บทที่ 11 วัตถุประสงค์และอานิสงส์ของการเจริญภาวนา

เนื้อหาบทที่ 11 วัตถุประสงค์และอานิสงส์ของการเจริญภาวนา

  • 11.1 วัตถุประสงค์ของการเจริญภาวนา
    • 11.1.1 เพื่อให้ได้สุขในปัจจุบัน
    • 11.1.2 เพื่อให้ได้สุขในสัมปรายภพ
    • 11.1.3 เพื่อให้ได้สุขอย่างยิ่ง คือ พระนิพพาน
  • 11.2 อานิสงส์ของการเจริญภาวนา
    • 11.2.1 ได้เข้าถึงความสุขที่แท้จริง
    • 11.2.2 ได้ฌานสมาบัติ
    • 11.2.3 ได้วิปัสสนา
    • 11.2.4 ได้นิโรธสมาบัติ
    • 11.2.5 ได้ภพอันวิเศษ คือ อายตนนิพพาน
  • 11.3 ผู้เป็นต้นแบบในการเจริญภาวนา

แนวคิด

การเจริญภาวนามีวัตถุประสงค์เพื่อให้ได้สุขในปัจจุบัน เพื่อให้ได้สุขในสัมปรายภพ และเพื่อให้ได้สุขอย่างยิ่ง คือ พระนิพพาน ซึ่งเมื่อเราได้ลงมือปฏิบัติอย่างจริงจังด้วยวิธีการ ที่ถูกต้องแล้ว อานิสงส์ย่อมบังเกิดขึ้นแก่ตัวของเราโดยลำดับ

วัตถุประสงค์

1. เพื่อให้ผู้ศึกษาได้ทราบ และเข้าใจวัตถุประสงค์ของการเจริญภาวนาที่สอดคล้องกับ เป้าหมายชีวิตทั้ง 3 ระดับ ได้อย่างถูกต้อง

2. เพื่อให้ผู้ศึกษาได้ทราบ และเข้าใจในอานิสงส์ของการเจริญภาวนาอย่างเป็นลำดับ

วัตถุประสงค์และอานิสงส์ของการเจริญภาวนา

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า ”ผู้ฉลาดควรพยายามเอาร่างกายที่มีความตาย มีความแก่อยู่เป็นนิตย์ และมีความเดือดร้อนด้วยกิเลสเป็นต้น แลกกับพระนิพพานที่มีแต่สันติ ไม่มีความตาย ไม่มีความแก่ และไม่มีความเดือดร้อนด้วยกิเลส เหมือนหนึ่งพ่อค้าที่แลกสินค้า ฉะนั้นŽ”

การปฏิบัติให้ถึงพระนิพพานนั้น ต้องปฏิบัติตามหลักมัชฌิมาปฏิปทา (ทางสายกลาง) อันเป็น ทางเอกสายเดียวที่จะทำให้หลุดพ้นจากกิเลสไปสู่พระนิพพาน ซึ่งการปฏิบัติจะได้ผลหรือไม่นั้น ก็ขึ้นอยู่กับ ว่าปฏิบัติได้ถูกวิธีหรือไม่ ถ้าผิดวิธี แม้ปรารถนาผลก็ไม่อาจได้รับผลนั้น ดังที่พระพุทธองค์ทรงอุปมาไว้ใน ภูมิชสูตร1) ว่า

1. ต้องการน้ำมัน ไพล่ไปคั้นจากทราย

2. ต้องการน้ำนมโค ไพล่ไปรีดจากเขาแม่โคลูกอ่อน

3. ต้องการเนยข้น ไพล่ไปเคี่ยวจากน้ำ

4. ต้องการไฟ ไพล่ไปเอาไม้สดมาสีกัน

ผู้เปรียบดังชนทั้ง 4 พวกนี้ ย่อมไม่ได้รับผลแห่งการปฏิบัติ แต่อีก 4 พวก คือ

1. ต้องการน้ำมัน ก็คั้นจากเมล็ดงา

2. ต้องการน้ำนมโค ก็รีดจากนมแม่โคลูกอ่อน

3. ต้องการเนยข้น ก็เคี่ยวจากนมส้ม

4. ต้องการไฟ ก็เอาไม้แห้งสีกัน

ชนเหล่านี้ย่อมได้รับผลจากการปฏิบัติ แม้ไม่หวังก็ต้องได้ เพราะปฏิบัติถูกจุด และถูกวิธี

11.1 วัตถุประสงค์ของการเจริญภาวนา

วัตถุประสงค์ของการเจริญภาวนาที่สอดคล้องสัมพันธ์กับเป้าหมายชีวิต ดังที่ได้กล่าวไว้ในบทที่ 1 มี 3 ประการ คือ

1. เพื่อให้ได้สุขในปัจจุบัน

2. เพื่อให้ได้สุขในสัมปรายภพ

3. เพื่อให้ได้สุขอย่างยิ่ง คือ พระนิพพาน

11.1.1 เพื่อให้ได้สุขในปัจจุบัน

คนเราทุกคนล้วนปรารถนาความสุข ความสุขที่แท้จริงที่ไม่มีความทุกข์เจือปนต้องเริ่มต้นที่การเจริญ ภาวนา อาจกล่าวได้อีกอย่างหนึ่งว่า การทำภาวนามีผลต่อการดำเนินชีวิตให้ประสบความสุขที่แท้จริง

การทำสมาธิถือได้ว่าเป็นวิถีที่สำคัญต่อความเป็นไป และความเป็นอยู่ของทุกๆ คนที่เกิดมาบนโลกใบนี้ ที่กล่าวเช่นนี้ก็เพราะว่ามนุษย์เรานั้น ประกอบขึ้นด้วยส่วนสำคัญ 2 อย่างด้วยกัน คือ กายอย่างหนึ่ง และใจอย่างหนึ่ง ชีวิตจะดำเนินไปอย่างมีความสุขสมบูรณ์ได้ ย่อมขึ้นกับเงื่อนไขทางด้านร่างกาย และเงื่อนไขทางด้านจิตใจเข้ามาประกอบกัน การดูแลรักษาร่างกายให้มีความสุขความสบายนั้นเป็นสิ่งที่มีความจำเป็น มนุษย์เราจึงต่างแสวงหาปัจจัย 4 และเครื่องอำนวยความสะดวกต่างๆ เข้ามาทำให้ชีวิต มีความเป็นอยู่ดีขึ้น ไม่ต้องประสบความทุกข์ยากลำบากใดๆ และเพื่อทำให้ชีวิตมีความมั่นคง แต่แม้กระนั้น การดูแลรักษา จิตใจให้มีความสุขสบายอยู่ตลอดเวลา ยังถือว่าเป็นความจำเป็นยิ่งกว่ามากนัก

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสเอาไว้ชัดเจนว่า

“ ธรรมทั้งหลายมีใจเป็นหัวหน้า มีใจเป็นใหญ่ สำเร็จแล้วด้วยใจ ถ้าบุคคล ใดใจร้ายแล้ว พูดอยู่ก็ดี ทำอยู่ก็ดี ทุกข์ย่อมไปตามเขาเพราะเหตุนั้น ถ้าบุคคล ใดมีใจผ่องใสแล้ว พูดอยู่ก็ดี ทำอยู่ก็ดี ความสุขย่อมไปตามเขาเพราะเหตุนั้น เหมือนเงาไปตามตัว ฉะนั้นŽ”2)

ดังนั้น ถ้าหากจัดลำดับความสำคัญแล้ว ใจย่อมมาก่อนกายเสมอ ดังคำที่ท่านกล่าวไว้ว่า “ ใจเป็น นาย กายเป็นบ่าวŽ” แม้ร่างกายจะมีความสุขสบาย พรั่งพร้อมด้วยกามคุณทั้งหลายอยู่ตลอดเวลา มีทรัพย์ สินเงินทองพร้อมสรรพ มีข้าทาสบริวารหญิงชายพร้อมมูล แต่ก็ไม่สามารถสรุปได้ว่าบุคคลนั้นจะมีความสุขใจ ตรงกันข้าม บุคคลใดแม้ไม่ได้ครอบครองสมบัติพัสถานมากมาย มีเพียงปัจจัย 4 ที่พอยังอัตภาพให้เป็นไป ได้เท่านั้น บุคคลนั้นย่อมประสบความสุขเบื้องต้นในชีวิตแล้ว นั่นคือสุขจากการปราศจากความกังวล ห่วงใยในข้าวของเงินทอง และทรัพย์สมบัติทั้งหลาย คล้ายกับนกน้อยที่บินไปในอากาศ ที่มีเพียงปีกและหางเป็นภาระ ยิ่งบุคคลนั้นได้ทำภาวนา ได้ฝึกใจให้สงบ ให้หยุดนิ่งด้วยแล้ว เขาย่อมประสบกับความ แช่มชื่น เบิกบาน ผ่องใส ซึ่งได้เกิดขึ้นภายในใจของเขาเอง เป็นความสุขอันยิ่งใหญ่ ที่เงินทองไม่อาจ ซื้อหาได้ ดังที่พระภาวนาวิสุทธิคุณได้กล่าวไว้ดังนี้  “ ความสุขอันเกิดจากจิตสงบ เป็นความสุขที่ซื้อหามาด้วยราคาถูกที่สุด แต่กลับมีคุณค่ามหาศาลยิ่งกว่าสมบัติพัสถานใดๆ ทั้งสิ้น ความสุขของจิตที่แท้จริง จะเกิดขึ้นกับบุคคลที่หมั่นฝึกฝนหรืออบรมจิตอยู่เสมอŽ”3)

ความสุขอันเกิดจากการทำภาวนาย่อมเกิดขึ้นกับผู้นั้นตลอดเวลา ไม่ว่าเขาจะอยู่ในอิริยาบถใด ความสุขย่อมไปตามเขาเสมอ ดังเรื่องราวที่เจ้าชายหัตถกะ อาฬวกะได้ทูลถามพระพุทธองค์ เมื่อครั้งที่ ทรงประทับบนลาดใบไม้ในป่าสิงสปาวัน ใกล้ทางโค ซึ่งเป็นพื้นที่ขรุขระ ไม่สบาย ด้วยความห่วงใยว่า

“ พระผู้มีพระภาคเจ้าบรรทมเป็นสุขอยู่หรือ พระพุทธเจ้าข้า?Ž”

ซึ่งพระองค์ตรัสตอบไปว่า

“ อย่างนั้น เจ้าชาย ตถาคตนอนเป็นสุข บรรดาคนที่นอนเป็นสุขในโลก ตถาคตเป็นคนหนึ่ง”4)

นั่นเพราะพระองค์มีใจที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสุขเอ่อล้นอยู่นั่นเอง แม้กายจะลำบาก แต่ใจก็เป็นสุขได้

อย่างไรก็ตาม ความสุขอันเกิดจากการเจริญภาวนา ที่ผู้ประพฤติปฏิบัติแต่ละคนจะได้รับนั้น ถือเป็นสิ่งที่ผู้นั้นจะพึงรู้พึงเห็นได้ด้วยตนเอง จะอาศัยให้ผู้อื่นทำให้นั้นไม่ได้ ดังปรากฏใน ทุติยสันทิฏฐิกสูตร5) ความว่า

”ดูก่อนพราหมณ์ การที่ท่านทราบชัดเหตุเครื่องประทุษร้ายใจ(กิเลส)ที่ มีอยู่ในภายในว่า เหตุเครื่องประทุษร้ายใจมีอยู่ในภายในของเรา หรือทราบชัด เหตุเครื่องประทุษร้ายใจที่ไม่มีอยู่ในภายในว่า เหตุเครื่องประทุษร้ายใจไม่มีอยู่ใน ภายในของเรา อย่างนี้แล เป็นธรรมอันผู้บรรลุจะพึงเห็นเอง ไม่ประกอบด้วยกาล ควรเรียกให้มาดู ควรน้อมเข้ามา อันวิญญูชนพึงรู้เฉพาะตนŽ”

11.1.2 เพื่อให้ได้สุขในสัมปรายภพ

นอกจากผู้เจริญภาวนาจะได้รับผลแห่งการปฏิบัติเป็นความสุขแล้ว ยังได้ชื่อว่าเป็นการปฏิบัติตาม คำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอีกด้วย ดังพุทธวจนะที่พระองค์ได้ตรัสไว้ในโอวาทปาฏิโมกข์ หรือหลัก การของชาวพุทธที่ว่า

“ สัพพะปาปัสสะ อะกะระณัง

กุสะลัสสูปะสัมปะทา

สะจิตตะปะริโยทะปะนัง

เอตัง พุทธานะสาสะนังŽ”6)

คือ การไม่ทำบาปทั้งปวง การยังกุศลให้ถึงพร้อม การชำระจิตของตนให้ผ่องแผ้ว นี้เป็นคำสอน ของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย

นี้เป็นข้อบ่งชี้ให้เห็นถึงพุทธประสงค์ที่ว่า นอกจากเราจะต้องละเว้นจากความชั่ว หรือบาปอกุศล ทั้งปวง และหมั่นสั่งสมความดี สร้างบุญบารมีโดยทั่วๆ ไปแล้ว ทุกคนยังมีหน้าที่ที่สำคัญสำหรับชีวิตอีก อย่างหนึ่ง คือ การเจริญภาวนา ทำจิตของตนให้ผ่องใส ให้ห่างไกลจากกิเลสอาสวะต่างๆ ที่ทำให้ใจ เศร้าหมองไม่ผ่องใสอีกด้วย

ภารกิจสำคัญที่ขาดไม่ได้นี้ ไม่ใช่แต่เพียงพุทธศาสนิกชนเท่านั้นที่พึงยึดถือเป็นข้อปฏิบัติ หากแต่ เป็นหน้าที่ของชาวโลกทุกคนจะพึงศึกษาทำความเข้าใจ และน้อมมาประพฤติปฏิบัติให้เกิดผลด้วย เพราะไม่ว่าเราจะมีเชื้อชาติ ศาสนา หรือเผ่าพันธุ์ใดก็ตาม ล้วนแต่มีกิเลสอย่างเดียวกันนอนเนื่องอยู่ภายในใจ ทั้งสิ้น เพียงแต่ว่าเราจะรู้หรือไม่รู้เท่านั้นเอง

เราจะสังเกตได้ว่าในตัวเรานั้นมีทั้งด้านที่ดี และด้านที่ไม่ดี จึงทำให้เราไม่อาจแสดงความดีที่มีอยู่ ในตัวของเราออกมาได้ทั้งหมดตลอดเวลา บางครั้งเราก็เผลอแสดงความไม่ดีไม่งามให้ปรากฏออกมาบ้าง นั่นก็เป็นเพราะว่ากิเลสที่ฝังอยู่ในใจของเรานั้น กำลังบังคับบัญชาให้เราไม่เป็นตัวของตัวเองอย่างแท้จริง ทั้งๆ ที่เราปรารถนาจะทำดี แต่ก็ไม่อาจทำได้ หรือแม้ทำได้ แต่ก็ทำได้ไม่สมบูรณ์ ดังนั้นหนทางที่จะแก้ไข ก็คือการกำจัดกิเลสที่ฝังแน่นอยู่ภายในใจของเราให้หมดไป ซึ่งวิธีการที่ดีที่สุด ที่ปฏิบัติแล้วได้ผลจริง ก็คือ การเจริญภาวนานั่นเอง

เมื่อเราได้ประพฤติปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระพุทธองค์เช่นนี้แล้ว ย่อมได้รับความสุขเป็น เครื่องตอบแทน ใจจะปราศจากกิเลสเครื่องเศร้าหมอง มีความบริสุทธิ์ผ่องใสขึ้นมาแทน มิใช่เฉพาะความสุขในภพชาติปัจจุบันที่เราเห็นนี้เท่านั้น แม้ละสังขารจากโลกนี้ไปแล้วก็ยังไปเสวยสุขอยู่ในทิพยวิมาน ณ แดนสวรรค์ต่อไป เป็นความสุขอันเป็นทิพย์ที่ละเอียดประณีตยิ่งกว่าความสุขบนโลกมนุษย์นี้มากมายนัก ดังที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ว่า7)

”ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรากำหนดรู้จิตของบุคคลบางคนในโลกนี้ผู้มีจิต ผ่องใสด้วยจิตอย่างนี้แล้ว ถ้าในสมัยนี้ บุคคลนี้พึงทำกาละไซร้ เขาพึงเกิดในสวรรค์ เหมือนเชิญมาไว้ ฉะนั้น ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะจิตของเขาผ่องใส ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ก็เพราะเหตุแห่งจิตผ่องใสแล สัตว์บางพวกในโลกนี้เมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์Ž”

เพราะฉะนั้น อานุภาพแห่งใจที่มีความผ่องใสนั้น ไม่อาจจะนับจะประมาณได้ สามารถบันดาล ความสุขและความสมปรารถนาได้เป็นอัศจรรย์

11.1.3 เพื่อให้ได้สุขอย่างยิ่ง คือ พระนิพพาน

ใช่แต่เพียงเท่านั้น การเจริญภาวนายังเป็นเหตุให้บรรลุถึงความสิ้นทุกข์ เข้าถึงสุขที่แท้จริงอีกด้วย ดังที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า “ นิพพานัง ปรมัง สุขังŽ”8) นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง

บุคคลใดก็ตามที่ตั้งความปรารถนาจะหลุดพ้นจากห้วงทุกข์ หยุดวงจรการเวียนว่ายตายเกิดของ ตนเองในวัฏสงสารแล้ว การเจริญภาวนามีความจำเป็นอย่างยิ่ง และมีความสำคัญอย่างที่สุด หากละทิ้งการ ทำสมาธิอย่างจริงจังแล้ว หนทางที่จะดับสิ้นซึ่งกองกิเลสเพื่อมุ่งสู่พระนิพพานจะเป็นไปไม่ได้เลย ดังหลักฐาน ที่ยกมาแสดงนี้

“ ผู้ใดมีศรัทธาตั้งมั่น มีใจประกอบด้วยหิริ โอตตัปปะ มีปัญญาและสำรวม ในศีล ในวินัยของพระอริยเจ้า ผู้นั้นแล เราเรียกว่ามีชีวิตเป็นสุขในวินัยของพระ- อริยเจ้า ฉันนั้นเหมือนกัน เขาได้ความสุขที่ไม่มีอามิส ยังอุเบกขา (ในจตุตถฌาน) ให้ดำรงมั่น ละนิวรณ์ 5 ประการ เป็นผู้ปรารภความเพียรเป็นนิตย์ บรรลุฌาน ทั้งหลาย มีเอกัคคตาจิตปรากฏ มีปัญญารักษาตัว มีสติ จิตของเขาย่อมหลุดพ้น โดยชอบ เพราะทราบเหตุในนิพพานเป็นที่สิ้นสังโยชน์ทั้งปวงตามความเป็นจริง เพราะไม่ถือมั่นโดยประการทั้งปวงŽ”9)

และอีกแห่งหนึ่ง ดังนี้  “ ภิกษุอาศัยตระกูลแล้ว เสพปัจจัยมีจีวรเป็นต้น เจริญกัมมัฏฐาน พิจารณาในสังขารทั้งหลาย บรรลุพระอรหัต เป็นสุขด้วยโลกุตตรสุข ย่อมไปสู่ทิศ คือนิพพานที่ยังไม่เคยไปได้ตามต้องการฉันนั้นŽ”10)

เมื่อกล่าวถึงการบรรลุพระสัพพัญญุตญาณแล้ว บุคคลที่จะเข้าถึงจุดตรงนั้นได้จะต้องสร้างบารมี อย่างทุ่มเทชีวิตจิตใจ ต้องเอาชีวิตเป็นเดิมพัน แม้ว่าจะมีอุปสรรคมากมายเพียงใดมาขวางกั้นหนทางการ บรรลุพระนิพพาน ก็หาได้มีความเกรงกลัว หวาดหวั่น ครั่นคร้ามไม่ หากแต่ยังคงมีจิตใจที่มั่นคงเด็ดเดี่ยว ในมโนปณิธานที่ตนได้ตั้งเอาไว้อย่างดีแล้ว ยังคงมุ่งมั่นบำเพ็ญบารมีต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง จนกระทั่งถึงฝั่ง แห่งพระสัมมาสัมโพธิญาณ

บุคคลประเภทนี้จะมีความรักในบุญเป็นชีวิตจิตใจ และบุญที่จะละทิ้งไม่ได้เลย คือ บุญที่เกิดจากการ เจริญภาวนา บุญนี้เท่านั้นที่จะนำพาเราไปสู่ความสำเร็จได้ ลำพังเพียงบุญที่เกิดจากการทำทาน หรือบุญที่เกิดจากการรักษาศีลเท่านั้นยังไม่เพียงพอ มิใช่ว่าบุญทั้งสองประการนั้นจะไร้ความสำคัญ หากแต่การเจริญภาวนานั้นเป็นบุญเฉพาะที่จะทำให้มุ่งไปสู่เป้าหมายอันสูงสุด คือ พระนิพพานได้

11.2 อานิสงส์ของการเจริญภาวนา

การฝึกใจให้เกิดสมาธิ โดยทำใจให้หยุดนิ่งอยู่ภายในกลางกายนี้ มีอานิสงส์ที่สำคัญ 5 ประการ คือ

1. ได้เข้าถึงความสุขที่แท้จริง

2. ได้ฌานสมาบัติ

3. ได้วิปัสสนา

4. ได้นิโรธสมาบัติ

5. ได้ภพอันวิเศษ คือ อายตนนิพพาน

11.2.1 ได้เข้าถึงความสุขที่แท้จริง

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า ”สุขอื่นจากความสงบย่อมไม่มีŽ”11)

สุดยอดปรารถนาของมนุษย์ทั้งหลาย คือ ความสุข สมาธิสามารถทำให้เราเข้าถึงความสุขที่แท้จริง ซึ่งเป็นยอดปรารถนาของมนุษย์ทุกคนได้ ไม่ว่าจะอยู่ในอิริยาบถใดก็ตาม สมาธิเป็นจุดกลางเชื่อมโยง ในอิริยาบถหรือกิจกรรมต่างๆ เมื่อหยุดใจเข้าไปอยู่กับเนื้อกับตัวของเรา ในกึ่งกลางกายที่ยาววา หนาคืบ กว้างศอกของเราแล้ว เราจะพบความอัศจรรย์ ว่าแหล่งกำเนิดแห่งความสุขทั้งมวลที่เราปรารถนานั้น อยู่ตรงนี้เอง และที่นี่ยังเป็นที่ตั้งที่แท้จริงของใจอีกด้วย

เมื่อเราได้พบความสุขที่เราเฝ้าแสวงหานั้นแล้ว เราจะเปรียบเทียบได้ว่าสิ่งที่เราเคยพบเจอมานั้น มันเป็นแค่เพียงความสนุก หรือความเพลินเพียงชั่วครั้งชั่วคราว วูบวาบแล้วก็หายไป ถ้าจะเป็นความสุข ก็เป็นได้เพียงความสุขเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้นเอง ไม่ใช่ความสุขอันยิ่งใหญ่หรือที่เราปรารถนา เราจะสังเกตได้ ว่าเราเบื่อง่าย ไม่ว่าจะได้ของถูกใจ คนถูกใจ หรืออะไรต่างๆ ที่ถูกใจก็ตาม จะถูกใจเพียงชั่วครั้งชั่วคราว ไม่นานก็เบื่อหน่าย จะแสวงหาของในอุดมคติหรือคนในอุดมคติที่จะทำให้เราได้เข้าถึงความสุขที่แท้จริง ถึงความเต็มเปี่ยมในชีวิตอย่างสมบูรณ์ 100 เปอร์เซ็นต์นั้นเป็นเรื่องยาก เพราะฉะนั้นจะสังเกตได้ว่าเมื่อเรา ยังไม่พบความสุขที่แท้จริง ใจก็จะเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ การเปลี่ยนแปลงนั้น ก็คือการแสวงหานั่นเอง แสวงหาในสิ่งที่ดีกว่า ประณีตกว่า ประเสริฐกว่า จนกระทั่งถึงที่สุดแล้วไม่ต้องแสวงหาอีก คือ การเข้าถึง ความสุขที่แท้จริง

แต่เนื่องจากความรู้ของเรามีจำกัด เมื่อเกิดมาในโลกแล้วเห็นใครครอบครองสิ่งใด ก็มักจะคิดว่าสิ่ง นั้นเป็นสิ่งที่ทำให้เข้าถึงความสุขที่แท้จริงได้ เราจึงอยากได้ อยากมี อยากเป็นอย่างนั้น ทุ่มเททั้งชีวิต เพื่อแสวงหาอย่างนั้น โดยเข้าใจผิดว่าสิ่งนั้นจะให้ความสมบูรณ์แก่ชีวิต เมื่อพบแล้วไม่นานก็เบื่อ พอเบื่อก็เปลี่ยนแปลงแสวงหากันต่อๆ ไป สิ่งที่พบเจอนั้นก็เป็นความสุขเพียงนิดเดียว แต่มีทุกข์มาก ต้องคอยแก้ปัญหาต่างๆ นานา นี้คือสัญญาณที่แสดงให้เรารู้ว่า เรายังไม่พบของจริง

แต่เมื่อเราทำภาวนา โดยการนำใจของเรากลับเข้ามาสู่ที่ตั้งดั้งเดิมของใจ ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิด แห่งความสุขที่แท้จริงภายใน อย่างที่พระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนีได้สอนเอาไว้ว่า ให้นำความเห็น ความจำ ความคิด ความรู้ มารวมหยุดเป็นจุดเดียวที่กลางกายนี้แหละ จึงจะพบความสุขที่แท้จริงได้ เป็นสิ่งที่ แตกต่างจากเดิม ซึ่งใครก็ตามที่เข้าถึงก็จะรู้ได้ด้วยตัวของตัวเอง ที่ท่านเรียกว่าเป็น ”ปัจจัตตังŽ”

ดังนั้น เป้าหมาย หรือวัตถุประสงค์ของการทำภาวนาในเบื้องต้นก็คือ ต้องการให้ได้รับความสุข เมื่อเราได้เข้ามาสู่แหล่งของความสุขภายในที่แท้จริงบ่อยๆ แม้ในอิริยาบถต่างๆ ไม่ว่าจะนั่ง นอน ยืน เดิน หรือทำอะไรก็แล้วแต่ เราก็จะมีความสุข เพราะใจของเราเป็นสุข ถ้าใจไม่สบาย แม้จะมีที่นั่งอย่างดีเพียงใด ก็ตาม นั่งก็ไม่เป็นสุข จะนอนบนฟูกหลายๆ ชั้นให้นุ่มนวล ก็ไม่เป็นสุข เพราะใจเรายังไม่เป็นสุข ใจยังป่วย ใจยังไม่สบาย เมื่อเรากลับไปสู่แหล่งของความสุขภายใน ความสุขนั้นจะขยายไปยังทุกส่วน ทุกอณูเนื้อของร่างกายเรา แม้จะนั่งอยู่บนอาสนะเพียงบางๆ แคบๆ แค่ 1 ตารางเมตร ก็มีความสุข เพราะใจของเรามีความสุข

11.2.2 ได้ฌานสมาบัติ

เมื่อทำภาวนาจนใจหยุดนิ่งที่ศูนย์กลางกายอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ไม่ช้าก็จะเข้าถึงฌานสมาบัติ จะพบ กายต่างๆ ที่ซ้อนอยู่ภายใน ได้แก่ กายที่เป็นที่ตั้งแห่งปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน ตามลำดับ จะมีอารมณ์เดียว คือ อารมณ์ที่เป็นสุข นิ่งอยู่ภายในกายต่างๆ เรียกว่า ได้ ฌานสมาบัติ12)

อารมณ์ดี อารมณ์เดียว อารมณ์สบายนี้เป็นสิ่งที่หาได้ยากมาก จะต้องมีอยู่ในผู้ที่มีใจหยุดนิ่งอย่าง สมบูรณ์แล้วเท่านั้น เมื่อทำได้เช่นนี้จะมีอารณ์เดียว ไม่ซัดส่าย ไม่ง่อนแง่น ไม่คลอนแคลน อุปมาเหมือนกับ ภูเขาศิลาแท่งทึบ ลมพายุพัดมาทุกทิศทุกทางก็ไม่ทำให้หวั่นไหวได้ เพราะฉะนั้นอารมณ์ต่างๆ ที่ผ่านเข้ามาจะกระทบกระเทือนให้เกิดความยินดียินร้ายอย่างไรก็ไม่ได้

11.2.3 ได้วิปัสสนา

วิปัสสนา แปลว่า การเห็นแจ้ง การเห็นอย่างวิเศษ การเห็นที่แตกต่างจากสิ่งที่เคยเห็น คือ ของที่ อยู่ในที่ลึก มืดๆ มัวๆ สลัวๆ สามารถดึงออกมาสู่ที่แจ้งได้หมด ความไม่รู้จริงอันใดทั้งในอดีต ปัจจุบัน อนาคต เรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตของตัวเรา ตั้งแต่ตัวเราคือใคร ประกอบด้วยอะไร มาจากไหน มาทำไม อะไรคือ เป้าหมายของชีวิต และได้บรรลุเป้าหมายของชีวิตนั้นแล้ว การเห็นอย่างนี้เรียกว่า วิปัสสนา

วิปัสสนาจะเกิดขึ้นได้เมื่อใจหยุดจนกระทั่งเข้าถึงกายธรรม คือ ถึงพุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะ จะมีความเห็นไปตามความเป็นจริงด้วยธรรมจักขุของธรรมกาย มีความรู้ไปตามความเป็นจริงด้วย

ญาณทัสสนะของธรรมกาย13) จะมีความรู้ และความเห็นอย่างนี้เป็นปกติ คือ สิ่งใดที่ไม่เที่ยงก็เห็นว่าไม่เที่ยง สิ่งใดเที่ยงก็เห็นว่าเที่ยง สิ่งใดเป็นสุขก็เห็นว่าเป็นสุข สิ่งใดเป็นทุกข์ก็เห็นว่าเป็นทุกข์ เห็นตลอดหมด ไม่ใช่ เห็นครึ่งๆ กลางๆ เพราะความรู้นั้นสมบูรณ์แล้ว

11.2.4 ได้นิโรธสมาบัติ

นิโรธสมาบัติจะบังเกิดขึ้นได้อย่างสมบูรณ์เมื่อใจร่อนจากกิเลสอาสวะทั้งมวล กิเลสทั้ง 3 ตระกูล ได้แก่ ความโลภ ความโกรธ ความหลง จะหลุดร่อนไปหมด สังโยชน์เบื้องต่ำ และเบื้องสูงจะหลุดหมด ใจใส กระจ่างสว่างเต็มเปี่ยม ใจไม่มีอะไรเหนี่ยวรั้งเลย

นิโรธ แปลว่า หยุด เป็นการหยุดที่แตกต่างจากทางโลก คือ หยุดแล้วไป หยุดแล้วเคลื่อนเข้าไปสู่ ภายใน ไปสู่แหล่งแห่งบรมสุขยิ่งๆ ขึ้นไป ขอบข่ายของธรรมจักขุ และญาณทัสสนะก็จะขยายกว้างออกไปอีก ความรู้และความเห็นก็จะขยายกว้างยิ่งขึ้นกว่าเดิม

11.2.5 ได้ภพอันวิเศษ คือ อายตนนิพพาน

อายตนนิพพานเป็นภพที่วิเศษยิ่งไปกว่าภพทั้งปวง ไม่มีการเวียนว่ายตายเกิด มีแต่ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานแล้ว ผู้หลุดพ้นจากกิเลสอาสวะที่ครอบงำทั้งปวง มีแต่ความบริสุทธิ์ล้วนๆ

11.3 ผู้เป็นต้นแบบในการเจริญภาวนา

การเจริญภาวนานั้น เป็นเรื่องที่อยู่ในวิสัยที่มนุษย์ทุกๆ คนพึงปฏิบัติได้ เมื่อตัดสินใจและได้ลงมือ ปฏิบัติอย่างถูกหลักวิชชาแล้ว ย่อมได้รับผลแห่งการปฏิบัติทุกคน ไม่มียกเว้น เพียงแต่ว่าจะช้าหรือเร็วกว่า กันเท่านั้น

ผู้ที่เป็นตัวอย่างที่ดีที่สุดในเรื่องนี้ ก็คือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อพระองค์ยังเสวยพระชาติเป็น พระโพธิสัตว์ พระองค์สั่งสมบารมีทุกรูปแบบ แต่ที่สำคัญที่พระองค์ไม่เคยละทิ้งเลยก็คือ การฝึกใจให้สงบนิ่ง มั่นคง พระองค์มีความเพียรในการทำเช่นนี้มาตลอดทุกภพทุกชาติ และในที่สุดผลแห่งความเพียรก็ ปรากฏ ในวันที่พระองค์ประทับนั่ง ณ โพธิบัลลังก์ ดังหลักฐานที่ยกมาแสดงนี้ 14)

พระโพธิสัตว์ทรงกระทำลำต้นโพธิ์ไว้เบื้องปฤษฎางค์ หันพระพักตร์ไปทาง ทิศตะวันออก ทรงมีพระมนัสมั่นคง ทรงนั่งคู้อปราชิตบัลลังก์ ซึ่งแม้ฟ้าจะผ่าลงมาถึงร้อยครั้งก็ไม่แตกทำลาย โดยทรงอธิษฐานว่า

“ เนื้อและเลือดในสรีระจะแห้งเหือดไปหมดสิ้น จะเหลือแต่หนังเอ็น และกระดูก ก็ตามที เรายังไม่บรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณ จักไม่ทำลายบัลลังก์นี้Ž ”

และด้วยอานุภาพของการเจริญภาวนาที่พระองค์สั่งสมอบรมมานานนับภพนับชาติไม่ถ้วน ทำให้ พระองค์ได้มาตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในที่สุด

บุคคลสำคัญอีกผู้หนึ่ง ที่ถือได้ว่าเป็นต้นแบบในการเจริญภาวนา และนับได้ว่าอยู่ในยุคสมัย เดียวกันกับเราก็คือ พระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนี หลวงปู่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ (สด จนฺทสโร) ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย ท่านเป็นผู้ที่รักการปฏิบัติธรรมเป็นชีวิตจิตใจ หลังจากที่ได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุเมื่ออายุ 22 ปีแล้ว รุ่งขึ้นท่านก็ทำภาวนาทุกวันไม่เคยขาด ศึกษาทั้งภาคปริยัติ และภาคปฏิบัติควบคู่ กันไป จนกระทั่งกลางพรรษาที่ 12 นั้นเอง ความเพียรที่ท่านสั่งสมมาก็เผล็ดผล ท่านได้หวนระลึกขึ้นว่า  “ ในเมื่อเราตั้งใจจริงๆ ในการบวช จำเดิมอายุสิบเก้า เราได้ปฏิญาณตน บวชจนตาย ขออย่าให้ตายในระหว่างก่อนบวช บัดนี้ก็ได้บอกลามาถึง 15 พรรษา ย่างเข้าพรรษานี้แล้ว ก็พอแก่ความประสงค์ของเราแล้ว บัดนี้ของจริงที่ พระพุทธเจ้าท่านรู้ท่านเห็น เราก็ยังไม่ได้บรรลุ ยังไม่รู้ไม่เห็น สมควรแล้วที่จะ ต้องกระทำอย่างจริงจัง”15)

เมื่อตกลงใจได้ดังนี้แล้ว วันนั้นเป็นวันกลางเดือน 10 ก็เริ่มเข้าโรงอุโบสถ แต่เวลาเย็น ตั้งสัจจอธิษฐานแน่นอนลงไปว่า  “ ถ้าเรานั่งลงไปครั้งนี้ ไม่เห็นธรรมที่พระพุทธเจ้าต้องการ เป็นอันไม่ลุกจากที่นี้จนหมดชีวิตŽ”16)

ด้วยความตั้งใจจริงนั้น ท่านจึงได้เข้าถึงธรรมในวันนั้นเอง พร้อมกับเปล่งอุทานว่า

”คัมภีร์โรจายัง ธรรมเป็นของลึกถึงเพียงนี้ ใครจะไปคิดคาดคะเนเอาได้ พ้นวิสัยของความตรึก นึกคิดอยู่ก็เข้าไม่ถึง ที่เข้าถึงต้องทำให้รู้ตรึก รู้นึก รู้คิดนั้น หยุดเป็นจุดเดียวกัน แต่พอหยุดก็ดับ แต่พอดับแล้วก็เกิด ถ้าไม่ดับแล้วไม่เกิด ตรองดูเถิดท่านทั้งหลาย นี้เป็นของจริง หัวต่อมีเป็นอยู่ตรงนี้ ถ้าไม่ถูกส่วนดังนี้ ก็ไม่มีไม่เป็นเด็ดขาดŽ”

นี้จึงเป็นสิ่งที่ยืนยันได้ว่า ธรรมะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นมีจริง ดีจริง และเข้าถึงได้จริง ขอเพียงเราเอาจริงกับการปฏิบัติ ย่อมได้รับผลสำเร็จอย่างแน่นอน เพราะของจริงย่อมคู่กับคนจริง

สรุป

ดังนั้น การเจริญภาวนาจึงมีความสำคัญต่อชีวิตของเรา ทั้งในภพนี้และภพหน้า เมื่อใดที่เราลงมือ เจริญภาวนา ความสุขย่อมบังเกิดขึ้นภายในใจของเรา เป็นความสุขที่มวลมนุษย์ทั้งหลายต่างแสวงหา ความสำคัญของการเจริญภาวนาข้อสำคัญที่สุด คือ เป็นหนทางสายเดียวที่มุ่งสู่การบรรลุมรรคผลนิพพาน อันเป็นเป้าหมายสูงสุดของการเกิดมาเป็นมนุษย์ ได้พบความสุขที่แท้จริงที่ไม่มีทุกข์เจือปนอยู่เลย เพราะ ฉะนั้น การเจริญภาวนาจึงเป็นงานสำคัญของชีวิตที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ และจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องรีบลงมือ ปฏิบัติอย่างจริงจัง ซึ่งในไม่ช้า ผลอันเลิศแห่งการปฏิบัติย่อมบังเกิดแก่ท่านอย่างแน่นอน

1) ภูมิชสูตร, มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์, มก. เล่ม 23 ข้อ 410-418 หน้า 103-108.
2) ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท ยมกวรรค, มก. เล่ม 40 ข้อ 11 หน้า 1.
3) พระภาวนาวิสุทธิคุณ และวิชัย สุธีรชานนท์, หลักการฝึกสมาธิและวิธีสอนการฝึกสมาธิระดับประถมและมัธยมศึกษา, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์วิญญาณ, 2535), หน้า 11.
4) หัตถกสูตร, อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต, มก. เล่ม 34 ข้อ 474 หน้า 142.
5) ทุตยสันทิฏฐิกสูตร, อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต, มก. เล่ม 36 ข้อ 319 หน้า 678.
6) อรรถกถาขุททกนิกาย พุทธวงศ์ เรื่องพระวิปัสสีพุทธเจ้า, มก. เล่ม 73 หน้า 601.
7) จิตตฌายีสูตร, ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ, มก. เล่ม 45 ข้อ 199 หน้า 140.
8) มาคัณฑิยสูตร, มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์, มก. เล่ม 20 ข้อ 287 หน้า 496.
9) อิณสูตร, อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต, มก. เล่ม 36 ข้อ 316 หน้า 668.
10) จันทูปมสูตร, อรรถกถาสังยุตตนิกาย นิทานวรรค, มก. เล่ม 26 หน้า 557.
11) ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท สุขวรรค, มก. เล่ม 42 ข้อ 25 หน้า 360.
12) สรุปความจาก มรดกธรรมของหลวงพ่อวัดปากน้ำ (พระมงคลเทพมุนี), (กรุงเทพมหานคร : บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้ง แอนด์ พับลิชชิ่ง จำกัด, 2539), หน้า 269.
13) สรุปความจาก มรดกธรรมของหลวงพ่อวัดปากน้ำ (พระมงคลเทพมุนี), (กรุงเทพมหานคร : บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้ง แอนด์ พับลิชชิ่ง จำกัด, 2539), หน้า 11.
14) อรรถกถาขุททกนิกาย อปทาน, มก. เล่ม 70 หน้า 143.
15) วโรพร (นามแฝง), ตามรอยพระมงคลเทพมุนี (หลวงพ่อวัดปากน้ำ), (กรุงเทพมหานคร : บริษัท ฟองทองเอนเตอร์ไพรส์ จำกัด, 2543), หน้า 8.
16) สิงหล (นามแฝง), พระมงคลเทพมุนี มหาปูชนียาจารย์, พิมพ์ครั้งที่ 3, (กรุงเทพมหานคร : บริษัท สุขุมวิทการพิมพ์ จำกัด, 2545), หน้า 12.
sb101/11.txt · แก้ไขครั้งล่าสุด: 2015/03/15 16:55 (แก้ไขภายนอก)
 
เว้นแต่จะได้แจ้งไว้เป็นอื่นใด เนื้อหาบนวิกินี้ถูกกำหนดสิทธิ์ไว้ภายใต้สัญญาอนุญาติต่อไปนี้: CC Attribution-Noncommercial 3.0 Unported
Recent changes RSS feed Donate Powered by PHP Valid XHTML 1.0 Valid CSS Driven by DokuWiki