บทที่ 12 ทาน ศีล ภาวนา คือบทสรุปของวิถีชีวิตที่ถูกต้อง

เนื้อหาบทที่ 12 ทาน ศีล ภาวนา คือบทสรุปของวิถีชีวิตที่ถูกต้อง

  • 12.1 จุดเริ่มต้นของความดีงาม
    • 12.1.1 สัมมาทิฏฐินำไปสู่ความสุขที่แท้จริง
    • 12.1.2 สัมมาทิฏฐิกับการตั้งเป้าหมายชีวิต
      • เป้าหมายชีวิตระดับต้น
      • เป้าหมายชีวิตระดับกลาง
      • เป้าหมายชีวิตระดับสูง
  • 12.2 กิเลสและวิธีการเอาชนะ
    • 12.2.1 กิเลสเป็นเครื่องขวางกั้นการเกิดสัมมาทิฏฐิ
    • 12.2.2 วิธีการเอาชนะกิเลส
  • 12.3 วัตถุประสงค์ของทาน ศีล ภาวนา
    • เพื่อให้ได้ความสุข
    • เพื่อให้รักการทำความดีจนเป็นนิสัย
    • เพื่อกำจัดอาสวะกิเลส
  • 12.4 ผลแห่งทาน ศีล ภาวนา
    • ทรัพย์สมบัติ
    • รูปสมบัติ
    • คุณสมบัติ
  • 12.5 ทาน ศีล ภาวนา คือการสร้างบารมี
    • 12.5.1 ทานเป็นก้าวแรกของการสร้างบารมี
    • 12.5.2 การรักษาศีล เป็นบารมี
    • 12.5.3 การออกบวชเพื่อเจริญภาวนา เป็นบารมี

แนวคิด

1. มนุษย์ทุกคนเมื่อเกิดมาแล้วมีความจำเป็นต้องปลูกฝังสัมมาทิฏฐิ เพื่อจะนำไปสู่การ ตั้งเป้าหมายชีวิตที่ถูกต้อง

2. วิธีการสำคัญที่ทำให้บรรลุถึงเป้าหมายของชีวิตในทุกระดับได้ คือ การสั่งสมบุญ ด้วยการทำทาน รักษาศีล และเจริญภาวนา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ได้ความสุข เพื่อให้รักการทำความดีจนเป็นนิสัย และเพื่อกำจัดอาสวกิเลส เมื่อได้ปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอจึงจะเรียกว่า เป็นการสร้างบารมีเพื่อมุ่งสู่พระนิพพาน

วัตถุประสงค์

1. เพื่อให้ผู้ศึกษาได้ทราบ และมีแนวทางที่จะนำ ทาน ศีล ภาวนา มาเป็นหลักปฏิบัติในชีวิตประจำวัน จนกระทั่งกลายเป็นนิสัยได้อย่างถูกต้อง

2. เพื่อให้ผู้ศึกษาได้ทราบ และเข้าใจ รวมทั้งสามารถอธิบายถึงความสัมพันธ์ระหว่าง ทาน ศีล ภาวนาŽ การสร้างบารมีŽ และ เป้าหมายชีวิตŽ ได้อย่างถูกต้อง

12.1 จุดเริ่มต้นของความดีงาม

คนเราเมื่อเกิดมาในโลกนี้ ล้วนปรารถนาให้วิถีชีวิตของตนมุ่งไปสู่ความเจริญ อยากให้ชีวิตของตน ดีงาม มีความสุข เพราะชีวิตที่มีความสุขนั้น จะส่งผลให้เกิดสิ่งดีๆ ตามมาอีกมากมาย หนทางที่จะทำให้ ความสุขบังเกิดขึ้นในชีวิตนั้น ไม่ใช่สิ่งที่ยากเย็นอะไร ความสุขจะมีขึ้นได้หรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับใจเป็นสำคัญ ใจของผู้ใดสะอาด บริสุทธิ์ ผ่องใส ความสุขย่อมบังเกิดขึ้นกับผู้นั้นได้เสมอ

ใจจะสะอาด บริสุทธิ์ ผ่องใสได้นั้น เป็นสิ่งที่ทำได้ไม่ยากเลย อยู่ในวิสัยที่เราสามารถทำได้ โดยเริ่มต้นที่การทำความเห็นหรือความเข้าใจให้ถูกต้องในเรื่องโลก เรื่องชีวิต เรื่องบุญ เรื่องบาป คือ เป็น สัมมาทิฏฐิบุคคลนั่นเอง

12.1.1 สัมมาทิฏฐินำไปสู่ความสุขที่แท้จริง

บุคคลผู้มีสัมมาทิฏฐิเกิดขึ้นในใจ ย่อมมีความสุขอย่างเปี่ยมล้นในการดำเนินชีวิต เพราะเขามีความ เข้าใจทุกสิ่งทุกอย่างไปตามความเป็นจริง ย่อมจะมองโลกได้อย่างถูกต้องตามที่ควรจะเป็น แตกต่างจากผู้ ที่ยังไม่เป็นสัมมาทิฏฐิ เขาย่อมมีความเข้าใจถูกที่ยังไม่สมบูรณ์ เข้าใจแต่เพียงบางส่วน เหมือนกับมองเห็น สิ่งของแต่เพียงบางด้าน บางมุม มองเห็นไม่รอบด้าน เมื่อเป็นเช่นนี้ ทิฏฐิหรือความเห็นในเรื่องการใช้ชีวิต ของเขาย่อมขาดตกบกพร่องไป จะมากหรือน้อยนั้นก็ขึ้นอยู่กับระดับของสัมมาทิฏฐิในใจของเขาเองว่ามาก น้อยเพียงใด ซึ่งตรงนี้จะมีผลอย่างสำคัญต่อความคิดหรือทัศนคติต่อสิ่งแวดล้อมรอบตัว ทั้งที่มีชีวิต และไม่มีชีวิต และจะมีผลกระทบต่อการแสดงออกทางด้าน คำพูด และการกระทำต่อไปอีก

ผู้มีสัมมาทิฏฐิที่ไม่สมบูรณ์นั้น แม้จะมีความรู้ความเข้าใจในศาสตร์ทั้งหลายทั้งปวงเป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นด้านรัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ โหราศาสตร์ วิทยาศาสตร์ หรือศาสตร์ใดๆ ก็ตาม บางคนอาจมี ความสามารถถึงขั้นประดิษฐ์คิดค้นเครื่องมือที่มีความทันสมัยทางเทคโนโลยีได้ แต่ถ้าหากเขายังขาด ความรู้ที่เป็นสัมมาทิฏฐิแล้ว ย่อมมีโอกาสเสมอที่จะตัดสินใจผิดพลาดในเรื่องของการใช้ชีวิต ดังมีตัวอย่าง ให้เราเห็นเป็นระยะๆ เช่น นักเรียนติดยาเสพติด นักศึกษาขายประเวณี การทุจริตคอรัปชั่น การ หลอกลวงขายสินค้าทางอินเตอร์เน็ต ไปจนถึงสงครามระหว่างประเทศ เหตุการณ์เหล่านี้ล้วนเกิดจากกลุ่ม ผู้มีการศึกษาแต่ขาดสัมมาทิฏฐิทั้งสิ้น เมื่อเกิดขึ้นแล้วย่อมก่อให้เกิดความเดือดร้อนเสียหาย เป็นทุกข์ทั้งกาย และใจ ทั้งแก่ตัวของเขาเอง บุคคลรอบข้าง และอาจมีผลกระทบไปถึงสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

อุปมาเหมือนเรือที่กำลังจมลงท่ามกลางมหาสมุทร วิชาความรู้ใดๆ ในโลกล้วนไม่สามารถช่วย ชีวิตเอาไว้ได้เลย มีเพียงผู้ที่ว่ายน้ำเป็นเท่านั้น ที่พอจะเอาชีวิตรอดได้ ฉันใด ท่ามกลางทะเลแห่งสังสารวัฏ อันเต็มไปด้วยความทุกข์ ผู้สมบูรณ์พร้อมด้วยสัมมาทิฏฐิ ย่อมนำพาตนเองให้รอดพ้นจากห้วงทุกข์ ประสบ กับความสุขที่แท้จริงได้ ฉันนั้น

ดังนั้น สัมมาทิฏฐิจึงมีอานุภาพนำพาไปสู่ความสุขที่แท้จริงได้ บุคคลใดปรารถนาความสุขที่ แท้จริง แล้ว พึงศึกษาและกระทำสัมมาทิฏฐิให้บังเกิดขึ้น

12.1.2 สัมมาทิฏฐิกับการตั้งเป้าหมายชีวิต

พระภาวนาวิริยคุณ (เผด็จ ทตฺตชีโว) ได้ให้ความหมายของสัมมาทิฏฐิไว้อย่างน่าคิด ว่า สัมมาทิฏฐิ คือ ปัญญานำไปสู่การตั้งเป้าหมายชีวิต1)

ความสุขเป็นยอดปรารถนาของทุกๆ ชีวิต มนุษย์ทุกคนเมื่อมีชีวิตอยู่ ย่อมทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อ ให้ได้มาซึ่งความสุข แม้ชีวิตหลังความตาย มนุษย์ก็ยังคาดหวังให้ตัวเองประสบความสุขในภพเบื้องหน้า และในภพชาติต่อๆ ไป มนุษย์ก็ยังคงคิดคำนึงถึงความสุข ปรารถนาความสุขที่มากยิ่งขึ้นไปที่ไม่มีทุกข์เจือปนอยู่เลย ซึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสเรียกว่า พระนิพพาน

เมื่อเป็นเช่นนี้ เป้าหมายชีวิตจึงแบ่งออกได้เป็น 3 ระดับ คือ2)

1. เป้าหมายชีวิตระดับต้น เป็นการตั้งเป้าหมายชีวิตเพื่อให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ ไม่ตกเป็นภาระแก่ใคร ที่เรียกว่า ตั้งฐานะหรือตั้งตัวได้ ด้วยการประกอบอาชีพสุจริต หรืออาชีพที่ถูกต้อง เพื่อเลี้ยงตนเอง ครอบครัว มารดา บิดา และบริวาร ให้มีความสุขพอประมาณในชาตินี้ โดยไม่ต้องเกี่ยวข้องพัวพันกับ อาชีพทุจริต ผิดกฎหมาย ผิดศีลธรรม จมอยู่ในอบายมุข และอกุศลกรรมทั้งปวง จะเรียกว่าเป็นเป้าหมาย ระดับบนดินก็ได้

2. เป้าหมายชีวิตระดับกลาง เป็นการตั้งเป้าหมายชีวิตเพื่อให้ได้โอกาสไปถือกำเนิดในสุคติโลก สวรรค์หลังจากที่ละโลกไป บุคคลที่ตั้งอยู่ในสัมมาทิฏฐิอย่างมั่นคงสม่ำเสมอ ต่างรู้แล้วว่าสัตวโลกตายแล้วไม่สูญ ยังจะต้องเดินทางต่อไปอีก และรู้ด้วยว่าการบำเพ็ญกุศลธรรมทุกรูปแบบ เว้นขาดจากอกุศลกรรมทั้งปวง และทุ่มเทเวลาเจริญภาวนา เพื่อการทำใจให้ผ่องใสเท่านั้น จึงจะมีโอกาสบรรลุเป้าหมายระดับกลาง หรือระดับ บนฟ้าได้

3. เป้าหมายชีวิตระดับสูง เป็นเป้าหมายชีวิตเพื่อมุ่งความหลุดพ้นจากอำนาจของความบีบคั้น ของกิเลส หลุดพ้นจากอำนาจของอวิชชาและพญามารอย่างถาวร ทำให้ไม่ต้องกลับมาเวียนว่ายตายเกิดอีก คือ บรรลุมรรคผลนิพพาน ซึ่งเป็นเป้าหมายของสมณพราหมณ์ ผู้ตั้งอยู่ในโลกุตตรสัมมาทิฏฐิ ผู้ครองเรือนยากที่จะมีโอกาสบรรลุเป้าหมายระดับสูงนี้ อาจเรียกว่า เป้าหมายเหนือฟ้าก็ได้

ถึงแม้เป้าหมายชีวิตในระดับที่ 3 จะทำได้ยาก แต่ถึงอย่างไร บุคคลก็ควรตั้งเป้าหมายชีวิตทั้ง 3 ระดับพร้อมกันไป ทั้งนี้เพราะฆราวาสที่ตั้งอยู่ในโลกิยสัมมาทิฏฐิอย่างมั่นคงสม่ำเสมอ ย่อมมีโอกาสบรรลุ เป้าหมายระดับต้นในชาตินี้ และบรรลุเป้าหมายระดับกลางในโลกหน้าเป็นผลพลอยได้

ขณะที่เป็นฆราวาส ถ้ามีความตั้งใจจริงและมีอินทรีย์แก่กล้า3) แล้วตัดใจออกบวชเมื่อใดก็ตาม ถ้าได้มีโอกาสพบกัลยาณมิตร เช่น พระสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือพระอรหันต์ ก็อาจบรรลุเป้าหมายชีวิตระดับ สูงได้ แม้จะยังไม่หลุดพ้นจากกิเลสอย่างเด็ดขาดในชาตินี้ ก็อาจก้าวขึ้นสู่ความเป็นอริยบุคคลระดับใด ระดับหนึ่งได้

12.2 กิเลสและวิธีการเอาชนะ

12.2.1 กิเลสเป็นเครื่องขวางกั้นการเกิดสัมมาทิฏฐิ

ดังที่ได้กล่าวไว้แล้วในบทนำ ว่าอุปสรรคอย่างสำคัญที่ขวางกั้นไม่ให้คนเราเกิดสัมมาทิฏฐิขึ้นได้ คือ กิเลส กิเลสเครื่องเศร้าหมองที่เป็นตัวบั่นทอนคุณภาพใจของเรานั้น อุปมาเหมือนกับเชื้อโรคที่เป็นเหตุให้ เราเจ็บไข้ไม่สบาย ซึ่งเชื้อโรคนั้นยังแบ่งออกได้เป็นอีกหลายชนิด แต่ละชนิดก็ก่อให้เกิดโรคที่มีอาการ   แตกต่างกันไป กิเลสในใจคนก็เช่นกัน มีประเภทที่แตกต่างกันถึง 3 ชนิด คือ

1. โลภะ คือ ความโลภ ความอยากได้ของผู้อื่น

2. โทสะ คือ ความโกรธ ความพยาบาท อาฆาตผู้อื่น

3. โมหะ คือ ความหลง ความไม่รู้ไปตามความเป็นจริง

12.2.2 วิธีการเอาชนะกิเลส

วิธีการที่จะเอาชนะกระแสกิเลสทั้ง 3 ชนิดนี้ให้ได้ จะต้องสั่งสมบุญให้มากที่สุด เพราะบุญเป็นเครื่อง ชำระล้างจิตใจให้ใสสะอาด เมื่อบุญเกิดขึ้นแล้วย่อมทำหน้าที่ชำระล้างสิ่งที่ไม่ดีออกจากใจ กิเลส เครื่องเศร้าหมองต่างๆ ที่ฝังอยู่ภายในใจก็จะค่อยๆ หลุดร่อนออกไปด้วยอานุภาพแห่งบุญ ใจจะมีพละกำลัง ที่จะดึงดูดสิ่งดีๆ เข้ามาแทนที่ นับจากนี้ไปเราจะได้พบแต่สิ่งที่ดีงาม เมื่อพบคนก็จะพบแต่คนดี เมื่อได้ของ ก็จะได้แต่ของที่ดี นี้ก็โดยอาศัยใจที่มีบุญหล่อเลี้ยงนั่นเอง เหตุแห่งการเกิดบุญ หรือทางมาแห่งบุญ มี 3 ประการ ได้แก่

1. ทาน คือ การให้ การเสียสละสิ่งของต่างๆ ของตน หรือให้ความรู้ทั้งทางโลกและทางธรรมเพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่น เพื่อกำจัดโลภะ

2. ศีล คือ ความตั้งใจที่จะงดเว้นจากความชั่ว ความทุจริต สิ่งที่ไม่ดีทุกประการ เพื่อกำจัดโทสะ

3. ภาวนา คือ การฝึกใจให้สงบหยุดนิ่ง เพื่อกำจัดโมหะ

12.3 วัตถุประสงค์ของทาน ศีล ภาวนา

เมื่อถึงตรงนี้เราพอจะทราบถึงความจำเป็นที่ต้องทำทาน รักษาศีล และเจริญภาวนาแล้ว ซึ่งพอจะสรุปถึงสาเหตุหรือวัตถุประสงค์ที่ต้องทำได้ดังนี้

1. เพื่อให้ได้ความสุข

2. เพื่อให้เกิดความรักในการทำความดีจนเป็นนิสัย

3. เพื่อกำจัดอาสวกิเลส

เพื่อให้ได้ความสุข

ทาน หรือการให้ ยังประโยชน์ให้เกิดขึ้นแก่ทุกชีวิต ไม่ว่าผู้นั้นจะเป็นใครก็ตาม การให้จะช่วย แก้ไขปัญหา ที่หนักทำให้เบา ที่วุ่นวายเคร่งเครียดทำให้ผ่อนคลาย ทั้งยังช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตให้สูงขึ้น อีกด้วย

การให้นั้น ยิ่งให้ก็ยิ่งได้ ที่ให้แล้วจะไม่ได้เป็นไม่มี เพียงแต่ว่าการได้มานั้นหลากหลายรูปแบบ จนบางครั้งทำให้แยกแยะไม่ถูก แต่อย่างไรก็ตาม ที่สัมผัสได้ชัดก็คือ ทุกครั้งที่ให้ เราจะได้ความสบายใจ ความสุขใจ และเมื่อนั้นความสะอาด บริสุทธิ์จะเกิดขึ้นในใจของเรา

ถ้าปราศจากการให้หรือการเสียสละด้วยความบริสุทธิ์ใจแล้ว ก็เป็นการยากยิ่งที่คนเราจะพ้นทุกข์ พบสุขที่แท้จริงได้ เพราะต้นเหตุของความทุกข์ยาก ก็คือ ความโลภ ความอยากได้สุขที่เนื่องด้วยสิ่งภายนอก จนทำให้ชีวิตต้องดิ้นรนแสวงหาทุกวิถีทาง อันก่อให้เกิดปัญหาต่างๆ ตามมามากมาย ความอยากนั้นจะไม่มีทางหมดไปได้เลย หากเราไม่เริ่มต้นด้วย การให้

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอนให้เราพิจารณาถึงความจริงของชีวิตอยู่เสมอว่า สรรพสัตว์และ สรรพสิ่งทั้งหลายไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่มีตัวตน มีเกิด แก่ เจ็บ และตายไปเป็นธรรมดา จึงควรที่เราจะใช้ชีวิตที่มีอยู่นั้นให้เกิดประโยชน์ให้มากที่สุด โดยนำสิ่งต่างๆ ที่เรามีออกทำประโยชน์ โดยไม่เพียงเฉพาะให้เกิดประโยชน์ตน ยังจะต้องเผื่อแผ่แก่ผู้อื่นและสังคมอีกด้วย เพราะสมบัติสิ่งของต่างๆ ที่ถูกสมมติว่า เป็นของเรานั้น แท้จริงแล้วเราเป็นเพียงผู้รักษา และมีสิทธิ์ใช้สมบัติได้ต่อเมื่อเรามีชีวิตอยู่เท่านั้น เมื่อเราตายไป สมบัตินี้ก็เปลี่ยนเจ้าของ ไม่สามารถติดตามเราไปได้

เมื่อเราโชคดีมีชีวิต ได้มนุษย์สมบัติ พอที่จะหยิบยื่นอะไรให้กันได้บ้างก็ควรให้ เริ่มตั้งแต่ให้รอยยิ้ม ให้ความปรารถนาดี ให้ความช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ให้โอกาส ให้กำลังใจในการทำความดีแก่คนรอบข้าง แล้วเราจะรู้ว่า ความดีนั้นทำได้ไม่ยากเลย ทั้งยังก่อให้เกิดความสุขอีกมากมาย

ความสุขจากการให้ เป็นความสุขที่กว้างขวาง เป็นความสุขที่ยั่งยืน ทำให้ใจเราสูงขึ้น กว้างขึ้น เหตุเพราะเราเริ่มที่ใจ ใจที่มุ่งมั่นสู่ความใส ความสะอาด บริสุทธิ์ เพื่อชีวิตที่มีคุณภาพและชีวิต ที่มีคุณภาพที่ดีนั้น จะสร้างสรรค์สิ่งดีๆ อื่นๆ ในสังคมอีก

ศีล คือ มนุษยธรรมอันมีอยู่ตลอดกาล เพื่อให้ทุกชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข การรักษาศีล นำมาซึ่งความสมปรารถนาในสิ่งที่ดีงามทุกประการ เป็นความดีงามที่ยั่งยืน และเผื่อแผ่กว้างขวาง สร้าง สันติสุขให้กับโลกได้ นอกจากนี้ ศีลยังช่วยแก้ปัญหาต่างๆ ในชีวิต ทั้งปัญหาเศรษฐกิจและสังคม ทั้งปัญหา ส่วนตัวและส่วนรวม จนอาจกล่าวได้ว่า ไม่มีปัญหาใดในโลกที่ศีลไม่อาจแก้ไขได้

แต่เป็นที่น่าเสียดายที่แม้มนุษย์ทั้งหลายจะรู้ว่าศีลนั้นมีคุณค่า ต่างคนต่างปรารถนาจะคบหากับผู้ ที่รักษาศีล แต่มนุษย์กลับละเลยที่จะรักษาศีลของตนเอง จึงเป็นเหตุให้ความเดือดร้อนวุ่นวายไม่เคยจาง หายไปจากโลกนี้เลย

ทั้งที่การรักษาศีลนั้นสามารถทำได้อย่างง่ายดายโดยไม่ต้องลงทุนลงแรง ไม่ต้องใช้ทรัพย์สินเงินทอง ไม่ต้องใช้วิชาความรู้ใดๆ ขอเพียงแต่มีใจที่ดีงามเท่านั้น

เพราะการรักษาศีลเป็นการทำบุญด้วยใจ อาศัยใจที่เข้มแข็ง อดทน มั่นคงในความปรารถนาดี ต่อตนเองและผู้อื่น ใจที่สะอาดมั่นคงเช่นนี้ จึงสามารถเป็นฐานที่ตั้งแห่งความดีงามทั้งหลายได้ ผู้ที่รักษา ศีลจึงได้บุญได้อานิสงส์อย่างมหาศาล

ภาวนา หรือการทำสมาธิ ก่อให้เกิดคุณประโยชน์มากมายสุดจะคณานับ ทั้งประโยชน์ต่อผู้ปฏิบัติ เองและผู้คนรอบข้าง อีกทั้งสมาธิยังเป็นของสากลที่ทุกคนในโลกสามารถปฏิบัติได้ สมาธิหาได้เป็นของเฉพาะสำหรับนักบวชหรือฤาษีชีไพรเท่านั้นไม่ แต่สมาธิเป็นของกลางๆ ที่อยู่เหนืออิทธิพลของความเชื่อ ศาสนา และเผ่าพันธุ์ใดๆ ทุกคนล้วนสามารถแสวงหาโอกาส อันเป็นทางมาแห่งบุญของตนเอง ด้วยการทำภาวนา ได้ทั้งสิ้น

ในขณะที่โลกกำลังคุกรุ่นด้วยความไม่สงบอันเกิดขึ้นจากเหตุการณ์ต่างๆ เช่น สงคราม ความ ขัดแย้งทางความคิด การเหยียดผิว ฯลฯ ทุกฝ่ายต่างก็ร่วมมือช่วยกันเพื่อที่จะหาสาเหตุ และกำจัดความ ไม่สงบเรียบร้อยนั้น เท่าที่ผ่านมา ยังไม่เคยมีใครรู้ซึ้งถึงสาเหตุที่แท้จริงของปัญหาและหาทางแก้ไขได้ อย่างถูกจุดเลย ดูไปคล้ายกับเส้นผมบังภูเขา โดยแท้ที่จริงแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ใดก็ตาม ทั้งดีและ ไม่ดี ล้วนมีต้นเหตุมาจาก ใจŽ ของคนเราเองทั้งสิ้น ใจที่เป็นตัวควบคุมความคิด คำพูด และการกระทำ ของมนุษย์ ใจนี้เองที่มีอำนาจสั่งการทุกสิ่ง และใจนี้แหละที่มีอิทธิพลต่อความเป็นไปของโลก ทั้งในด้าน บวกและลบ

หากผู้หนึ่งเริ่มต้นทำสมาธิ ใจของเขาย่อมได้รับการพัฒนาให้สูงขึ้น ในสภาวะที่เป็นสมาธิ ใจหยุดนิ่งอยู่ท่ามกลางความสงบภายใน ย่อมปราศจากความคิด คำพูด และการกระทำในด้านร้ายต่อใครๆ กระแสแห่งความสงบและบริสุทธิ์เริ่มก่อตัวขึ้นทีละเล็กทีละน้อย จนกระทั่งครอบคลุมไปทั่วอาณาบริเวณ อานุภาพของคนคนหนึ่งมีได้มากมายถึงเพียงนี้ และถ้าหากเราลงมือทำสมาธิกันทั้งโลก กระแสใจของ ทุกคนย่อมมีผลถึงกันและกัน คุณภาพใจของทุกคนย่อมได้รับการพัฒนาให้สูงขึ้น เป็นสภาวะใจที่อยู่เหนือ ปัญหาทั้งมวล เราจะมีความเข้าใจซึ่งกันและกัน ความแตกต่างก็จะหมดจากโลกนี้ไป คือ มองข้ามความ แตกต่างเล็กๆ น้อยๆ ไปจนหมด ไม่เหลือความแตกต่างใดที่มีผลทำให้มวลมนุษยชาติไม่เข้าใจกันได้ โลกก็จะพบกับความสงบสุขที่แท้จริงอันเกิดจากการประพฤติปฏิบัติธรรม ดังนั้นสันติภาพของโลกจึงเริ่มต้นจาก สันติสุขภายในของเราเอง

เพื่อให้รักการทำความดีจนเป็นนิสัย

ทาน ศีล ภาวนา มีความจำเป็นที่จะต้องทำจนติดเป็นนิสัย เพราะมีสาเหตุหลายประการที่ทำให้ เราห่างเหินจากการทำความดีได้ง่าย ดังจะยกตัวอย่างพอสังเขป ดังนี้

1) กระแสโลก

สังคมโลกนี้มีหลายสิ่งหลายอย่างที่ดึงให้เราเอาใจไปเกาะเกี่ยว ทำให้ชีวิตประจำวันของเรามักต้อง ให้ความสนใจกับสิ่งเหล่านั้น เช่น ภาพยนตร์ งานรื่นเริง สถานที่ท่องเที่ยว อุปกรณ์ทันสมัยต่างๆ เป็นต้น ยิ่งกระแสโลกในยุคปัจจุบันนี้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้ยิ่งต้องติดตามสถานการณ์เพื่อปรับตัว ให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงให้ได้ นอกจากนี้ ในหลายๆ แห่งยังเต็มไปด้วยอบายมุขหลากชนิด ที่ดึงทั้งกายและใจของเราให้เข้าไปยึดติด

สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่ทำลายความคิดที่จะสั่งสมความดีให้หมดไปทั้งสิ้น

2) หน้าที่การงาน

ความรับผิดชอบที่ต้องมีต่ออาชีพ เป็นอีกเงื่อนไขหนึ่งที่เราต้องให้ความสำคัญ เพราะสิ่งนี้ เป็นทาง มาของโภคทรัพย์ที่จะนำมาหล่อเลี้ยงชีวิต อาชีพที่มีอยู่ในโลกนี้ที่ทำแล้วถือว่าเป็นความดีก็พอมีอยู่บ้าง แต่ โดยส่วนใหญ่มักจะเป็นอาชีพที่จำเป็นต้องก่อบาปไปพร้อมกันด้วย เรียกว่า บาปประจำอาชีพ เช่น เลี้ยง สัตว์เพื่อนำไปฆ่า มือปืนรับจ้าง เจ้าของบ่อนการพนัน ค้ายาเสพติด ค้าอาวุธ เป็นต้น แม้บางอาชีพจะมี ลักษณะเป็นกลางๆ คือ ไม่ได้ทำทั้งบุญ และบาป แต่ก็ยังมีโอกาสให้กระทำการทุจริตหรือประพฤติมิชอบได้

สิ่งเหล่านี้จะหล่อหลอมให้เกิดทัศนคติที่ตรงข้ามกับความดี เนื่องจากความเสพคุ้นในงานอาชีพ ที่ต้องทำเป็นประจำ

3) กระแสบาปอกุศลที่เข้าแทรก

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า ”บุคคลพึงรีบขวนขวายในความดี พึงห้ามจิตเสียจากบาป เพราะว่าเมื่อบุคคลทำความดีช้าอยู่ ใจจะยินดีในบาปŽ”4)

ธรรมชาติของกระแสบาปมักจะเข้าแทรกในใจของมนุษย์เสมอเมื่อมีโอกาส หากไม่พยายามหา โอกาสคิด พูด หรือทำในเรื่องบุญแล้ว ใจมักจะเตลิดไปในเรื่องอกุศลได้

4) ความไม่แน่นอนของชีวิต

ปุถุชนคนธรรมดาไม่มีโอกาสรู้เลยว่า วาระสุดท้ายของชีวิตจะมาถึงเมื่อไร ดังนั้นเพื่อให้เกิดความ มั่นใจได้ว่า เมื่อละสังขารจากโลกนี้แล้ว จะมีสุคติโลกสวรรค์เป็นที่ไป จึงเป็นเหตุให้ต้องสั่งสมบุญบ่อยๆ ทำให้เป็นอาจิณกรรม จนติดเป็นนิสัย เมื่อถึงเวลาจะละโลกไปจริงๆ ใจที่คุ้นอยู่แต่กับบุญก็จะนำให้ไปสู่สุคติ มีความสุขในโลกสวรรค์ต่อไป

5) ความเกิดทำให้ลืมอดีตชาติ

เมื่อเรากลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีกครั้ง ความทรงจำในอดีตชาติจะถูกลบเลือนไป ทำให้จดจำอะไร ไม่ได้เลย ต้องมาเริ่มเรียนรู้ทุกสิ่งทุกอย่างใหม่ ดังนั้นถ้าหากเราสั่งสมบุญให้บ่อยจนติดเป็นนิสัย ซึมซาบเป็น อันหนึ่งอันเดียวกับขันธสันดานแล้ว แม้เมื่อมาเกิดใหม่จะลืมอดีตก็ตาม ก็จะมีความคุ้นเคยกับความดี รักและอยากจะทำความดี และจะพยายามขวนขวายในการสร้างบุญมากเป็นพิเศษ

ดังมีตัวอย่างของพระโพธิสัตว์เมื่อครั้งเสวยพระชาติเป็นพระเวสสันดร5) เมื่อคลอดออกจากครรภ์ ของมารดา ก็เหยียดแขนออก พลางกล่าวว่า ข้าแต่แม่ ในเรือนมีทรัพย์บ้างไหม ลูกจะให้ทานŽ

พระโพธิสัตว์ได้สั่งสมทานมาหลายภพหลายชาติจนติดเป็นนิสัย มีอัธยาศัยรักในการให้อยู่เสมอ แม้จะเพียงเพิ่งคลอดออกจากครรภ์มารดาก็ตาม

เพื่อกำจัดอาสวกิเลส

เป้าหมายสูงสุดของทุกๆ ชีวิต คือ พระนิพพาน ภารกิจนี้ถือว่าเป็นงานใหญ่ที่ต้องใช้เวลานานหลาย ภพหลายชาติ การจะไปถึงได้นั้น ต้องขจัดขัดเกลากิเลสที่ฝังแน่นอยู่ในใจให้หลุดร่อนไปให้หมด การจะ กำจัดกิเลสได้ก็ต้องอาศัยบุญ ดังนั้นที่เราทำทาน รักษาศีล เจริญภาวนา ก็หวังเอาบุญเป็นที่ตั้ง

เนื่องจากการจะบรรลุมรรคผลนิพพานนั้น ไม่สามารถกระทำให้สำเร็จได้ภายในชาติเดียว เพราะต้องอาศัยกำลังบารมีที่สั่งสมมามาก สมเด็จพระพุทธเจ้าประเภทปัญญาธิกะนี้ ต้องทรงสร้างบารมีมา ตั้งแต่ เริ่มแรก จนกว่าจะได้ตรัสรู้นั้น นับเป็นเวลานานถึง 20 อสงไขย กับอีกหนึ่งแสนมหากัปพอดี6) ดังนั้น จึงจำเป็นต้องสั่งสมทานเอาไว้เป็นเสบียง เพราะทานจะเป็นหลักประกันได้ว่า เกิดมาอีกกี่ภพกี่ชาติ ผลแห่งทานนี้จะทำให้ได้โภคทรัพย์สมบัติมาไว้ใช้สอยอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง

นอกจากนี้ ยังจำเป็นต้องรักษาศีลให้สะอาดบริสุทธิ์ เพราะศีลจะเป็นหลักประกันได้ว่า ใน ภพเบื้องหน้าจะได้กลับมาเกิดเป็นมนุษย์ กายมนุษย์นี้มีความสำคัญมาก เพราะเป็นอัตภาพเดียวที่เหมาะสม ที่สุดในการทำความดี

เมื่อสมบูรณ์พร้อมทั้งทรัพย์สมบัติ และอัตภาพมนุษย์เช่นนี้ โอกาสในการสร้างบารมีก็เปิดกว้าง สามารถทุ่มเททำความดีได้ในทุกรูปแบบ ทั้งทาน ศีล ภาวนา ก็ทำต่อเนื่องไปได้ โดยเฉพาะการทำภาวนา ซึ่งมีความสำคัญที่สุด เมื่อปราศจากความห่วงกังวลในเรื่องปากท้อง ผนวกกับการมีสุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรง ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ และมีอายุยืนยาวแล้ว ก็เท่ากับได้โอกาสทองในการเจริญภาวนา ทำใจให้หยุดนิ่ง เพื่อให้เข้าถึงพระรัตนตรัย เข้าถึงพระธรรมกายภายในตัว และอาศัยพระธรรมกายนี้ไปปราบกิเลสทั้งหยาบและละเอียดที่นอนเนื่องอยู่ภายในใจให้หมดสิ้นไปได้

12.4 ผลแห่งทาน ศีล ภาวนา

การสั่งสมทาน คือ การกำจัดความโลภ และความตระหนี่ให้หมดสิ้นไปจากใจ การรักษาศีล คือ การฆ่าความโกรธ กำจัดความคิดพยาบาทอาฆาตผู้อื่นให้หมดไป และการเจริญภาวนา คือ การกำจัดความไม่รู้ หรืออวิชชาที่ห่อหุ้มใจของเราเอาไว้ ทำให้เกิดดวงปัญญารู้แจ้งเห็นแจ้งไปตามความเป็นจริงของโลกและชีวิต ว่าคนเราเกิดมาเพื่อสั่งสมบุญ เมื่อบุญในตัวมากขึ้นๆ ก็จะกลั่นตัวกลายเป็นบารมี มีอานุภาพมากในการที่จะบันดาลความสุขความสำเร็จได้ตามความปรารถนาทุกประการ

ผู้สั่งสมทานมามาก ผลแห่งบุญนี้จะทำให้เกิด ทรัพย์สมบัติŽ ขึ้นมากมาย เอาไว้ใช้ในการ หล่อเลี้ยงตนเอง ทั้งเงินทอง ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ และยังเหลือไว้ใช้ในการทำทานต่อไปอีก โดยการ เผื่อแผ่ให้แก่ผู้อื่น

ผู้รักษาศีลมาดี ผลแห่งบุญนี้จะทำให้เกิด รูปสมบัติŽ ขึ้นกับตน คือ ด้วยความที่เราเป็นผู้ไม่ เบียดเบียน ทำร้าย หรือสร้างความเดือดเนื้อร้อนใจให้กับผู้อื่นเป็นนิตย์ ย่อมยังผลให้ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ ที่มีรูปร่างดี ทั้งใบหน้า ท่าทาง ผิวพรรณวรรณะ ไม่สูงไม่ต่ำ ไม่ดำไม่ขาว ไม่ผอมไม่อ้วน แต่มีลักษณะดี ได้สัด ได้ส่วน เป็นที่น่าดึงดูดตาดึงดูดใจของผู้ที่พบเห็น ผู้เจริญภาวนาเป็นนิตย์ ผลแห่งบุญนี้จะทำให้เกิด คุณสมบัติŽ ขึ้น คือ ด้วยการประกอบเหตุโดย หมั่นสั่งสมภาวนามยปัญญา ปัญญาอันเกิดจากการเจริญสมาธิภาวนามามาก จะทำให้มีปัญญาเฉลียวฉลาด มีปฏิภาณไหวพริบ มีความคิดเฉียบแหลม สามารถศึกษาวิชาความรู้ในศาสตร์ต่างๆ ได้อย่างแตกฉาน

สมบัติทั้ง 3 ประการนี้จะติดตามไปส่งผลให้กับตัวเรา ไม่ว่าจะเกิดอีกกี่ภพกี่ชาติก็ตาม เราจะเป็นผู้เพียบพร้อมสมบูรณ์ในทุกสิ่งทุกประการ การที่จะสั่งสมบุญใหม่เพิ่มขึ้น ก็กระทำได้โดยสะดวกง่ายดาย ไม่มีความยากลำบากในการสร้างบุญ

12.5 ทาน ศีล ภาวนา คือการสร้างบารมี

ทาน ศีล ภาวนา เมื่อทำแล้วย่อมได้อานิสงส์ คือ ผลอันดีงามแก่เหล่าชนทั้งหลายดังกล่าวมาแล้ว แม้พระโพธิสัตว์ผู้ปรารถนาที่จะเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในอนาคตเบื้องหน้า ก็มีอัธยาศัยรักในการบำเพ็ญทาน รักษาศีล และเจริญภาวนาทุกภพทุกชาติ สิ่งที่ท่านเหล่านั้นทำแล้ว จะสั่งสมเกิดเป็นบุญ และบุญที่สั่งสม มากขึ้นๆ ย่อมนำไปสู่วิถีทางที่เข้าถึงความเป็นเลิศ คือ บารมี7)

12.5.1 ทานเป็นก้าวแรกของการสร้างบารมี

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเมื่อครั้งเสวยพระชาติเป็นสุเมธดาบส ได้สั่งสมบารมีของตนจนกระทั่งได้รับ พุทธพยากรณ์จากพระทีปังกรพุทธเจ้า ว่าในอีก 4 อสงไขย แสนมหากัป จะต้องตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เช่นเดียวกันอย่างแน่นอน8)

คำพยากรณ์ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นเป็นสิ่งที่ประเสริฐเลิศที่สุด เป็นอมตวาจา ไม่มีทางเปลี่ยนแปลงเป็นอื่นไปได้เลย ดุจดังก้อนดินที่บุคคลโยนขึ้นไปในอากาศ ย่อมตกลงที่ภาคพื้นแผ่นดินแน่นอน

เมื่อพระทีปังกรพุทธเจ้าเสด็จจากไปแล้ว สุเมธดาบสจึงเริ่มพิจารณาว่า มีอะไรหนอที่จะเป็นเหตุ ให้เป็นพระพุทธเจ้าได้ เมื่อพิจารณาอย่างดีแล้ว ได้ระลึกดูก็รู้ว่า ”ทานบารมี เป็นบารมีแรกที่พระพุทธเจ้า ทั้งหลายได้ประพฤติปฏิบัติกันมา เราควรสร้างทานบารมีนี้ก่อนบารมีอื่นๆŽ” ดังมีหลักฐานแสดงไว้ใน ขุททกนิกาย อปทาน9) ว่า

สุเมธดาบสนั้น กระทำการตกลงอย่างนี้ว่า เราจักได้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแน่นอน เพื่อที่จะใคร่ครวญถึงธรรมที่กระทำให้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงคิดว่าธรรมอันกระทำให้เป็นพระพุทธเจ้าอยู่ที่ไหนหนอ อยู่เบื้องบน หรือเบื้องล่าง หรืออยู่ในทิศใหญ่ และทิศน้อย เมื่อคิดค้นธรรมธาตุทั้งสิ้นไปโดยลำดับ ก็ได้เห็นทานบารมี ข้อที่ 1 ที่พระโพธิสัตว์แต่เก่าก่อนทั้งหลาย ถือปฏิบัติเป็นประจำ จึงกล่าวสอนตนอย่างนี้ว่า

ดูก่อนสุเมธบัณฑิต จำเดิมแต่นี้ไป ท่านพึงบำเพ็ญทานบารมีข้อแรกให้บริบูรณ์ เหมือนอย่างว่า หม้อน้ำที่คว่ำไว้ย่อมคายน้ำออกหมด ไม่นำกลับเข้าไปฉันใด ท่านก็ฉันนั้นเหมือนกัน ไม่เหลียวแลทรัพย์ ยศ บุตร และภรรยา หรืออวัยวะน้อยใหญ่ ให้สิ่งที่เขาต้องการอยากได้ทั้งหมด แก่ยาจกผู้มาถึง กระทำ มิให้มีส่วนเหลือ จักได้นั่งที่โคนต้นโพธิ์เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ครั้นกล่าวสอนตนแล้ว จึงอธิษฐานทานบารมีข้อแรก กระทำให้มั่นแล้ว ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า

“ เอาเถอะ เราจะเลือกเฟ้นธรรมที่กระทำให้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทั้งทางโน้น และทางนี้ ทั้งเบื้องบนและเบื้องล่าง ทั้งสิบทิศตลอดถึงธรรมธาตุ ครั้นเมื่อเราเลือกเฟ้นอยู่อย่างนั้น จึงได้เห็นทานบารมีข้อที่ 1 เป็นเส้นทางใหญ่ ที่ท่านผู้แสวงหาคุณใหญ่ในกาลก่อน ประพฤติตามคลองธรรมสืบกันมาแล้ว ท่านจงสมาทานบารมีข้อที่ 1 นี้ กระทำให้มั่นก่อน จงถึงความเป็นทานบารมี หากท่านปรารถนาจะบรรลุ พระโพธิญาณ หม้อน้ำเต็มเปี่ยม ใครผู้ใดผู้หนึ่งคว่ำปากลง น้ำย่อมไหลออกหมด น้ำย่อมไม่ขังอยู่ในหม้อนั้น แม้ฉันใด ท่านก็ฉันนั้นเหมือนกัน เห็นยาจกไม่ว่าจะต่ำทราม สูงส่ง และปานกลาง จงให้ทานให้หมด เหมือน หม้อน้ำที่เขาคว่ำปากลงไว้ฉะนั้นŽ”

ก้าวแรกที่จะทำให้สร้างบารมีเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ คือ ทานบารมี เป็นบารมีแรก และเป็นบารมีที่สำคัญยิ่งที่จะส่งเสริมการบำเพ็ญบารมีอื่นๆ ได้สะดวกรวดเร็วขึ้น ทานบารมี แบ่งออกเป็น 3 ระดับ คือ

1. ทานบารมี ได้แก่ ทานที่บำเพ็ญด้วยการสละทรัพย์ภายนอก (วัตถุสิ่งของ)

2. ทานอุปบารมี ได้แก่ ทานที่บำเพ็ญด้วยการสละอวัยวะ เลือด เนื้อ

3. ทานปรมัตถบารมี ได้แก่ ทานที่บำเพ็ญด้วยการสละชีวิต

12.5.2 การรักษาศีลเป็นบารมี

เมื่อสุเมธดาบสพิจารณาเห็นทานบารมีแล้ว ต่อจากนั้นจึงพิจารณาถึงเหตุลำดับต่อไปที่ทำให้เป็น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ เมื่อพิจารณาอย่างดีแล้ว จึงเห็นถึงศีลบารมี ดังมีหลักฐานแสดงไว้ในขุททกนิกาย อปทาน ดังนี้

ลำดับนั้น เมื่อสุเมธดาบสนั้นคิดว่า ธรรมที่กระทำให้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะไม่พึงมีประมาณเท่านี้เลย จึงใคร่ครวญให้ยิ่งขึ้นไปอีก ก็ได้เห็นศีลบารมีข้อที่ 2 จึงได้มีความคิดอันนี้ว่า ดูก่อนสุเมธบัณฑิต จำเดิมแต่นี้ไป แม้ศีลบารมี ท่านก็ต้องบำเพ็ญให้บริบูรณ์ เหมือนอย่างว่า ธรรมดาว่าเนื้อทรายจามรีไม่เห็นแก่ชีวิต รักษาเฉพาะขนหางของตนเท่านั้น ฉันใด แม้ท่าน ก็ฉันนั้น จำเดิมแต่นี้ไปอย่าได้เห็นแม้แก่ชีวิต รักษาเฉพาะศีลเท่านั้น จักได้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วได้อธิษฐานศีลบารมีข้อที่ 2 กระทำให้มั่นแล้ว ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า  “ ความจริง พุทธธรรมเหล่านี้ จักไม่มีประมาณเท่านี้ เราจักเลือกเฟ้นธรรมแม้อย่างอื่นอันเป็น เครื่องบ่มพระโพธิญาณ ครั้งนั้น เราเมื่อเลือกเฟ้นอยู่ก็ได้เห็นศีลบารมีข้อที่ 2 ที่ท่านผู้แสวงหาคุณใหญ่ในก่อนๆ ถือปฏิบัติเป็นประจำ

ท่านจงสมาทานศีลบารมีข้อที่ 2 นี้ กระทำให้มั่นก่อน จงถึงความเป็นศีลบารมี หากท่าน ปรารถนาเพื่อจะบรรลุพระโพธิญาณ

จามรี หางคล้องติดในที่ไหนก็ตาม ปลดขนหางออกไม่ได้ ก็ยอมตายในที่นั้น แม้ฉันใด ท่านจงบำเพ็ญศีลให้บริบูรณ์ในภูมิทั้ง 4 จงรักษาศีลไว้ทุกเมื่อ เหมือนจามรีรักษาขนหาง ฉันนั้นเถิดŽ”

สำหรับพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อครั้งที่พระองค์ยังทรงเป็นพระโพธิสัตว์นั้น การรักษาศีลของ พระองค์ต้องใช้ความอดทน อดกลั้น กว่าที่บารมีของพระองค์จะเต็มเปี่ยม บางครั้งต้องแลกด้วยชีวิต พระองค์จึงผ่านการรักษาศีลมาอย่างเข้มข้นที่สุด จนเกิดบารมีถึง 3 ขั้น คือ

1. ศีลบารมี คือ การรักษาศีลด้วยความรักศีลยิ่งกว่าสมบัติภายนอก เมื่อถึงคราวต้องทำผิดศีล ก็ยอมเสียสละสมบัติภายนอกออกไป เพื่อรักษาศีลของตนให้บริสุทธิ์ ชื่อว่าบำเพ็ญศีลบารมี

2. ศีลอุปบารมี คือ การรักษาศีลด้วยความรักศีลยิ่งกว่าอวัยวะในร่างกายของตน เมื่อถึงคราว ต้องทำผิดศีล ก็ยอมเสียสละอวัยวะ เลือดเนื้อ เพื่อรักษาศีลให้บริสุทธิ์ ชื่อว่าบำเพ็ญศีลอุปบารมี

3. ศีลปรมัตถบารมี คือ การรักษาศีลด้วยความรักศีลยิ่งกว่าชีวิตของตน เมื่อถึงคราวต้องทำผิดศีล ก็ยอมเสียสละชีวิต เพื่อรักษาศีลของตนให้บริสุทธิ์ ชื่อว่าบำเพ็ญศีลปรมัตถบารมี

12.5.3 การออกบวชเพื่อเจริญภาวนา เป็นบารมี

เมื่อสุเมธดาบสพิจารณาเห็นศีลบารมีแล้ว ต่อจากนั้นจึงพิจารณาต่อไปถึงเนกขัมมบารมี คือ การออกบวชประพฤติพรหมจรรย์ ดังมีหลักฐานแสดงไว้ใน ขุททกนิกาย อปทาน10) ดังนี้

ลำดับนั้น เมื่อสุเมธดาบสนั้นคิดว่า พุทธการกธรรม(บารมี 10 ทัศ)ทั้งหลายจะไม่พึงมีประมาณ เท่านี้เลย จึงใคร่ครวญให้ยิ่งขึ้นไปอีก ก็ได้เห็นเนกขัมมบารมีข้อที่ 3 จึงได้มีความคิดดังนี้ว่า ดูก่อนสุเมธ บัณฑิต จำเดิมแต่นี้ไป ท่านพึงบำเพ็ญแม้เนกขัมมบารมีให้บริบูรณ์ เหมือนอย่างว่าบุรุษผู้อยู่ใน เรือนจำมาเป็นเวลานาน มิได้มีความรักใคร่ในเรือนจำนั้นเลย โดยที่แท้รำคาญอย่างเดียว ไม่อยากอยู่ ฉันใด แม้ท่าน ก็ฉันนั้นเหมือนกัน จงทำภพทั้งปวงให้เป็นเช่นกับเรือนจำ รำคาญอยากจะพ้นไปจากภพทั้งปวง มุ่งหน้าต่อเนกขัมมะ คือการ ออกจากกามเท่านั้น ท่านจักได้เป็นพระพุทธเจ้าด้วยอาการอย่างนี้แล้ว ได้อธิษฐานเนกขัมมบารมีข้อที่ 3 กระทำให้มั่นแล้ว ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า

“ ความจริง พุทธธรรมเหล่านี้จักไม่มีเพียงเท่านี้ เราจักเลือกเฟ้นธรรมแม้ข้ออื่นๆ อันเป็นเครื่องบ่ม พระโพธิญาณ คราวนั้น เราเมื่อเลือกเฟ้นอยู่ ก็ได้เห็นเนกขัมมบารมีข้อที่ 3 ที่ท่านผู้แสวงหาคุณใหญ่แต่ใน ก่อนถือปฏิบัติเป็นประจำแล้ว

ท่านจงสมาทานเนกขัมมบารมีข้อที่ 3 นี้ กระทำให้มั่นก่อน จงถึงความเป็นเนกขัมมบารมี หากท่านปรารถนาจะบรรลุพระโพธิญาณ

บุรุษอยู่มานานในเรือนจำ ลำบากเพราะความทุกข์ มิได้ทำความยินดีให้เกิดในเรือนจำนั้น แสวงหาความพ้นออกไปอย่างเดียว ฉันใด ท่านจงเห็นภพทั้งปวงเหมือนเรือนจำ เป็นผู้มุ่งหน้าออกบวช เพื่อพ้นจากภพนั้นเถิดŽ”

การแสวงหาทางหลุดพ้นด้วยการออกบวชประพฤติพรหมจรรย์ เป็นเหตุให้มีโอกาสในการ เจริญภาวนาได้มากกว่าการครองตนเป็นฆราวาส วัตถุประสงค์ของการบวชนั้นก็เพื่อเปิดโอกาสให้ตัวเองทำภาวนา ได้มากขึ้น เพราะไม่ต้องมีห่วงกังวลในเรื่องการทำมาหากิน ใจก็จะมุ่งไปในเรื่องของการปฏิบัติธรรม ทำให้ปฏิบัติสมาธิได้ก้าวหน้ามากขึ้นไปตามลำดับ

ดังนั้น ทาน ศีล ภาวนา จึงเป็นหลักในการสร้างบารมีทั้ง 10 ทัศ บารมีที่เหลือที่ไม่ได้นำมากล่าว ในที่นี้ ล้วนมีทาน ศีล ภาวนา เป็นพื้นฐานทั้งสิ้น บารมีที่เกิดจากทาน ศีล ภาวนา ทำได้เข้มข้นมากเท่าไร ก็จะส่งผลให้การบำเพ็ญบารมี 10 ทัศ เต็มเปี่ยมได้เร็วเท่านั้น

สรุป

มนุษย์ทุกคนเมื่อเกิดมาแล้ว มีความจำเป็นต้องสั่งสมบุญ เพราะทางมาแห่งบุญทั้ง 3 ประเภท คือ การทำทาน การรักษาศีล และการเจริญภาวนา มีความสำคัญมากต่อการบรรลุเป้าหมายชีวิตทั้ง 3 ระดับ ทั้งเป้าหมายบนดิน เป้าหมายบนฟ้า โดยเฉพาะเป้าหมายเหนือฟ้า คือ การบรรลุพระนิพพาน

ดังนั้น ทาน ศีล ภาวนา จึงถือเป็นงานของชีวิต เป็นหน้าที่ที่ทุกคนจะต้องลงมือกระทำให้ติดเป็น นิสัยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และต้องประพฤติปฏิบัติจนกระทั่งเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ที่เรียกว่าวิถีชีวิตให้ได้

1) พระภาวนาวิริคุณ (เผด็จ ทตฺตชีโว), เข้าไปอยู่ในใจ, (กรุงเทพมหานคร : บริษัท เชอรี่กราฟฟิค, 2546), หน้า 90.
2) พระภาวนาวิริคุณ (เผด็จ ทตฺตชีโว), เข้าไปอยู่ในใจ, (กรุงเทพมหานคร : บริษัท เชอรี่กราฟฟิค, 2546), หน้า 91-92.
3) อินทรีย์แก่กล้า หมายถึง ใจที่ได้รับการพัฒนาจนมีคุณภาพสูง ซึ่งมีผลให้ 1) มีศรัทธา คือ เข้าใจเรื่องกฎแห่งกรรมอย่างลึกซึ้ง 2) มีวิริยะ คือ มีใจเข้มแข็ง พร้อมที่จะต่อสู้อุปสรรคทั้งมวล 3) มีสติ คือ มีความรู้ตัวเป็นอย่างดี ไม่เผลอไผลง่ายๆ 4) มีสมาธิ คือ มีจิตใจมั่นคง ไม่วอกแวก เมื่อประสบปัญหาต่างๆ 5) มีปัญญา คือ มีความเข้าใจโลกและชีวิตอย่างลึกซึ้ง
4) ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท ปาปวรรค, มก. เล่ม 42 ข้อ 19 หน้่า 1.
5) อรรถกถาขุททกนิกาย ชาดก, มก. เล่ม 55 หน้า 89.
6) พระพรหมโมลี (วิลาศ ญาณวโร ปธ.9), มุนีนาถทีปนี, (กรุงเทพมหานคร : ดอกหญ้า, 2539), หน้า 22.
7) มรดกธรรมของหลวงพ่อวัดปากน้ำ (พระมงคลเทพมุนี), (กรุงเทพมหานคร : บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้ง แอนด์ พับลิชชิ่ง จำกัด, 2539), หน้า 609.
8) อรรถกถาขุททกนิกาย ชาดก ทูเรนิทาน, มก. เล่ม 55 หน้า 26.
9) อรรถกถาขุททกนิกาย อปทาน สุเมธกถา, มก. เล่ม 70 หน้า 48.
10) อรรถกถาขุททกนิกาย อปทาน สุเมธกถา, มก. เล่ม 70 หน้า 50.
sb101/12.txt · แก้ไขครั้งล่าสุด: 2015/03/15 16:55 (แก้ไขภายนอก)
 
เว้นแต่จะได้แจ้งไว้เป็นอื่นใด เนื้อหาบนวิกินี้ถูกกำหนดสิทธิ์ไว้ภายใต้สัญญาอนุญาติต่อไปนี้: CC Attribution-Noncommercial 3.0 Unported
Recent changes RSS feed Donate Powered by PHP Valid XHTML 1.0 Valid CSS Driven by DokuWiki