บทที่ 7 ธาตุ 18

เนื้อหา บทที่ 7 ธาตุ 18

  • 7.1 ความหมายของธาตุ
  • 7.2 องค์ประกอบของธาตุทั้ง 18
  • 7.3 ประเภทของธาตุ 18
    • 7.3.1 แบ่งตามหน้าที่
    • 7.3.2 แบ่งตามลักษณะอาการ
  • 7.4 ลักษณะของธาตุ 18
    • 7.4.1 ธาตุกระทบ 6 ธาตุ
    • 7.4.2 ธาตุรับ 6 ธาตุ
    • 7.4.3 ธาตุรู้ 6 ธาตุ

แนวคิด

1.ธาตุ คือ สภาวะที่ทรงลักษณะเฉพาะของตนไว้ เป็นสิ่งที่เป็นมูลเดิมของสัตว์ และสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย มีองค์ประกอบอยู่ 18 ประการ

2.เมื่อจัดแบ่งประเภทของธาตุ แบ่งได้เป็น 2 พวกใหญ่ๆ คือ ตามลักษณะการทำหน้าที่และตามลักษณะอาการที่เหมือนกัน

3.ธาตุกระทบมี 6 ธาตุ มีลักษณะเป็นอารมณ์ หรืออายตนะภายนอก ธาตุรับมี 6 ธาตุ มีลักษณะเป็นอวัยวะรับรู้ และธาตุรู้ มี 6 ธาตุ เป็นนามธรรม ในส่วนของวิญญาณทำหน้าที่เป็น ตัวรู้

วัตถุประสงค์

1.เพื่อให้นักศึกษาเข้าใจและสามารถอธิบายความหมายและประเภทของธาตุ 18 ได้

2.เพื่อให้นักศึกษาเข้าใจและสามารถอธิบายลักษณะของธาตุ 18 ได้

ในบทเรียนนี้นักศึกษาจะได้เรียนรู้วิปัสสนาภูมิที่เรียกว่า ธาตุ ซึ่งเราอาจจะนึกถึงธาตุต่างๆ ที่มีอยู่ในโลก หลายร้อยธาตุ แต่สำหรับธาตุในวิปัสสนาภูมิ มีความแตกต่างจากธาตุที่เข้าใจกันนั้นมากน้อยเพียงใด ให้นักศึกษารายละเอียดจากเนื้อหาในบทเรียนนี้

ในบทเรียนนี้นักศึกษาจะได้เรียนรู้วิปัสสนาภูมิที่เรียกว่า ธาตุ ซึ่งเราอาจจะนึกถึงธาตุต่างๆ ที่มีอยู่ในโลก หลายร้อยธาตุ แต่สำหรับธาตุในวิปัสสนาภูมิ มีความแตกต่างจากธาตุที่เข้าใจกันนั้นมากน้อยเพียงใด ให้นักศึกษารายละเอียดจากเนื้อหาในบทเรียนนี้

7.1 ความหมายของธาตุ

ธาตุ1) หมายถึง สิ่งที่ทรงสภาวะของตนอยู่เอง คือ มีอยู่โดยธรรมดา เป็นไปตามเหตุปัจจัยไม่มีผู้สร้าง ไม่มีอัตตา มิใช่สัตว์ มิใช่ชีวะ

ธาตุ2) แปลว่า วัตถุเดิม สิ่งที่เราเห็นอยู่ทั่วไป ทางศาสนาเรียกว่าสังขาร เพราะมีหลายอย่างมาผสมกันเข้า ส่วนต่างๆ ที่มาผสมกันนั้นเรียกว่าธาตุ พูดอีกทีธาตุ คือ พื้นเดิมของแต่ละสิ่งนั่นเอง

ธาตุ แปลว่า สิ่งที่เป็นต้นเดิม เป็นมูลเดิม สิ่งที่ทรงสภาวะของมันอยู่เองตามธรรมดาของเหตุของปัจจัย คือ ธรรมชาติที่ทรงไว้ซึ่งสภาพของตน เป็นสภาวะแท้ๆ ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่ชีวะ

โดยสรุป ธาตุ แปลว่า สภาวะที่ทรงลักษณะเฉพาะของตัวไว้ หมายถึงสิ่งที่ดำรงอยู่ตามสภาพของตน หรือตามธรรมดาของเหตุปัจจัย สิ่งที่เป็นมูลเดิม หรือสิ่งที่ถือเป็นส่วนสำคัญที่คุมกันเป็นร่างของคน สัตว์ สิ่งมีชีวิตทั้งหลาย อันได้แก่ ธาตุ 4 ธาตุ 6 และธาตุ 18

สภาพความเป็นอยู่ของธาตุทั้ง 18 เหล่านี้ เป็นธรรมชาติที่ทรงไว้ซึ่งสภาพของตน ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ทั้งเป็นธรรมชาติอันเป็นปกติของตนเอง ไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา แต่ประการใด

7.2 องค์ประกอบของธาตุทั้ง 18

ธาตุ แบ่งออกเป็น 18 ประการ มีชื่อเรียกดังต่อไปนี้3)

1.จักขุธาตุ : จักขุ ชื่อว่า ธาตุ เพราะทรงไว้ซึ่งความใสที่รูปารมณ์มากระทบได้ องค์ธรรมได้แก่ จักขุปสาท

2.โสตธาตุ : โสตะ ชื่อว่า ธาตุ เพราะทรงไว้ซึ่งความใสที่สัททารมณ์มากระทบได้ องค์ธรรมได้แก่ โสตปสาท

3.ฆานธาตุ : ฆานะ ชื่อว่า ธาตุ เพราะทรงไว้ซึ่งความใสที่คันธารมณ์มากระทบได้ องค์ธรรมได้แก่ ฆานปสาท

4.ชิวหาธาตุ : ชิวหา ชื่อว่า ธาตุ เพราะทรงไว้ซึ่งความใสที่รสารมณ์มากระทบได้ องค์ธรรมได้แก่ ชิวหาปสาท

5.กายธาตุ : กายะ ชื่อว่า ธาตุ เพราะทรงไว้ซึ่งความใสที่โผฏฐัพพารมณ์มากระทบได้ องค์ธรรมได้แก่ กายปสาท

6.รูปธาตุ : รูปารมณ์ ชื่อว่า ธาตุ เพราะทรงไว้ซึ่งการกระทบกับจักขุปสาท องค์ธรรมได้แก่ สีต่างๆ

7.สัททธาตุ : สัททารมณ์ ชื่อว่า ธาตุ เพราะทรงไว้ซึ่งการกระทบกับโสตปสาท องค์ธรรม ได้แก่ เสียงต่างๆ

8.คันธธาตุ : คันธารมณ์ ชื่อว่า ธาตุ เพราะทรงไว้ซึ่งการกระทบกับฆานปสาท องค์ธรรมได้แก่ กลิ่นต่างๆ

9.รสธาตุ : รสารมณ์ ชื่อว่า ธาตุ เพราะทรงไว้ซึ่งการกระทบกับชิวหาปสาท องค์ธรรม ได้แก่ รสต่างๆ

10.โผฏฐัพพธาตุ : โผฏฐัพพารมณ์ ชื่อว่า ธาตุ เพราะทรงไว้ซึ่งการกระทบกับกายปสาท องค์ธรรมได้แก่ สัมผัสต่างๆ

11.จักขุวิญญาณธาตุ : จักขุวิญญาณ ชื่อว่า ธาตุ เพราะทรงไว้ซึ่งการเห็น องค์ธรรมได้แก่ จักขุวิญญาณจิต 2 (การเห็นสิ่งที่ดีและไม่ดี)

12.โสตวิญญาณธาตุ : โสตวิญญาณ ชื่อว่า ธาตุ เพราะทรงไว้ซึ่งการได้ยิน องค์ธรรม ได้แก่ โสตวิญญาณจิต 2 (การได้ยินสิ่งที่ดีและไม่ดี)

13.ฆานวิญญาณธาตุ : ฆานวิญญาณ ชื่อว่า ธาตุ เพราะทรงไว้ซึ่งการรู้กลิ่น องค์ธรรม ได้แก่ ฆานวิญญาณจิต 2 (การได้กลิ่นที่ดีและไม่ดี)

14.ชิวหาวิญญาณธาตุ : ชิวหาวิญญาณ ชื่อว่า ธาตุ เพราะทรงไว้ซึ่งการรู้รส องค์ธรรม ได้แก่ ชิวหาวิญญาณจิต 2 (การรู้รสที่ดีและไม่ดี)

15 กายวิญญาณธาตุ : กายวิญญาณ ชื่อว่า ธาตุ เพราะทรงไว้ซึ่งการรู้สัมผัส องค์ธรรม ได้แก่ กายวิญญาณจิต 2 (การสัมผัสที่ดีและไม่ดี)

16.มโนธาตุ จิต 3 ดวง ได้แก่

1.จิตที่พิจารณาอารมณ์ทางทวารทั้ง 5 ทั้งฝ่ายดีและไม่ดี

2.จิตที่รับอารมณ์ทั้ง 5 ที่เป็นฝ่ายดี

3.จิตที่รับอารมณ์ทั้ง 5 ที่เป็นฝ่ายไม่ดี

จิตทั้ง 3 นี้ได้ชื่อว่า มโนธาตุ เพราะทรงไว้ซึ่งการรู้อารมณ์ 5 อย่างสามัญธรรมดา องค์ธรรมได้แก่ ปัญจทวาราวัชชนจิต 1 สัมปฏิจฉนจิต 2

17.ธัมมธาตุ สภาพทางธรรม 69 ชนิด ได้ชื่อว่าเป็นธาตุ เพราะทรงไว้ซึ่งสภาวลักษณะ ของตน องค์ธรรมได้แก่ เจตสิก 52 สุขุมรูป 16 นิพพาน 1 ธาตุ คือ ธรรมารมณ์

18.มโนวิญญาณธาตุ : จิต 76 ชื่อว่า มโนวิญญาณธาตุ เพราะทรงไว้ซึ่งการรู้อารมณ์ เป็นพิเศษ องค์ธรรมได้แก่ จิต 76 ดวง ที่นอกเหนือจากมโนธาตุ 3 และจิตที่รับอารมณ์ทางทวาร ทั้ง 5 ซึ่งเป็นอารมณ์ฝ่ายดี 5 อย่าง ฝ่ายไม่ดี 5 อย่าง รวมเป็นจิตอีก 10 ชนิด

7.3 ประเภทของธาตุ 18

7.3.1 แบ่งตามหน้าที่

ธาตุทั้ง 18 นี้เมื่อจำแนกเข้าในชุดเดียวกัน ทำหน้าที่ด้วยกัน จำแนกออกเป็น 6 หมวด คือ

1.จักขุธาตุ รูปธาตุ จักขุวิญญาณธาตุ

2.โสตธาตุ สัททธาตุ โสตวิญญาณธาตุ

3.ฆานธาตุ คันธธาตุ ฆานวิญญาณธาตุ

4.ชิวหาธาตุ รสธาตุ ชิวหาวิญญาณธาตุ

5.กายธาตุ โผฏฐัพพธาตุ กายวิญญาณธาตุ

6.มโนธาตุ ธัมมธาตุ มโนวิญญาณธาตุ

จักขุ ก็เป็นธาตุ รูปที่มากระทบจักขุก็เป็นธาตุ วิญญาณธาตุที่แล่นไปรับรู้รูปที่มากระทบนัยน์ตาก็เป็นธาตุ

หู ก็เป็นธาตุ เสียงที่มากระทบหูก็เป็นธาตุ วิญญาณธาตุที่แล่นไปรับรู้เสียงที่มากระทบหูก็เป็นธาตุ

จมูก ก็เป็นธาตุ กลิ่นที่มากระทบจมูกก็เป็นธาตุ วิญญาณธาตุที่แล่นไปตามจมูกก็เป็นธาตุ

ลิ้น ก็เป็นธาตุ รสที่มากระทบลิ้นก็เป็นธาตุ วิญญาณธาตุที่แล่นไปตามลิ้นก็เป็นธาตุ

กาย ก็เป็นธาตุ สัมผัสถูกต้องก็เป็นธาตุ วิญญาณที่รู้สัมผัสนั่นก็เป็นธาตุ

ใจ เป็นธาตุ อารมณ์ที่เกิดกับใจก็เป็นธาตุ วิญญาณที่รู้อารมณ์ที่เกิดกับใจนั้นก็เป็นธาตุ4)

7.3.2 แบ่งตามลักษณะอาการ

เมื่อจัดธาตุทั้ง 18 แบ่งเป็นพวกใหญ่ๆ ตามลักษณะอาการ แบ่งออกเป็น 3 พวก คือ

1.ธาตุกระทบ 6 ธาตุ

2.ธาตุรับ 6 ธาตุ

3.ธาตุรู้ 6 ธาตุ

ธาตุกระทบ 6 ธาตุ ได้แก่

1.รูปธาตุ คือ สีต่างๆ

2.สัททธาตุ คือ เสียงต่างๆ

3.คันธธาตุ คือ กลิ่นต่างๆ

4.รสธาตุ คือ รสต่างๆ

5.โผฏฐัพพธาตุ คือ เครื่องกระทบกายต่างๆ

6.ธัมมธาตุ คือ เครื่องกระทบใจต่างๆ

ธาตุรับ 6 ธาตุ ได้แก่

1.จักขุธาตุ คือ ประสาทตา

2.โสตธาตุ คือ ประสาทหู

3.ฆานธาตุ คือ ประสาทจมูก

4.ชิวหาธาตุ คือ ประสาทลิ้น

5.กายธาตุ คือ ประสาทกาย

6.มโนธาตุ คือ ใจที่รับอารมณ์และพิจารณาอารมณ์ทวารทั้ง 5

ธาตุรู้ 6 ธาตุ ได้แก่

1.จักขุวิญญาณธาตุ คือ ธาตุที่เห็นรูป

2.โสตวิญญาณธาตุ คือ ธาตุที่ได้ยินเสียง

3.ฆานวิญญาณธาตุ คือ ธาตุที่รู้กลิ่น

4.ชิวหาวิญญาณธาตุ คือ ธาตุที่รู้รส

5.กายวิญญาณธาตุ คือ ธาตุที่รู้กายสัมผัส

6.มโนวิญญาณธาตุ คือ ธาตุที่รู้ความรู้สึกนึกคิด

(ตารางธาตุทั้ง 18)

7.4 ลักษณะของธาตุ 18

7.4.1 ธาตุกระทบ 6 ธาตุ ได้แก่

1.รูปธาตุ

มีหน้าที่กระทบตา องค์ธรรมได้แก่ รูปารมณ์ คือ รูปภาพหรือสีต่างๆ ที่อาศัยแสงสว่างแล้วสะท้อนไปกระทบประสาทตา มีลักษณะที่หนาทึบด้วยเม็ดปรมาณูของมหาภูตรูป (ดิน น้ำ ไฟ ลม) ซึ่งแสงสว่างลอดไม่ได้ มีสภาพแตกดับอยู่ตลอดเวลา เมื่อแสงสว่างเกิดขึ้นสะท้อนไปกระทบกับสี สีจะสะท้อนไปกระทบกับประสาทตามีอายุ 17 ขณะจิตแล้วแตกดับไป เกิดดับตลอดสุดแล้วแต่เหตุปัจจัย

รูปธาตุนี้เมื่อเกิดขึ้นแล้วย่อมทำให้เกิดบาปหรือบุญก็ได้ เช่น เวลาเห็นรูปภาพสีสวยๆอยากได้ โลภเกิด เห็นรูปไม่ดีไม่ชอบ โทสะเกิด หลงรูป โมหะเกิด สิ่งเหล่านี้เป็นบาป ถ้าเวลาเห็นรูปสีอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วมีสติระลึกทันปัจจุบันอยู่ กิเลสไม่เกิดเช่นนี้เป็นบุญ

2.สัททธาตุ

เป็นรูปธรรมมีหน้าที่กระทบโสตธาตุ องค์ธรรมได้แก่ สัททารมณ์ มีสภาวะเป็นคลื่นปรมาณูในอากาศ มีลักษณะสุขุมประณีตมาก พระพุทธองค์ทรงกำหนดมาตราไว้ดังนี้

1.รถเรณู (เม็ดฝุ่น) เท่ากับ 36 ตัชชารีธุลี

2.ตัชชารีธุลี (ละอองเห็นขณะแสงแดดส่อง) เท่ากับ 36 อณู

3.อณู (เล็กมองเห็นด้วยตาเปล่าไม่ได้) เท่ากับ 36 ปรมาณู

4.ปรมาณู (เล็กมาก) เท่ากับ 1 อวินิพโภครูป

5.อวินิพโภครูป (รูปที่แยกกันไม่ได้) เท่ากับรูป 8 ชนิด

รูป 8 ชนิดนั้น คือ ดิน น้ำ ไฟ ลม สี กลิ่น รส โอชา ละเอียดที่เป็นเม็ดปรมาณูกระจาย อยู่ทั่วไปหนาทึบในท่ามกลางบรรยากาศ ดังนั้นเสียงจึงสามารถไปได้รวดเร็วและไกลตามขนาดของเสียง ถ้ามีไฟฟ้าเป็นสื่อก็จะไปได้ไกลมาก สามารถข้ามไปอีกมุมโลกได้

สัททธาตุนี้ มีลักษณะแตกดับเหมือนลูกคลื่นที่ทยอยเข้ากระทบฝั่งแล้วแตกกระจายไปฉะนั้น เมื่อเสียงวิ่งไปปะทะใบหูจึงวิ่งเข้าสู่ช่องหูอย่างรวดเร็ว กระทบกับขนสีแดงจึงจะสะท้อน ถึงวงแหวนของประสาทหู เกิดความรู้สึกขึ้นโดยมีโสตวิญญาณได้ยินเสียงขึ้น จะตั้งอยู่ได้ 17 ขณะจิต แล้วจึงดับไป เสียงอันเป็นธาตุกระทบนี้ ย่อมเป็นอารมณ์ให้จิตกุศลหรืออกุศลเกิดขึ้นได้

3.คันธธาตุ

เป็นรูปธรรม มีหน้าที่กระทบประสาทจมูก องค์ธรรมได้แก่ คันธารมณ์ มีลักษณะเหมือนน้ำมันระเหย ล่องลอยไปตามสายลมมาปะทะจมูกเข้าแล้วทำให้เกิดฆานวิญญาณรู้กลิ่นขึ้นได้ คันธธาตุมีธรรมชาติแตกดับเป็นธรรมดาโดยผ่านมากับสายลม กระทบกับจมูกแล้วก็ผ่านไปเช่นนี้อยู่เนืองๆ

4.รสธาตุ

เป็นรูปธรรม มีหน้าที่กระทบลิ้นให้ปรากฏแก่ชิวหาวิญญาณ ความรู้รสทางลิ้น องค์ปรมัตถธรรม ได้แก่ รสารมณ์ มีลักษณะเหมือนยางเหนียวอยู่ในอาหารทุกชนิด เมื่อบริโภค อาหารเข้าไปผสมกับน้ำลาย เป็นต้น รสก็สามารถกระทบกับประสาทลิ้นทำให้การลิ้มรสรู้มีขึ้นได้ รสธาตุมีอาการแตกสลายอยู่เสมอ บรรดารสทั้งหลายไม่ว่าเปรี้ยว หวาน มัน เค็ม เผ็ด ร้อน ประการใด เมื่อกระทบประสาทลิ้นล่างลำคอลงไปแล้วย่อมหายไปสิ้น ถ้าไปเห็นรสตาม ความเป็นจริงว่า กระทบลิ้นแล้วดับไปก็จะเกิดความทุกข์ไม่สิ้นสุด

5.โผฏฐัพพธาตุ

เป็นรูปธรรม มีหน้าที่กระทบสัมผัสกาย องค์ธรรมได้แก่ ปฐวี เตโช วาโย อาโป หมายถึง สภาวะของดิน ไฟ ลม สภาวะของดินได้แก่ แข็งกับอ่อน สภาวะของไฟได้แก่ ร้อนกับเย็น สภาวะของลมได้แก่ หย่อนกับตึง เวลากระทบกายย่อมผลัดเปลี่ยนกันกระทบ สุดแต่ว่าอันไหนจะเด่นชัดขึ้นเป็นใหญ่อันนั้นก็กระทบแรง ให้เกิดความรู้สึกขึ้นเฉพาะอันนั้น เช่น ฤดูหนาว เย็นกระทบ ฤดูร้อน ร้อนกระทบ ผันแปรไปตามอุตุนิยมซึ่งไม่มีอะไรมาห้ามปรามได้

มีสภาพแตกดับอยู่เสมอ ธาตุดินกระทบแล้ว ธาตุไฟก็กระทบ แล้วก็มีธาตุลมกระทบอีกทำให้กายวิญญาณ รู้สึกร้อน เย็น อ่อน แข็ง หย่อน ตึง แตกดับแปรปรวนเปลี่ยนแปลงกัน ไม่ขาดระยะ ถ้าไม่ได้ใช้ปัญญาพิจารณาให้เข้าใจสภาวะนั้น กิเลสก็จะเกิดขึ้นให้ยินดีในเครื่องสัมผัส เกิดโลภะ โทสะ โมหะ ล้วนแต่ก่อให้เกิดทุกข์ภัยทั้งสิ้น

6.ธัมมธาตุ

มีหน้าที่กระทบใจให้มีความนึกคิดต่างๆ และทรงไว้ซึ่งสภาพของตน เป็นธาตุที่พิสูจน์ได้ องค์ธรรมได้แก่ สุขุมรูป 16 เจตสิก 52 นิพพาน 1

นิพพานนั้น หมายถึง ลักษณะว่าเป็นสันติ คือ กิเลสสงบโดยสิ้นเชิงและดับทุกข์โดยสิ้นเชิง

ธัมมธาตุเป็นทั้งรูปทั้งนาม โดยสงเคราะห์ดังนี้

สุขุมรูป 16 เป็นรูปธรรม

เจตสิก 52 เป็นนามธรรม

นิพพาน 1 เป็นนามวิมุตติ ( ดับขันธ์ )

ธัมมธาตุนี้ถ้าไม่กำหนดพิจารณาให้เห็นตามที่มีอยู่แล้ว ก็จะทำให้กิเลสกำเริบ เพราะมี อวิชชา ไม่รู้สภาวะของรูปและเจตสิกที่เกิดดับ และไม่รู้นิพพานที่พ้นจากการเกิดดับ

7.4.2 ธาตุรับ 6 ธาตุ ได้แก่

1.จักขุธาตุ

เป็นธาตุแท้อันที่ 1 ที่มีหน้าที่รับสี องค์ธรรมได้แก่ จักขุปสาท คือ ประสาทตามีสัณฐานใสขนาดเท่าศีรษะเล็น ตั้งอยู่ใจกลางตาสามารถรับสีต่างๆ ได้ เมื่อแสงสว่างสะท้อนจากสีส่งมากระทบทำให้สำเร็จการเห็นได้ จักขุธาตุนี้เป็นรูปธรรมมีสภาพแตกสลายอยู่เสมอ ประสาทตาที่ดีใช้ประกอบการเห็น รูปภาพสีต่างๆ ได้อยู่นี้ เพราะอาศัยสันตติของจักขุประสาทซึ่งเกิดดับติดต่อกันไม่ขาดสายเพราะกรรมยังไม่สิ้น

2.โสตธาตุ

เป็นรูปธรรม มีหน้าที่รับเสียง องค์ธรรมได้แก่ โสตปสาท คือ ประสาทหู มีรูปร่างสัณฐานคล้ายวงแหวน มีขนสีแดงขึ้นอยู่โดยรอบ สำหรับรับเสียงเท่านั้น มีสภาพแตกดับอยู่เสมอ ในขณะใดมีเสียงกระทบแล้วก็จะแตกดับไป แต่กรรมยังไม่สิ้นยังเป็นปัจจัยให้โสตประสาท เกิดอีก เกิดแล้วหมดอายุก็ดับไปอีก ถ้าขาดการพิจารณาให้เห็นภาพตามความเป็นจริงแล้วก็จะเกิดอุปาทาน แต่ถ้ามีสติปัญญาไม่ใส่ใจอุปาทานก็เกิดไม่ได้

3.ฆานธาตุ

เป็นรูปธรรม มีหน้าที่รับกลิ่น องค์ธรรมได้แก่ ฆานปสาท ประสาทจมูกมีธรรมชาติใสสำหรับรับกลิ่น มีสัณฐานคล้ายกีบเท้าแพะเรียงกันอยู่ในรูจมูก ทำหน้าที่รับให้ฆานวิญญาณ รู้กลิ่นได้ ฆานธาตุมีลักษณะแตกสลายและเกิดขึ้นเพราะมีกรรมเป็นปัจจัยส่งผล

4.ชิวหาธาตุ

เป็นรูปธรรม มีหน้าที่รับรสให้สำเร็จการลิ้มรส องค์ธรรมได้แก่ ชิวหาปสาท ประสาทลิ้มรสมีรูปร่างสัณฐานใสเหมือนกลีบบัววางซ้อนกันเป็นชั้นๆ ในเวลารับประทานอาหารเข้าไป รสก็จะปรากฏที่นั่น ชิวหาธาตุมีสภาพแตกสลายอยู่เสมอ เมื่อรสอาศัยน้ำเป็นสื่อไปกระทบประสาทลิ้น เมื่อประสาทลิ้นรับรสแล้วก็จะแตกดับไป กรรมเป็นปัจจัยให้ประสาทลิ้นเกิดขึ้น

5.กายธาตุ

เป็นรูปธรรม มีหน้าที่รับสัมผัสโผฏฐัพพะที่มากระทบกาย องค์ธรรมได้แก่ กายปสาท มีรูปร่างสัณฐานคล้ายใยสำลีที่แผ่บางๆ แล้วซับน้ำมันซ้อนกันหลายๆ ชั้น สำหรับรับเครื่องกระทบ เช่น ความร้อนหนาว เป็นต้น เป็นปัจจัยให้เกิดกายวิญญาณ ตั้งอยู่ทั่วสรรพางค์กาย เว้นแต่ที่ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ที่ไม่มีประสาทและที่กระดูก

มีลักษณะแตกดับตามธรรมชาติโดยอาศัยกรรมเป็นปัจจัยให้เกิด เมื่อเกิดขึ้นรับสัมผัสแล้วแตกทำลายไป อำนาจกรรมปรุงแต่งให้เกิดขึ้นอีก ก็แตกทำลายไปอีก เป็นเช่นนี้และจะเป็นไปอีกตลอดเวลา ถ้าไม่เห็นแจ้งในกายธาตุตามความเป็นจริงแล้ว ก็จะมีอุปาทานยึดถือว่ากาย ของเรา เป็นเช่นนี้ย่อมทำให้เกิดทุกข์อย่างไม่มีที่สิ้นสุด

6.มโนธาตุ

เป็นนามธรรม ที่น้อมไปหาอารมณ์ทั้ง 5 คือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส มีหน้าที่รับอารมณ์และพิจารณาอารมณ์ทางทวารทั้งห้า องค์ธรรมได้แก่ อเหตุกจิต 3 ดวง คือ สัมปฏิจฉนจิต 2 ดวง ที่รับรู้อารมณ์ที่ดีเป็นผลของบุญดวงหนึ่ง ที่รับรู้อารมณ์ที่ไม่ดีเป็นผลของบาปดวงหนึ่ง ปัญจทวาราวัชชนจิต 1 ดวง เป็นจิตที่พิจารณาอารมณ์ทางปัญจทวาร ทั้ง 3 ดวงนี้ต่างรับและพิจารณารูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ เป็นอารมณ์อยู่เสมอมิได้ขาดระยะ

มีสภาพเกิดและดับอยู่เสมอ กล่าวคือ เมื่ออารมณ์ทั้ง 5 มากระทบประสาททั้ง 5 คู่ ทาง ปัญจทวาราวัชชนจิตก็จะเกิดขึ้นมาพิจารณาอารมณ์ทั้ง 5 นั้น อารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง คือพิจารณาสี เสียง กลิ่น รส เครื่องสัมผัส สัมปฏิจฉนจิตเป็นจิตที่รับอารมณ์ทั้ง 5 ต่อจากปัญจทวาราวัชชนจิตทั้ง 5

ถ้าจักขุวิญญาณเห็นรู้แล้ว สัมปฏิจฉนจิตก็รับรู้รูปต่อไป

ถ้าโสตวิญญาณได้ยินเสียงแล้ว สัมปฏิจฉนจิตรับรู้เสียงต่อไป

ถ้าฆานวิญญาณรับรู้กลิ่นแล้ว สัมปฏิจฉนจิตก็รับรู้กลิ่นต่อไป

ถ้าชิวหาวิญญาณรู้รสแล้ว สัมปฏิจฉนจิตก็รับรู้รสต่อไป

ถ้ากายวิญญาณรู้สึกสัมผัสแล้ว สัมปฏิจฉนจิตก็รับรู้สัมผัสต่อไป

เมื่อมโนธาตุเกิดขึ้นแล้ว ไม่มีญาณเข้าไปรู้แจ้งตามความเป็นจริง ก็จะเป็นเหตุให้มีอุปาทานยึดถือธาตุใจว่าเราคิด เราพิจารณา เรารับรู้อารมณ์ เป็นต้น จมอยู่ภายใต้อวิชชา ความมืดมนอนธการไม่รู้ตามความเป็นจริง ในที่สุดก็จะนำไปสู่ความทุกข์ไม่รู้จบ

7.4.3 ธาตุรู้ 6 ธาตุ ได้แก่

1.จักขุวิญญาณธาตุ

เป็นนามธรรม มีหน้าที่เห็นรูป คือ รู้สี องค์ธรรมได้แก่ จักขุวิญญาณจิต 2 ดวง คือ ดวงบุญและดวงบาป มีลักษณะรู้รูปารมณ์ คือ รู้สีเท่านั้น มีสภาพน้อมไปหารูปารมณ์ รู้สีแล้วดับไปตามธรรมชาติ เมื่อมีแสงสว่างไปกระทบสี สีก็สะท้อนไปกระทบประสาทตา เมื่อมีมนสิการ คือ เอาใจใส่ จักขุวิญญาณก็จะเห็นรูป รู้สีขึ้น ถ้าไม่มีแสงสว่าง ไม่มีสี ไม่มีประสาทตา ไม่มีมนสิการ คือ ไม่เอาใจใส่ จักขุวิญญาณก็เกิดขึ้นไม่ได้

เมื่อมีจักขุวิญญาณเกิดขึ้นแล้ว ถ้าปราศจากสติก็มีโลภะอยากเห็น มีอุปาทานยึดมั่นว่า เราเห็น ทำให้เกิดทุกข์ภัยไม่มีที่สิ้นสุด

2.โสตวิญญาณธาตุ

เป็นนามธรรม มีหน้าที่รับรู้เสียงเท่านั้น องค์ธรรมได้แก่ โสตวิญญาณจิต 2 ดวง คือ ดวงบุญและดวงบาป

โสตวิญญาณธาตุ เป็นนามธรรมที่น้อมไปในทางอารมณ์ คือ เสียง เมื่อเสียงหรือได้ยินเสียง ก็ดับไปตามธรรมดาของสังขารธรรม หากผู้ไม่มีสติปัญญากำกับก็ยึดมั่นถือมั่น ส่วนผู้มีสติปัญญากำกับก็ไม่ยึดมั่นถือมั่น

3.ฆานวิญญาณธาตุ

เป็นนามธรรม มีหน้าที่รับกลิ่น องค์ธรรมได้แก่ ฆานวิญญาณจิต 2 ดวง คือ ดวงบุญและดวงบาป เกิดขึ้นได้ เพราะมีคันธารมณ์กระทบกับฆานปสาท มีลมและมนสิการเป็นสื่อสัมพันธ์ให้ฆานวิญญาณ ความรู้กลิ่นจึงเกิดขึ้นได้

ดังนั้น เมื่อสายลมพากลิ่นไปถูกประสาทจมูกพร้อมกับเอาใจใส่ การรับรู้กลิ่นก็เกิดขึ้น เมื่อกลิ่นกับสายลมผ่านไปความรู้กลิ่นก็หายไปด้วยตามสภาพ

4.ชิวหาวิญญาณธาตุ

เป็นนามธรรม มีหน้าที่รับรู้รส ประกอบด้วยชิวหาวิญญาณธาตุ 2 ดวง คือ ดวงบุญและดวงบาป เกิดขึ้นได้เพราะมีรสารมณ์มากระทบชิวหาปสาท

5.กายวิญญาณธาตุ

เป็นนามธรรม มีหน้าที่รู้โผฏฐัพพารมณ์อย่างเดียว องค์ธรรมได้แก่ กายวิญญาณจิต 2 ดวง คือ ดวงบุญและดวงบาป ถ้าร้อน เย็น อ่อน แข็ง หย่อน ตึง ที่ดีละเอียดประณีตมาก มากระทบ ก็เป็นโอกาสให้กายวิญญาณที่เป็นผลของบุญเกิดขึ้น ถ้าร้อน เย็น อ่อน แข็ง หย่อน ตึง ที่หยาบคายมากระทบก็เป็นโอกาสให้กายวิญญาณที่เป็นผลของบาปเกิดขึ้นเปลี่ยนอยู่เสมอ

มีสภาพแตกดับเปลี่ยนแปลงอยู่ทุกขณะ หากไม่มีปัญญารู้ทันก็จะเกิดอุปาทาน ทำให้ เกิดทุกข์ไม่มีสิ้นสุด

6.มโนวิญญาณธาตุ

เป็นนามธรรม มีหน้าที่รู้นึกคิดอารมณ์ต่างๆ องค์ธรรมได้แก่ จิต 76 หรือ 108 ดวง คือ

โลภมูลจิต จิตอกุศลที่มีโลภะเป็นมูล 8 ดวง

โทสมูลจิต จิตอกุศลที่มีโทสะเป็นมูล 2 ดวง

โมหจิต จิตอกุศลที่มีโมหะเป็นมูล 2 ดวง

อเหตุกจิต จิตที่ไม่ประกอบเหตุ พิจารณาอารมณ์ทางปัญจทวาร 3 ดวง พิจารณาตัดสินอารมณ์ทางมโนทวาร 1 ดวง และจิตยิ้มของพระอรหันต์ 1 ดวง

มหากุศลจิต จิตบุญ 8 ดวง

มหาวิปากจิต จิตเป็นผลของบุญ 8 ดวง

มหากิริยาจิต จิตกิริยาที่พระอรหันต์บำเพ็ญบุญกิริยาวัตถุ 8 ดวง

รูปาวจรกุศลจิต จิตที่ได้รูปฌาน 5 ดวง

รูปาวจรวิปากจิต จิตที่เป็นผลของรูปฌาน 5 ดวง

รูปาวจรกิริยาจิต จิตที่ได้รูปฌานของพระอรหันต์ 5 ดวง

อรูปาวจรกุศลจิต จิตที่ได้อรูปฌาน 4 ดวง

อรูปาวจรวิปากจิต จิตที่เป็นผลของอรูปฌาน 4 ดวง

อรูปาวจรกิริยาจิต จิตที่ได้อรูปฌานของพระอรหันต์ 4 ดวง

โลกุตตรกุศลจิต จิตที่สำเร็จอริยมรรคทั้ง 4 รวมทั้งที่ได้ฌาน 5 เป็น 20 ดวง

โลกุตตรวิปากจิต จิตที่สำเร็จอริยผลทั้ง 4 รวมทั้งที่ได้ฌาน 5 เป็น 20 ดวง

ธรรมดาสัตว์ทั้งหลายที่เกิดอยู่ในโลกนี้ ย่อมมีการเห็น การได้ยิน การได้กลิ่น การรู้รส การสัมผัสถูกต้อง การคิดนึกอยู่ด้วยกันทั้งสิ้น ซึ่งกิจการต่างๆ เหล่านี้เกิดขึ้นได้ เพราะมีการ ประชุมร่วมกันระหว่างของ 3 อย่าง คือ ทวาร อารมณ์ วิญญาณ

ทวาร โดยปกติแปลว่า ประตู ทาง ช่องตามร่างกาย แต่ในที่นี้หมายถึง ทางรับรู้อารมณ์ มี 6 ทาง คือ ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ อันเป็นอายตนะภายใน

อารมณ์ หมายถึง เครื่องยึดหน่วงของจิตใจ สิ่งที่จิตยึดหน่วง สิ่งที่ถูกรู้หรือถูกรับรู้ ได้แก่ อายตนะภายนอก 6 คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์

วิญญาณ หมายถึง ความรู้แจ้งในอารมณ์ คือความรู้ที่เกิดขึ้นเมื่ออายตนะภายนอกและภายในกระทบ มี 6 อย่างเหมือนกันคือ การรู้อารมณ์ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ

ทวาร 6 อารมณ์ 6 และวิญญาณ 6 รวม 18 นี้เอง เรียกว่า ธาตุ 18 ดังนั้น ความเป็นไปทั้งมวลในสรรพสิ่งที่มีชีวิต จึงเป็นเพียงการประชุมพร้อมกันของธาตุทั้ง 18 เรื่องอื่นๆ นอกเหนือจากนี้ไม่มี สภาพความเป็นอยู่ของธาตุ 18 เหล่านี้กล่าวได้ว่าเป็น “ นิสสัตตะ” คือ ไม่ใช่เป็นสัตว์ เป็นบุคคล

ความเป็นไปทั้งมวลในสิ่งที่มีชีวิต จึงเป็นเพียงการประชุมพร้อมกันของธาตุทั้ง 18 สภาพของตนมีคุณสมบัติเช่นใด ก็รักษาสภาพของตนไว้อย่างนั้นเสมอ ไม่เปลี่ยนแปลง เช่น จักขุธาตุ มีสภาพใสสมควรให้สีต่างๆ มาปรากฏขึ้นเมื่อได้รับการกระทบ เมื่อจักขุธาตุนี้เกิดอยู่กับใครก็ตาม ไม่ว่าคน สัตว์ เทวดา จักขุธาตุย่อมคงภาพใสเป็นปกติ รับสีต่างๆ ได้ ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงเอาจักขุธาตุไปรับเสียงแทนโสตธาตุ หรือรับกลิ่นแทนฆานธาตุได้ ความใสของจักขุธาตุรับสีได้เพียงอย่างเดียวตลอดเวลา ไม่ว่าเป็นจักขุธาตุที่เกิดกับผู้ใด หรือ รูปธาตุ (สี) มีสภาพแสดงสี ให้ปรากฏได้ในทางตา ก็คงทรงสภาพแสดงสีอยู่ ดังนั้นไม่มีเปลี่ยนแปลง ไม่สามารถแสดงสีให้ปรากฏในทางหู หรือจมูกได้ หรือจักขุวิญญาณธาตุ ทรงไว้ซึ่งสภาพเห็น จักขุวิญญาณธาตุจะเกิดขึ้นกับใครก็ตาม ย่อมทำหน้าที่ได้ประการเดียวเท่านั้น คือ การเห็น จะบังคับไม่ให้เห็น บังคับให้ไปได้ยิน หรือได้กลิ่นแทน เป็นไปไม่ได้

ธาตุ 18 นี้เป็นความเป็นไปทั้งมวลในสรรพสิ่งที่มีชีวิต จึงเป็นเพียงการประชุม พร้อมกันของธาตุทั้ง 18 เรื่องอื่นๆ นอกเหนือจากนี้ไม่มี และการจะรู้ว่าธาตุนั้น ตกอยู่ภายใต้กฎไตรลักษณ์ คือ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และไม่ใช่ตัวตน ได้อย่างชัดๆ ก็ต้องเห็นอย่างชัดเจน การที่จะเห็นได้อย่างชัดเจนนั้น ก็ต้องเห็นด้วยธรรมจักษุหรือตาของพระธรรมกายเท่านั้น ดังนั้น การศึกษาธาตุ 18 ในภาคปริยัติจึงเป็นเพียงพื้นฐานให้พอเข้าใจ และไปศึกษาเพิ่มเติมด้วยตนเองในภาคปฏิบัติต่อไป

1) พระราชวรมุนี, พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม, กรุงเทพฯ : 2535, หน้า 139.
2) พันเอก ปิ่น มุทุกันต์, ประมวลศัพท์ศาสนา, กรุงเทพฯ : คลังวิทยา, หน้า 218.
3) มูลนิธิสัทธัมมโชติกะ, คู่มือกานศึกษาหลักสูตรจูฬอาภิธรรมิกะโท, กรุงเทพฯ : ทิพยวิสุทธิ์, 2540, หน้า 76.
4) วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ และสมาคมศิษย์หลวงพ่อวัดปากน้ำก, มรดกธรรมของหลวงวัดปากน้ำ(พระมงคลเทพมุนี), กรุงเทพฯ : อมรินทร์ แอน พับลิชชิ่ง, 2539 หน้า 156-159.
md408/7.txt · แก้ไขครั้งล่าสุด: 2015/03/15 16:55 (แก้ไขภายนอก)
 
เว้นแต่จะได้แจ้งไว้เป็นอื่นใด เนื้อหาบนวิกินี้ถูกกำหนดสิทธิ์ไว้ภายใต้สัญญาอนุญาติต่อไปนี้: CC Attribution-Noncommercial 3.0 Unported
Recent changes RSS feed Donate Powered by PHP Valid XHTML 1.0 Valid CSS Driven by DokuWiki