บทที่ 3 การทำทานที่สมบูรณ์แบบ

เนื้อหาบทที่ 3 การทำทานที่สมบูรณ์แบบ

  • 3.1 การทำทานเป็นเส้นทางแห่งความสุข
  • 3.2 องค์ของการทำทานที่ได้บุญมาก
    • 3.2.1 วัตถุบริสุทธิ์
    • 3.2.2 เจตนาบริสุทธิ์
      • ระยะที่ 1 ปุพพเจตนา เจตนาก่อนให้ทาน
      • ระยะที่ 2 มุญจนเจตนา เจตนาขณะกำลังให้ทาน
      • ระยะที่ 3 อปราปรเจตนา เจตนาหลังจากที่ให้ทานแล้ว
    • 3.2.3 บุคคลบริสุทธิ์
      • ฝ่ายทายก (ผู้ให้)
      • ฝ่ายปฏิคาหก (ผู้รับ)
  • 3.3 อาการของการให้
    • 3.3.1 อสัปปุริสทาน
    • 3.3.2 สัปปุริสทาน 3 อย่าง
  • 3.4 วิธีการทำทาน
    • 3.4.1 ตั้งใจ
    • 3.4.2 แสวงหาไทยธรรม
      • สิ่งของที่ควรให้ทาน
      • สิ่งของที่ไม่ควรให้ทาน
    • 3.4.3 ทำตนเองให้บริสุทธิ์ก่อนให้ทาน
    • 3.4.4 ตั้งจิตอธิษฐาน
    • 3.4.5 เมื่อทำทานเสร็จแล้ว ให้สละทานขาดออกจากใจ
    • 3.4.6 การทำทานในชีวิตประจำวัน
  • 3.5 อานิสงส์ของการทำทาน
    • 3.5.1 ทานที่ให้ผลทันตาเห็น
    • 3.5.2 ผลของทานแต่ละประเภท
      • ผู้ให้อาหารชื่อว่าให้กำลัง
      • ผู้ให้ผ้าชื่อว่าให้วรรณะ
      • ผู้ให้ยานพาหนะชื่อว่าให้ความสุข
      • ผู้ให้ประทีปโคมไฟ ชื่อว่าให้จักษุ
      • ผู้ให้ธรรมทาน ชื่อว่าให้อมฤตธรรม
      • ผู้ให้ที่พักอาศัย ชื่อว่าให้ทุกสิ่งทุกอย่าง
    • 3.5.3 ทำทานต่างกันให้ผลไม่เหมือนกัน
      • แตกต่างที่เจตนา 3 กาล
      • แตกต่างที่เนื้อนาบุญ
      • แตกต่างที่เวลา
      • แตกต่างที่ทำตามลำพังหรือทำร่วมกันเป็นหมู่คณะ

แนวคิด

1. ทุกชีวิตต้องการความสุข ไม่ว่าจะเป็นความสุขระดับใดก็ตาม ตลอดจนถึงความสุขที่แท้จริงอันสูงสุด ปราศจากกิเลสเข้าสู่พระนิพพาน สิ่งที่สามารถบันดาลความสุขทั้งหลายมาได้ สิ่งนั้นคือ บุญ

2. นักสร้างบารมีย่อมปรารถนาที่จะทำทานให้ได้บุญมากๆ จึงต้องทำทานให้ถูกต้องตามพุทธวิธี เพื่อให้ได้ผลของทานที่สมบูรณ์ที่สุด เพราะยิ่งทำทานถูกต้องมาก ก็ยิ่งได้บุญมาก

3. การทำทานแม้ไม่หวังผลตอบแทน แต่ผลของทานย่อมเกิดขึ้นเสมอ และส่งผลให้ทั้งในชาตินี้ และชาติหน้า นอกจากนี้ผลของทานยังให้ผลที่แตกต่างกันตามสมควรแก่เหตุ

วัตถุประสงค์

1. เพื่อให้ผู้ศึกษาได้ทราบ และมีความเข้าใจถึงองค์ประกอบของการทำทานที่ได้บุญมากอย่าง ถูกต้อง

2. เพื่อให้ผู้ศึกษาสามารถอธิบายรายละเอียด ขององค์ประกอบของการทำทาน ได้แก่ วัตถุบริสุทธิ์ เจตนาบริสุทธิ์ และบุคคลบริสุทธิ์ ได้อย่างถูกต้อง

3. เพื่อให้ผู้ศึกษาได้ทราบถึงวิธีการทำทานที่ถูกต้อง รวมทั้งสามารถอธิบายเรื่องการทำทานของ คนดีได้อย่างถูกต้อง

4. เพื่อให้ผู้ศึกษาได้ทราบ และเข้าใจถึงวิธีการเตรียมตนเองให้พร้อมที่จะทำทานได้อย่างถูกต้อง

5. เพื่อให้ผู้ศึกษาได้รู้และเข้าใจถึงคุณค่าของการให้ และเห็นประโยชน์ (อานิสงส์) ของการ ทำทานที่ผู้ให้จะได้รับ

6. เพื่อให้ผู้ศึกษาได้ทราบ และสามารถอธิบายถึงปัจจัยต่างๆ ที่ทำให้ผลของการทำทานแตกต่าง กัน ได้อย่างถูกต้อง

3.1 การทำทานเป็นเส้นทางแห่งความสุข

เราทราบกันดีแล้วว่า ทานŽ เป็นทางมาของบุญที่จะเกิดขึ้นในใจของผู้ให้ และเมื่อเกิดขึ้นแล้ว นอกจากจะช่วยพัฒนาคุณภาพของจิตใจให้สูงขึ้น ยังจะนำสิ่งที่ดีงาม คือ ความสุขและความสำเร็จในทุกๆ ด้านมาสู่ชีวิตด้วย

บุญนี้เองที่คอยสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง ดังที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า1)

”บุญนิธิ (ขุมทรัพย์คือบุญ) นั้น อำนวยผลที่น่าปรารถนาทุกอย่าง แก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เทวดาและมนุษย์ปรารถนานักซึ่งอิฐผล (ผลที่น่าพอใจ) ใดๆ อิฐผลทั้งหมดนั้น อันบุคคลย่อมได้ด้วยบุญนิธินี้

ความมีวรรณะงาม ความมีเสียงเพราะ ความมีทรวดทรงดี ความมี รูปสวย ความเป็นใหญ่ยิ่ง ความมีบริวาร อิฐผลทั้งหมดนั้น อันบุคคลย่อมได้ด้วย บุญนิธินี้

ความเป็นพระราชาเฉพาะประเทศ ความเป็นใหญ่ (คือจักรพรรดิราช) สุขของพระเจ้าจักรพรรดิที่น่ารัก ความเป็นพระราชาแห่งเทวดาในทิพยกาย ทั้งหลาย อิฐผลทั้งหมดนั้น อันบุคคลย่อมได้ด้วยบุญนิธินี้

สมบัติของมนุษย์ ความยินดีในเทวโลก และสมบัติคือพระนิพพานอันใด อิฐผลทั้งหมดนั้น อันบุคคลย่อมได้ด้วยบุญนิธินี้

ความที่บุคคลอาศัยสัมปทาคุณ เครื่องถึงพร้อม คือ มิตรแล้ว ถ้า ประกอบโดยอุบายที่ชอบ เป็นผู้ชำนาญในวิชชาและวิมุตติ อิฐผลทั้งหมดนั้น อันบุคคลย่อมได้ด้วยบุญนิธินี้

ปฏิสัมภิทา วิโมกข์ สาวกบารมี ปัจเจกโพธิ และพุทธภูมิอันใด อิฐผล ทั้งหมดนั้น อันบุคคลย่อมได้ด้วยบุญนิธินี้

บุญสัมปทา คุณเครื่องถึงพร้อมคือบุญนั้น เป็นไปเพื่อประโยชน์ใหญ่อย่าง นี้ เพราะฉะนั้น บัณฑิตผู้มีปัญญาจึงสรรเสริญความเป็นผู้ทำบุญไว้แลŽ”

บุญจึงเป็นเหมือนขุมทรัพย์ใหญ่ ที่คอยติดตามและบันดาลให้เกิดสิ่งที่ดีงามกับผู้เป็นเจ้าของ ประดุจเงาตามตัว ผู้มีบุญมาก ชีวิตย่อมมีอุปสรรคน้อย ตรงข้ามกับผู้ที่มีบุญน้อย ชีวิตย่อมมีอุปสรรคมาก และยิ่งเรามีบุญมากเท่าไร หนทางที่จะบรรลุเป้าหมายสูงสุดของชีวิต คือพระนิพพาน ก็จะยิ่งสะดวกสบาย ง่ายดายยิ่งขึ้นไปเท่านั้น การสั่งสมบุญให้ได้มากๆ จึงเป็นความจำเป็นพื้นฐานของทุกๆ ชีวิต

แต่น่าเสียดาย ที่คนส่วนใหญ่ยังขาดความรู้ความเข้าใจในเรื่องโลกและชีวิตที่ถูกต้อง คนเหล่านั้น จึงประมาทมัวเมา หวงแหนทรัพย์ไว้ ไม่ขวนขวายในการทำทานกุศล ไม่เห็นผลดีที่เกิดจากการให้ ดังที่ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ในทานสูตร2) ว่า

”ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าว่าสัตว์ทั้งหลายพึงรู้ผลแห่งการจำแนกทาน เหมือนอย่างเรารู้ไซร้ สัตว์ทั้งหลายยังไม่ให้แล้วก็จะไม่พึงบริโภค อนึ่ง ความ ตระหนี่อันเป็นมลทินจะไม่พึงครอบงำจิตของสัตว์เหล่านั้น สัตว์เหล่านั้นไม่พึง แบ่งคำข้าวคำหลังจากคำข้าวนั้นแล้วก็จะไม่พึงบริโภค ถ้าปฏิคาหก (ผู้รับทาน) ของสัตว์เหล่านั้นพึงมี

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แต่เพราะสัตว์ทั้งหลายไม่รู้ผลแห่งการจำแนกทาน3) เหมือนอย่างเรารู้ ฉะนั้นสัตว์ทั้งหลายไม่ให้แล้วจึงบริโภค อนึ่ง ความตระหนี่ อันเป็นมลทินจึงยังครอบงำจิตของสัตว์เหล่านั้นŽ”

สำหรับผู้มีปัญญาที่แม้จะเข้าใจถึงคุณค่าของการทำทาน ไม่ประมาท ไม่หวงแหนทรัพย์ไว้ คือ มีปกติเป็นผู้ให้อยู่แล้ว ก็ยังควรศึกษาถึงวิธีทำทานที่ถูกต้องตรงตามพุทธวิธีให้ยิ่งๆ ขึ้นไป เพราะยิ่งเรา ทำได้ถูกต้องมากเท่าไร บุญที่เกิดขึ้นก็จะมากขึ้นไปด้วย

3.2 องค์ของการทำทานที่ได้บุญมาก

องค์ของการทำทาน หรือเรียกว่า ทานสมบัติ ในทางพระพุทธศาสนามุ่งสอนในเรื่องของการให้ เพื่อทำให้ใจของเราสะอาดบริสุทธิ์ ยิ่งมีความบริสุทธิ์สะอาดมาก ก็จะได้ผลคือบุญมาก โดยผู้ให้จะต้องทำให้ครบด้วยองค์ทั้ง 3 ที่เรียกว่าทานสมบัติ 3 ข้อ4) คือ

1. วัตถุบริสุทธิ์

2. เจตนาบริสุทธิ์

3. บุคคลบริสุทธิ์

3.2.1 วัตถุบริสุทธิ์

วัตถุบริสุทธิ์ หมายถึง สิ่งของที่จะทำทาน จะเป็นอะไรก็ตาม จะซื้อเขามาหรือขอเขา มาก็ได้ แต่ต้องเป็นสิ่งของที่เราทำมาหาได้โดยสุจริต ไม่ได้ลักขโมย คดโกง เบียดเบียน หรือหลอกลวงเขามา ถ้าเป็นของซื้อ เงินที่ซื้อจะต้องเป็นเงินที่เราทำมาหากินได้โดยสุจริตธรรม และที่สำคัญของที่ให้นั้น ต้องไม่น้อมนำให้เกิดอกุศลใดๆ เช่น ต้องไม่ให้สิ่งเสพติด อาวุธ หรือสื่อยั่วยุทางกามารมณ์ เป็นต้น ทานนี้จึงจะชื่อว่าบริสุทธิ์

3.2.2 เจตนาบริสุทธิ์

เจตนาบริสุทธิ์ หมายถึง เจตนาของผู้ที่ให้ จะต้องให้ด้วยความบริสุทธิ์ใจ มุ่งให้เกิดความ ดีงาม ให้ใจใส ใจสะอาด ไม่ได้ให้เพื่ออวดมั่งมี อวดรวย อวดดี หรือโอ้อวดอย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นต้น เพราะการให้เช่นนั้น จะเป็นการให้ที่มีเจตนาเห็นแก่ตัว ทำไปแล้วใจจะไม่สบาย ใจไม่บริสุทธิ์ ในข้อนี้จึงสนับสนุนและชี้ให้เห็นว่า การให้สังฆทานเป็นการทำทานที่มีผลสูงสุด เพราะผู้ให้ตัดเจตนาเห็นแก่ตัวออกไปทั้งหมด ซึ่งตรง กับวัตถุประสงค์ของการทำทานอย่างแท้จริง

เจตนาจะบริสุทธิ์เต็มที่ ผู้ให้ต้องรักษาใจให้มีความบริสุทธิ์ให้ได้ทั้ง 3 กาล5) คือ

- ปุพพเจตนา หมายถึง เจตนาก่อนที่จะทำทาน เช่น ตั้งใจว่าพรุ่งนี้เช้าจะตักบาตร ก็มีความดีใจ ปลื้มใจ ปีติใจว่าเราจะได้ทำบุญด้วยการให้ทาน หรือนึกถึงความโชคดีของเราที่มีโอกาสได้ให้ทานในคราวนี้ เพราะในบางทีที่เราไม่มีไทยธรรม ก็ให้ทานไม่ได้ บางทีมีไทยธรรม แต่กลับไม่มีศรัทธา ก็ให้ทานไม่ได้ หรือบางทีมีทั้งไทยธรรม มีทั้งศรัทธา แต่กลับไม่มีปฏิคาหก (ผู้รับทาน) ก็ให้ทานไม่ได้ แต่ในคราวนี้ เรามีความพร้อมทั้งไทยธรรม ทั้งศรัทธา และมีปฏิคาหกมารับทานของเรา คิดดังนี้ ใจก็มีความชุ่มชื่นยินดีที่จะได้ให้ทานนั้น

- มุญจนเจตนา หมายถึง เจตนาในขณะกำลังให้ เช่น ในเวลาตักบาตร ก็มีใจเลื่อมใส คือเลื่อมใส ทั้งในคุณธรรมความดีงามของพระภิกษุผู้มารับทานของเรา และเลื่อมใสเพราะเคารพในทานที่เราให้ด้วย อาการนอบน้อม ยินดีที่ได้ทำ เต็มอกเต็มใจถวายทานนั้น ทั้งไม่ยอมให้อารมณ์ขุ่นมัวเกิดขึ้นในขณะที่ทำเลย

- อปราปรเจตนา หมายถึง เจตนาหลังจากที่ให้ทานแล้ว เช่น หลังจากตักบาตรเรียบร้อยแล้ว ก็มีแต่ความแช่มชื่นเบิกบานใจ ครั้นตามระลึกนึกถึงการให้ทานเมื่อไร ก็ปลาบปลื้มยินดี มีแต่ความสุขใจ ว่าเราได้ทำทานกุศลที่ยิ่งใหญ่ โดยไม่มีความร้อนใจ หรือนึกเสียดายสิ่งที่ให้ไปแล้วเลย

การรักษาเจตนาให้สะอาดบริสุทธิ์ทั้ง 3 กาลนี้เป็นสิ่งที่ทำได้ยากยิ่ง เพราะในความเป็นจริงแล้ว ผู้ให้ที่ยังตัดความตระหนี่ออกจากใจไม่ได้เด็ดขาด หรือคาดหวังบางสิ่งบางอย่างจากการให้ทานมากเกินไป ย่อมมีโอกาสที่ใจจะหวั่นไหว จนทำให้บุญที่ควรจะได้ตกหล่นไปอย่างน่าเสียดายเหมือนกัน เช่นในบางครั้งได้ผู้ รับทานที่ไม่มีศีล หรือมีกิริยาอาการไม่น่าเลื่อมใส ผู้ให้อาจเกิดความเศร้าเสียใจ นึกเสียดายของที่จะให้ไป หรือไม่พอใจที่ต้องให้กับคนเหล่านั้น เป็นต้น

ดังนั้น จึงต้องระวังรักษาจิตเจตนานี้ให้บริสุทธิ์มั่นคงทั้ง 3 กาล เพื่อให้เป็นทานที่บริบูรณ์ และ เกิดบุญอย่างเต็มที่

ทายก (ผู้ให้) ก่อนแต่จะให้ทาน เป็นผู้ดีใจ กำลังให้ทานอยู่ย่อมยังจิตให้เลื่อมใส ครั้นให้ทานแล้วย่อมปลื้มใจ นี้เป็นยัญสมบัติ (ความบริบูรณ์ของทาน) 6)

3.2.3 บุคคลบริสุทธิ์

บุคคลบริสุทธิ์ หมายถึง บุคคลสองฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับทานนั้น คือ ผู้ให้และผู้รับ ต้องเป็น คนที่บริสุทธิ์ ทายก (ผู้ให้) ต้องเป็นผู้มีศีลธรรม ฉะนั้นก่อนถวายทาน จึงมีประเพณีสมาทานศีลก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งปฏิคาหก (ผู้รับ) ต้องมีศีลาจารวัตรงดงาม มีคุณธรรมสูง ดังที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ ตรัสถึงความสำคัญของผู้ให้และผู้รับไว้ใน ทักขิณาวิภังคสูตร7) ว่า

ผู้ใดมีศีล ได้ของมาโดยธรรม มีจิตเลื่อมใสดี เชื่อกรรมและผลของกรรมอย่างยิ่ง ให้ทานในคนมีศีล เรากล่าวทานของผู้นั้นแลว่า มีผลไพบูลย์ ผู้ใดปราศจากราคะแล้ว ได้ของมาโดยธรรม มีจิตเลื่อมใสดี เชื่อกรรมและผลของกรรมอย่างยิ่ง ให้ทานในผู้ปราศจากราคะ ทานของผู้นั้นนั่นแล เลิศกว่าอามิสทานทั้งหลาย

นอกจากนี้ พระพุทธองค์ยังตรัสอุปมาไว้ใน ขุททกนิกาย เปตวัตถุ อีกว่า

ภิกษุสงฆ์ (ปฏิคาหก) เปรียบเหมือน นา

ผู้ถวาย (ทายก) เปรียบเหมือน ชาวนา

สิ่งของที่ถวาย เปรียบเหมือน พืช

เมื่อชาวนาหว่านพืชลงในนาที่ดี ผลย่อมไพบูลย์ คือมีผลมาก ด้วยเหตุนี้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึง ทรงสอนให้พิจารณาถึงนาบุญหรือบุญเขต ถ้าจะนิมนต์พระเจาะจง คือเป็นปาฏิปุคคลิกทาน ก็ให้พิจารณา นิมนต์พระที่เคร่งครัดสิกขาวินัย น่าเลื่อมใส ถ้าจะไม่นิมนต์พระเจาะจง คือเป็นสังฆทาน ก็ให้พิจารณา นิมนต์จากหมู่ที่ประพฤติสิกขาวินัยเคร่งครัดก่อน แล้วจึงให้ ดังพระบาลีว่า วิเจยฺย ทานํ สุคตปฺปสตฺถํ การให้ด้วยพิจารณา พระตถาคตเจ้าทรงสรรเสริญ เป็นต้น ในข้อนี้ พึงเห็นตัวอย่างจากเรื่องดังต่อไปนี้

อังกุรเทพบุตร8)

ในสมัยหนึ่ง พระศาสดาเสด็จไปโปรดพระพุทธมารดา ขณะประทับ ณ บัณฑุกัมพลศิลา บน ภพดาวดึงส์นั้น ทรงมีรัศมีแผ่กว้างครอบคลุมหมู่เทวดา เทพบุตรพุทธมารดาก็เสด็จมาจากภพดุสิต ประทับในที่ข้างขวา อินทกเทพบุตรก็มานั่งในที่ข้างขวาเหมือนกัน ส่วนอังกุรเทพบุตรมานั่งในที่ข้างซ้าย แต่เมื่อเทวดาผู้มีศักดิ์ใหญ่กว่าทยอยกันมาเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า อังกุรเทพบุตรก็ต้องถอยห่างไปเรื่อยๆ จนถอยไปถึงที่สุดของบริษัทไกลถึง 12 โยชน์ ขณะที่อินทกเทพบุตรก็ยังนั่งอยู่ที่เดิม ไม่ต้องย้ายไปไหน พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมองดูเทพบุตรทั้งสองแล้ว มีพระประสงค์จะประกาศความแตกต่างระหว่างทานที่ บุคคลถวายแด่ทักขิไณยบุคคลในศาสนาของพระองค์ กับทานที่บุคคลให้แล้วแก่โลกียมหาชน จึงตรัสถาม อังกุรเทพบุตรว่า  “ ดูก่อนอังกุระ ท่านให้ทานมาเป็นเวลานานถึง 10,000 ปี ก่อเตาหุงข้าวยาวเป็นแถวถึง 12 โยชน์ ทุกวัน แต่เมื่อมาสู่สมาคมของเรา ท่านกลับต้องนั่งห่างออกไปถึง 12 โยชน์ ไกลกว่าเทพบุตรทั้งปวงนั่น เป็นเพราะเหตุใดŽ”

อังกุรเทพบุตรกราบทูลว่า

“ ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพเจ้าได้บริจาคทานมากก็จริงในสมัยที่เป็นมนุษย์ แต่ก็ได้ให้ทานแก่ โลกียมหาชน คือให้ทานในเวลาที่ปราศจากทักขิไณยบุคคล ส่วนอินทกเทพบุตรนี้ แม้ถวายทานเพียงน้อยนิด แต่เพราะได้ทำในทักขิไณยบุคคล จึงรุ่งเรืองกว่าข้าพเจ้า เหมือนดวงจันทร์รุ่งเรืองกว่าหมู่ดาว ฉะนั้นŽ”

พระศาสดาจึงตรัสถามอินทกเทพบุตร ผู้นั่งอยู่กับที่มิได้เคลื่อนย้ายไปไหนเลย อินทกเทพบุตร จึงกราบทูลว่า

“ ข้าพระองค์ได้ถวายทานแด่ทักขิไณยบุคคล ดุจหว่านพืชแม้น้อยนิดในเนื้อนาดี ผลย่อมงอกงาม ไพบูลย์Ž”

และเพื่อจะประกาศความสำคัญของทักขิไณยบุคคล จึงกราบทูลต่อไปว่า

“ พืชแม้มากที่บุคคลหว่านลงในนาดอน ผลย่อมไม่ไพบูลย์ ชาวนาเองก็ ไม่ปลื้มใจฉันใด ทานแม้มีมากที่บุคคลให้แล้วในผู้ทุศีล ผลย่อมไม่ไพบูลย์ ทายกก็ ไม่ปลื้มใจฉันนั้น

ส่วนพืชแม้น้อยที่หว่านแล้วในนาดี ย่อมมีผลไพบูลย์ ชาวนาก็ปลาบปลื้มฉันใด ทานเล็กน้อยที่บุคคลทำในเขตบุญ ในท่านผู้มีศีล มีคุณธรรมที่มั่นคง ย่อมอำนวยผลไพบูลย์ ยังผู้ให้ให้ชื่นชมยินดีฉันนั้นŽ”

อินทกเทพบุตรนั้น เมื่อครั้งที่เป็นมนุษย์ ได้ถวายข้าวเพียงทัพพีเดียวแด่พระอนุรุทธ เถรผู้เป็นพระอรหันตสาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า บุญนี้ย่อมมีผลมากกว่าทานที่อังกุรเทพบุตรทำแล้ว คือได้ก่อเตาไฟ หุงข้าวเป็นแถวยาว 12 โยชน์ ทุกวัน แก่โลกียมหาชนถึง 10,000 ปี ซึ่งเมื่ออินทกเทพบุตรกราบทูลแล้ว พระศาสดาจึงตรัสกับอังกุรเทพบุตรว่า

“ ธรรมดาการให้ทาน ควรพิจารณาแล้วจึงให้ ทานนั้นย่อมมีผลมาก เหมือน การหว่านพืชในนาดี แต่เธอหาได้ทำเช่นนั้นไม่ เหตุนั้นทานของเธอจึงมีผลไม่มาก

ทานที่บุคคลให้แล้วในเขตใดมีผลมาก ควรพิจารณาให้ในเขตนั้น การให้ ด้วยพิจารณา พระตถาคตสรรเสริญ ทานที่ให้แล้วในทักขิไณยบุคคล ย่อมมีผลมาก เหมือนพืชที่บุคคลหว่านลงในนาดี ฉะนั้นŽ”

จากเรื่องนี้แสดงให้เห็นว่า ทานจะให้ผลไพบูลย์เมื่อได้ถวายแด่ผู้รับที่บริสุทธิ์ เป็นทักขิไณยบุคคล ผู้รับจึงมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่จะทำให้ทานนั้นเกิดประโยชน์สูงสุด

3.3 อาการของการให้

นอกจากองค์แห่งการให้ทานทั้ง 3 ประการดังกล่าวแล้ว ความคิดที่เป็นจิตเจตนาของผู้ให้ ซึ่งส่งผลไปสู่การกระทำทางกาย ที่เห็นได้จากกิริยาอาการที่แสดงออกมาในเวลาให้ทาน ก็มีความสำคัญมาก เช่นกัน เพราะนอกจากจะบ่งบอกถึงคุณภาพใจของผู้ให้แล้ว ยังมีผลกระทบต่ออานิสงส์ที่จะได้รับอีกด้วย

3.3.1 อสัปปุริสทาน

“ อสัปปุริสทาน”Ž คือทานของอสัตบุรุษ (อสัตบุรุษ คือคนไม่ดี ไม่ฉลาดในการดำเนินชีวิต) อสัตบุรุษ เมื่อให้ทานก็ให้ด้วยวิธีการที่ไม่ดี ไม่ฉลาด การให้แบบนี้จึงเป็นการให้ที่ไม่สมบูรณ์ ตามธรรมดาคนที่ให้ทาน จะได้ผลบุญ ได้อานิสงส์ที่ดีงามตอบสนองทั้งในปัจจุบันนี้และอนาคตกาลข้างหน้า แต่ถ้าเป็นอสัปปุริสทานแล้ว การให้นั้นแทนที่จะได้บุญกุศลมาก ก็กลับได้น้อย (เหมือนคนค้าขายลงทุนลงแรงมาก แต่ทำไม่ดีไม่ฉลาด ผลกำไรจึงได้น้อย) หรือแทนที่บุญจะส่งผลที่ดีล้วนๆ ก็กลับได้ดีปนเสียมาด้วย ข้อนี้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรัสไว้ใน อสัปปุริสทานสูตร9) ว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อสัปปุริสทาน 5 ประการนี้ 5 ประการเป็นไฉน คือ อสัตบุรุษย่อมให้โดยไม่เคารพ 1 ให้โดยไม่อ่อนน้อม 1 ไม่ให้ด้วยมือตนเอง 1 ให้ของที่เป็นเดน 1 ไม่เห็นผลที่จะพึงมาถึงให้ 1

1. ให้โดยไม่เคารพ บางคนเวลาจะให้ ขาดความเคารพในทาน คือไม่ตระหนักถึงคุณค่าของการให้ สิ่งของที่ให้ ตลอดถึงผู้ที่เราจะให้ หรืออาจจะเกิดจากการขาดความรู้ในเรื่องของบุญบาปเท่าที่ควร เมื่อใจขาดความเคารพแล้ว ก็เท่ากับว่าจำใจให้ ให้แบบไม่เต็มใจ กิริยาอาการที่ให้ก็หยาบคายแข็งกระด้าง เช่น ให้ของแก่ผู้หลักผู้ใหญ่ ก็แสดงกิริยาอาการเหมือนให้แก่ขอทาน เป็นต้น สภาพใจของผู้ให้เป็นอย่างไร ผลทานก็จะได้อย่างนั้น จะไปเกิดในภพชาติใด ก็จะเป็นคนต่ำศักดิ์ ถูกคนดูหมิ่น ขาดความเคารพนับถือ

2. ให้โดยไม่ยำเกรง บางคนจะให้ก็ขาดความยำเกรง คือใจไม่เป็นกลาง ไม่ตั้งใจที่จะเอาบุญอย่างเต็มที่ เช่น เวลาจะถวายสังฆทาน เห็นพระที่รู้จักก็ชอบใจ พอเจอพระที่ทุศีลก็เสียใจ ที่ถูกต้องคือควรทำใจเป็นกลาง มีใจมุ่งต่อสงฆ์ มุ่งต่อพระศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ให้โดยตั้งใจ มีความยำเกรงในสงฆ์ จะได้ผลานิสงส์มาก

3. ไม่ให้ด้วยมือของตน บางคนอาจจะมีศรัทธา แต่เมื่อเวลาให้ กลับใช้ให้คนอื่นไปทำแทน เช่น ให้คนรับใช้ทำแทนบ้าง ให้คนรับใช้ตักบาตรให้บ้าง ความจริงเราเกิดมาโชคดีแล้วที่มีมือ มีอวัยวะครบถ้วนสมบูรณ์ เมื่อมีโอกาสจึงควรให้ด้วยมือตน จะเกิดความศรัทธาขึ้นในใจเราอย่างเต็มที่ ภาพของการทำบุญจะติดตาติดใจของเรา ทำให้เกิดความปีติใจตลอดเวลา บุญที่ได้ก็มีพลัง ส่งผลได้ดี ส่วนการให้ผู้อื่นทำทานแทนนั้น ทำให้กาย วาจา ใจของเรามีโอกาสได้สัมผัสบุญน้อย ความบริสุทธิ์ที่จะติดกาย วาจา ใจ ก็น้อยตามไปด้วย เวลาจะนึกถึงบุญก็นึกไม่ออก บุญที่ได้ก็ไม่มีพลัง ส่งผลได้น้อย

4. ให้โดยทิ้งขว้าง เหมือนโยนของเสียทิ้งไป ทั้งที่บางทีของที่ให้เป็นของดีแท้ๆ พอเราให้ไปแบบทิ้งขว้าง สภาพใจก็เสียไป คุณภาพใจก็เสีย ผลบุญที่ได้ก็พลอยเสียคุณภาพไปด้วย เวลาบุญส่งผลก็ทำให้ได้ รับแต่ของที่มีตำหนิบ้าง แตกร้าวบ้าง หรือได้มาไม่นาน ก็มีอันจะต้องตกแตกไปบ้าง เหมือนของที่ถูกทิ้ง ฉะนั้น อีกความหมายหนึ่งก็คือ ให้แล้วละทิ้งไปกลางคันบ้าง ให้ไม่ต่อเนื่องบ้าง เวลาส่งผลก็ขาดๆ หายๆ เช่น เกิดเป็นคนรวย ไม่นานก็ตกยาก รวยไม่ตลอด เป็นต้น

5. ให้โดยไม่เชื่อผลที่จะมีในอนาคต บางคนให้โดยไม่แน่ใจว่าจะมีผลในอนาคตหรือผลในชาติหน้า ให้แบบนี้ใจจะไม่ทุ่มเทในบุญ ความดีก็เกิดกับใจได้ไม่เต็มที่ เหมือนเวลาที่เราทำงานอย่างมีความเชื่อมั่น ในผลสำเร็จ เราจะทุ่มเทความพอใจ และความเพียรไปอย่างเต็มที่ ผลงานที่ออกมาก็จะดีงาม ตรงกันข้าม ถ้าทำอย่างไม่เชื่อมั่น ไม่แน่ใจ ความทุ่มเทในงานนั้นก็จะลดลง ผลสำเร็จของงานก็ลดคุณภาพลงตามส่วน การให้แบบนี้จึงได้บุญน้อย ได้บุญไม่เต็มที่ ได้บุญแบบที่ไม่มีความมั่นใจในผลของบุญ

อสัปปุริสทานนี้ เป็นการให้ที่มีการพัฒนาคุณภาพชีวิตน้อย คือทำแล้วใจไม่ใสสว่างมากนัก บางครั้งกลับมีความขุ่นมัวปนมาก็มี เวลาบุญให้ผลก็ให้ไม่เต็มที่ ให้ผลไม่ดีเท่าที่ควรจะเป็น

3.3.2 สัปปุริสทาน

ส่วนทานของสัตบุรุษเป็นไปในทางตรงกันข้าม คือเป็นการให้ของคนดี คนมีปัญญา ผู้ฉลาดใน การดำเนินชีวิตนั้นจะให้ด้วยวิธีการที่ดี ซึ่งเมื่อให้แล้วจะไปพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ให้ให้ดีขึ้น ประณีต ขึ้น การให้แบบนี้จึงเป็นการให้ที่สมบูรณ์ทั้งผล และอานิสงส์ ดังที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ในอสัปปุริสทานสูตร10) ว่า

สัปปุริสทาน อย่างที่ 1

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัปปุริสทาน 5 ประการนี้ 5 ประการเป็นไฉน คือ

สัตบุรุษย่อมให้โดยเคารพ 1 ให้โดยอ่อนน้อม 1

ให้ด้วยมือตนเอง 1 ให้ของไม่เป็นเดน 1

เห็นผลที่จะมาถึงให้ 1

ดังนั้น คนดีมีปัญญา เมื่อให้ก็ควรให้แต่สัปปุริสทาน ซึ่งจะนำความสุขความดีงามที่สมบูรณ์มาสู่ชีวิต

สัปปุริสทาน อย่างที่ 2

ยังมีการให้ของคนดีอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ใน สัปปุริสทานสูตร2 มี 5 ประการดังนี้

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัปปุริสทาน 5 ประการนี้ 5 ประการเป็นไฉน คือ

สัตบุรุษย่อมให้ทานด้วยศรัทธา 1 ย่อมให้ทานโดยเคารพ 1

ย่อมให้ทานโดยกาลอันควร 1 เป็นผู้มีจิตอนุเคราะห์ให้ทาน 1

ย่อมให้ทานไม่กระทบตนและผู้อื่น 1

1. สัตบุรุษย่อมให้ทานด้วยศรัทธา คือให้ด้วยความเลื่อมใสในกรรม และผลของกรรมว่า ทำดีย่อม ได้ผลที่ดี ทำชั่วก็ได้ผลเป็นทุกข์ให้เดือดเนื้อร้อนใจ เชื่อว่าสัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน คือเป็นไปตาม กรรมที่ตนกระทำ และเชื่อในปัญญาเครื่องตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า คนเราจะบริสุทธิ์ได้ ด้วยการ ประกอบความดีด้วยกาย วาจา ใจที่บริสุทธิ์มาก และจะสามารถเข้าถึงธรรมะภายในตน ซึ่งมีอยู่แล้วใน สรรพสัตว์ทั้งหลายได้ การน้อมนำธรรมะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาปฏิบัติ จะทำให้ตนมีความบริสุทธิ์ขึ้น จนถึงขั้นตรัสรู้ธรรมได้

ผู้ที่ให้ทานด้วยความศรัทธา พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ย่อมเป็นผู้มั่งคั่ง มีทรัพย์มาก มีโภคะมาก และเป็นผู้มีรูปสวยงาม น่าดู น่าเลื่อมใส ประกอบด้วยผิวพรรณงามยิ่งนัก ในที่ที่ทานนั้นส่งผล

2. สัตบุรุษย่อมให้ทานด้วยความเคารพ คือเคารพในตัวบุคคล มีความอ่อนน้อม เช่น การยก ประเคนด้วยมือทั้งสอง รวมทั้งให้ด้วยกิริยาอาการที่เคารพในทาน เช่น ยกขึ้นจบเหนือหัวแล้วจึงให้ เป็นต้น

ผู้ที่ให้ทานด้วยความเคารพ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ย่อมเป็นผู้มั่งคั่ง มีทรัพย์มาก มีโภคะมาก และจะเป็นผู้ที่มีบุตร ภรรยา ทาส คนใช้หรือคนงาน อยู่ในโอวาท คอยฟังคำสั่ง ตั้งใจใคร่รู้ ในที่ที่ทานนั้น ส่งผล

3. สัตบุรุษย่อมให้ทานตามกาล คือ ให้ในเวลาที่สมควร ซึ่งเป็นเวลาจำเพาะที่จะต้องให้ในช่วงนี้ เท่านั้น เลยเวลานี้ไปก็ไม่สำเร็จประโยชน์แล้ว เช่น การถวายผ้ากฐินแด่สงฆ์ เป็นต้น

สำหรับกาลทานอื่นทั่วไป พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ใน กาลทานสูตร11) มี 5 อย่าง คือ

3.1 อาคันตุกะทาน ให้แก่ผู้มาสู่ถิ่นของตน

3.2 คมิกะทาน ให้แก่ผู้ที่เตรียมตัวจะเดินทางไปยังที่ต่างๆ

3.3 ทุพภิกขะทาน ให้ในสมัยที่ข้าวยากหมากแพงหรือเศรษฐกิจตกต่ำ

3.4 นวสัสสะทาน ให้เมื่อมีข้าวใหม่ๆ ก็นำมาทำทานก่อน

3.5 นวผละทาน ให้เมื่อมีผลไม้ออกใหม่ ก็นำมาทำทานก่อน

ผู้ที่ให้ทานตามกาลอันควรแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ย่อมเป็นผู้มั่งคั่ง มีทรัพย์มาก มีโภคะมาก และย่อมเป็นผู้มีความต้องการที่เกิดขึ้นตามกาลบริบูรณ์ ในที่ที่ทานนั้นส่งผล

4. สัตบุรุษย่อมให้ทานด้วยจิตอนุเคราะห์ เมื่อเห็นคนตกทุกข์ได้ยาก ขาดแคลนปัจจัย 4 ก็มี จิตอนุเคราะห์ช่วยเหลือโดยไม่หวังผลตอบแทน

ผู้ที่ให้ทานด้วยจิตอนุเคราะห์แล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ย่อมเป็นผู้มั่งคั่ง มีทรัพย์มาก มีโภคะมาก และเป็นผู้มีจิตน้อมไปเพื่อบริโภคกามคุณ 5 สูงยิ่งขึ้น ในที่ที่ทานนั้นส่งผล

5. สัตบุรุษย่อมให้ทานโดยไม่กระทบตนเอง และผู้อื่น คือ การให้โดยไม่ทำลายคุณความดีของ ตนเอง และผู้อื่น สัตบุรุษไม่ผิดศีล ไม่ทำให้ตัวเองเดือดร้อนเพื่อถวายทาน เช่น ฆ่าสัตว์ทำอาหารเพื่อถวาย พระ เพราะการให้ทานอย่างนี้ เป็นการทำลายคุณงามความดีของตนเอง

อีกนัยหนึ่ง สัตบุรุษไม่ทำทานด้วยการทำให้คนอื่นเดือดร้อน หมดกำลังใจ เกิดการกระทบกระเทือนใจ เช่นทำบุญข่มคนอื่น ดูถูกดูแคลนคนที่ทำน้อยกว่า เหล่านี้เป็นต้น

ผู้ที่ให้ทานโดยไม่กระทบตนเองและผู้อื่น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ย่อมเป็นผู้มั่งคั่ง มีทรัพย์มาก มีโภคะมาก และย่อมเป็นผู้มีโภคทรัพย์ไม่มีภยันตรายมาแต่ที่ไหนๆ คือ จากไฟ จากน้ำ จากพระราชา จากโจร จากคนไม่เป็นที่รัก หรือจากทายาท ในที่ที่ทานนั้นส่งผล

สัปปุริสทาน อย่างที่ 3

ยังมีการให้ของคนดีอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ใน ปฐมสัปปุริสสูตร1 มี 8 ประการ ดังนี้

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัปปุริสทาน 8 ประการนี้ 8 ประการเป็นไฉน คือ

ให้ของสะอาด 1 ให้ของประณีต 1

ให้ตามกาล 1 ให้ของสมควร 1

เลือกให้ 1 ให้เนืองนิตย์ 1

เมื่อให้จิตผ่องใส 1 ให้แล้วดีใจ 1

ดังนั้น เมื่อเราทำทาน นอกจากจะต้องทำให้ครบองค์ประกอบทั้ง 3 ประการ คือวัตถุบริสุทธิ์ เจตนาบริสุทธิ์ (ทั้งก่อนให้ กำลังให้ และหลังให้) และบุคคลบริสุทธิ์ (ทั้งผู้รับและผู้ให้) แล้ว ยังต้องทำด้วยความ ชาญฉลาด คือให้ตามแบบอย่างของสัตบุรุษด้วย ทานที่ให้จึงจะชื่อว่าได้บุญมาก

3.4 วิธีการทำทาน

เงื่อนไขที่จะทำให้การทำทานแต่ละครั้งมีความสมบูรณ์พร้อม คือทำแล้วได้ผลบุญมาก จะมี องค์ประกอบสำคัญๆ อยู่หลายประการ เช่น ในเบื้องต้นต้องมีศรัทธา มีไทยธรรม และมีผู้รับทาน โดยเฉพาะที่เป็นทักขิไณยบุคคล ผู้เป็นเนื้อนาบุญอันเลิศ ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ใน สัมมุขีสูตร12) ว่า  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะความพร้อมหน้าแห่งวัตถุ 3 กุลบุตรผู้มี ศรัทธา ย่อมได้บุญมาก วัตถุ 3 คืออะไร คือ ศรัทธา ไทยธรรม และทักขิไณยบุคคล เพราะความพร้อมหน้าแห่งวัตถุ 3 นี้แล กุลบุตรผู้มีศรัทธาย่อมได้บุญมากŽ

นอกจากองค์ประกอบสำคัญทั้งสามนั้นแล้ว ยังมีสิ่งสำคัญอื่นอีก เช่น กำหนดเวลาที่จะทำทานได้ (กาลทาน) เจตนาและกิริยาอาการที่เราให้ เป็นต้น ซึ่งองค์ประกอบเหล่านี้ บางครั้งไม่อยู่ในขอบเขตที่ เราสามารถกำหนดเองได้ เช่น อยากถวายผ้ากฐิน แต่ยังไม่ถึงกาล หรืออยากทำทาน แต่ได้ผู้รับไม่มีศีล เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้ทานที่เราทำไปได้บุญมากที่สุด ก็ควรเตรียมตัวของเราเองให้พร้อมไว้ โดยเมื่อจะทำทานครั้งใด ก็ให้ทำไปตามลำดับดังนี้ คือ

3.4.1 ตั้งใจ

ตั้งใจ ทำเจตนาของเราให้บริสุทธิ์ก่อนที่จะทำทาน ด้วยการระลึกนึกถึงคุณของพระรัตนตรัย และคุณประโยชน์ของการทำทาน ที่ทำให้เราชนะความตระหนี่ในใจของเราได้ เป็นการชำระใจให้ สะอาด บริสุทธิ์ ปลูกจิตให้เลื่อมใสศรัทธา และปีติยินดีอย่างเต็มที่ว่าเราจะได้ทำทานในครั้งนี้

3.4.2 แสวงหาไทยธรรม

แสวงหาไทยธรรม (สิ่งของที่ควรให้ทาน) ด้วยความเพียรที่บริสุทธิ์ ให้เหมาะสมและดูควรแก่ผู้รับ เมื่อได้มาแล้วพึงจัดแจงตกแต่งให้งดงาม สะอาด ประณีต ให้เป็นสามีทาน และควรให้ทานให้ ครบถ้วนตามคำสอนที่มีมาในพระไตรปิฎก คือทานในพระสูตร พระวินัย และพระอภิธรรม จะทำให้ได้ บุญกุศลที่ยิ่งใหญ่เป็นพิเศษ

สิ่งของที่ควรให้ทาน ท่านจัดไว้ในพระสูตรมี 10 อย่าง คือ ข้าว น้ำ ผ้า ยานพาหนะ ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่พักอาศัย ประทีปโคมไฟ

จัดไว้ในพระวินัยมี 4 อย่าง คือ จีวร (เครื่องนุ่งห่ม) บิณฑบาต (อาหาร) เสนาสนะ (ที่อยู่อาศัย) คิลานเภสัช (ยารักษาโรค)

และจัดไว้ในพระอภิธรรม (ปรมัตถ์) มี 6 อย่าง คือ สละความยินดี ในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ (สิ่งที่ถูกต้องกาย) ธรรมารมณ์ (อารมณ์ที่เกิดกับใจ) ซึ่งพระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนี (หลวงพ่อ วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ) อธิบายไว้ว่า

“ ทานในพระปรมัตถ์ 6 คือ มีอายตนะ 6 คือ ยินดีในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ ถอนความยินดีในอารมณ์เหล่านี้ออกเสียได้ สละความยินดีในอารมณ์เหล่านี้เสียได้ ก่อนเราเกิดมาเขาก็ยินดี กันอยู่อย่างนี้ ในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ กำลังที่เราเกิดมาเขาก็ยินดีในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์เหล่านี้ ครั้นเราจะตายเขาก็ยินดีในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ อย่างนี้เหมือนกัน

ความยินดีเหล่านี้ หากถอนอารมณ์ออกเสียได้ ไม่ให้มาเสียดแทงเราได้ พิจารณาว่านี้เป็นอารมณ์ ของชาวโลก ไม่ใช่อารมณ์ของธรรม ปล่อยอารมณ์เหล่านั้นเสีย ไม่ยึดมั่นถือมั่น ไม่ให้เข้าไปเสียดแทงใจ ทำใจให้หยุด ให้นิ่ง นี่เขาเรียกว่า ให้ธรรมารมณ์เป็นทาน ย่อมมีกุศลใหญ่เป็นทางไปแห่งพระนิพพาน โดยแท้ และเป็นทานอันยิ่งใหญ่ทางปรมัตถ์Ž”13)

สิ่งของที่ไม่ควรให้ทาน ได้แก่ สุรายาเสพติด มหรสพที่ทำให้ประมาทมัวเมา สัตว์เพื่อการผสมพันธุ์ ภาพหรือสิ่งของที่ยั่วยุกามารมณ์ และอาวุธเพื่อการทำมิจฉาชีพ

3.4.3 ทำตนเองให้บริสุทธิ์ก่อนที่จะให้ทาน

ทำตนเองให้บริสุทธิ์ก่อนที่จะให้ทาน ด้วยการสมาทานศีล 5 หรือศีล 8 แล้วนั่งสมาธิ กลั่นใจให้ใสสะอาดบริสุทธิ์ นึกถึงปฏิคาหก (ผู้รับ) เสมือนท่านเป็นพระอรหันต์ หรือเป็นตัวแทนของสงฆ์ ผู้ทรงไว้ซึ่งพระศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

3.4.4 ตั้งจิตอธิษฐาน

ตั้งจิตอธิษฐาน ด้วยการยกทานนั้น จบŽ เหนือศีรษะว่า ขอให้ทานของข้าพเจ้านี้ เป็นไปเพื่อประโยชน์สุขแก่ตนและผู้อื่น….จะเริ่มต้นด้วยให้ความสมบูรณ์พูนสุขหรือด้วยอะไรก็ตาม แต่ลงท้ายให้เป็น….นิพพานปัจจโย โหตุ (จงเป็นปัจจัยเพื่อพระนิพพาน) ดังที่บัณฑิตทั้งหลาย ในกาลก่อนจบอธิษฐานก่อนให้ทานว่า …..ขอให้พบดวงแก้ว ขอให้แคล้วบ่วงมาร ขอให้ถึงพระนิพพาน ในอนาคตกาลเทอญŽ จะทำให้ใจของเราใสสะอาดเต็มที่ในขณะที่ให้

3.4.5 เมื่อทำทานเสร็จแล้ว

เมื่อทำทานเสร็จแล้ว ให้สละทานขาดออกจากใจ ไม่คิดเสียดายทรัพย์เลย ให้ปีติเบิกบาน ใจทุกครั้งที่นึกถึงทานที่ทำแล้ว บุญจากการทำทานนั้นก็จะส่งผลเต็มที่ทันที เมื่อบุญเกิดขึ้นแล้ว ควรอุทิศส่วนกุศลผลบุญนั้น เป็นปัตติทานมัย จะด้วยการกรวดน้ำให้ หรือตั้งจิตอุทิศให้ก็ได้ ขอเพียงจิตเป็นสมาธิ บุญจึงจะสำเร็จประโยชน์ ด้วยคำอุทิศส่วนกุศล ดังพระบาลีว่า

อิทํ เม ญาตีนํ โหตุ สุขิตา โหนฺตุ ญาตโยŽ

ขอส่วนแห่งบุญนี้ จงสำเร็จประโยชน์แก่หมู่ญาติของข้าพเจ้า

ขอญาติทั้งหลาย จงอยู่เป็นสุขเถิด

3.4.6 การทำทานในชีวิตประจำวัน

การทำทานเป็นสิ่งที่ไม่ควรขาด และจำเป็นต้องทำอยู่เป็นประจำทุกวัน ทั้งนี้เพื่อตอกย้ำความ เห็นถูกหรือสัมมาทิฏฐิของเราให้มั่นคง จนเกิดเป็นนิสัยรักในการให้ทาน ซึ่งสามารถทำได้ง่ายๆ หลาย ประการด้วยกัน เช่น

1. การทำบุญตักบาตร ซึ่งสามารถทำเป็นประจำได้ทุกวัน โดยอาจคอยใส่กับพระภิกษุหรือสามเณร ที่เดินบิณฑบาตอยู่ในละแวกบ้านของเรา หรือจะนำเอาข้าวปลาอาหารไปถวายท่านถึงที่วัดก็ได้

2. การถวายสังฆทาน คือการถวายแก่สงฆ์โดยไม่เจาะจงภิกษุรูปหนึ่งรูปใด ซึ่งอาจทำได้หลายวิธี ด้วยกัน เช่น การนำสิ่งของไปถวายที่วัด หรือนิมนต์คณะสงฆ์มารับที่บ้าน แต่ที่นิยมทำกันมาก คือการ ทำบุญเลี้ยงพระเนื่องในโอกาสสำคัญต่างๆ เช่น ทำบุญขึ้นบ้านใหม่ ทำบุญวันคล้ายวันเกิด เป็นต้น

3. การให้ชีวิตสัตว์เป็นทาน เช่น การปล่อยสัตว์ปล่อยปลา เป็นการทำทานที่นิยมทำกันมาก เพราะผู้ที่ทำทานประเภทนี้ ย่อมมีอานิสงส์ให้เป็นผู้ที่มีอายุขัยยืนยาว มีสุขภาพร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรง เพราะการให้ชีวิต ก็คือการต่ออายุของสัตว์นั้นให้ยืนยาวต่อไป เมื่อเราได้ให้อายุ ก็ย่อมได้อายุเป็นเครื่องตอบแทน ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ใน โภชนทานสูตร14) ว่า

”ปราชญ์ผู้มีปัญญา ให้อายุ ย่อมได้อายุ ให้กำลัง ย่อมได้กำลัง ให้วรรณะ ย่อมได้วรรณะ ให้ปฏิภาณ ย่อมได้ปฏิภาณ ให้สุข ย่อมได้สุข ครั้นให้อายุ กำลัง วรรณะ สุข และปฏิภาณแล้ว จะเกิดในที่ใดๆ ย่อมเป็นผู้มีอายุยืน มียศ”

Ž

3.5 อานิสงส์ของการทำทาน

เมื่อเราได้ให้ทานแล้ว แม้ไม่หวังสิ่งของต่างๆ เป็นเครื่องตอบแทนก็ตาม แต่ทุกครั้งที่ให้ไป ย่อมจะบังเกิดเป็นบุญสะสมอยู่ในใจ ซึ่งบุญนี้จะมีอานุภาพไปดึงดูดสิ่งดีๆ มาให้แก่ชีวิตเรา เปรียบเหมือนดอกไม้ ที่มีสีสวย เกสรมีน้ำหวานหอม ย่อมดึงดูดหมู่ภมรผีเสื้อให้มาดูดกินน้ำหวานนั้น

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอานิสงส์ของทานไว้ใน สีหสูตร15) ว่า

1. ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ที่ชอบใจของคนเป็นอันมาก

2. คนดีเป็นอันมากย่อมพอใจคบหาผู้ให้ทาน

3. ชื่อเสียงอันดีงามของผู้ให้ ย่อมฟุ้งขจรไป

4. ผู้ให้ย่อมแกล้วกล้าอาจหาญ ไม่เก้อเขินในที่ประชุมชน

5. เมื่อละจากโลกนี้ ผู้ให้ย่อมบังเกิดในสุคติโลกสวรรค์

โดยทั่วไปแล้ว คนเรามักต้องการเห็นผลของการทำความดีในทันทีทันใด ถ้ายังมองไม่เห็นผล ก็เกิดความท้อแท้ สิ้นหวัง และเบื่อหน่ายที่จะทำความดีนั้นต่อไป แต่จากพุทธดำรัสข้างต้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงให้เห็นว่า การทำความดีนั้น ให้ผลในปัจจุบันนี้ได้ คือความดีที่เกิดจากการให้ทานนี้ จะส่งผลดีในชาติปัจจุบันถึง 4 ประการ และส่งผลถึงชาติหน้าต่อไปอีก 1 ประการ

ทุกครั้งที่เราทำความดี ผลของความดีจะเกิดขึ้นที่ใจเราก่อน ทำให้ใจเราสบาย ถ้าเราหมั่น ทำความดีและรักษาใจที่ดีไว้อย่างต่อเนื่อง ความดีนี้จะแผ่ขยาย มีพลังที่จะดึงดูดสิ่งที่ดีเข้ามาสู่ชีวิตของเราต่อไป เหมือนต้นไม้เล็กๆ ที่เราหมั่นดูแลรดน้ำใส่ปุ๋ย ไม่นานก็เจริญเติบโต ออกดอกออกผลได้ ความดีที่เกิดจาก การให้ก็เช่นกัน เพราะทุกครั้งที่ให้ ใจเราย่อมสบายเป็นสุข เพราะชนะความตระหนี่ เกิดความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ส่งกระแสความปรารถนาดีไปยังผู้รับ ทำให้ผู้รับมีความสุขขึ้น ฉะนั้นผู้ให้จึงเป็นที่รักของคนทั้งหลาย

เมื่อผู้ให้มีน้ำใจให้อย่างต่อเนื่อง จิตใจกว้างขึ้น ความสุขก็ขยายกว้างขึ้นด้วย คนดีทั้งหลายก็อยาก คบหาบุคคลที่มีใจกว้างทั้งนั้น ฉะนั้นคนดีเป็นอันมากย่อมพอใจคบหาผู้ให้นั้น

เพราะคนที่มาคบหาสมาคมด้วย ได้รับแต่ความสุข จึงนำเรื่องที่ตนประสบพบมาบอกกล่าวกัน ต่อๆ ไป ขยายออกไปในวงที่กว้างขึ้น ฉะนั้นชื่อเสียงอันดีงามของผู้ให้ย่อมฟุ้งขจรไป

เพราะเมื่อคุ้นเคยกับคนดี จะไปที่ไหนก็เป็นที่ยกย่องของคนทั้งหลาย ฉะนั้นผู้ให้ย่อมแกล้วกล้า อาจหาญในที่ประชุมชน

อานิสงส์ 4 ข้อนี้ ย่อมมีแก่ผู้ให้ทุกคนในปัจจุบัน ส่วนข้อสุดท้าย เมื่อสิ้นชีพลง ผู้ให้ย่อมบังเกิดใน สุคติโลกสวรรค์ เพราะเหตุว่า เมื่อผู้ให้สั่งสมการให้ มีจิตใจดีงาม เกิดเป็นความผ่องใสภายในใจ ผู้ที่มีจิตใจ ผ่องใส ไม่ขุ่นมัวเศร้าหมอง เมื่อละโลก ย่อมมีสุคติเป็นที่หวังได้ ดังพระพุทธพจน์ที่มาใน วัตถูปมสูตร1 ว่า

“ จิตฺเต อสงฺกิลิฏฺเŸ สุคติ ปาฏิกงฺขาŽ

เมื่อจิตไม่เศร้าหมอง สุคติเป็นที่หวังได้”

3.5.1 ทานที่ให้ผลทันตาเห็น

นอกจากอานิสงส์ทั้ง 5 ข้อที่กล่าวมาแล้วนั้น การให้ทานทุกครั้ง จะเกิดเป็นบุญขึ้นในใจ ซึ่งพอจะทราบได้ จากความรู้สึกว่าใจสบาย ใจผ่องใส ใจเป็นสุข เป็นต้น ซึ่งความรู้สึกเหล่านี้คือ อาการของบุญ

อาการของบุญอุปมาเหมือนกับกระแสไฟฟ้า ที่เราไม่สามารถเห็นด้วยตาเปล่าได้ แต่จะรู้ได้ด้วยอาการของมัน เช่น เมื่อเราเปิดสวิตช์ให้กระแสไฟฟ้าผ่านเข้าไปในพัดลม ทำให้ใบพัดหมุนได้ ให้เข้าไปในเตารีด ทำให้มีความร้อนได้ ให้เข้าไปในตู้เย็น ทำให้เกิดความเย็นได้ ใบพัดหมุนก็ดี ความร้อนก็ดี หรือความเย็นก็ดี นั่นคืออาการของไฟฟ้า บุญก็เช่นกัน ถึงแม้ไม่เห็นด้วยตา แต่ก็สามารถรับรู้อาการของบุญ นั้นได้ (ยกเว้น ผู้ที่ปฏิบัติธรรมจนบรรลุธรรมแล้ว จึงสามารถเห็นกระแสบุญได้)

ทุกครั้งที่ทำความดี มีการให้ทาน รักษาศีล หรือเจริญภาวนา จะเกิดกระแสบุญ ซึ่งเป็นคุณเครื่องชำระใจของเราให้สะอาด บริสุทธิ์ ให้ใสสว่าง แล้วรวมกันเข้าเป็นดวงบุญ ดวงบุญนี้มีอานุภาพที่จะดึงดูดสมบัติ ทั้ง 3 คือรูปสมบัติ ทรัพย์สมบัติ คุณสมบัติ ให้เกิดขึ้นแก่ชีวิตของเรา

ยามใดเรามีบุญมาก และบุญส่งผล สมบัติต่างๆ ก็จะหลั่งไหลเข้ามาหาเรา แต่ยามใดมีบุญน้อย หรือหมดบุญ กระแสบุญก็อ่อนกำลังลงหรือหมดไป สมบัติที่มีอยู่ก็ค่อยๆ ร่อยหรอลง หรือพลัดพรากจากเราไป เพราะไม่มีกระแสบุญที่จะดึงดูดสมบัติมาได้ดังเดิม

ในทางตรงกันข้าม เมื่อเราทำความชั่ว หรือมีความโลภ มีความตระหนี่ในใจ ก็จะเกิดกระแส กิเลสขึ้นมาผลักสมบัติ 3 ออกไป ทำให้คุณภาพชีวิตของเราเสียไป เพราะฉะนั้น คนที่ทำทานไว้ดีจึงเกิดเป็นคน มั่งคั่งร่ำรวย เพราะทานกุศลทำให้เกิดบุญ บุญก็ดึงดูดสมบัติต่างๆ ให้บังเกิดขึ้น

บุญมี 2 ระยะ คือบุญเก่า (บุญในอดีต) และบุญใหม่ (บุญในปัจจุบัน)

บุญเก่า คือ บุญที่ทำมาในชาติก่อนๆ จนถึงวันคลอด

บุญใหม่ คือ บุญที่ทำมาตั้งแต่แรกเกิดจนถึงปัจจุบัน

ถ้าบุญเก่าทำมาดี จะส่งผลให้เกิดสมบัติในชาติปัจจุบัน เช่น เกิดมาร่ำรวยด้วยทรัพย์ (ทรัพย์ สมบัติดี เพราะบุญเก่าคือทำทานมาดี) มีรูปร่างงดงาม (รูปสมบัติดี เพราะบุญเก่าคือรักษาศีลมาดี) และมี ความเฉลียวฉลาด (คุณสมบัติดี เพราะบุญเก่าคือเจริญภาวนามาดี) และแม้จะมีบางคนที่ปัจจุบันไม่ได้ทำบุญ อีกทั้งยังตระหนี่ถี่เหนียว แต่ว่ากลับร่ำรวยขึ้นมา นั่นก็เป็นเพราะว่าบุญในอดีตที่ตนเองทำไว้ยังตามส่งผลให้ อยู่นั่นเอง

ส่วนคนบางคนแม้จะทำบุญทำทานในชาตินี้ตั้งมากมายก็ไม่รวยสักที จนถึงกับคิดไปว่า ทำดีไม่ได้ดีŽ หรือ ทำบุญ บุญไม่ส่งผลŽ ก็มีเหมือนกัน ซึ่งนั่นเป็นเพราะว่าในอดีตทำทานมาน้อยเกินไป บุญจึงไม่พอจะดึงดูดสมบัติให้เกิดมากๆ ได้ตามต้องการ แต่ถึงอย่างไร บุญที่ทำไว้ก็ไม่ได้หายไปไหน เพียงแต่รอเวลาที่จะส่งผลให้ในชาติต่อๆ ไปเท่านั่นเอง

แต่ก็มีบางคนที่เกิดมาโชคดี ที่สามารถทำบุญใหม่ในชาตินี้ แล้วได้ผลบุญทันตาเห็น ซึ่งเป็นเพราะได้สร้างบุญในเขตบุญอันอุดม ที่เรียกว่า สัมปทาคุณ (ความถึงพร้อมด้วยคุณพิเศษ) ซึ่งถ้าใครก็ตาม ได้สร้างบุญที่ประกอบด้วยสัมปทาคุณทั้ง 4 ประการนี้ ก็จะทำให้ทานที่บริจาคแล้วมีผลยอดเยี่ยม และให้ผลได้ในภพปัจจุบันทันทีทันใด

สัมปทาคุณ 4 ประการ ประกอบด้วย

1. วัตถุสัมปทา คือ ความถึงพร้อมแห่งวัตถุ ในที่นี้หมายถึงผู้รับ คือปฏิคาหก ต้องเป็นทักขิไณยบุคคล ผู้มีความพรั่งพร้อมด้วยคุณธรรม ยิ่งมีคุณธรรมสูงมากเท่าใดก็ยิ่งทำให้ทานของผู้บริจาคมีผลมากขึ้นเท่านั้น

2. ปัจจยสัมปทา คือ ความถึงพร้อมแห่งปัจจัย ในที่นี้หมายถึงสิ่งของที่จะนำมาทำบุญ ต้องได้มา อย่างบริสุทธิ์โดยชอบธรรม

3. เจตนาสัมปทา คือ ความถึงพร้อมแห่งเจตนา ในที่นี้หมายถึงมีเจตนาดี เจตนาเพื่อชำระกิเลส บูชาคุณ เพื่อสงเคราะห์ หรืออนุเคราะห์ด้วยความบริสุทธิ์ใจ มิได้หวังลาภ ยศ หรือชื่อเสียง มีเจตนาดีทั้ง 3 กาล คือก่อนให้ก็ดีใจ กำลังให้ก็เลื่อมใส ครั้นให้แล้วก็เบิกบานใจ อย่างนี้เรียกว่าถึงพร้อมด้วยเจตนา

4. คุณาติเรกสัมปทา คือ ความถึงพร้อมแห่งคุณพิเศษของปฏิคาหก คือผู้รับเป็นทักขิไณยบุคคล ที่มีคุณธรรมพิเศษ ซึ่งระบุไว้ว่า ผู้รับจะต้องเป็นผู้ที่ออกจากนิโรธสมาบัติใหม่ๆ ซึ่งผู้ที่จะเข้านิโรธสมาบัติได้ ก็คือพระอรหันต์ หรืออย่างต่ำต้องเป็นพระอนาคามีบุคคล

บุคคลใดที่ได้ทำทานโดยถึงพร้อมด้วยคุณวิเศษทั้ง 4 ประการนี้จะได้ผลบุญทันตาเห็น ดังมีกรณีของ “ นายปุณณะ”Ž เป็นตัวอย่าง

เรื่อง นายปุณณะ

มีเรื่องเล่าว่า เมื่อพระศาสดาของเราประทับอยู่ที่เวฬุวัน เมืองราชคฤห์ ครั้งนั้นมีคนยากจนชื่อ ”ปุณณะŽ” อยู่ในเมืองนั้นพร้อมกับภรรยาและลูกสาว เขาเป็นลูกจ้างของสุมนเศรษฐี อยู่มาวันหนึ่งมีการ เล่นมหรสพในเมือง เศรษฐีก็ถามว่า

“ ปุณณะ เธอจะไปเล่นมหรสพ หรือว่าจะทำงานŽ”

นายปุณณะก็ตอบว่า

“ การเล่นมหรสพเป็นงานที่ต้องเสียเงินมาก เป็นเรื่องของคนที่มีทรัพย์เขาทำกัน ผมเป็นคนยากจน เป็นคนหาเช้ากินค่ำ ข้าวจะกินพรุ่งนี้ก็ยังไม่มี ผมจะไปรื่นเริงได้อย่างไรกัน ผมขอไปไถนาตามปกติดีกว่าŽ”

เศรษฐีจึงมอบวัวให้เขาไปไถนา เมื่อได้วัวแล้วเขาก็ไปหาภรรยา แล้วบอกว่า

“ วันนี้ชาวเมืองเขาไปเล่นมหรสพกัน แต่เราเป็นคนจน ทำอย่างเขาไม่ได้ ดังนั้นฉันจะไปไถนา วันนี้ขอให้เธอช่วยต้มผักให้มากขึ้นอีกสองเท่าไปให้ฉันด้วยนะŽ ” พอสั่งภรรยาแล้วก็รีบออกไปไถนาทันที

วันนั้นเองพระสารีบุตรเถระออกจากนิโรธสมาบัติใหม่ๆ ตรวจดูว่า “ เราควรจะไปสงเคราะห์ ใครหนอ บุญนี้จะเป็นของใครหนอŽ” ได้เห็นนายปุณณะเข้าไปในญาณของท่าน จึงใคร่ครวญพิจารณาว่า เขาจะมีศรัทธาหรือเปล่า เขาสามารถที่จะถวายอาหารได้หรือไม่ ครั้นทราบว่า เขามีศรัทธา และสามารถที่จะถวายอาหารได้ และถ้าได้ถวายอาหารแล้ว จะได้สมบัติอันยิ่งใหญ่

ดังนั้นแล้วจึงครองจีวร ถือบาตรไปยังที่นายปุณณะไถนาอยู่ พอนายปุณณะเห็นพระเถระเข้าก็ดีใจ เข้ามากราบไหว้ และคิดว่าท่านต้องการไม้สีฟันในยามนี้ จึงทำไม้สีฟันถวาย พระเถระก็เอาบาตรและ ผ้ากรองน้ำมาให้เขา นายปุณณะพอได้รับก็ทราบว่าพระเถระคงต้องการน้ำดื่ม จึงรับเอาบาตรและ ผ้ากรองน้ำไปกรองน้ำมาถวาย

พระเถระคิดอยู่ว่า นายปุณณะนี้เป็นคนรับใช้ของเขา ถ้าท่านจะไปสู่เรือนของเขา ภรรยาของ นายปุณณะก็จะไม่เห็นท่าน ท่านจึงจะอยู่ที่นั่นจนกว่าภรรยาของเขาจะนำอาหารมาให้ พระเถระรออยู่ ครู่หนึ่ง ทราบด้วยญาณว่าภรรยาของนายปุณณะกำลังมาถึงแล้ว จึงออกเดินมุ่งหน้าไปยังพระนคร

ภรรยาของนายปุณณะ เมื่อพบพระสารีบุตรในระหว่างทางคิดว่า

“ ตัวเราบางคราวพอมีไทยธรรม ก็ไม่พบพระเถระผู้เป็นเนื้อนาบุญ บางคราวพบพระเถระแต่ก็ไม่มีไทยธรรม วันนี้เราพบพระเถระด้วย ไทยธรรมก็มีด้วย ขอให้พระเถระโปรดสงเคราะห์เราด้วยเถิดŽ”

ครั้นแล้วนางวางภาชนะใส่อาหารลง ไหว้พระเถระ พลางกล่าวว่า

“ ขอท่านผู้เจริญจงโปรดอย่าคิดว่าอาหารนี้เลวหรือประณีตเลย ขอจงโปรดรับอาหารนี้ เพื่อ สงเคราะห์แก่คนยากจนเช่นดิฉันด้วยเถิดŽ”

พระเถระก็น้อมบาตรเข้าไป เมื่อนางเกลี่ยอาหารใส่ในบาตรครึ่งหนึ่งแล้ว พระเถระก็เอามือปิดบาตร นางจึงกล่าวต่อไปว่า

“ อาหารนี้เป็นแค่ส่วนเดียว ดิฉันไม่อาจจะทำเป็นสองส่วนได้ ขอท่านอย่าสงเคราะห์เพียงแค่ใน โลกนี้เลย ช่วยกรุณาสงเคราะห์ดิฉันในโลกหน้าด้วยเถิด ดิฉันขอถวายทั้งหมดŽ แล้วใส่อาหารทั้งหมดลงไปใน บาตรของพระเถระ พร้อมกับตั้งจิตอธิษฐานว่า ขอให้ได้เข้าถึงธรรมะที่พระเถระได้เข้าถึงแล้วด้วยเถิดŽ”

พระเถระก็ให้พร

“ ขอความปรารถนาที่เธอตั้งไว้ดีแล้วจงสำเร็จเถิดŽ” แล้วก็หาที่ฉันภัตตาหารในบริเวณนั้น ส่วนนางต้องรีบกลับไปบ้านเพื่อหุงข้าวให้แก่สามีอีกครั้งหนึ่ง

ฝ่ายนายปุณณะไถนาไปได้มากแล้ว เกิดความหิวจนทนไม่ไหว จึงปล่อยวัวไว้ แล้วตัวเองก็เข้าไป นั่งพักใต้ร่มไม้ รอภรรยานำอาหารมาให้อยู่เป็นเวลานาน กว่าภรรยาของเขาจะถืออาหารมาให้ก็สายมาก นางจึงเกิดความกลัวว่า สามีจะหิวมากแล้วพาลโกรธนางขึ้น หรืออาจจะมีโทสะจนกระทั่งทำร้ายนางได้ สิ่งที่ตนเองทำบุญไว้ก็จะไม่เกิดประโยชน์ คิดอย่างนั้นแล้วจึงรีบตะโกนมาแต่ไกลทันทีว่า

“ ข้าแต่สามี ท่านจงทำจิตให้ผ่องใสสักวันหนึ่งเถิด อย่าได้ทำสิ่งที่ฉันทำไว้ดีแล้วให้เสียประโยชน์ไปเลย ฉันได้นำอาหารมาแต่เช้าตรู่ พอดีมาเจอกับพระสารีบุตรพระธรรมเสนาบดี จึงถวายส่วนของท่านแด่พระเถระไปแล้ว และได้ไปหุงมาให้ท่านใหม่จึงมาสาย ขอท่านจงเลื่อมใสในบุญนี้เถิดŽ”

ฝ่ายนายปุณณะก็ถามซ้ำอีกครั้งหนึ่งเพื่อความแน่ใจ พอได้รับการยืนยันอย่างเดิมก็ดีใจ พร้อมกับ กล่าวว่า

“ เธอทำดีแล้วที่ได้ถวายภัตตาหารแด่พระสารีบุตรเถรเจ้า แม้ตอนเช้านี้เอง ฉันก็ได้ถวายน้ำบ้วนปาก และไม้ชำระฟันแด่ท่านเช่นกันŽ”

เขาทั้งสองมีใจเลื่อมใส และเพลิดเพลินในบุญของกันและกัน นายปุณณะพอกินข้าวเรียบร้อยแล้ว ด้วยความอ่อนเพลีย จึงเอาศีรษะหนุนตักภรรยาแล้วก็หลับไป พอตื่นขึ้นมามองไปที่ท้องนา เห็นนาที่ตนไถไว้กลายเป็นสีทองคำ จึงถามภรรยาด้วยความไม่แน่ใจว่า

“ ช่วยดูทีเถอะว่า ที่ฉันเห็นตาลายไปหรือเปล่า ไปดูซิว่ารอยไถที่ไถไว้มันเป็นทองคำหรือเปล่าŽ”

ภรรยาของเขามองเห็นนาที่ไถแล้วเป็นทองคำเหมือนกัน จึงเดินไปดูพร้อมกับหยิบก้อนทองนั้นฟาด กับที่งอนไถ เกิดเสียงดังกังวาน ทำให้รู้ว่าสิ่งที่ตนมองเห็นนั่นเป็นทองคำจริงๆ จึงอุทานด้วยความเบิกบานใจว่า

“ น่าอัศจรรย์จริง สิ่งที่เราถวายแด่พระธรรมเสนาบดีนั้น ให้ผลทันตาเห็นทีเดียวŽ”

เขาไม่อาจจะปกปิดทรัพย์ที่มากมายขนาดนั้นได้ จึงคิดว่าควรที่จะกราบทูลพระราชาให้ทรงทราบ ดีกว่า แล้วได้นำเอาทองคำจำนวนหนึ่งใส่ถาดไปเฝ้าพระราชา กราบทูลเรื่องทั้งหมดให้ทรงทราบ พระราชาส่งราชบุรุษไปขนทองคำที่ท้องนาของเขามา

ฝ่ายราชบุรุษพอไปขนทองเป็นจำนวนมากมาไว้ที่พระลานหลวง พลางกล่าวว่า ทองคำนี้เป็นของพระราชาŽ พอเทออกมา ทองคำก็กลายเป็นก้อนดินไป พระราชาทอดพระเนตรเห็น ดังนั้นรู้สึกประหลาดใจมาก จึงถามว่า ”พวกเธอกล่าวว่าอย่างไรหรือŽ”

พวกราชบุรุษกราบทูลว่า

“ พวกข้าพระองค์กล่าวว่า ได้ขนสมบัติของพระราชามาŽ ”

พระราชาตรัสว่า

“ เธอกล่าวอย่างนั้นไม่ถูก เธอต้องคิดแล้วกล่าวเสียใหม่ว่า นี่เป็นสมบัติของนายปุณณะŽ”

ราชบุรุษทำตามที่พระราชารับสั่ง และแล้วสมบัตินั้นก็กลายเป็นทองคำในทันที พระราชารับสั่ง ให้เหล่าอำมาตย์ประชุมกัน แต่งตั้งและมอบตำแหน่งเศรษฐีให้แก่นายปุณณะและตั้งชื่อให้ใหม่ว่า ”พหุธนเศรษฐีŽ ” แปลว่า เศรษฐีผู้มีทรัพย์มาก

จะเห็นได้ว่า นายปุณณะได้ทำบุญในเขตที่ครบทั้งสัมปทา 4 คือ มีผู้รับ ได้แก่พระสารีบุตร เป็น พระอรหันต์ เป็นทักขิไณยบุคคลผู้เลิศ ปัจจัยที่ถวายก็ได้มาด้วยความบริสุทธิ์ แม้จะเป็นอาหารของ ชาวบ้านธรรมดา แต่เป็นของบริสุทธิ์ เจตนาของเขาดีทั้ง 3 กาล คือก่อนให้ก็ดีใจ กำลังให้ก็เลื่อมใส ให้แล้วก็เบิกบานยินดี และพระสารีบุตรเป็นคุณาติเรกสัมปทา คือเพิ่งออกจากนิโรธสมาบัติใหม่ๆ ฉะนั้น ผลบุญนี้จึงมากมายมหาศาล ส่งผลให้ทันตาเห็นฉะนี้

3.5.2 ผลของทานแต่ละประเภท

ผลของการทำทานโดยทั่วไปแล้ว ย่อมทำให้ผู้ให้เกิดความอิ่มใจ มีความสุขสบายใจ แม้จะทำเพียงเล็กน้อยก็ตาม ก็ให้อานิสงส์แก่ผู้ทำทานนั้นได้ ที่จะไม่ให้ผลนั้นเป็นไม่มี ไม่ว่าสิ่งของที่ต้องการจะทำทานนั้นเป็นอะไรก็ตาม ทั้งอาหาร เครื่องนุ่งห่ม ฯลฯ ยิ่งทำทานถูกเนื้อนาบุญด้วยแล้ว ยิ่งได้รับอานิสงส์มาก

ดังนั้น เมื่อเราทำทาน จึงมักตั้งจิตอธิษฐานขอให้ผลบุญที่ได้จากการทำทานนั้น ส่งผลให้เราได้ใน สิ่งที่ปรารถนา ซึ่งนอกจากการอธิษฐานจิตกำกับแล้ว ทานบางอย่างก็ให้อานิสงส์โดยตัวของทานเอง ดังที่ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสถึงอานิสงส์ของทานในกินททสูตร16) ดังนี้

ครั้งหนึ่งเทวดาทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า

“ บุคคลให้สิ่งอะไรชื่อว่าให้กำลัง ให้อะไรชื่อว่าให้วรรณะ ให้อะไรชื่อว่าให้ความสุข ให้อะไรชื่อว่าให้จักษุ และบุคคลเช่นไรชื่อว่าให้ทุกสิ่งทุกอย่าง ข้าพระองค์ทูลถาม ขอพระองค์ตรัสบอกแก่ข้าพระองค์ด้วยเถิดŽ”

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า

“ ผู้ให้อาหาร ชื่อว่าให้กำลัง

ผู้ให้ผ้า ชื่อว่าให้วรรณะ

ผู้ให้ยานพาหนะ ชื่อว่าให้ความสุข

ผู้ให้ประทีปโคมไฟ ชื่อว่าให้จักษุ

และผู้ให้ที่พักอาศัย ชื่อว่าให้ทุกสิ่งทุกอย่าง

ส่วนผู้ให้ธรรมทาน ชื่อว่าให้อมฤตธรรมŽ”

ผู้ให้อาหาร ชื่อว่าให้กำลัง

อัตภาพของคนเรานั้น จะดำรงอยู่ได้ก็ต้องอาศัยอาหาร ขาดอาหารแล้วชีวิตไม่อาจดำรงอยู่ได้ แม้บุคคลจะมีรูปร่างใหญ่โตแข็งแรง มีกำลังมากปานใด หากไม่ได้รับประทานอาหาร ร่างกายก็ขาดกำลัง ส่วนบุคคลผู้มีกำลังน้อย ถ้าได้รับประทานอาหารบริบูรณ์แล้ว ย่อมมีกำลังขึ้นมาได้ ดังนั้น พระผู้มีพระภาค-เจ้าจึงตรัสว่า ”ผู้ให้อาหาร ชื่อว่าให้กำลังŽ”

ผู้ให้ผ้า ชื่อว่าให้วรรณะ

บุคคลแม้จะมีผิวพรรณดี มีรูปงามเพียงไร หากแต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่สกปรก ขาดรุ่งริ่ง หรือไม่มี เสื้อผ้าเลย ย่อมไม่น่าดู ทั้งยังน่าเกลียดและถูกเหยียดหยามได้ ส่วนผู้ที่นุ่งห่ม ด้วยเสื้อผ้าที่สะอาด เรียบร้อย ย่อมดูงาม เป็นที่ชื่นชมแก่ผู้พบเห็น ดังนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ”ผู้ให้ผ้า ชื่อว่าให้วรรณะŽ”

ผู้ให้ยานพาหนะ ชื่อว่าให้ความสุข

บุคคลที่เดินทางไกล บางครั้งอาจพบกับความยากลำบาก จากถนนหนทางที่ยาวไกลบ้าง ถนนที่ ขรุขระเป็นหลุมเป็นบ่อบ้าง หรือรกไปด้วยหญ้าหรือขวากหนามที่แหลมคม หรือได้รับอันตรายจากสัตว์มี พิษที่หลบซ่อนตัวอยู่บ้าง ต้องเผชิญกับแสงแดดที่แผดกล้า หรือมีฝนลมแรงบ้าง สิ่งต่างๆ เหล่านี้ย่อม ทำให้เกิดความทุกข์ ความไม่สะดวกสบาย หากมีผู้ให้ยานพาหนะไว้ใช้สอย ให้อุปกรณ์ในการเดินทาง เช่น ร่ม รองเท้า หรือคอยถากถางหนทางให้เดินได้สะดวกยิ่งขึ้น สร้างบันได หรือสร้างสะพานไว้ให้ ผู้นั้นย่อม ได้ชื่อว่าให้สิ่งที่ช่วยอำนวยความสะดวกสบาย คือให้ความสุข พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ”ผู้ให้ยานพาหนะ ชื่อว่าให้ความสุขŽ”

ผู้ให้ประทีปโคมไฟ ชื่อว่าให้จักษุ

บุคคลทั้งหลาย แม้มีดวงตาก็ไม่สามารถมองเห็นในที่มืดได้ ต่อเมื่อมีประทีปโคมไฟให้แสงสว่าง จึงสามารถมองเห็นทุกสิ่งทุกอย่างตามความปรารถนาได้ ดังนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ”ผู้ให้ประทีป โคมไฟ ได้ชื่อว่าให้จักษุŽ”

ผู้ให้ที่พักอาศัย ชื่อว่าให้ทุกสิ่งทุกอย่าง

ตามธรรมดาของคนเดินทางไกล ย่อมเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าเสียกำลังไป และย่อมปรารถนาที่จะ เข้าสู่ที่พักอาศัย เมื่อพักผ่อนสักครู่ก็จะได้กำลังคืนมา หรือผู้ที่ออกสู่กลางแจ้งต้องตากแดดตากลม ทำให้ผิวพรรณหมองคล้ำลงได้ ต่อเมื่อได้เข้ามาพัก ผิวพรรณจึงกลับงดงามดังเดิม ผู้ที่เดินทางผ่านแดดร้อน อันตรายต่างๆ ในระหว่างทาง เมื่อได้พักอาศัยจะมีความสุขสบายปลอดภัยขึ้น หรือเดินอยู่ในท่ามกลาง แสงแดดร้อนจ้า นัยน์ตาย่อมพร่ามัวไม่แจ่มใส เมื่อได้พักสักครู่ ดวงตาก็ใช้การได้ดีดุจเดิม ดังนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ”ผู้ให้ที่อยู่อาศัย เป็นผู้ให้ทุกสิ่งทุกอย่างŽ”

ผู้ให้ธรรมทาน ชื่อว่าให้อมฤตธรรม

ผู้ให้ธรรมะเป็นทาน ได้ชื่อว่าชนะการให้ทั้งปวง เหตุเพราะว่าเมื่อบุคคลได้ฟังธรรม ย่อมเกิดความ ศรัทธาเลื่อมใส รู้จักว่าสิ่งใดเป็นบาป สิ่งใดเป็นบุญ บุคคลจะละบาปได้ก็เพราะได้ฟังธรรม จะทำบุญถวาย ทานได้ก็เพราะได้ฟังธรรม ถ้าไม่ได้ฟังธรรม ก็จะไม่มีศรัทธา เมื่อไม่มีศรัทธา ก็กลายเป็นมิจฉาทิฏฐิ แม้สิ่งของ สักเล็กน้อยเพียงข้าวทัพพีหนึ่ง ก็มิอาจจะให้ได้ จะรักษาศีล 5 ศีล 8 ศีล 10 ศีล 227 หรือจะเจริญภาวนา ไหว้พระสวดมนต์ บูชาพระรัตนตรัย ล้วนทำไม่ได้ทั้งสิ้น แต่จะทำได้ก็เพราะว่าได้ฟังธรรม เพราะฟังแล้ว รู้จักบุญบาป ว่าทำอย่างนี้จะได้บุญมาก ทำอย่างนี้จะได้มนุษย์สมบัติ ได้ทิพยสมบัติ ได้นิพพานสมบัติ ฉะนั้น การให้ธรรมทาน จึงชื่อว่าชนะการให้ทั้งปวง

ส่วนผู้ใดมีสติปัญญา นำธรรมะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไปสั่งสอนให้แก่ชนทั้งหลาย ผู้นั้นชื่อว่า ได้ให้น้ำอมฤตธรรม เพราะว่าชนทั้งหลายจะสำเร็จมรรคผลนิพพาน จะล่วงชาติกันดาร ชรากันดาร พยาธิกันดาร มรณกันดารได้ ก็เพราะอาศัยการฟังพระสัทธรรม จะถึงอมต มหานิพพานเป็นที่สุขเกษม ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย เป็นเอกันตบรมสุข (สุขอย่างยิ่งโดยส่วนเดียว) เพราะได้อาศัยการฟังพระสัทธรรม

ผู้ที่ได้ฟังธรรมย่อมมีจิตที่ผ่องใส ยกใจของตนเองให้สูงขึ้นจากบาปกรรมทั้งหลาย มีกำลัง ใจทำความดีต่อไป และคุณความดีนั้นก็จะเจริญงอกงาม จนทำให้บรรลุมรรคผลนิพพานในที่สุด ส่วนผู้แสดงธรรม ก็ได้ชื่อว่าให้สิ่งที่ประเสริฐ ให้เส้นทางของการสร้างความดี พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ”ผู้ให้ธรรมทาน ชื่อว่าให้อมฤตธรรมŽ”

3.5.3 ทำทานต่างกันให้ผลไม่เหมือนกัน

การทำทานทุกครั้งย่อมมีอานิสงส์ดังที่ได้กล่าวมาแล้วแต่ต้น แต่ผลที่เกิดขึ้นก็ใช่ว่าจะเหมือนกันทุก ครั้งไป เพราะขึ้นอยู่กับปัจจัยรอบข้างหลายประการ ตั้งแต่ความต่างแห่งวัตถุ ทั้งด้านปริมาณและคุณภาพ ที่ให้เจตนาที่ให้ทาน กาลเวลาที่ให้ทาน หรือผู้รับทานแตกต่างกัน เป็นต้น ซึ่งจะได้ยกความแตกต่างในการทำทานมาดังนี้

ความแตกต่างที่เจตนา 3 กาล

ผู้ใดก่อนที่จะให้ทานเกิดความดีใจ (ปุพพเจตนาบริสุทธิ์) อานิสงส์แห่งบุญย่อมส่งผลในภพชาติหน้า ให้ชีวิตในปฐมวัย (ตั้งแต่เกิดถึงอายุ 25 ปี17) ) ของผู้นั้นพบแต่ความสมบูรณ์พูนสุขเพียบพร้อมไปด้วยสิ่งดีงาม

ผู้ใดขณะที่ให้ทาน เกิดความเลื่อมใส (มุญจนเจตนาบริสุทธิ์) อานิสงส์แห่งบุญย่อมส่งผลในภพชาติ หน้า ให้ชีวิตในมัชฌิมวัย (อายุ 26-50 ปี) ของผู้นั้น พบกับความสุข ความสบาย บริบูรณ์ด้วยโภคทรัพย์สมบัติ

ผู้ใดหลังจากที่ให้ทานแล้ว เกิดความเบิกบานใจ ไม่เสียดายทรัพย์ (อปราปรเจตนาบริสุทธิ์) อานิสงส์แห่งบุญย่อมส่งผลในภพชาติหน้า ให้ชีวิตในปัจฉิมวัยของผู้นั้น (อายุ 51 ปี ขึ้นไป) ถึงพร้อมด้วย ความสุข สมหวังในสิ่งอันพึงปรารถนาทุกประการ สามารถใช้ทรัพย์ได้อย่างเบิกบานใจ ไม่เป็นเศรษฐีที่มีความตระหนี่ถี่เหนียว

และเมื่อผู้ใดสามารถรักษาเจตนาให้บริสุทธิ์ครบทั้ง 3 ระยะอย่างนี้ได้ ก็ย่อมได้บุญมาก และมีความสุขสมบูรณ์ไปจนตลอดชีวิต

จะเห็นได้ว่าเจตนามี 3 ระยะ แต่ละระยะจะส่งผลในแต่ละวัย ถ้าเจตนาดีจะส่งผลดี แต่ถ้าเจตนา ระยะใดเสียไป วัยนั้นก็จะเสียไปด้วย เช่น ก่อนจะให้ทาน ผู้ให้รู้สึกไม่ค่อยเต็มใจนัก แต่ครั้นถึงเวลาให้ เห็นพระภิกษุจำนวนมากมาย จึงเกิดความเลื่อมใสขึ้น ยินดีในการให้นั้น และหลังจากให้แล้ว นึกถึงบุญทีไร ก็เกิดความปีติเบิกบานใจทุกครั้ง บุญที่ทำนี้จะส่งผลให้เกิดในภพชาติหน้า คือ ในช่วงปฐมวัย จะมีชีวิตที่ลำบาก ต้องต่อสู้กับอุปสรรคต่างๆ มากมาย ต่อเมื่อถึงมัชฌิมวัย จึงจะเริ่มประสบกับความสุข ความสำเร็จ และ ปัจฉิมวัยก็มีความสุขความสบาย สามารถใช้ทรัพย์ให้เกิดประโยชน์สุข และสร้างบุญกุศลได้อย่างเต็มที่ เป็นต้น

อีกนัยหนึ่ง ในภพชาตินี้ ถ้าในช่วงปฐมวัยเรามีความสุขดี มัชฌิมวัยก็เจริญก้าวหน้าในอาชีพการงาน แต่ปัจฉิมวัยกลับพบแต่อุปสรรค มีทรัพย์ก็เสียดาย ไม่กล้าทำบุญ ไม่กล้าจับจ่ายใช้สอย แสดงว่าในอดีตนั้น เวลาทำบุญ ปุพพเจตนาและมุญจนเจตนาดี แต่อปราปรเจตนาเสียไป ทำบุญแล้วใจไม่เลื่อมใส เสียดาย ทรัพย์ ดังนี้เป็นต้น

ดังที่ได้เคยกล่าวมาแล้วว่า การให้ทานจะมีผลมากนั้น ต้องขึ้นอยู่กับเจตนาที่บริสุทธิ์ของผู้ให้ ทั้ง 3 ระยะ เป็นสำคัญ คือ ก่อนให้ก็ดีใจ ขณะให้ก็เลื่อมใส และหลังจากให้แล้วก็ปีติเบิกบานใจ หากสามารถ ประคองเจตนาทั้ง 3 ระยะนี้ได้ นั่นย่อมหมายถึงอานิสงส์ผลบุญที่จะเกิดขึ้นอย่างสุดประมาณ ดังที่ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ใน ทานสูตร18) ว่า

“ ภิกษุทั้งหลาย ทานที่ประกอบด้วยองค์ 6 คือ องค์ของผู้ให้ 3 อย่าง องค์ ของผู้รับ 3 อย่าง องค์ของผู้ให้ 3 อย่าง (เจตนา 3) คือ ก่อนให้ก็ดีใจ กำลัง ให้ก็มีใจผ่องใส ครั้นให้เสร็จแล้วมีความเบิกบานใจ

องค์ของผู้รับ 3 อย่าง คือ เป็นผู้ปราศจากราคะ หรือปฏิบัติเพื่อความไม่มีราคะ เป็นผู้ปราศจากโทสะ หรือปฏิบัติเพื่อความไม่มีโทสะ เป็นผู้ปราศจากโมหะ หรือ ปฏิบัติเพื่อความไม่มีโมหะ

ทานที่ประกอบด้วยคุณลักษณะ 6 ประการนี้ เป็นบุญใหญ่ นับไม่ได้ ประมาณไม่ได้ ยิ่งใหญ่นัก เหมือนน้ำในมหาสมุทร นับหรือคำนวณไม่ได้ว่ามี ขนาดเท่าใด ทานที่พรั่งพร้อมด้วยคุณลักษณะเหล่านี้ ย่อมเป็นที่หลั่งไหลแห่งบุญ หลั่งไหลแห่งกุศล นำความสุขมาให้ ให้อารมณ์เลิศด้วยดี มีวิบากเป็นสุข เป็นไปพร้อมเพื่อการเกิดขึ้นในสวรรค์ ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์ที่น่าปรารถนา น่ารักใคร่ น่าพอใจŽ”

แต่หากไม่สามารถประคับประคองเจตนาให้บริสุทธิ์ทั้ง 3 ระยะได้ ผลบุญย่อมลดหย่อนลงไป ตามส่วนที่ควรจะเป็น

แตกต่างที่เนื้อนาบุญ

นอกจากเจตนาที่บริสุทธิ์ทั้ง 3 ระยะแล้ว ปฏิคาหกหรือผู้รับทานนั้นก็เป็นปัจจัยที่สำคัญอีกประการ หนึ่ง ที่ทำให้ผลแห่งทานมีมากหรือน้อยแตกต่างกัน การให้ทานแก่ผู้ที่มีศีล มีความบริสุทธิ์ เป็นทักขิไณยบุคคล ชื่อว่าเป็นทานที่มีผลมาก มีผลไพศาล ส่วนทานที่ให้ในบุคคลผู้ทุศีล หามีผลมาก มีอานิสงส์มากไม่ ดังที่ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ใน ปสาทสูตร19) ว่า

“ สงฆ์ทั้งหลายก็ดี คณะทั้งหลายก็ดี มีประมาณเท่าใด สงฆ์สาวกของตถาคต ปราชญ์กล่าวว่าเป็นยอดแห่งสงฆ์ แห่งคณะทั้งปวงนั้น สงฆ์สาวกของตถาคตคือใคร คือคู่แห่งบุรุษ 4 บุรุษ บุคคล 8 (หมายถึงพระอริยเจ้า) นี่สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ควรของคำนับ ผู้ควรของต้อนรับ ผู้ควรของทำบุญ ผู้ควรทำอัญชลี ผู้เป็นนาบุญของโลกไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า สัตว์เหล่าใดเลื่อมใสในพระสงฆ์ สัตว์เหล่า นั้นจึงชื่อว่าเลื่อมใสในวัตถุอันเลิศ เมื่อเลื่อมใสในวัตถุอันเลิศ ก็ย่อมได้ผลอันเลิศŽ”

แตกต่างที่เวลา

เวลาในการให้ทานก็มีผลต่ออานิสงส์ที่เกิดขึ้นได้เช่นกัน บางคนเมื่อเกิดความเลื่อมใสในที่ใดก็ ให้ทานทันที แต่กับบางคนจะให้ทานก็ต่อเมื่อตนเองมีความพร้อม หรือบางคนคิดจะให้ก็บังเกิดความลังเล เพราะความตระหนี่เข้าครอบงำ กว่าจะตัดใจให้ได้ก็ล่วงเลยเวลาไปนาน

การให้ทานในเวลาที่แตกต่างกัน ย่อมมีอานิสงส์แตกต่างกันไม่น้อย นั่นคือ ผู้ที่ให้ทานทันทีที่จิต เลื่อมใส โดยไม่รีรอว่าจะต้องพร้อมก่อน ไม่ลังเลหรือนึกเสียดาย ในเวลาบุญให้ผล ก็ย่อมได้รับอานิสงส์ ก่อนใคร และได้อย่างเต็มที่ไม่มีตกหล่น แต่หากทำบุญช้าหรือลังเลอยู่ บาปอกุศลก็ได้ช่อง ถึงคราวบุญ ส่งผลก็ส่งให้ช้า และได้อย่างไม่เต็มที่อีกด้วย พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสไว้ว่า

”บุคคลพึงรีบขวนขวายในความดี พึงห้ามจิตเสียจากบาป เพราะว่า เมื่อบุคคลทำความดีช้าอยู่ ใจจะยินดีในบาปŽ”20)

แตกต่างที่ทำตามลำพังหรือทำร่วมกันเป็นหมู่คณะ

คนบางคนแม้ร่ำรวยเป็นเศรษฐีมีทรัพย์มาก แต่กลับขาดเพื่อนพ้องบริวาร เวลาทำกิจการงานหรือ ประสบอุปสรรคอันใด ก็ไม่มีใครช่วยเหลือเกื้อกูล

คนบางคนแม้ยากจนไม่มีทรัพย์สมบัติ แต่กลับมีเพื่อนพ้อง และญาติพี่น้องบริวารมากมาย ที่คอยช่วยเหลือให้พึ่งพาได้ในยามที่ต้องการ

คนบางคนไม่มีทั้งทรัพย์สมบัติ ไม่มีทั้งเพื่อนพ้องบริวาร จะทำมาหาเลี้ยงชีพหรือทำกิจการงาน ก็ลำบากยากแค้น

แต่คนบางคนกลับสมบูรณ์พร้อมทั้งทรัพย์สมบัติ ทั้งบริวาร จะทำกิจการงานอันใด ก็สำเร็จ สมปรารถนา ชีวิตจึงมีความสุขอย่างเต็มที่

เหตุที่ทำให้คนเหล่านี้มีความแตกต่างกัน พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสถึงเหตุนั้นไว้ว่า

“ คนบางคนให้ทานด้วยตนเอง แต่ไม่ชักชวนผู้อื่น ไม่ว่าจะเกิดภพชาติใดๆ ย่อมได้แต่โภคทรัพย์สมบัติ ไม่ได้บริวารสมบัติ

คนบางคนไม่ให้ทานด้วยตนเอง แต่ชักชวนผู้อื่น ไม่ว่าจะเกิดภพชาติใดๆ ย่อมไม่ได้โภคทรัพย์สมบัติ แต่ได้บริวารสมบัติ

คนบางคนไม่ให้ทานด้วยตนเอง และไม่ชักชวนผู้อื่น ไม่ว่าจะเกิดภพชาติใดๆ ย่อมไม่ได้ทั้งโภคทรัพย์สมบัติ และบริวารสมบัติ

คนบางคนให้ทานด้วยตนเอง และชักชวนผู้อื่นด้วย ไม่ว่าจะเกิดภพชาติใดๆ ย่อมได้ทั้งโภคทรัพย์สมบัติ และบริวารสมบัติŽ”21)

จากพุทธพจน์ที่กล่าวในเบื้องต้น ทำให้เห็นอานิสงส์ของการทำ และไม่ทำหน้าที่เป็นกัลยาณมิตรให้ กับตนเองและผู้อื่นว่า “ บุคคลที่ทำบุญเอง แต่ไม่ได้ชักชวนผู้อื่นทำบุญ จะไปเกิดเป็นผู้ที่ร่ำรวยด้วยทรัพย์ สมบัติ แต่ไม่มีพวกพ้องบริวาร”Ž เพราะว่า ”เมื่อบุคคลทำบุญด้วยตนเองŽ” ชื่อว่าเขาได้รักษาทรัพย์สมบัติ ของตนไว้ แต่ ”เขาไม่ได้ชักชวนผู้อื่นทำบุญŽไ ชื่อว่าเขาไม่ได้ติดตามรักษาทรัพย์สมบัติให้ผู้อื่น เสมือนปล่อยให้ ทรัพย์นั้นถูกไฟไหม้จนหมดสิ้น ฉะนั้นเวลาไปเกิดในภพชาติใด จึงมีโภคทรัพย์สมบัติมากมาย แต่ไม่มีบริวาร เมื่อทำกิจการใดๆ ก็ต้องเหน็ดเหนื่อยยากลำบากมาก ไม่มีคนช่วยเหลือ เพราะขาดพวกพ้อง

“ บุคคลที่ไม่ได้ทำบุญเอง ได้แต่ชักชวนผู้อื่นทำบุญ จะไปเกิดเป็นคนยากจน แต่มีพวกพ้องบริวารŽ”

เพราะว่าไม่รักษาทรัพย์สมบัติของตนเองไว้ ได้แต่ตามรักษาทรัพย์สมบัติให้คนอื่น ฉะนั้นไปเกิดใน ภพชาติใด ตนจึงต้องลำบาก และยากจนข้นแค้น แต่เวลาจะทำอะไร ก็มีคนคอยช่วยเหลือสนับสนุนตลอดเวลา

บุคคลที่ไม่ได้ทำบุญด้วยตนเอง และไม่ชักชวนผู้อื่นทำบุญ จะไปเกิดเป็นคนยากจน ทั้งไม่มีพวกพ้องบริวารŽ

เพราะว่า ไม่รักษาทั้งทรัพย์สมบัติของตนเองและผู้อื่น บางทีถึงกับขัดขวางคนอื่นไม่ให้ทำอีก ฉะนั้นไปเกิดในภพชาติใด ก็พบแต่ความลำบากยากจน ต่ำต้อย ไม่มีพวกพ้อง จะทำอะไรก็ลำบากมาก และไปเกิดกับกลุ่มชนที่มีความลำบากด้วยกัน มีแต่คนรังเกียจ

ส่วน ”บุคคลที่ทำบุญเอง และชักชวนผู้อื่นทำบุญด้วย ย่อมร่ำรวยด้วยโภคทรัพย์สมบัติ และ บริวารสมบัติŽ”

เพราะว่า นอกจากตนเองได้รักษาทรัพย์สมบัติของตนไว้ดีแล้ว ยังติดตามไปรักษาทรัพย์สมบัติให้ผู้อื่น ฉะนั้นไปเกิดในภพชาติใด ก็จะมั่งคั่งร่ำรวย และมีแต่คนที่ซื่อสัตย์สุจริต บริสุทธิ์กาย วาจา ใจ มาเป็นพวกพ้องบริวาร คนภัยคนพาลเข้าใกล้ไม่ได้ จะทำสิ่งใดก็สำเร็จได้โดยง่าย

อานิสงส์ของทานมีคุณอย่างไม่อาจประมาณหรือนับได้ เราต่างโชคดีที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ ได้พบ พระพุทธศาสนา ได้ศึกษาคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จนรู้และเข้าใจ ว่าจะต้องใช้เวลาของชีวิตที่ค่อยๆ หมดไปด้วยความไม่ประมาท ด้วยการสั่งสมบุญ มีทานกุศลเป็นต้น

ดังนั้น จงอย่านิ่งนอนใจ พึงขวนขวายในการให้ทาน ทั้งทำด้วยตนเอง ทั้งชักชวนผู้อื่น ทำจน กระทั่งเกิดเป็นนิสัยรักการให้ติดตัวไปข้ามภพข้ามชาติ และพึงระลึกไว้เสมอว่า เมื่อเรามีจิตเลื่อมใสในที่ใด ก็ต้องรีบให้ในที่นั้น อย่ามัวแต่ชักช้าชะล่าใจ จนกิเลสหรือความตระหนี่เข้ามาครอบงำใจได้เด็ดขาด เมื่อมีมากก็ให้มาก มีน้อยก็ให้น้อย ค่อยๆ สั่งสมบุญไปอย่างเต็มกำลัง ดังที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า

“ บุคคลไม่ควรดูหมิ่นบุญว่า บุญมีประมาณน้อย จักไม่มาถึง แม้หม้อน้ำ ยังเต็มด้วยหยาดน้ำที่ตกลงมา (ทีละหยาดๆ) ได้ฉันใด ธีรชน (ชนผู้มีปัญญา) สั่งสมบุญแม้ทีละน้อยๆ ย่อมเต็มด้วยบุญได้ฉันนั้นŽ”22)

1) นิธิกัณฑ์, ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ, เล่ม 39 ข้อ 9 หน้า 303-304.
2) ทานสูตร, ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ, มก. เล่ม 45 ข้อ 204 หน้า 168-169.
3) การรู้ผลแห่งกรรมที่จะเกิดเมื่อทำทานนั้นแล้ว เช่น รู้ว่าผลทานจะมีถึงร้อยเท่า โดยให้ทานแม้แก่สัตว์เดียรัจฉานแล้วเสวยสุขเป็นไปในร้อยอัตภาพ เป็นต้น
4) ทักขิณาวิภังคสูตร, อรรถกถามัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์, มก. เล่มา 23 หน้า 410.
5) อังกุรเปตวัตถุ, อรรถกถาขุททกนิกาย เปตวัตถุ, เล่ม 49 หน้า 280.
6) ทานสูตร, อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต, มก. เล่ม 36 ข้อ 308 หน้า 629.
7) ทักขิณาวิภังคสูตร, มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์, มก. เล่ม 23 ข้อ 719 หน้า 397.
8) อรรถกถาขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เรื่องยมกปาฏิหาริย์, มก. เล่ม 42 หน้า 311-313.
9) อสัปปุริสทานสูตร, อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต, มก. เล่ม 36 ข้อ 147 หน้า 312.
10) อสัปปุริสทานสูตร, อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิกาย, มก. เล่ม 36 ข้อ 147 หน้า 312.
11) กาลทานสูตร, อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต, มก. เล่ม 36 ข้อ 36 หน้า 83.
12) สัมมุขีสูตร, อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต, มก. เล่ม 34 ข้อ 480 หน้า 191.
13) มรดกธรรมของหลวงพ่อวัดปากน้ำ (พระมงคลเทพมุนี), (กรุงเทพมหานคร : บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้ง แอนด์ พับลิชชิ่ง จำกัด, 2539), หน้า 358-359.
14) โภชนทานสูตร, อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต, มก. เล่ม 36 ข้อ 37 หน้า 85.
15) สีหสูตร, อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต, มก. เล่ม 36 ข้อ 34 หน้า 78.
16) กินททสูตร, สังยุตตนิกาย สคาถวรรค, มก. เล่ม 24 ข้อ 137-138 หน้า 239.
17) เมื่อเทียบเวลา ในขณะที่มนุษย์มีอายุขัยเฉลี่ยเท่ากับ 75 ปี
18) ทานสูตร, ฉักกนิบาต อังคุตตรนิกาย, มก. เล่ม 36 ข้อ 308 หน้า 628.
19) ปสาทสูตร, อังคุตตรนิกาย จตุกนิบาต, มก. เล่ม 35 ข้อ 34 หน้า 130.
20) อรรถกถาขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เรื่องพราหมณ์ชื่อจูเฬกสาฎก, มก. เล่ม 42 หน้า 8.
21) อรรถกถาขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เรื่องเศรษฐีชื่อพิฬาลปทกะ, มก. เล่ม 42 หน้า 27.
22) อรรถกถาขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เรื่องเศรษฐีชื่อพิฬาลปทกะ, มก. เล่ม 42 หน้า 30.
sb101/3.txt · แก้ไขครั้งล่าสุด: 2015/03/15 16:55 (แก้ไขภายนอก)
 
เว้นแต่จะได้แจ้งไว้เป็นอื่นใด เนื้อหาบนวิกินี้ถูกกำหนดสิทธิ์ไว้ภายใต้สัญญาอนุญาติต่อไปนี้: CC Attribution-Noncommercial 3.0 Unported
Recent changes RSS feed Donate Powered by PHP Valid XHTML 1.0 Valid CSS Driven by DokuWiki