บทที่ 5 ขันธ์ 5

เนื้อหา บทที่ 5 ขันธ์ 5

  • 5.1 ความหมายของขันธ์ 5
  • 5.2 ธรรมชาติของขันธ์ 5
  • 5.3 องค์ประกอบของขันธ์ 5
    • 5.3.1 รูปขันธ์
    • 5.3.2 เวทนาขันธ์
    • 5.3.3 สัญญาขันธ์
    • 5.3.4 สังขารขันธ์
    • 5.3.5 วิญญาณขันธ์
  • 5.4 ประเภทของขันธ์
  • 5.5 ขันธ์ 5 ตามทัศนะของพระมงคลเทพมุนี
    • 5.5.1 ขันธ์ 5 เป็นภาระอันหนัก
    • 5.5.2 ความแตกต่างของขันธ์ 5 ในแต่ละภพภูมิ
    • 5.5.3 เหตุที่ติดในขันธ์ 5
    • 5.5.4 ขันธ์ 5 ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา
  • 5.6 ประโยชน์ของการเรียนรู้ขันธ์ 5
    • 5.6.1 การทำขันธ์ 5 ให้บริสุทธิ์
    • 5.6.2 วิธีปล่อยขันธ์ 5

แนวคิด

1.ขันธ์ 5 หมายถึง กลุ่มแห่งรูปและนาม ประกอบด้วย รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ มีทั้งขันธ์ที่เป็นอุปาทานขันธ์ ซึ่งทำให้เกิดความยึดมั่น ถือมั่น เป็นทุกข์ และที่ไม่เป็น อุปาทานขันธ์

2.พระมงคลเทพมุนีสอนให้เห็นว่า ขันธ์ 5 ไม่ว่าจะเป็นของมนุษย์ เทวดา หรือภพภูมิอื่นๆ ต่างก็เป็นภาระหนัก เพราะฉะนั้นท่านจึงสอนให้ปล่อยวางขันธ์ 5

3.ขันธ์ 5 ของมนุษย์มีความบริสุทธิ์ไม่เท่ากัน และทำให้ความรู้ความสามารถ รูปร่าง หน้าตาต่างๆ ไม่เสมอกัน ดังนั้นจึงควรทำขันธ์ 5 ให้บริสุทธิ์ เพื่อให้ได้ขันธ์ 5 ที่สมบูรณ์ สามารถรองรับการปฏิบัติธรรม และเป็นอุปกรณ์ในการเดินทางข้ามวัฏสงสาร

วัตถุประสงค์

1.เพื่อให้นักศึกษาเข้าใจและสามารถอธิบายความหมายและลักษณะของขันธ์ 5 แต่ละอย่างได้ถูกต้อง

2.เพื่อให้นักศึกษาเข้าใจและสามารถอธิบายความหมายและลักษณะของขันธ์ 5 ตามทัศนะของพระมงคลเทพมุนีได้ถูกต้อง

3.เพื่อให้นักศึกษาเข้าใจและสามารถนำความรู้เรื่องขันธ์ 5 ไปใช้ประโยชน์ในชีวิต ประจำวัน

ในบทเรียนนี้นักศึกษาจะได้เข้าสู่อารมณ์ของวิปัสสนาประการแรกคือ ขันธ์ 5 โดยการศึกษานี้จะเป็นการศึกษาในเชิงปริยัติ เพื่อให้เห็นและเข้าใจความหมาย ลักษณะของขันธ์ ว่าเป็นเช่นไร

5.1 ความหมายของขันธ์ 5

คำว่า “ ขันธ์” หมายความว่า สิ่งที่เป็นกลุ่ม เป็นกอง หรือเป็นพวกๆ

ขันธ์ 5 จึงหมายถึง กองแห่งรูปธรรมและนามธรรม 5 หมวด ที่ประชุมกันเข้าเป็นหน่วยรวม ซึ่งบัญญัติเรียกว่า สัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา สิ่งที่แยกกันไว้เป็นกลุ่ม เป็นกอง หรือเป็นพวกๆ จำนวน 5 อย่างนั้น คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ โดยส่วนรูปเป็นรูปขันธ์ อีก 4 อย่าง คือ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็นนามขันธ์

หรือจัดเป็น 3 อย่างก็ได้ คือ เป็น จิต เจตสิก (สิ่งที่เกิดกับจิต อยู่กับจิต) และรูป วิญญาณ เป็นจิต, เวทนา สัญญา สังขาร เป็นเจตสิก, รูป เป็นรูป

5.2 ธรรมชาติของขันธ์ 5

ขันธ์ 5 หรือรูปและนาม เป็นองค์ประกอบที่ให้สัตว์เวียนว่ายอยู่ในภพ 3 ไม่ว่าจะเกิดเป็นมนุษย์ หรือแม้ละจากโลกนี้ไปเป็นเทวดา พรหม อรูปพรหม ก็ล้วนประกอบด้วยขันธ์ 5 แม้แต่ไปเกิดในอบายภูมิ เป็นสัตว์นรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน หรือแม้แต่สัตว์นรกในโลกันต์ ก็ประกอบด้วยขันธ์ 5

สัตว์ที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสารล้วนประกอบด้วยขันธ์ทั้งสิ้น แต่แตกต่างกันที่ ความละเอียดและความประณีตของรูปและนามเท่านั้น ซึ่งธรรมชาติของขันธ์ 5 มีดังนี้

1.มีการเกิด - ดับ อยู่ตลอดเวลาเนื่องจากรูปและนามนี้ มีการเกิดและดับอยู่ตลอดเวลา ทำให้ขันธ์ 5 มีลักษณะเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุและปัจจัยต่างๆ ตลอดเวลา มีความเสื่อมอยู่ ดังนั้นแม้แต่รูปเอง ก็มีธรรมชาติเสื่อมอยู่ตลอดเวลา ส่วนนามขันธ์ทั้ง 4 ก็มีการเกิดดับตลอดเวลาด้วยเช่นกัน

2.มีสภาวะเป็นไตรลักษณ์ คือ เป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตาเนื่องจากขันธ์ 5 มีลักษณะเปลี่ยนแปลงตลอดจากเหตุปัจจัยที่เข้ามา ทำให้มีสภาวะที่ไม่เที่ยง และเพราะเหตุที่ขันธ์ 5 มีความเสื่อมอยู่ตลอดเวลา ทำให้เป็นทุกข์ ทั้งทุกข์ทางกาย ทุกข์ทางใจ สลับไปมาตลอด ซึ่งเราไม่สามารถบังคับบัญชาให้ขันธ์ 5 ไม่เสื่อม หรือให้ขันธ์ 5 นี้คงสภาวะเดิมได้ ดังนั้นจึงเป็นอนัตตา ไม่ใช่ตัวตนของเรา

5.3 องค์ประกอบของขันธ์ 5

ขันธ์ มีองค์ประกอบอยู่ 5 อย่าง ดังต่อไปนี้

5.3.1 รูปขันธ์

รูปขันธ์ คือ กองแห่งธรรมชาติที่จะต้องแตกสลายไปด้วยเหตุต่างๆ มีหนาวและร้อนเป็นต้น เช่น หนาวจัด เย็นจัด จนเกินขีด หรือถูกร้อนจนเกินขีด ย่อมแตกสลายไป

รูป คือ สิ่งที่เห็นได้ด้วยตาบ้าง เห็นไม่ได้ด้วยตาบ้าง ซึ่งก็คือร่างกายและสิ่งที่อาศัย เกิดจากกาย รูปบางอย่างเป็นรูปทิพย์ มีความละเอียดมาก เห็นได้ด้วยตาทิพย์ เช่น รูปของเทวดา พรหม เป็นต้น

รูป หรือร่างกาย มีส่วนประกอบที่สำคัญ 2 อย่าง คือ

1. มหาภูตรูป 4 แปลว่า รูปที่เป็นใหญ่ปรากฏชัดเจน ได้แก่ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม

ลักษณะของธาตุทั้ง 4 คือ

ธาตุดิน มีลักษณะ แข็ง

ธาตุน้ำ มีลักษณะ ไหลหรือเกาะกุม

ธาตุไฟ มีลักษณะ ร้อนและเย็น มี 5 อย่าง ได้แก่

1.อุสฺมาเตโช มีประจำอยู่ในร่างกายของสัตว์ทั้งหลาย

2.สนฺตปฺปนเตโช มีความร้อนมาก

3.ทหนเตโช มีความร้อนสูงจัด สามารถเผาผลาญร่างกายให้วิปริตได้

4.ชิรณเตโช ทำให้ร่างกายทรุดโทรมแก่ลง

5.ปาจกเตโช ทำหน้าที่ย่อยอาหาร

ธาตุลม มีลักษณะ เคร่งตึงและเคลื่อนไหว มี 6 อย่าง ได้แก่

1.อุทฺธงฺคมวาโย ลมที่พัดขึ้นสู่เบื้องบน

2.อโธคมวาโย ลมที่พัดลงสู่เบื้องล่าง

3.กุจฺฉิฏฺฐวาโย ลมที่พัดอยู่ในช่องท้อง

4.โกฏฺฐาสยวาโย ลมที่พัดอยู่ในลำไส้ใหญ่

5.องฺคมงฺคานุสารีวาโย ลมที่พัดอยู่ทั่วร่างกาย

6.อสฺสาสปสฺสาสวาโย ลมหายใจเข้าออก

ซึ่งลักษณะและหน้าที่ของธาตุ 4 ได้กล่าวไว้แล้วในเรื่องจตุธาตุววัตถาน

2. อุปาทายรูป หมายถึง รูปที่อาศัยมหาภูตรูปเกิด(คุณสมบัติที่มีอยู่ในรูป) ถ้าไม่มีมหาภูตรูป อุปาทายรูปก็มีไม่ได้

อุปาทายรูป 24 ประกอบด้วย จักขุปสาท โสตปสาท ฆานปสาท ชิวหาปสาท กายปสาท รูปารมณ์ สัททารมณ์ คันธารมณ์ รสารมณ์ อิตถีภาวะ ปุริสภาวะ หทยรูป ชีวิตรูป อาหารรูป กายวิญญัติ วจีวิญญัติ ปริจเฉทรูป รูปลหุตา รูปมุทุตา รูปกัมมัญญตา อุปจยรูป รูปสันตติ รูปชรตา รูปอนิจจตา แต่ละอย่างสามารถแบ่งเป็นหมวดได้ดังนี้

ปสาทรูป 5 คือ รูปที่เป็นประสาทสำหรับรับอารมณ์ ได้แก่

1.จักขุปสาทรูป คือ ประสาทตา เป็นอวัยวะที่เห็นรูป เมื่อรูปกระทบอวัยวะนี้จะเกิดจักขุวิญญาณขึ้น จักขุปสาทที่อาศัยดวงตาซึ่งมีชิ้นเนื้อเล็กๆ 3 ชั้นอยู่รอบๆ ดวงตาดำและตาขาว และตาที่อยู่ในเนื้อเดียว 5 ชั้นของเนื้อ เลือด ลม เสมหะ และน้ำเหลือง จักขุปสาทมีขนาดเท่าเมล็ดฝิ่นครึ่งเมล็ด มีลักษณะคล้ายศีรษะเล็นสร้างขึ้นโดยธาตุ 4 ตามกรรมในอดีต และตั้งอยู่ในที่ซึ่งมีธาตุไฟมากกว่า เรียกว่า จักขุปสาท

2.โสตปสาทรูป คือ ประสาทหู เป็นอวัยวะที่ฟังเสียง เสียงเมื่อกระทบอวัยวะนี้จะเกิดโสตวิญญาณขึ้น โสตประสาทตั้งอยู่ภายในช่องหูทั้งสอง ที่ปกคลุมด้วยขนสีน้ำตาล อาศัยเยื่อแผ่นมีลักษณะคล้ายๆ ก้านเมล็ดถั่วเขียวซึ่งสร้างขึ้นด้วยธาตุ 4 ตามกรรมในอดีต และเป็นที่มีอากาส- ธาตุมากกว่า เรียกว่า โสตปสาท

3.ฆานปสาทรูป คือ ประสาทจมูก เป็นอวัยวะที่สูดดมกลิ่น เมื่อกลิ่นกระทบอวัยวะนี้จะเกิดฆานวิญญาณขึ้น ฆานประสาทตั้งอยู่ภายในจมูก มีลักษณะคล้ายดอกทองหลาง สร้างขึ้นโดยมหาภูตรูปทั้ง 4 ตามกรรมในอดีต และตั้งอยู่ในที่ที่มีวาโยธาตุมากกว่า เรียกว่า ฆานปสาท

4.ชิวหาปสาทรูป คือ ประสาทลิ้น เป็นอวัยวะรู้รส เมื่อรสชาติต่างๆ กระทบกับอวัยวะนี้ จะเกิดชิวหาวิญญาณขึ้น ชิวหาปสาทมีลักษณะคล้ายดอกอุบล ซึ่งตั้งอยู่ภายในชิ้นเนื้อของลิ้น สร้างขึ้นโดยธาตุทั้ง 4 ตามกรรมในอดีต และตั้งอยู่ในที่ที่มีอาโปธาตุมากกว่า เรียกว่า ชิวหาปสาท

5.กายปสาทรูป คือ ประสาทกาย เป็นอวัยวะที่รู้การกระทบสัมผัสด้วยอวัยวะนี้แล้วกายวิญญาณจึงเกิดขึ้น กายประสาทนี้ตั้งอยู่ทั่วๆ ไปในร่างกาย ยกเว้นที่ผม ขน เล็บ ฟัน และส่วนอื่นในร่างกายที่ปราศจากความรู้สึก สร้างขึ้นโดยมหาภูตรูปทั้ง 4 ตามกรรมในอดีต และตั้งอยู่ในที่ที่มีปฐวีธาตุมากกว่า เรียกว่า กายประสาท

โคจรรูป หรือวิสยรูป 4 คือ รูปที่เป็นอารมณ์หรือแดนรับรู้ของอายตนะ ได้แก่

1.วัณณรูป หรือ รูปสี (รูปารมณ์)

2.สัททรูป หรือ รูปเสียง (สัททารมณ์)

3.คันธรูป หรือ รูปกลิ่น (คันธารมณ์)

4.รสรูป หรือ รูปรส (รสารมณ์)

ภาวรูป 2 คือ รูปที่เป็นภาวะแห่งเพศ ได้แก่

1.อิตถีภาวรูป คือ รูปที่แสดงถึงความเป็นหญิง

2.ปุริสภาวรูป คือ รูปที่แสดงถึงความเป็นชาย

หทยรูป 1 คือ รูปที่เป็นที่ตั้งอาศัยเกิดของจิตและเจตสิก

ชีวิตรูป 1 คือ รูปที่เป็นชีวิต ได้แก่ รูปที่รักษากลุ่มรูปที่เกิดจากกรรม

อาหารรูป 1 คือ โอชาที่มีอยู่ในอาหาร

ปริจเฉทรูป 1 คือ รูปที่กำหนดเทศะ ได้แก่ อากาสธาตุ ช่องว่างระหว่างรูปต่อรูป

วิญญัติรูป 2 คือ รูปคือการเคลื่อนไหวให้รู้ความหมาย ได้แก่

1.กายวิญญัติรูป ได้แก่ การเคลื่อนไหวกาย

2.วจีวิญญัติรูป ได้แก่ การกล่าววาจา

การรูป 3 คือ อาการที่ดัดแปลงทำให้แปลกให้พิเศษได้ ได้แก่

1.ลหุตารูป ได้แก่ ความเบาแห่งรูป

2.มุทุตารูป ได้แก่ ความอ่อนสลวยแห่งรูป

3.กัมมัญญตารูป ได้แก่ ความควรแก่การงาน ความใช้การได้แห่งรูป

ลักขณรูป 4 คือ รูปที่เป็นลักษณะหรืออาการเป็นเครื่องกำหนด ได้แก่

1.อุปจยรูป คือ ความก่อตัวหรือเติบโตของรูป

2.สันตติรูป คือ ความสืบต่อแห่งรูป

3.ชรตารูป คือ ความทรุดโทรมแห่งรูป

4.อนิจจตารูป คือ ความปรวนแปรแตกสลายแห่งรูป เมื่อมหาภูตรูป 4 และอุปาทายรูปอาศัยซึ่งกันและกันแล้ว มหาภูตรูป 4 จึงเกิดขึ้น ถึงแม้ว่าอุปาทายรูปจะเกิดขึ้นเพราะอาศัยมหาภูตรูป 4 แต่ว่ามหาภูตรูป 4 ไม่ได้อาศัยอุปาทายรูปเกิดขึ้น และอุปาทายรูป ถ้าปราศจากมหาภูตรูป 4 เสียแล้วจะเกิดขึ้นไม่ได้ อุปมาว่าด้วยไม้ 3 อัน คือ มหาภูตรูป 4 อุปมาเหมือนไม้ 3 อันค้ำกัน อุปาทายรูปเกิดขึ้นได้เพราะอาศัยมหาภูตรูป 4 ควรเปรียบเสมือนเงาที่แผ่กระจายไปโดยไม้ 3 อันที่ค้ำกันอยู่นี้เป็นความแตกต่างกันระหว่าง รูปทั้ง 2

5.3.2 เวทนาขันธ์

เวทนาขันธ์ หมายถึง การเสวยอารมณ์ การรับอารมณ์ การรู้อารมณ์

เวทนาเมื่อแยกแบ่งได้ 3 อย่าง คือ

1.สุขเวทนา เป็นความรู้สึกสุข คือ สบายกาย สบายใจ

2.ทุกขเวทนา เป็นความรู้สึกทุกข์ คือ ไม่สบายกาย ไม่สบายใจ

3.อทุกขมสุขเวทนา เป็นความรู้สึกไม่สุขไม่ทุกข์ เฉยๆ

เวทนาเกิดจากการที่มีวัตถุภายนอกมากระทบประสาทสัมผัสทั้ง 5 แล้วส่งไปให้ใจ ใจรับเอาไว้แล้วจึงเกิดเป็นความรู้สึกขึ้นมา เช่น มีรูปมากระทบ ประสาทตาส่งไปให้ใจ ใจรับเอาไว้ คือ เห็น เมื่อเห็นแล้วก็เกิดความรู้สึกว่า รูปนี้สวย จึงเกิดความสบายใจ หรือไปเห็นสุนัขเน่า ทั้งตัว จึงไม่สบายใจ เป็นทุกข์ หรือเห็นคนที่หน้าตาธรรมดา จึงเกิดความรู้สึกเฉยๆ

เมื่อมีเสียงมากระทบหู ประสาทหูส่งไปให้ใจ ใจรับเอาไว้ เรียกว่า ได้ยิน เมื่อได้ยินแล้วก็อาจจะสุข เพราะว่าเสียงนั้นเป็นเสียงชม อาจจะทุกข์ เพราะว่าเป็นคำนินทา อาจจะเฉยๆ เพราะว่าไม่รู้ว่าเขาพูดเรื่องอะไร

เมื่อมีกลิ่นมากระทบจมูก ประสาทจมูกส่งไปให้ใจ ใจก็รับเอาไว้ เรียกว่า ได้กลิ่น เมื่อได้กลิ่นแล้วก็เกิดเวทนา เช่น ถ้าหอมก็เกิดความสบายใจ ถ้าเหม็นก็เกิดความทุกข์ หรือมีกลิ่นนิดๆ หน่อยๆ จึงไม่ได้รู้สึกอะไร เฉยๆ

เมื่อรสมากระทบลิ้น ประสาทลิ้นก็ส่งไปให้ใจ ใจก็รับเอาไว้ เรียกว่า ลิ้มรส เมื่อลิ้มรสก็เกิดเวทนาขึ้นทันที ถ้าอร่อยสุขเวทนาก็เกิดทันที ถ้าเผ็ดหรือขมปี๋ ทุกขเวทนาก็เกิดหรือไม่ก็เฉยๆ

เมื่อมีวัตถุมากระทบกาย ประสาทกายส่งให้ใจ ใจก็รับเอาไว้ เมื่อรับเอาไว้ก็เกิดเวทนาขึ้นมาว่า เย็น ร้อน อ่อน แข็ง นิ่ง กระด้าง1)

5.3.3 สัญญาขันธ์

สัญญาขันธ์ หมายถึง ความจำได้หมายรู้ คือ จำรูป จำเสียง จำกลิ่น จำรส จำสัมผัส เกิดขึ้นเพราะกลไกการทำงานของใจที่สามารถจำหรือบันทึกข้อมูลไว้ได้ ทั้งภาพ ทั้งเสียง ทั้งกลิ่น ทั้งรส ทั้งสัมผัสทางกาย และบันทึกได้แม้กระทั่งอารมณ์ที่เกิดกับใจ พูดง่ายๆ ว่าเพราะใจมีกลไกในการจำ หรือบันทึกข้อมูลได้ จึงเกิดสัญญาความจำได้ หรือระลึกถึง รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส และอารมณ์ที่เคยประสบมาได้2)

5.3.4 สังขารขันธ์

สังขารขันธ์ หมายถึง ความคิดปรุงแต่ง คือ เมื่อรูปกระทบตา ประสาทตาก็รับเอาไว้ ก่อให้เกิดเวทนา การรับอารมณ์แล้วส่งไปให้ส่วนจำอารมณ์ที่เกิดขึ้น จากนั้นจึงส่งมาให้ส่วนที่ทำหน้าที่คิด ปรุงแต่งจิตให้คิดไปในเรื่องต่างๆ ซึ่งแบ่งเป็น 3 ประเภท คือ

1.ความคิดดี เรียกว่า กุศลสังขาร

2.ความคิดชั่ว เรียกว่า อกุศลสังขาร

3.ความคิดไม่ดีไม่ชั่ว เป็นกลางๆ เรียกว่า อัพยากตสังขาร

สังขารขันธ์มีความสำคัญต่อความรู้สึกนึกคิดของมนุษย์มาก เป็นตัวสำคัญในพวกเจตสิก เพราะมีอานุภาพปรุงแต่งให้คนเป็นไปได้ต่างๆ จิตของคนจะดีจะชั่วก็เพราะสังขารเป็นตัวปรุงแต่ง3)

สังขารขันธ์มีดังนี้ คือ ผัสสะ เจตนา วิตก วิจาร ปีติ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา ชีวิตินทรีย์ การละนิวรณ์ อโลภะ อโทสะ หิริ โอตตัปปะ ปัสสัทธิ ฉันทะ อธิโมกข์ อุเบกขา มนสิการ โลภะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ อุทธัจจะ กุกกุจจะ วิจิกิจฉา โกสัชชะ อหิริกะ อโนตตัปปะ และเจตสิกธรรมอื่นๆ ยกเว้นเวทนาและสัญญาแล้ว นอกจากนั้นเป็นสังขารขันธ์ เพราะเวทนาและสัญญาเป็นส่วนที่อยู่ในขันธ์ 5 เช่นเดียวกับสังขาร รวมความแล้วสังขารจะหมายถึงเฉพาะกิเลสและคุณธรรมทั้งปวง

5.3.5 วิญญาณขันธ์

วิญญาณขันธ์ หมายถึง ธรรมชาติที่รู้อารมณ์ ความรู้แจ้งอารมณ์ ความรับรู้เรื่องราว ต่างๆ ได้ คือ ความรู้แจ้งทางทวารทั้ง 6 ได้แก่ ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย และทางใจ หรือเป็นความรู้ที่เกิดขึ้นเมื่ออายตนะภายในและอายตนะภายนอกกระทบกัน

วิญญาณมีอยู่ 2 อย่าง คือ วิญญาณธาตุ และวิญญาณขันธ์

วิญญาณธาตุ หมายถึง จิต

วิญญาณขันธ์ หมายถึง อาการของจิต

ดังนั้น วิญญาณในขันธ์ 5 จึงหมายถึง การรับรู้อารมณ์ที่ผ่านเข้ามาทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ มีอยู่ 6 อย่าง เรียกชื่อตามช่องทางที่ผ่านเข้ามาดังนี้

1.รู้รูปโดยอาศัยตา เรียกว่า จักขุวิญญาณ

2.รู้เสียงโดยอาศัยหู เรียกว่า โสตวิญญาณ

3.รู้กลิ่นโดยอาศัยจมูก เรียกว่า ฆานวิญญาณ

4.รู้รสโดยอาศัยลิ้น เรียกว่า ชิวหาวิญญาณ

5.รู้สัมผัสโดยอาศัยกาย เรียกว่า กายวิญญาณ

6.รู้อารมณ์ที่เกิดขึ้นทางใจ เรียกว่า มโนวิญญาณ

นักศึกษาจะเห็นแล้วว่า ส่วนประกอบต่างๆ ของสรรพสิ่งทั้งหมดในโลกนี้ล้วนประกอบขึ้นมาด้วยธาตุ คือ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม และธาตุไฟ สิ่งที่ไม่มีชีวิต ประกอบด้วยธาตุ 4 คือ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม และธาตุไฟ สิ่งที่มีชีวิตโดยเฉพาะคนและสัตว์ประกอบด้วยธาตุ 6 คือ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ อากาสธาตุ และวิญญาณธาตุ

เราทุกคนที่อยู่ในโลกนี้ล้วนมีรูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณด้วยกันทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นพระภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา ก็ประกอบด้วย 5 ขันธ์ทั้งนั้น ซึ่งก็คือ รูป 4 นาม 1 เหมือนกัน

5.4 ประเภทของขันธ์ 5

ขันธ์ 5 เมื่อจัดแบ่งเป็นประเภท สามารถแยกได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่

1.ขันธ์ 5 ที่ประกอบด้วยอุปาทาน อุปาทานนี้ เป็นเหตุที่ทำให้เกิดความทุกข์แท้จริง เป็นทุกข์ที่ทำให้ต้องเวียนว่าย ตายเกิดในวัฏสงสาร ซึ่งเรียกว่า อุปาทานขันธ์ เป็นขันธ์ของปุถุชน หรือแม้แต่พระอริยเจ้าที่ยังไม่หมดกิเลสทั้งหมด ก็ยังมีอุปาทานขันธ์นี้อยู่ แต่เบาบางมาก

การที่มีอุปาทานเกิดขึ้นเพราะเข้าไปยึดมั่นถือมั่นในตัวขันธ์ 4 อย่าง คือ

1.กามุปาทาน ธรรมชาติที่ยึดมั่นอยู่ในกามคุณ 5 คือ กามตัณหา

2.ทิฏฐุปาทาน ธรรมชาติที่ยึดมั่นอยู่ในทิฏฐิ คือ ความเห็นผิด

3.สีลัพพัตตุปาทาน ธรรมชาติที่ยึดมั่นอยู่ในการปฏิบัติผิด

4.อัตตวาทุปาทาน ธรรมชาติที่ยึดมั่นอยู่ในรูปนามขันธ์ 5 ว่าเป็นตัวเป็นตน ขันธ์ที่มีอุปาทานเข้าครอบงำจิตใจนี้ ทำให้กลายเป็นตัวเป็นตน เป็นสัตว์ เป็นบุคคล เป็นเรา เป็นเขาขึ้นมา ทำให้เกิดความเข้าใจว่า ความเป็นอยู่ต่างๆ ที่ปรากฏแก่ตน เช่น การทำ การพูด การคิดนึก ความสบาย ความไม่สบาย ความดีใจ ความเสียใจ และการเปลี่ยนแปลงไปต่างๆ ของร่างกาย เป็นเรื่องของตัวเรา หรือสิ่งที่เนื่องกับตัวเรา เราจึงใช้คำพูดกันจนชินว่า เราทำ เราพูด เราคิด เราสบาย เราไม่สบาย เราดีใจ เราเสียใจ เราแก่ เราหนุ่ม เราสวย เราไม่สวย และถ้าเรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นกับผู้อื่น เราก็ใช้คำว่า ผู้นั้น ผู้นี้ เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ รวมความแล้วทุกสิ่งทุกอย่างในโลก มีเรา มีเขา ล้วนแต่เป็นอัตตทิฏฐิ (ความเห็นว่ามีตัวตนอันเป็นความเห็นผิด) ไปทั้งสิ้น กลายเป็นโมหะ ความโง่หลง ขาดปัญญา ไม่รู้เท่าทันตามความเป็นจริง

2.ขันธ์ 5 ที่ไม่ประกอบด้วยอุปาทาน ขันธ์ 5 นี้เป็นขันธ์ของพระอรหันต์เท่านั้น คือ พระอรหันต์นั้นสามารถละกิเลสได้ทั้งหมด จึงละอุปาทานได้ทั้งหมดเช่นกัน พระอรหันต์นั้นปราศจากการยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ 5 แล้ว ตัดเหตุปัจจัยที่จะทำให้เกิดขันธ์ 5 แล้ว ทำให้ขันธ์ 5 ของท่านในภพต่อไปไม่มี เมื่อละสังขารแล้วก็เข้าสู่นิพพาน

5.5 ขันธ์ 5 ตามทัศนะของพระมงคลเทพมุนี

พระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนี(สด จนฺทสโร) ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย ได้แสดงพระธรรมเทศนาเกี่ยวกับขันธ์ 5 ไว้หลายนัย จะขอยกตัวอย่างมาดังนี้

5.5.1 ขันธ์ 5 เป็นภาระอันหนัก

ท่านได้อธิบายเรื่องขันธ์ 5 ไว้ดังนี้ คือ ไม่ว่าจะเป็นขันธ์ 5 ของมนุษย์ เทวดา หรือสัตว์เดรัจฉาน ถ้าเข้าไปถือไว้ก็เป็นภาระหนัก ก่อให้เกิดความทุกข์ และท่านก็ได้แนะนำวิธีการปล่อยวางขันธ์ 5 ดังพระธรรมเทศนาต่อไปนี้

“ เราท่านทั้งหลาย เกิดมาหญิงชายทุกคนถ้วนหน้า ล้วนแต่แบกภาระขันธ์ 5 ด้วยกันทั้งนั้น ขันธ์ 5 เป็นของหนัก ไม่ใช่ของเบา หนักอย่างไร หนักตั้งแต่อุบัติ ตั้งแต่อยู่ในท้อง ตั้งแต่เกิดในท้องมารดาหนักเรื่อยมา นั่นบังคับให้มารดาผู้ทรงครรภ์นั้นหนักแล้ว ตัวเองก็หนัก ไปไหน ไม่ค่อยไหว ติดอยู่ในอู่มดลูกนั่นเอง เจริญวัยวัฒนาเป็นลำดับๆ ไป

เมื่อคลอดก็หนักถึงกับตายได้ ถ้าว่าขันธ์ที่เกิดนั้นไม่ตาย ขันธ์ของมารดาที่ให้เกิดนั้นถึงกับตายลำบากยากแค้นนัก หนักด้วย ลำบากด้วย ฝืดเคืองด้วย คับแค้นด้วย คับแคบด้วย ลำบากทั้งนั้น

ขันธ์ 5 เป็นของหนักจริงๆ ไม่ใช่ของเบา ไปไหนก็ไปเร็วไม่ได้ อุ้ยอ้าย เมื่อเจริญวัยวัฒนาเป็นลำดับแล้ว ก็ไปได้ด้วยตนของตนเอง แต่ว่าเป็นกายหนัก เหาะเหินเดินอากาศไม่ได้ ไปเร็วไม่ได้ ต้องไปตามกาลสมัย ตามกาลของขันธ์นั้น ไม่ใช่หนักพอดีพอร้าย หนักกายต้องบริหารมากมาย ผู้เกิดมานั้นต้องบริหารขันธ์ 5 นั้นด้วย ต้องดูแลรักษา

ครั้นเจริญวัยวัฒนาตัวของตัว เมื่อหลุดจากมารดาบิดาบริหารรักษาแล้ว ตัวของตัวต้องรักษาตัวเองอีก ตัวของตัวเองรักษาตัวเองก็ไม่ค่อยไหว บางคนถึงกับให้คนอื่นเขารักษาให้ ต้องให้เขาใช้สอยไปต่างๆ นานา รักษาขันธ์ 5 ของตัวไม่ได้ ต้องบากบั่นตรากตรำมากมาย ในการเล่าเรียนศึกษากว่าจะรักษาขันธ์ 5 ของตนเองได้ จนกระทั่งรักษาขันธ์ 5 ของตนได้

พอรักษาขันธ์ของตัวได้ ขันธ์ 5 ก็เก่าคร่ำคร่า หนักเข้าขันธ์ 5 ของตัวเองก็พยุงตัวเองไม่ไหว พยุงตัวไม่ไหวต้องอยู่กับที่ ขยับได้บ้าง ไปโน่นมานี่ได้บ้าง แต่หนักเข้าก็ลุกไม่ขึ้น หนักเข้าก็หมดลมอัสสาสะปัสสาสะ เข้าโลงไป สี่คนนั่นแหละต้องหาม สี่คนก็เต็มอึดเชียวหนา มันหนักขนาดนี้ หนักอย่างโลกๆ ไม่ใช่หนักอย่างธรรม ๆ

หนักอย่างทางธรรมน่ะ นั่นลึกซึ้งแบกขันธ์ทั้ง 5 นำขันธ์ทั้ง 5 ไปมากมายนักในมนุษย์โลกนี้แบกขันธ์ทั้ง 5 ไปมากมายนัก ภาระคือ ขันธ์ 5 นี้หนัก ไม่ใช่หนักแต่ในมนุษย์โลกนี้

ไปเกิดเป็นเทวดาก็หนักอีก

ไปเกิดเป็นพรหมก็หนักอีก

ไปเกิดเป็นอรูปพรหมก็หนักอีก หนักทั้งนั้นไม่ใช่เบา

ถ้าไปเกิดเป็นสัตว์นรกหนักขึ้นไปกว่านั้นอีก

ในสัญชีพ กาฬสูตต สังฆาต โรรุพน มหาโรรุพน ตาป มหาตาป อเวจี4)

หนักขึ้นไปกว่านั้น หรือไปเกิดในบริวารนรก รวมนรก 456 ขุม

ขุมใดขุมหนึ่ง หรือไปเกิดเป็นเปรตก็หนักขึ้นอีกเหมือนกัน

ไปเกิดเป็นอสุรกายก็หนักขึ้นอีกเหมือนกัน

ไปเกิดเป็นสัตว์เดียรัจฉานก็หนักอีกเหมือนกัน

ไปเกิดเป็นสัตว์เดียรัจฉาน เปรต อสุรกาย ก็หนักทั้งนั้น

ขันธ์ 5 นี่เป็นของหนัก ท่านจึงได้ยืนยันตามพระบาลีว่า

ภารา หเว ปญฺจกฺขนฺธา ขันธ์ทั้ง 5 เป็นของหนัก

ภารหาโร จ ปุคฺคโล บุคคลผู้นำขันธ์ 5 ที่หนักนั้นไป

ภาราทานํ ทุกฺขํ โลเก การถือมั่นในเบญจขันธ์ทั้ง 5 นั้นหนักเป็นทุกข์ในโลก

ภารนิกฺเขปนํ สุขํ สละขันธ์ 5 ปล่อยขันธ์ 5 วางขันธ์ 5 ทิ้งขันธ์ 5 เสียได้เป็นสุข

นิกฺขิปิตฺวา ครํุ ภารํ การทิ้งภาระที่หนักอันนั้นเสียได้แล้ว

อญฺํ ภารํ อนาทิย ไม่ถือเอาของหนักอื่นอีกต่อไป

สมูลํ ตณฺหํ อพฺพุยฺห ชื่อว่าเป็นผู้ถอนตัณหาทั้งรากได้

นิจฺฉาโต ปรินิพฺพุโต หมดกระหาย ไปนิพพานได้ หมดกระหาย หมดร้อน หมดกระวนกระวาย ไปนิพพานได้ ให้ทิ้งขันธ์ 5 เสีย ทิ้งขันธ์ 5 เสียได้แล้ว ได้ชื่อว่าถอนตัณหาทั้งรากได้ นี้เป็นตัวสำคัญ ให้รู้จักดังนี้ เราจำเป็นอยู่แล้วจะต้องวางต้องทิ้ง ขันธ์ 5 นี่ถึงไม่ทิ้ง เราก็ต้องทิ้ง ใครล่ะจะไม่ทิ้งได้ ถ้าไม่ทิ้ง แก่เข้าๆ ถึงเวลาก็ตายจะเอาไปได้หรือขันธ์ 5 น่ะ คนเดียวก็เอาไปไม่ได้ หมดทั้งสากลโลก ขันธ์ 5 ของตัวเอาไปไม่ได้ ขันธ์ 5 ของสามีภรรยากันล่ะ เอาไปไม่ได้ แต่ของตัวเอาไปไม่ได้แล้ว นี่จะเอาของคนอื่นไปอย่างไรล่ะ เอาของลูกไปบ้างไม่ได้หรือ ไม่ได้แต่ของตัวก็ยังเอาไปไม่ได้ จะเอาของลูกไปได้อย่างไร พี่น้องวงศ์วานว่านเครือ จะเอาไปบ้างไม่ได้หรือ เอาไปไม่ได้

ต่างคนต่างมา ต่างคนต่างไป ต่างคนต่างตาย ต่างคนต่างเกิด ตายๆ คนเดียว เกิดๆ คนเดียว เราอยู่คนเดียวน่ะนี่น่ะ ไม่ได้อยู่หลายคนนะ อยู่กี่คนก็ชั่ง ตายไปด้วยกันไม่ได้ เกิดคนเดียวตายคนเดียวทั้งนั้น ก็แฝดกันมาไม่ใช่ด้วยกันดอกหรือ จะแฝดหรือจะติดกันอย่างไรก็ตามเถอะ คนละจิตคนละใจทั้งนั้น ต่างคนต่างมา ต่างคนต่างไป ต่างคนต่างตาย ต่างคนต่างเกิด

เมื่อรู้ชัดดังนี้ วิธีจะละขันธ์ 5 ถอดขันธ์ 5 ทิ้ง วิธีจะถอดสละขันธ์ 5 วางขันธ์ 5 นั้น ต้องเป็นผู้ตั้งอยู่ในสังวรกถา ที่จะตั้งอยู่ในสังวรกถาได้ ต้องอาศัยมีความรู้ ความเห็นแยบคาย

เห็นแยบคายอย่างไร รู้เห็นแยบคายความยินดีในรูปในอารมณ์นั้นๆ ต้องปล่อยวาง ต้องละต้องทิ้งความยินดีในอารมณ์นั้นๆ ถ้ายังยึดความยินดีในอารมณ์อยู่ปล่อยขันธ์ 5 ไม่ได้ การยึดอารมณ์ยินดีในอารมณ์ ท่านยกเป็นตำรับตำราไว้ เป็นเนติแบบแผน เป็นภาษามคธว่า

สุภานุปสฺสึ วิหรนฺตํ อินฺทริเยสุ อสํวุตํ

โภชนมฺหิ อมตฺตญฺญุํ กุสีตํ หีนวิริยํ

ตํ เว ปสหติ มาโร วาโต รุกฺขํ ว ทุพฺพลํ

แปลเป็นสยามภาษาว่า ผู้ที่เห็นอารมณ์งาม สุภานุปสฺสึ ผู้ที่เห็นอารมณ์งาม รูปารมณ์ก็ดี สัทธารมณ์ คันธารมณ์ รสารมณ์ โผฏฐัพพารมณ์ ผู้เห็นอารมณ์งาม รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ นั่นแหละ เรียกว่า สุภานุปสฺสึ ผู้เห็นอารมณ์งามอยู่ ไม่สำรวมในอินทรีย์ทั้งหลาย ไม่รู้จักประมาณในการบริโภคอาหาร มีความเกียจคร้าน

กุสีตํ จมอยู่ในอาการอันบัณฑิตพึงเกลียด

หีนวิริยํ มีความเพียรเลวทราม

ตํ เว ปสหติ มาโร มารย่อมประหารบุคคลผู้นั้นได้

วาโต รุกขํ ว ทุพฺพลํ เหมือนลมประหารต้นไม้อันมีกำลังทุพพลภาพได้ฉันนั้น นี้พระคาถาต้น

คาถาสองรองลงไป

อสุภานุปสฺสึ วิหรนฺตํ อินฺทริเยสุ สํวุตํ

โภชนมฺหิ จ มตฺตญฺญุํ สทฺธํ อารทฺธวิริยํ

ตํ เว นปฺปสหติ มาโร วาโต เสลํ ว ปพฺพตํ

แปลเนื้อความว่า

ผู้ที่เห็นอารมณ์อันไม่งาม สำรวมดีในอินทรีย์ทั้งหลาย รู้จักประมาณในการบริโภค อาหาร หรือโภชนาหาร มีความเชื่อ ปรารภความเพียรอยู่ มารย่อมประหารบุคคลนั้นไม่ได้ เหมือนอย่างลมประหารภูเขาอันล้วนแล้วด้วยศิลาเขยื้อนไม่ได้ฉันนั้น

จกฺขุนา สํวโร สาธุ สาธุ โสเตน สํวโร ฆาเนน สํวโร สาธุ สาธุ

ชิวฺหาย สํวโร กาเยน สํวโร สาธุ สาธุ วาจาย สํวโร มนสา สํวโร สาธุ สาธุ

สพฺพตฺถ สํวโร สพฺพตฺถ สํวุโต ภิกฺขุ สพฺพทุกฺขา ปมุจฺจติ

แปลเนื้อความว่า

สำรวมตาได้ ยังประโยชน์ให้สำเร็จ สำรวมหูได้ ยังประโยชน์ให้สำเร็จ

สำรวมจมูกได้ ยังประโยชน์ให้สำเร็จ สำรวมลิ้นได้ ยังประโยชน์ให้สำเร็จ

สำรวมกายได้ยังประโยชน์ให้สำเร็จ สำรวมวาจาได้ยังประโยชน์ให้สำเร็จ

สำรวมใจได้ยังประโยชน์ให้สำเร็จ

สำรวมในที่ทั้งหมด ปรากฏว่ายังประโยชน์ให้สำเร็จโดยแท้ ผู้ศึกษาธรรมวินัยเป็นผู้สำรวมแล้วในอินทรีย์ทั้งหลาย ในอินทรีย์ทั้งสิ้น เมื่อสำรวมได้เช่นนี้ตัดสินว่า สพฺพทุกฺขา ปมุจฺจติ ย่อมหลุดพ้นจากทุกข์ทั้งปวง ไปด้วยประการดังนี้ นี่สังวรกถา แสดงการสำรวม

แต่ว่าที่กล่าวมานี้ ตามวาระพระบาลีคลี่ความเป็นสยามภาษา ถ้าจะอรรถา- ธิบายขยายความในการที่ปล่อยขันธ์ 5 เป็นลำดับไป

ขันธ์ทั้ง 5 คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ที่เราแบ่งเป็นภาระหนักอยู่ในบัดนี้ แล้วอวดดีด้วยนะ ภาระของตัวหนักพออยู่แล้ว ยังอวดดีไปแบกภาระของคนอื่นเขาเข้าอีกด้วย เอากันละตรงนี้ อวดดีแบกภาระของคนอื่นเขาเข้าด้วย ไม่ใช่แบกน้อยด้วย บางคนแบกหลายๆ ขันธ์ แอบไปแบกเข้า 5 ขันธ์ อีกแล้ว หญิงก็ดีชายก็ดี แอบไปแบกเข้าอีก 5 ขันธ์ แล้วรวมของตัวเข้าเป็น 10 ขันธ์แล้ว

หนักเข้าก็หลุดออกมาเป็น 5 ขันธ์ เป็น 15 ขันธ์ แล้วแบกเอาไป แบกเอาไปเฮอะ เอ้า หนักเข้าๆ หลุดออกมาอีก 5 ขันธ์แล้ว เป็น 20 ขันธ์ แล้วนานๆ หลายๆ ปีเข้าหลุดออกมาอีก 5 ขันธ์แล้ว เป็น 25 ขันธ์ นานๆ หลุดออกมาอีก 5 ขันธ์แล้ว เอ้าเป็น 30 ขันธ์ ดังนี้แหละ

บางคนแบกถึง 40, 50, 60, 70, 80, 90 บางคนถึง 100 ขันธ์ สมภารแบก ตั้งพันขันธ์เชียวนา ไม่ใช่น้อยๆ นั่นอวดดีละ ถ้าอวดดีอย่างนี้ ต้องหนักมาก เขาจึงได้ชื่อว่า สมภาร สัมภาระ แปลว่า หนักพร้อม หนักรอบตัว พ่อบ้าน แม่บ้าน พ่อครัว แม่ครัวก็เหมือนกัน หนักใหญ่อีกเหมือนกัน หนักรอบอีกเหมือนกัน เพราะแบกขันธ์ทั้งนั้น

ที่ทุกข์ยากลำบากกันหนักหนาทีเดียว เพราะแบกขันธ์เหล่านี้แหละ ต้องปลูกบ้านเป็นหย่อมๆ เป็นหลัง เป็นพืดไป นั่นเพราะอะไร บริหารขันธ์ แบกขันธ์ทั้งนั้น แบกภาระที่หนักทั้งนั้น ไม่ใช่เล็กน้อย ไม่ใช่พอดีพอร้าย

เพราะเหตุดังนั้น การแบกภาระของหนักนี่แหละ ถ้าว่าปล่อยไม่ได้วางไม่ได้ละก็ เป็นทุกข์หนักทีเดียว บุคคลผู้แบกของหนักไป บุคคลผู้แบกขันธ์ 5 ที่หนักไป ถ้าว่าปล่อยวาง ขันธ์ 5 ไม่ได้ก็เป็นทุกข์แท้ๆ

ถ้าปล่อยวางขันธ์ 5 เสียได้ ก็เป็นสุขแท้ๆ เหมือนกัน ตรงกันข้ามอย่างนี้ แต่ว่าวิธีปล่อยขันธ์ 5 ไม่ใช่ของเล็กน้อย ไม่ใช่เป็นของปล่อยง่าย ถ้าปล่อยไม่ได้ก็เป็นทุกข์ ปล่อยได้ก็เป็นสุข

แต่ขันธ์ 5 จริงๆ เราก็ไม่รู้จักมันเสียแล้วนะ ปล่อยมันอย่างไร รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณน่ะ เอาเถอะ แก่เฒ่าอยู่วัดอยู่วาไปตามกัน บวชแล้วก็ตาม ไม่บวชก็ตาม ถามจริงๆ เถอะว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จริงๆ น่ะคืออะไร ….. รูปน่ะคือร่างกายประกอบด้วยธาตุทั้ง 4 ดิน น้ำ ไฟ ลม ผสมกันอยู่นี้ ถ้าว่า แยกออกไปก็เป็น 28 มหาภูตรูป 4 อุปาทายรูป 24 เป็นรูป 28 ประการดังนี้ นี่แหละมีรูปเท่านี้ เป็นเบญจขันธ์นี้ รูป 28 เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ นามขันธ์ 4 โดยย่อ สังขาร 3 วิญญาณ 6

เวทนา ความรู้สึก

สัญญา ความจำ

สังขาร ความคิด

วิญญาณ ความรู้

เป็นดวงสีต่างๆ กัน

ส่วนเวทนาก็เป็นดวง ถ้าสุขเวทนาก็ใส ถ้าทุกขเวทนาก็ขุ่น ดังนี้

สัญญา ความจำ ก็เป็นดวงเหมือนกัน เป็นดวงต่างกัน ดี ชั่ว หยาบ ละเอียด เลว ประณีต

สังขาร ความคิดดีคิดชั่ว คิดไม่ดีไม่ชั่ว นี่ก็เป็นอีกดวงเหมือนกัน

วิญญาณ ความรู้ ความรู้ก็เป็นดวงอีกเหมือนกัน

ต้องรู้จักพวกนี้ ให้เห็นพวกนี้เสียก่อน ให้เห็นขันธ์ทั้ง 5 เสียก่อน ให้เป็นปฏิบัติ ที่แสดงแล้วนั่นเป็นปริยัติ ถ้าปฏิบัติต้องเห็น เห็นขันธ์ทั้ง 5 นั่น รูปเป็นดังนั้น โตเล็กเท่านั้น สัณฐานอย่างนั้น เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ

เมื่อเห็นเบญจขันธ์ทั้ง 5 แล้ว ก็ดูความจริงของมัน ขันธ์ 5 เหล่านี้น่ะ ถ้าแม้ว่าขืน ไปยึดถือมันเข้าไว้ละก็เป็นทุกข์ ท่านถึงได้วางตำรับตำราเอาไว้ว่า ปญฺจุปาทานกฺขนฺธา ทุกฺขา ยึดถือมั่นในเบญจขันธ์ 5 นั่นเป็นทุกข์ ถ้าหากว่าปล่อยเบญจขันธ์ 5 เสียได้ก็เป็นสุข แต่ว่าปล่อยไม่ใช่ได้ง่าย ปล่อยไม่ได้ง่าย เหมือนอะไร ปล่อยไม่เป็น ถ้าปล่อยเป็นปล่อยได้ง่าย ปล่อยไม่เป็นปล่อยได้ยาก

ปล่อยไม่เป็นเหมือนอะไร เหมือนเด็กๆ กำไฟเข้าไว้ ยิ่งร้อนหนักเข้า ยิ่งกำหนักแน่นหนักเข้า ร้องใจหายใจคว่ำก็ร้องไป ปล่อยไม่เป็นคลายมือไม่เป็น ถ่านก้อนที่กำเข้าไว้น่ะ เมื่อเด็กกำเอาเข้าไว้แล้ว กำเสียดับเลยทีเดียว กำเสียมิดทีเดียว มือก็ไหม้เข้าไปรูหนึ่งแล้ว

นั่นเพราะอะไร เด็กมันปล่อยถ่านไฟไม่เป็น ปล่อยไม่เป็น หรือมันไม่ปล่อย ปล่อยไม่เป็นจริงๆ ถ้าปล่อยเป็น มันก็ปล่อยเหมือนกัน เหมือนพวกเรานี่แหละ ยึดมั่นเอาเบญจขันธ์ทั้ง 5 เข้าไว้ ปล่อยไม่เป็น ไม่รู้จะปล่อยท่าไหน วางท่าไหนก็ไม่รู้ วางไม่ออก ปล่อยไม่ออก ปล่อยไม่เป็น วางไม่เป็น หรือปล่อยไม่ได้ วางไม่ได้

ไอ้ที่ปล่อยไม่ได้ วางไม่ได้ อีกพวกหนึ่ง

ไอ้ที่ปล่อยไม่เป็นน่ะพวกหนึ่ง

ปล่อยไม่ได้ วางไม่ได้น่ะ รู้แล้วว่าปล่อยเท่านั้นวางเท่านั้น ไม่ยอมปล่อย ไม่อยากปล่อยเพราะอะไร

เสียดายมัน นั่นอีกพวกหนึ่ง ไม่อยากปล่อยขันธ์ 5 อยากจะได้ขันธ์ 5 ให้มากขึ้น นั่นพวกหนึ่ง

ไอ้ที่ปล่อยไม่เป็นน่ะพวกหนึ่ง ไม่ได้เล่าเรียนศึกษา ไม่ได้ฟังธรรมของสัตบุรุษ ไม่ได้ฝึกฝนใจในธรรมของสัตบุรุษ ไม่ได้ฟังธรรมของพระพุทธเจ้า ไม่ได้ฝึกฝนใจในธรรมของพระพุทธเจ้า ไอ้พวกนั้นปล่อยไม่เป็น

ไอ้พวกที่ได้ฟังแล้วจะปล่อยก็เป็น แต่ว่าเสียดายไม่ยอมปล่อย อีกพวกหนึ่งตั้งใจปล่อยจริงๆ แต่ปล่อยไม่ได้

ไอ้ที่ไม่อยากปล่อยน่ะเหมือนอะไรล่ะ เหมือนพรานวางเบ็ด เมื่อปลาติดเบ็ดแล้ว ถ้าปลาตัวเล็กๆ พอจะปลดปล่อยได้ ถ้าปลาถึงขนาดเข้าปล่อยไม่ได้ เสียดาย ต้องใส่เรือของตัวไป

ไอ้อยากปล่อยแต่ปล่อยไม่ได้น่ะเหมือนอะไร เหมือนนกติดแร้ว อยากปล่อย แต่ เครื่องติดมันมี มันมีเหมือนอะไรล่ะ

นี่แหละเหมือนอย่างเราครองเรือนอย่างนี้แหละ อยากจะปล่อยมัน แต่ว่าเครื่องติด มันมี เลยปล่อยไม่ได้ เสียดายมันปล่อยไม่ได้ มันติดอยู่ดังนั้นแหละ ปล่อยไม่ถนัด

เพราะเหตุฉะนี้แหละ เบญจขันธ์ทั้ง 5 ไม่ใช่เป็นของพอดีพอร้าย ต้องถอดกัน ไม่ถอด ปล่อยไม่ได้

วิธีถอดเบญจขันธ์เบื้องต้นต้องสำรวม ที่จะสำรวมน่ะ ต้องพิจารณาเบญจขันธ์ทั้ง 5 เสียก่อน ว่าเป็นของไม่ดีไม่งาม เป็นของไม่ดีไม่งามนะ เป็นของหนักจริงๆ นะ รู้ว่าเป็นของหนักแล้ว

เริ่มต้นทีเดียว เมื่อเห็นว่าหนักละก็เริ่มต้นสำรวม ตา หู จมูก ลิ้นกาย ใจ เลยทีเดียว สำรวมระวังไว้ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ในเวลาที่รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์มากระทบ คอยระวังไว้ สำรวมไว้ให้ดี เมื่อระวังให้ดีแล้ว สละความยินดียินร้ายไม่ให้มากระทบ ไม่ให้ความชอบความไม่ชอบ ซึ่งเป็นกิเลสหยาบเข้ามากระทบได้ สละเสีย

เมื่อสละเช่นนั้น ถ้าว่าเกียจคร้านไม่ได้นะ ต้องหมั่นขยันทีเดียว ต้องมีความเชื่อมั่นว่าปล่อยได้จริง แล้วขยันหมั่นเพียรจริงๆ นั่นแหละจึงจะปล่อยได้

ถ้าไม่สำรวมระวัง ปล่อยพลั้งเผลอละ ก็เหมือนดังคนเกียจคร้านมีปัญญาเลวทราม ก็ต้องรัดรึงตรึงตราอยู่ในเบญจขันธ์ทั้ง 5 ก็บุคคลมีศรัทธา มีความเพียรดี มีความเพียรหมั่น ขยันกลั่นกล้านั้นแหละอาจปล่อยขันธ์ 5 ได้ละ”5)

5.5.2 ความแตกต่างของขันธ์ 5 ในแต่ละภพภูมิ

พระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนีได้อธิบายถึงขันธ์ 5 ในแต่ละภพภูมิ ว่ามีความแตก-ต่างกัน คือ

“ ขันธ์ 5 ของอรูปพรหมจะเอาไปใช้ในกายรูปพรหม กายทิพย์ กายมนุษย์ แต่ขันธ์ใดขันธ์หนึ่งก็ไม่ได้ ขันธ์ของภพไหนต้องอยู่ประจำภพนั้น ข้ามภพใช้ไม่ได้ เพราะอะไร

รูปก็ดี เวทนาก็ดี สัญญาก็ดี สังขารก็ดี วิญญาณก็ดี ที่เป็นของมนุษย์จะเอาไปใช้ใน ภพทิพย์ไม่ได้ ทิพย์เป็นของละเอียด จะเอามาใช้ในภพมนุษย์ไม่ได้

ส่วนขันธ์ 5 ของรูปพรหม อรูปพรหมก็แบบเดียวกัน สลับกันไม่ได้ เอาไปใช้ในนิพพาน ไม่ได้อีกเหมือนกัน

นิพพานเขามีธรรมขันธ์ทั้ง 5 ซึ่งขันธ์ 5 ของเขามีเรียกว่า ธรรมขันธ์ ที่เรียกว่า ธรรมธาตุ กายก็เรียกว่า ธรรมกาย ไม่เรียกว่ารูปกายเหมือนกายมนุษย์ทั้งหลาย

ในนิพพานจะมีรูปธรรม นามธรรม อย่างกายมนุษย์ กายทิพย์ กายรูปพรหม กายอรูป-พรหมไม่มี เป็นของละเอียด”6)

5.5.3 เหตุที่ติดในขันธ์ 5

พระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) ได้กล่าวถึงสาเหตุที่ทำให้ยังหลงติดอยู่ในขันธ์เหล่านั้นว่า

“ อวิชชาที่แปลว่า ไม่รู้ คือ ไม่รู้ถูกหรือผิด เพราะว่าเข้าไปยึดมั่นในขันธ์ 5 ว่าเป็นตัว เป็นตน จึงมืดมน ไม่รู้ไม่เห็นของจริงคือ นิพพาน

ข้อสำคัญอยู่ที่อุปาทาน ซึ่งแปลว่ายึดมั่น คือยึดมั่นในขันธ์ 5 ถ้ายังตัดอุปาทานไม่ได้ ตราบใด ก็คงมืดตื้ออยู่อย่างนั้น ตัดอุปาทานได้มีนิพพานเป็นที่ไปในเบื้องหน้า หรือพูดให้ฟังง่ายกว่านี้ก็ว่า เมื่อตัดอุปาทานเสียได้ จะมองเห็นนิพพานอยู่ข้างหน้า

อวิชชา ที่แปลว่า ไม่รู้นั้น ได้แก่ ไม่รู้อดีต ปัจจุบัน อนาคต ของสังขาร ไม่รู้ปฏิจจสมุป-บาท และอริยสัจจะ

ขันธ์ 5 เป็นชื่อของอุปาทาน ถ้าปล่อยขันธ์ 5 หรือวางขันธ์ 5 ไม่ได้ก็พ้นจากภพไม่ได้คงเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในกามภพ รูปภพ อรูปภพนี้เอง มืดมนวนอยู่ในที่มืด คือโลกนี้เอง ได้ใน คำว่า อนฺธภูโต อยํ โลโก ซึ่งแปลว่า โลกนี้น่ะมืดผู้แสวงหาโมกขธรรม ถ้ายังติดขันธ์ 5 อยู่แล้ว ยังจะพบโมกขธรรมไม่ได้เป็นอันขาด กายมนุษย์ กายทิพย์ กายรูปพรหม กายอรูปพรหม เหล่านี้อยู่ในพวกมีขันธ์ 5 กล่าวคือ มนุษย์ เทวดา รูปพรหม อรูปพรหม เหล่านี้อยู่ในพวกมีขันธ์ 5 สัตว์ดิรัจฉาน สัตว์นรกก็พวกมีขันธ์ 5 พวกมืดทั้งนั้น ยิ่งในโลกันต์นรก เรียกว่า มืดใหญ่ทีเดียว”7)

5.5.4 ขันธ์ 5 ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา

พระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) ได้กล่าวถึงการเห็นขันธ์ 5 ด้วยธรรมจักขุของพระธรรมกาย ซึ่งเป็นการเห็นอย่างแท้จริงไว้ว่า ทำให้เห็นลักษณะของขันธ์ 5 ที่มี การเกิดดับตลอดเวลา เมื่อเห็นเช่นนี้จึงทำให้รู้ว่า ขันธ์ 5 ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ดังนี้

“ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เรียกว่า เบญจขันธ์ คือ ขันธ์ 5

รูป จะกล่าวในที่นี้ เฉพาะรูปหยาบๆ คือ สิ่งซึ่งธาตุทั้ง 4 ดิน น้ำ ลม ไฟ ประกอบกันเข้ารวมกันเป็นก้อนเป็นชิ้นเป็นอัน แลเห็นด้วยตา เช่นร่างกายมนุษย์และสัตว์ ที่เรียกว่ารูป เพราะเหตุว่าเป็นของซึ่งย่อมจะต้องแตกสลายไปด้วยเหตุต่างๆ มีหนาวและร้อน เป็นต้น กล่าวคือ หนาวจัด เย็นจัด จนเกินขีด หรือถูกร้อนจนเกินขีด ย่อมแตกสลายไป แต่ถ้าแยกโดยละเอียดแล้ว รูปนี้มีหลายประเภทด้วยกัน เช่น อุปาทายรูป เป็นต้น แต่ว่ายังไม่นำมาแสดงในที่นี้ การพิจารณา โดยสามัญลักษณะ พิจารณาไปๆ ละเอียดเข้า ซึ้งเข้าทุกที จนเห็นชัดว่านี่มิใช่ตัวตน เรา เขา อะไร สักแต่ว่าธาตุประชุมตั้งขึ้นแล้วก็ดับไป

ตาธรรมกายนั้นเห็นชัดเจน เห็นเกิด เห็นดับติดกันไปทีเดียว คือ เห็นเกิดดับๆ ๆ ๆ คู่กันไปทีเดียว ที่เห็นว่าเกิดดับๆ นั้นเหมือนอะไร เหมือนฟองน้ำ เหมือนอย่างไร เราเอาของ ฝาด เช่น เปลือกนุ่นมาต้มแล้วรินใส่อ่างไว้ ชั้นต้นจะแลเห็นเป็นน้ำเปล่าๆ ต่อมาเมื่อเอามือแกว่ง เร็วๆ อย่างที่เขาเรียกว่า ตีน้ำให้เป็นฟอง เราจะเห็นมีสิ่งหนึ่งปรากฏทวีขึ้นมา เป็นรูปเป็นร่างสิ่งนี้เรียกว่า ฟองน้ำ

ดูให้ดีจะเห็นในฟองน้ำนั้นมีเม็ดเล็กๆ เป็นจำนวนมากติดต่อกันเป็นพืดรวมกัน เรียกว่า ฟองน้ำ เราจ้องดูให้ดีจะเห็นว่าเม็ดเล็กๆ นั้น พอตั้งขึ้นแล้วก็แตกย่อยไปเรื่อยๆ ไม่อยู่นานเลย นี่แหละเห็นเกิดดับๆ ตาธรรมกายเห็นอย่างนี้ เห็นเช่นนี้จึงปล่อยอุปาทานได้

เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณอีก 4 กองนั้นก็ทำนองเดียวกัน เห็นเกิดดับๆ ยิบไป เช่นเดียวกับเห็นในรูป ทุกข์เป็นของมีและขึ้นประจำกับขันธ์ 5 เป็นของธรรมดา แต่ที่เราเดือดร้อน ก็เป็นเพราะไปขืนธรรมดาของมันเข้า

ขันธ์ 5 เป็นอนิจจังไม่เที่ยง ย่อมแปรผันไปตามธรรมดาของมัน เกิดแล้ว ธรรมดา มันก็ต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตาย เมื่อมันถึงคราวแก่ เราไม่อยากจะแก่หรือไม่ยอมแก่ อาการของมันที่แสดงออกมามีผมหงอก เป็นต้น ถ้าเราขืนมัน ตะเกียกตะกายหายาย้อมมันไว้ นี่ว่าอย่างหยาบๆ ก็เห็นแล้วว่าเกิดทุกข์แล้ว เกิดลำบากแล้ว ถ้าเราปล่อยตามเรื่องของมันก็ไม่มีอะไรมาเป็นทุกข์ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ก็ทำนองเดียวกันความทุกข์เกิดขึ้นเพราะขืนมัน ขืนธรรมดาของมัน สิ่งไม่เที่ยงจะให้เที่ยง สิ่งที่ไม่ใช่ตัวตนก็ยังขืนยึดว่าเป็นตัวตน…”8)

5.6 ประโยชน์ของการเรียนรู้ขันธ์ 5

ว่าขันธ์ 5 จะเป็นภูมิของวิปัสสนา ที่จะต้องอาศัยการพิจารณาด้วยธรรมจักขุของพระธรรมกาย แต่การเรียนรู้ขันธ์ 5 ในเชิงทฤษฎีก็ยังมีผลดี เพราะสามารถนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ในชีวิตประจำวันได้ ดังต่อไปนี้

5.6.1 การทำขันธ์ 5 ให้บริสุทธิ์

คนเราเกิดมามีลักษณะรูปร่างหน้าตา ความคิด ความรู้ ความเข้าใจสิ่งต่างๆ ไม่เท่ากัน ทั้งที่เราทุกคนต่างก็มีขันธ์ 5 ซึ่งเป็นส่วนที่เราทุกคนต่างก็ได้องค์ประกอบที่เท่ากัน ทั้งนี้เพราะว่า ขันธ์ 5 ในแต่ละคนมีความบริสุทธิ์ไม่เท่ากัน ทำให้มีรูปธรรมและนามธรรมมีความหยาบความละเอียดต่างกัน คือ

1.รูป ตัวเราประกอบด้วยธาตุส่วนหยาบ คือ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ อากาสธาตุ ถ้าธาตุบริสุทธิ์มากเท่าไรจะมีความสวยงามมากเท่านั้น และถ้าธาตุไม่บริสุทธิ์มากเท่าไร ความไม่สวย ไม่งาม เข้ามารวมอยู่ในตัวเราเท่านั้น

2.นาม หรือวิญญาณธาตุ เป็นธาตุส่วนละเอียดในตัว ถ้าบริสุทธิ์น้อย จะทำให้

2.1การเห็นหรือเวทนา รับอารมณ์ทางหู ตา จมูก ลิ้น และผิวกายที่มาสัมผัส ส่งไปให้จะเป็นภาพมีอาการไม่ค่อยดี เช่น ตื่นเต้น ประหม่า หงุดหงิด ฟุ้งซ่าน มากน้อยแต่ละคนไม่เท่ากัน ถ้าวิญญาณธาตุบริสุทธิ์มากขึ้น ได้รับการฝึกมาอย่างดี ก็จะไม่สะทกสะท้าน

2.2ความจำหรือสัญญา บางคนจำภาพไม่ได้ พอได้ยินเสียงจะจำได้ แต่บางคนจำในสิ่งที่ี่เห็น ได้ยิน ได้ลิ้มรส

2.3ความคิดหรือสังขาร การที่บางคนคิดดีคิดชั่ว คิดไม่ดีไม่ชั่ว มองสิ่งเดียวกัน มีความคิดเห็นไม่ตรงกัน ก็ขึ้นอยู่กับธาตุในตัวบริสุทธิ์แค่ไหน ถ้าธาตุในตัวบริสุทธิ์มากๆ จะมีความคิดเป็นอรรถเป็นธรรม มีแนวโน้มไปในทางที่ดีที่ถูกมากขึ้น

2.4ความรู้หรือวิญญาณ ใครมีธาตุในตัวบริสุทธิ์มาก อารมณ์จะผ่องใส เบิกบาน เห็น จำ คิด รู้ แต่สิ่งดีๆ มีความคิดสร้างสรรค์ รู้ว่าทำสมาธิทำอย่างไร ถ้าธาตุไม่บริสุทธิ์ เห็น จำ คิด รู้ แต่สิ่งที่ไม่ดี

เมื่อนักศึกษามีความรู้เรื่องขันธ์ จะทำให้มีความระมัดระวังและเข้าใจว่า ขันธ์ 5 ของมนุษย์เป็นภาระหนัก ก็จะสามารถประคับประคองตัวเองให้ไม่กระทำความชั่ว กระทำแต่ ความดี ธาตุในตัวจะได้สะอาดขึ้นทุกๆ วัน

หนทางบริสุทธิ์ 3 ขั้น

ในการทำความบริสุทธิ์ให้เกิดขึ้นกับขันธ์นั้น นักศึกษาสามารถนำหลักธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาประยุกต์ใช้ได้ดังต่อไปนี้

ขั้นที่ 1 เมื่อใดเห็นว่า สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง ย่อมเบื่อหน่ายในทุกข์ จิตก็ปล่อยหมด ไม่ยึดมั่นขันธ์ 5 ไม่ห่วงไม่อาลัย เมื่อเห็นจริงตามนั้น ก็นึกถึงความเกิดดับนั้นทุกอิริยาบถ เกิดความเบื่อหน่าย ใจบริสุทธิ์เป็นหนทางหมดจด

ขั้นที่ 2 เมื่อใดเห็นว่า ความเกิดนั่นแหละเป็นทุกข์ ไม่ใช่เป็นสุข ก็ย่อมเบื่อหน่ายในทุกข์ สภาพอันไม่เที่ยง นั่นแหละเป็นทุกข์แท้ๆ เพราะเกิดขึ้น เสื่อมไป บีบคั้นอย่างเดียว บีบคั้นให้สัตว์เดือดร้อนอยู่ด้วยชาติทุกข์ ชราทุกข์ พยาธิทุกข์ เป็นของทนได้ยาก

เมื่อเห็นเช่นนี้ก็ไม่อยากได้ในเบญจขันธ์ จะปล่อย ไม่ยึดถือ ใจว่าง เอาธุระแต่ความบริสุทธิ์ของใจ เมื่อใจเย็นเป็นสุข ร่างกายก็สบาย สมบูรณ์ เป็นหนทางหมดจดขั้นที่ 2

ขั้นที่ 3 เมื่อใดเห็นว่า ธรรมทั้งหลายมิใช่ตัว กายมนุษย์และกายต่างๆ ไม่อยู่ในอำนาจของเรา อัตภาพนี้มิใช่ตัว ไม่เป็นไปในอำนาจ แก้แก่ แก้เจ็บ แก้ตายไม่ได้ ยิ่งพยายามก็ยิ่งทุกข์ จึงเป็นข้าศึกแก่ตัว เพราะอัตภาพนี้เป็นของว่างเปล่า ปู่ย่าตายายเรา ตายไปไม่เหลืออะไร ร้อยปีพันปีกระดูกก็หายหมด ไม่มีใครเป็นเจ้าของได้ ธรรมที่ทำให้เป็นกายนั้นๆ ก็มิใช่ตัว เมื่อใดที่เห็นเช่นนี้ก็เบื่อหน่ายในทุกข์ เป็นหนทางบริสุทธิ์ หนทางบริสุทธิ์มีสายเดียว

วิธีทำให้ธาตุบริสุทธิ์ มีหนทางตามวิธีการของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คือ

1.กลั่นกาย คือ เอาศีล 5 มากลั่นให้ธาตุในตัวบริสุทธิ์ขึ้นมาชั้นหนึ่ง พอถือศีล 8 กลั่นเข้าไปอีก กลั่นทั้งกาย ทั้งใจ กลั่นไปเรื่อยๆ เมื่อกายบริสุทธิ์ ใจที่อยู่ในกายก็บริสุทธิ์ตาม

2.กลั่นใจ ด้วยสมาธิ ฝึกสมาธิมากๆ ได้ชื่อว่ารักษาศีลมากขึ้น สัมมา อะระหัง นึกถึงดวงแก้ว นึกถึงองค์พระ เมื่อถูกส่วนธาตุจะบริสุทธิ์ขึ้นไปตามลำดับ

จากมนุษย์ธรรมดา กลายเป็นมนุษย์เหมือนเทวดา เหมือนพรหม เหมือนพระ ถ้าบวชเป็นพระก็จะเป็นพระที่

2.1กายมนุษย์ละเอียด ผู้มีศีล 5 บริสุทธิ์ กายมนุษย์จะละเอียดผ่องใส

2.2กายทิพย์ ผู้มีศีล 8 บริสุทธิ์ มีหิริโอตตัปปะ กายทิพย์จะเกิดข้างใน ใสยิ่งกว่า กายมนุษย์ละเอียด

2.3กายพรหม ผู้ที่รักษาศีลนั่งสมาธิมากๆ พรหมวิหาร 4 จะเกิดขึ้นเอง กายพรหมจะเกิดภายใน

2.4กายธรรม รักษาศีล นั่งสมาธิ ใจผ่องใสมากๆ มรรค 8 ก็เริ่มเกิด พระธรรม-กายจะเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ ยืน เดิน นั่ง นอน เห็นพระธรรมกายในตัวสว่าง

5.6.2 วิธีปล่อยขันธ์ 5

นักศึกษาจะเห็นได้จากพระธรรมเทศนาของพระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) ที่กล่าวว่า ขันธ์ 5 เป็นของหนัก หากเข้าไปยึดมั่นถือมั่นก็จะต้องเป็นทุกข์ ดังนั้นนักศึกษาจึงควรศึกษาวิธีการที่จะปล่อยวางขันธ์ 5 เหล่านี้ ซึ่งมีแนวทางดังนี้

ในทางปริยัติ ทำความสำรวม เพื่อละเบญจขันธ์เบื้องต้น ดังนี้

1.พิจารณาว่าขันธ์ 5 เป็นของไม่ดี ไม่งาม เป็นของหนักจริงๆ

2.สำรวม ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ในเวลาที่รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส (โผฏฐัพพะ) ธรรมารมณ์ มากระทบ ไม่ให้ความชอบไม่ชอบกระทบได้

3.ต้องขยันหมั่นเพียร

4.ต้องมีศรัทธา เชื่อมั่นว่าปล่อยได้จริง

สำรวมดีทั้ง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ได้ชื่อว่า หลุดพ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้จริงๆ ได้ชื่อว่า ยังประโยชน์ให้สำเร็จ

ในทางปฏิบัติ จะปฏิบัติได้จริงนั้น ต้องเห็นขันธ์ทั้ง 5 ว่า รูปสัณฐานโตอย่างไร แล้วก็ ดูความจริงของมันว่ายึดไว้จะเป็นทุกข์อย่างไร คือต้องทำใจหยุดนิ่งที่ศูนย์กลางกายมนุษย์ ตรงดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ หยุดนิ่ง เข้ากลางของกลาง เป็นลำดับไป เห็นดวงศีล ดวงสมาธิ ดวงปัญญา ดวงวิมุตติ ดวงวิมุตติญาณทัสสนะ เข้าถึงกายในกายตัว ด้วยการหลุดจากธรรมที่ปนด้วยกิเลสในกายต่างๆ จนถึงกายธรรมพระอรหัต จึงพ้นเด็ดขาด เป็นวิราคธาตุ วิราคธรรม เป็นพระอรหันต์ถึงที่สุด

การที่ได้ศึกษาความรู้เรื่องขันธ์ 5 จะทำให้มีความระมัดระวัง และเข้าใจว่าขันธ์ 5 ของมนุษย์เป็นภาระหนัก แล้วจะสามารถประคับประคองตัวเองได้ ไม่กระทำความชั่ว พึงกระทำแต่ความดี ธาตุในตัวจะสะอาดขึ้นทุกๆ วัน เทวดา พระอินทร์ พระพรหม สัตว์นรก ต่างก็มีขันธ์เช่นเดียวกัน แต่มีความหยาบละเอียดต่างกัน การมาเกิดก็เพื่อกลั่นขันธ์ 5 ของตนเองให้บริสุทธิ์ยิ่งๆ ขึ้น พระอรหันต์คือผู้กลั่นขันธ์ 5 ได้บริสุทธิ์แล้ว

คำสอนในพระพุทธศาสนาเป็นคำสอนที่ละเอียดลึกซึ้ง ผู้ใดนำไปปฏิบัติย่อมจะได้รับประโยชน์ทุกคน ดังนั้นประโยชน์จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อนำปริยัติที่ได้เล่าเรียนไปปฏิบัติ เพื่อให้เกิด ปฏิเวธ ศึกษาให้ได้ครบทั้งปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ จึงจะได้ชื่อว่า ได้ทำประโยชน์ให้เกิดขึ้นอย่างสูงสุดในการศึกษาพระพุทธศาสนา

1) , 2) พระภาวนาวิริยคุณ (เผด็จ ทตฺตชีโว), พระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ, กรุงเทพฯ : นฤมิต โซล(เพรส), 2546, หน้า 118-119.
3) วศิน อินทสระ, อธิบายมิลินทปัญญา, กรุงเทพฯ : เจริญกิจ, 2528, หน้า 8.
4) หมายถึง สัญชีว กาฬสุตต สังฆาต โรรุว มหาโรรุว ตาปน มหาตาปน อเวจี.
5) วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ และสมาคมศิษย์หลวงพ่อวัดปากน้ำ. มรดกธรรมของหลวงพ่อวัดปากน้ำ(พระมงคลเทพมุนี), กรุงเทพฯ : อมรินทร์พริ้นติ้ง แอนด์ พับลิซซิ่ง, 2539, หน้า 120-126.
6) วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ และสมาคมศิษย์หลวงพ่อวัดปากน้ำ. มรดกธรรมของหลวงพ่อวัดปากน้ำ(พระมงคลเทพมุนี), กรุงเทพฯ : อมรินทร์พริ้นติ้ง แอนด์ พับลิซซิ่ง, 2537, หน้า 749.
7) วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ และสมาคมศิษย์หลวงพ่อวัดปากน้ำ. มรดกธรรมของหลวงพ่อวัดปากน้ำ(พระมงคลเทพมุนี), กรุงเทพฯ : อมรินทร์พริ้นติ้ง แอนด์ พับลิซซิ่ง, 2537, หน้า 9.
8) วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ และสมาคมศิษย์หลวงพ่อวัดปากน้ำ. มรดกธรรมของหลวงพ่อวัดปากน้ำ(พระมงคลเทพมุนี), กรุงเทพฯ : อมรินทร์พริ้นติ้ง แอนด์ พับลิซซิ่ง, 2537, หน้า 12.
md408/5.txt · แก้ไขครั้งล่าสุด: 2015/03/15 16:55 (แก้ไขภายนอก)
 
เว้นแต่จะได้แจ้งไว้เป็นอื่นใด เนื้อหาบนวิกินี้ถูกกำหนดสิทธิ์ไว้ภายใต้สัญญาอนุญาติต่อไปนี้: CC Attribution-Noncommercial 3.0 Unported
Recent changes RSS feed Donate Powered by PHP Valid XHTML 1.0 Valid CSS Driven by DokuWiki