บทที่ 10 สาระสำคัญของการเจริญภาวนา

เนื้อหาบทที่ 10 สาระสำคัญของการเจริญภาวนา

  • 10.1 การเจริญภาวนาเป็นงานสำคัญ
  • 10.2 การเจริญภาวนาเป็นของสากล
  • 10.3 ความหมายของการเจริญภาวนา
  • 10.4 ประเภทของภาวนา
    • 10.4.1 สมถภาวนา
    • 10.4.2 วิปัสสนาภาวนา
  • 10.5 คำที่มีความหมายใกล้เคียงกับคำว่าภาวนา
    • 10.5.1 กรรมฐาน
      • สมถกรรมฐาน
      • วิปัสสนากรรมฐาน
    • 10.5.2 สมาธิ
    • 10.5.3 ประเภทของสัมมาสมาธิ
      • สมาธินอกพระพุทธศาสนา
      • สมาธิในพระพุทธศาสนา
    • 10.5.4 ความแตกต่างของสมาธิ 2 ประเภท
  • 10.6 ความสำคัญของศูนย์กลางกาย
  • 10.7 การเจริญภาวนาเพื่อให้เข้าถึงพระธรรมกาย
  • 10.8 ระดับของการเจริญสมาธิ
    • ขณิกสมาธิ
    • อุปจารสมาธิ
    • อัปปนาสมาธิ
  • 10.9 อุปสรรคของการเจริญสมาธิ
    • กามฉันทะ
    • พยาบาท
    • ถีนมิทธะ
    • อุทธัจจกุกกุจจะ
    • วิจิกิจฉา

แนวคิด

1. การเจริญภาวนาเป็นงานสำคัญของทุกๆ ชีวิต ไม่ว่าจะมีเชื้อชาติหรือศาสนาใด ก็สามารถ ประพฤติปฏิบัติได้

2. การเจริญภาวนาเป็นการฝึกฝนอบรมจิตใจให้สงบหยุดนิ่งที่ศูนย์กลางกายฐานที่ 7 โดย ปฏิบัติตามหลักมัชฌิมาปฏิปทา ซึ่งเมื่อใจหยุดอย่างถูกส่วนแล้วก็จะเข้าถึงสภาวธรรม ที่ลุ่มลึกไปตามลำดับ

วัตถุประสงค์

1. เพื่อให้ผู้ศึกษาได้ทราบ และเห็นความสำคัญของการเจริญภาวนา อันเป็นของสากล และเป็นปฏิปทาให้หลุดพ้นจากทุกข์ในวัฏสงสารได้

2. เพื่อให้ผู้ศึกษาได้ทราบ และเข้าใจ รวมทั้งสามารถอธิบายความหมาย ประเภท และคำที่มี ความหมายใกล้เคียงกับคำว่าภาวนาได้อย่างถูกต้อง

3. เพื่อให้ผู้ศึกษาได้ทราบ และเข้าใจ รวมทั้งสามารถอธิบายความแตกต่างของสมาธิ ในพระพุทธศาสนาและนอกพระพุทธศาสนาได้อย่างถูกต้อง

4. เพื่อให้ผู้ศึกษาได้ทราบ และเข้าใจ รวมถึงเห็นความสำคัญของศูนย์กลางกาย และหลักการเจริญภาวนาเพื่อให้เข้าถึงพระธรรมกาย

10.1 การเจริญภาวนาเป็นงานสำคัญ

ในบทต่างๆ ที่ผ่านมา เราได้ศึกษาถึงเรื่องการสั่งสมบุญด้วยการทำทาน และรักษาศีลมาแล้ว จึงได้ทราบถึงหลักและวิธีการปฏิบัติที่ถูกต้อง อันเป็นทางมาแห่งบุญทั้ง 2 ประการเป็นอย่างดี ทำให้เราเข้าใจว่าการทำทานเป็นเสมือนการตระเตรียมเสบียงไว้ให้เพียงพอสำหรับการเดินทางข้ามพ้นสังสารวัฏ

ผู้ที่เดินทางไกลข้ามทะเลทราย มีความจำเป็นต้องสั่งสมเสบียงเอาไว้ให้เพียงพอ เพื่อความ ปลอดภัยและมั่นใจตลอดเส้นทาง ฉันใด ผู้ที่จะเดินทางไกลข้ามวัฏฏะก็ต้องสั่งสมเสบียง คือ ทานบารมี ของตนไว้ให้ยิ่งกว่าหลายเท่า ฉันนั้น ทั้งนี้ก็เพื่อให้เกิดความมั่นใจได้ว่า ในภพชาติเบื้องหน้าจะมีทรัพย์ สมบัติเอาไว้หล่อเลี้ยงตนเอง และเหลือไว้ใช้ในการสั่งสมบารมีให้มากยิ่งขึ้นไปอีก

ไม่เพียงเท่านั้น การรักษาศีลก็เช่นเดียวกัน มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการทำทาน มีผู้คน จำนวนไม่น้อยที่เข้าใจว่าการรักษาศีลนั้น ก็เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ตัวเราไปทำความเดือดร้อนให้กับผู้อื่น จึงดูเหมือนว่าเมื่อเรารักษาศีลไปแล้ว ผลประโยชน์กลับไปตกอยู่กับผู้อื่น แทนที่จะเป็นตัวเราเอง ผู้ที่มี ความคิดความเห็นเช่นนี้ ก็นับว่ามีความเข้าใจถูก แต่เข้าใจถูกเพียงครึ่งเดียว แท้จริงแล้วการรักษาศีลนั้น ผลประโยชน์ได้เกิดขึ้นกับตัวเราเองก่อนเป็นอันดับแรกแล้ว เพราะทันทีที่เราตั้งใจรักษาศีล ก็เท่ากับว่าเรา ได้หยุดสร้างความเดือดร้อนให้กับผู้อื่น นับจากนี้เป็นต้นไป จะไม่มีใครต้องเดือดร้อนเพราะเรา ผลที่ได้ กลับมาก็คือ เราจะได้รับความปลอดภัย เพราะเราไม่ได้ทำสิ่งใด ที่จะนำความเดือดร้อนมาให้กับตัวเอง

ดังนั้น ศีลจึงเป็นหลักประกันให้กับผู้รักษาได้ว่า ในชาตินี้จะพบแต่ความสุขสวัสดี และยังเป็น หลักประกันได้อีกว่า เมื่อเกิดไปอีกกี่ภพกี่ชาติก็ตาม เราจะได้ความเป็นมนุษย์ไปทุกภพทุกชาติ เมื่อเป็น เช่นนี้ ก็เท่ากับว่าเราได้โอกาสในอัตภาพมนุษย์นี้ ไปใช้ในการสั่งสมบุญให้ยิ่งขึ้นไปอีก

อย่างไรก็ตาม ลำพังเพียงการทำทาน และรักษาศีลให้บริสุทธิ์นั้น ยังถือว่าไม่เพียงพอ เมื่ิอเปรียบเทียบกับเป้าหมายที่จะทำให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์ คือ ดับกิเลสให้หมดสิ้น หากจะอุปมาให้เห็นภาพ ชัดขึ้น เปรียบเหมือนกับการทำสงคราม กองทหารที่เตรียมพร้อมจู่โจมข้าศึก ต้องทำการตระเตรียมเสบียงอาหารและเกราะป้องกันตัวอย่างดีที่สุด เพื่อมิให้พลาดท่าเสียทีได้ เพียงเท่านี้ย่อมไม่สามารถที่จะเอาชนะข้าศึกศัตรูได้ ฉันใด การเตรียมเสบียงโดยการทำทาน และการสร้างเกราะป้องกันตัวเองด้วยการรักษาศีล ย่อมไม่อาจบอกว่า ได้ทำลายข้าศึกคือกิเลสได้แล้ว ฉันนั้น

ดังนั้น นอกจากการทำทาน และรักษาศีล ซึ่งถือว่าเป็นงานสำคัญแล้ว ยังมีหน้าที่สำคัญที่ต้อง ทำควบคู่กันไปอีกประการหนึ่ง คือ การเจริญภาวนา การทำใจให้หยุดนิ่ง ให้สงบ ผ่องใส ถือเป็น ภารกิจสำคัญของทุกคนที่จะต้องทำให้กลายเป็นวิถีชีวิตให้ได้

10.2 การเจริญภาวนาเป็นของสากล

การเจริญภาวนามีความสำคัญ และมีความจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับทุกๆ ชีวิต เมื่อเราได้ทำภาวนาและทำอย่างถูกต้องตามวิธีการปฏิบัติแล้ว จะเป็นการดึงดูดสิ่งดีๆ ให้บังเกิดขึ้นกับตัวของเราเอง

การเจริญภาวนานั้นเป็นของสากล คือ มนุษย์ทุกคนสามารถที่จะประพฤติปฏิบัติได้ ไม่จำกัดว่า บุคคลนั้นจะมีเชื้อชาติใด จะเป็นชายหรือหญิง จะเป็นเด็ก ผู้ใหญ่ หรือวัยชรา จะมีผิวพรรณวรรณะแตกต่าง กันอย่างไรและไม่ว่าจะมีความเห็นหรือความเชื่อในลัทธิหรือศาสนาใดก็ตาม ล้วนแล้วแต่สามารถทำภาวนา ได้ด้วยกันทั้งสิ้น

ดังนั้น การเจริญภาวนาจึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเฉพาะผู้ที่นับถือพระพุทธศาสนา หรือต้องเป็นพุทธ-ศาสนิกชนเท่านั้น ไม่ว่าท่านจะนับถือศาสนาหรือความเชื่อใด ก็สามารถศึกษาและประพฤติปฏิบัติภาวนา ได้อย่างเท่าเทียมกันทุกคน

10.3 ความหมายของการเจริญภาวนา

พระพุทธศาสนามีเป้าหมายสูงสุด คือ การทำกิเลสอาสวะให้สิ้น เข้าถึงพระนิพพาน และวิธีการ กำจัดกิเลสอาสวะให้สิ้น ทำพระนิพพานให้แจ้ง คือ การฝึกจิต ที่ท่านเรียกว่า ภาวนา หรือกัมมัฏฐาน

ภาวนา1) แปลว่า การเจริญ, การทำให้เพิ่ม, การทำให้เกิดมี

ภาวนา2) แปลว่า การทำให้มีขึ้นให้เป็นขึ้นทางจิตใจ, สำรวมใจตั้งความปรารถนา

มีอรรถาธิบายแสดงไว้ว่า ธรรมที่บัณฑิตชนทั้งหลาย ควรทำให้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกและครั้งหลังๆ ให้ติดต่อกันไปเป็นนิตย์ จนถึงเจริญขึ้นๆ เรื่อยไป ธรรมนั้นชื่อว่า ภาวนา3)

การเจริญภาวนา หมายถึง การฝึกฝนอบรมจิตใจให้ตั้งมั่นอยู่ในความดี โดยการทำใจให้สงบจาก นิวรณ์ และการฝึกฝนจิตให้เกิดการเห็นอันวิเศษ

10.4 ประเภทของ ภาวนาŽ

ภาวนา มี 2 อย่าง คือ

1. สมถภาวนา

2. วิปัสสนาภาวนา

10.4.1 สมถภาวนา

สมถภาวนา คือ การฝึกฝนอบรมจิตให้สงบหยุดนิ่งเป็นอารมณ์เดียว ทำให้กิเลสนิวรณ์สงบลง

มีอรรถาธิบายแสดงไว้ว่า ชื่อว่า สมถะ เพราะยังธรรมที่เป็นข้าศึก มีกามฉันทะเป็นต้นให้สงบ คือ ให้หมดไป นี้เป็นชื่อของสมาธิ4)

สมถะ มี 2 ประการ คือ

1) การเจริญสมถภาวนาของบุคคลที่ยังไม่เข้าถึงอุปจารภาวนา คือ มีจิตสงบนิ่งอยู่ในอารมณ์เดียว เพียงชั่วระยะเวลาหนึ่ง

2) การเจริญสมถภาวนาของบุคคลที่เข้าถึงอัปปนาภาวนา คือ มหัคคตฌานตั้งแต่ปฐมฌานเป็นต้นไป

สมถภาวนา มีชื่อเรียกอีกนัยหนึ่งว่า จิตตภาวนา คือ การฝึกอบรมจิตใจให้เจริญงอกงามด้วย คุณธรรม มีความเข้มแข็งมั่นคง เบิกบาน สงบสุข ผ่องใส พร้อมด้วยความเพียร สติ และสมาธิ

ระดับของการเจริญสมถภาวนา

การเจริญสมถภาวนาเพื่อให้เกิดสมาธิ มี 3 ขั้น คือ

1. บริกรรมภาวนา ภาวนาขั้นตระเตรียม คือ กำหนดอารมณ์กรรมฐาน

2. อุปจารภาวนา ภาวนาขั้นจวนเจียน คือ เกิดอุปจารสมาธิ

3. อัปปนาภาวนา ภาวนาขั้นแน่วแน่ คือ เกิดอัปปนาสมาธิ เข้าถึงฌาน

10.4.2. วิปัสสนาภาวนา

คำว่า วิปัสสนา มาจาก 2 บท คือ วิ (วิเศษ) + ปสฺสนา (ความเห็นแจ้ง) เมื่อรวมแล้ว แปลว่า ความเห็นแจ้งโดยวิเศษ

วิปัสสนาภาวนา คือ การฝึกฝนอบรมจิตให้เกิดการเห็นอันวิเศษโดยตรง ได้แก่ การเห็นไตรลักษณ์ อริยสัจ แล้วละอวิชชา(ความไม่รู้ในอริยสัจ) ตัณหา(ความอยากได้ อยากมี อยากเป็น) อุปาทาน(ความยึด มั่นถือมั่นด้วยอำนาจกิเลส) ได้

มีอรรถาธิบายแสดงไว้ว่า ธรรมชาติใดย่อมเห็นแจ้งในขันธ์ 5 โดยประการต่างๆ มี อนิจจะ ทุกขะ อนัตตะ อสุภะ ฉะนั้นธรรมชาตินั้นชื่อว่า วิปัสสนา

วิปัสสนา มี 3 ประการ คือ

1) วิปัสสนาญาณที่มีการกำหนดรู้ในสังขารธรรม รูป นาม

2) วิปัสสนาญาณที่เป็นเหตุให้เข้าผลสมาบัติได้

3) วิปัสสนาญาณที่เป็นเหตุให้เข้านิโรธสมาบัติได้

วิปัสสนาภาวนา ยังมีชื่อเรียกอีกนัยหนึ่งว่า ปัญญาภาวนา คือ การฝึกอบรมเจริญปัญญา ให้รู้เท่า ทันเข้าใจสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง จนมีจิตใจเป็นอิสระ ไม่ถูกครอบงำด้วยกิเลสและความทุกข์

10.5 คำที่มีความหมายใกล้เคียงกับคำว่าภาวนา

1. กรรมฐาน

2. สมาธิ

10.5.1 กรรมฐาน

กรรมฐาน หรือเขียนได้อีกอย่างหนึ่งว่า กัมมัฏฐาน มาจาก 2 บท คือ กมฺม (การงาน) + ฐาน (ที่ ตั้ง) เมื่อรวมกันแล้ว แปลว่า ที่ตั้งแห่งการงาน, อารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งการงานของใจ, อุบายทางใจ, วิธีฝึกอบรมจิต

มีอรรถาธิบายแสดงไว้ว่า การเจริญภาวนาทั้ง 2 คือ สมถะและวิปัสสนา เป็นเหตุแห่งการ ได้บรรลุฌาน มรรค ผล นิพพาน ชื่อว่า กัมมัฏฐาน

กรรมฐาน มี 2 อย่าง คือ5)

1. สมถกรรมฐาน คือ อุบายสงบใจ มี 40 วิธี ได้แก่ กสิณ 10 อสุภะ 10 อนุสสติ 10 พรหมวิหาร 4 อาหาเรปฏิกูลสัญญา 1 จตุธาตุววัตถาน 1 และ อรูป 4

กสิณ หมายถึง วัตถุอันจูงใจให้เข้าไปผูกอยู่ ทำให้คุมใจได้มั่น จิตใจไม่ฟุ้งซ่านหรือซัดส่าย เช่น ปฐวีกสิณ ใช้ดินเป็นวัตถุในการผูกใจให้มั่น

อสุภะ หมายถึง ความไม่สวยงาม มุ่งหมายถึงความเปลี่ยนแปลงของร่างกายของคนที่ตายไปแล้ว การเจริญอสุภกรรมฐาน คือ การพิจารณาซากศพในลักษณะต่างๆ กัน ให้เห็นความน่าเกลียด ไม่สวยงาม

อนุสสติ หมายถึง การระลึกถึงอยู่เนืองๆ เสมอๆ ความมีสติระลึกถึง เช่น พุทธานุสติ ระลึกถึง คุณของพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์

พรหมวิหาร หมายถึง ธรรมเป็นเครื่องอยู่ของพรหม มี 4 คือ เมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา

อาหาเรปฏิกูลสัญญา หมายถึง การพิจารณาความเป็นปฏิกูลในอาหาร กำหนดหมายว่า อาหาร ที่บริโภคเป็นสิ่งปฏิกูล

จตุธาตุววัตถาน หมายถึง การพิจารณาธาตุทั้ง 4 ที่ปรากฏในร่างกายจนกระทั่งเห็นเป็นแต่เพียง กองแห่งธาตุ โดยปราศจากความจำว่า เป็นหญิง ชาย เรา เขา สัตว์ บุคคล เสียได้

อรูปกัมมัฏฐาน หมายถึง การเอาอารมณ์ที่ไม่ใช่รูปฌานเป็นที่ตั้งแห่งการงานทางใจ

2. วิปัสสนากรรมฐาน คือ อุบายเรืองปัญญา มี 6 ภูมิ ได้แก่ ขันธ์ 5 อายตนะ 12 ธาตุ 18 อินทรีย์ 22 อริยสัจ 4 ปฏิจจสมุปบาทธรรม (ธรรมที่อาศัยซึ่งกันและกันเกิดขึ้น)

10.5.2 สมาธิ

สมาธิ แปลว่า ความมีใจตั้งมั่น, ความตั้งมั่นแห่งจิต, การทำให้ใจสงบแน่วแน่ ไม่ฟุ้งซ่าน, การมีจิต กำหนดแน่วแน่อยู่ในสิ่งใดสิ่งหนึ่งโดยเฉพาะ

ในคัมภีร์วิมุตติมรรคได้กล่าวถึงความหมายของสมาธิไว้ว่า สมาธิ6) หมายถึง สิ่งที่ทำให้จิตดำรง มั่น ดำรงอยู่ด้วยดี ตั้งดิ่งแน่วแน่ ไม่ซัดส่ายไป ไม่ฟุ้งซ่าน ไม่ถูกรบกวน สงบ ไม่ถูกอารมณ์ยึดไว้ ทำให้สมรรถนะและพลังแห่งสมาธิเข้มแข็งขึ้น

เมื่อกล่าวโดยภาพกว้างๆ สมาธิมีได้หลายลักษณะด้วยกัน ถ้าเราสังเกตให้ดีจะพบว่า ขณะที่ นักพนัน กำลังเล่นไพ่ มือปืนกำลังจ้องยิงคู่อาฆาต คนทรงกำลังเชิญผีเข้า หรือพวกโจรกำลังวางแผน ก่อโจรกรรม บุคคลเหล่านี้ต่างมีใจจดจ่ออยู่กับสิ่งที่เขากำลังกระทำทั้งสิ้น หลายคนจึงมักเข้าใจผิด คิดว่าบุคคลเหล่านี้มีสมาธิมั่นคงดี แต่แท้ที่จริงแล้ว สิ่งเหล่านี้ไม่จัดว่าเป็นสมาธิในพระพุทธศาสนา

สมาธิในพระพุทธศาสนา7) หมายถึง การที่จิตมีความมั่นคง ไม่วอกแวก และต้องก่อให้เกิดความ สงบ มีความเย็นกายเย็นใจด้วย ถ้าใจไม่วอกแวก แต่พกเอาความร้อนใจไว้ข้างใน เช่น พกเอาความโลภ อยากได้ของผู้อื่นไว้เต็มที่ดังเช่นนักการพนัน พกเอาความพยาบาทไว้จนหน้าตาถมึงทึงอย่างพวกมือปืน หรือพกเอาความหลงไว้จนกระทั่งยอมให้ผีเข้ามาสิงร่างตัวดังเช่นพวกคนทรง อย่างนี้พระพุทธศาสนา ถือว่าไม่ใช่สมาธิ ถ้าหากจะถือก็เป็นได้แค่สมาธินอกลู่นอกทาง ที่เรียกว่า มิจฉาสมาธิ ซึ่งไม่ควรฝึก ไม่ควรให้ความสนใจ เพราะมีแต่โทษถ่ายเดียว

ดังนั้น ความหมายของสมาธิที่ถูกต้อง หรือที่เรียกว่า สัมมาสมาธิ ควรจะเป็นดังนี้ สมาธิ8) คือ ความมีอารมณ์เดียวแห่งจิตที่เป็นกุศล

พระภาวนาวิริยคุณได้กล่าวถึงคำว่าสมาธิไว้หลายประการ ดังนี้9)

1) สมาธิ คือ สภาวะที่ใจปราศจากนิวรณ์ 5

2) สมาธิ คือ อาการที่ใจตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์เดียวอย่างต่อเนื่อง เป็นเอกัคคตา หรือบางทีใช้ว่า เอกัคคตารมณ์

3) สมาธิ คือ อาการที่ใจหยุดนิ่งแน่วแน่ ไม่ซัดส่ายไปมา

4) สมาธิ คือ อาการที่ใจสงบรวมเป็นหนึ่งแน่วแน่ ณ ศูนย์กลางกายของตนเองอย่างต่อเนื่อง มีแต่ความบริสุทธิ์ผ่องใส สว่างไสวผุดขึ้นในใจ จนกระทั่งสามารถเห็นความบริสุทธิ์นั้นได้ด้วยใจตนเอง อันจะก่อให้เกิดทั้งกำลังใจ กำลังขวัญ กำลังปัญญา และความสุขแก่ผู้ปฏิบัติได้ในเวลาเดียวกัน

ที่กล่าวว่า สมาธิ คือ อาการที่ใจสงบรวมเป็นหนึ่ง ดังคำจำกัดความข้อ 4 นั้น ย่อมหมายความว่า ดวงเห็น ดวงจำ ดวงคิด ดวงรู้ ซึ่งซ้อนกันอยู่นั้น หยุดรวมเป็นจุดเดียวกันอยู่ในกลางดวงธรรมที่ทำให้เป็น กายมนุษย์ ณ ศูนย์กลางกายตนเองนั่นเอง เมื่อรวมกันเป็นหนึ่งแล้ว นิวรณ์ทั้ง 5 ย่อมแทรกแซงเข้าไปไม่ได้ ดังคำจำกัดความข้อ 1 เมื่อหยุดเป็นจุดเดียว ใจย่อมตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์เดียว ดังคำจำกัดความข้อ 2 และไม่ซัดส่าย ดังคำจำกัดความข้อ 3

ดังนั้น เราจึงอาจจะสรุปความหมายที่สมบูรณ์ของสมาธิได้ใหม่ว่า สมาธิ คือ สภาวะที่ใจเราปลอด จากนิวรณ์ 5 รวมเป็นจุดเดียว ตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์เดียว ไม่ซัดส่ายเลย สงบนิ่งจนปรากฏเป็นดวงใส บริสุทธิ์ผุดขึ้น ณ ศูนย์กลางกายของเราเอง ซึ่งจะสามารถยังผลสำเร็จอันยิ่งใหญ่ต่อการบรรลุธรรม ขั้นสูงต่อไป

10.5.3 ประเภทของสัมมาสมาธิ

สมาธิที่ถูกต้อง หรือสัมมาสมาธินั้น มีความจำเป็นต่อชีวิตประจำวันเป็นอย่างมาก เมื่อฝึกฝนได้ดีแล้ว จะมีแต่ความเย็นกายเย็นใจ มี 2 ประเภท คือ10)

1. สมาธินอกพระพุทธศาสนา สมาธิประเภทนี้มีมาตั้งแต่ก่อนสมัยพุทธกาลแล้ว พวกฤาษีชีไพร ต่างๆ มักจะใช้ฝึกกัน ส่วนมากนิยมฝึกด้วยการเอาวัตถุเป็นที่ตั้งจิต หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า ฝึกกสิณภายนอก โดยสร้างวัตถุขึ้นมาชิ้นหนึ่งเป็นแผ่นกลมๆ ที่เรียกว่า กสิณ เช่น ปั้นดินเป็นแผ่นกลมๆ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1 คืบ หนา 1 นิ้ว วางไว้เบื้องหน้าของผู้ฝึก เมื่อจำลักษณะได้แม่นยำแล้วก็หลับตานึกถึงกสิณด้วยการเอา จิตไปตั้งที่กสิณนั้น พร้อมกับบริกรรมภาวนา คือ ท่องในใจ เป็นการประคับประคองใจไม่ให้คิดเรื่องอื่นด้วย คำว่า ปฐวีๆๆๆ (หรือ ดินๆๆๆ) เป็นต้น เมื่อปฏิบัติมากเข้าจนเกิดความชำนาญแล้ว มโนภาพที่เกิดขึ้นในใจ จะค่อยๆ ทวีความสว่างมากขึ้นเรื่อยๆ เห็นภาพกสิณนั้นอยู่เบื้องหน้าตนเอง ระยะใกล้บ้าง ไกลบ้าง ถ้า ปฏิบัติได้ดีก็จะเห็นได้ชัดเจนเหมือนลืมตาเห็น ยิ่งชำนาญมากเท่าไร ก็สามารถพลิกแพลงใช้ประโยชน์จาก กสิณที่ได้มากยิ่งขึ้นเท่านั้น

2. สมาธิในพระพุทธศาสนา พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอนสมาธิประเภทนี้เอง โดยพระองค์ทรง นำวิธีการฝึกสมาธิของพวกฤาษีชีไพรในสมัยนั้น มาดัดแปลงแก้ไขใหม่ให้ถูกต้องรัดกุมยิ่งขึ้น ดังนั้นทั้งวิธี ทำกสิณ ขนาดของกสิณ และคำภาวนาจึงเหมือนกัน เพียงแต่เปลี่ยนตำแหน่งฐานที่ตั้งจิตหรือการวางใจ เสียใหม่ แทนที่จะเอาใจไปวางไว้ที่กสิณนั้น ก็เอามาวางไว้ที่ตรง ศูนย์กลางกาย ของตนเอง แล้วนึกถึง กสิณนั้นๆ

10.5.4 ความแตกต่างของสมาธิ 2 ประเภท

ความแตกต่างของสมาธิ 2 ประเภท11)

ความแตกต่างของสมาธิทั้ง 2 ประเภทนี้ เมื่อปฏิบัติในระยะเบื้องต้นจะยังไม่มีความแตกต่างกันมาก นัก ผู้ที่วางใจไว้นอกตัวจะเห็นภาพอยู่เบื้องหน้าตนเอง ส่วนผู้ที่วางใจไว้ที่ศูนย์กลางกาย จะเห็นภาพปรากฏขึ้น ณ ศูนย์กลางกายของตนเอง

เมื่อปฏิบัติต่อเนื่องมากขึ้นจะเห็นถึงความแตกต่างกันได้อย่างชัดเจน คือ ความสงบ ความชัด ของกสิณ ความสุขกายสุขใจที่ได้รับ และความเห็นหรือทิฏฐิจะแตกต่างกัน ผู้ที่วางใจไว้นอกตัวนั้น นิมิตจะไม่อยู่นิ่ง อยู่ใกล้บ้าง ไกลบ้าง ชัดบ้าง ไม่ชัดบ้าง ใหญ่บ้าง เล็กบ้าง ปรับภาพได้ยาก และมักจะเกิดนิมิตลวงเสมอ เช่น เห็นภาพเหตุการณ์ในอดีตที่ผ่านไปนานแล้ว และภาพอื่นๆ อีก ปะปนสับสนกับนิมิตจริงจนแยกกัน ไม่ค่อยออก

ทั้งนี้ เพราะการเห็นนิมิตของผู้ที่วางใจไว้นอกตัวนั้น เห็นเหมือนใช้ไฟฉายส่องดูวัตถุในที่ไกล จึงอาจเกิดความผิดพลาดได้ง่าย เช่น ถ้าเราดูผลแตงโมผ่าซีกที่ตั้งไว้ไกลๆ โดยมองด้านที่ไม่ถูกผ่า ก็จะเห็น เป็นว่าแตงโมนั้นเต็มผลอยู่ เป็นต้น เนื่องจากว่าเอาใจไปตั้งไว้นอกตัวตั้งแต่แรกจนเคยชินนั่นเอง และถ้าหาก จะเจริญวิปัสสนาต่อไปก็เป็นสิ่งที่ทำได้ยาก เพราะวิปัสสนาเป็นเรื่องของการพิจารณาภายในตัว ดังนั้น การฝึกสมาธินอกพระพุทธศาสนาจึงมีข้อเสียหลายประการ คือ

1) เสียเวลามาก เพราะหมดเวลาไปกับการลองผิดลองถูกในการปรับระยะของภาพ และขนาด ของภาพ ต้องใช้เวลานานกว่าภาพจะอยู่นิ่ง

2) เสี่ยงอันตราย เพราะมักจะเกิดนิมิตลวงขึ้นมาแทรกเสมอ

3) เกิดปัญญาน้อย เพราะยากแก่การฝึกในขั้นวิปัสสนาต่อไป

ส่วนผู้ที่วางใจไว้ถูกที่ตั้งแต่เริ่มแรก คือที่ศูนย์กลางกาย เมื่อเห็นนิมิตแล้ว นิมิตนั้นก็จะนิ่งอยู่ที่กลาง กายไม่หายไปไหน ยิ่งทำใจหยุดนิ่งได้ถูกส่วน นิมิตนั้นก็จะหายไปเอง แต่จะเกิดดวงกลมใสขึ้นมาแทนที่ เรียกว่า ดวงปฐมมรรค12) เป็นสภาวธรรมแรกที่เกิดจากการปฏิบัติตามหลักมัชฌิมาปฏิปทาได้อย่างถูกต้องสมบูรณ์ ซึ่งเป็นหนทางเบื้องต้นที่จะไปสู่พระนิพพาน

10.6 ความสำคัญของศูนย์กลางกาย

ศูนย์กลางกายจึงมีความสำคัญมากในการเจริญภาวนา เพราะเป็นจุดศูนย์รวมในการรับรู้ทางใจ ทั้งหมด เมื่อนำใจไปตั้งไว้ตรงนี้แล้ว ใจจะเกิดความตั้งมั่นมากที่สุด ยากที่จะซัดส่ายไปไหน ทำให้ง่าย ต่อการทำสมาธิมากกว่าการวางใจไว้ในที่อื่นๆ ดังที่พระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) ได้แสดงพระธรรมเทศนาไว้ว่า2

“ สำรวมใจดีแล้ว หลุดพ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้จริงๆ นะ เขาทำกัน อย่างไร? ต้องทำใจให้หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางกายมนุษย์ ที่เคยแสดงอยู่เสมอๆ เข้าสิบเข้าศูนย์ให้ดี ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ ใสบริสุทธิ์ เท่าฟองไข่แดงของไก่Ž”

เมื่อวางใจให้นิ่งอยู่ที่ศูนย์กลางกายได้อย่างถูกส่วนแล้ว ก็จะเข้าถึงสภาวธรรมที่ลุ่มลึกไปตาม ลำดับ ความสงสัยในธรรมทั้งหลายก็หมดสิ้นไป ดังที่พระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) ได้แสดงพระธรรมเทศนาไว้ว่า13)

 “ นี้ธรรมอันนี้แหละเป็นตัวจริงละ ให้เอาใจติดอยู่ตรงนี้แหละ อย่าไปเที่ยว หาอื่น ให้มันอื่นจากศูนย์กลางกายมนุษย์ กลางกายของตัวไปเลย ตรงนั้นแหละ เอาใจไปจรดอยู่ตรงนั้นแหละ ถ้ายังไม่เห็นนานๆ เข้าก็เห็นเอง พอถูกส่วนเข้า ก็เห็นเอง ที่ไปหาที่อื่น ไปโน่น ไปตรงโน้น ไปตรงนี้ ไปที่โน่น ไปที่นี่ ไปหาธรรม ในป่า ในดอนในดงกันยกใหญ่ทีเดียว เพราะไม่เห็น พอไปเห็นเข้าแล้ว โธ่… ผ้า โพกหัวหาแทบตายไม่เห็น อยู่บนหัวนี่เอง ไปหาธรรมแทบตาย ธรรมอยู่กลางตัว ของตัวนั่นเอง นั่นแหละธรรมอยู่ตรงนั้นแหละ แต่ว่าไม่ปรากฏขึ้น เมื่อปรากฏขึ้นแก่พราหมณ์แล้ว พราหมณ์ก็หมดสงสัยŽ”

10.7 การเจริญภาวนาเพื่อให้เข้าถึงพระธรรมกาย

การเจริญภาวนาเพื่อให้เข้าถึงพระธรรมกาย มีหลักการคือ การปฏิบัติตามมัชฌิมาปฏิปทา หรือทางสายกลาง โดยการนำใจมาหยุดนิ่งที่ศูนย์กลางกายฐานที่ 7 อย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งใจสงบนิ่ง และหยุดได้ ถูกส่วน ก็จะเห็นดวงปฐมมรรค หรือดวงธรรม และเข้าถึงกายภายในไปตามลำดับ จนถึงพระธรรมกาย

สำหรับวิธีการทำให้เข้าถึงพระธรรมกายนั้น มีมากมายหลากหลายวิธีเพื่อให้เหมาะสมกับจริตอัธยาศัยของแต่ละคน ถ้าหากปฏิบัติถูกต้องตามหลักการแล้ว สามารถเข้าถึงได้ทุกคน วิธีการที่จะทำให้ใจหยุดนิ่งตรงฐานที่ 7 มีเป็นล้านวิธี คือ นับวิธีไม่ถ้วน แต่ย่อลงมาเหลือเพียงแค่ 40 วิธีที่มีปรากฏในคัมภีร์ วิสุทธิมรรค จะเลือกวิธีไหนก็ได้ ที่จะฝึกใจให้หยุดนิ่ง ไม่ว่าจะใช้วิธีใดก็ตาม เมื่อปฏิบัติไปเรื่อยๆ พอใจสบาย ใจหยุดถูกส่วนเข้า ก็หล่นวูบเข้าไปสู่ภายใน พบดวงธรรมภายใน ถ้าดำเนินจิตไปเรื่อยๆ ก็จะเข้าถึง พระรัตนตรัยเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นวิธีที่จะเข้าถึงพระรัตนตรัยนั้นมีหลายวิธี แต่ทุกวิธีมีอารมณ์เดียว คือ ต้องมีอารมณ์ดี อารมณ์สบาย แล้วก็ต้องหยุดนิ่ง ใจที่ปกติชอบแวบไปแวบมา กลับมาหยุดนิ่งอยู่ภายใน พอหยุดถูกส่วนก็จะเข้าถึงพระธรรมกายในที่สุด

10.8 ระดับของการเจริญสมาธิ

การฝึกใจให้หยุดนิ่งจนกระทั่งเกิดสภาวะที่เป็นสมาธิ แบ่งออกได้เป็น 3 ระดับ14) คือ

1. ขณิกสมาธิ คือ สมาธิชั่วขณะ เป็นสมาธิในระดับที่คนทั่วๆ ไปใช้ในการปฏิบัติหน้าที่การงาน ในชีวิตประจำวัน เช่น การอ่านหนังสือ การดูโทรทัศน์ การขับรถ เป็นต้น ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการเจริญสมาธิ ในขั้นต่อๆ ไป

2. อุปจารสมาธิ คือ สมาธิขั้นเฉียดๆ หรือสมาธิที่จวนเจียนจะแน่วแน่ เป็นสมาธิในระดับที่สามารถ ระงับนิวรณ์ หรือสิ่งที่เป็นศัตรูของสมาธิได้ ก่อนที่จะเข้าสู่สภาวะแห่งฌาน

3. อัปปนาสมาธิ คือ สมาธิแน่วแน่ หรือสมาธิที่แนบสนิท เป็นสมาธิระดับสูงสุดซึ่งมีอยู่ในฌาน ทั้งหลาย ถือว่าเป็นผลสำเร็จที่ต้องการในการเจริญสมาธิ

10.9 อุปสรรคของการเจริญสมาธิ

อุปสรรคที่สำคัญของการเจริญสมาธิ โดยเฉพาะในระดับอุปจารสมาธิ คือ นิวรณ์

นิวรณ์ แปลว่า เครื่องกั้น เครื่องกัน หรือเครื่องขัดขวาง คือ ขัดขวางไม่ให้เราประสบความเจริญ ไม่ให้เราทำสมาธิได้ผล ไม่ให้เราได้รับความสุข กล่าวอีกนัยหนึ่ง นิวรณ์ คือ กิเลสที่ทำให้จิตมัวหมอง และ กันจิตไม่ให้บรรลุความดีนั่นเอง

นิวรณ์ มีอยู่ 5 อย่าง15) คือ

1. กามฉันทะ คือ ความรักใคร่ในทางกาม ความยินดีในกามคุณทั้ง 5 อันได้แก่ รูป รส กลิ่น เสียง และสัมผัส ซึ่งเมื่อเกิดขึ้นแก่ผู้ใด จิตใจก็เร่าร้อนประดุจดังไฟเผาจิตใจของบุคคลผู้นั้น

2. พยาบาท คือ ความปองร้าย ความอาฆาต การผูกพยาบาทอาฆาตปองร้ายนั้นเปรียบเสมือน ไฟที่เผาผลาญจิตใจของเรามิให้สุขสงบ

3. ถีนมิทธะ คือ ความท้อแท้ และความเกียจคร้าน กิเลส 2 ชนิดนี้เปรียบเสมือนเชื้อราที่จับต้นไม้ หรือพืชผักให้เหี่ยวเฉาตาย เพราะเมื่อกิเลส 2 ชนิดนี้จับจิตใจของเรา จะทำให้เราท้อแท้และหมดกำลังใจที่จะทำความดี

4. อุทธัจจกุกกุจจะ คือ ความฟุ้งซ่าน และความรำคาญ กิเลส 2 ประการนี้ ทำให้จิตใจหม่นหมอง ฟุ้งซ่าน หาความสุขใจมิได้ บางคนถึงกับเป็นโรคประสาทไปก็มี

5. วิจิกิจฉา คือ ความสงสัยลังเลใจ ไม่อาจตัดสินใจได้ ในแนวปฏิบัติ ผู้ที่มีความสงสัยลังเลใจ ไม่ อาจตัดสินใจทำสิ่งใดได้ ก็ไม่สามารถจะก้าวไปข้างหน้าได้ ไม่ว่าจะในด้านการดำรงชีวิต หรือในด้านการ เจริญภาวนาก็ตาม สมควรกำจัดนิวรณ์ข้อนี้เสียจึงจะสามารถพัฒนาจิตให้สูงขึ้นได้

ที่ผ่านมา เราได้ทำความเข้าใจเกี่ยวกับทฤษฎีพื้นฐานในการเจริญสมาธิภาวนาไปแล้ว ซึ่งเมื่อได้ พิจารณาแล้วเราสามารถสรุปได้ว่า แท้จริงการเจริญสมาธิภาวนาก็คือ การทำใจของเราให้หยุดนิ่งอยู่ ภายในศูนย์กลางกายของตัวเราเอง กล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือ การดึงใจกลับเข้ามาสู่ภายใน ให้ใจอยู่กับเนื้อ กับตัวของเรา ในอารมณ์ที่สบาย นี้คือวิธีการทำให้เกิดสมาธิอย่างง่ายๆ และก็เข้าถึงอย่างรวดเร็ว คือ การดึงใจที่ซัดส่ายไปในอารมณ์ต่างๆ ในความคิดต่างๆ จะเป็นเรื่องครอบครัว ธุรกิจการงาน การศึกษาเล่าเรียน เรื่องสนุกสนานเฮฮา หรือเรื่องอะไรที่นอกเหนือจากนี้ก็ตาม ดึงกลับเข้ามาอยู่กับตัวของเรา ให้มามีอารมณ์เดียว ใจเดียว พระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) ท่านใช้คำว่า “ ให้ความเห็น ความจำ ความคิด ความรู้ 4 อย่างนี้รวมหยุดเป็นจุดเดียว ในอารมณ์ที่สบาย ที่กลางกายของเราŽ”16)

1) สุชีพ ปุญญานุภาพ, พจนานุกรมศัพท์พระพุทธศาสนา ไทย-อังกฤษ . อังกฤษ-ไทย, พิมพ์ครั้งที่ 8, (กรุงเทพมหานคร : มหามกุฏราชวิทยาลัย, 2541), หน้า 181.
2) พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542, พิมพ์ครั้งที่ 1, (กรุงเทพมหานคร : นามมีบุ๊คพับลิเคชั่นส์, 2546), หน้า 821.
3) พระพรหมโมลี (วิลาศ ญาณวโร ป.ธ. 9), ภาวนาทีปนี, พิมพ์ครั้งแรก, (กรุงเทพมหานคร : ดอกหญ้า, 2538), หน้า 18.
4) อรรถกถาขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค ภาเวตัพพนิทเทส, มก. เล่ม 68 หน้า 368.
5) พันตรี ป.หลงสมบุญ, พจนานุกรม มคธ-ไทย, พิมพ์ครั้งที่ 2, (กรุงเทพมหานคร : มูลนิธิธรรมกาย, 2546), หน้า 172.
6) พระอุปติสสเถระ, วิมุตติมรรค, พิมพ์ครั้งที่ 5, (กรุงเทพมหานคร : ศยาม, 2541), หน้า 40.
7) , 10) , 11) พระภาวนาวิริยคุณ (เผด็จ ทตฺตชีโว), คนไทยต้องรู้, พิมพ์ครั้งที่ 6, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์อักษรสมัย, 2537), หน้า 34.
8) พระมหาฉัตรชัย ฉตฺตญฺชโย, 40 วิธีเพื่อการเข้าถึงพระธรรมกาย, (เอกสารอัดสำเนา, 2546), หน้า 63.
9) พระภาวนาวิริยคุณ (เผด็จ ทตฺตชีโว), พระแท้, พิมพ์ครั้งที่ 3, (กรุงเทพมหานคร : บริษัท อิมเพาเวอร์ จำกัด, 2540), หน้า 147.
12) มรดกธรรมของหลวงพ่อวัดปากน้ำ (พระมงคลเทพมุนี), (กรุงเทพมหานคร : บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้ง แอนด์ พับลิชชิ่ง จำกัด, 2539), หน้า 746.
13) มรดกธรรมของหลวงพ่อวัดปากน้ำ (พระมงคลเทพมุนี), (กรุงเทพมหานคร : บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้ง แอนด์ พับลิชชิ่ง จำกัด, 2539), หน้า 126.
14) อรรถกถาขุททกนิกาย มหานิทเทส คุหัฏฐกสุตตนิทเทส, มก. เล่ม 65 หน้า 303.
15) ราสิสูตร, อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต, มก. เล่ม 36 ข้อ 52 หน้า 126.
16) มูลนิธิธรรมกาย, สาระสำคัญพระธรรมเทศนาพระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร), (กรุงเทพมหานคร : บริษัท อัลตร้า พริ้นติ้ง จำกัด, 2541), หน้า 2.)) อย่างนี้เรียกว่า วิธีทำให้เกิดสมาธิ คือ ฝึกใจให้หยุดให้นิ่งอยู่ภายใน สรุป** การเจริญภาวนาเป็นงานสำคัญของชีวิตที่ต้องทำควบคู่ไปกับการทำทาน และการรักษาศีล การเจริญ ภาวนาเป็นของสากล เป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนสามารถประพฤติปฏิบัติได้ ไม่จำกัดว่าบุคคลนั้นจะมีเชื้อชาติ ศาสนาใดก็ตาม การเจริญภาวนาเป็นการฝึกใจให้สงบหยุดนิ่งเป็นอารมณ์เดียว โดยปฏิบัติตามหลัก มัชฌิมาปฏิปทาหรือทางสายกลาง คือ วางใจให้หยุดนิ่งอยู่ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ 7 อย่างต่อเนื่อง เมื่อใจ หยุดได้อย่างถูกส่วนแล้ว ก็จะเข้าถึงสภาวธรรมที่ลุ่มลึกไปตามลำดับ กิเลสทั้งหลายจะหลุดร่อนออกไปจากใจ จนกระทั่งเกิดการเห็นอันวิเศษ ทำให้รู้เท่าทันเข้าใจสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง เข้าถึงธรรมะของ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าอันเป็นเป้าหมายสำคัญของชีวิตได้ในที่สุด
sb101/10.txt · แก้ไขครั้งล่าสุด: 2015/03/15 16:55 (แก้ไขภายนอก)
 
เว้นแต่จะได้แจ้งไว้เป็นอื่นใด เนื้อหาบนวิกินี้ถูกกำหนดสิทธิ์ไว้ภายใต้สัญญาอนุญาติต่อไปนี้: CC Attribution-Noncommercial 3.0 Unported
Recent changes RSS feed Donate Powered by PHP Valid XHTML 1.0 Valid CSS Driven by DokuWiki