บทที่ 4 ภพภูมิ

เนื้อหา บทที่ 4 ภพภูมิ

  • 4.1 ความหมายของภพภูมิ
  • 4.2 ลักษณะทางกายภาพของจักรวาลและเอกภพ
  • 4.3 ลักษณะของภพภูมิในทางพระพุทธศาสนา
  • 4.4 ลักษณะของภพภูมิทางวิทยาศาสตร์กับพระพุทธศาสนา
  • 4.5 กิเลส กรรม วิบาก นำไปสู่ภพภูมิ

แนวคิด

1.ภพภูมิ คือ โลกหรือสถานที่เป็นที่อยู่ของสรรพสัตว์ผู้ที่ยังไม่เข้าสู่นิพพานมีอยู่ 31 ภูมิ คือ อบายภูมิ 4 กามสุคติภูมิ 7 รูปภูมิ 16 อรูปภูมิ 4

2.ในทางวิทยาศาสตร์ ค้นพบว่าโลกของเราอยู่ในระบบสุริยะ และระบบสุริยะของเรา อยู่ในกาแล็กซีทางช้างเผือก และกาแล็กซีของเราก็อยู่ในเอกภพขนาดใหญ่ที่มีจักรวาลจำนวนหลายแสนล้านจักรวาล

3.พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสถึงจักรวาล 3 ขนาด คือ ขนาดเล็ก ขนาดกลาง ขนาดใหญ่ ในทุกๆ จักรวาลจะมีภพภูมิทั้ง 31 นี้อยู่ โดยมีแกนกลางคือ เขาพระสุเมรุ เหนือเขาพระสุเมรุคือ สวรรค์ รูปพรหม อรูปพรหม ใต้เขาพระสุเมรุเป็นอบายภูมิ มีทวีปทั้ง 4 อยู่รายรอบ เขาพระสุเมรุ

4.ระบบสุริยะของเราคือที่ตั้งของชมพูทวีป จักรวาลแต่ละจักรวาลคือกาแล็กซี เอกภพคือโลกธาตุ

วัตถุประสงค์

1.เพื่อให้นักศึกษาเข้าใจและสามารถอธิบายความหมายของภพภูมิได้

2.เพื่อให้นักศึกษาเข้าใจและสามารถอธิบายลักษณะของจักรวาลและเอกภพได้

3.เพื่อให้นักศึกษาเข้าใจและสามารถบอกลักษณะของภพภูมิทั้ง 31

4.เพื่อให้นักศึกษาเข้าใจและสามารถเปรียบเทียบลักษณะภพภูมิในพระพุทธศาสนากับลักษณะของจักรวาลและเอกภพได้

จากบทเรียนที่ผ่านมา เราได้ศึกษาถึงกิเลส กรรม วิบาก ที่ทำให้สรรพสัตว์ต้องเวียนว่าย ตายเกิดในสังสารวัฏ สำหรับในบทเรียนนี้ เราจะได้ศึกษาถึงภพภูมิที่รองรับการเวียนว่ายตายเกิดของสรรพสัตว์ที่ยังไม่เข้าสู่พระนิพพาน

ตราบใดที่เรายังมีกิเลสนอนเนื่องติดค้างอยู่ในสันดาน ตราบนั้นเราจะต้องเกิดแล้วตาย ตายแล้วเกิด โดยไม่มีที่สิ้นสุด ส่วนที่จะต้องเกิดเป็นอะไรบ้าง ขึ้นอยู่กับผลของกรรมที่กระทำไว้ ขณะเมื่อได้เกิดในแต่ละครั้งๆ ก็จะมีภพภูมิรองรับ

4.1 ความหมายของภพภูมิ

คำว่า ภพภูมิ หมายถึง โลกหรือสถานที่อันเป็นที่อาศัยอยู่ของสรรพสัตว์ผู้ยังมีกิเลส ยังไม่เข้าสู่พระนิพพาน นั่นหมายความว่ามนุษย์ตลอดถึงสรรพสัตว์ทั้งปวงเมื่อยังไม่หมดกิเลส ก็ยังต้องเวียนว่ายตายเกิดในภพภูมิต่างๆ และเสวยผลแห่งกรรมตามแต่กุศลและอกุศลที่ตนสั่งสมไว้

ภพภูมิหรือโลกอันเป็นที่อาศัยอยู่ของสัตว์ทั้งหลายนี้เรียกว่า ภพ 3 แบ่งออกเป็น 31 ภูมิ

ภพ 3 ประกอบด้วย กามภพ รูปภพ อรูปภพ

ภูมิ 31 ได้แก่ อบายภูมิ 4 มนุสสภูมิ 1 เทวภูมิ 6 รูปภูมิ 16 อรูปภูมิ 4 หรือจัดแบ่งได้ดังนี้ คือ

1.อบายภูมิ มี 4 คือ นรก เดรัจฉาน เปรต อสุรกาย

2.กามสุคติภูมิ มี 7 คือ มนุสสภูมิ 1 และเทวภูมิ 6 ชั้น ชื่อจาตุมหาราชิกา ตาวติงสา ยามา ดุสิตา นิมมานรดี และ ปรนิมมิตวสวัตดี

3.รูปภูมิ มี 16 คือ

- ปฐมฌานภูมิ 3 ชื่อ ปาริสัชชา ปุโรหิตา และมหาพรหมา

- ทุติยฌานภูมิ 3 ชื่อ ปริตตาภา อัปปมาณาภา และอาภัสสรา

- ตติยฌานภูมิ 3 ชื่อ ปริตตสุภา อัปปมาณสุภา และสุภกิณหา

- จตุตถฌานภูมิ 7 ชื่อ เวหัปผลา อสัญญีสัตตา และสุทธาวาสภูมิ 5 ชื่อ อวิหา อตัป

-ปา สุทัสสา สุทัสสี และอกนิฎฐา

4.อรูปภูมิ มี 4 คือ อากาสานัญจายตนะ วิญญาณัญจายตนะ อากิญจัญญายตนะ และ เนวสัญญานาสัญญายตนะ แม้ว่าภพภูมิเหล่านี้จะเป็นสิ่งที่รองรับสรรพสัตว์ทั้งหลายไว้ แต่มนุษย์ก็ยังไม่สามารถไปเรียนรู้เรื่องราวเกี่ยวกับภพภูมิเหล่านั้นได้ ด้วยความจำกัดของสายตามนุษย์เอง ที่มองไปได้ไกลเพียงระยะสั้นๆ เรามองไม่เห็นคนที่ห่างไกลไปหลายๆ กิโลเมตร บ้านที่ห่างไกลหลายๆ ชั่วระยะทาง ดังนั้น ไม่ต้องพูดถึงโอกาสที่เราจะเห็นจังหวัดที่ติดๆกันว่ามีลักษณะรูปร่างเป็นอย่างไร ประเทศที่อยู่ข้างๆ ว่ามีลักษณะรูปร่างเป็นอย่างไร ไม่ต้องพูดถึงว่าเราจะเห็นอีกฝั่งซีกโลกของเรา หรือแม้กระทั่งโลกใบนี้ทั้งใบ หรือโลกอื่นๆ ที่ห่างไกลออกไป ความเร้นลับเกี่ยวกับเรื่องภพภูมิยังเป็นปัญหาที่ทุกคน ทุกเชื้อชาติ ทุกศาสนา กำลังแสวงหาคำตอบ ปัจจุบันนับว่าวิทยาการได้เจริญก้าวหน้าไปมาก มนุษย์สามารถผลิตเครื่องมือที่ทันสมัย สามารถเพิ่มศักยภาพในการมองดูของมนุษย์ให้สามารถมองดูไปได้กว้างไกลยิ่งขึ้น เมื่อเป็นเช่นนี้ความเร้นลับเกี่ยวกับภพภูมิที่มนุษย์ต่างกำลังแสวงหา ได้พบคำตอบไปมากน้อยเพียงใด เป็นสิ่งที่เราจะได้มาศึกษากันต่อไป

4.2 ลักษณะทางกายภาพของจักรวาลและเอกภพ

มนุษย์ได้พยายามค้นคว้าเกี่ยวกับเรื่องโลกและจักรวาลมายาวนาน กาลิเลโอเป็นคนแรก ที่ค้นพบว่าโลกกลม ความรู้ของกาลิเลโอเป็นความรู้ใหม่ แต่ความรู้นี้ขัดกับความเชื่อทางศาสนา ที่สอนกันมาว่าโลกแบน กาลิเลโอจึงถูกจับไปประหารชีวิต ภายหลังความรู้ดังกล่าวก็ได้รับ การยอมรับ เมื่อมนุษย์สามารถผลิตเครื่องมือที่ทำให้สามารถมองเห็นดวงดาวต่างๆ ที่อยู่นอกโลก ต่อมานักวิทยาศาสตร์ก็ค้นพบระบบสุริยะ(Solar system) ที่ประกอบด้วยดวงดาว 9 ดวง โคจรรอบดวงอาทิตย์ และโลกของเราก็โคจรรอบดวงอาทิตย์นี้ด้วยเช่นกัน ภายหลังนักวิทยาศาสตร์ก็พบว่า มีระบบดาราจักรที่ใหญ่กว่าระบบสุริยะ เรียกว่า กาแล็กซี

นักวิทยาศาสตร์ค้นพบกาแล็กซีหรือดาราจักร เป็นกลุ่มของดาวฤกษ์นับล้านดวง ซึ่งรวมอยู่ด้วยกันด้วยแรงดึงดูดร่วมกันของดาวแต่ละดวง ดาราจักรมีขนาดน้อยใหญ่ต่างกันเช่นเดียวกับจำนวนของดาว ดาราจักรที่เล็กที่สุดอาจจะมีดาวอยู่เพียง 100,000 ดวง ดาราจักรที่ใหญ่ที่สุดอาจจะมีดาวถึง 3 ล้านล้านดวง ดวงดาวต่างๆ เหล่านี้จะเคลื่อนที่รอบแกนกลางของดาราจักรด้วยความเร็วต่างกันตามระยะทาง พวกที่อยู่ใกล้แกนจะมีความเร็วมาก โดยใจกลางของดาราจักรจะมีดาวฤกษ์อยู่เป็นจำนวนมากและจะเริ่มน้อยลงเมื่ออยู่บริเวณขอบของดาราจักร

นักวิทยาศาสตร์เรียกกาแล็กซีของเราว่า กาแล็กซีทางช้างเผือก (Milky way Galaxy) กาแล็กซีของเรามีลักษณะเป็นจานแบนๆ ตรงกลางเป็นทรงกลม และมีแขนเป็นเกลียวคล้ายก้นหอยหรือกังหันหมุนอยู่รอบศูนย์กลาง ระบบสุริยะของเรามีตำแหน่งอยู่ตรงแขนของดาราจักร

หลังจากที่นักวิทยาศาสตร์มีเครื่องมือที่ทันสมัยยิ่งขึ้น ก็ค้นพบว่า กาแล็กซีที่มีอยู่นี้ไม่ได้ มีอยู่เพียงกาแล็กซีเดียว แต่ยังมีกาแล็กซีที่อยู่ใกล้เคียงอีกด้วย ในปัจจุบันค้นพบว่า มีกาแล็กซีที่อยู่ใกล้ๆ กับกาแล็กซีของเรา ชื่อว่า กาแล็กซีอันโดรเมดา และกาแล็กซี แมกแจลแลน และยังค้นพบต่อไปว่ามีจำนวนกาแล็กซีมากมายรวมตัวเป็น กลุ่มขนาดใหญ่ กลุ่มของกาแล็กซีเหล่านี้รวมกันเป็นเอกภพหรือเรียกว่า Universe นักวิทยาศาสตร์คำนวณว่า ในเอกภพหนึ่งๆ อาจจะมีจำนวนกาแล็กซีมากกว่าหนึ่งร้อยพันล้านกาแล็กซี1)

galaxy4.jpg
222.jpg

เมื่อนักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบเกี่ยวกับเอกภพ ก็ได้พยายามหาคำตอบเกี่ยวกับกำเนิดเอกภพ โดยคิดทฤษฎีขึ้นมาหลายทฤษฎี ในอดีตมีทฤษฎีที่เชื่อว่าน่าจะเป็นไปได้ คือ ทฤษฎีที่ เห็นว่า จักรวาลคงที่และเป็นระบบที่ชัดเจน จนกระทั่งเมื่อมีการผลิตกล้อง Hubble ขึ้น ก็ได้เกิด ทฤษฎีใหม่ที่ได้รับการยอมรับมากที่สุด คือ ทฤษฎี Big Bang หรือ การระเบิดครั้งใหญ่ โดยเขาส่องกล้องไปพบว่า ในจักรวาลหนึ่งจะเห็นดวงดาวหรือกาแล็กซีเริ่มเคลื่อนออกจากกัน เขาจึงสันนิษฐานว่า การเกิดเอกภพขึ้นครั้งแรกนั้นเกิดจากการระเบิดครั้งใหญ่ การระเบิดนั้นเริ่มระเบิดออกมาจากจุดศูนย์กลาง เมื่อระเบิดแล้วก็เกิดการกระจายตัวของฝุ่นละอองต่างๆ แล้วรวมตัวกันเป็นเกลียว เรียกว่า galaxy เป็นกาแล็กซีน้อยใหญ่ ขึ้นมา และเกิดตัวระบบใหญ่เรียกว่า Universe โดยมีจุดศูนย์กลางเรียกว่า จุด singularity นอกจากนี้ นักวิทยาศาสตร์ยังได้สังเกตการหมุนของ กาแล็กซี ทำให้ค้นพบสสารบางอย่างซึ่งทำให้ดวงดาวในกาแล็กซีเคลื่อนที่ได้อย่างช้าๆ ถ้าหากไม่มีแรงโน้มถ่วงจากสสารลึกลับนี้เข้ามาเกี่ยวข้องแล้ว เหล่าดวงดาวในกาแล็กซี ก็จะเคลื่อนที่ได้เร็วกว่านี้ นักวิทยาศาสตร์จึงตั้งชื่อสสารนี้ว่า สสารมืด(Dark Matter) มีการประมาณกันว่าสสารมืดเป็นองค์ประกอบกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ของมวลทั้งหมดในจักรวาล2)

นักวิทยาศาสตร์กำลังศึกษาดูแนวโน้มของเอกภพในอนาคต จึงคิดทฤษฎีเกี่ยวกับลักษณะการขยายตัวของเอกภพ และสรุปทฤษฎีว่า เอกภพอาจจะขยายตัวต่อไปเรื่อยๆ ไม่มีที่สุด หรือจะขยายตัวแล้วก็จะคงที่หรือจะค่อยๆ หดตัวกลับมารวมกันและเกิดการชนกัน เป็นจุดจบของเอกภพ ก็เป็นสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์กำลังค้นหากันต่อไป

แม้ว่าเราจะมีเครื่องมือที่ทันสมัย มีความละเอียดเพียงใด แต่เราก็สามารถมองเห็นได้เพียงเอกภพขนาดใหญ่ ซึ่งไม่รู้ถึงต้นกำเนิด และจุดจบ เพียงแต่อาศัยการสันนิษฐานเท่านั้น สิ่งที่สังเกตเห็นได้ในปัจจุบันนี้ยัง ไม่ได้บ่งบอกถึงที่ตั้งและลักษณะของภพภูมิตามที่พระพุทธศาสนาได้กล่าวถึงไว้เลย

199452.jpg

แต่การที่เรายังไม่เห็นก็ไม่ได้หมายความว่า ภพภูมิเหล่านั้น จะเป็นสิ่งที่ไม่มีอยู่จริง เพราะความรู้ในทางพระพุทธศาสนาเป็นความรู้ที่อาศัยเครื่องมือคือ ญาณทัสสนะ ที่เกิดจากการปฏิบัติธรรม การรู้เห็นนั้นกว้างใหญ่ เป็นไปตามลำดับ สามารถรู้เห็นได้ละเอียดลึกซึ้งเกินกว่าสายตาธรรมดา ทั้งยังมีแสงสว่างที่จะทำให้การรู้เห็นนั้นเป็นไปได้อย่างถูกต้องตรงเป็นไปตามความจริง ดังที่กล่าวไว้ในธัมมจักกัปปวัตนสูตร ได้กล่าวถึงการปฏิบัติมัชฌิมาปฏิปทา คือ มรรคมีองค์ 8 ย่อมทำให้เกิดดวงตาและญาณ เพื่อความรู้อันยวดยิ่ง

“ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้แลคือปฏิปทาสายกลางนั้น ที่ตถาคตได้ตรัสรู้แล้วด้วยปัญญา อันยิ่ง ทำดวงตาให้เกิด ทำญาณให้เกิด ย่อมเป็นไปเพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน

…ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่างได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา…”3)

แม้ว่าการรู้หรือการเห็นภพภูมิเหล่านั้นจะยังไม่สามารถศึกษาได้ด้วยเครื่องมือและวิทยาการในปัจจุบัน แต่การศึกษาในเรื่องจักรวาลและเอกภพในทางกายภาพนั้นก็ทำให้เราสามารถเชื่อมโยงความรู้เหล่านั้นเข้ากับความรู้ในทางพระพุทธศาสนาได้ ดังที่จะได้กล่าวต่อไป

4.3 ลักษณะของภพภูมิในทางพระพุทธศาสนา

การมองเห็นจักรวาลอันกว้างใหญ่หลายๆ จักรวาล ในทางพระพุทธศาสนาได้กล่าวถึง ในสมัยพุทธกาลคือ พระอนุรุทธะผู้เป็นเลิศทางทิพยจักขุได้ตอบพระสารีบุตรถึงป่าโคสิงคสาลวัน งามด้วยภิกษุเช่นไร

“ ท่านอนุรุทธะ ตอบว่าท่านสารีบุตร ภิกษุในพระศาสนานี้ ย่อมตรวจดูโลกพันหนึ่งด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ ล่วงจักษุของมนุษย์ เปรียบเหมือนบุรุษผู้มีจักษุขึ้นปราสาทอันงดงามชั้นบน พึงแลดูมณฑลแห่งกงตั้งพันได้ ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมตรวจดูโลกพันหนึ่งด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ ล่วงจักษุของมนุษย์”4)

สำหรับจักรวาลหลายๆ จักรวาลที่มารวมตัวกัน พระพุทธองค์ตรัสเรียกว่า โลกธาตุ โดยในจูฬนีสูตร ได้กล่าวถึงลักษณะของจักรวาล 3 อย่าง คือ

1.โลกธาตุมีขนาดเล็ก เรียกว่า สหัสสีจูฬนิกาโลกธาตุ มี 1,000 จักรวาล

2.โลกธาตุขนาดกลาง เรียกว่า ทวิสหัสสีมัชฌิมิกาโลกธาตุ มี 1,000,000 จักรวาล

3.โลกธาตุขนาดใหญ่ เรียกว่า ติสหัสสีมหาสหัสสีโลกธาตุ มีแสนโกฏิ หรือล้านล้านจักรวาล

ในทางพระพุทธศาสนาได้พูดถึงโครงสร้างของจักรวาล ว่าทุกๆ จักรวาลจะประกอบด้วยไตรภพ คือ กามภพ รูปภพ อรูปภพ

001.jpg

กามภพ

ลักษณะโครงสร้างของกามภพจะมี เขาพระสุเมรุเป็นศูนย์กลาง มีทวีปทั้ง 4 อยู่ด้านข้างของเขา เหนือขึ้นไปก็จะเป็นรูปภพ เหนือขึ้นอีกก็จะเป็นอรูปภพ มีมหานรก อยู่ใต้เขา

4-5.jpg

สำหรับลักษณะโครงสร้างในแต่ละส่วนมีดังต่อไปนี้

1. นรก นรกขุมใหญ่เรียกว่า มหานรก นรกขุมบริวารเรียกว่าอุสสทนรก นรกย่อย ลงมา เรียกว่า ยมโลก ในยมโลกมีเทวดาต่างๆ มาทำหน้าที่ ส่วนมากเป็นชุดกุมภัณฑ์ แต่ถ้าในมหานรกและอุสสทนรก ทุกสิ่งทุกอย่างสำเร็จได้ด้วยบาปและกรรมของสัตว์นรก ผังของนรกเรียงกันเหมือนดวงธาตุ มีทิศทั้ง 4 เรียงกันเป็นระเบียบระบบ มหานรกมี 8 ขุม อุสสทนรกมี 128 ขุม ยมโลกมี 320 ขุม รวมกันทั้งหมดเป็น 456 ขุม มหานรกมี 8 ชั้น คือ

ชั้นที่ 1 ชื่อว่า สัญชีวมหานรก

ชั้นที่ 2 ชื่อว่า กาฬสุตตมหานรก

ชั้นที่ 3 ชื่อว่า สังฆาฏมหานรก

ชั้นที่ 4 ชื่อว่า โรรุวมหานรก

ชั้นที่ 5 ชื่อว่า มหาโรรุวมหานรก

ชั้นที่ 6 ชื่อว่า ตาปนมหานรก

ชั้นที่ 7 ชื่อว่า มหาตาปนมหานรก

ชั้นที่ 8 ชื่อว่า อเวจีมหานรก

002.jpg

นรกทั้ง 8 ชั้น จะมีเวลาในการรับทัณฑ์ทรมานที่แตกต่างกัน ในชั้นแรกจะมีเวลาใน การรับทัณฑ์ทรมานสั้น เมื่อชั้นยิ่งลึกลงไปก็มีเวลาในการรับทัณฑ์ทรมานนานมากขึ้น ดังแสดงในตาราง

มหานรก อายุ(ปี) 1 วัน(นรก)/ล้านปีมนุษย์ โกฏิมีมนุษย์
ขุมที่ 1 สัญชีวมหานรก 500 9 162,000
ขุมที่ 2 กาฬสุตตมหานรก 1,000 3 โกฏิ 6 ล้าน 1,296,000
ขุมที่ 3 สังฆาฏมหานรก 2,000 14 โกฏิ 4 ล้าน 10,368,000
ขุมที่ 4 โรรุวมหานรก 4,000 57 โกฏิ กับ 6 ล้าน 83,104,000
ขุมที่ 5 มหาโรรุวมหานรก 8,000 230 โกฏิ กับ 4 ล้าน 663,552,000
ขุมที่ 6 ตาปนมหานรก 16,000 921 โกฏิ กับ 6 ล้าน 5,308,416,000
ขุมที่ 7 มหาตาปนมหานรก มีอายุเทียบเท่า ครึ่งอัตรกัปของมนุษย์
ขุมที่ 8 อเวจีมหานรก มีอายุเทียบเท่า หนึ่งอัตรกัปของมนุษย์

สำหรับมหานรกแต่ละขุมที่เกิดขึ้นจะรองรับการทำอกุศลกรรมที่แตกต่างกัน คือ

ขุม 1 ทำกรรมปาณาติบาตเป็นหลัก

ขุม 2 ทำกรรมอทินนาทานเป็นหลัก

ขุม 3 ทำกรรมกาเมสุมิจฉาจารเป็นหลัก

ขุม 4 ทำกรรมมุสาวาทเป็นหลัก

ขุม 5 ทำกรรมดื่มสุรา เสพยาเสพติดเป็นหลัก

ขุม 6 ทำกรรมเล่นการพนันเป็นหลัก ขุม 7 ทำกรรมเที่ยวกลางคืนเป็นหลัก

ขุม 8 อเวจีมหานรก ทำครุกรรม 5 คือ ฆ่าพ่อ ฆ่าแม่ ฆ่าพระอรหันต์ ทำพระสัมมา-สัมพุทธเจ้าให้ห้อพระโลหิต ทำสังฆเภท

ในนรกแต่ละชั้นจะมีมหานรกครบทั้ง 7 ขุม คนที่จะไปอยู่ในมหานรกชั้น 1 นั้น ก็เพราะมีกรรมหนักๆ เพียงอย่างเดียวส่งผล (ทำบาปอย่างเดียว) ในชั้นที่ 2 ก็เพราะมีกรรมหนัก 2 อย่าง (ทำบาป 2 อย่าง) ในชั้นที่ 3 ก็มีกรรมหนัก 3 อย่าง คือทำผิดอย่างหนัก 3 ข้อ ในชั้นที่ 4 ก็มีกรรมหนัก 4 อย่าง ในชั้นที่ 5 มีกรรมหนัก 5 อย่าง ในชั้นที่ 6 มีกรรมหนัก 6 อย่าง ในชั้นที่ 7 มีกรรมหนัก 7 อย่าง ในชั้นที่ 8 อายุยืนยาวนานเพราะทำอนันตริยกรรม หรือทำกรรมหนักมากๆ เป็นอาจิณณกรรม เช่น ฆ่าคนตลอดชีวิต

การที่สัตว์นรกจะไปอยู่รับกรรมชั้นใดนั้น ขึ้นอยู่กับว่าทำกรรมหนักไว้กี่อย่าง และความหนักเบาของกรรมแต่ละชนิดที่สัตว์นรกนั้นทำเอาไว้ เช่น ถ้าฆ่าสัตว์ก็สามารถไปตกนรกได้ทุกชั้น ขึ้นอยู่กับว่า ทำไว้หนักมากน้อยเพียงใด ถ้าทำไว้มาก และทำกรรมอื่นๆ ไว้ด้วยก็ไปตกนรกชั้นที่ลึกอายุก็ยืนยาว

2. สวรรค์ มี 6 ชั้น คือ

ชั้นที่ 1 ชื่อว่า จาตุมหาราชิกา ผู้ที่เกิดชั้นนี้ คือ ผู้ที่ทำบุญเพื่อหวังคุณ

ชั้นที่ 2 ชื่อว่า ดาวดึงส์ ผู้ที่เกิดชั้นนี้ คือ ผู้ที่ทำบุญเพราะเห็นว่าเป็นความดี

ชั้นที่ 3 ชื่อว่า ยามา ผู้ที่เกิดชั้นนี้ คือ ผู้ที่ทำบุญเพราะเพื่อสืบทอดวงศ์ตระกูลของตนเอง

ชั้นที่ 4 ชื่อว่า ดุสิตา ผู้ที่เกิดชั้นนี้ คือ ผู้ที่ทำบุญเพื่ออยากจะสงเคราะห์สัตว์โลก

ชั้นที่ 5 ชื่อว่า นิมมานรดี ผู้ที่เกิดชั้นนี้ คือ ผู้ที่ทำบุญตามต้นแบบและทำด้วยความตั้งใจ

ชั้นที่ 6 ชื่อว่า ปรนิมมิตวสวัตดี ผู้ที่เกิดชั้นนี้ คือ ผู้ที่ทำบุญด้วยความปีติ

รูปภพ รูปภพอยู่สูงกว่ากามภพขึ้นไปอีกกล่าวคือ พรหม 16 ชั้น แต่จริงๆ แล้ว พรหมมีเพียง 9 ชั้น แต่มี 16 พวก เพราะว่าพวกรูปภพคือพวกที่ได้รูปฌาน รูปฌานก็มีดังนี้ คือ ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน และจตุตถฌานก็แยกออกไปอีกเป็นปัญจมฌาน

ฌานที่ 1 มีองค์ฌาน 5 คือ วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา

ฌานที่ 2 มีองค์ฌาน 4 คือ วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา

ฌานที่ 3 มีองค์ฌาน 3 คือ ปีติ สุข เอกัคคตา

ฌานที่ 4 มีองค์ฌาน 2 คือ สุข เอกัคคตา

ฌานที่ 5 มีองค์ฌาน 2 คือ อุเบกขา เอกัคคตา

ชั้นที่ 1 เป็นของปฐมฌาน มี 3 พวก คือ ปาริสัชชา ปุโรหิตา และมหาพรหมา พวกปาริสัชชา คือ พรหมที่ได้ปฐมฌานอย่างอ่อน ปุโรหิตาได้ปฐมฌานอย่างกลาง มหาพรหมา ได้ปฐมฌานอย่างสูงหรืออย่างแก่ พรหมอยู่กันตามความแก่อ่อนของฌาน มหาพรหมจะอยู่ตรงกลาง ถัดมาก็จะเป็นปุโรหิตา ส่วนรอบนอกก็จะเป็นปาริสัชชา

ชั้นที่ 2 เป็นทุติยฌาน มี 3 พวก คือ ปริตตาภา อัปปมาณาภาและอาภัสสรา ปริตตาภา ได้ฌานอย่างอ่อน อัปปมาณาภาได้ฌานอย่างกลาง อาภัสสราได้ฌานอย่างแก่ จะอยู่ในชั้นเดียวกัน

ชั้นที่ 3 เป็นตติยฌาน มี 3 พวก คือ ปริตตสุภา อัปปมาณสุภา สุภกิณหา ปริตตสุภา ได้ฌานอย่างอ่อน อัปปมาณสุภาได้ฌานอย่างกลาง และสุภกิณหาได้ฌานอย่างแก่

ชั้นที่ 4 เป็นจตุตถฌาน จะมีภูมิอยู่ในระดับเท่ากันคือ เวหัปผลาและอสัญญีสัตตา

เวหัปผลา คือพวกที่ได้จตุตถฌาน มีองค์ฌานคือ สุขและเอกัคคตา อสัญญีสัตตา คือพวกที่ได้ปัญจมฌาน มีองค์ฌาน คือ อุเบกขาและเอกัคคตา เป็นพวกที่เบื่อนามติดรูป หรือที่เรียกกันว่าพรหมรูปฟัก มีลักษณะร่างกายแข็งทื่อเพราะเกิดจากตอนที่เป็นมนุษย์ฝึกสมาธิแล้วเหมือนจิตดับไป เมื่อจิตดับตัวก็แข็งทื่อ ซึ่งมีลมหายใจที่ละเอียดมาก

ตั้งแต่ อวิหาภูมิ อตัปปาภูมิ สุทัสสาภูมิ สุทัสสีภูมิ และอกนิฏฐภูมิ เป็นพรหมชั้น ปัญจสุทธาวาส แบ่งตามกำลังของอินทรีย์เป็นลำดับไป คือ

อวิหาภูมิ เจริญศรัทธา ถ้าเจริญศรัทธาอย่างแก่ก็อยู่ในสุด เจริญอย่างกลางก็อยู่ตรงกลาง เจริญอย่างอ่อนก็อยู่นอกสุดตามลำดับ

อตัปปาภูมิ ถ้าเจริญวิริยะอย่างแก่ก็อยู่ในสุด เจริญอย่างกลางก็อยู่ตรงกลาง เจริญอย่างอ่อนก็อยู่นอกสุดตามลำดับ

สุทัสสาภูมิ ถ้าเจริญสติอย่างแก่ก็อยู่ในสุด เจริญอย่างกลางก็อยู่ตรงกลาง เจริญอย่างอ่อน ก็อยู่นอกสุดตามลำดับ

สุทัสสีภูมิ ถ้าเจริญสมาธิ อย่างแก่ก็อยู่ในสุด เจริญอย่างกลางก็อยู่ตรงกลาง เจริญอย่างอ่อนก็อยู่นอกสุดตามลำดับ

อกนิฏฐภูมิ ถ้าเจริญปัญญา อย่างแก่ก็อยู่ในสุด เจริญอย่างกลางก็อยู่ตรงกลาง เจริญอย่างอ่อนก็อยู่นอกสุดตามลำดับ

ถ้าเจริญอินทรีย์ 5 ได้บริบูรณ์ ก็จะบรรลุนิพพาน เพราะชั้นนี้เป็นชั้นของพระอนาคามี

003.jpg

อายุของรูปพรหม 16 ชั้น

1.พรหมปาริสัชชาภูมิ มีอายุ 1/3 วิวัฏฏัฏฐายีอสงไขยกัป

2.พรหมปุโรหิตาภูมิ มีอายุ 1/2 วิวัฏฏัฏฐายีอสงไขยกัป

3.มหาพรหมาภูมิ มีอายุ 1 วิวัฏฏัฏฐายีอสงไขยกัป

4.ปริตตาภาภูมิ มีอายุ 2 มหากัป

5.อัปปมาณาภาภูมิ มีอายุ 4 มหากัป

6.อาภัสสราภูมิ มีอายุ 8 มหากัป

7.ปริตตสุภาภูมิ มีอายุ 16 มหากัป

8.อัปปมาณสุภาภูมิ มีอายุ 32 มหากัป

9.สุภกิณหาภูมิ มีอายุ 64 มหากัป

10.เวหัปผลาภูมิ มีอายุ 500 มหากัป

11.อสัญญีสัตตาภูมิ มีอายุ 500 มหากัป

12.อวิหาภูมิ มีอายุ 1,000 มหากัป

13.อตัปปาภูมิ มีอายุ 2,000 มหากัป

14.สุทัสสาภูมิ มีอายุ 4,000 มหากัป

15.สุทัสสีภูมิ มีอายุ 8,000 มหากัป

16.อกนิฏฐภูมิ มีอายุ 16,000 มหากัป

อรูปภพ เป็นภพสำหรับรองรับผู้ที่ได้อรูปฌาน เมื่อใดปฏิบัติจนได้อรูปฌานเวลาละโลกก็มาอยู่ในภพนี้ซึ่งมี 4 ชั้นตามกำลังความละเอียดของอรูปฌานมีดังนี้

1.อากาสานัญจายตนะ

2.วิญญาณัญจายตนะ

3.อากิญจัญญายตนะ

4.เนวสัญญานาสัญญายตนะ

อายุอรูปพรหม 4 ชั้น

1.อากาสานัญจายตนภูมิ มีอายุ 20,000 มหากัป

2.วิญญาณัญจายตนภูมิ มีอายุ 40,000 มหากัป

3.อากิญจัญญายตนภูม มีอายุ 60,000 มหากัป

4.เนวสัญญานาสัญญายตนภูมิ มีอายุ 84,000 มหากัป

การอยู่ในภพภูมินี้เปรียบเหมือนการตัดหญ้า แต่ยังไม่ถอนราก กล่าวคือ ยังมีสังโยชน์ร้อยอยู่ ยังถอนกิเลสออกไม่หมด เหมือนกับการดับไฟแต่ยังไม่ได้รื้อหม้อแปลงทิ้ง เมื่อเปิดไฟไฟก็เกิดขึ้นอีก วิบากส่งผลทำให้ไปติดอยู่แค่อรูปภพแค่นั้นเอง ชั้นนี้จะมีอายุยืนยาวนานมาก ผู้ที่อยู่ชั้นนี้ไม่สามารถบรรลุธรรมได้ จึงได้ชื่อว่า อภัพพสัตว์

005.jpg

4.4 ลักษณะของภพภูมิทางวิทยาศาสตร์กับพระพุทธศาสนา

แม้ว่าภพภูมิจะเป็นสิ่งที่มีอยู่แล้วตามธรรมดา แต่มนุษย์และสรรพสัตว์ทั้งหลายยากที่จะมองเห็น เพราะความจำกัดของดวงตา ที่มองเห็นเฉพาะสิ่งที่สัมผัสได้ แม้ว่าเครื่องมือในปัจจุบันจะมีวิวัฒนาการจนสามารถมองเห็นดวงดาวและจักรวาลอื่นๆ จนถึงบอกขนาดของเอกภพ และสันนิษฐานถึงลักษณะของการเกิดเอกภพได้ แต่ก็ยังไม่สามารถทำให้ความรู้เกี่ยวกับภพภูมิในทางพระพุทธศาสนาแจ่มแจ้ง ดวงตาของพระธรรมกายจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ไปรู้เห็นเรื่องราวของโลก จักรวาลและภพภูมิอย่างแท้จริง ต่อไปนี้จะได้ให้เห็นสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ค้นพบกับความรู้ในทางพระพุทธศาสนาว่ามีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกันอย่างไร

ลักษณะโครงสร้างของภพภูมิ

ในทางวิทยาศาสตร์เห็นจักรวาลของเรา มีลักษณะเป็นรูปก้นหอย มีจุดศูนย์กลางลักษณะเป็นจานแบนๆ เป็นเกลียวก้นหอยหมุนอยู่รอบศูนย์กลาง ในทางพระพุทธศาสนากล่าวไว้ว่า ในทุกๆ จักรวาล จะมีภูมิทั้ง 31 อยู่ โดยใจกลางจักรวาล คือ เขาพระสุเมรุ ดังนั้น กลุ่มแก๊สขาวๆ สว่างๆ อยู่ตรงกลาง ที่เป็นศูนย์กลางของก้นหอย ซึ่งอยู่ในกลางของกาแล็กซีก็คือเขาพระสุเมรุ ซึ่งเป็นศูนย์กลางของจักรวาลตลอดทุกจักรวาล แต่เป็นธาตุที่เป็นส่วนละเอียด

galasy2.jpg
โครงสร้างจักรวาล

ในทางวิทยาศาสตร์ค้นพบว่า ระบบสุริยะของเราอยู่ ณ แขนของจักรวาล อยู่ห่างจากจุดศูนย์กลางไปประมาณ 26,000 ปีแสง ซึ่งตรงกับลักษณะของจักรวาลในพระพุทธศาสนา คือ โลกของเรา ชื่อว่าชมพูทวีป ตั้งอยู่รอบเขาพระสุเมรุ ทางด้านทิศใต้ โดยจะมีทวีปอื่นๆ อีก 3 ทวีป อยู่ทางด้านทิศเหนือ ทิศตะวันออก และทิศตะวันตก แม้ว่าทางวิทยาศาสตร์จะยังไม่เห็นทวีปอื่นๆ ตรงกับทางพระพุทธศาสนา แต่ตำแหน่งของโลกของเราในทางวิทยาศาสตร์ก็ตรงกันกับทางพระพุทธศาสนา ดังนั้นเราจึงสามารถเขียนแผนที่ของทวีปอีก 3 ทวีปได้ดังนี้

4-7.jpg
ภาพแสดงระยะของระบบสุริยะที่ห่างจากจุดศูนย์กลางกาแล็กซี
333.jpg
ระบบสุริยะ อยู่ ณ แขนของจักรวาล (กาแล็กซี)
444.jpg
ระบุตำแหน่งของทวีปทั้ง 4 ในจักรวาล

นักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่า เอกภพเกิดจากการระเบิดครั้งใหญ่ ที่เรียกว่า บิ๊กแบงค์ การระเบิดครั้งใหญ่ เกิดมาจากจุดศูนย์กลาง เมื่อระเบิดแล้วก็ทำให้เกิดการรวมตัวของฝุ่นละออง ทำให้เกิดกาแล็กซีน้อยใหญ่ขึ้นมา ในทางพระพุทธศาสนาได้กล่าวถึงการที่โลกถูกทำลายในสุริยสูตร5) และเกิดการตั้งกัปใหม่ ในอัคคัญญสูตร6) ได้กล่าวไว้ว่า เมื่อโลกถูกทำลายด้วย ไฟ น้ำ หรือลม จนหมดสิ้น ในท้องจักรวาลจะไม่มีสิ่งใด เป็นอากาศที่เวิ้งว้างว่างเปล่า ต่อมาก็จะมีฝนตกลงมาจนท่วมทั้งท้องจักรวาล แล้วระดับน้ำก็ลดลงเรื่อยๆ ทำให้เกิดที่ตั้งของภพภูมิต่างๆ เมื่อน้ำลดลงจนถึงระดับคงที่ไม่ลดลงอีก ก็จะเกิดการรวมตัวของธาตุหยาบเป็นตะกอนลอยอยู่เหนือผิวน้ำ เรียกว่า ง้วนดิน ซึ่งต่อมาก็กลายเป็นแผ่นดินรองรับสิ่งต่างๆ

หากเราเชื่อมโยงกับความรู้ทางวิทยาศาสตร์จะพบว่ามีลักษณะคล้ายกัน อย่างเช่น ทฤษฎีบิ๊กแบงค์ ตามที่นักวิทยาศาสตร์ค้นพบนั้น ก็คือช่วงเกิดการสิ้นสุดของโลกด้วย ไฟบรรลัยกัลป์ทุกอย่างก็จะสลายเป็นหมอกเพลิงแล้วจะเริ่มเย็นตัวลง เมื่อเย็นตัวลงแล้วก็เริ่มเกิดแผ่นดิน ซึ่งตอนแรกมีลักษณะเป็นแผ่นแบนๆ ที่เชื่อมต่อกัน ถ้าลองสังเกตง่ายๆ ก็คล้ายๆ กับน้ำนมที่ต้มแล้ว เอาไปวางทิ้งไว้ให้เย็นก็จะทำให้เกิดเป็นฝ้าบางๆ จักรวาลในตอนแรกที่ธาตุหยาบ เกิดขึ้นก็เป็นกาแล็กซีแผ่นแบนๆ เชื่อมกัน พอเย็นตัวลง ธาตุดินก็เริ่มหดเข้าหากันแล้วมี การเกาะกลุ่มกันกลายเป็นดวงดาวต่างๆ บนท้องฟ้า

จากการค้นพบเรื่องสสารมืดในปัจจุบัน แม้ว่าจะยังไม่ได้คำตอบที่ชัดเจนว่า สสารนี้คืออะไรกันแน่ แต่ก็รู้ว่าเป็นสิ่งที่มีมวล มีความหนาแน่นสูง และประมาณว่ามีจำนวนมากถึง 90 % ซึ่งถ้าหากเชื่อมโยงกับความรู้ในทางพระพุทธศาสนาก็จะทราบว่า ธาตุนั้นก็คือ น้ำ ซึ่งเป็นสิ่ง ที่มีีอยู่ในจักรวาลเป็นจำนวนมาก แต่น้ำนี้คงไม่ใช่น้ำตามที่เราเห็นกันว่า เป็นน้ำในมหาสมุทร ในแม่น้ำลำคลอง แต่เป็นธาตุส่วนละเอียดซึ่งนักวิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถตรวจสอบลักษณะได้ หากพิจารณาเทียบเคียงให้ดีก็จะทราบว่า ดวงดาวต่างๆ ที่อยู่ในจักรวาล มีลักษณะคล้ายๆ กับผลมะพร้าว จอก แหน ที่ลอยอยู่บนน้ำ นักบินอวกาศกล่าวว่า การไปอยู่ในอวกาศจะทำให้รู้สึก ตัวเบาเหมือนการดำน้ำในอากาศ หรือหากไปดูการฝึกซ้อมของนักอวกาศ ก่อนที่พวกเขาจะออกไปสู่อวกาศ ก็จะต้องมาฝึกซ้อมในสระน้ำขนาดใหญ่ เพราะลงไปในน้ำแล้วก็อยู่ในสภาวะที่ไร้น้ำหนัก ซึ่งน้ำจะมีลักษณะภาวะคล้าย ๆ กับไร้น้ำหนัก การลงไปในน้ำจะทำให้ตัวเบา

เอกภพ หรือ Universe นี้ ในทางพระพุทธศาสนาเรียกว่า โลกธาตุ ซึ่งในทางวิทยาศาสตร์พยายามค้นหาคำตอบ และสันนิษฐานว่า ในเอกภพหนึ่งๆ น่าจะมีจักรวาลมากกว่าแสนล้านจักรวาล ซึ่งในทางพระพุทธศาสนาก็ได้แสดงถึงโลกธาตุ 3 ประเภทดังที่ได้กล่าวไปแล้วว่ามีโลกธาตุขนาดพันจักรวาล โลกธาตุล้านจักรวาล และโลกธาตุแสนโกฏิจักรวาล แสดงให้เห็นความรู้ในทางวิทยาศาสตร์ได้ประมาณจำนวนของจักรวาลได้ใกล้เคียงกันกับในทางพระพุทธศาสนา แต่ในทางพระพุทธศาสนาระบุไว้ชัดเจนกว่า

แม้ว่าพระพุทธศาสนาจะเกิดมากว่า 2,500 ปีแล้ว แต่ความรู้นั้นก็ไม่เคยล้าสมัย สามารถที่จะเชื่อมโยงความรู้เรื่องเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ได้ นี่เป็นสิ่งที่แสดงถึงความยิ่งใหญ่ของความรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่าเป็นความรู้ที่กว้างไกล รู้จริง เห็นจริง และสามารถพิสูจน์ได้ ซึ่งความรู้เหล่านี้จะเกิดขึ้นก็ต้องอาศัยปัญญาขั้นสูงสุด ที่เรียกว่า ภาวนามยปัญญา

4.5 กิเลส กรรม วิบาก นำไปสู่ภพภูมิ

เราได้ศึกษามาแล้วว่า ตราบใดที่กิเลสยังมีอยู่ สรรพสัตว์ทั้งหลายถูกกิเลสบังคับให้ทำ กรรม กรรมทำให้ต้องไปเสวยวิบากในภพภูมิ ในภวสูตร พระอานนท์ได้เข้าไปถามพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงเหตุเกิดของภพทั้ง 3 ภพมีได้เพราะเหตุใด

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสถามว่า “ ดูก่อนอานนท์ ก็กรรมที่อำนวยผลให้ในกามธาตุ จักไม่มีแล้ว กามภพพึงปรากฏบ้างหรือหนอ”

พระอานนท์ทูลว่า “ ไม่พึงปรากฏเลย พระเจ้าข้า”

พระสัมมาสัมพุทธเจ้า”ดูก่อนอานนท์ เหตุนี้แล กรรมจึงชื่อว่าเป็นไร่นา วิญญาณ ชื่อว่าเป็นพืช ตัณหาชื่อว่าเป็นยาง เจตนา ความปรารถนาประดิษฐานแล้ว เพราะธาตุอย่างเลวของสัตว์พวกที่มีอวิชชาเป็นเครื่องสกัดกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องผูกใจ ด้วยประการฉะนี้ จึงมีการเกิดในภพใหม่ต่อไปอีก ดูก่อนอานนท์ ก็กรรมที่อำนวยผลให้ในรูปธาตุจักไม่มีแล้ว รูปภพพึงปรากฏบ้างหรือหนอ”

พระอานนท์ “ ไม่พึงปรากฏเลย พระเจ้าข้า”

พระสัมมาสัมพุทธเจ้า “ ดูก่อนอานนท์ เหตุนี้แล กรรมจึงชื่อว่าเป็นไร่นา วิญญาณชื่อว่า เป็นพืช ตัณหาชื่อว่าเป็นยาง เจตนา ความปรารถนาประดิษฐานแล้วเพราะธาตุอย่างกลางของสัตว์พวกที่มีอวิชชาเป็นเครื่องสกัดกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องผูกใจ ด้วยประการฉะนี้ จึงมีการเกิดในภพใหม่ต่อไปอีก ดูก่อนอานนท์ ก็กรรมที่อำนวยผลให้อรูปธาตุจักไม่มีแล้ว อรูปภพพึงปรากฏบ้างหรือหนอ”

พระอานนท์ “ ไม่พึงปรากฏเลย พระเจ้าข้า”

พระสัมมาสัมพุทธเจ้า “ ดูก่อนอานนท์ เหตุนี้แล กรรมจึงชื่อว่าเป็นไร่นา วิญญาณ ชื่อว่าเป็นพืช ตัณหาชื่อว่าเป็นยาง เจตนา ความปรารถนาประดิษฐานแล้วเพราะธาตุอย่างประณีตของสัตว์พวกที่มีอวิชชาเป็นเครื่องสกัดกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องผูกใจ ด้วยประการฉะนี้ จึงมีการเกิดในภพใหม่ต่อไปอีก ดูก่อนอานนท์ ภพย่อมมีได้ด้วยเหตุดังกล่าวมาฉะนี้แล”7)

เมื่อมีการเวียนตายเวียนเกิดในภพภูมิ ก็ย่อมก่อให้เกิดวงจรไตรวัฏฏ์8) อย่างยาวนาน คือ เกิดการท่องเที่ยวไปเพราะการมีชีวิตอยู่ เปรียบเสมือนการเดินทาง นับตั้งแต่ปฏิสนธิขึ้นในครรภ์ของมารดา จนกระทั่งออกมาสู่โลกภายนอก ภาวะทางกายและทางจิตของมนุษย์ไม่เคยหยุด อยู่กับที่ แต่ก้าวไปข้างหน้าจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต ผ่านจากภพนี้ไปสู่ภพอื่นต่อไป และ ต่อๆ ไป ไม่มีที่สิ้นสุด ดังที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า

“ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สงสารนี้กำหนดที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้ เมื่อเหล่าสัตว์ผู้มีอวิชชาเป็นที่กางกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องประกอบไว้ ท่องเที่ยวไปมาอยู่ ที่สุดเบื้องต้นย่อมไม่ปรากฏ พวกเธอได้เสวยทุกข์ ความเผ็ดร้อน ความพินาศ ได้เพิ่มพูนปฐพีที่เป็นป่าช้า ตลอดกาลนาน…

พวกเธอได้ประสบมรณกรรมของมารดา… ได้ประสบมรณกรรมของบิดา… ของพี่ชาย น้องชาย พี่สาว น้องสาว… ของบุตร… ของธิดา… ความเสื่อมแห่งญาติ… ความเสื่อมแห่งโภคะ… ได้ประสบความเสื่อมเพราะโรค ตลอดกาลนาน…

น้ำนมมารดาที่พวกเธอผู้ท่องเที่ยวไปมาอยู่โดยกาลนานดื่มแล้วนั่นแหละ มากกว่าน้ำ ในมหาสมุทรทั้ง 4…

โลหิตที่หลั่งไหลออกของพวกเธอ ผู้ท่องเที่ยวไปมาซึ่งถูกตัดศีรษะ… เมื่อเธอทั้งหลายเกิดเป็นกระบือ… เกิดเป็นแกะ… เกิดเป็นแพะ… เกิดเป็นเนื้อ… เกิดเป็นสุกร… เกิดเป็นไก่… ถูกจับตัดศีรษะโดยข้อหาว่าเป็นโจรคิดปล้น… ถูกจับตัดศีรษะ โดยข้อหาว่าเป็นโจรประพฤติผิดในภรรยาของผู้อื่น ตลอดกาลนาน โลหิตที่หลั่งไหลออกนั่นแหละมากกว่า น้ำในมหาสมุทรทั้ง 4…

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงอย่างนี้ ไม่ยั่งยืนอย่างนี้ ไม่น่าชื่นใจอย่างนี้

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็เหตุเพียงเท่านี้ พอทีเดียวเพื่อจะเบื่อหน่ายในสังขารทั้งปวง พอเพื่อจะคลายกำหนัด พอเพื่อจะหลุดพ้น…

สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ มีอันเกิดขึ้นแลเสื่อมไปเป็นธรรมดา ครั้นเกิดขึ้นแล้วย่อมดับไป ความที่สังขารเหล่านั้น สงบระงับไปเป็นสุข”9)

จากพุทธพจน์นี้พระพุทธองค์ทรงชี้ให้เห็นความยาวนานของการเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ ซึ่งเป็นการเวียนตายเวียนเกิดอย่างนับครั้งไม่ถ้วนจนไม่อาจจะประมาณได้ ชีวิตในสังสารวัฏนี้เราเป็นมาทุกอย่างแล้ว และก็ต้องเสียน้ำตาเพราะความทุกข์ในแต่ละชาตินับภพ นับชาติไม่ถ้วน เมื่อเราพิจารณาแล้วก็จะเห็นว่า การเวียนตายเวียนเกิดในภพภูมิทั้งหลายหา ความเที่ยงแท้ยั่งยืนไม่ได้ แม้การไปบังเกิดในภพภูมิต่างๆ ก็ยังหาความแน่นอนไม่ได้ ดังที่ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า

“ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ท่อนไม้ที่บุคคลโยนขึ้นบนอากาศ บางคราวก็ตกลงทางโคน บางคราวก็ตกลงทางขวาง บางคราวก็ตกลงทางปลาย แม้ฉันใด

สัตว์ทั้งหลายผู้มีอวิชชาเป็นที่กางกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องประกอบไว้ ท่องเที่ยวไปมาอยู่ ก็ฉันนั้นแล บางคราวก็จากโลกนี้ไปสู่ปรโลก บางคราวก็จากปรโลกมาสู่โลกนี้”10)

บุคคลแม้จะไปบังเกิดถึงพรหมโลก อาจต้องตกไปเกิดในอบายภูมิอีก ดังที่พระสัมมา-สัมพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า

“ อายุของเทวดาเหล่าอากิญจัญญายตนะ (บุคคลผู้สำเร็จฌานนั้น) ที่เป็นปุถุชนอยู่ตลอดกำหนดอายุในเทวโลกชั้นนั้นแล้ว (จุติจากเทวโลกนั้น) ไปนรกก็ได้ ไปกำเนิดเดียรัจฉานก็ได้ ไปกำเนิดเปรตก็ได้”11)

เราจะเห็นว่าการเวียนว่ายตายเกิดในภพภูมิต่างๆ น่ากลัว ไม่ปลอดภัย และอาจประสบทุกข์ภัยได้ตลอดเวลา เมื่อกิเลสยังมีอยู่ แม้ตัวของเราเองก็ยังไม่หลุดพ้นจากกิเลส จึงไม่ควรประมาทในการดำเนินชีวิต ไม่พึงปล่อยใจให้เพลิดเพลินยินดีหรือเผลอใจให้เศร้าหมอง ห่วงใยกังวลในคน สัตว์ สิ่งของหรือเรื่องราวอันไม่เป็นแก่นสาร และหมั่นพิจารณาให้เห็นทุกข์โทษภัยของกิเลสและการเวียนว่ายตายเกิด แล้วตั้งใจละเว้นความชั่ว ตั้งใจสั่งสมแต่ความดี มุ่งมั่นสร้างบารมี แสวงหาหนทางหลุดพ้นจากกิเลสทั้งปวง

สมจริงดังปฏิปทาอันดีงามตามอย่างพระบรมโพธิสัตว์ทั้งหลายในกาลก่อน อาทิ ท่าน สุเมธดาบสบรมโพธิสัตว์ ผู้ตั้งความปรารถนาเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อรื้อสัตว์ขนสัตว์เข้าสู่ฝั่งแห่งพระนิพพาน ท่านเปรียบภพทั้งปวงประดุจคุกขังสรรพสัตว์ ได้กล่าวสอนตนเองไว้ว่า

“ หากท่านปรารถนาจะบรรลุโพธิญาณ บุรุษผู้อยู่ในเรือนจำนาน ลำบากเพราะทุกข์ มิได้เกิดความยินดีในที่นั้น ย่อมแสวงหาทางที่พ้นไปถ่ายเดียว ฉันใด ท่านจงเห็นภพทั้งปวงเหมือนเรือนจำ จงตั้งหน้ามุ่งต่อการออกบวช เพื่อพ้นจากภพ ฉันนั้นเถิด”12)

บัณฑิตผู้มีดวงปัญญาสว่างไสว ทั้งในอดีต ปัจจุบันและอนาคต ย่อมพิจารณาเห็นทุกข์โทษภัยในวัฏสงสาร แล้วดำเนินตนอยู่ด้วยความไม่ประมาท ท่านเหล่านั้นย่อมละเว้นบาปอกุศลทั้งปวง บำเพ็ญแต่กุศลธรรมและกลั่นจิตของตนให้ผ่องแผ้ว แล้วมุ่งมั่นสู่เป้าหมายอันสูงสุดของทุกชีวิต คือ พระนิพพาน

เราได้ศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับวงจรของสังสารวัฏแล้ว ทำให้เราเห็นถึงทุกข์โทษภัยต่างๆ ในบทเรียนต่อไป เราจะได้ไปศึกษาวิปัสสนาภูมิ เพื่อการเจริญวิปัสสนาอันจะเป็นวิธีการเพื่อนำไปสู่หนทางหลุดพ้นจากสังสารวัฏได้

1) Mackie, Glen(February1, 2002).To see the Universe in a Grain of Taranaki Sand. Swinburne University. Retrieved on 2006-12-20.
2) D. Finley, D. Aguilar(November 2, 2005). Astronomers Get Closest Look Yet At Milky Way's Mysterious Core. National Radio Astronomy Observatory. Observatory. Retrieved on 2006-08-10.
3) วินัยปิฎก มหาวรรค, มก. เล่ม 6 หน้า 45-46.
4) มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์, มก. เล่ม 19 ข้อ 378 หน้า 31.
5) อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต, มก. เล่ม 37 ข้อ 63 หน้า 214-215.
6) ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค, มก. เล่ม 15 ข้อ 55 หน้า 150.
7) อังคุตตรนิกาย ติกนิบาตร, มก. เล่ม 34 ข้อ 517 หน้า 424-425.
8) ไตรวัฏฏ์ หมายถึง การเวียนเกิดเวียนตาย เพราะเหตุมูลปัจจัย 3 ประการ คือ กิเลส กรรม วิบาก.
9) สังยุตตนิกาย นิทานวรรค, มก. เล่ม 26 ข้อ 421-461 หน้า 506-535.
10) ทัณฑสูตร, สังยุตตนิกาย นิทานวรรค, มก. เล่ม 26 ข้อ 439 หน้า 520.
11) อเนญชสูตร, อังคุตตรนิกาย ติกกนิบาต, มก. เล่ม 34 ข้อ 556 หน้า 532.
12) ขุททกยิกาย ชาดก อปัณณกวรรค ทูเรนิทาน, มก. เล่ม 55 หน้า 35-36.
md408/4.txt · แก้ไขครั้งล่าสุด: 2015/03/15 16:55 (แก้ไขภายนอก)
 
เว้นแต่จะได้แจ้งไว้เป็นอื่นใด เนื้อหาบนวิกินี้ถูกกำหนดสิทธิ์ไว้ภายใต้สัญญาอนุญาติต่อไปนี้: CC Attribution-Noncommercial 3.0 Unported
Recent changes RSS feed Donate Powered by PHP Valid XHTML 1.0 Valid CSS Driven by DokuWiki