บทที่ 4 ธรรมทาน

เนื้อหาบทที่ 4 ธรรมทาน

  • 4.1 ประเภทของธรรมทาน
    • 4.1.1 วิทยาทาน
      • วิทยาทานทางโลก
      • วิทยาทานทางธรรม
    • 4.1.2 อภัยทาน
  • 4.2 อานิสงส์ของธรรมทาน
  • 4.3 การแสดงธรรม
    • 4.3.1 คุณสมบัติของผู้แสดงธรรม
      • แสดงธรรมตามลำดับ ไม่ตัดวรรคถ้อยความ
      • แสดงธรรมอ้างเหตุผลให้ผู้ฟังเข้าใจ
      • อาศัยความเอ็นดูแสดงธรรม
      • ไม่เห็นแก่ลาภ
      • ไม่กล่าวคำกระทบตนและผู้อื่น
    • 4.3.2 ควรแสดงธรรมเมื่อไร
  • 4.4 อานิสงส์ของผู้แสดงธรรม
  • 4.5 การฟังธรรม
    • 4.5.1 คุณสมบัติของผู้ฟังธรรม
      • ไม่ดูแคลนหัวข้อธรรมว่าง่าย
      • ไม่ดูแคลนความรู้ความสามารถของผู้แสดงธรรม
      • ไม่ดูแคลนตนเองว่าฉลาดไม่พอจะรองรับธรรม
      • มีใจเป็นสมาธิขณะฟังธรรม
      • มีโยนิโสมนสิการ
    • 4.5.2 กาลที่ควรฟังธรรม
      • วันธรรมสวนะ
      • เมื่อเวลาที่จิตถูกวิตกครอบงำ
      • เมื่อมีผู้มาแสดงธรรม
  • 4.6 อานิสงส์ของการฟังธรรม

ธรรมทาน

ธรรมทาน คือ การให้คำแนะนำสั่งสอนสิ่งที่ดี บอกศิลปวิทยาที่ดีที่มีประโยชน์ในการดำเนินชีวิต เป็นเหตุให้มีความสุข รวมถึงการอธิบายให้รู้ และเข้าใจเรื่องบุญบาป ให้ละสิ่งที่เป็นอกุศล ดำรงตนอยู่ในทางกุศล ซึ่งจะนำพาตนให้สะอาดบริสุทธิ์ หมดจดจากกิเลสอาสวะทั้งปวงได้

4.1 ประเภทของธรรมทาน

ธรรมทาน แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ วิทยาทาน และ อภัยทาน

4.1.1. วิทยาทาน

วิทยาทาน คือ การให้ความรู้ ยังแบ่งออกได้อีกเป็นวิทยาทานทางโลก และวิทยาทานทางธรรม

วิทยาทานทางโลก คือ การสั่งสอนให้เกิดความรู้ความสามารถในเชิงศิลปวิทยาการ เพื่อนำไป ประกอบสัมมาอาชีพเลี้ยงชีวิต และสามารถดำเนินชีวิตต่อไปได้ด้วยความสะดวกสบายทุกอย่าง ดังนั้น ทางพระพุทธศาสนาได้จัดความรู้ว่าเป็นขุมทรัพย์อย่างหนึ่ง ชื่อ องฺคสมนิธิŽ แปลว่า ขุมทรัพย์ติดตัวได้ บุคคลผู้มีความรู้ดี จึงเปรียบได้ว่ามีขุมทรัพย์ติดตัวไป ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็เชื่อมั่นได้ ว่าจะสามารถใช้ปัญญา รักษาตัวเองให้อยู่รอดปลอดภัยได้แน่นอน

วิทยาทานทางธรรม (จัดเป็นธรรมทานแท้) คือ การให้ความรู้ที่เป็นธรรมะนั้นยิ่งเป็นสิ่งที่ ประเสริฐ ด้วยเหตุที่ว่า การดำเนินชีวิตของแต่ละคนนั้น ถ้าขาดเสียซึ่งหลักธรรม ชีวิตก็จะพบแต่ความทุกข์ เดือดร้อน ผิดหวังตลอดไป ต่อเมื่อได้ยินได้ฟังธรรม และนำมาประพฤติปฏิบัติให้ถูกต้องเหมาะสม ย่อมเกิดความเจริญงอกงามในชีวิตของตน ทำให้จิตใจปลอดโปร่ง สะอาด บริสุทธิ์ ผ่องใส ในที่สุดก็ทำให้รู้แจ้งเห็นแจ้งในพระธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และเข้าถึงความสุขที่แท้จริงได้

การให้คำสอนที่ถูกต้องที่เป็นธรรมะนั้น เปรียบได้กับการให้ขุมทรัพย์ที่เป็นอมตะติดตัวไว้ หรือให้ ประทีปแสงสว่างที่คอยติดตามไป ดังนั้น บัณฑิตทั้งหลายจึงกล่าวว่า การให้ธรรมทาน เปรียบเหมือนการให้ ขุมทรัพย์ หรือประทีปที่จะเป็นเครื่องส่องทางชีวิต ให้ดำเนินไปในทางที่ถูกต้องดีงาม นำชีวิตไปสู่ความสุข ความเจริญ

และเมื่อยังต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏสงสาร ย่อมเป็นผู้ไม่ตกต่ำ มีชีวิตที่ดีงาม ได้เกิดในสุคติภพ เมื่ออบรมบ่มบารมีแก่กล้าแล้ว ย่อมสละละกิเลสได้โดยสิ้นเชิง เข้าถึงพระนิพพานได้ เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า “ การให้ธรรมะย่อมชนะการให้ทั้งปวง”Ž

4.1.2 อภัยทาน

อภัยทาน คือ การให้ความปลอดภัย ให้ความไม่มีภัยแก่ตนและผู้อื่น ไม่ถือโทษโกรธเคือง ในการล่วงเกินของผู้อื่น ไม่มีเวร ไม่ผูกเวรกับผู้ใด ทั้งยังมีจิตเมตตาปรารถนาดีต่อผู้อื่นเป็นนิตย์

การให้อภัย เป็นการให้ที่ไม่ต้องลงทุนอะไรเลย เป็นการให้ที่ง่าย แต่ที่บางคนทำได้ยาก เพราะ มีกิเลสอยู่ในใจ ต้องอาศัยการฟังธรรม ประพฤติปฏิบัติธรรมบ่อยๆ จนเกิดความเข้าใจแจ่มแจ้ง เห็นคุณ ประโยชน์ของการให้อภัย แล้วจะให้อภัยได้ง่ายขึ้น

หากมองเผินๆ จะดูเหมือนว่าการให้อภัยเป็นการให้ประโยชน์สุขแก่ผู้อื่น ทำให้ผู้อื่นมีความสุขสบายใจ แต่แท้ที่จริงแล้ว ผู้ที่ได้รับประโยชน์สุขมากที่สุดก็คือตนเอง เพราะทุกครั้งที่ให้อภัยได้ จะรู้สึกปลอดโปร่ง เบากายเบาใจ สดชื่นแจ่มใส มีความสุข

นอกจากนี้ การช่วยเหลือผู้ที่ตกอยู่ในอันตรายให้ปลอดภัย หรือพ้นจากอันตรายนั้นได้ เช่น การช่วยปล่อยสัตว์ที่เขาจะนำไปฆ่าให้พ้นจากการถูกฆ่า ดังประเพณีปล่อยสัตว์ปล่อยปลา ก็นับว่าเป็น อภัยทานเช่นกัน เพราะได้ให้ความไม่มีภัย ให้ความเป็นอิสระแก่สัตว์เหล่านั้น

การให้ความปลอดภัย ให้ความไม่มีเวรไม่มีภัยแก่สรรพสัตว์ทั้งหลาย ด้วยการไม่เบียดเบียน จัดเป็น การให้ที่สูงขึ้นไปอีก พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสเรียกว่า มหาทานŽ ซึ่งท่านจัดไว้ในเรื่องศีล (บทที่ 6)

ส่วนการให้อภัย คือ ทำตนเป็นผู้ไม่มีภัยกับตนเอง ใครที่สามารถสละภัย คือโทสะออกจากใจได้ มีจิตใจสงบ สะอาด จิตจะประกอบไปด้วยเมตตา เมื่อทำไปแล้วถึงระดับหนึ่ง จัดว่าเป็นการภาวนา ที่ เรียกว่า เมตตาภาวนา ซึ่งมีอานิสงส์สูงยิ่ง

4.2 อานิสงส์ของธรรมทาน

ธรรมทานนี้มีอานิสงส์มาก ดังที่มีการพรรณนาคุณไว้ในอรรถกถาธรรมบท1) ว่า

แม้ทายกจะถวายจีวรอย่างดีที่สุดแด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และพระอรหันตเจ้า ทั้งหลาย ที่นั่งติดๆ กันเต็มห้องจักรวาลนี้ ก็ยังมีอานิสงส์น้อยกว่าการอนุโมทนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ด้วยพระคาถาเพียง 4 บาท และจีวรทานนั้นมีค่าไม่ถึง 1 ใน 16 แห่งพระคาถาที่พระพุทธองค์ทรงอนุโมทนา

แม้ทายกจะถวายโภชนะข้าวสาลี กอปรด้วยสูปะพยัญชนะ (แกงและกับข้าว) อันประณีต เป็นต้น ให้เต็มบาตรพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ดี จะถวายเภสัชทาน มี เนยใส เนยเหลว น้ำผึ้ง เป็นต้น ให้เต็มบาตรพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่นั่งติดๆ เต็มห้องจักรวาลก็ดี ยังมีอานิสงส์น้อยกว่าธรรมทานที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า อนุโมทนาด้วยพระคาถาเพียง 4 บาท

อนึ่ง ทายกจะถวายเสนาสนะ มีมหาวิหาร หรือโลหปราสาทหลายแสนหลัง ยังมีอานิสงส์น้อย กว่าธรรมทาน ที่พระสัมมาลัมพุทธเจ้าอนุโมทนาด้วยพระคาถาเพียง 4 บาท

การแสดงธรรม การบอกธรรม การฟังธรรม มีอานิสงส์ยิ่งใหญ่ และประเสริฐกว่าจีวรทาน บิณฑบาตทาน เสนาสนะทานทุกอย่าง เพราะว่าชนทั้งหลายที่ยังเป็นมิจฉาทิฏฐิไม่รู้ถึงคุณของพระรัตนตรัย จะทำบุญมากมายขนาดนั้นได้ก็ต่อเมื่อได้ฟังธรรม เพราะถ้าไม่ได้ฟังธรรมจนมีศรัทธา และรู้ถึงคุณค่าของการ ทำทานแล้ว จะถวายข้าวสวยสักทัพพี ข้าวต้มสักกระบวยก็ยังยาก แต่หากไต้ฟังธรรมจนมีศรัทธา ความ อยากทำทานหรือการทำความดีอื่นๆ ก็จะเกิดตามมาโดยง่าย ดังตัวอย่างเรื่องของโรชะมัลลกษัตริย์2) ตังนี้

ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จจาริกไปทางพระนครกุสินารา พร้อมด้วยภิกษุหมูใหญ่ประมาณ 1,250 รูป

พวกมลลกษัตริย์ชาวพระนครกุสินารา ได้ทรงทราบข่าว จึงได้ตั้งกติกาไว้ว่า ผู้ใดไม่ต้อนรับเสด็จ พระผู้มีพระภาคเจ้า จะต้องถูกปรับสินไหมเป็นเงิน 500 กษาปณ์

โรชะมลลกษัตริย์ซึ่งเป็นพระสหายของพระอานนท์ไม่มีศรัทธา แต่เพราะกลัวว่าจะถูกปรับสินไหม จึงให้การต้อนรับพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นอย่างดี ครั้นรับเสด็จเสร็จแล้ว จึงเข้าไปหาท่านพระอานนท์

ท่านพระอานนท์ชื่นชม เขาว่า

“ ท่านโรชะ การรับเสด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าของท่านโอฬารแท้” โรชะมลลกษัตริย์ตรัสว่า

“ พระคุณเจ้าอานนท้ พระพุทธเจ้าก็ดี พระธรรมก็ดี พระสงฆก็ดี ไม่ได้ท่าให้ข้าพเจ้าใหญ่โต พวกญาติด่างหากได้ดั้งกติกาไว้ว่า ผู้ใดไม่ต้อนรับเสด็จพระผู้ม่พระภาคเจ้า จะต้องถูกปรับสินไหมเป็นเงิน 500 กษาปณ์ ข้าพเจ้านั้นแล ได้ต้อนรับเสด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าเช่นนี้ เพราะกลัวพวกญาติปรับสินไหม”

ท่านพระอานนท์แสดงความไม่พอใจว่า ไฉนโรชะมัลลกษัตริย์จึงไต้ตรัสอย่างนี้ แล้วเข้าไปเสา พระผู้มีพระภาคเจ้า กราบทูลว่า

“ พระพุทธเจ้าข้า โรชะมัลลกษัตริย์ผู้นี้ เป็นคนมีชื่อเสียง มีคนรู้จักมาก และความเลื่อมใสใน พระธรรมวินัยนี้ ของคนที่มีผู้รู้จกมากเช่นนี้ มีอิทธิพลมากนัก ขอประทานพระวโรกาส ขอพระองค์ทรง กรุณาโปรดบันดาลให้โรชะมัลลกษัตริย์เลื่อมใสในพระธรรมวินัยนี้ด้วยเถิด พระพุทธเจ้าข้า”

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับคำพระอานนท์แล้ว ทรงแผ่เมตตาจิตไปยังโรชะมลลกษัตริย์ แล้วทรง ลุกจากที่ประทับ เสด็จเข้าพระวิหารครั้นโรชะมลลกษัตริย์อันพระเมตตาจิตของพระผู้มีพระภาคเจ้าถูกต้องแล้ว ไต้เที่ยวค้นหาตามวิหารไปทั่วทั้งบริเวณทุกแห่ง แล้วตรัสถามภิกษุทั้งหลายว่า

“ ท่านเจ้าข้าเวลานี้พระผู้มืพระภาคเจ้าอรพันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้นประทับอยู่ที่ไพนเพราะ ข้าพเจ้าใคร่จะเฝ้าพระองค์”

ภิกษุทั้งหลายถวายพระพรว่า

“ ท่านโรชะ พระวิหารนั่นเขาปีดพระทวารเสียแล้ว ขอท่านโปรดสงบเสียง เสด็จเข้าไปทางพระวิหาร นั้น ค่อยๆ ย่องเข้าไปที่หน้ามุข ทรงกระแอม แล้วทรงเคาะพระทวารเถิด พระผู้มีพระภาคเจ้าจักทรงเปด พระทวารรับท่าน ถวายพระพร”

โรชะมัลลกษัต่ริย์ทรงทำตามที่it ด้รับแนะนำ เมื่อเขานั่งต่อเบื้องพระพักตร์พระศาสดาเรียบร้อยแล้ว พระพุทธองค์จึงแสดงอนุปุพพิกถา คือ ทรงประกาศเรื่องทาน ศีล สวรรค์ โทษของกามอันตาทราม อัน เศร้าหมอง และอานิสงส์ในการออกจากกามให้เขาฟัง เมื่อทรงทราบว่าโรชะมัลลกษัต่ริย์มีจิตคล่อง มีจิตอ่อน มีจิตปราศจากนิวรณ์มีจิตเบิกบาน มีจิตผ่องใสแล้ว จึงทรงแสดงพระธรรมเทศนา คือ อริยสัจที่ลุ่มลึกยิ่งขึ้นไป จนโรชะมลลกษัตริย์มีดวงตาเห็นธรรม บรรลุเป็นพระโสดาบัน ณ ที่นั้นเอง

โรชะมัลลกษัตริย์tด้ทรงเห็นธรรมแล้ว ได้รู้ธรรมแจ่มแจ้ง ได้หยั่งลงสู่ธรรมแล้ว ข้ามความสงสัย ได้แล้ว ปราศจากถ้อยคำแสดงความสงสัย ถึงความเป็นผู้องอาจ ไม่ต้องเชื่อผู้อื่นในคำสอนของพระศาสดา ไต้กราบทูลคำนี้แด่พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า

“ ขอประทานพระวโรกาส ขอพระคุณเจ้าทั้งพลาย โปรดรับจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลาน ปัจจัย เภสัชบริขาร ของข้าพระพุทธเจ้าผู้เดียว อย่ารับของคนอื่น” พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า

“ ดูก่อนโรชะ แม้อริยบุคคลผู้โด้เห็นธรรมแล้วด้วยญาณของพระเสขะ ด้วยทัสสนะของพระเสขะ เหมือนอย่างท่าน ก็คงมืความปรารถนาอย่างนี้ว่า โอ พระคุณเจ้าทั้งพลายคงกรุณารับจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ คิลานปัจจัยเภสัชบริขารของพวกเราเท่านั้น คงไม่รับของผู้อื่นเป็นแน่ เพราะฉะนั้นแล ภิกษุ ทั้งพลายจักรับปัจจัยของท่านด้วย ของคนอื่นด้วย”

จากเรื่องข้างต้นจะเห็นไต้ว่า การไต้ฟังธรรม สามารถน้อมนำจิตใจ และเปลี่ยนบุคคลจากที่ไม่มี ความเลื่อมใส ให้หันกลับมาเลื่อมใส และยังทำให้เขามีโอกาสที่จะไต้สั่งสมบุญใหญ่ติดตัวไปอีกด้วย

อานิสงส์ของธรรมทานอีกประการหนึ่ง คือ ยกเว้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และพระปัจเจกพุทธเจ้าแล้ว แม้พระสาวกทั้งหลาย เช่น พระสาริบุตร ผู้เป็นเลิศด้วยปืญญาญาณ ขนาดสามารถนับเม็ดฝนที่ตกอยู่ตลอดกัปได้ ก็ยังไม่สามารถจะบรรลุอริยผล มีโสดาปืตติผล เป็นด้น โดยลำพังตนเองได้ ต่อเมื่อมาได้ฟังธรรมจาก พระอัสสชิ และพระศาสดา จึงสามารถบรรลุธรรมเป็นพระโสดาบัน และเป็นพระอรหันตใด้ ตังนั้น “ ธรรมทาน จึงประเสริฐที่สุด” ตังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบท้าวสักกเทวราชและเทวดาทั้งหลายที่มาทูลถามว่า

“ การให้อะไร ชนะการให้ทั้งปวง รสแพ่งอะไร ชนะรสทั้งปวง ความยินดีในอะไร ชนะความยินดีทั้งปวง ความสิ้นไปแพ่งอะไร ชนะทุกข์ทั้งปวง”

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตอบว่า

สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ สพฺพรสํ ธมมรโส ชินาติ สพฺพรดึ ธมมรติ ชินาติ ตณฺพกฺชโย สพฺพทุกฺขํ ชินาติ

การให้ธรรมทาน ชนะการให้ทั้งปวง

รสแพ่งธรรม ชนะรสทั้งปวง

ความยินดีในธรรม ชนะความยินดีทั้งปวง

ความสิ้นไปแพ่งตัณหา ชนะทุกข์ทั้งปวง

ผู้ใดให้ธรรมเป็นทาน ผู้นั้นชื่อว่าให้พระนิพพานแก่คน3)

4.3 การแสดงธรรม

4.3.1 คุณสมบตของผู้แสดงธรรม

เราได้ทราบแล้วว่า ธรรมทานประเสริฐกว่าทานทุกอย่าง แต่ธรรมทานนั้นจะเกิดขึ้นได้เพราะมี ผู้แสดงธรรม ซึ่งการแสดงธรรมให้ดี ให้เกิดประโยชน์สุขนั้น ไมใช่ทำได้ง่ายๆ เลย ดังที่พระพุทธองค์ตรัสแก่ พระอานนท์ ในอุทายิสูตร4) ว่า อานนท์ การแสดงธรรมแก่ผู้อื่น ไมใช่เป็นสิ่งที่ทำได้ง่าย

อานนท์ ผู้แสดง (พระธรรมกถึก) ก่อนแสดงธรรม พึงตั้งธรรม 5 อย่างไว้ในตน แล้วจึงแสดง คือ

1. จักแสดงธรรมตามลำดับ ไม่ดัดวรรคถ้อยความ

2. จักแสดงโดยปริยาย อ้างเหตุผลให้ผู้พึงเข้าใจ

3. จักอาศัยความเอ็นดูแสดงธรรม

4. จักไม่เห็นแก่อามิส (หวังอยากได้ลาภผล)

5. จักไม่กล่าวคำที่กระทบตนและผู้อื่น

1. จักแสดงธรรมตามลำดับ ไม่ตัดวรรคถ้อยความ คือแสดงไปตามลำตับเรื่องราว ไม่วกวน ไม่กระโดดข้ามขั้นตอน ลุ่มลึกไปตามลำตับจากง่ายไปยาก ซึ่งผู้จะทำเช่นนี๋ได้ อย่างน้อยต้อง

1.1 มีความรู้จริงในเรื่องนั้น จนทราบว่าอะไรควรพูดก่อน อะไรควรพูดทีหลัง

1.2 มีวาทศิลป้ มีความสามารถในการพูด การถ่ายทอดเนื้อหาไปสู่ผู้ฟืง

1.3 มีการเตรียมการที่ดี คือมีแผน มีโครงเรื่องที่จะแสดงล่วงหน้า ไม่แสดงธรรมตามอำเภอใจ

2. จักแสดงโดยปริยาย อ้างเหตุผลให้ผู้ฟังเข้าใจ โดยผู้แสดงเองต้องเข้าใจเรื่องนั้นถึงขั้น ทะลุปรุโปร่ง เมื่อแสดงต้องอ้างเหตุอ้างผล ยกตัวอย่างประกอบ แยกแยะให้เห็นไต้ชัดเจนแจ่มแจ้ง

3. จักอาศัยความเอ็นดูแสดงธรรม คือมีความเมตตา ปรารถนาดีอย่างจริงใจต่อผู้ฟืง และมุ่ง แสดงธรรมเพื่อให้เกิดประโยชน์กับผู้ฟืงอย่างเต็มที่ โดยไม่มีเจตนาอื่นแอบแฝง ตามที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสไว้ใน จันทูปมสูตร5) ว่า

“ ดูก่อนภิกษุทั้งพลาย ก็ภิกษุรูปใดรูปพนึ่งมีความคิดอย่างนี้ ย่อมแสดง ธรรมแก่ชนเพล่าอื่นว่า โอพนอ ชนทั้งพลายพึงพึงธรรมของเรา ก็แลครั้นพึงแล้ว พึงเลื่อมใสซึ่งธรรม ผู้ที่เลื่อมใสแล้วเท่านั้นจะพึงทำอาการของผู้เลื่อมใสต่อเรา ดังนี้ภิกษุทั้งพลาย ธรรมเทคนาของภิกษุเห็นปานนี้แล ไม่บริสุทธิ์

ส่วนภิกษุใดแลเป็นผู้มีความคิดอย่างนี้ แสดงธรรมแก่ชนเพส่าอื่นว่า พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ดีแล้วเป็นข้อปฏิบตอันผู้บรรลุจะพึงเห็นเอง ไม่ประกอบด้วยกาล ควรเรียกให้มาดู ควรน้อมเข้ามาในตน อันวิญญชนจะ พึงรู้เฉพาะตน โอพนอ ชนทั้งพลายพึงพึงธรรมของเรา ก็แลครั้นพึงแล้วจะพึงรู้ ทั่วถึงธรรม ก็แลครั้นรู้ทั่วถึงธรรมแล้ว จะพึงปฏิบัติเพื่อความเป็นอย่างนั้น ดังนี้ อาคัยความที่พระธรรมเป็นธรรมอันดี จึงแสดงธรรมแก่ชนเพส่าอื่น อาคัยความ กรุณา จึงแสดงธรรมแก่ชนเพส่าอื่น อาคัยความเอ็นดู จึงแสดงธรรมแก่ชนเพส่าอื่น อาคัยความอนุเคราะห์ จึงแสดงธรรมแก่ชนเพส่าอื่น ด้วยประการฉะนี้ ดูก่อน ภิกษุทั้งพลายธรรมเทคนาของภิกษุเห็นปานนี้แล บริสุทธิ์”

4. จักไม่เห็นแก่อามิส คือไม่แสดงธรรมเพราะหวังจะไต้ลาภลักการะ ชื่อเสียง หรือคำสรรเสริญ เยินยอใดๆ ไม่ว่าผู้ฟืงจะมีจำนวนมาก หรือน้อยแค่ไหนก็แสดงธรรมไปด้วยใจเสมอกัน

5. จักไม่กล่าวคำที่กระทบตนและผู้อื่น คือไม่แสดงธรรมโดยยกความดีของตัวเองเพื่อโอ้อวด หรือ ยกความผิดพลาดหรือจุดด้อยของคนอื่นขึ้นมาเป็นเหตุเพื่อประจานความผิด หรือกล่าวล้อเลียนเขา ต้อง กล่าวมุ่งอธิบายธรรมะจริงๆ และหากต้องยกตัวอย่างประกอบในการอธิบายเพื่อความเข้าใจในธรรมนั้น ก็ต้องระมัดระวังไม่ให้ผู้อื่นเสียหายได้

ผู้ที่จะให้ธรรมทาน พึงตั้งอยู่ในองค์คุณดังกล่าวมานี้ จะยังประโยชน์ใหญ่ อานิสงส์ยิ่งใหญ่ให้เกิด ขึ้นกับผู้แสดงธรรมได้อย่างเต็มที่ ทำให้ผู้แสดงธรรมได้บุญกุศลมหาศาล ดังพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัส สรรเสริญว่า บุคคลให้ธรรมเป็นทาน โดยไม่ปรารถนาลาภสักการะ ย่อมมีอานิสงส์ประมาณมิได้Ž

4.3.2 ควรแสดงธรรมเมื่อไร

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ใน ปัจจยวัตตสูตร6) ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อเห็นอำนาจประโยชน์ 3 ก็ควรทีเดียวที่จะแสดงธรรมแก่คนอื่น คือ

1. ผู้ใดแสดงธรรม ผู้นั้นย่อมเป็นผู้ได้รสอรรถได้รสธรรม หมายถึงตัวผู้แสดงธรรมเองได้ประโยชน์ โดยตรง คือมีความเข้าใจในธรรมะนั้นๆ เพิ่มขึ้น มีความซาบซึ้งดื่มด่ำในอมตธรรมนั้น ไปจนกระทั่ง ได้บรรลุธรรมที่ตนแสดง

2. ผู้ใดฟังธรรม ผู้นั้นย่อมเป็นผู้ได้รสอรรถได้รสธรรม หมายถึงผู้ฟังธรรมเป็นผู้ได้ประโยชน์ โดยตรงในทำนองเดียวกัน

3. ผู้แสดงธรรม และผู้ฟังธรรม ย่อมเป็นผู้ได้รสอรรถได้รสธรรมด้วยกันทั้งสองฝ่าย หมายถึงทั้ง ผู้แสดงและผู้ฟังธรรมต่างได้ประโยชน์จากธรรมะนั้นพร้อมๆ กันไป (ดังเรื่องของพระเขมกะที่จะกล่าวต่อไป)

4.4 อานิสงส์ของผู้แสดงธรรม

เมื่อใดก็ตามที่มีการแสดงธรรม และฟังธรรมเกิดขึ้น ย่อมเป็นมงคลอย่างยิ่งกับสังคมนั้นๆ เป็น นิมิตหมายว่าความสุข ความสงบร่มเย็นจะบังเกิดขึ้น ธรรมะจะขจัดบรรเทาปัญหาทั้งปวง เกิดเป็นกระแส แห่งความดีเข้าแทนที่ สรรค์สร้างให้สังคมนั้นเป็นสังคมที่มีคุณภาพ และเป็นฐานในการสร้างคนดี สร้างคนให้มีหลักธรรมในการดำเนินชีวิต การแสดงธรรมจึงให้ประโยชน์ทั้งผู้แสดงธรรมเอง และผู้ฟังธรรม ทั้งหลายไปพร้อมๆ กัน

ในส่วนของผู้แสดงธรรมนั้น ย่อมเป็นที่ตั้ง เป็นพื้นฐานของความดีทั้งหลาย จนถึงทำให้รู้แจ้ง เห็นแจ้งในธรรมทั้งปวงได้ ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า

“ …ภิกษุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอยู่อีก ถ้าพระศาสดา หรือเพื่อนพรหมจรรย์ของภิกษุนั้นไม่ได้แสดงธรรมให้ฟัง แต่ภิกษุนั้นแสดงธรรมตามที่ตนได้ สดับเล่าเรียนมาให้ผู้อื่นฟังโดยพิสดารด้วยประการใดๆ เธอย่อมเป็นผู้รู้แจ้งอรรถ และรู้แจ้งธรรมด้วยประการนั้นๆ ปราโมทย์ย่อมเกิดแก่เธอผู้รู้แจ้งอรรถรู้แจ้งธรรม ปีติย่อมเกิดแก่เธอผู้มีความปราโมทย์ กายของผู้มีความปีติย่อมสงบ ผู้มีกายสงบ (ปัสสัทธิ) ย่อมเสวยสุข จิตของผู้มีความสุขย่อมตั้งมั่น ภิกษุทั้งหลาย วิมุตตายตนะ (เหตุแห่งความหลุดพ้น) อันเป็นเหตุให้จิต ของภิกษุผู้ไม่ประมาท มีความเพียร มีตนส่งไปอยู่ (มีใจส่งไปในธรรมนั้น) ซึ่งยัง ไม่หลุดพ้น ย่อมหลุดพ้น หรืออาสวะทั้งหลายยังไม่สิ้น ย่อมถึงความสิ้นไป หรือเธอย่อมบรรลุธรรมอันเกษมจากโยคะอันเยี่ยมยอดที่ยังไม่บรรลุŽ”7)

จากพุทธดำรัสนี้ ทำให้ทราบว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงผลานิสงส์ของการแสดงธรรมว่า ผู้ที่แสดงธรรมย่อมได้รับคุณความดีหลายอย่าง จนกระทั่งทำให้บรรลุธรรมอันเกษมจากโยคะอันเยี่ยมยอดได้ ความข้อนี้ผู้แสดงธรรมย่อมประจักษ์ชัดด้วยใจตนเอง เพราะทุกครั้งที่จะแสดงธรรมแก่ผู้อื่น จิตของ ผู้แสดงธรรมย่อมน้อมไปในธรรมนั้นด้วย จะโดยการที่ต้องทบทวน ท่องจำ ตรึก ตรอง ทำความเข้าใจ เหล่านี้ล้วนเป็นการชำระใจให้สะอาด บริสุทธิ์ อันเป็นทางมาแห่งปัญญา แตกฉานในอรรถและธรรม

เมื่อพิจารณาเห็นจริงตามธรรมนั้น จะรู้สึกปลาบปลื้มปีติใจ เป็นผลทำให้สามารถข่มกิเลส คือความโลภ ความโกรธ ความหลงได้ในขณะนั้น จึงเกิดความสงบกาย เป็นสุข สบายใจ ใจจึงตั้งมั่นเป็นสมาธิ และผลที่ยิ่งกว่านั้น คือทำให้ผู้ที่สั่งสมบุญมามาก อาจจะหลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลาย สามารถบรรลุธรรม อันประเสริฐได้ในที่สุด ดังเรื่องของ พระเขมกะ8) ดังนี้

สมัยหนึ่ง มีพระเถระประมาณ 60 รูป อยู่ ณ โฆสิตาราม กรุงโกสัมพี พระเถระเหล่านั้นปรารถนา ที่จะฟังธรรมจากพระเขมกะ ผู้พักอยู่ ณ พทริการามในที่ห่างออกไปประมาณ 12 กิโลเมตร แต่เนื่องจาก บริเวณที่พักของพระเขมกะคับแคบเกินไป ไม่มีที่พอให้พระเถระทั้งหลายนั่งฟังธรรม พวกท่านจึงส่ง พระทาสกะไปเป็นตัวแทนถามปัญหาธรรมะกับพระเขมกะถึงที่พัก ด้วยหวังว่าพระเขมกะคงจะเดินทางมาแสดงธรรม ณ ที่พักของพวกท่านด้วยตัวเอง แต่ขณะนั้น ท่านพระเขมกะอาพาธ เป็นไข้หนัก ได้รับทุกขเวทนา เมื่อพระทาสกะมาถึง ทราบว่า ท่านไม่สบาย จึงเดินทางกลับไปบอกพระเถระ แต่พระเถระบอกให้พระทาสกะกลับไปถามหัวข้อธรรมที่ สงสัยกับพระเขมกะอีกครั้งหนึ่ง

เหล่าพระเถระและพระเขมกะต่างถามและตอบปัญหากันด้วยอาการอย่างนี้ โดยมีพระทาสกะเป็นสื่อกลาง ซึ่งต้องเดินทางกลับไปกลับมาถึง 4 ครั้งด้วยกัน

จนกระทั่งพระเขมกะยอมเดินทางไปด้วยตนเองทั้งที่ยังเจ็บไข้ เมื่อไปถึงแล้ว หลังจากทักทาย ปราศรัย ทั้งสองฝ่ายจึงได้ถามตอบปัญหากัน ซึ่งพระเขมกะได้อธิบายขยายความหัวข้อธรรมที่พระเถระ สงสัยได้อย่างหมดจด แจ่มแจ้ง ชัดเจน และในระหว่างสนทนานั้น ทั้งสองฝ่ายต่างก็พิจารณาธรรมที่แสดง ไปพร้อมๆ กันเลยทีเดียว

และเมื่อธรรมภาษิตจบลง จิตของพระเถระทั้ง 60 รูป และของท่านพระเขมกะ ก็พ้นแล้วจาก อาสวะ (บรรลุเป็นพระอรหันต์) ในทันที

จากเรื่องนี้ ชี้ให้เห็นว่า การให้ธรรมะเป็นทาน เป็นสิ่งที่มีคุณค่า และเป็นเลิศกว่าทานทั้งปวง เพราะทำให้ผู้ที่แสดงธรรม และผู้ฟังธรรมได้รับประโยชน์สุข คือความดีตั้งแต่เบื้องต้นจนถึงพระนิพพาน

อย่างไรก็ตาม พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า การได้ฟังซึ่งพระสัทธรรม เป็นของอันบุคคลได้ โดยยากŽ ทั้งนี้ก็ด้วยเหตุ 2 ประการ คือ

1. เป็นสิ่งที่ได้ยากเพราะเป็นการยากที่จะหาผู้เทศนาให้ฟัง คือ ต้องรอให้มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาตรัสรู้ แล้วแสดงธรรมเทศนาสั่งสอน หรือแม้จะมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาตรัสรู้ธรรมและสั่งสอนแล้ว แต่ผู้ที่ได้ฟังหรือได้เล่าเรียนศึกษาไม่แตกฉาน ในธรรมวินัย เมื่อนำมาแสดงให้ผู้อื่นฟังก็ไม่เกิดความเข้าใจได้ จึงไม่เลื่อมใสศรัทธา ดังที่พระองค์ตรัสว่า  “ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความมีปรากฏแห่งบุคคล 3 หาได้ยากในโลก บุคคล 3 คือใคร คือ พระตถาคต อรหันตสัมมาสัมพุทธะ 1 บุคคลผู้แสดงธรรม วินัย ที่ตถาคตประกาศแล้ว 1 บุคคลผู้กตัญญูกตเวที 1 ความมีปรากฏแห่งบุคคล 3 นี้แล หาได้ยากในโลก”9)

2. เป็นสิ่งที่ได้ยากเพราะเป็นการยากที่จะหาผู้เลื่อมใสในการฟังธรรม คือ คนมีนิสัยไม่อยากฟัง หรือแม้ได้ฟังก็ไม่ซาบซึ้งในรสพระธรรม มีความเกียจคร้าน ฟุ้งซ่าน ง่วงเหงา หาวนอน หรือเกิดเป็นคนมิจฉาทิฏฐิ พิการ บ้า ใบ้ หูหนวก หรือเกิดในอบาย ก็ไม่อยู่ในวิสัยที่จะฟังธรรมได้ จึงไม่สำเร็จประโยชน์ในการฟังธรรม ดังที่พระองค์ตรัสไว้ว่า

“ สัตว์ที่ได้ฟังธรรมวินัยที่พระตถาคตประกาศไว้ มีเป็นส่วนน้อย สัตว์ที่ ไม่ได้ฟังธรรมวินัยที่พระตถาคตประกาศไว้ มากกว่าโดยแท้

สัตว์ที่ได้ฟังธรรมแล้วทรงจำไว้ได้มีเป็นส่วนน้อย สัตว์ที่ได้ฟังธรรมแล้ว ทรงจำไว้ไม่ได้ มากกว่าโดยแท้

สัตว์ที่ไตร่ตรองอรรถแห่งธรรมที่ตนทรงจำไว้ได้ มีเป็นส่วนน้อย สัตว์ที่ ไม่ไตร่ตรองอรรถแห่งธรรมที่ตนทรงจำไว้ได้ มากกว่าโดยแท้

สัตว์ที่รู้ทั่วถึงอรรถ รู้ทั่วถึงธรรม แล้วปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม มีเป็นส่วนน้อย สัตว์ที่ไม่รู้ทั่วถึงอรรถ ไม่รู้ทั่วถึงธรรม แล้วปฏิบัติธรรมสมควร แก่ธรรม มากกว่าโดยแท้Ž ”10)

พวกเราทุกคนเป็นผู้มีโชคดีอย่างยิ่ง ที่ได้เกิดในประเทศที่พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรือง และคำสอน ของพระสัพพัญญูพุทธเจ้ายังมีผู้สืบทอดนำมาแสดงอยู่เสมอ แต่จะเกิดประโยชน์อย่างยิ่ง หากผู้ที่ได้ศึกษา ธรรมนั้นหมั่นศึกษาศิลปะการถ่ายทอดธรรมะ และฝึกฝนตนเองให้เป็นผู้สามารถแสดงธรรมได้ ซึ่งจะช่วย ดำรงพุทธศาสนาให้คงอยู่อย่างมั่นคงสืบไป เพราะผลของการแสดงธรรมนั้น ย่อมเป็นไปเพื่อการดำรง คงอยู่ของศาสนา ดังที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ตรัสไว้ว่า

“ ภิกษุทั้งหลาย ธรรม 5 ประการเหล่านี้ ย่อมเป็นไปเพื่อความตั้งมั่นไม่เลอะเลือน ไม่เสื่อมสูญ แห่งสัทธรรม ธรรม 5 ประการเหล่านี้ คือ

1. ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเล่าเรียนธรรม (เรียนรู้พระไตรปิฎก)

2. ภิกษุย่อมแสดงธรรมตามที่ฟังมา ตามที่ได้ศึกษาเล่าเรียนมาแก่ผู้อื่นโดยพิสดาร

(ให้ธรรมทาน แก่คนจำนวนมาก)

3. ภิกษุย่อมบอกธรรมตามที่ได้ฟังมา ตามที่ได้เล่าเรียนมาโดยพิสดาร

(การสนทนาธรรมอย่างง่ายๆ)

4. ภิกษุย่อมสาธยายธรรมตามที่ได้ฟังมา ตามที่ได้เล่าเรียนมาแก่ผู้อื่นโดยพิสดาร

(อธิบายธรรมอย่างแจ่มแจ้งชัดเจน)

5. ภิกษุย่อมตรึกตรอง เพ่งด้วยใจ ซึ่งพระสัทธรรมตามที่ได้ฟังและเล่าเรียนมาแก่ผู้อื่นโดยพิสดาร” Ž ความสำคัญอีกประการหนึ่งของธรรมทาน คือ เป็นการสืบอายุพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง ตลอดระยะเวลาของการสร้างบารมีของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในภพชาติต่างๆ นั้น พระพุทธองค์ทรงเป็น ตัวอย่างของผู้ให้มาโดยตลอด ให้ตั้งแต่สิ่งที่เป็นอามิสทั้งหลาย จนกระทั่งเลือดเนื้อและชีวิต ท้ายที่สุด พระองค์ทรงให้ธรรมทาน คือ พุทธศาสนา และยังทรงปรารถนาให้พุทธบริษัททั้งหลาย ได้เรียนรู้ ปฏิบัติ และถ่ายทอดสืบต่อกันไป เพื่อให้เป็นประโยชน์กับสรรพสัตว์ทั้งหลายให้นานที่สุด ดังที่ทรงตรัสกับมาร ที่มาอาราธนาให้ทรงปรินิพพานว่า

”ดูก่อนมารผู้มีบาป ภิกษุผู้เป็นสาวกของเราจักเป็นผู้ฉลาด ได้รับแนะนำ แกล้วกล้า พหูสูต ทรงธรรม ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม เป็นผู้ปฏิบัติชอบ ประพฤติตามธรรม เรียนกับอาจารย์ของตนแล้ว จักบอก แสดง บัญญัติ แต่งตั้ง เปิดเผย จำแนก กระทำให้ตื้น ได้แสดงธรรมมีปาฏิหาริย์ ข่มขี่ปรัปปวาท (คำโต้ แย้งของลัทธิอื่น) ที่เกิดขึ้นให้เรียบร้อย โดยสหธรรมยังไม่ได้เพียงใด เราจักยัง ไม่ปรินิพพานเพียงนั้น

ภิกษุณีผู้เป็นสาวิกาของเรา… อุบาสกผู้เป็นสาวกของเรา… อุบาสิกา ผู้เป็นสาวิกาของเรา… จักยังไม่ฉลาด…เพียงใด เราจักยังไม่ปรินิพพานเพียงนั้น

มารผู้มีบาป พรหมจรรย์นี้ของเราจักยังไม่บริบูรณ์ กว้างขว้าง แพร่หลาย รู้กันโดยมาก เป็นปึกแผ่นตราบเท่าที่พวกเทวดา และมนุษย์ประกาศได้ดีแล้วเพียงใด เราจักยังไม่ปรินิพพานเพียงนั้นŽ”11)

4.5 การฟังธรรม

4.5.1 คุณสมบัติของผู้ฟังธรรม

ผู้ฟังธรรมที่จะได้รับประโยชน์จากการฟังธรรมอย่างเต็มที่ ควรจะมีคุณสมบัติเหล่านี้อยู่ในตัว คือ

1. ไม่ดูแคลนหัวข้อธรรมที่ได้ฟังว่าง่ายไป เพราะธรรมะทุกบททุกข้อในพระพุทธศาสนา ไม่ว่าจะง่ายหรือยากก็ตาม หากฟังด้วยการพิจารณา และนำไปปฏิบัติตามอย่างจริงจัง ย่อมส่งผลให้ผู้นั้นมีโอกาส บรรลุธรรมในที่สุด

2. ไม่ดูแคลนความรู้ความสามารถของผู้แสดงธรรม คือ อย่าคิดว่าผู้แสดงธรรมนี้ด้อยกว่าเรา โดยยกเอาวัยวุฒิ คุณวุฒิ หรือชาติวุฒิ เป็นต้นฯ มาเป็นข้อดูหมิ่นดูแคลน เพราะบางครั้ง ผู้แสดงธรรมอาจมี คุณธรรมสูงกว่าเราก็เป็นได้

3. ไม่ดูแคลนตนเองว่าฉลาดไม่พอจะรองรับธรรม เพราะแม้บางครั้งเราอาจจะฟังธรรมไม่เข้าใจ แต่ขอให้อดทนฟังไป อีกหน่อยก็จะค่อยๆ เข้าใจไปเอง นอกจากเข้าใจแล้ว ยังจะได้เพาะนิสัยรักใน การฟังธรรม ซึ่งจะนำประโยชน์สุขมาให้กับตนเองทั้งในปัจจุบันและอนาคต

4. มีใจเป็นสมาธิขณะฟังธรรม คือ ฟังด้วยความตั้งใจ ไม่พูดคุย หรือหยอกล้อเล่นกัน เพราะถ้ายิ่ง ฟังด้วยใจเป็นสมาธิมากเท่าไร ก็จะเกิดความรู้ความเข้าใจในธรรมะได้มากเท่านั้น

5. มีโยนิโสมนสิการ คือ พิจารณาตามธรรมนั้นโดยแยบคาย รู้จักจับแง่มุมดีๆ มาขบคิดพิจารณา ซึ่งจะส่งผลให้มีปัญญาแตกฉานในธรรมได้อย่างรวดเร็ว

4.5.2 กาลที่ควรฟังธรรม

1. วันธรรมสวนะ หรือวันพระนั่นเอง แต่ในปัจจุบัน อาจเลือกเอาวันที่เราว่างจากภารกิจทั้งหลาย เช่น วันหยุดสุดสัปดาห์ หรือวันที่ทางวัดกำหนดให้มีการแสดงธรรม

2. เมื่อเวลาที่จิตถูกวิตกครอบงำ คือ เมื่อใจเราคิดไม่ดี เกิดความขุ่นมัว เศร้าหมองไม่ผ่องใส หรือมีความฟุ้งซ่านรำคาญใจ เมื่อนั้นก็ควรไปฟังธรรม เช่นในเวลาที่เกิดความคิดฟุ้งซ่านด้วยเรื่องทางเพศ (กามวิตก) หรือเมื่อเกิดความโกรธ อยากทำร้ายทำลายผู้อื่น (พยาบาทวิตก) หรือเมื่อเกิดความคิดอยาก เบียดเบียน กลั่นแกล้งใคร (วิหิงสาวิตก) ก็ให้รีบขวนขวายไปฟังธรรมโดยเร็ว

3. เมื่อมีผู้รู้มาแสดงธรรม เพราะบุคคลอย่างนี้หาได้ยาก ดังนั้น เมื่อมีโอกาสที่จะได้ประโยชน์ จากท่าน ก็ไม่ควรปล่อยให้ผ่านไป

4.6 อานิสงส์ของการฟังธรรม

ธรรมทานจะยังประโยชน์สุขให้เกิดอย่างเต็มที่ ต่อเมื่อผู้ให้ให้ด้วยความบริสุทธิ์ใจ และผู้รับฟังต้อง ตั้งใจฟังด้วยดี ดังนั้น เมื่อเราจะฟังธรรม พึงฟังด้วยความเคารพทั้งกาย วาจา ใจ เมื่อตั้งใจเช่นนี้แล้ว การฟังธรรมย่อมมีอานิสงส์ดีเลิศ ดังต่อไปนี้ คือ

1. ย่อมได้ฟังในเรื่องที่ไม่ได้ฟังมาก่อน

2. สิ่งที่ฟังมาแล้ว ก็จะเข้าใจแจ่มแจ้งยิ่งขึ้น

3. บรรเทาความสงสัยได้

4. ได้ปรับความเห็นให้ตรงต่อหนทางพระนิพพาน

5. ย่อมยังจิตให้เลื่อมใสยิ่งขึ้น12)

การฟังธรรมย่อมนำประโยชน์ใหญ่ให้เกิดขึ้น เพราะทำให้ผู้ฟังที่ไม่มีศรัทธา ให้เป็นผู้มีศรัทธา เพิ่มขึ้น ทำผู้ที่ไม่เป็นพหูสูต ให้เป็นพหูสูตขึ้น ทำผู้ที่ไม่มีศีล สมาธิ และปัญญา ให้เป็นผู้ที่มีศีล สมาธิ และ ปัญญาบริบูรณ์ และในที่สุด การฟังธรรม ย่อมเป็นเหตุนำให้ทุกๆ คนบรรลุเป้าหมายสูงสุดของชีวิต นั่นคือ การได้บรรลุมรรคผลนิพพาน

สรุปท้ายบท

จากที่ได้ศึกษาเรื่องทานมาทั้งหมดนั้น เราอาจสรุปสาระสำคัญที่ผู้ทำทานจะได้รับดังต่อไปนี้ คือ

ผลในปัจจุบัน (เป้าหมายระดับต้น)

1. ได้ความสุข ความสบายใจทันทีหลังจากที่ได้ให้ไปแล้ว

2. ได้อานิสงส์ในปัจจุบัน13) ที่เป็นเหตุนำให้ชีวิตมีความสุข และความสำเร็จทั้งปวง

3. ได้ฝึกนิสัยรักในการทำทาน โดยการกำจัดความโลภ หรือความตระหนี่ที่มีอยู่ในใจให้หมดสิ้นไป ซึ่งนิสัยนี้จะทำให้กลายมาเป็นผู้ที่ไม่ยึดติดในวัตถุสิ่งของนอกตัวใดๆ คือมีปกติพร้อมจะสละให้เป็นทาน ได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นอามิส เช่น ทรัพย์สินเงินทองของนอกตัว เลือดเนื้ออวัยวะ หรือแม้กระทั่งชีวิตก็ สละได้ ถ้าเป็นไปเพื่อการสั่งสมบุญบารมี เช่นเดียวกับพระโพธิสัตว์ ที่เอาชีวิตเป็นเดิมพันสร้างบารมีมา จนได้ตรัสรู้ธรรม

4. ได้ตอกย้ำความเห็นถูก (สัมมาทิฏฐิ) ของตนเองให้มั่นคง ว่าการให้ทานเป็นความดี และเป็นสิ่งที่ต้องทำ โดยหมั่นให้ทานเพื่อตอกย้ำจนความเห็นนี้เข้าไปติดอยู่ในใจ จนกระทั่งไม่ว่าจะไปเกิด ในภพชาติไหน ก็ยังคงมีความเห็น และนิสัยรักการให้ทานอยู่นั่นเอง

ผลในอนาคต (เป้าหมายระดับกลาง)

5. ผู้ให้ทานย่อมมีสุคติโลกสวรรค์เป็นที่ไป

6. หากกลับมาเกิดเป็นมนุษย์ครั้งใด ทานกุศลที่สั่งสมไว้ ย่อมจะกลายมาเป็นหลักประกันให้ได้เสบียง คือ มีโภคทรัพย์สมบัติเกิดขึ้นมารองรับเอาไว้ ชีวิตก็จะมีแต่ความสุขสบาย ไม่ต้องลำบากหรือยากจน ดังที่ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า

“ ผู้ไม่มีบุญ จะเป็นผู้มีศิลป์หรือไม่ก็ตาม ย่อมขวนขวายรวบรวมทรัพย์ไว้เป็นอันมาก ผู้มีบุญย่อมใช้สอยทรัพย์เหล่านั้นŽ” 14)

ดังนั้น ผู้ที่สั่งสมทานกุศลไว้ดี เกิดมาจึงมีเวลาและโอกาสจะทำความดี ทั้งให้ทาน รักษาศีล หรือเจริญสมาธิภาวนา ให้เจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้นไปได้มากกว่า และง่ายกว่าคนอื่นๆ ทั่วไป หรืออาจกล่าวอีก นัยหนึ่งได้ว่า ทาน ก็คือพื้นฐานสำคัญ ที่รองรับการทำความดีทุกรูปแบบของมนุษย์นั่นเอง

ผลที่สุด (เป้าหมายระดับสูงสุด)

7. บรรลุมรรคผลนิพพานได้โดยง่าย

การทำทาน จึงเป็นหัวใจของความสำเร็จในชีวิตมนุษย์ทุกคน เพราะนอกจากจะทำได้ง่ายแล้ว ทานยังเป็นพื้นฐานให้สามารถทำความดีอื่นๆ ตามมาได้อย่างสะดวกสบาย ดังนั้น จึงควรขวนขวายในการ ทำทาน เพราะไม่นานทุกชีวิตก็ต้องจากโลกนี้ไป ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ใน อาทิตตสูตร15) ว่า

“ เมื่อเรือนถูกไฟไหม้ เจ้าของเรือนขนเอาภาชนะใดออกไปได้ ภาชนะ นั้นย่อมเป็นประโยชน์แก่เขา ส่วนสิ่งของที่ขนออกไปไม่ได้ ย่อมถูกไฟไหม้ ฉันใด

โลก (คือหมู่สัตว์) อันชรา และมรณะเผาแล้ว ก็ฉันนั้น ควรนำออก (ซึ่ง โภคทรัพย์สมบัติ) ด้วยการให้ทาน เพราะทานวัตถุที่บุคคลให้แล้ว ได้ชื่อว่านำ ออกดีแล้ว ทานวัตถุที่บุคคลให้แล้วนั้น ย่อมมีสุขเป็นผล ที่ยังมิได้ให้ ย่อมไม่เป็น เหมือนเช่นนั้น โจรยังปล้นได้ พระราชายังริบเอาไปได้ ไฟยังไหม้ได้ หรือ สูญหายไปได้

อนึ่ง บุคคลจำต้องละร่างกายพร้อมด้วยสิ่งเครื่องอาศัย ด้วยตายจากไป ผู้มีปัญญารู้ชัดดังนี้แล้ว ควรใช้สอยและให้ทาน เมื่อได้ให้ทานและใช้สอย ตามควรแล้ว จะไม่ถูกติฉิน เข้าถึงสถานที่อันเป็นสวรรค์Ž”

1) อรรถกถาขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เรื่องท้าวสักเทวราช, มก. เล่ม 43 หน้า 325.
2) เภสัชชขันธกะ, พระวินัยปิฎก มหาวรรค, เล่ม 7 ข้อ 88 หน้า 153-156.
3) อรรถกถาขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เรื่องท้าวสักกเทวราช, เล่ม 43 หน้า 325.
4) อุทายิสูตร, อังคุตตรนิกาย ปืญจกนิบาต, มก. เล่ม 36 ข้อ 158 หน้า 334.
5) จันทูปมสูตร, ล่งยุตตนิกาย นิทานวรรค, มก. เล่ม 26 ข้อ 472 หน้า 551-552.
6) ปัจจยวัตตสูตร, อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต, มก. เล่ม 34 ข้อ 428 หน้า 199.
7) วิมุตติสูตร, อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต, มก. เล่ม 36 ข้อ 26 หน้า 40.
8) เขมกสูตร, สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค, มก. เล่ม 27 ข้อ 225 หน้า 290.
9) ทุลลภสูตร, อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต, มก. เล่ม 34 ข้อ 554 หน้า 528.
10) อังคุตตรนิกาย เอกนิบาต, เล่ม 33 ข้อ 205 หน้า 205.
11) มหาปรินิพพานสูตร, ทีฆนิกาย มหาวรรค, มก. เล่ม 13 ข้อ 102 หน้า 285.
12) ธัมมัสสวนสูตร, อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต, มก. เล่ม 36 ข้อ 202 หน้า 448.
13) ดูบทที่ 4 หัวข้อ “ อานิสงค์ของการทำทาน”
14) สิริชาดก, ขุททกนิกาย ชาดก, เล่ม 58 ข้อ 452 หน้า 273.
15) อาทิตตสูตร, สังยุตตนิกาย สคาถวรรค, มก. เล่ม 24 ข้อ 135 หน้า 236-237.
sb101/4.txt · แก้ไขครั้งล่าสุด: 2015/03/15 16:55 (แก้ไขภายนอก)
 
เว้นแต่จะได้แจ้งไว้เป็นอื่นใด เนื้อหาบนวิกินี้ถูกกำหนดสิทธิ์ไว้ภายใต้สัญญาอนุญาติต่อไปนี้: CC Attribution-Noncommercial 3.0 Unported
Recent changes RSS feed Donate Powered by PHP Valid XHTML 1.0 Valid CSS Driven by DokuWiki