บทที่ 1 ความสัมพันธ์ของมนุษย์กับวิถีชีวิต

เนื้อหาบทที่ 1 ความสัมพันธ์ของมนุษย์กับวิถีชีวิต

  • 1.1 ความหมายของวิถีชีวิต
  • 1.2 ความสำคัญของวิถีชีวิต
    • 1.2.1 จุดเริ่มต้นของวิถีชีวิต
      • การมีสัมมาทิฏฐิ
      • ความหมายของสัมมาทิฏฐิ
      • ระดับของสัมมาทิฏฐิ
      • ความสำคัญของสัมมาทิฏฐิต่อวิถีชีวิต
    • 1.2.2 เป้าหมายชีวิต
      • เป้าหมายบนดิน
      • เป้าหมายบนฟ้า
      • เป้าหมายเหนือฟ้า
  • 1.3 อุปสรรคของชีวิต
    • 1.3.1 กิเลส
      • ความหมายของกิเลส
      • ชนิดของกิเลส มี 3 ชนิด คือ
        • - โลภะ
        • - โทสะ
        • - โมหะ
  • 1.4 ทางแก้อุปสรรคของชีวิต
    • 1.4.1 บุญ
      • ความหมายของบุญ
      • ทางมาแห่งบุญ
        • - ทาน
        • - ศีล
        • - ภาวนา
      • ผลที่ได้จากการบำเพ็ญบุญ
  • 1.5 ทาน ศีล ภาวนา กับการสร้างบารมี

แนวคิด

1) วิถีชีวิตที่ถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้มนุษย์ทุกคนประสบความสุขและความสำเร็จในชีวิตได้

2) จุดเริ่มต้นของวิถีชีวิตที่ดีที่สุด คือ การมีสัมมาทิฏฐิ และมีความเข้าใจในเรื่องของบุญ เพราะสัมมาทิฏฐิมีผลทำให้มนุษย์ทุกคนดำเนินชีวิตได้อย่างถูกต้อง ส่วนความเข้าใจในเรื่องของบุญอันเกิดจากการทำทาน รักษาศีล และเจริญภาวนา เป็นสิ่งสำคัญในการบรรลุเป้าหมาย ชีวิตทุกระดับ

3) ในการสร้างบารมีเพื่อบรรลุเป้าหมายชีวิตของมนุษย์ทุกคน หากมีอุปสรรคเกิดขึ้นมาขัดขวาง ต้องไม่ย่อท้อหรือหวั่นไหว ต้องมีความเชื่อมั่นในผลของบุญและตั้งใจสร้างบารมีต่อไป ตราบกระทั่งเข้าสู่พระนิพพาน

วัตถุประสงค์

1) เพื่อให้นักศึกษาเข้าใจ และอธิบายถึงความสำคัญของสัมมาทิฏฐิที่มีผลต่อการตั้งเป้าหมาย ชีวิตได้อย่างถูกต้อง

2) เพื่อให้นักศึกษาเข้าใจ และอธิบายถึงเป้าหมายชีวิตทั้ง 3 ระดับ ได้อย่างถูกต้อง

3) เพื่อให้นักศึกษาเข้าใจ และอธิบายถึงความสำคัญของการทำทาน รักษาศีล และเจริญภาวนา ที่มีผลต่อการบรรลุเป้าหมายชีวิตในทุกระดับ ได้อย่างถูกต้อง

1.1 ความหมายของวิถีชีวิต

วิถี ตามความหมายในพจนานุกรม หมายถึง สาย แนว ถนน ทาง1)

วิถีชีวิต จึงหมายถึง การกระทำตามวิธีการและแนวทางอย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อให้มีความสุขและประสบความสำเร็จในชีวิต โดยกระทำอย่างต่อเนื่องจนติดเป็นนิสัย กระทั่งการกระทำนั้น ได้กลายมาเป็น ส่วนหนึ่งในการดำเนินชีวิต

1.2 ความสำคัญของวิถีชีวิต

คนเราเมื่อเกิดมาในโลก ล้วนมุ่งหวังให้ได้ความสุข และความสำเร็จในชีวิตด้วยกันทั้งสิ้น ซึ่งต่างคนต่างก็เลือกวิธีการหรือแนวทางที่จะทำให้ได้ความสุขและความสำเร็จนั้นมาครอง เมื่อกระทำ ตามวิธีการและแนวทางนั้นๆ อย่างต่อเนื่อง ก็กลายเป็นแนวทางการดำเนินชีวิต หรือวิถีชีวิตของแต่ละคนไป ดังนั้นใครจะมีวิถีชีวิตอย่างไร ก็ขึ้นอยู่ที่ว่าเราจะเลือกให้ตนเองเป็นแบบใด ตั้งแต่การเลือกว่าอะไร คือความสุขและความสำเร็จในชีวิตที่ตนปรารถนา หรือพูดง่ายๆ คือเลือกว่า อะไรคือเป้าหมายของชีวิต และประการต่อมา ก็เลือกแนวทางการดำเนินชีวิตที่จะทำให้ได้มาซึ่งความสำเร็จนั้น ซึ่งเมื่อเลือกแล้วก็มีทั้งตนเองที่สมหวังและผิดหวัง บางครั้งสมหวังได้รับความสุข ในขณะที่บางครั้งก็ประสบความสำเร็จในสิ่งที่คาดหวัง แต่กลับพบว่าเป้าหมายที่หวังนั้นกลับเป็นเป้าหมายที่ตั้งไว้ผิด จึงนำแต่ความทุกข์ระทมมาให้

หากเปรียบชีวิตกับการเดินทางเพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย อุปกรณ์สำคัญสิ่งแรกที่เราต้องมีสำหรับการ เดินทาง คือ แผนที่ ซึ่งต้องเป็นแผนที่ที่ถูกต้องเท่านั้น จึงจะทำให้การเดินทางนั้นไปถึงเป้าหมายได้อย่างถูกต้อง หากเมื่อเริ่มต้นเดินทางแต่ได้แผนที่บอกตำแหน่งเป้าหมายผิดพลาด แม้เราจะมีความสามารถในการเดินทาง มากเท่าไร หรือมีพาหนะดีอย่างไรก็ตาม ย่อมไม่สามารถไปถึงเป้าหมายได้ เป็นเพียงได้ไปถึงเร็วกว่าผู้อื่น เพื่อจะพบว่าเดินทางไปผิดที่เท่านั้น หรือแม้จะเป็นคนที่อารมณ์ดี มีความอดทนสูง มองโลกในแง่ดี สามารถทำใจให้สบายได้ในระหว่างที่ยังไปไม่ถึงเป้าหมาย แต่ความเป็นจริงคือ ยังคงหลงทางอยู่ ตราบใด ที่ยังไม่มีแผนที่ที่ถูกต้อง ก็ยังไปไม่ถึงเป้าหมายอยู่ดี

สรุปได้ว่า การเดินทางของชีวิตจำเป็นต้องมีจุดเริ่มต้นที่ดี มีวิธีการที่ถูกต้องเหมาะสม และมีเป้าหมายชีวิตที่ถูกต้องชัดเจน ชีวิตจึงจะมีความสุขและประสบความสำเร็จ

1.2.1 จุดเริ่มต้นของวิถีชีวิต

การมีสัมมาทิฏฐิ

สิ่งหนึ่งที่เป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่จะนำไปสู่การตั้งเป้าหมายของชีวิต และการเลือกวิถีชีวิต คือ วิธีที่เรามองโลกและชีวิต ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญที่จะนำไปสู่ความคิด คำพูด และการกระทำของเรา ยกตัวอย่างเช่น เด็ก 3 คน เห็นนกบินมาเกาะที่ต้นไม้ คนแรกมองเห็นนกเป็นอาหาร ก็คิดว่า “ มันน่ายิง เอามาย่างกิน คงอร่อยดี”Ž คนที่สองมองเห็นเป็นของเล่น ก็คิดว่า ”นกสีสวยจริงๆ น่าจับมาเลี้ยง”Ž คนที่สามมองเห็นนกเป็นสัตว์ที่มีความทุกข์ ก็คิดว่า  “ มันมีกรรมอะไรหนอ ถึงต้องมาเกิดเป็นนก”Ž แม้ภาพนกที่ทั้งสามคนมองเห็นจะเป็นภาพเดียวกัน แต่การแปล ความหมายภาพนั้นมาสู่ ความคิด คำพูด และการกระทำ กลับแตกต่างกันมากมาย ทั้งนี้เพราะแต่ละคนมองสิ่งต่างๆ ในโลกนี้ผ่านกรอบความคิดที่ต่างกันนั่นเอง ดังนั้นวิถีชีวิตของเรา จะดำเนินไปอย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับจุดเริ่มต้น คือ กรอบความคิด หรือความรู้ความเข้าใจเรื่องโลกและชีวิตนั่นเอง

ดังที่เราได้ทราบแล้วว่าแผนที่ในการดำเนินชีวิต ก็คือ วิธีที่เรามองโลกและชีวิต ดังนั้น หากต้องการให้เส้นทางชีวิตนั้นพบกับความสุขและความสำเร็จที่แท้จริง ปัจจัยสำคัญที่ต้องคำนึง ถึงประการแรกคือ การมองโลกและชีวิตให้ถูกต้องตามความเป็นจริง ซึ่งศัพท์ทาง พระพุทธศาสนาเรียกว่า สัมมาทิฏฐิŽ

ความหมายของคำว่า “ สัมมาทิฏฐิ”Ž

สัมมาทิฏฐิ คือ ความเห็นถูก หมายถึงการมีความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับเรื่องโลก และความเป็นไปของชีวิต ว่าเป็นไปตามกฎของไตรลักษณ์ คือ มีการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ถ้าเข้าใจอย่างนี้แล้ว หนทางในการก้าวไปให้ถึงเป้าหมายของชีวิตก็เป็นเรื่องที่ไม่ยาก จนเกินไป อีกทั้งหนทางการสร้างบารมีก็จะสว่างสดใสเลยทีเดียว

ระดับของสัมมาทิฏฐิ

สัมมาทิฏฐิแบ่งเป็น 2 ระดับ คือ

1. สัมมาทิฏฐิเบื้องต้น หรือระดับโลกียะ เป็นความเข้าใจถูกในระดับที่เกื้อกูลให้ชีวิต ได้รับความสุขทั้งในโลกนี้และโลกหน้า หรือในระหว่างที่ยังต้องเวียนว่ายตายเกิด จนกว่าจะหมดกิเลส

2. สัมมาทิฏฐิเบื้องสูง หรือระดับโลกุตตระ เป็นความเข้าใจถูกในระดับ รู้แจ้งเห็นจริงของพระอริยเจ้าด้วยการเจริญสมาธิภาวนา จนสามารถกำจัดกิเลสได้ไปตามลำดับ

1. สัมมาทิฏฐิเบื้องต้น

สัมมาทิฏฐิเบื้องต้นที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ เป็นเรื่องที่ชาวโลกทุกคน ต้องเข้าใจให้ถูกต้อง มี 10 ประการ คือ2)

1. ทานที่ให้แล้วมีผล (หมายถึงการให้ในระดับแบ่งปันกัน)

2. ยัญที่บูชาแล้วมีผล (หมายถึงการให้ในระดับสงเคราะห์กัน)

3. การเซ่นสรวงมีผล (หมายถึงการบูชาบุคคลที่ควรบูชามีผลดีจริง)

4. ผลคือวิบากของกรรมที่ทำดีและทำชั่วมี (กฎแห่งกรรมมีจริง)

5. โลกนี้มี (หมายถึงความเชื่อเรื่องผลกรรมข้ามชาติมีจริง)

6. โลกหน้ามี (หมายถึงความเชื่อเรื่องการเวียนว่ายตายเกิด)

7. มารดามี (หมายถึงมีบุญคุณ)

8. บิดามี (หมายถึงมีบุญคุณ)

9. สัตว์ที่เป็นโอปปาติกะมีจริง (สัตว์ที่ผุดขึ้นเกิดแล้วโตทันทีมีจริง)

10. ในโลกนี้มีสมณพราหมณ์ผู้ประพฤติดีปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้โลกหน้าให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วยตนเองมีอยู่ (พระอรหันต์ผู้หมดกิเลสได้ด้วยตนเองมีจริง)

2. สัมมาทิฏฐิเบื้องสูง

สัมมาทิฏฐิเบื้องสูง มี 4 ประการ คือ3)

1. ความรู้ในทุกข์

2. ความรู้ในทุกขสมุทัย (เหตุให้เกิดทุกข์)

3. ความรู้ในทุกขนิโรธ (ความดับทุกข์)

4. ความรู้ในทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา (ทางดับทุกข์)

สัมมาทิฏฐิเบื้องสูงนี้เกิดขึ้นจากการมีสัมมาทิฏฐิเบื้องต้นเป็นพื้นฐานมาก่อน จากนั้น จะต้องผ่านการทำสมาธิจนเห็นผลแห่งการปฏิบัติมาในระดับหนึ่งจึงจะเกิดความเข้าใจแตกฉานได้ ซึ่งจะยังไม่ขยายความในที่นี้ แต่จะมุ่งไปที่สัมมาทิฏฐิเบื้องต้นก่อนเป็นอันดับแรก สัมมาทิฏฐิเบื้องต้นทั้ง 10 ประการดังกล่าว ข้อที่เป็นพื้นฐานสำคัญต่อทุกชีวิต มากที่สุด คือข้อที่ 4 ได้แก่ ความเชื่อเรื่องกฎแห่งกรรม ที่ว่าใครทำกรรมดี ย่อมได้รับผลดี ใครทำกรรมชั่ว ย่อมได้รับผลชั่วจากสิ่งที่ตนเองทำไว้4)

หากใครมีความเชื่อมีความเข้าใจอย่างนี้แล้ว เขาจะมีกำลังใจสูงที่จะทำความดีให้ยิ่งๆ ขึ้นไป เพราะมีความมั่นใจในบุญและกล้าที่จะประกาศว่า ชีวิตนี้เกิดมาก็เพื่อสร้างบุญสร้างบารมีให้มากที่สุด ความชั่วจะไม่ทำ คนลักษณะนี้จะต้องมีความเชื่อมั่นในกฎแห่งกรรมเป็นตัวค้ำไว้ ถ้าไม่มีความเชื่อนี้เสียแล้ว แม้มีโอกาสที่จะทำความดีก็จะไม่ทุ่มเต็มที่ เพราะยังลังเลอยู่ว่าจะได้บุญจริงหรือไม่ แม้ทำก็แค่คิดทำเพียงป้องกันเอาไว้ก่อน ทำแบบไม่สม่ำเสมอ ผลที่ออกมาก็ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วยอย่างที่ควรจะเป็น นอกจากนั้น ความเชื่อเรื่องกฎแห่งกรรมยังจะช่วยทำให้เกิดความเข้าใจในสัมมาทิฏฐิข้ออื่นๆ มากยิ่งขึ้นไปอีกด้วย

ดังนั้น หากมีสัมมาทิฏฐิครบทั้ง 10 ประการนี้แล้ว ต้องถือว่ามีวิถีชีวิตที่สมบูรณ์แบบที่สุด ถึงคราวจะมีโอกาสทำความชั่ว ก็สามารถยับยั้งใจเอาไว้ได้ ใครจะรู้เห็นหรือไม่ก็ตาม ถ้ารู้ว่าเป็นความชั่วแล้วเป็นไม่ทำเด็ดขาด ตรงกันข้าม ถ้าเป็นเรื่องบุญแล้ว จะมีใครรู้เห็น จะมีใครสรรเสริญหรือไม่ก็ตาม ก็จะทุ่มเททำอย่างสุดกำลัง

ความสำคัญของสัมมาทิฏฐิต่อวิถีชีวิต

สัมมาทิฏฐิ เป็นสิ่งสำคัญที่เราจะต้องทราบและศึกษาทำความเข้าใจเป็นประการแรก เมื่อมีความเห็นที่ถูกต้องแล้ว การดำเนินชีวิตก็จะเป็นไปอย่างถูกทาง ความคิด คำพูด และการกระทำ ก็จะปรากฏออกมาในทางที่ดีงาม

คนเราอาจจะมีความเข้าใจถูกในด้านวิชาการทางโลกเป็นร้อยเป็นพันเรื่อง แต่ความเข้าใจถูกเหล่านั้นยังไม่จัดว่าเป็นสัมมาทิฏฐิ ยังไม่สามารถเป็นที่พึ่งให้กับตัวเองหรือคนอื่นๆ ได้

ยกตัวอย่าง บางท่านอาจจะมีความเข้าใจถูกในเรื่องของดาราศาสตร์ ในเรื่องของเทคโนโลยี จนกระทั่งสามารถไปดวงจันทร์ ไปดวงดาวต่างๆ ได้ บางท่านอาจจะมีความเข้าใจถูกในเรื่องการแพทย์ ในเรื่องของการคำนวณ รวมทั้งการปกครองทั่วๆ ไป แต่ก็ยังไม่เรียกว่าเป็น สัมมาทิฏฐิ ต่อเมื่อใดมีความเข้าใจในเรื่องโลก เรื่องชีวิตอย่างถูกต้อง เมื่อนั้นจึงจะเป็นสัมมาทิฏฐิ

เพราะฉะนั้น ใครก็ตามถึงแม้เขาจะเรียนจบปริญญาเอก เป็นศาสตราจารย์ เป็นนายกรัฐมนตรี เป็นประธานาธิบดี เป็นมหาเศรษฐี นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะเป็นสัมมาทิฏฐิ ตราบใดที่เขายังเข้าใจไม่ถูกต้องในเรื่องโลกและชีวิต

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสเรื่องความร่มเย็นเป็นสุขของประชาชนไว้ในที่หลายๆ แห่ง และเมื่อตรัสครั้งใด จะต้องยกสัมมาทิฏฐิเป็นเบื้องต้นทุกครั้งไป มีตัวอย่างดังนี้

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลคนเดียว เมื่อเกิดขึ้นในโลก ย่อมเกิดขึ้นเพื่อเป็นประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุขแก่ชนเป็นอันมาก เพื่อประโยชน์หิตสุข(เกื้อกูล)แก่เทพยดาและมนุษย์ทั้งหลาย บุคคลคนเดียวคือใคร คือบุคคลผู้เป็นสัมมาทิฏฐิ มีความเห็นไม่วิปริต เขาทำให้คนเป็นอันมากออกจากอสัทธรรมแล้ว ให้ตั้งอยู่ในสัทธรรม ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลคนเดียวนี้แล เมื่อเกิดขึ้นในโลก ย่อมเกิดขึ้น เพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุขแก่ชนเป็นอันมาก เพื่อประโยชน์ หิตสุขแก่เทพยดาและมนุษย์ทั้งหลายŽ5)

นอกจากนี้ สัมมาทิฏฐิยังเป็นเครื่องหมายแสดงให้เห็นถึงกุศลธรรมความดีที่กำลังจะ เกิดขึ้นในภายภาคหน้าอีกด้วย คือ เมื่อบุคคลมีสัมมาทิฏฐิเกิดขึ้นในใจแล้ว ย่อมเป็นทางให้บุญกุศลทั้ง หลายได้เกิดแก่ขึ้นแก่บุคคลนั้น ดังที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ ดังนี้

“ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สิ่งที่เริ่มต้นเป็นนิมิตเบื้องต้นแห่งดวงอาทิตย์ เมื่อจะอุทัย คือ แสงเงินแสงทอง ฉันใด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สิ่งที่เริ่มต้นเป็นนิมิตเบื้องต้นแห่งกุศลธรรมทั้งหลาย คือ สัมมาทิฏฐิ ฉันนั้น เหมือนกันแล”Ž6)

1.2.2 เป้าหมายชีวิต

มนุษย์ทุกคนที่เกิดมาบนโลกใบนี้ ล้วนแสวงหาสิ่งที่ตนเองปรารถนา ไม่ว่าจะเป็นเชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ หรือศาสนาความเชื่อใดก็ตาม ต่างก็มีเป้าหมายชีวิตเป็นของตนเองทั้งสิ้น

สิ่งนี้เองที่เป็นแรงผลักดันให้เราต้องมีกิจกรรม มีการงาน มีหน้าที่รับผิดชอบ ต้องดิ้นรนแสวงหา เพื่อให้ได้มาในสิ่งซึ่งตนปรารถนา

ใครมีความสนใจหรือมีความพอใจในด้านใด ก็จะมีกิจกรรมในด้านนั้นๆ เป้าหมายที่บุคคลผู้นั้นตั้ง เอาไว้ก็จะเป็นไปในทางนั้น เป้าหมายของนักกีฬาเมื่อลงแข่งขัน ย่อมอยากยืนอยู่บนแท่นของผู้ชนะ ดารา นักร้อง นักแสดง เมื่อสวมบทบาทแล้วย่อมต้องการการยอมรับจากผู้ชม เป้าหมายของนักธุรกิจก็มุ่งหวัง ที่จะทำให้ธุรกิจหรือกิจการของตนเจริญก้าวหน้า มีกำไรมาก

ในขณะที่บางคนอาจไม่เคร่งครัดกับชีวิตมากมายนัก เพียงได้บรรลุเป้าหมายในระดับหนึ่ง ก็เติมเต็มชีวิตได้แล้ว แพทย์บางท่านมีความสุขกับการได้รักษาคนไข้ในชนบทที่ห่างไกลความเจริญ นักการเมืองบางท่านพอใจที่ได้ดูแลทุกข์สุขของพี่น้องประชาชนที่บ้านเกิดของตน ครูอาจารย์บางท่าน มีความสุขกับการเป็นครูประจำชั้น ได้อบรมสั่งสอนลูกศิษย์ให้เติบโตเป็นคนดีของสังคมในภายหน้า และอีกหลากหลายผู้คนที่วางแผนชีวิตของตนแตกต่างกันไป ระดับของเป้าหมายก็แตกต่างกันไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความคิด ความเห็น หรือทัศนคติของแต่ละคนที่มีต่อเป้าหมายนั้นนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม เมื่อกล่าวโดยองค์ความรู้ในพระพุทธศาสนาแล้ว ที่กล่าวมาทั้งหมดนั้นอาจถือได้ ว่าเป็นเป้าหมายชีวิตในระดับหนึ่งที่ทุกคนต้องการ แต่ในเบื้องลึกยิ่งกว่านี้ พระพุทธศาสนายังได้กล่าวถึง เป้าหมายชีวิตในระดับสูงยิ่งขึ้นไปอีก โดยพระพุทธองค์ได้กล่าวถึงความเป็นจริงของโลก และชีวิตใน มุมมองที่กว้างขวางมาก และตรงจุดนี้เองที่พระพุทธศาสนาได้สร้างโอกาสให้กับชาวโลกทุกคนได้ไขว่คว้า เปิดโอกาสให้ทุกคนได้เข้ามาศึกษา แสวงหาคำตอบให้กับตัวเอง เพื่อที่จะพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ก้าวขึ้นไปสู่เป้าหมายอันสูงสุดของการได้เกิดมาเป็นมนุษย์

เป้าหมายของชีวิตที่ทุกคนพึงกำหนดไว้ เพื่อที่จะบรรลุถึงความสำเร็จ สามารถแบ่งได้ 3 ระดับด้วย กัน คือ

1. เป้าหมายบนดิน หรือเป้าหมายชีวิตในระดับต้น

2. เป้าหมายบนฟ้า หรือเป้าหมายชีวิตในระดับกลาง

3. เป้าหมายเหนือฟ้า หรือเป้าหมายชีวิตในระดับสูงสุด

เป้าหมายบนดิน

เป้าหมายบนดิน หมายถึง เป้าหมายระดับต้นของการเกิดมาเป็นมนุษย์ในชาตินี้ เป็นสิ่งที่ทุกคนพึงกระทำให้บรรลุผลสำเร็จให้ได้ นั่นคือ การดำรงตนเป็นคนดีที่โลกต้องการ คนดีหรือที่พระพุทธศาสนา เรียกว่า สัตบุรุษ คือ บุคคลที่ไม่ว่าใครต่างก็พึงปรารถนา อยากที่จะคบหาและเข้าใกล้ เพราะสามารถมั่นใจได้ว่าคนดีนี้จะไม่นำสิ่งเลวร้ายมาสู่ตัวเรา นอกจากนี้ ยังจะมอบแต่สิ่งดีๆ ให้แก่เราอีกด้วย

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสถึงลักษณะของสัตบุรุษไว้ ดังนี้

”ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัตบุรุษเป็นผู้มีความเห็นอย่างสัตบุรุษอย่างไร คือ สัตบุรุษในโลกนี้ เป็นผู้มีความเห็นอย่างนี้ว่า ทานที่ให้แล้วมีผล ยัญที่บูชาแล้วมีผล สังเวยที่บวงสรวงแล้วมีผล ผลวิบากของกรรมที่ทำดีทำชั่วมีอยู่ โลกนี้มี โลกอื่นมี มารดามีคุณ บิดามีคุณ สัตว์ที่เป็นโอปปาติกะมี สมณพราหมณ์ทั้งหลาย ผู้ดำเนินชอบ ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้และโลกอื่นให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วยตนเองในโลกมีอยู่ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล สัตบุรุษชื่อว่าเป็นผู้มี ความเห็นอย่างสัตบุรุษŽ”7)

ดังนั้น คนดี คือ ผู้ที่เป็นสัมมาทิฏฐิบุคคล มีความเชื่อมั่นในเรื่องของกรรม เชื่อในเรื่องผลของบุญและบาป ทำให้สามารถดำเนินชีวิตอย่างมีความสุข ซึ่งการจะบรรลุผลเช่นนี้ได้ พระพุทธศาสนาได้ วางหลักปฏิบัติที่ใช้ได้ผลจริงมาแต่ครั้งโบราณกาล นั่นคือ การทำทาน รักษาศีล และเจริญสมาธิภาวนา เป็นประจำสม่ำเสมอ จนกระทั่งติดเป็นนิสัยประจำตัวในที่สุด และเมื่อปฏิบัติอย่างจริงจังแล้วย่อมได้รับผลเป็นความสุขในปัจจุบันชาตินี้ ดังที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ ว่า

”ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุญกิริยาวัตถุ 3 ประการนี้ 3 ประการเป็นไฉน ? คือ ทานมัยบุญกิริยาวัตถุ 1 สีลมัยบุญกิริยาวัตถุ 1 ภาวนามัยบุญกิริยาวัตถุ 1 ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุญกิริยาวัตถุ 3 ประการนี้แล

กุลบุตรผู้ใคร่ประโยชน์ พึงศึกษาบุญนั่นแล อันให้ผลเลิศต่อไป ซึ่งมีสุขเป็นกำไร คือ พึงเจริญทาน 1 ความประพฤติเสมอ 1 เมตตาจิต 1 บัณฑิต ครั้นเจริญธรรม 3 ประการอันเป็นเหตุให้เกิดความสุขเหล่านี้แล้ว ย่อมเข้าถึงโลก อันไม่มีความเบียดเบียนŽ”8)

บุคคลผู้มีใจรักในการเสียสละ ชอบแบ่งปันสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ ที่จำเป็น แบ่งปันทรัพย์สมบัติให้ กับผู้อื่นในยามที่เขาจำเป็นต้องใช้ บุคคลนั้นย่อมเป็นที่รักของผู้อื่น และย่อมจะเป็นที่พึ่งพาอาศัยให้กับ บุคคลรอบข้างได้ สิ่งนี้เป็นข้อที่พึงปฏิบัติในขั้นต้นของการอยู่ร่วมกันในสังคม ซึ่งเรียกว่า การทำทาน

ยิ่งกว่านั้น ในการอยู่ร่วมกันในสังคม ความคิดความเห็นของแต่ละคนย่อมแตกต่างกันเป็นธรรมดา จึงไม่สามารถหลีกเลี่ยงการกระทบกระทั่งกันได้ การผิดใจกันถือเป็นเรื่องที่เราจะต้องประสบ บุคคลใด สามารถยับยั้งชั่งใจ ตั้งสติระงับตนเอง ไม่ให้ตัวเองก้าวออกไปสร้างความเดือดร้อนเสียหายแก่ผู้อื่น ทั้งการกระทำและคำพูดได้ บุคคลนั้นย่อมได้ชื่อว่าเป็นผู้ไม่ก่อศัตรู จะเป็นผู้มีมิตรดี และประสบความสุข ในบั้นปลาย ซึ่งเรียกว่า การรักษาศีล

ที่กล่าวมานั้นถือเป็นข้อปฏิบัติในการควบคุมกายและวาจาให้เป็นปกติ ให้สงบจากสิ่งที่เป็นบาป อกุศลทั้งปวง ซึ่งการที่จะควบคุมกายและวาจาให้สงบระงับอย่างได้ผลนั้น อยู่ที่การควบคุมใจให้สงบเสียก่อน เพราะการกระทำและคำพูดจะปรากฏออกมาเป็นอย่างไรนั้น ขึ้นอยู่กับใจเป็นสำคัญ หากว่าใจดี สิ่งที่ออกมาทางกายและวาจาก็จะดีตามไปด้วย ใจนั้นควบคุมกายอีกชั้นหนึ่ง ดังคำกล่าว ว่า ”ใจเป็นนาย กายเป็นบ่าวŽ”

ดังนั้น การที่จะควบคุมใจให้สงบนิ่งนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ว่าต้องเจริญภาวนา คือ การนำ ใจที่เคยซัดส่ายไปในอารมณ์ต่างๆ ที่ไปติดอยู่กับคน สัตว์ หรือสิ่งของภายนอก นำกลับเข้ามาไว้ภายในตัว ที่ศูนย์กลางกาย ให้ใจได้กลับเข้ามาสู่ฐานที่ตั้ง ที่เป็นแหล่งกำเนิดความสุขที่แท้จริง ใจก็จะสงบ นิ่ง เบิกบาน ผ่องใส ส่งผลให้ความคิดความเห็นออกมาในทางที่ดี เหมาะสมที่จะนำไปใช้ควบคุมกายและวาจาได้ ผลก็คือ การกระทำทางกายและวาจาก็จะออกมาในทางดีด้วย เราเองก็มีความสุข และเป็นสุขทางใจที่พิเศษกว่า สุขไหนๆ เป็นสุขที่อยู่เหนือความสะดวกสบายจากเครื่องอำนวยความสะดวกต่างๆ สุขที่เกิดจากความ เพลิดเพลิน จากการได้ท่องเที่ยวไปยังสถานที่อันน่ารื่นรมย์ก็เทียบไม่ได้ เป็นสุขที่แสวงหาได้จากการหยุด ใจให้นิ่งเท่านั้น และยังพร้อมที่จะมอบความสุขนี้เผื่อแผ่ไปยังบุคคลรอบข้าง ให้ได้รับความสุขเหมือนกับ เราไปด้วย การกระทบกระทั่งใจกันย่อมไม่เกิดขึ้น มนุษย์ก็จะอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างสงบสุข และเมื่อเกิด การกระทำเช่นนี้มากขึ้นในทุกๆ มุมโลก ชาวโลกก็จะอยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุข สันติภาพก็ย่อมบังเกิดขึ้นในโลก ซึ่งเรียกว่า การเจริญภาวนา

ดังนั้น ทั้งทาน ศีล ภาวนา จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการบรรลุเป้าหมายชีวิตในระดับต้น เป็นสิ่งที่ผู้หวังความสุขที่แท้จริงต้องประพฤติปฏิบัติให้เกิดขึ้นให้ได้

เป้าหมายบนฟ้า

เป้าหมายชีวิตในระดับต่อมา คือ เป้าหมายระดับกลาง หรือเรียกว่าเป้าหมายบนฟ้า เป็นเป้าหมายในระดับที่สูงขึ้นมาจากเป้าหมายบนดิน เป้าหมายบนฟ้านี้มีความสำคัญต่อชีวิตของทุกๆ คน เพราะชีวิตของเราไม่ได้จบลงตรงที่เชิงตะกอน ชีวิตหลังความตายนั้นมีอยู่ หรือกล่าวอีกนัย หนึ่งว่าตายแล้วไม่สูญ แม้หลับตาลาจากโลกนี้ไปแล้ว ก็ยังมีโลกหน้ารอคอยอยู่อีก ดังนั้นชีวิตในปรโลกจะเป็นอย่างไร จะดีหรือไม่ดี จะเป็นสุขหรือทุกข์ทรมาน ย่อมขึ้นอยู่กับการกระทำของเราในปัจจุบันนี้

พระพุทธศาสนาได้สอนเรื่องนี้ไว้ ซึ่งถือเป็นหลักตัดสินว่าสิ่งใดควรทำ สิ่งใดไม่ควรทำ เรียกว่า หลักกรรม หรือหลักแห่งการกระทำ หลักกรรมนี้แบ่งออกเป็น 2 ด้าน คือ กรรมดี และกรรมชั่ว บุคคลใด กระทำความดีย่อมได้รับผลคือบุญ เมื่อหลับตาลาโลกไปแล้ว เขาย่อมไปเสวยผลบุญ ณ แดนสวรรค์ อันเป็นที่อยู่ของเหล่าเทวดาทั้งหลาย แต่ถ้ากระทำความชั่ว เขาย่อมได้รับผลตรงกันข้ามคือบาป เมื่อละสังขารจากโลกนี้ไปแล้วเขาย่อมไปเสวยผลบาปที่ตัวทำไว้ ต้องได้รับทุกขเวทนาเป็นอันมาก ดังที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ ว่า

”ดูก่อนวาเสฏฐะและภารทวาชะ กษัตริย์ก็ดี พราหมณ์ก็ดี แพศย์ก็ดี ศูทรก็ดี ประพฤติกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต เป็นมิจฉาทิฏฐิ ยึดถือกรรม ด้วยมิจฉาทิฏฐิ เพราะการยึดถือกรรมด้วยอำนาจมิจฉาทิฏฐิเป็นเหตุ เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก

ดูก่อนวาเสฏฐะและภารทวาชะ กษัตริย์ก็ดี พราหมณ์ก็ดี แพศย์ก็ดี ศูทร ก็ดี ประพฤติกายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต เป็นสัมมาทิฏฐิ สมาทานกรรมด้วย อำนาจสัมมาทิฏฐิ เพราะการยึดถือกรรมด้วยอำนาจสัมมาทิฏฐิเป็นเหตุ เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก ย่อมเข้าถึงสุคติ โลกสวรรค์Ž”9)

ดังนั้น บุคคลใดก็ตามเมื่อทำกรรมแล้วย่อมได้รับผลทั้งสิ้น และผลนั้นย่อมบังเกิดขึ้นทั้งในปัจจุบัน คือ ในชาตินี้ และในอนาคต คือ ภพชาติเบื้องหน้า

และแม้จะมีบางคนที่ยังมีความลังเลสงสัย ยังไม่ปักใจเชื่อในเรื่องภพชาติเบื้องหน้าก็ตาม ถึงกระนั้นก็ยังควรที่จะสั่งสมบุญไว้ เพราะถ้าหากชาติหน้าไม่มีจริง เขาเมื่อสั่งสมบุญอยู่ ย่อมได้รับคำสรรเสริญ จากชนเป็นอันมาก ย่อมประสบความสุขในชาตินี้อย่างแน่นอน แต่ถ้าชาติหน้ามีจริง เขาย่อมเข้าถึงสุคติ โลกสวรรค์ ดังที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ ดังนี้

”อริยสาวกนั้นมีจิตหาเวรมิได้อย่างนี้ มีจิตหาความเบียดเบียนมิได้อย่างนี้ มีจิตไม่เศร้าหมองแล้วอย่างนี้ มีจิตหมดจดแล้วอย่างนี้ (เพราะแผ่เมตตาไปในสรรพสัตว์ทั้งปวง) เธอได้ความอุ่นใจ 4 ประการในชาตินี้

ความอุ่นใจที่หนึ่งว่า ถ้าโลกเบื้องหน้ามีอยู่ ผลแห่งกรรมที่สัตว์ทำดี ทำ ชั่วมีอยู่ ข้อนี้เป็นสถานที่ตั้งซึ่งจะเป็นได้ คือเบื้องหน้าแต่กายแตกตายไปแล้ว เราจะเข้าไปถึงสุคติโลกสวรรค์ดังนี้ ความอุ่นใจนี้อริยสาวกได้แล้วเป็นที่หนึ่ง

ความอุ่นใจข้อที่สองว่า ถ้าโลกเบื้องหน้าไม่มี ผลแห่งกรรมที่สัตว์ ทำดี ทำชั่วก็ไม่มี เราก็จะรักษาตนให้เป็นคนไม่มีเวร ไม่มีความลำบากไม่มีทุกข์ มีแต่สุขในชาตินี้ ความอุ่นใจนี้ อริยสาวกได้แล้วเป็นที่สอง

ความอุ่นใจข้อที่สามว่า ถ้าเมื่อบุคคลทำบาป บาปชื่อว่าเป็นอันทำ เรา ไม่ได้คิดบาปให้แก่ใครๆ ไหนเลยทุกข์จักมาถูกต้องเราผู้ไม่ได้ทำบาปดังนี้ ความอุ่นใจนี้ อริยสาวกได้แล้วเป็นที่สาม

ความอุ่นใจข้อที่สี่ว่า ถ้าเมื่อบุคคลทำบาป บาปไม่ชื่อว่าเป็นอันทำ เรา ก็ได้พิจารณาเห็นตนเป็นคนบริสุทธิ์แล้วทั้งสองส่วนดังนี้ ความอุ่นใจนี้ อริยสาวกได้แล้วเป็นที่สี่Ž”10)

เพราะฉะนั้น การวางแผนชีวิตที่ดี จะกำหนดเป้าหมายชีวิตเพียงเฉพาะเป้าหมายบนดินนั้นยังไม่ เป็นการเพียงพอ จะต้องคำนึงถึงเป้าหมายบนฟ้าด้วย เพราะเราไม่อาจทราบได้เลยว่าชีวิตของเราจะยืนยาวนานเพียงใด และวันสุดท้ายของชีวิตจะมาถึงเมื่อไร เราทราบแต่เพียงว่า วันนั้นจะต้องมาถึง อย่างแน่นอน และไม่ว่าใครก็ไม่สามารถที่จะหลีกเลี่ยงได้ นี้เป็นกฎธรรมดาของโลก

มีข้อน่าสังเกตว่า สถานที่ที่เหมาะสมสำหรับการสร้างบารมี มีเพียงโลกมนุษย์เท่านั้น เมื่อละจากโลกนี้ไปแล้ว จึงหมดโอกาสในการสร้างบารมี เพราะสวรรค์เป็นที่สำหรับเสวยผลบุญเท่านั้น ไม่สามารถสร้างบุญเพิ่มได้อย่างในโลกมนุษย์ ดังนั้น สำหรับนักสร้างบารมีแล้ว สวรรค์จึงเปรียบเสมือนที่ พักชั่วคราว เพื่อรอโอกาสที่เหมาะสมในการลงมาเกิดเพื่อสร้างบารมีต่อไป

อนึ่ง ข้อจำกัดประการหนึ่งของการลงมาเกิดในโลกมนุษย์ คือ การลืมอดีต โดยเราไม่สามารถ จำเป้าหมายและมโนปณิธานของตนเองเมื่อชาติที่แล้วได้ จึงเป็นเหตุสำคัญที่ทำให้เรามีโอกาสออกนอก ลู่นอกทาง ซึ่งอาจมีผลทำให้พลาดไปทำบาปและพลัดไปสู่อบายภูมิได้ ดังนั้น เพื่อความไม่ประมาท เราจึงจำเป็นต้องสั่งสมบุญให้มากๆ และบ่อยๆ ให้ติดเป็นนิสัยให้ได้ ต้องทำจนเกิดเป็นความเคยชิน เป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินชีวิต เหมือนลมหายใจเข้าและออกที่เป็นไปเองโดยอัตโนมัติ

ฉะนั้น ผู้มีปัญญาและไม่ประมาทในการดำเนินชีวิต จึงตั้งเป้าหมายบนฟ้าควบคู่ไปกับเป้าหมายบนดิน คือ แสวงหาความสุขในโลกนี้แล้ว ยังต้องวางแผนให้ไปมีความสุขในภพเบื้องหน้าด้วย ซึ่งเป้าหมายบนฟ้านั้น พระพุทธศาสนาได้วางหลักปฏิบัติที่สมบูรณ์เอาไว้ คือ ต้องทำทาน รักษาศีล และเจริญภาวนา เช่นเดียว กับเป้าหมายบนดิน แต่จะต้องปฏิบัติให้เข้มข้นยิ่งขึ้นกว่าเดิม ต้องทำเป็นประจำทุกวันอย่างสม่ำเสมอไม่ขาด คือ จะต้องเป็นผู้ที่รักในการทำทาน รักษาศีล และเจริญภาวนา ให้ยิ่งกว่าการประกอบอาชีพหรือหน้าที่ การงานในทางโลก ต้องสั่งสมทาน ศีล และภาวนา โดยหวังเอาบุญเป็นที่ตั้ง ไม่หวังประโยชน์อื่นใดใน ทางโลกเป็นเครื่องตอบแทน ผู้ที่สามารถทำเช่นนี้ได้ ใจจะสะอาดบริสุทธิ์ เป็นสภาพใจที่มีกิเลสเบาบาง กิเลสอาสวะเข้ามาบังคับบัญชาหรือครอบงำได้น้อย ใจมีพละกำลังมาก มีกำลังบุญมากเพียงพอที่จะ ไปสู่ภพภูมิอันเป็นสุคติได้

ดังนั้น เราสามารถสรุปได้ว่า ทั้งทาน ศีล และภาวนา เป็นสิ่งจำเป็นที่ทุกคนจะต้องทำ ถือว่า เป็นงานของชีวิตที่จะส่งผลให้สามารถบรรลุเป้าหมายชีวิตทั้ง 2 ระดับ คือ ระดับต้นและระดับกลางได้ และผู้ที่ ตั้งใจประพฤติปฏิบัติเพื่อให้บรรลุเป้าหมายบนดินได้ดีเพียงไร ก็ย่อมมีโอกาสบรรลุเป้าหมายบนฟ้าได้ดี เพียงนั้นด้วย สำหรับผู้ที่ไม่บรรลุเป้าหมายบนดินนั้น เขาย่อมไม่สามารถที่จะบรรลุเป้าหมายบนฟ้าได้เลย

เป้าหมายเหนือฟ้า

เป้าหมายชีวิตในระดับสูงที่สุด อาจเรียกได้ว่าเป้าหมายเหนือฟ้า เป็นเป้าหมายที่สูงกว่าเป้าหมาย บนฟ้า ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อมุ่งหวังความสุขในภพเบื้องหน้า เป้าหมายเหนือฟ้านี้มุ่งไปที่ความหลุดพ้นจาก ทุกข์ ปราศจากกิเลสทั้งปวง หลุดพ้นจากสังสารวัฏ เพื่อบรรลุมรรคผลนิพพาน ไม่กลับมาเวียนว่ายตายเกิดอีก ถือได้ว่าเป็นเป้าหมายสูงสุดในพระพุทธศาสนา เป้าหมายระดับนี้มีปรากฏเฉพาะในพระพุทธศาสนาเท่านั้น ไม่ปรากฏในคำสอนของศาสนาหรือลัทธิความเชื่ออื่นใดในโลกเลย

บุคคลผู้เห็นภัยในวัฏสงสาร เห็นความจริงว่าการเกิดนั้นเป็นทุกข์11) ไม่ได้เป็นเครื่องหมายแห่งความ สุขอย่างที่หลายๆ คนเข้าใจ ยิ่งเกิดบ่อยก็ยิ่งประสบความทุกข์บ่อย ต่อเมื่อเข้าถึงพระนิพพานได้เมื่อไร จึง จะสิ้นทุกข์โดยสิ้นเชิง ดังที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสเอาไว้ ว่า

”เราแสวงหาช่างผู้ทำเรือนคืออัตภาพ เมื่อไม่พบ ได้ท่องเที่ยวไปแล้ว สิ้น สงสารนับด้วยชาติมิใช่น้อย ความเกิดบ่อยๆ เป็นทุกข์ ดูก่อนช่างผู้ทำเรือนคือ อัตภาพ เราพบท่านแล้ว ท่านจักทำเรือนคืออัตภาพของเราอีกไม่ได้ โครงบ้าน ของท่านทั้งหมด เราทำลายแล้ว ยอดแห่งเรือนคืออวิชชา เรารื้อแล้ว จิตของ เราถึงพระนิพพานแล้ว เราได้บรรลุธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งตัณหาทั้งหลายแล้วŽ”12)

เมื่อได้ศึกษาและเข้าใจถึงวงจรการเวียนว่ายตายเกิดของเหล่าสรรพสัตว์ทั้งหลายแล้ว ก็เกิดความ เบื่อหน่ายในการเกิด จึงคิดว่าเมื่อการเกิดนำมาซึ่งความทุกข์เช่นนี้แล้ว ถ้าหากว่าไม่ต้องเกิดก็ไม่ต้องเป็นทุกข์ สรรพสิ่งทั้งหลายล้วนมี 2 ด้านที่ตรงข้ามกันเสมอ มีมืดก็มีสว่าง มีดำก็มีขาว มีหนาวก็มีร้อน ดังนั้น เมื่อมี การเกิด ก็ต้องมีการไม่เกิด ผู้มีดวงปัญญายิ่งใหญ่ เมื่อคิดเช่นนี้ได้ ก็ลงมือศึกษาค้นคว้าหาวิธีการที่จะทำให้วัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้นั้นสำเร็จลุล่วงให้จงได้ บุคคลสำคัญประเภทนี้ พระพุทธศาสนาให้ชื่อว่า “ พระโพธิสัตว์Ž ” ท่านคือผู้มีใจใหญ่ ที่ตั้งความปรารถนาจะไปให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์ คือ จะไปให้ถึงจุดที่ปราศจาก ความทุกข์โดยสิ้นเชิง นั่นคือพระนิพพานอันเป็นบรมสุข

การที่จะบรรลุถึงเป้าหมายเหนือฟ้าได้นั้น จะต้องสร้างความดีอย่างยิ่งยวด สร้างให้มากยิ่งกว่า ผู้ที่ตั้งเป้าหมายเพียงบนดินหรือบนฟ้า จะต้องเป็นผู้ที่รักในการสั่งสมบุญเป็นชีวิตจิตใจ เรียกได้ว่าชีวิตของ เขานั้นเกิดมาเพื่อบำเพ็ญบุญ ทุกลมหายใจของเขานั้นผ่านไปด้วยบุญ คือ เขาจะมีวิธีการสั่งสมให้บุญเกิด ขึ้นในทุกๆ ลมหายใจเข้าออกทีเดียว ดังนั้น บุคคลประเภทนี้จึงมีจิตใจที่แน่วแน่มั่นคง ไม่หวั่นไหวต่อการกระทำ คำพูด หรือความคิดของใครก็ตาม ที่จะมาเป็นอุปสรรคขัดขวางต่อการบรรลุเป้าหมาย

ผู้ที่ตั้งเป้าหมายระดับสูงสุดนี้ จะต้องรักในการทำทาน รักษาศีล และเจริญภาวนาให้ยิ่งกว่าชีวิต จิตใจ คือ แม้ว่าจะต้องเอาชีวิตเข้าแลกก็ยอมเพื่อให้ได้บุญ

ถึงตรงนี้ เราสามารถกล่าวโดยสรุปถึงวัตถุประสงค์ของการทำทาน รักษาศีล และเจริญภาวนา ได้ดังนี้

1. ทำทาน เพื่อกำจัดความโลภ (โลภะ) หรือความตระหนี่ที่อยู่ในใจให้หมดสิ้นไป ย่อมได้ทรัพย์ สมบัติเป็นอานิสงส์ คือ สมบัติจักรพรรดิเป็นที่สุด

2. รักษาศีล เพื่อกำจัดความโกรธ (โทสะ) หรือความพยาบาท อาฆาต ปองร้ายผู้อื่นให้หมดสิ้นไป จากใจ ย่อมได้รูปสมบัติเป็นอานิสงส์ คือ ลักษณะมหาบุรุษ 32 ประการเป็นที่สุด

3. เจริญภาวนา เพื่อกำจัดความหลง (โมหะ) หรือความไม่รู้ตามความเป็นจริงของโลกและชีวิต อันเนื่องมาจากอวิชชาครอบงำ ย่อมได้คุณสมบัติเป็นอานิสงส์ คือ วิชชา 3 เพื่อใช้ในการปราบกิเลสเป็นที่สุด

ผู้วางแผนชีวิตโดยตั้งเป้าหมายเหนือฟ้านั้น จะมีความเห็นหรือทัศนคติต่อคำว่า บุญŽ ที่สูงยิ่งขึ้น ไป ผลของบุญนั้นสามารถบันดาลให้ได้ในทุกสิ่งที่ปรารถนา ไม่ว่าจะเป็นทรัพย์สมบัติ รูปสมบัติ หรือ คุณสมบัติ เหล่านี้ล้วนได้มาด้วยอานุภาพแห่งบุญทั้งสิ้น ดังนั้น การทำทานจะต้องทำโดยเอาชีวิตเป็นเดิมพัน รักษาศีลก็ต้องรักษาด้วยชีวิต และทุ่มเททั้งชีวิตเพื่อการเจริญภาวนา โดยเฉพาะการเจริญภาวนา ถือว่าเป็น วัตถุประสงค์ที่แท้จริงของการจะบรรลุเป้าหมายเหนือฟ้า การทำทานและการรักษาศีลถือเป็นเครื่องสนับสนุนให้มีโอกาสปฏิบัติธรรมได้สะดวกขึ้น

สำหรับเป้าหมายในระดับนี้ การทำทานมีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะเก็บเสบียงข้ามภพข้ามชาติ เพราะการที่จะบรรลุพระนิพพานนั้น ไม่อาจทำให้สำเร็จได้ภายในชาติเดียว เพื่อความไม่ประมาท จึงต้องสั่งสมทานเอาไว้ เพื่อจะได้เป็นหลักประกันให้ว่า หากต้องเกิดมาอีกกี่ภพกี่ชาติก็ตาม จะได้มีทรัพย์สมบัติบังเกิดขึ้นเอาไว้ใช้หล่อเลี้ยงชีวิตอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง เพื่อจะได้มีเวลาและมีโอกาสในการเจริญภาวนา ได้สะดวก ไม่มีห่วงมีกังวลในเรื่องปากท้อง

สำหรับการรักษาศีลนั้น มีวัตถุประสงค์เพื่อให้มั่นใจได้ว่า ในภพชาติเบื้องหน้าเมื่อกลับมาเกิด ในโลกนี้แล้วจะได้ความเป็นมนุษย์ เพราะการได้อัตภาพเป็นมนุษย์นั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้าง บุญเพื่อให้บรรลุเป้าหมายสูงสุด กายมนุษย์เท่านั้นที่สามารถสั่งสมบุญและทำภาวนาได้ ถ้าหากเกิดมาแล้ว ได้กายชนิดอื่น ก็เท่ากับเป็นการตัดโอกาสในการสร้างบารมีโดยสิ้นเชิง หนทางการเข้าพระนิพพานก็จะยิ่งห่างไกล เพราะการที่จะทำพระนิพพานให้แจ้งได้นั้นก็ด้วยการเจริญภาวนา ทำใจให้หยุดนิ่งเท่านั้น

ดังนั้น ทั้งการทำทาน รักษาศีล และเจริญภาวนา จึงมีความสำคัญต่อการบรรลุพระนิพพานอย่างที่สุด นอกจากนี้ ไม่ว่าเราจะตั้งเป้าหมายชีวิตไว้ในระดับใดก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นเป้าหมายบนดิน เป้าหมายบนฟ้า หรือเป้าหมายเหนือฟ้าก็ตาม มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำทาน รักษาศีล และเจริญภาวนา เพราะฉะนั้น บุญทั้ง 3 ประการนี้จึงถือเป็นงานของชีวิต เป็นหน้าที่ที่ทุกคนจะต้องลงมือปฏิบัติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จะต้องประพฤติปฏิบัติให้ติดเป็นนิสัย เป็นความเคยชิน จนกระทั่งเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ที่เรียกว่า วิถีชีวิตให้ได้

1.3 อุปสรรคของชีวิต

1.3.1 กิเลส

แม้สัมมาทิฏฐิทั้ง 10 ประการ จะมีอานุภาพมากเพียงไร แต่ในบางครั้งเราก็ยังพบกับสิ่งที่เป็นอุปสรรค ของชีวิต ทั้งนี้ก็เพราะสัมมาทิฏฐิที่มีอยู่ในใจของเรานั้นยังไม่สมบูรณ์เต็มเปี่ยม จึงทำให้อานุภาพหย่อนลงไป จะสังเกตได้ว่าชีวิตของเราบางครั้งก็ประสบปัญหาต่างๆ เช่น ปัญหาด้านเศรษฐกิจ เงินทองขาดมือบ้าง บางครั้งก็เจ็บไข้ได้ป่วย หรือประสบอุบัติเหตุโดยไม่คาดคิดบ้าง บางครั้งก็ตามไม่ทันเล่ห์เหลี่ยมของคู่แข่ง หรือเผลอสติทำงานไม่รอบคอบบ้าง เหล่านี้เป็นสิ่งที่หลายๆ คนเคยประสบกันมาแล้ว และหลายๆ ปัญหา ก็เคยผ่านการแก้ไขมาหลายครั้ง แต่ ณ วันนี้ ปัญหาเหล่านั้นก็ยังคงมีให้เห็นอยู่

หากจะสาวหาสาเหตุที่แท้จริงตามพุทธวิธีแล้ว คำตอบก็คือ ทุกปัญหาล้วนมีสาเหตุมาจาก ใจŽ ของคน ถ้าหากแก้ไขที่ต้นเหตุ คือที่ใจของคนได้ ปัญหาทั้งหลายก็จะหมดไป แล้วอะไรที่ทำให้ใจมีปัญหา คำตอบก็คือ กิเลสŽ นั่นเอง กิเลสที่นอนเนื่องอยู่ภายในใจ เป็นตัวทำให้เกิดอุปสรรคของชีวิต หากกำจัด กิเลสให้หมดสิ้นไปได้ อุปสรรคของชีวิตก็จะหมดไป

ความหมายของกิเลส

กิเลส หมายถึง สิ่งที่ทำให้ใจเศร้าหมอง ความชั่วที่แฝงอยู่ในความรู้สึกนึกคิด ทำให้จิตใจ ขุ่นมัว ไม่บริสุทธิ์

ชนิดของกิเลส มี 3 ชนิด คือ

1. โลภะ คือ ความโลภ หรือความตระหนี่หวงแหนที่อยู่ในใจ

2. โทสะ คือ ความโกรธ หรือความพยาบาท อาฆาต ปองร้ายผู้อื่น

3. โมหะ คือ ความหลง หรือความไม่รู้ในความเป็นจริงของโลกและชีวิต อันเนื่องมาจากอวิชชา

1.4 ทางแก้อุปสรรคของชีวิต

1.4.1 บุญ คือสิ่งที่เป็นเครื่องกำจัดกิเลส ซึ่งเป็นอุปสรรคที่สำคัญของชีวิต

ความหมายของบุญ คือ เป็นเครื่องชำระล้างใจให้ใสสะอาด ให้ห่างไกลจากกิเลสเครื่อง เศร้าหมองทั้งหลาย

ทางมาแห่งบุญ หรือวิธีการเพื่อให้ได้บุญมาขจัดอุปสรรคของชีวิต เรียกว่า บุญกิริยาวัตถุ คือ สิ่งที่เป็นที่ตั้งแห่งการทำบุญ หรือเรื่องที่จัดเป็นการทำบุญ เป็นหนทางในการทำความดี หรือเป็นทาง มาแห่งบุญนั่นเอง มี 3 ประการ คือ13)

1. ทานมัย บุญสำเร็จด้วยการบริจาคทาน เพื่อกำจัดความโลภ

2. ศีลมัย บุญสำเร็จด้วยการรักษาศีล เพื่อกำจัดความโกรธ

3. ภาวนามัย บุญสำเร็จด้วยการเจริญภาวนา เพื่อกำจัดความหลง

ผลที่ได้จากการบำเพ็ญบุญ

ผลที่ได้จากการบำเพ็ญบุญ ด้วยการทำทาน รักษาศีล และเจริญสมาธิภาวนา อาจแบ่งได้ 3 ลักษณะ คือ

1. ความสุขใจ อย่างน้อยที่สุดความรู้สึกสบายใจ สุขใจ ย่อมเกิดกับผู้นั้น

2. นิสัยที่ดี เมื่อทำมากเข้า ความดีนี้ย่อมติดเป็นนิสัยประจำตัว

3. ได้บุญ นี้ถือเป็นผลในส่วนละเอียดที่สัมผัสได้ด้วยใจที่สะอาดบริสุทธิ์

ดังนั้น บุคคลใดสั่งสมบุญได้มาก อุปสรรคในชีวิตก็จะน้อย หากบุญน้อย อุปสรรคในชีวิตก็มาก บุคคลผู้เป็นสัมมาทิฏฐิ คือ มีความเชื่อมั่นในบุญ ย่อมเป็นผู้ที่รักในการสั่งสมบุญอย่างสม่ำเสมอ ทำทั้งทาน ศีล ภาวนา เป็นประจำ เพราะมั่นใจว่าทั้ง 3 ประการนี้เป็นทางมาแห่งบุญ

1.5 ทาน ศีล ภาวนา กับการสร้างบารมี

บุญอันเกิดจากทาน ศีล ภาวนานี้ มีลักษณะพิเศษอย่างหนึ่ง คือ สะสมได้ เมื่อกระทำให้มากเข้าก็จะกลั่นตัวกลายเป็น ”บารมี”Ž ซึ่งมีอานุภาพยิ่งกว่าบุญมากมายนัก

บารมี คือ ความดีอย่างยิ่งยวด เป็นธรรมอันเลิศ ธรรมอันประเสริฐ ที่พระบรมโพธิสัตว์ต้องบำเพ็ญ สั่งสมไปโดยลำดับ เพื่อจะตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มี 10 ประการ หรือที่เรียกว่า บารมี 10 ทัศ คือ

1. ทานบารมี คือ การให้ทาน

2. ศีลบารมี คือ การละเว้นบาป และความชั่วทั้งปวง

3. เนกขัมมบารมี คือสละการพัวพันในเรื่องกามเรื่องครอบครัว แล้วหลีกเร้นแสวงหาทางหลุดพ้น

4. ปัญญาบารมี คือ การเสาะหา แสวงหาความรู้ที่นำไปสู่ความหลุดพ้น

5. วิริยบารมี คือ ความหมั่นเพียรไม่ท้อถอย กล้าที่จะสู้กับอุปสรรค

6. ขันติบารมี คือ ความอดทน อดกลั้น ต่อสิ่งที่น่ายินดี และไม่น่ายินดี

7. สัจจบารมี คือ ความตั้งใจมั่นที่จะทำความดี

8. อธิษฐานบารมี คือ การตั้งความปรารถนาเพื่อบรรลุเป้าหมายในหนทางของความดี

9. เมตตาบารมี คือ ความปรารถนาดีต่อสรรพสัตว์ทั้งหลาย

10. อุเบกขาบารมี คือ ความวางเฉยต่อสุข และทุกข์ หรือมีความยุติธรรม ไม่เลือกที่รักมักที่ชัง

บารมีทั้ง 10 ทัศนี้ เป็นสิ่งที่ต้องสั่งสมมาหลายภพหลายชาติจนติดเป็นนิสัย บารมี 10 ทัศ แท้จริงก็คือนิสัยที่ดีเลิศ 10 อย่างนั่นเอง ซึ่งเริ่มต้นจากการสั่งสมทาน ศีล ภาวนา มาอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งเข้มข้นขึ้นมาในระดับที่เกิดสัมมาทิฏฐิอย่างเหนียวแน่น เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องในเรื่องโลกและความเป็นไปของชีวิต ว่าเป็นไปตามกฎไตรลักษณ์ ไม่เที่ยงแท้แน่นอน จึงนำไปสู่การตั้งเป้าหมายอันยิ่งใหญ่ที่จะทำพระนิพพานให้แจ้งเพื่อให้หลุดพ้นจากทุกข์ในวัฏสงสาร มีใจใหญ่พอที่จะทุ่มเทชีวิตเป็นเดิมพัน ในการทำความดีทุกรูปแบบ ซึ่งเราเรียกบุคคลประเภทนี้ว่า พระโพธิสัตว์ จึงเป็นที่มาของการบำเพ็ญบารมี 10 ทัศ ทั้ง 3 ระดับ คือ

1. บารมีอย่างธรรมดา เรียกว่า บารมี คือ การบำเพ็ญความดีอย่างยิ่ง

2. บารมีอย่างปานกลาง เรียกว่า อุปบารมี คือ การบำเพ็ญความดีอย่างยิ่ง ชนิดที่ยอมสละได้แม้เลือดเนื้อ และอวัยวะเพื่อความดีนั้น

3. บารมีอย่างสูงสุดอุกฤษฏ์ เรียกว่า ปรมัตถบารมี คือ การบำเพ็ญความดีอย่างยิ่ง ชนิดที่ยอมสละได้แม้ด้วยชีวิต

เมื่อบารมีทั้ง 10 จำแนกออกเป็นองค์ละ 3 บารมีอย่างนี้ จึงรวมเป็น บารมี 30 ทัศ

พระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) หลวงปู่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ได้ให้คำอธิบายถึง ความสัมพันธ์ของ ”บุญŽ” กับ ”บารมีŽ” ในภาคปฏิบัติ อันเกิดจากการเห็นด้วยธรรมจักขุไว้ว่า บารมีนั้นเป็น ”ดวง”Ž ซึ่งกลั่นมาจากดวงบุญ ที่เกิดจากการสั่งสมคุณงามความดีอย่างต่อเนื่อง จากดวงบารมีก็กลั่นเป็น ดวงอุปบารมี และจากดวงอุปบารมีก็กลั่นเป็นดวงปรมัตถบารมี ดังปรากฏในพระธรรมเทศนาของท่านในเรื่อง ”ของที่ได้โดยยาก”Ž14) ดังนี้

”แต่ว่าบารมีหนึ่งๆ กว่าจะได้เป็นบารมีนะ ไม่ใช่เป็นของง่าย ทานบารมีเต็มดวงนะ ดวงบุญที่เกิดจากการบำเพ็ญทาน ได้เป็นดวงบุญ ดวงบุญใหญ่โตเล็กเท่าไรไม่ว่า สร้างไปเถอะ ทำไปเถอะ แล้วเอาดวงบุญนั้นมา กลั่นเป็นบารมี ดวงบุญมากลั่นเป็นบารมีนะ

บุญมีคืบหนึ่ง เต็มเปี่ยมเท่าดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ทีเดียว เอามากลั่น เป็นบารมีได้นิ้วเดียวเท่านั้นเอง กลมรอบตัวเท่านั้นแหละ

กลั่นไปอย่างนี้แหละทุกบารมี ไปจนกว่าบารมีนั้นจะเต็มส่วน แล้วก็ บารมีที่จะเป็นอุปบารมี เอาบารมีนั่นแหละ คืบหนึ่งเต็มส่วน เอามากลั่นเป็น อุปบารมีได้นิ้วเดียว

แล้วเอาอุปบารมีนั่นแหละคืบหนึ่ง กลมรอบตัว เอามากลั่นเป็น ปรมัตถบารมีได้นิ้วเดียว

บารมีก็ดี อุปบารมีก็ดี ปรมัตถบารมีก็ดี วัดผ่าเส้นศูนย์กลางกลม รอบ ตัวทุกบารมีไป มีทั้ง 30 ทัศ จึงจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ยากนักเรื่องนี้ยากนัก พระองค์จึงได้ทรงโปรดออกพระโอษฐ์ว่า พุทฺธุปฺปาโท จ ทุลฺลโภ ความบังเกิดขึ้นของพระพุทธเจ้าเป็นของได้ยากดั่งนี้Ž

ดังนั้น บุญเมื่อกระทำให้มากเข้าก็จะกลั่นเป็นบารมี หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง การทำทาน รักษาศีล เจริญภาวนา ก็คือการสร้างบารมีนั่นเอง เป็นจุดเริ่มต้นในการสั่งสมบารมีเพื่อการตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นำพาสรรพสัตว์ทั้งหลายเข้าสู่ฝั่งแห่งพระนิพพานในที่สุด

สรุป

มนุษย์ทุกคนล้วนปรารถนาความสุข และความสำเร็จในชีวิตด้วยกันทั้งสิ้น วิถีชีวิตที่ถูกต้องเป็นสิ่ง สำคัญที่จะนำพาเราไปถึงเป้าหมายได้ ซึ่งจุดเริ่มต้นของวิถีชีวิตที่ดีที่สุดคือ การมีสัมมาทิฏฐิ เพราะสัมมาทิฏฐิ จะมีผลทำให้เราดำเนินชีวิตไปอย่างถูกทาง ทั้งความคิด คำพูด และการกระทำ จะปรากฏออกมาในทางที่ดีงาม เราจะมีความเข้าใจในเรื่องการทำทาน รักษาศีล และเจริญภาวนา ว่ามีส่วนสำคัญเพียงไร ในการสร้างบารมีเพื่อที่จะไปให้ถึงเป้าหมายชีวิตที่ได้ตั้งเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นเป้าหมายชีวิตในระดับใดก็ตาม และแม้ว่าจะมีอุปสรรคอันใดเกิดขึ้น ก็ไม่เกิดความย่อท้อหรือหวั่นไหวในวิถีชีวิตของตน แต่กลับมีความเชื่อมั่น ในบุญที่ได้สั่งสมมาและตั้งใจทุ่มเทสร้างบารมีให้มากยิ่งขึ้น เพื่อมุ่งไปสู่เป้าหมาย คือ พระนิพพานให้ได้ในที่สุด

1) พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542, พิมพ์ครั้งที่ 1, (กรุงเทพฯ : นานมีบุ๊คส์พับลิเคชั่นส์, 2546), หน้า 1,075.
2) มหาจัตตารีสกสูตร, มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์, มก. เล่ม 22 ข้อ 256 หน้า 342.
3) วิภังคสูตร, สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค, มก. เล่ม 30 ข้อ 34 หน้า 24.
4) มหาจัตตารีสกสูตร, มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์, มก. เล่ม 22 ข้อ 257 หน้า 342.
5) อังคุตตรนิกาย,เอกนิบาต, เล่มที่ 33 ข้อ 192 หน้า 191.
6) ปุพพังคสูตร, อังคุตตรนิกาย, ทสกนิบาต, เล่มที่ 38 ข้อ 121 หน้า 383.
7) จูฬปุณณมสูตร, มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์, มก. เล่ม 22 ข้อ 150 หน้ส 189.
8) ปุญญกิริยาวัตถุสูตร, ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ, มก. เล่ม 45 ข้อ 238 หน้า 386.
9) อัคคัญญสูตร, ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค, มก. เล่ม 15 ข้อ 67-68 หน้า 163.
10) กามลามสูตร,อังคุตรนิกาย ติกนิบาต, มก. เล่ม 34 ข้อ 505 หน้า 344.
11) ทุกข์หมายถึง ทุกข์ประจำสังขาร คือ ความแก่ ความเจ็บ ความตาย
12) พรหมชาลสูตร อรรถกถาทีฆนิกาย สีลขันธวรรค, มก. เล่ม 11 หน้า 91.
13) สังคีติสูตร, ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค, เล่มที่ 16 ข้อ 228 หน้า 172.
14) มรดกธรรมของหลวงพ่อวัดปากน้ำ (พระมงคลเทพมุนี), (กรุงเทพมหานคร : บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้ง แอนด์ พับลิชชิ่ง จำกัด, 2539), หน้า 609-610.
sb101/1.txt · แก้ไขครั้งล่าสุด: 2015/03/15 16:55 (แก้ไขภายนอก)
 
เว้นแต่จะได้แจ้งไว้เป็นอื่นใด เนื้อหาบนวิกินี้ถูกกำหนดสิทธิ์ไว้ภายใต้สัญญาอนุญาติต่อไปนี้: CC Attribution-Noncommercial 3.0 Unported
Recent changes RSS feed Donate Powered by PHP Valid XHTML 1.0 Valid CSS Driven by DokuWiki