเห็นความประพฤติ อันดีงามของคนมีศีล คนมีศีลจึงเป็นที่รัก ที่พอใจของบุคคลรอบข้าง เขาเหล่านั้นกล่าวถึง ย่อมกล่าวแต่สิ่ง ดีงาม และความประทับใจที่ได้รับ ความดีนี้เองย่อมเป็นที่แพร่หลายออกไป ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า

“ กลิ่นกฤษณาและกลิ่นจันทน์ ยังหอมน้อยกว่า กลิ่นหอมของผู้มีศีล

ซึ่งหอมฟุ้งขจรไกล ถึงปวงเทพไทเทวา และมนุษย์ทั้งหลายŽ”2)

3. มีความองอาจเมื่อไปสู่ชุมชนใดๆ หมายความว่า ผู้มีศีลย่อมเป็นผู้บริสุทธิ์ มีความภาคภูมิใจ ในความดีของตน มีใจเป็นปกติ ไม่ต้องหวาดระแวงว่าจะมีใครรู้กรรมชั่วของตน เพราะรักษาศีลมาเป็นอย่างดี คนมีศีลใครๆ ก็ชอบ จะเข้าไปสู่ที่ชุมชนใดก็ตาม ย่อมมีความอาจหาญเข้าไป

4. ไม่เป็นผู้หลงตาย หมายความว่า คนมีศีลย่อมมีสติสมบูรณ์ อันเนื่องมาจากการได้ฝึกสติอยู่เสมอๆ เพราะเมื่อจะกระทำสิ่งใดก็ตาม ต้องคอยระมัดระวังไม่ให้ผิดศีล ครั้นเมื่อถึงคราวที่หมดบุญ หมดอายุขัย ก่อนที่จะลาจากโลกนี้ไป ย่อมมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์เพราะได้ฝึกมาอย่างดีแล้ว ทั้งยังเห็นการกระทำอัน ดีงามจากการรักษาศีลของตน ย่อมปลื้มปีติใจ

5. เมื่อแตกกายทำลายขันธ์ ย่อมมีสุคติเป็นที่ไป หมายความว่า เมื่อถึงคราวที่ต้องลาจากโลกนี้ไป หลับตาลงครั้งใดก็จะเห็นคตินิมิต (ภาพที่เป็นเครื่องหมายของภพภูมิที่จะต้องไปเกิดใหม่) และกรรมที่ ดีงามของตน ทำให้จิตผ่องใส ย่อมไปสู่โลกหน้าในภพภูมิอันเป็นสุข คือ สุคติภูมิ ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสไว้ใน สีลวีมังสชาดก3) ว่า ศีลของตนที่บริสุทธิ์ดีแล้ว ย่อมนำความสุขในภพหน้ามาให้ได้Ž

นอกจากอานิสงส์หลัก 5 ข้อ ที่กล่าวไว้ข้างต้นแล้ว ยังมีรายละเอียดของอานิสงส์การรักษาศีล ในแต่ละข้อ ดังนี้

อานิสงส์ในแต่ละข้อ

อานิสงส์ของการรักษาศีล 54)

อานิสงส์ของศีลข้อที่ 1 เว้นจากการฆ่าสัตว์

1. เป็นผู้มีอวัยวะน้อยใหญ่ครบถ้วน

2. มีร่างกายสูงใหญ่สมส่วน

3. มีความแคล่วคล่องว่องไว

4. มีฝ่าเท้าเต็ม

5. มีความแช่มช้อย

6. มีความอ่อนโยน

7. มีความสะอาด

8. มีความแกล้วกล้า

9. มีกำลังมาก

10. มีวาจาสละสลวย

11. เป็นที่รักของชาวโลก

12. พวกพ้องบริวารไม่แตกแยกกัน

13. ไม่เป็นคนขี้กลัว

14. ไม่ถูกทำลาย

15. ไม่ตายเพราะถูกผู้อื่นทำร้าย

16. มีพวกพ้องบริวารมาก

17. มีรูปงาม (มีผิวพรรณงาม)

18. มีทรวดทรงงาม

19. มีโรคน้อย

20. ไม่เป็นคนเศร้าโศก

21. ไม่พลัดพรากจากคนและของรัก

22. มีอายุยืน

อานิสงส์ของศีลข้อที่ 2 เว้นจากการลักทรัพย์

1. มีความมั่งคั่ง

2. มีทรัพย์และข้าวเปลือกมาก

3. มีโภคะมากมาย

4. โภคะที่ยังไม่เกิดก็เกิดขึ้น

5. โภคะที่เกิดขึ้นแล้วก็มั่นคงถาวร

6. ได้โภคะที่ตนปรารถนารวดเร็วทันใจ

7. โภคะไม่สลายไปด้วยภัยต่างๆ

8. ได้ทรัพย์ที่คนทั่วไปไม่มี

9. เป็นคนเยี่ยมยอดของโลก

10. ไม่รู้จักความไม่มีทรัพย์

11. มีความเป็นอยู่สุขสบาย

อานิสงส์ของศีลข้อที่ 3 เว้นจากการประพฤติผิดในกาม

1. ไม่มีศัตรู คู่อาฆาต

2. เป็นที่รักของคนทั้งหลาย

3. ได้ลาภสิ่งของ เช่น ข้าว น้ำ เป็นต้น

4. หลับเป็นสุข

5. ตื่นเป็นสุข

6. พ้นจากภัยในอบายภูมิ

7. ไม่เกิดเป็นหญิง หรือเป็นกะเทย

8. ไม่มักโกรธ

9. เป็นคนเปิดเผย

10. ไม่เป็นคนผิดหวัง หรือเสียใจ

11. ไม่ต้องหลบหน้า

12. ทั้งสตรีและบุรุษต่างเป็นที่รัก

13. มีร่างกายสมบูรณ์

14. สมบูรณ์ด้วยลักษณะ

15. ไม่ต้องหวาดระแวง

16. มีความขวนขวายน้อย (ไม่มีเรื่องรบกวน)

17. มีความเป็นอยู่สุขสบาย

18. เป็นคนไม่มีภัย

19. ไม่พลัดพรากจากคนและของรัก

อานิสงส์ของศีลข้อที่ 4 เว้นจากการพูดมุสา

1. มีอินทรีย์ผ่องใส

2. เป็นคนพูดจาไพเราะ ศักดิ์สิทธิ์

3. มีฟันขาวสะอาดเรียบเสมอกัน

4. ไม่อ้วนเกินไป

5. ไม่ผอมเกินไป

6. ไม่เตี้ยเกินไป

7. ไม่สูงเกินไป

8. มีสัมผัสเป็นสุข

9. มีกลิ่นปากหอมเหมือนกลิ่นดอกอุบล

10. มีบริวารชนเป็นผู้ว่าง่าย

11. มีคำพูดที่คนเชื่อถือ

12. มีลิ้นบางสีแดงเหมือนกลีบดอกอุบล

13. จิตใจไม่ฟุ้งซ่าน

14. มีความมั่นคง ไม่หวั่นไหว

อานิสงส์ของศีลข้อที่ 5 เว้นจากการดื่มสุราเมรัย

1. มีปฏิภาณในการงานที่ควรทำ ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต

2. มีสติมั่นคงอยู่เสมอ

3. ไม่เป็นบ้า

4. เป็นคนมีความรู้

5. ไม่เป็นคนเกียจคร้าน

6. ไม่โง่เง่า

7. ไม่เป็นคนหนวกและใบ้

8. ไม่เป็นคนขี้เมา

9. เป็นคนไม่ประมาท

10. ไม่ขี้หลงขี้ลืม

11. ไม่เป็นคนขี้กลัว

12. ไม่เป็นคนแข่งดี

13. ไม่เป็นคนขี้ริษยา

14. เป็นคนพูดคำสัตย์

15. ไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดคำหยาบ และไม่พูดเพ้อเจ้อ

16. เป็นคนกตัญญู

17. เป็นคนกตเวที

18. ไม่เป็นคนตระหนี่

19. เป็นคนเสียสละ

20. เป็นคนมีศีล

21. เป็นคนเที่ยงตรง

22. ไม่เป็นคนมักโกรธ

23. เป็นคนจิตใจมีหิริ

24. เป็นคนมีโอตตัปปะ

25. เป็นคนมีความเห็นเที่ยงตรง

26. เป็นคนมีปัญญามาก

27. เป็นคนมีปัญญาแตกฉาน

28. เป็นบัณฑิต

29. เป็นผู้ฉลาดรู้ในสิ่งที่เป็นประโยชน์ และไม่เป็นประโยชน์

8.1.2 ศีลเป็นเกราะป้องกันภัยอย่างอัศจรรย์

หากจะมีหลักประกันที่ให้ความมั่นใจกับเราได้ว่า เราจะเป็นผู้มีอายุยืนยาวอยู่จนถึงวัยชรา โดยไม่มีโรคภัยใดๆ มาบั่นทอนทำลายชีวิตเราไปก่อนวัยอันควร เพราะในความเป็นจริง เราต่างก็มีชีวิต อยู่อย่างหวาดหวั่น โดยไม่มีวันรู้เลยว่า โรคภัย และความตาย จะมาเยือนในยามใด แต่เพราะการรักษาศีล จะทำให้เราได้หลักประกันนั้น ดังมีเรื่องตัวอย่าง ดังนี้

มหาธัมมปาลชาดก5)

ในอดีตกาล เมื่อครั้งที่พระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติในกรุงพาราณสี ยังมีพราหมณ์ผู้หนึ่งชื่อว่า ธรรมปาละ เป็นผู้ปกครองบ้านธรรมปาลคาม พราหมณ์ผู้นี้เป็นผู้ประพฤติธรรมรักษากุศลกรรมบถ 10 เป็นอย่างดี ท่านมีบุตรคนหนึ่ง ซึ่งตั้งชื่อว่า ธรรมปาลกุมาร เช่นกัน

เมื่อธรรมปาลกุมารเติบโตขึ้น ได้ไปศึกษาเล่าเรียนในสำนักของอาจารย์ผู้มีชื่อเสียงแห่งเมืองตักกสิลา และได้รับแต่งตั้งเป็นหัวหน้าของชายหนุ่มจำนวน 500 คน ซึ่งเป็นศิษย์ในสำนักนั้น

ต่อมาบุตรคนโตของอาจารย์ได้เสียชีวิตลง ท่ามกลางความโศกเศร้าเสียใจของทุกคน เหล่าศิษย์ ทั้งหลายต่างพากันร้องไห้ คงมีแต่ธรรมปาลกุมารเพียงผู้เดียวเท่านั้นที่มิได้ร้องไห้ เนื่องจากเขารู้สึก ประหลาดใจในการตายของผู้เป็นบุตรของอาจารย์ยิ่งนัก จึงถามชายหนุ่มทั้งหลายนั้นว่า

“ เพื่อนเอ๋ย พวกท่านกล่าวว่า เสียดายที่ลูกของอาจารย์มาตายเสียตั้งแต่ยังหนุ่ม เขาตายได้อย่างไร ในเมื่อคนหนุ่มสาวยังไม่ควรตายมิใช่หรือŽ”

(ช.) ”ธรรมปาละ ท่านไม่รู้จักความตายหรอกหรือŽ”

(ธรรม.) ”เรารู้ว่าคนจะตายเมื่อแก่ชรา แต่คนหนุ่มสาวนั้นยังไม่ควรตายŽ”

(ช.) ”ก็สังขารนั้นไม่เที่ยงนะ ธรรมปาละŽ”

(ธรรม.) ”ใช่ สังขารนั้นไม่เที่ยง แต่ก็ไม่ควรจะตายตั้งแต่ในวัยหนุ่มสาว ควรจะตายเมื่อแก่ชราแล้ว ถึงจะถูกŽ”

(ช.) ”ธรรมปาละ ที่บ้านของท่านไม่เคยมีใครตายในวัยหนุ่มสาวบ้างเลยหรือŽ”

(ธรรม.) “ ไม่เคยมี มีแต่ตายเมื่อแก่ชราแล้วทั้งนั้นŽ”

(ช.) ”ตระกูลของท่านเป็นเช่นนี้ตลอดมาเลยหรือŽ”

(ธรรม.) ”ถูกแล้ว ตระกูลของเราเป็นเช่นนี้ตลอดมาŽ”

ชายหนุ่มทั้งหลายได้ฟังถ้อยคำของธรรมปาลกุมารแล้ว ก็พากันไปเล่าให้อาจารย์ฟัง อาจารย์จึงเรียกธรรมปาลกุมารมาพบ แล้วถามว่า

“ ธรรมปาละ จริงหรือที่ตระกูลของเธอไม่เคยมีใครตายในวัยหนุ่มสาวเลยŽ”

ธรรมปาลกุมารตอบว่า “ จริงขอรับŽ”

อาจารย์ได้ฟังดังนั้นจึงคิดว่า

“ ช่างเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อ เราจะไปถามบิดาของกุมารนี้ดู ถ้าพบว่าเป็นความจริง เราจะได้ประพฤติ ธรรมตามแบบพวกเขาŽ”

เมื่อจัดการพิธีศพบุตรของตนเสร็จสิ้นแล้ว อาจารย์จึงเรียกธรรมปาลกุมารมาพบและสั่งว่า

“ ธรรมปาละ เรามีกิจธุระบางอย่างที่ต่างเมือง เธอจงคอยแนะนำให้ความรู้แก่ศิษย์ในสำนักนี้ จนกว่าเราจะกลับมาŽ”

จากนั้น ผู้เป็นอาจารย์ได้จัดการเอากระดูกแพะตัวหนึ่งมาทำความสะอาด แล้วเอาใส่กระสอบไว้ ให้คนรับใช้เป็นผู้ถือ แล้วพากันเดินทางออกจากเมืองตักกสิลา จนมาถึงบ้านของพราหมณ์ธรรมปาละ พวก ทาสของพราหมณ์ได้เห็นอาจารย์ของธรรมปาละกุมารมายืนอยู่ที่ประตู ก็พากันมารับร่ม รับรองเท้า จากมือของอาจารย์ และรับกระสอบจากมือของคนรับใช้ อาจารย์จึงกล่าวว่า

“ พวกท่านจงไปบอกบิดาของธรรมปาลกุมารว่า อาจารย์ของธรรมปาลกุมารมาขอพบŽ”

เมื่อพราหมณ์ผู้เป็นบิดาของธรรมปาลกุมารได้ทราบ ก็รีบมาเชื้อเชิญต้อนรับ นำอาจารย์ขึ้นเรือน คอยปรนนิบัติ จัดอาหารให้รับประทาน และนั่งสนทนาอยู่ด้วย แล้วอาจารย์ก็แสร้งกล่าวกับพราหมณ์ว่า

“ ท่านพราหมณ์ ธรรมปาลกุมารบุตรของท่านนั้น เป็นผู้มีสติปัญญาเฉลียวฉลาด สามารถเรียนจบ ไตรเพทและศิลปะ 18 ประการ แต่น่าเสียดายที่โรคร้ายได้ทำให้ธรรมปาลกุมารนั้นตายเสียแล้ว ท่านพราหมณ์ สังขารทั้งปวงนั้นไม่เที่ยง ท่านอย่าได้เศร้าโศกไปเลยนะŽ”

พราหมณ์ได้ฟังดังนั้น กลับตบมือ หัวเราะดังลั่น อาจารย์จึงถามด้วยความประหลาดใจว่า

“ ท่านพราหมณ์ ท่านหัวเราะทำไมŽ ”

พราหมณ์จึงตอบว่า

“ บุตรของเรายังไม่ตายหรอก ที่ตายนั้นเป็นคนอื่นŽ ”

อาจารย์กล่าวว่า

”ท่านพราหมณ์ ท่านจงเชื่อเถิด นี่คือกระดูกบุตรของท่านŽ”

พร้อมกับนำกระดูกออกมาให้พราหมณ์ดู แต่พราหมณ์กลับกล่าวว่า

“ นี่ไม่ใช่กระดูกบุตรของเรา บุตรของเรายังไม่ตายหรอก เพราะตระกูลของเรา 7 ชั่วโคตรมาแล้ว ไม่เคยมีใครตายในวัยหนุ่มสาวเลย ท่านนั้นพูดปดŽ”

ขณะนั้น คนทั้งหลายก็ตบมือหัวเราะกันยกใหญ่ อาจารย์เห็นความอัศจรรย์นั้น รู้สึกยินดียิ่งนัก จึงถามว่า

“ ท่านพราหมณ์ การที่ตระกูลของท่านไม่เคยมีใครตายในวัยหนุ่มสาวเลยนั้น ต้องมีสาเหตุอย่าง แน่นอน ท่านยึดถือปฏิบัติธรรมข้อใดหรือ ที่ส่งผลให้คนในตระกูลมีอายุยืนยาว ขอได้โปรดบอกแก่ข้าพเจ้าเถิดŽ”

พราหมณ์ได้ฟังดังนั้น ก็บรรยายถึงอานุภาพแห่งคุณความดี ที่เป็นเหตุให้คนในตระกูลมีอายุยืนยาว โดยกล่าวว่า

“ เพราะพวกเราประพฤติธรรม ละเว้นความชั่ว พวกเราไม่คบคนพาล คบแต่ บัณฑิต พวกเรามีจิตยินดีในการให้ทานและการรักษาศีล พวกเราไม่นอกใจภรรยา และภรรยาก็ไม่นอกใจพวกเรา พวกเราไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ดื่มน้ำเมา ไม่กล่าวคำเท็จ บุตรที่เกิดในภรรยาผู้มีศีลดี ย่อมมีปัญญา ฉลาด รอบรู้ พวกเราทุกคน ทั้งบิดา มารดา บุตร ภรรยา พี่น้องชายหญิง ทาส ทาสี คนอาศัย คนรับใช้ ทั้งหมดล้วนประพฤติธรรม มุ่งประโยชน์ในโลกหน้า ด้วยเหตุนี้ คนหนุ่มสาวของพวกเราจึงไม่ตาย กระดูกที่ท่านนำมานี้ เป็นกระดูกของผู้อื่น มิใช่กระดูกบุตรของเราแน่ เพราะธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม ธรรมย่อม นำความสุขมาให้ ธรรมปาลกุมารบุตรของเราได้รักษาธรรมเป็นอย่างดี บุตรของเราจึงยังมีความสุขอยู่แน่นอนŽ

อาจารย์ได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวว่า การมาของข้าพเจ้าในครั้งนี้ นับว่ามีประโยชน์ อย่างยิ่ง ขอให้ท่านยกโทษให้กับข้าพเจ้าด้วยเถิด บุตรของท่านนั้นมีความสุขสบายดี กระดูกนี้เป็นกระดูกแพะที่ข้าพเจ้านำมาเพื่อจะทดสอบว่า ถ้อยคำบุตรของท่าน นั้นจะเป็นจริงหรือไม่ และบัดนี้ข้าพเจ้าก็ได้พบความจริงแล้ว จึงใคร่ขอให้ ท่านได้โปรดมอบข้อธรรมที่ท่านประพฤติปฏิบัติเป็นอย่างดีนี้ให้แก่ข้าพเจ้า เพื่อ จะนำไปปฏิบัติให้เกิดผลŽ”

เมื่อพราหมณ์อนุญาตแล้ว อาจารย์ของธรรมปาลกุมารได้จารึกข้อธรรมเหล่านั้นลงในสมุด แล้ว กลับสู่เมืองตักกสิลา

ฝ่ายธรรมปาลกุมารนั้น เมื่อสำเร็จการศึกษา ก็กลับมาหาบิดามารดา พร้อมด้วยบริวารติดตาม มามากมาย

ธรรมปาลกุมาร ผู้มีการรักษาศีลอย่างสม่ำเสมอ เขาย่อมไม่เบียดเบียนใคร และปราศจากเวรภัยใดๆ มาเบียดเบียน นี่คือชีวิตที่เป็นสุข ภายใต้ความคุ้มครองแห่งศีล อันเป็นการปกป้องรักษาอย่างแน่นหนา และแข็งแกร่งเกินกว่าที่ทุกข์ภัยอันตราย หรือโรคร้ายใดๆ จะมารุกราน ทุกคนจึงมั่นใจได้ว่า ธรรมปาลกุมาร จะมีอายุยืนนาน และมีความสุขสบายดี

สมาชิกแห่งบ้านธรรมปาลคาม ดำเนินชีวิตอย่างมั่นใจเช่นนี้ เพราะค้นพบแล้วว่า การรักษาศีล เป็นการสร้างหลักประกันความปลอดภัยให้กับชีวิตได้ อย่างแท้จริง

8.1.3 ศีลเป็นเครื่องมือแก้ปัญหาเศรษฐกิจ

อานิสงส์ของการรักษาศีลที่กล่าวมาแล้ว เป็นเรื่องเฉพาะตัวบุคคล หมายความว่า ใครรักษาศีลได้ ครบบริบูรณ์ ผู้นั้นย่อมได้รับอานิสงส์ดังกล่าว ซึ่งเกิดผลเฉพาะตัวแก่ผู้ปฏิบัติ แต่ถ้าบุคคลหมู่คณะใด เมืองใด ประเทศใด พร้อมใจกันระมัดระวังมิให้การรักษาศีลขาดตกบกพร่อง อานิสงส์ย่อมเกิดขึ้นครอบคลุมทั้งแผ่นดิน เมืองนั้น ประเทศนั้น จะมีแต่ความอุดมสมบูรณ์ ประชาชนอยู่ดีกินดีกันทุกคน

ในทำนองกลับกัน ถ้าเมืองใด ประเทศใด มีผู้นำทุศีล ซึ่งทั้งนี้ย่อมหมายถึงว่า ประชาชนชาวเมือง ทั้งหลาย ก็มีแนวโน้มเป็นผู้ทุศีลด้วย บ้านเมืองนั้นก็จะประสบทุพภิกขภัย คือ ความอดอยากยากแค้น ไป ทั่วทุกหย่อมหญ้าด้วย ดังมีเรื่องปรากฏใน กุรุธรรมชาดก6) มีใจความโดยสังเขป ดังต่อไปนี้

ในอดีตกาลก่อนสมัยพุทธกาล เมื่อพระเจ้าธนัญชัยโกรพยะผู้เป็นเจ้าเมืองแคว้นกุรุรัฐเสด็จสวรรคต แล้ว พระราชโอรสจึงได้เสวยราชสมบัติแทน ทรงพระนามว่าพระเจ้าธนัญชัยโกรพยะ พระมหากษัตริย์องค์ ใหม่นี้ ทรงดำรงมั่นอยู่ในทศพิธราชธรรม และทรงรักษากุรุธรรม คือ ศีล 5 อันเป็นธรรมเนียมของชาวกุรุ รัฐเสมอมา พระบรมวงศานุวงศ์ตลอดจนชาวเมืองทั้งหลาย ต่างก็ยึดมั่นในกุรุธรรมหรือศีล 5 เหมือนกัน นอกจากนั้น พระองค์ยังได้สร้างโรงทานขึ้นในพระนครถึง 6 แห่ง ซึ่งแสดงถึงสภาพเศรษฐกิจที่ดีมาก

ส่วนเมืองทันตบุรี ซึ่งมีพระเจ้ากาลิงคราชเป็นกษัตริย์ปกครอง และอยู่ไม่ห่างจากแคว้นกุรุรัฐ นักชาวเมืองต่างอดอยากยากแค้น ถูกโรคต่างๆ รบกวนอยู่เสมอ ทั้งนี้เพราะเกิดฝนแล้ง ข้าวยากหมากแพง ประชาชนจึงพากันเข้าไปร้องทุกข์อยู่ที่ประตูพระราชวัง พระเจ้ากาลิงคราชจึงตรัสถามบรรดาราษฎรว่า เมื่อฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาลเช่นนี้ พระมหากษัตริย์แต่โบราณทรงมีวิธีแก้ไขปัญหาอย่างไร ราษฎร ทั้งหลายจึงกราบทูลว่า กษัตริย์ในครั้งนั้นจะทรงบริจาคทาน และทรงถืออุโบสถศีลอยู่ในปราสาทตลอด 7 วัน ฝนจึงจะตก ราษฎรก็จะหว่านข้าว ดำกล้า ทำมาหากินได้

พระเจ้ากาลิงคราชจึงทรงปฏิบัติตามคำกราบทูลของราษฎร แต่ฝนก็ยังไม่ตก พระองค์จึงทรง ปรึกษาหารือกับบรรดาอำมาตย์ทั้งหลาย บรรดาอำมาตย์ทั้งหลายจึงกราบทูลให้ขอพญาช้างเผือกมงคล จากพระเจ้าธนัญชัยโกรพยะ มาสู่ทันตบุรี ฝนก็จะตกบริบูรณ์

พระเจ้ากาลิงคราช จึงโปรดให้หาพราหมณ์ 8 คน เดินทางไปกรุงอินทปัตถ์ แคว้นกุรุ ทูลขอ พญาช้างเผือกต่อพระเจ้าธนัญชัยโกรพยะ ตามคำกราบทูลของเหล่าอำมาตย์

พราหมณ์ทั้ง 8 คน จึงได้เดินทางไปขอช้างเผือกจากพระเจ้าธนัญชัยโกรพยะ พระองค์ก็ พระราชทานพญาช้างเผือกให้ด้วยความยินดี พราหมณ์จึงนำไปถวายพระเจ้ากาลิงคราช แต่ฝนก็ยังไม่ตก ตามความปรารถนา

พระเจ้ากาลิงคราชจึงทรงปรึกษาหารือกับบรรดาอำมาตย์ เพื่อหาวิธีให้ฝนตกลงมาอีก หมู่อำมาตย์จึงกราบทูลว่า พระเจ้าธนัญชัยโกรพยะนั้นทรงรักษากุรุธรรม คือ ศีล 5 อยู่เป็นนิตย์ ฝนจึงตก ลงมาในประเทศของพระองค์ทุกๆ 15 วัน ควรจะโปรดให้นำพญาช้างเผือกไปถวายคืน แล้วทูลขอจารึกกุรุธรรม ลงในแผ่นทองมาถวายให้พระองค์ปฏิบัติ ถ้าทรงทำเช่นนี้แล้ว ฝนจึงจะตกในอาณาจักรของพระองค์

พระเจ้ากาลิงคราชทรงสดับเช่นนั้นแล้วก็ทรงเห็นชอบ จึงโปรดให้พราหมณ์ทั้ง 8 คน กับอำมาตย์ เป็น ราชทูตนำพญาช้างเผือกไปถวายคืน ณ กรุงอินทปัตถ์ และถวายเครื่องบรรณาการ พร้อมทั้งให้ทูลขอจารึก กุรุธรรมมาด้วย พราหมณ์และอำมาตย์ทั้งหลายรับพระราชโองการแล้ว ก็กราบถวายบังคมลาไปปฏิบัติ ตามรับสั่ง

เมื่อพราหมณ์และอำมาตย์ซึ่งเป็นราชทูตแห่งกรุงกาลิงคราชถวายพญาช้างเผือก และถวาย เครื่องราชบรรณาการคืนแล้ว จึงกราบทูลขอกุรุธรรมจากพระเจ้าธนัญชัยโกรพยะ แต่พระองค์ไม่ทรง พระราชทานให้ เพราะทรงไม่แน่พระทัยว่ากุรุธรรมของพระองค์บริสุทธิ์ผุดผ่อง เพราะเคยทรงแผลงพระศร ลูกหนึ่งตกลงไปในสระน้ำ ทรงสงสัยว่า ลูกศรนั้นอาจจะไปถูกปลาตัวใดตัวหนึ่งถึงแก่ความตาย จึงทรง แนะนำให้หมู่พราหมณ์และอำมาตย์ไปทูลขอกุรุธรรมจากพระราชมารดาของพระองค์

แต่บรรดาราชทูตก็ยืนยันว่า พระองค์ไม่มีเจตนาจะฆ่าสัตว์ ศีลคงไม่ขาด ขอให้พระองค์พระราช-ทานกุรุธรรมให้ด้วยเถิด พระเจ้าธนัญชัยโกรพยะจึงทรงอนุญาตให้ราชทูตจารึกกุรุธรรมลงในแผ่นทอง ซึ่งก็คือ ศีล 5 นั้นเอง

เมื่อราชทูตจารึกกุรุธรรมทั้ง 5 ข้อแล้ว ก็ถวายบังคมลาไปเฝ้าพระราชมารดาของพระเจ้ากรุง อินทปัตถ์อีก พระนางก็ทรงสงสัยว่า กุรุธรรมของพระนางอาจจะไม่บริสุทธิ์ เพราะได้เคยให้ของแก่ ลูกสะใภ้ทั้งสองคน แต่ของมีมูลค่าไม่เท่ากัน จึงไม่อยากให้กุรุธรรมแก่ราชทูต พวกราชทูตก็ทูลถวาย ความเห็นว่าไม่เป็นไร แล้วทูลขอจารึกกุรุธรรมของพระนางลงในแผ่นทองคำซึ่งมี 5 ข้อเหมือนกัน จากนั้น จึงเข้าไปเฝ้าพระอัครมเหสี

พระอัครมเหสีก็ตรัสว่าพระนางเองยังทรงสงสัยว่า กุรุธรรมของพระนางจะไม่บริสุทธิ์ เพราะเคย เผลอจิตคิดไปว่า ถ้าพระราชาสวรรคตแล้ว พระนางได้ร่วมอภิเษกกับมหาอุปราชก็จะได้ดำรงตำแหน่ง อัครมเหสีอีกพวกราชทูตจึงกราบทูลว่า ศีลของพระนางมิได้ด่างพร้อย แล้วทูลขอจดกุรุธรรมจากพระนาง

ครั้นแล้ว คณะราชทูตจึงไปกราบทูลขอจดกุรุธรรมจากมหาอุปราช มหาอุปราชก็ตรัสว่า พระองค์ ยังสงสัยว่ากุรุธรรมของพระองค์จะไม่บริสุทธิ์เพราะเคยทำให้ประชาชนเข้าใจผิด หลงรอคอยเข้าเฝ้า พระองค์เก้อ ส่วนพวกบริวารก็ต้องทนเปียกฝนรอคอยอยู่ที่ประตูพระราชวังทั้งคืน แต่คณะราชทูตทูลว่า ไม่เป็นไร แล้วทูลขอจารึกกุรุธรรมของมหาอุปราชลงในแผ่นทองคำ

คณะราชทูตจารึกเสร็จแล้ว ก็ทูลลาไปหาปุโรหิตาจารย์ ปุโรหิตจึงกล่าวว่า ยังสงสัยว่าศีลของตน จะด่างพร้อย เพราะเคยมีจิตคิดอยากได้รถคันงาม ที่กษัตริย์เมืองอื่นส่งมาถวายพระราชา แต่ครั้นภาย หลังพระราชาพระราชทานรถคันนั้นให้ ปุโรหิตก็ไม่ยอมรับ ราชทูตทั้งหลายเห็นว่า การคิดโลภเพียงเท่านี้ ย่อมไม่ทำให้เสียศีล แล้วขอจารึกกุรุธรรมลงในแผ่นทองคำเหมือนดังที่ผ่านมา

ต่อจากนั้น ราชทูตจึงพากันไปหาอำมาตย์ซึ่งทำหน้าที่รังวัดไร่นา อำมาตย์ผู้นั้นก็บอกว่า สงสัยว่า ศีลข้อปาณาติบาตของตนจะขาดไป เพราะเคยไปวัดนาสุดเขตลงตรงรูปู แต่ไม่เห็นรอยปูปรากฏ จึงคิดว่า ไม่มีปูอยู่ในรู ครั้นปักไม้ลงไปในรู ก็ได้ยินเสียงปูร้อง ทำให้คิดว่าปูอาจจะตาย บรรดาราชทูตจึงแย้งว่า อำมาตย์ไม่มีเจตนาจะฆ่าปู ศีลของท่านจึงยังไม่ขาด และขอจดกุรุธรรมลงในแผ่นทองคำ

ต่อจากนั้น คณะทูตได้ไปหานายสารถี นายสารถีก็สงสัยว่าศีลของตนจะไม่บริสุทธิ์ เพราะเคยใช้ แส้ตีม้า พวกราชทูตจึงคัดค้าน แล้วขอจดกุรุธรรม

ครั้นแล้วคณะราชทูตได้ไปหามหาเศรษฐี มหาเศรษฐีก็สงสัยว่าศีลอทินนาทานของตนอาจจะเสียไป เพราะยังไม่ทันได้ถวายข้าวสาลีเป็นค่านาให้หลวง ก็ให้คนใช้ผูกรวงข้าวเล่น พวกราชทูตได้คัดค้านว่าไม่เป็นไร แล้วขอจดกุรุธรรมเหมือนครั้งก่อนๆ

ต่อมา คณะราชทูตจึงไปหาอำมาตย์ผู้ทำหน้าที่ตวงข้าว อำมาตย์ผู้นั้นก็คิดสงสัยว่าศีลของตนจะด่างพร้อย เพราะขณะที่ทำหน้าที่เป็นผู้ใส่ไม้สำหรับนับจำนวนข้าวเปลือก ในขณะที่คนใช้ขนข้าวเปลือก บังเอิญฝนตกลงมา ตนเองรีบหนีฝน เลยจำไม่ได้ว่าใส่ไม้เข้าไปในกองใด พวกราชทูตจึงได้คัดค้าน และขอจารึกกุรุธรรมของอำมาตย์ไป

ลำดับต่อไป คณะราชทูตก็ไปหานายประตู นายประตูจึงเล่าความสงสัยในกุรุธรรมของตนว่า วันหนึ่งใกล้เวลาที่จะปิดประตูพระนคร ตนได้ว่ากล่าวชายขัดสนผู้หนึ่งกับน้องสาวของชายผู้นั้น ซึ่งกลับ เข้าเมืองในเวลาเย็นมาก ตนได้กล่าวตู่ด้วยเข้าใจผิดว่า หญิงคนนั้นเป็นภรรยาของชายผู้นั้น พวกราชทูตจึง คัดค้าน และขอจดกุรุธรรมของนายประตูเหมือนเช่นเคย

ถัดจากนั้น คณะราชทูตได้พากันไปหานางวัณณทาสี (หญิงงามเมือง) นางวัณณทาสีจึงกล่าวถึง ความสงสัยในกุรุธรรมของนางว่า ครั้งหนึ่งพระอินทร์เคยแปลงเพศเป็นชายหนุ่มมาหานาง ได้ให้ทรัพย์แก่ นางไว้จำนวนหนึ่ง และสัญญาว่าจะมาหานางอีก แต่แล้วพระอินทร์ก็หายไปเป็นเวลาถึง 3 ปี นางเฝ้า คอยโดยไม่ยอมรับสิ่งใดจากชายอื่นด้วยเกรงว่าศีลจะขาด

ครั้นนางยากจนลง จึงไปหาอำมาตย์ให้ตัดสินชี้ขาดว่า ต่อแต่นี้ไป นางจะสามารถรับทรัพย์จาก ชาย อื่นได้หรือยัง ครั้นตกค่ำลงในวันเดียวกันก็มีชายคนหนึ่งมาหานาง ทันใดนั้นพระอินทร์ก็แสดงพระองค์ให้ปรากฏ นางจึงมิได้ติดต่อและรับทรัพย์จากชายผู้นั้น พระอินทร์จึงกลายเพศให้เป็นพระอินทร์ตามเดิมแล้วเหาะไปบนอากาศ พลางกล่าวว่า เธอเป็นผู้รักษาสัตย์ แล้วบันดาลให้ฝนแก้วตกลงมาเต็มบ้านของนางด้วยเหตุนี้ นางวัณณทาสีจึงสงสัยว่า ศีลของนางจะไม่บริสุทธิ์ พวกราชทูตคัดค้านว่าไม่เป็นไร แล้วขอจดกุรุธรรม ซึ่งได้รายละเอียดเหมือนที่จดมาจากทุกคน

เมื่อราชทูตจดกุรุธรรมของคนทั้ง 11 แล้ว จึงนำไปถวายพระเจ้ากาลิงคราช กราบทูลเรื่องความ สงสัยในศีล 5 ของคนเหล่านั้นให้ทรงทราบทุกประการ พระเจ้ากาลิงคราชทรงโสมนัสเป็นอย่างยิ่ง แล้วได้ ทรงตั้งพระทัยรักษาศีล 5 ให้บริสุทธิ์นับแต่บัดนั้น ฝ่ายพราหมณ์และอำมาตย์ทั้งหลายก็ตั้งใจรักษาศีลตาม ตลอดจนประชาชนทั่วแคว้นต่างชักชวนกันรักษาศีล ต่อมาฝนก็ตกต้องตามฤดูกาล ทำให้พืชพันธุ์ธัญญาหาร บริบูรณ์

จะเห็นว่าการรักษาศีลในระดับของมวลชนนั้น มีผลทำให้บรรยากาศของโลกดีขึ้น ฝนก็ตกต้อง ตามฤดูกาล ซึ่งจะมีผลต่อการทำเกษตรกรรมให้ได้ผลดี เศรษฐกิจของประเทศนั้น เมืองนั้นย่อมเกิดผลดี ตามไปด้วย

แต่หากคนในบ้านเมืองใดไม่ประพฤติธรรม บ้านเมืองนั้นย่อมได้รับผลตรงกันข้าม ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ใน ธัมมิกสูตร7) ว่า

”ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในสมัยใด พระราชาทั้งหลายประพฤติไม่เป็นธรรม ในสมัยนั้น แม้ข้าราชการทั้งหลายก็พลอยประพฤติไม่เป็นธรรม เมื่อข้าราชการ ประพฤติไม่เป็นธรรม พราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลายก็ประพฤติไม่เป็นธรรม บ้าง…ชาวบ้านชาวเมืองก็ประพฤติไม่เป็นธรรมไปตามกัน… ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ ก็โคจรไม่สม่ำเสมอ… ดาวนักษัตรทั้งหลายก็เดินไม่เที่ยงตรง… คืนและวันก็เคลื่อนไป ครั้นคืนและวันเคลื่อนไป เดือนและปักษ์ก็คลาดไป ครั้นเดือนและปักษ์คลาดไป ฤดูและปีก็เคลื่อนไป ครั้นฤดูและปีเคลื่อนไป ลมก็พัดผันแปรไป ครั้นลมพัด ผันแปรไป ลมนอกทางก็พัดผิดทาง ครั้นลมนอกทางพัดผิดทาง เทวดาทั้งหลาย ก็ปั่นป่วน ครั้นเทวดาทั้งหลายปั่นป่วน ฝนก็ไม่ตกตามฤดูกาล ครั้นฝนไม่ตกตาม ฤดูกาล ข้าวกล้าทั้งหลายก็สุกไม่ดี ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มนุษย์ทั้งหลายบริโภค ข้าวที่สุกไม่ดี ย่อมอายุสั้น ผิวพรรณก็ไม่งาม กำลังก็ลดถอย และมีอาพาธมากŽ”

จากตัวอย่างที่กล่าวมา ย่อมแสดงให้เห็นถึงอานิสงส์ที่ส่งผลให้เห็นในชาติปัจจุบัน ทั้งต่อตนเอง คือ เป็นหลักประกันของชีวิต และต่อสังคมส่วนรวม ทำให้สังคมดี สิ่งแวดล้อมดี เศรษฐกิจก็ดีตามไปด้วย

8.1.4 บทสรุปอานิสงส์ของศีล

อานิสงส์ของศีล สามารถกล่าวโดยสรุปได้เป็น 3 ข้อใหญ่ ได้ดังนี้

“ สีเลนะ สุคะติง ยันติ

สีเลนะ โภคะสัมปะทา

สีเลนะ นิพพุติง ยันติ

ตัสมา สีลัง วิโสธะเยŽ”

มีความหมายดังต่อไปนี้

1. สีเลนะ สุคะติง ยันติ แปลว่า ศีลทำให้ไปสู่สุคติ

2. สีเลนะ โภคะสัมปะทา แปลว่า ศีลทำให้มีโภคทรัพย์

3. สีเลนะ นิพพุติง ยันติ แปลว่า ศีลทำให้ไปพระนิพพาน

โดยเฉพาะในข้อ 3 นี้ หมายความว่า ศีลมีส่วนทำให้ไปถึงพระนิพพานได้ ถ้าไม่มีศีลก็ไปพระ-นิพพานไม่ได้ และพระนิพพานมีความหมายเป็น 2 นัย ด้วยกัน คือ

1. พระนิพพานขั้นต้น หมายถึง คนที่มีศีลย่อมเกิดความสบายใจ จะอยู่ที่ใดก็สงบร่มเย็นเป็นสุข

2. พระนิพพานขั้นสูง หมายถึง ศีลทำให้ผู้รักษาหมดกิเลส ผู้ที่หมดกิเลสย่อมได้ไปพระนิพพานทั้งสิ้น

พระนิพพานเป็นเป้าหมายสูงสุดของชาวพุทธ แต่จะไปสู่เป้าหมายสูงสุดได้ มีความจำเป็นต้อง ปฏิบัติไปตามลำดับขั้นตอน คือ ศีล สมาธิ และปัญญา เพราะศีลเป็นที่ตั้งของสมาธิ สมาธิเป็นที่ตั้งของ ปัญญา ถ้าไม่รักษาศีลให้บริสุทธิ์แล้ว สมาธิและปัญญาก็เกิดขึ้นไม่ได้

ดังนั้น จึงต้องรักษาศีลก่อนเป็นอันดับแรก เพื่อปิดกั้นทุจริตทางกาย และวาจา เป็นผลให้เกิด ความบริสุทธ์ทางกาย วาจา ใจ อันเป็นที่ตั้งแห่งคุณความดีทั้งหลาย ดังมีภาษิตกล่าวไว้ว่า

 “ ศีลเป็นเขตแดน เป็นเครื่องปิดกั้นทุจริต ทำจิตให้ร่าเริงแจ่มใส และเป็นท่าหยั่งลงมหาสมุทร คือนิพพานของพระพุทธเจ้าทั้งปวง เพราะฉะนั้นบุคคลพึง รักษาศีลให้บริสุทธิ์Ž ”8)

8.2 โทษของการละเมิดศีล

ในขณะที่อานิสงส์แห่งศีลนั้น พรั่งพร้อมด้วยความดีมากมาย ในทำนองเดียวกัน โทษทัณฑ์แห่งการ ผิดศีล ก็ส่งผลทำลายล้างทุกสิ่งทุกอย่างได้มากมายเช่นกัน

เมื่อผิดศีล ความผิดปกติย่อมจะเกิดขึ้นทันที ใจที่เคยใสสะอาด จะเศร้าหมองขุ่นมัว ยิ่งผิดศีล มากเท่าไร ใจจะยิ่งเสื่อมคุณภาพลงไปมากเท่านั้น ทุกข์ภัยทั้งหลายก็จะเข้ามาในชีวิตและติดตามล้างผลาญ อย่างไม่ยอมเลิกรา ไม่ว่าชาตินี้ ชาติหน้า หรือชาติไหนๆ ก็ตาม

8.2.1 โทษของผู้ทุศีล 5 ประการ

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงโทษของการละเมิดแก่ชาวปาฏลิคามใน มหาปรินิพพานสูตร9) ว่ามี 5 ประการ คือ

1. ย่อมเข้าถึงความเสื่อมโภคทรัพย์อย่างมาก

2. กิตติศัพท์ที่ชั่วของผู้ทุศีลย่อมกระฉ่อนไป

3. เป็นผู้เก้อเขินเข้าไปสู่ชุมชนใดๆ

4. ย่อมเป็นผู้หลงทำกาละ

5. เมื่อตายไปย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต

1. ย่อมเข้าถึงความเสื่อมโภคทรัพย์อย่างมาก หมายความว่า ผู้ทุศีลย่อมไม่มีใครเชื่อถือไว้วางใจ ส่งผลให้หน้าที่การงานไม่เจริญรุ่งเรือง ทรัพย์มรดกต่างๆ บิดามารดาก็ไม่อยากมอบให้ และทรัพย์ที่เกิดขึ้น ย่อมฉิบหายหรือหมดโอกาสได้ใช้ อันเนื่องมาจากโทษภัยของการละเมิดศีล

2. กิตติศัพท์ที่ชั่วของผู้ทุศีลย่อมกระฉ่อนไป หมายความว่า บุคคลผู้ใกล้ชิด หรือร่วมอยู่ร่วมทำงาน ด้วย ย่อมทราบพฤติกรรมดี เมื่อจะกล่าวถึงผู้ทุศีล ย่อมกล่าวถึงพฤติกรรมที่ไม่ดีตามที่ตนได้เห็นมา

3. เป็นผู้เก้อเขินเข้าไปสู่ชุมชนใดๆ หมายความว่า คนทุศีลมักจะกลัวความผิดของตน ต้องคอยหลบๆ ซ่อนๆ แม้ความผิดนั้นจะไม่มีใครรู้ก็ตาม แต่เพราะตนรู้ จึงกลัวว่าความผิดของตนจะถูกเปิดเผย เกิดความแหนงใจขึ้นในตนเอง

4. ย่อมเป็นผู้หลงทำกาละ หมายความว่า ผู้ทุศีล เวลาทำความชั่วย่อมขาดสติยับยั้งชั่งใจ เมื่อ ทำบ่อยๆ สติสัมปชัญญะที่มีก็ไม่สมบูรณ์ ครั้นถึงเวลาตาย กรรมนิมิตที่น่ากลัวมาปรากฏ ย่อมตายอย่างขาดสติ

5. เมื่อตายไปย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต หมายความว่า ผู้ทุศีล เมื่อตายก็ตายอย่างขาดสติ มีจิตที่เศร้าหมองเพราะกรรมที่ตนทำไว้มาปรากฏเป็นกรรมนิมิตให้เห็น เมื่อละโลกไปแล้ว ย่อมไปสู่อบายภูมิ (ภพที่อยู่ของสัตว์นรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน) ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ”กรรมชั่วของตนเอง ย่อมนำไปสู่ทุคติŽ”10)

8.2.2 โทษภัยของการผิดศีล 5 ในปัจจุบัน

เมื่อพิจารณาดูด้วยใจที่เป็นธรรม ก็จะเห็นโทษของการผิดศีล ที่เกิดขึ้นกับคนในสังคมปัจจุบัน ได้อย่างชัดเจน คือ

โทษของการผิดศีลข้อ 1 ฆ่าสัตว์

ทำให้อายุสั้น เช่น บุคคลประเภทผู้มีอิทธิพลหรือเจ้าพ่อทั้งหลาย มีหลายคนที่ถูกฆ่าตาย เพราะเคยไปฆ่าคนอื่นเขาไว้เหมือนกัน เนื่องจากญาติพี่น้องของคนที่ถูกฆ่าเหล่านั้นย่อมโกรธแค้น จึงหาทาง แก้แค้นคืนเอาบ้าง

โทษของการผิดศีลข้อ 2 ลักทรัพย์

ทำให้เกิดโรคจิต เช่น โรคหวาดผวา เพราะได้ลักขโมยสิ่งของของผู้อื่นมา จึงเกรงว่าจะมีใครมา เห็น ทำให้เกิดความกลัวคิดระแวงสงสัย ทั้งยังเกรงว่าจะถูกเจ้าของทรัพย์จับได้ นานๆ ไป จึงกลาย เป็นโรคหวาดผวาไปเลย

โทษของการผิดศีลข้อ 3 ประพฤติผิดในกาม

ทำให้เกิดกามโรค หรือโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง (เอดส์) เป็นต้น

โทษของการผิดศีลข้อ 4 พูดโกหก

ทำให้เกิดโรคความจำเสื่อม ผู้ที่โกหกมากๆ ในที่สุด แม้ตนเองจะพูดเรื่องจริงก็ยังสงสัย ว่าเรื่องที่ พูดนั้นเป็นความจริงหรือโกหกกันแน่ ครั้นนานเข้าก็กลายเป็นคนไม่กล้าตัดสินใจ บางคนเป็นโรคหลงไปเลยก็มี

โทษของการผิดศีลข้อ 5 ดื่มน้ำเมา ทำให้เกิดโรคพิษสุราเรื้อรัง ตับแข็ง มะเร็ง ฯลฯ หรือได้รับบาดเจ็บอันเกิดจากการทะเลาะวิวาท

การทำผิดศีลมิเพียงแต่ให้ผลในปัจจุบันชาตินี้เท่านั้น แต่ยังส่งผลให้เกิดวิบากกรรมต่อไปในภพชาติ เบื้องหน้า ดังที่เราได้พบเห็นว่า บางคนเกิดมาพร้อมกับความไม่สมประกอบ บางคนเกิดเป็นโรคร้ายที่แปลก ประหลาด ในขณะที่บางคนกลับมีสุขภาพพลานามัยที่สมบูรณ์แข็งแรงตลอดชีวิต สาเหตุของความแตกต่าง กันนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงแสดงเหตุที่มาของความแตกต่างเหล่านี้ไว้ใน จูฬกัมมวิภังคสูตร11) ว่า กรรมย่อมจำแนกสัตว์ คือ ให้ทรามและประณีตŽ

จึงสรุปได้ว่าเป็นเพราะกรรมของสัตว์ที่ได้กระทำไว้ในอดีตชาติ อันเกิดจากการกระทำในอดีตและปัจจุบัน ผู้ประกอบกรรมชั่วหยาบย่อมมีวิบากผลที่ทราม ผู้ประกอบกรรมดี ย่อมมีวิบากผลที่ประณีต ความแตกต่างของสัตว์จึงแตกต่างกัน

8.2.3 กรรมวิบากของผู้ละเมิดศีล

1. ผู้ที่ละเมิดศีลข้อที่ 1 ฆ่าสัตว์ ย่อมได้รับกรรมวิบาก 5 สถาน คือ

1) ย่อมเกิดในนรก

2) ย่อมเกิดในกำเนิดสัตว์เดรัจฉาน

3) ย่อมเกิดในกำเนิดเปตวิสัย (เกิดเป็นเปรต)

4) ย่อมเป็นผู้มีอวัยวะพิการ

5) โทษเบาที่สุด หากเกิดเป็นมนุษย์อายุย่อมสั้น บางคนก็ถูกทำแท้งตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา

2. ผู้ที่ละเมิดศีลข้อที่ 2 ลักทรัพย์ ย่อมได้รับกรรมวิบาก 5 สถาน คือ

1) ย่อมเกิดในนรก

2) ย่อมเกิดในกำเนิดสัตว์เดรัจฉาน

3) ย่อมเกิดในกำเนิดเปตวิสัย (เกิดเป็นเปรต)

4) ย่อมเป็นผู้ยากจนเข็ญใจไร้ที่พึ่ง

5) โทษเบาที่สุด หากเกิดเป็นมนุษย์ ทรัพย์สมบัติย่อมพินาศเสียหาย ทั้งจากน้ำท่วม ไฟไหม้ พายุพัด หรือเหตุร้ายต่างๆ

3. ผู้ที่ละเมิดศีลข้อที่ 3 ประพฤติผิดในกาม ย่อมได้รับกรรมวิบาก 5 สถาน คือ

1) ย่อมเกิดในนรก

2) ย่อมเกิดในกำเนิดสัตว์เดรัจฉาน

3) ย่อมเกิดในกำเนิดเปตวิสัย (เกิดเป็นเปรต)

4) ย่อมมีร่างกายทุพพลภาพ ขี้เหร่ มากไปด้วยโรค

5) โทษเบาที่สุด หากเกิดเป็นมนุษย์ ย่อมเป็นผู้มีศัตรูรอบด้าน

4. ผู้ที่ละเมิดศีลข้อที่ 4 พูดโกหก ย่อมได้รับกรรมวิบาก 5 สถาน คือ

1) ย่อมเกิดในนรก

2) ย่อมเกิดในกำเนิดสัตว์เดรัจฉาน

3) ย่อมเกิดในกำเนิดเปตวิสัย (เกิดเป็นเปรต)

4) ย่อมเป็นผู้มีวาจาไม่เป็นที่น่าเชื่อถือ มีกลิ่นปากเหม็นจัด

5) โทษเบาที่สุด หากเกิดเป็นมนุษย์ จะถูกกล่าวตู่ด้วยคำไม่เป็นจริงอยู่เสมอ

5. ผู้ที่ละเมิดศีลข้อที่ 5 ดื่มน้ำเมา ย่อมได้รับกรรมวิบาก 5 สถาน คือ

1) ย่อมเกิดในนรก

2) ย่อมเกิดในกำเนิดสัตว์เดรัจฉาน

3) ย่อมเกิดในกำเนิดเปตวิสัย (เกิดเป็นเปรต)

4) ย่อมเป็นผู้มีสติไม่สมประกอบ เป็นคนโง่เขลา ปัญญาอ่อน

5) โทษเบาที่สุด หากเกิดเป็นมนุษย์ ย่อมเป็นบ้า

อานิสงส์ของศีลมีคุณอย่างไม่อาจประมาณได้ เช่นเดียวกัน การละเมิดศีลก็มีโทษภัยอย่างร้ายแรง ดังนั้นจึงไม่ควรประมาท ให้รีบรักษาศีลตั้งแต่วันนี้ อย่าปล่อยเวลาที่เหลืออันน้อยนิดของเราให้ผ่านไป อย่างไร้คุณค่า ดังที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า

“ ก็ผู้ใดทุศีล มีใจไม่ตั้งมั่น พึงเป็นอยู่ 100 ปี ความเป็นอยู่วันเดียว ของผู้มีศีล มีฌาน ประเสริฐกว่า (ความเป็นอยู่ของผู้นั้น)Ž ”12)

1) มหาปรินิพพานสูตร, ทีฆนิกาย มหาวรรค, มก. เล่ม 13 ข้อ 80 หน้า 254-255.
2) อรรถกถาขุททกนิกาย ฉักกนิบาตชาดก ตุณฑิลชาดก, มก. เล่ม 59 หน้า 146.
3) อรรถกถาขุททกนิกาย จตุกกนิบาตชาดก สีลวีมังสชาดก, มก. เล่ม 58 ข้อ 762 หน้า 801.
4) อรรถกถาขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ พรรณนาสิกขาบท, มก. เล่ม 39 หน้า 40-41.
5) อรรถกถาขุททกนิกาย ทสกนิบาตชาดก มหาธัมมปาลชาดก, มก. เล่ม 59 หน้า 883-892.
6) อรรถกถาขุททกนิกาย ติกนิบาตชาดก กุรุธรรมชาดก, มก. เล่ม 58 หน้า 190-213.
7) ธัมมิกสูตร, อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต, มก. เล่ม 35 ข้อ 70 หน้า 221-222.
8) สีลวเถรคาถา, ขุททกนิกาย เถรคาถา, มก. เล่ม 52 ข้อ 378 หน้า 425.
9) มหาปรินิพพานสูตร, ทีฆนิกาย มหาวรรค, มก. เล่ม 13 ข้อ 79 หน้า 253-254.
10) อรรถกถาขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เรื่องพระติสสเถระ, มก. เล่ม 43 หน้า 19.
11) จูฬกัมมวิภังคสูตร, มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์, มก. เล่ม 23 ข้อ 596 หน้า 259.
12) ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท, มก. เล่ม 41 ข้อ 18 หน้า 416.417.
sb101/8.txt · แก้ไขครั้งล่าสุด: 2015/03/15 16:55 (แก้ไขภายนอก)
 
เว้นแต่จะได้แจ้งไว้เป็นอื่นใด เนื้อหาบนวิกินี้ถูกกำหนดสิทธิ์ไว้ภายใต้สัญญาอนุญาติต่อไปนี้: CC Attribution-Noncommercial 3.0 Unported
Recent changes RSS feed Donate Powered by PHP Valid XHTML 1.0 Valid CSS Driven by DokuWiki