บทที่ 2 ทาน คือ อะไร

เนื้อหาบทที่ 2 ทาน คือ อะไร

  • 2.1 ทานกับการดำเนินชีวิต
  • 2.2 คำแปล
  • 2.3 ความหมาย
  • 2.4 ทำบุญกับทำทาน
  • 2.5 วัตถุประสงค์ของการให้ทาน
  • 2.6 ประเภทของทาน
    • 2.6.1 อามิสทาน
      • แบ่งตามทายก
        • - ทาสทาน
        • - สหายทาน
        • - สามีทาน
      • แบ่งตามเจตนาผู้ให้
        • - ปาฏิปุคคลิกทาน
        • - สังฆทาน
    • 2.6.2 ธรรมทาน

แนวคิด

1. ทาน คือ การให้ ทั้งที่เป็นสิ่งของและเป็นความรู้ทั้งทางโลกและทางธรรม โดยไม่หวังสิ่ง ตอบแทนจากผู้รับ

2. วัตถุประสงค์ของการทำทานที่แท้จริง ต้องเป็นไปเพื่อชำระกิเลส เพื่อตอบแทนคุณ เพื่อสงเคราะห์ หรือเพื่ออนุเคราะห์ การให้ด้วยวัตถุประสงค์อื่นนอกเหนือจากนี้ ไม่ถือว่าเป็น การให้ทาน

3. ทานมี 2 ประเภท คือ อามิสทาน และธรรมทาน อามิสทาน หากแบ่งตามสิ่งของที่ทายกให้ สามารถแบ่งได้เป็น ทาสทาน สหายทาน และสามีทาน หากแบ่งตามเจตนาของผู้ให้ สามารถแบ่งได้เป็น ปาฏิปุคคลิกทาน และสังฆทาน ซึ่งสังฆทานพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงสรรเสริญว่ามีอานิสงส์มากกว่าปาฏิปุคคลิกทาน

วัตถุประสงค์

1. เพื่อให้ผู้ศึกษาได้เข้าใจ และอธิบายวิธีการทำบุญในพระพุทธศาสนาทั้ง 10 วิธี ได้อย่างถูกต้อง

2. เพื่อให้ผู้ศึกษาได้เข้าใจ และอธิบายถึงวัตถุประสงค์ของการให้ (ตามลักษณะของการให้) ได้อย่างถูกต้อง

3. เพื่อให้ผู้ศึกษาได้เข้าใจ และอธิบายเรื่องอามิสทานที่จัดแบ่งตามทายกได้อย่างถูกต้อง

4. เพื่อให้ผู้ศึกษาได้เข้าใจ และอธิบายเรื่องอามิสทานที่จัดแบ่งตามเจตนาของผู้ให้ได้อย่างถูกต้อง

5. เพื่อให้ผู้ศึกษาได้เข้าใจ และอธิบายเรื่องปาฏิปุคคลิกทาน และสังฆทานได้อย่างถูกต้อง

2.1 ทานกับการดำเนินชีวิต

ชีวิตมนุษย์เกิดมาพร้อมกับการให้ เริ่มตั้งแต่มีบิดามารดาเป็นผู้ให้ชีวิต เป็นผู้เลี้ยงดูให้เติบโตมา ให้ความรู้ ให้การศึกษาเล่าเรียน ให้สิ่งของมากมาย รวมทั้งให้ความรัก และการดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดี ในขณะที่ตัวบุตรเองก็เป็นผู้ที่ได้ให้กลับคืนไปเช่นกัน คือ เมื่อยังเล็กก็ให้ความเคารพเชื่อฟังบิดามารดา ครั้น เติบโตขึ้นมาก็ให้การเลี้ยงดูตอบแทน ซึ่งความสัมพันธ์ระหว่างกันด้วยการให้อย่างนี้ แต่ละคนยังต้องมีร่วม กับผู้อื่นไปพร้อมๆ กัน เช่นการให้ระหว่างพี่กับน้อง ครูอาจารย์กับนักเรียน เพื่อนกับเพื่อน เจ้านาย กับลูกน้อง เป็นต้น

สังคมมนุษย์ทุกยุคทุกสมัย ล้วนอาศัยการให้เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวน้ำใจคนในสังคมเอาไว้ด้วยกัน เพราะการให้ ทำให้เกิดการแบ่งปัน ผู้คนจึงอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข ไม่ต้องเบียดเบียนเข่นฆ่าทำร้าย หรือจ้องทำลายซึ่งกันและกัน การให้ จึงเป็นพื้นฐานสำคัญที่ทุกชีวิตจำเป็นต้องมี

คำสอนในพระพุทธศาสนากล่าวว่า “ ทานŽ” หรือ การให้ เป็นความดีที่เป็นสัมมาทิฏฐิเบื้องต้น (ความเห็นถูกหรือเข้าใจถูก) ของมนุษย์ทุกคน เพราะทั้งการให้ การแบ่งปัน หรือการสงเคราะห์ ล้วนเป็นคุณธรรมที่เกื้อกูลกันระหว่างชีวิตต่อชีวิต เป็นพื้นฐานความดี ที่จะช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตให้มี ความเจริญก้าวหน้าต่อไป

ยิ่งไปกว่านั้น ทาน ยังเป็นพื้นฐานสำคัญที่จะรองรับการทำความดีอื่นๆ ที่จะตามมา ดังเช่น พระ สัมมาสัมพุทธเจ้าในครั้งยังสร้างบารมี กว่าพระองค์จะประสบความสำเร็จขั้นสูงสุดในชีวิตได้อย่างนี้ (การตรัสรู้ธรรม บรรลุมรรคผลนิพพาน) พระองค์ก็อาศัยการทำทานเป็นจุดเริ่มต้นของการสั่งสมความดีและ ทานที่สั่งสมดีแล้วย่อมอำนวยผลอย่างไม่มีประมาณเหมือนกัน ดังที่พระองค์ตรัสสอนไว้ใน ทานสูตร1) ว่า

“ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าว่าสัตว์ทั้งหลายพึงรู้ผลแห่งการจำแนกทาน เหมือนอย่างเรารู้ไซร้ สัตว์ทั้งหลายยังไม่ให้แล้วก็จะไม่พึงบริโภค อนึ่ง ความ ตระหนี่อันเป็นมลทิน จะไม่พึงครอบงำจิตของสัตว์เหล่านั้น สัตว์เหล่านั้นไม่พึง แบ่งคำข้าวคำหลังจากคำข้าวนั้นแล้วก็จะไม่พึงบริโภค ถ้าปฏิคาหก(ผู้รับทาน) ของสัตว์เหล่านั้นพึงมี ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แต่เพราะสัตว์ทั้งหลาย ไม่รู้จำแนกทานเหมือนอย่างเรารู้ ฉะนั้น สัตว์ทั้งหลายไม่ให้แล้วจึงบริโภค อนึ่ง ความตระหนี่อันเป็นมลทินจึงยังครอบงำจิตของสัตว์เหล่านั้นŽ”

การให้ เป็นการสร้างความดีที่ง่ายที่สุด แต่ส่งผลดีให้แก่ชีวิตของเราอย่างมากมายสุดจะ พรรณนายิ่งถ้าเป็นผู้ให้อย่างสม่ำเสมอแล้วจะยิ่งเห็นคุณค่า และรักการให้มากขึ้น ดังนั้น จึงควรศึกษา เรื่องการให้ทานให้เข้าใจ โดยอาศัยคำสอนและวิธีการของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มาเป็นต้นแบบให้เราได้ ประพฤติปฏิบัติตามได้อย่างถูกต้อง

2.2 คำแปล

ทานŽ แปลว่า การให้, การเผื่อแผ่, การแบ่งปัน, การบริจาค, ความเอื้อเฟื้อ, ความสะอาด หรือ ความบริสุทธิ์ ฯ

2.3 ความหมาย

โดยทั่วไปนั้น ”ทานŽ” จะหมายถึง การให้ ซึ่งได้แก่ การเสียสละสิ่งของต่างๆ ของตน หรือการให้ ความรู้ทั้งทางโลกและทางธรรม เพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่น ซึ่งการให้นั้นจะให้ผลดีเต็มที่ เมื่อผู้ให้สามารถ เอาชนะใจตนเอง ด้วยการขจัดความตระหนี่หวงแหนออกไปจากใจได้ คือให้ด้วยความบริสุทธิ์ใจ ไม่หวังผล ตอบแทนจากผู้รับ ขอเพียงให้ได้บุญกุศล และความสบายใจเท่านั้น

ดังนั้น การให้บางอย่างที่หวังผลประโยชน์ตอบแทนแก่ตน เช่น ให้ข้าวแก่สุนัข ด้วยหวังว่า มันจะเฝ้าบ้านให้เรา ให้อาหารเลี้ยงวัว ด้วยหวังจะได้น้ำนมจากมัน หรือทำผิดกฎหมาย แล้วให้สินบนแก่เจ้าหน้าที่ เพื่อให้ตนพ้นผิด ฯลฯ จึงไม่จัดว่าเป็นการทำทานในทางพระพุทธศาสนา

นอกจากความหมายข้างต้นแล้ว ยังมีความหมายของทานในลักษณะอื่นๆ อีก เช่น วิรัติทาน หมายถึงการให้ โดยงดเว้นจากการเบียดเบียน รังแกกัน หรือหมายถึงการให้ความปลอดภัย ให้อภัย (อภัย ทาน) ซึ่งก็คือการให้ที่เป็นผลมาจากการรักษาศีลนั่นเอง เช่น เมื่อเรารักษาศีลข้อที่ 1 งดเว้นจากการฆ่า สัตว์ ย่อมได้ชื่อว่า เป็นการให้ความปลอดภัยแก่ชีวิตของสัตว์ทั้งหลาย เป็นต้น

2.4 ทำบุญ กับ ทำทาน

คนทั่วไปมักใช้สำนวน “ ทำบุญ ทำทานŽ” ไปคู่กัน หรือใช้แทนกันจนคุ้นเคย โดยเวลาถวายของแด่ พระภิกษุสงฆ์ เรามักใช้คำว่า “ ทำบุญŽ” เพราะจิตใจของผู้ให้มีความศรัทธา ต้องการบุญกุศล จึงให้เพื่อชำระใจของตนให้ใสสะอาดบริสุทธิ์ แต่เมื่อให้ของแก่คนยากจน หรือคนที่ต่ำกว่า ด้อยกว่าตน ก็มักใช้คำว่า “ ทำทานŽ” แทน เพราะจิตใจของผู้ให้มุ่งไปในทางสงเคราะห์ หรืออนุเคราะห์แก่คนยากจน  “ บุญŽ” คือสิ่งที่เมื่อเกิดขึ้นในจิตใจแล้ว จะทำให้จิตใจใสสะอาด ปราศจากความเศร้าหมอง ขุ่นมัว

บุญทำให้ใจมีคุณภาพดีขึ้น คือ ใจจะตั้งมั่นไม่หวั่นไหว มีความบริสุทธิ์ สะอาด โปร่งโล่ง สบาย สงบ สว่างไสว เป็นสุข และบุญที่เกิดขึ้นนั้น ยังสามารถสะสมเก็บไว้ในใจได้อีกด้วย

ในทางพระพุทธศาสนา มีวิธีทำบุญด้วยกันถึง 10 วิธี (บุญกิริยาวัตถุ) 2) ดังต่อไปนี้ คือ

1. ทานมัย บุญที่สำเร็จด้วยการให้

2. สีลมัย บุญที่สำเร็จด้วยการรักษาศีล

3. ภาวนามัย บุญที่สำเร็จด้วยการเจริญสมาธิภาวนา

4. อปจายนมัย บุญที่สำเร็จด้วยการประพฤติอ่อนน้อมถ่อมตน

5. เวยยาวัจจมัย บุญที่สำเร็จด้วยการให้ความช่วยเหลือ ขวนขวายในกิจการงานที่ถูกที่ควร

6. ปัตติทานมัย บุญที่สำเร็จด้วยการอุทิศส่วนบุญกุศลให้แก่ผู้อื่น

7. ปัตตานุโมทนามัย บุญที่สำเร็จด้วยการอนุโมทนา (แสดงความยินดี) ในการทำบุญกุศล หรือการทำความดีของผู้อื่น

8. ธัมมัสสวนมัย บุญที่สำเร็จด้วยการฟังธรรม

9. ธัมมเทสนามัย บุญที่สำเร็จด้วยการแสดงธรรม

10. ทิฏฐุชุกัมม์ บุญที่สำเร็จด้วยการทำความเห็นให้ถูกต้องดีงาม ตรงตามความเป็นจริง (สัมมา-ทิฏฐิ)

การทำบุญทั้ง 10 วิธีนั้น สามารถย่อให้ง่ายขึ้นเป็นบุญกิริยาวัตถุ 3 ประการ คือ ทาน ศีล และภาวนา ก็ได้ โดย3)

ทาน ประกอบด้วย ทานมัย (ข้อ 1), ปัตติทานมัย (ข้อ 6), ปัตตานุโมทนามัย (ข้อ 7)

ศีล ประกอบด้วย สีลมัย (ข้อ 2), อปจายนมัย (ข้อ 4), เวยยาวัจจมัย (ข้อ 5)

ภาวนา ประกอบด้วย ภาวนามัย (ข้อ 3), ธัมมัสสวนมัย (ข้อ 8) และ ธัมมเทสนามัย (ข้อ 9)

ส่วนทิฏฐุชุกัมม์ (ข้อ 10) สามารถจัดเข้าได้ทั้งทาน ศีล และภาวนา

ดังนั้น การทำทานหรือการให้ (ทานมัย) จึงจัดเป็นหนึ่งในวิธีการทำบุญ หรืออาจกล่าวได้ว่า การทำทาน เป็นการกระทำที่ก่อให้เกิดบุญขึ้นในใจของผู้ให้นั่นเอง

2.5 วัตถุประสงค์ของการให้ทาน

เหตุที่ให้ทาน

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสถึงเหตุที่ทำให้คนทำทานไว้หลายประการด้วยกัน เช่น ใน ปฐมทานสูตร4) ตรัสถึงเหตุที่บางคนให้ทานไว้ 8 ประการ คือ

(1) บางคนให้ทานเพราะหวังอยากได้5)

(2) บางคนให้ทานเพราะความกลัว

(3) บางคนให้ทานเพราะคิดว่าเขาเคยให้แก่เรามาก่อน

(4) บางคนให้ทานเพราะคิดว่าเขาจะให้เราตอบแทน

(5) บางคนให้ทานเพราะคิดว่าทานเป็นความดี

(6) บางคนให้ทานเพราะคิดว่าเราหุงหากินได้ แต่คนเหล่านี้หุงหากินไม่ได้ การไม่ให้แก่คนเหล่านี้ เป็นสิ่งไม่สมควร

(7) บางคนให้ทานเพราะคิดว่ากิตติศัพท์อันดีงามย่อมขจรขจายไป

(8) บางคนให้ทานเพื่อยกระดับจิตใจให้ดีงาม มีคุณภาพสูงขึ้น

ส่วนใน ทานวัตถุสูตร6) ตรัสถึงเหตุอีก 8 ประการ คือ

(1) บางคนให้ทานเพราะชอบพอกัน

(2) บางคนให้ทานเพราะความโกรธ

(3) บางคนให้ทานเพราะความหลง หรือโง่

(4) บางคนให้ทานเพราะความกลัว

(5) บางคนให้ทานเพราะนึกว่าบิดา มารดา ปู่ ย่า ตา ยาย เคยให้มา เคยทำมา เราไม่ควรทำให้ เสียวงศ์ตระกูลดั้งเดิม

(6) บางคนให้ทานเพราะคิดว่าเมื่อตายจะได้ไปสุคติโลกสวรรค์

(7) บางคนให้ทานเพราะคิดว่าจิตใจย่อมเลื่อมใส ความเบิกบานใจ ความดีใจ ย่อมเกิดขึ้นตามมา

(8) บางคนให้ทานเพื่อยกระดับจิตใจให้ดีงาม มีคุณภาพสูงขึ้น

ในบรรดาเหตุของการให้ทานทั้งหลายเหล่านั้น ทานบางอย่างเราไม่จัดเป็นการให้ทานที่ถูกต้องตรงตามวัตถุประสงค์ของการทำทานในพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง เช่น การให้เพราะหวังอยากได้ เนื่องจาก เป็นการให้ด้วยใจที่ไม่บริสุทธิ์

วัตถุประสงค์ของการให้ทาน อาจแบ่งตามลักษณะของการให้ ที่ประพฤติปฏิบัติตามกันมาได้ 4 อย่าง คือ

1. การให้เพื่อชำระกิเลส คือความตระหนี่ในใจของผู้ให้ เรียกว่า บริจาคทาน หมายถึง การให้ ด้วยการเสียสละเพื่อกำจัดความขุ่นมัวแห่งจิต โดยไม่คำนึงถึงว่าผู้รับจะเป็นใครก็ตาม การให้แบบนี้ได้บุญ มากที่สุด ยิ่งเรามีใจที่บริสุทธิ์ และให้แก่ผู้ที่บริสุทธิ์มาก ก็จะยิ่งได้บุญมาก

2. การให้เพื่อตอบแทนคุณความดี เรียกว่า ปฏิการทาน หมายถึงการให้เพื่อตอบแทน หรือบูชาคุณความดีแก่ผู้ที่มีคุณธรรมสูงกว่า หรือผู้ที่มีอุปการะแก่ตน การให้แบบนี้ ผู้ให้อาจจะไม่นึกถึงบุญ แต่นึกถึงเฉพาะคุณความดีของท่าน เช่น การให้สิ่งของแด่พ่อแม่ ครูบาอาจารย์ และบุคคลต่างๆ เป็นต้น การให้เพื่อบูชาคุณความดีอย่างนี้ หากผู้ให้ได้นึกถึงบุญไปด้วย จะทำให้มีผลานิสงส์มากยิ่งขึ้น

3. การให้เพื่อสงเคราะห์ เรียกว่า สังคหทาน หมายถึง การให้เพื่อผูกมิตร ยึดเหนี่ยวน้ำใจกัน ในกลุ่มคนที่มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับตน ไม่ว่าจะเป็นโดยส่วนตัว หรือโดยหน้าที่การงานก็ตาม โดยมุ่งที่จะให้เกิดคุณประโยชน์แก่ผู้รับเป็นสำคัญ

4. การให้เพื่ออนุเคราะห์ เรียกว่า อนุคหทาน หมายถึงการให้ความช่วยเหลือเกื้อกูลแก่คนยากจน ด้วยจิตเมตตาสงสาร เมื่อเห็นเขาตกทุกข์ได้ยาก ไม่ว่าคนนั้นจะเป็นใคร จะมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับ ตนหรือไม่ก็ตาม ก็อนุเคราะห์ช่วยเหลือกันตามกำลัง

2.6 ประเภทของทาน

ประเภททานที่แบ่งตามวัตถุ คือ สิ่งของที่จะให้ มี 2 ประเภท7) คือ

1. อามิสทาน การให้อามิส คือการให้วัตถุสิ่งของต่างๆ เป็นทาน

2. ธรรมทาน การให้ธรรมะ คือการให้ความรู้ ความถูกต้องดีงาม เป็นทาน

2.6.1 อามิสทาน

อามิสทาน คือการให้สิ่งของเป็นทาน เช่น สิ่งของที่เป็นปัจจัยสี่ หรือการให้ทานวัตถุ มีข้าว น้ำ ผ้า ยานพาหนะ ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่พักอาศัย ประทีปโคมไฟ เป็นต้น

อามิสทาน แบ่งตามทายก (ผู้ให้) มี 3 ประเภท8) ดังนี้

1. ทานทาสะ บางทีเรียกว่า ทาสทานŽ หมายถึงการที่ทายกให้ของที่ด้อยกว่าของที่ตนบริโภค ใช้สอยเอง เช่น เมื่อได้มะม่วงมา 3 ผล ก็เลือกผลที่เล็กที่สุดให้ไป หรือได้ 3 ผลที่มีขนาดเท่าๆ กัน ก็เลือก ผลที่ไม่ชอบใจให้ไป การให้อย่างนี้ เรียกว่า ทาสทาน เพราะว่าใจของทายกตกเป็นทาสของความตระหนี่ แล้วจึงให้ ดุจการให้สิ่งของแก่คนที่เป็นข้าทาสบริวาร ฉะนั้น

2. ทานสหาย บางทีเรียกว่า สหายทานŽ หมายถึง ทายกให้ของที่เสมอกันกับที่ตนบริโภคใช้สอย ตนบริโภคใช้ของอย่างไร ถึงคราวจะให้ผู้อื่นก็ให้ของอย่างนั้น เช่น ได้มะม่วงมา 3 ผล ก็ให้ผลที่ดีเช่นเดียว กับที่ตนจะบริโภค ดุจการให้สิ่งของแก่คนที่เป็นมิตรสหาย ฉะนั้น

3. ทานสามี บางทีเรียกว่า สามีทานŽ หมายถึงทายกให้ของที่ดีประณีตกว่าของที่ตนบริโภคใช้สอย โดยเลือกเอาสิ่งของที่ดีที่สุดให้ไป ซึ่งชาวพุทธทั้งหลายเวลาจะให้ ก็ให้สามีทานเป็นส่วนมาก เช่น เวลาจะ ตักบาตรพระ จะคดข้าวปากหม้อ ซึ่งถือว่าเป็นส่วนที่ดีที่สุดเอาไว้ถวายพระก่อน หรือเวลาเลี้ยงพระภิกษุ สามเณร จะตกแต่งข้าวปลาอาหารอย่างประณีตบรรจงกว่าที่ตนเองบริโภคถวายท่าน หรือเวลาที่จะให้ของแก่ผู้ใดผู้หนึ่ง แม้ว่าจะมีฐานะเสมอหรือต่ำกว่าเรา ก็เลือกของที่ดีที่ชอบใจให้ไป อย่างนี้เรียกสามีทาน เพราะใจของผู้ให้เอาชนะความตระหนี่ เป็นนาย เป็นเจ้าของ เป็นอิสระ แล้วจึงให้ทาน ดุจให้สิ่งของแก่คน ที่ตนเคารพ หรือมีพระคุณแก่ตน เช่น บิดา มารดา ครูบาอาจารย์ พระภิกษุสงฆ์ ฉะนั้น

ผู้ให้คนใดที่มีจิตใจชนะความตระหนี่ คือความตระหนี่ไม่สามารถครอบงำได้ มีการสั่งสมการให้ ทานสามีอยู่เสมอ จนมีคุณธรรมนี้ติดตัว โบราณาจารย์เรียกผู้ให้นั้นว่า ”ทานบดี”Ž แปลว่าผู้เป็นใหญ่ในทาน9) กล่าวคือ เป็น ผู้มีจิตใจที่ไม่ถูกความตระหนี่ครอบงำ เป็นอิสระในทานนั้น ไม่ตกเป็นทาส หรือสหายของความตระหนี่ แต่เป็นใหญ่ในทานนั้นสม่ำเสมอทุกเวลา

อามิสทาน แบ่งตามเจตนาของผู้ให้ มี 2 ประเภท คือ

1. ปาฏิปุคคลิกทาน

2. สังฆทาน

1. ปาฏิปุคคลิกทาน คือ ทานที่ให้เฉพาะเจาะจงบุคคลใดบุคคลหนึ่ง เช่น เราจะทำบุญบ้าน เลี้ยงพระจำนวน 9 รูป ก็เจาะจงไปว่า ขอนิมนต์พระรูปนั้นรูปโน้น การมีเจตนาเจาะจงนิมนต์ เช่นนี้เรียกว่า ”ปาฏิปุคลิกทานŽ”

พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงแสดงประเภทของปาฏิปุคคลิกทาน และอานิสงส์ที่ได้ของแต่ละประเภทไว้ 14 ประการ ตามลำดับ ดังต่อไปนี้

อานิสงส์ของปาฏิปุคคลิกทาน10)

1. ให้ทานแก่สัตว์เดรัจฉาน ด้วยความเมตตาสงสาร ได้อานิสงส์ถึง 100 ภพ คือได้อายุ วรรณะ สุขะ พละ และปฏิภาณ อย่างละ 100 อัตภาพ

2. ให้ทานแก่ผู้ทุศีล ได้อานิสงส์ถึง 1,000 ภพ

3. ให้ทานแก่ผู้มีศีล ในช่วงที่ว่างจากพระพุทธศาสนา ได้อานิสงส์ถึง 100,000 ภพ

4. ให้ทานแก่ดาบสที่ได้อภิญญา ในช่วงที่ว่างจากพระพุทธศาสนา ได้อานิสงส์ถึง 1 แสนโกฏิภพ (ล้านล้านภพ)

5. ให้ทานแก่ผู้ที่ปฏิบัติเพื่อเป็นพระโสดาบัน ผู้เป็นคฤหัสถ์หรือเป็นบรรพชิตก็ตาม จะเป็น ฌานลาภีบุคคล (ผู้ได้ฌาน) หรือไม่ใช่ฌานลาภีบุคคลก็ตาม เป็นผู้มีศีล เข้าถึงไตรสรณคมน์ ได้อานิสงส์ถึงอสงไขยภพ (นับภพไม่ถ้วน)

6. ให้ทานแก่พระโสดาบันบุคคล ย่อมมีอานิสงส์มากยิ่งขึ้นไปอีก

7. ให้ทานแก่ผู้ที่ปฏิบัติเพื่อเป็นพระสกทาคามี ย่อมได้อานิสงส์มากยิ่งขึ้นไปอีก

8. ให้ทานแก่พระสกทาคามีบุคคล ย่อมได้อานิสงส์มากยิ่งขึ้นไปอีก

9. ให้ทานแก่ผู้ที่ปฏิบัติเพื่อเป็นพระอนาคามี ย่อมได้อานิสงส์มากยิ่งขึ้นไปอีก

10. ให้ทานแก่พระอนาคามีบุคคล ย่อมได้อานิสงส์มากยิ่งขึ้นไปอีก

11. ให้ทานแก่ผู้ที่ปฏิบัติเพื่อเป็นพระอรหันต์ ย่อมได้อานิสงส์มากยิ่งขึ้นไปอีก

12. ให้ทานแก่พระอรหันต์ ย่อมได้อานิสงส์มากยิ่งขึ้นไปอีก

13. ให้ทานแก่พระปัจเจกพุทธเจ้า ย่อมได้อานิสงส์มากยิ่งขึ้นไปอีก

14. ให้ทานแก่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ย่อมได้อานิสงส์มากยิ่งขึ้นไปอีก

ผู้ที่ปรารถนาความสุข และต้องการพ้นทุกข์ในวัฏสงสาร ในขณะที่บริจาคทานให้แก่ปฏิคาหกทั้ง 14 จำพวกนี้ ความปรารถนาที่จะพ้นทุกข์ก็จะสำเร็จได้โดยเร็ว

2. สังฆทาน คือ ทานที่ให้แก่หมู่คณะ ไม่เฉพาะเจาะจงผู้ใดผู้หนึ่ง เมื่อผู้ให้ต้องการถวายปัจจัย ไทยธรรม (สิ่งของที่ควรถวายพระ) ก็เต็มใจถวายแก่ภิกษุทั้งนั้น ด้วยความเคารพยำเกรงในสงฆ์ (หมู่คณะ) โดยมิได้เจาะจงภิกษุรูปใดเป็นพิเศษ เช่น เมื่อจะนิมนต์พระไปทำบุญบ้าน ก็เข้าไปหาเจ้าอาวาส หรือ เจ้าหน้าที่รับนิมนต์ของวัด กราบเรียนท่านว่าจะทำบุญบ้าน ขอนิมนต์พระสงฆ์ไปรับไทยธรรม 9 รูป ทาง วัดจะส่งพระรูปใดไปรับไทยธรรม ก็มีความยินดี เต็มใจถวายทานแก่ท่าน ทานที่ผู้ให้มีเจตนากว้างไม่ เจาะจงนิมนต์อย่างนี้ เรียกว่า ”สังฆทานŽ”

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกับพระอานนท์ว่า ”สงฆ์”Ž มี 7 ประเภท11) และเมื่อบุคคลใดได้ถวายทาน แด่สงฆ์ประเภทใดประเภทหนึ่งนั้น ก็เรียกว่า “ สังฆทาน”

สงฆ์ทั้ง 7 ประเภท ได้แก่

1. สงฆ์ 2 ฝ่าย (ภิกษุสงฆ์และภิกษุณีสงฆ์) มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นประมุข

2. สงฆ์ 2 ฝ่าย ในเวลาที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าดับขันธปรินิพพานแล้ว

3. ภิกษุสงฆ์

4. ภิกษุณีสงฆ์

5. บุคคลที่ได้รับอนุมัติจากสงฆ์ 2 ฝ่าย

6. บุคคลที่ได้รับอนุมัติจากภิกษุสงฆ์

7. บุคคลที่ได้รับอนุมัติจากภิกษุณีสงฆ์

สรุปว่า ในปัจจุบันนี้ เราสามารถถวายทานแด่สงฆ์ได้เฉพาะในข้อที่ 3 และ 6 (เพราะภิกษุณีสงฆ์ ไม่มีแล้ว) สงฆ์จึงมีอยู่ 2 แบบ คือ

1. ภิกษุตั้งแต่ 4 รูปขึ้นไป จัดว่าเป็นสงฆ์ตามพระวินัย ดังนั้น การถวายทานแด่หมู่ภิกษุที่ไม่ เจาะจง ตั้งแต่ 4 รูปขึ้นไป ก็จัดเป็นสังฆทาน

2. ภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง ที่ได้รับอนุมัติจากสงฆ์ให้ไปรับไทยธรรม เช่น เราไปนิมนต์ โดยขอภิกษุ กับคณะสงฆ์ว่า ขอจงส่งภิกษุรูปหนึ่งไปรับสังฆทานที่บ้านด้วยŽ ครั้นได้ภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง ก็มีความเคารพยำเกรงในภิกษุรูปนั้น ยินดีว่าได้สงฆ์มาแล้ว ก็เต็มใจถวายทานนั้น ลักษณะเช่นนี้เรียกว่า สังฆทาน เหมือนกัน ดังมีเรื่องปรากฎในพระไตรปิฏกว่า

กุฎุมพีผู้เคารพสงฆ์12)

กุฎุมพี13) คนหนึ่งเป็นเจ้าของวัดแห่งหนึ่ง โดยปกติแล้วเขามีความเลื่อมใสในภิกษุผู้มีศีลาจารวัตร อันงาม แต่ไม่เคารพในภิกษุผู้ทุศีลเลย ได้ไปขอภิกษุรูปหนึ่งมาจากสงฆ์ ด้วยคำว่า “ ขอพระคุณเจ้าทั้งหลาย จงให้ภิกษุรูปหนึ่งจากสงฆ์แก่ข้าพเจ้าŽ”

แม้เขาจะได้ภิกษุทุศีลรูปหนึ่ง เขาก็ปฏิบัติต่อภิกษุรูปนั้นด้วยความเคารพนอบน้อม ตกแต่ง เสนาสนะและเครื่องบูชาสักการะ พร้อมล้างเท้าให้ภิกษุรูปนั้น เอาน้ำมันทาเท้าให้ แล้วถวายไทยธรรมด้วย ความเคารพยำเกรงต่อสงฆ์ เหมือนกับบุคคลเคารพยำเกรงต่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ภิกษุรูปนั้นฉัน ภัตตาหารแล้วก็กลับวัด

ต่อมา ภิกษุนั้นได้กลับมาขอยืมจอบที่บ้านของกุฎุมพีนั้นอีกครั้งหนึ่ง คราวนี้กุฎุมพีเอาเท้าเขี่ยจอบให้ พวกชาวบ้านเห็นกิริยาของกุฎุมพีนั้นก็ถามว่า ”เมื่อเช้านี้ ท่านถวายทานแก่ภิกษุรูปนั้นด้วยความเคารพ นอบน้อมอย่างยิ่ง แต่บัดนี้ แม้สักว่ากิริยาที่เคารพก็ไม่มีŽ”

กุฎุมพีตอบว่า การทำบุญเมื่อตอนเช้า เขาทำไปด้วยใจเคารพยำเกรงต่อสงฆ์ แต่มิได้หมายความว่า เขามีความเคารพยำเกรงต่อภิกษุรูปนั้นเป็นส่วนตัว

จากเรื่องข้างต้น ชี้ให้เห็นว่ากุฎุมพีมีความเคารพต่อสงฆ์ เมื่อได้รับอนุมัติจากสงฆ์ให้พระภิกษุผู้ ทุศีลมารับสังฆทาน แม้ตนมิได้เคารพเลื่อมใสในภิกษุทุศีลรูปนั้น แต่ด้วยความเคารพที่เขามีต่อสงฆ์ ก็สามารถปฏิบัติต่อภิกษุรูปนั้นในขณะมารับสังฆทาน ด้วยความเคารพนอบน้อมอย่างเต็มใจได้

สังฆทานนั้นมีผลมากกว่าปาฏิปุคคลิกทานในทุกกรณี ซึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสแสดงไว้ชัดเจน เมื่อครั้งพระนางมหาปชาบดีโคตมี มีพระประสงค์จะถวายผ้าเจาะจงเฉพาะพระพุทธองค์ ดังเรื่องราวต่อไปนี้

พระนางมหาปชาบดีโคตมี14)

ครั้งหนึ่ง พระนางมหาปชาบดีโคตมีทรงถือผ้าคู่หนึ่งเข้าไปเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังที่ประทับ กราบทูลพระพุทธองค์ว่า

”ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ผ้าใหม่คู่นี้ หม่อมฉันกรอด้าย ทอเอง ตั้งใจนำมาถวายเฉพาะพระองค์ ขอพระองค์ทรงโปรดอนุเคราะห์รับผ้าคู่นี้ด้วยเถิดŽ”

พระศาสดาได้สดับคำกราบทูลแล้ว ตรัสตอบว่า

”ดูก่อนโคตมี พระนางจงถวายสงฆ์เถิด เมื่อถวายสงฆ์แล้ว จักเป็นการได้บูชาอาตมภาพและ สงฆ์ด้วยŽ”

พระนางกราบทูลขอถวายเฉพาะพระองค์แม้ครั้งที่ 2 และแม้ครั้งที่ 3 แต่พระพุทธองค์ก็ตรัสตอบ เช่นเดิม เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสยืนยันอย่างนี้ พระอานนท์จึงกราบทูลพระองค์ว่า  “ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระองค์ทรงโปรดรับผ้าคู่ใหม่ของพระนางมหาปชาบดีโคตมีด้วยเถิด พระนางมีอุปการะมาก เป็นพระมาตุจฉา (น้าหญิง) ผู้ทรงบำรุงเลี้ยงประทานพระขีรรส (น้ำนม) แด่ พระองค์ในเมื่อพระชนนีสวรรคตแล้ว และแม้พระองค์ก็ทรงมีอุปการะแก่พระนางเป็นอันมาก พระนางทรง อาศัยพระองค์จึงทรงเข้าถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นสรณะ และทรงเว้นจากเวรทั้ง 5 ได้ ประกอบด้วยความเลื่อมใส ไม่หวั่นไหวในพระรัตนตรัย และทรงประกอบด้วยอริยศีล ถึงที่สุดแห่งทุกข์ทั้งปวงŽ”

พระศาสดาทรงรับรองคำของพระอานนท์ และตรัสเช่นเดิม โดยทรงมุ่งให้พระนางได้บุญมาก ได้อานิสงส์มากๆ เพราะการถวายสังฆทานมีผลมากกว่าปาฏิปุคคลิกทาน ดังพระดำรัสว่า

”ดูก่อนอานนท์ เราไม่กล่าวปาฏิปุคคลิกทานว่ามีผลมากกว่าสังฆทาน โดย ปริยายใดๆ เลย สังฆทานเป็นประมุขของผู้หวังบุญ พระสงฆ์นั่นแหละเป็น ประมุขของผู้บูชา และพระสงฆ์เป็นเนื้อนาบุญของโลก ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่าŽ”15)

ในข้อนี้เราจะเห็นได้ว่า พระพุทธองค์ทรงสรรเสริญจิตใจของผู้ให้โดยไม่เฉพาะเจาะจง (การให้สังฆทาน) เป็นสำคัญ เพราะการให้เช่นนี้ แสดงถึงจิตใจที่มีพลังมาก มีเจตนากว้างขวาง เผื่อแผ่มาก ไม่เห็น แก่คนที่คุ้นเคยกัน มุ่งหวังเพื่อให้แก่หมู่คณะเป็นสำคัญ และจะเป็นประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่ในอนาคตกาล ข้างหน้า ดังที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า  “ เราไม่ดำรงอยู่นาน แต่ศาสนาของเรา จักตั้งอยู่ด้วยพระภิกษุสงฆ์ใน ภายภาคหน้า ชนรุ่นหลังจงเคารพยำเกรงในสงฆ์ ถ้าเป็นเช่นนี้ พระศาสนาจักตั้งอยู่ได้นาน”16)

อานิสงส์ของสังฆทาน

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงอานิสงส์ของสังฆทานว่ามีผลมาก ดังเรื่องต่อไปนี้

เวลามสูตร17)

พราหมณ์ผู้หนึ่งชื่อว่าเวลามะ อยู่ในชมพูทวีป เวลามพราหมณ์นั้นเป็นคนมีจิตใจเลื่อมใสต่อการบริจาค ทาน ได้จัดสร้างโรงทานขึ้นที่บ้านของตน และประกาศให้คนทั้งหลายที่อยู่ในชมพูทวีปนี้มารับทาน คือ รับอาหารที่โรงทานนี้ได้ตลอด 7 ปี 7 เดือน 7 วัน หรือถ้าหากบุคคลใดไม่มีที่พักอาศัยหรือเครื่องนุ่งห่มแล้ว ขอให้มาแจ้งความประสงค์ต่อตน จะได้จัดการให้ทานแก่ผู้นั้นโดยทั่วถึงทั้งหมด และในวันสุดท้ายได้ให้ ถาดทอง ถาดเงิน ถาดสำริด ซึ่งมีทองและเงินอยู่เต็มถาด อย่างละ 84,000 และช้าง รถ หญิงสาว บัลลังก์ ซึ่งประดับอย่างงดงาม อย่างละ 84,000 โคนมอีก 84,000 ตัว และผ้าคู่อีก 84,000 คู่ ทานที่เวลามพราหมณ์ทำนั้นได้ชื่อว่า ”มหาทานŽ” อานิสงส์ของการให้มหาทาน มีมากน้อยเพียงไร พระพุทธองค์ทรงเปรียบเทียบเป็นข้อๆ ไว้ ดังนี้

1. การทำทานของเวลามพราหมณ์นี้ ย่อมได้อานิสงส์ถึงอสงไขยภพ

2. อานิสงส์ที่เวลามพราหมณ์ได้รับนี้ ยังสู้อานิสงส์ของผู้ถวายอาหารแด่พระโสดาบันบุคคลเพียง องค์เดียว และครั้งเดียวไม่ได้

3. อานิสงส์ที่ได้รับจากการถวายอาหารแด่พระโสดาบันบุคคล 100 องค์ ยังสู้อานิสงส์ของการ ถวายอาหารแด่พระสกทาคามีบุคคลเพียงองค์เดียว และครั้งเดียวไม่ได้

4. อานิสงส์ที่ได้รับจากการถวายอาหารแด่พระสกทาคามีบุคคล 100 องค์ ยังสู้อานิสงส์ของการ ถวายอาหารแด่พระอนาคามีบุคคลเพียงองค์เดียว และครั้งเดียวไม่ได้

5. อานิสงส์ที่ได้รับจากการถวายอาหารแด่พระอนาคามีบุคคล 100 องค์ ก็ยังสู้อานิสงส์ของการ ถวายอาหารแด่พระอรหันต์บุคคลเพียงองค์เดียว และครั้งเดียวไม่ได้

6. อานิสงส์ที่ได้รับจากการถวายอาหารแด่พระอรหันต์ 100 องค์ ก็ยังสู้อานิสงส์ของการถวายอาหารแด่พระปัจเจกพุทธเจ้าองค์เดียว และครั้งเดียวไม่ได้

7. อานิสงส์ที่ได้รับจากการถวายอาหารแด่พระปัจเจกพุทธเจ้า 100 องค์ ก็ยังสู้อานิสงส์ของการ ถวายอาหารแด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพียงองค์เดียว และครั้งเดียวไม่ได้

8. อานิสงส์ที่ได้รับจากการถวายอาหารแด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์เดียวนั้น ก็ยังสู้อานิสงส์ของการ ถวายอาหารแด่ภิกษุสงฆ์ทั้งหลาย (สังฆทาน) มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นประมุขไม่ได้

9. อานิสงส์ที่ได้รับจากการถวายอาหารแด่ภิกษุสงฆ์ มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นประมุขนั้น ก็ยัง สู้อานิสงส์ของการสร้างวิหารทาน (ถาวรทาน) แด่ภิกษุสงฆ์ที่อยู่ทั่วทั้ง 4 ทิศไม่ได้ (การถวายอาหารเป็นสังฆทาน มีอานิสงส์น้อยกว่าการถวายถาวรทานเป็นสังฆทาน)

จากนั้นพระศาสดาทรงแสดงอานิสงส์ของการสร้างบุญที่มีมากยิ่งกว่าสังฆทานขึ้นไป ดังนี้

อานิสงส์ที่ได้รับจากการสร้างวิหารเพื่อสงฆ์ทั้ง 4 ทิศนั้น ก็ยังสู้อานิสงส์ของการเข้าถึงไตรสรณคมน์ไม่ได้

อานิสงส์ที่ได้รับจากการเข้าถึงไตรสรณคมน์นั้น ก็ยังสู้อานิสงส์ของการสมาทานศีล 5 ศีล 8 พร้อมด้วยไตรสรณคมน์นั้นไม่ได้

อานิสงส์ที่ได้รับจากการสมาทานศีล 5 ศีล 8 พร้อมด้วยไตรสรณคมน์ ก็ยังสู้อานิสงส์ของการ แผ่เมตตาให้แก่สัตว์ทั้งหลายมีความสุขเพียงชั่วครู่หนึ่งไม่ได้

อานิสงส์ที่ได้รับจากการแผ่เมตตาให้แก่สัตว์ทั้งหลายมีความสุขเพียงชั่วครู่นั้น ก็ยังสู้อานิสงส์ ของการเจริญวิปัสสนาเพียงชั่วครู่ไม่ได้

จะเห็นได้ว่าอานิสงส์ของการบำเพ็ญสังฆทานจะมีผลมากกว่าปาฏิปุคคลิกทาน แต่อานิสงส์ของ การรักษาศีล และการเจริญวิปัสสนามีมากกว่านั้นอีก แต่ทั้งนี้มิได้หมายความว่าจะมุ่งแต่เจริญวิปัสสนา เพียงอย่างเดียวโดยไม่ทำทาน เพราะการให้ทานย่อมมีประโยชน์แก่บุคคลทุกจำพวก

การให้ทานนั้นยังช่วยให้ผู้มีศีล และมีปัญญา (เจริญวิปัสสนา) ได้รับอานิสงส์ที่ประณีตไพบูลย์ยิ่ง ขึ้น ทำให้สร้างบารมีได้สะดวกสบายกว่าการไม่ได้ทำทาน ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบพระราชธิดา สุมนาผู้มาทูลถามในสุมนสูตร18) ว่า

“ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้าสาวกของพระองค์ 2 คน มีศรัทธา มีศีล มีปัญญาเท่าๆ กัน คนหนึ่ง ทำทานกุศล แต่อีกคนหนึ่งไม่ทำ คนทั้งสองนั้นเมื่อตายไปแล้ว พึงเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ แต่คนทั้งสองนั้น ทั้งที่เป็นเทวดาเหมือนกัน พึงมีความพิเศษแตกต่างกันหรือไม่Ž”

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า

“ ดูก่อนสุมนา คนทั้งสองนั้นจะมีความพิเศษแตกต่างกัน คือหากเกิดเป็นเทวดา ผู้ทำทานกุศลย่อม ได้รับสิ่งที่เป็นทิพย์อันเลิศกว่าผู้ไม่ทำทานกุศล 5 ประการ คือ อายุ วรรณะ สุข ยศ และอธิปไตย (ความ เป็นใหญ่)Ž”

พระราชธิดาทูลถามต่อไปว่า

“ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ถ้าเทวดาทั้งสองจุติจากเทวโลกมาสู่ความเป็นมนุษย์ คนทั้งสองนั้นจะมีความพิเศษแตกต่างกันหรือไม่Ž”  “ ดูก่อนสุมนา คนทั้งสองนั้นจะมีความพิเศษแตกต่างกัน คือ ผู้ทำทานกุศล หากเกิดเป็นมนุษย์ ย่อมได้รับสิ่งอันเลิศกว่าผู้ไม่ทำทานกุศลด้วยเหตุ 5 ประการ คือ อายุ วรรณะ สุข ยศ และอธิปไตย ที่เป็นของมนุษย์Ž”  “ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้าคนทั้งสองนั้นออกบวชเป็นบรรพชิต จะมีความพิเศษแตกต่างกันหรือไม่Ž”

พระพุทธองค์ตรัสตอบว่า

“ ดูก่อนสุมนา คนทั้งสองนั้นจะมีความพิเศษแตกต่างกัน คือ คนที่ทำทานกุศล เวลาเป็นบรรพชิต ย่อมได้รับสิ่งอันเลิศกว่าคนที่ไม่ทำทานกุศลด้วยเหตุ 5 ประการ คือ

(1) เมื่อออกปากขอย่อมได้จีวรมาก เมื่อไม่ออกปากขอย่อมได้น้อย

(2) เมื่อออกปากขอย่อมได้บิณฑบาตมาก เมื่อไม่ออกปากขอย่อมได้น้อย

(3) เมื่อออกปากขอย่อมได้เสนาสนะมาก เมื่อไม่ออกปากขอย่อมได้น้อย

(4) เมื่อออกปากขอย่อมได้บริขาร คือยาที่เป็นเครื่องบำบัดไข้มาก เมื่อไม่ออกปากขอย่อมได้น้อย

(5) เมื่อจะอยู่ร่วมกับเพื่อนพรหมจรรย์เหล่าใด เพื่อนพรหมจรรย์เหล่านั้นก็ประพฤติต่อเธอด้วย กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม เป็นที่พอใจเป็นส่วนมาก ไม่เป็นที่พอใจเป็นส่วนน้อย ย่อมนำสิ่งเป็นที่พอใจ มาเป็นส่วนมาก ย่อมนำสิ่งไม่เป็นที่พอใจมาเป็นส่วนน้อยŽ”

พระราชธิดาทูลถามต่อไปว่า

“ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ถ้าคนทั้งสองนั้นบรรลุอรหัต จะมีความพิเศษแตกต่างกันหรือไม่Ž”

พระองค์ตรัสตอบว่า

“ เราไม่กล่าวว่ามีเหตุแตกต่างกันใดๆ ในความหลุดพ้นจากกิเลสของคนทั้งสองนั้นŽ”

ด้วยความปีติท่วมท้น พระราชธิดาจึงอุทานว่า  “ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ช่างน่าอัศจรรย์จริงหนอ ข้อนี้กำหนดได้ว่า สมควรแท้ที่คนทั้งหลายจะให้ทาน สมควรแท้ที่คนทั้งหลายจะทำบุญ เพราะบุญเป็นอุปการะแม้แก่เทวดา มนุษย์ และบรรพชิตŽ”

พระองค์ได้ตรัสรับรองว่า  “ อย่างนั้นสุมนา สมควรแท้ที่คนทั้งหลายจะให้ทาน สมควรแท้ที่คนทั้งหลายจะทำบุญ เพราะบุญ เป็นอุปการะแม้แก่เทวดา มนุษย์ และบรรพชิตŽ”

จากพระพุทธพจน์ที่ยกมาข้างต้น ย่อมแสดงให้เห็นว่า เมื่อเกิดมาเป็นมนุษย์ ก็ควรสั่งสมทานกุศล ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เพราะผู้ที่ทำทานกุศลไว้ดีแล้ว ย่อมมีโอกาสที่จะพัฒนาคุณภาพชีวิตได้ดีกว่า และไม่ว่าจะเกิดในภพชาติใดๆ ย่อมสมบูรณ์ไปด้วยโภคทรัพย์สมบัติ ไม่ต้องกังวลในการแสวงหาทรัพย์เพื่อเลี้ยงชีพ เมื่อเป็นเช่นนี้ ย่อมมีโอกาสให้ได้สั่งสมบุญบารมีให้ยิ่งๆ ขึ้นไปได้โดยง่าย จะทำทานมัย ศีลมัย หรือภาวนามัย ก็ทำได้สะดวกสบาย ทั้งยังส่งเสริมให้บรรลุเป้าหมายสูงสุดของชีวิต คือ พระนิพพานได้อย่างรวดเร็ว

2.6.2 ธรรมทาน

ธรรมทาน คือ การให้คำแนะนำสั่งสอนสิ่งที่ดี บอกศิลปวิทยาที่ดีที่มีประโยชน์ในการดำเนินชีวิต เป็นเหตุให้มีความสุข รวมถึงการอธิบายให้รู้และเข้าใจในเรื่องบุญบาป ให้ละสิ่งที่เป็นอกุศล ดำรงตนอยู่ใน ทางกุศล ซึ่งจะนำพาตนให้สะอาดบริสุทธิ์ หมดจดจากกิเลสอาสวะทั้งปวงได้

(สำหรับเรื่อง ธรรมทาน จะกล่าวโดยละเอียด ในบทที่ 5)

1) ทานสูตร, ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ, มก. 45 ข้อ 204 หน้า 168.
2) จิตตุปปาทกัณฑ์ อรรถกถาธรรมสังคณี, มก. เล่ม 75 กน้า 427-428.
3) ปุญญกิริยาวัตถุสูตร อรรถกถาขุททกนิกาย อิติวุตตกะ, มก. เล่ม 45 หน้า 390.
4) ปฐมทานสูตร, อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิกาย, เล่มที่ 37 ข้อ 121 หน้า 472.
5) ในสังคีติสูตร เป็น “ ให้ทานเพราะมีปฏิคาหก (ผู้รับ) มาถึง” (สังคีติสูตร, ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค, เล่มที่ 16 ข้อ 345 หน้า 239.)
6) ทานวัตถุสูตร, อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิกาย, เล่มที่ 37 ข้อ 123 หน้า 475.
7) ทานสูตร, ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ, เล่มที่ 45 ข้อ 278 หน้า 615.
8) สีหสูตร, อรรถกถาอังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาตป, เล่มที่ 36 หน้า 81.
9) เสรีสูตร, อรรถกถาสังยุตตนิกาย สคาถวรรค, เล่มที่ 24 หน้า 372.
10) ทักขิณาวิภังคสูตร, มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์, เล่มที่ 23 ข้อ 711 หน้า 394.
11) ทักขิณาวิภังคสูตร, มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์, เล่มที่ 23 ข้อ 712 หน้า 394.
12) ทักขิณาวิภังคสูตร, อรรถกถามัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ ทักขิณาวิภังคสูตร, เล่มที่ 23 หน้า 408.
13) กุฎมพี แปลว่า คนมั่งมี หรือพ่อเรือน
14) ทักขิณาวิภังสูตร, มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์, เล่มที่ 23 ข้อ 706-708 หน้า 391-392.
15) ทัททัลลวิมานสูตร, อรรถกถาขุททกนิกาย วิมานวัตถุ, เล่มที่ 48 หน้า 294.
16) ทักขิณาวิภังสูตร, อรรถกถามัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์, เล่มที่ 23 หน้า 402.
17) เวลามสูตร, อังคุตตรนิกาย นวกนิบาต, เล่มที่ 37 ข้อ 224 หน้า 775.
18) สุมนสูตร, อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต, เล่มที่ 36 ข้อ 31 หน้า 60-61.
sb101/2.txt · แก้ไขครั้งล่าสุด: 2015/03/15 16:55 (แก้ไขภายนอก)
 
เว้นแต่จะได้แจ้งไว้เป็นอื่นใด เนื้อหาบนวิกินี้ถูกกำหนดสิทธิ์ไว้ภายใต้สัญญาอนุญาติต่อไปนี้: CC Attribution-Noncommercial 3.0 Unported
Recent changes RSS feed Donate Powered by PHP Valid XHTML 1.0 Valid CSS Driven by DokuWiki