บทที่ 3 กรรม-วิบาก

เนื้อหา บทที่ 3 กรรม-วิบาก

  • 3.1 กฎแห่งกรรม
  • 3.2 ความหมายของกรรม
  • 3.3 ประเภทของกรรม
    • 3.3.1 ลักษณะการจัดประเภทของกรรม
    • 3.3.2 รายละเอียดของกรรม
    • 3.3.3 กรรมอย่างเดียวทำหน้าที่หลายอย่าง
  • 3.4 ความหมายของวิบาก
  • 3.5 ลักษณะของกรรมและวิบากกรรม
    • 3.5.1 ลักษณะการให้ผลของกรรม
    • 3.5.2 การหยุดให้ผลของกรรม
  • 3.6 กรรมและการให้ผลกรรมในทางปฎิบัติ
  • 3.7 กรรมกับการไปเกิดในภพภูมิต่างๆ

แนวคิด

1.กรรมในพระพุทธศาสนา หมายถึง การกระทำที่ประกอบด้วยเจตนา มีลักษณะ 2 อย่าง คือ กุศลกรรม และอกุศลกรรม ซึ่งสามารถปรากฏออกมาได้ทั้งทางกาย วาจา และใจ

2.กรรมมี 12 อย่าง จัดแบ่งเป็น 3 ประเภท ได้แก่ กรรมที่ให้ผลตามกาล กรรมให้ผลตามความหนักเบา และกรรมให้ผลตามหน้าที่

3.วิบาก คือ ผลที่เกิดขึ้นจากการกระทำ มีลักษณะการให้ผล 4 แบบ คือ กรรมดำ วิบากดำ กรรมขาว วิบากขาว กรรมทั้งดำและขาว มีวิบากดำและขาว กรรมไม่ดำ ไม่ขาว มีวิบาก ไม่ดำไม่ขาว

4.กรรมและวิบากในทางปฏิบัติมีลักษณะเป็นดวง มี 3 ชนิด เรียกว่า ดวงบุญ ดวงบาป ดวงไม่บุญไม่บาป ซึ่งจะมีภาพของการกระทำเก็บไว้ ในดวงแต่ละอย่างจะมีดวงวิบากซ้อนอยู่ ซึ่งจะมีภาพของผลแห่งการกระทำเก็บไว้

วัตถุประสงค์

1.เพื่อให้นักศึกษาเข้าใจและสามารถอธิบายความหมายและประเภทของกรรมได้

2.เพื่อให้นักศึกษาเข้าใจและสามารถอธิบายความหมายของวิบากและลักษณะการส่งผลได้

3.เพื่อให้นักศึกษาเข้าใจและสามารถอธิบายลักษณะกรรมและวิบากในทางปฏิบัติได้

ดังที่ได้กล่าวถึงบทที่แล้ว เกี่ยวกับกิเลสที่เป็นต้นเหตุของวงจรสังสารวัฏ ในบทเรียนนี้ นักศึกษาจะได้มาศึกษาต่อเกี่ยวกับกรรมอันเกิดจากกิเลสนั้น และวิบากกรรมที่ส่งผลตามมาว่ามีลักษณะเป็นเช่นไร และลักษณะวงจรสังสารวัฏที่ทำให้สรรพสัตว์หลุดพ้นได้ยากต่อไป

3.1 กฎแห่งกรรม

องค์สมเด็จพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรัสว่า

“ กมฺมุนา วตฺตติ โลโก

กมฺมุนา วตฺตติ ปชา

กมฺมนิ พนฺธนา สตฺตา

รถสฺสาณีว ยายโต”1)

“ โลกย่อมเป็นไปเพราะกรรม

หมู่สัตว์ย่อมเป็นไปเพราะกรรม

สัตว์ทั้งหลายถูกผูกไว้ในกรรม

เหมือนลิ่มสลักของรถที่กำลังแล่นไปฉะนั้น”2)

พุทธภาษิตบทนี้ แสดงให้ทราบถึงเรื่องของกรรม เมื่อพิจารณาแล้วจะเห็นได้ว่าสรรพสัตว์ย่อมเป็นไปเพราะกรรม เป็นอยู่ในกฎแห่งกรรม เรื่องของกรรมนี้มีประเด็นสำคัญที่ควรศึกษา คือ กฎแห่งกรรม(กฎแห่งการกระทำ) กรรม(การกระทำ) และวิบาก(ผลแห่งกรรม)

กฎแห่งกรรม คือ กฎแห่งการกระทำ เป็นกฎแห่งเหตุและผล เป็นกฎแห่งธรรมชาติ เป็นกฎอันเป็นสากลของสรรพสัตว์ทั้งปวง และเป็นความรู้ที่ทุกคนควรต้องศึกษาเพื่อความปลอดภัยในสังสารวัฏ

กฎแห่งกรรมเป็นหลักคำสอนที่สำคัญในพระพุทธศาสนา คำสอนเรื่องกฎแห่งกรรม มีปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎกหลายแห่ง เป็นต้นว่า

“ บุคคลทำกรรมใด ย่อมมองเห็นกรรมนั้นในตน

ผู้ทำกรรมดีย่อมได้ผลดี ผู้ทำกรรมชั่วย่อมได้ผลชั่ว

บุคคลหว่านพืชเช่นใด ผลย่อมงอกขึ้นเช่นนั้น”3)

“ สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน เป็นทายาทแห่งกรรม

มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย

กรรมย่อมจำแนกสัตว์ให้เลวและประณีตได้”4)

เมื่อพิจารณาแล้วจะเห็นได้ว่า เรื่องกฎแห่งกรรมเป็นเรื่องสำคัญที่เกี่ยวข้องกับชีวิต ความเป็นมาและอนาคตที่จะเป็นไปของเราทุกคน เพราะว่าความเป็นตัวเราในปัจจุบันทั้งด้าน รูปสมบัติ คุณสมบัติ และทรัพย์สมบัติ อีกทั้งความเป็นอยู่โดยประการต่างๆ ของเรา ล้วนเป็นผลอันมาจากกรรมที่เราได้กระทำไว้ในอดีตนับภพนับชาติไม่ถ้วน

3.2 ความหมายของกรรม

สิ่งที่เรียกว่า”กรรม” ตามความหมายในพระพุทธศาสนา หมายถึง การกระทำที่ประกอบด้วยเจตนา ดังพุทธพจน์ที่ว่า

“ เจตนาหํ ภิกฺขเว กมฺมํ วทามิ เจตยิตฺวา กมฺมํ กโรติ กาเยน วาจาย มนสาติ…”5)

“ หมายความว่า ภิกษุทั้งหลาย เจตนานั่นเอง เราเรียกว่า กรรม บุคคลจงใจแล้ว จึงทำด้วยกาย วาจา ใจ

กรรมหรือการกระทำ จึงต้องมีพื้นฐานจากเรื่องของเจตนา

เจตนา หมายถึง สภาพความนึกคิดที่มีความจงใจเป็นสิ่งประกอบสำคัญ คือ ต้องคิดไว้ก่อนล่วงหน้าแล้วจึงกระทำ เจตนาจึงจัดเป็นแก่นสำคัญที่สุดของการกระทำ เป็นตัวที่ทำให้ การกระทำมีความหมาย การกระทำที่มิได้เกิดจากความจงใจไม่อาจเรียกว่าเป็นการกระทำได้

กรรมสามารถแสดงออกมาได้ 3 ทาง ได้แก่ การกระทำทางกาย ทางวาจา และทางใจ โดยกรรมแบ่งออก 2 ฝ่าย คือ ฝ่ายกุศลกรรม และฝ่ายอกุศลกรรม ตามอำนาจของต้นเหตุที่เกิดขึ้น และผลที่ปรากฏ

1.ฝ่ายกุศลกรรม หมายถึง กรรมฝ่ายดี เป็นการกระทำที่บุคคลทำด้วยอโลภะ อโทสะ อโมหะ เป็นการกระทำที่ไม่มีโทษ ไม่เดือดร้อนในภายหลัง มีจิตแช่มชื่นเบิกบาน มีสุขเป็นผล ดังที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า

“ กรรมที่บุคคลทำเพราะอโลภะ อโทสะ อโมหะ เกิดแต่อโลภะ อโทสะ อโมหะ มีอโลภะ อโทสะ อโมหะเป็นต้นเหตุ มีอโลภะ อโทสะ อโมหะ เป็นแดนเกิดอันใด กรรมนั้นเป็นกุศล กรรมนั้นหาโทษมิได้ กรรมนั้นมีสุขเป็นผล”6)

บุคคลทำกรรมใดแล้ว ไม่เดือดร้อนในภายหลัง มีหัวใจแช่มชื่น เบิกบานเสวยผลแห่งกรรมใด กรรมนั้นทำแล้วเป็นการดี7)

กุศลกรรมเป็นการกระทำที่ดีงาม ไม่ผิดศีล ไม่ผิดธรรม ไม่ทำให้จิตเศร้าหมอง ไม่มีทุกข์โทษภัยเดือดร้อนในภายหลัง แต่ก่อให้เกิดบุญบารมีและกุศลธรรม พฤติกรรมที่จัดเป็นกุศลกรรมคือกุศลกรรมบถ 10 สามารถแบ่งออก 3 ทาง ตามการกระทำที่เกิดขึ้นทางกาย วาจา และใจ ดังนี้

(1)กายสุจริต หมายถึง การกระทำดีทางกาย มี 3 ประการ คือ 1) ปาณาติปาตา เวรมณี งดเว้นจากการฆ่าสัตว์ที่ยังมีชีวิต 2) อทินนาทานา เวรมณี งดเว้นจากการลักขโมยของที่ผู้อื่นไม่ให้ 3) กาเมสุมิจฉาจารา เวรมณี งดเว้นจากการประพฤติผิดในกาม

(2)วจีสุจริต หมายถึง การกระทำดีทางวาจา มี 4 ประการ คือ 1) มุสาวาทา เวรมณี งดเว้นจากการพูดเท็จ 2) ปิสุณาย วาจาย เวรมณี งดเว้นจากการพูดส่อเสียด 3) ผรุสายวาจาย เวรมณี งดเว้นจากการพูดคำหยาบ4) สัมผัปปลาปา เวรมณี งดเว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ

(3)มโนสุจริต หมายถึง การกระทำดีทางใจ มี 3 ประการคือ 1) อนภิชฌา ไม่คิดเพ่งเล็งอยากได้สิ่งของของผู้อื่น 2) อัพยาบาท ไม่คิดปองร้ายเบียดเบียนผู้อื่น 3) สัมมาทิฏฐิ คิดถูกเห็นถูก

2.ฝ่ายอกุศลกรรม หมายถึง กรรมฝ่ายชั่ว เป็นการกระทำที่บุคคลทำด้วยโลภะ โทสะ โมหะ เป็นการกระทำที่มีโทษ เดือดร้อนในภายหลัง มีน้ำตานองหน้า ร้องไห้อยู่ มีทุกข์เป็นผล ดังที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า

“ กรรมที่บุคคลทำด้วยโลภะ โทสะ โมหะ เกิดแต่โลภะ โทสะ โมหะ มีโลภะ โทสะ โมหะเป็นต้นเหตุ มีโลภะ โทสะ โมหะเป็นแดนเกิดอันใด กรรมนั้นเป็นอกุศล กรรมนั้นมีโทษ กรรมนั้นมีทุกข์เป็นผล”8)

“ บุคคลทำกรรมใดแล้ว ย่อมเดือดร้อนภายหลัง มีหน้านองด้วยน้ำตา ร้องไห้อยู่ เสวยผลแห่งกรรมใด กรรมนั้นทำแล้วไม่ดีเลย”9)

อกุศลกรรมเป็นการกระทำที่ไม่ดีไม่งาม ผิดศีล ผิดธรรม ทำให้จิตเศร้าหมอง มีทุกข์โทษภัยเดือดร้อนในภายหลัง ก่อให้เกิดบาปและกุศลธรรม พฤติกรรมที่จัดเป็นอกุศลกรรม คือ อกุศลกรรมบถ 10 สามารถแบ่งออก 3 ทาง ตามการกระทำที่เกิดขึ้นทางกาย วาจาและใจ ดังนี้คือ

(1)กายทุจริต หมายถึง การกระทำชั่วทางกาย มี 3 ประการ คือ 1) ปาณาติบาต การจงใจฆ่าสัตว์ที่ยังมีชีวิต 2) อทินนาทาน การจงใจลักขโมยของที่ผู้อื่นไม่ให้ 3) กาเมสุมิจฉาจาร การจงใจประพฤติผิดในกาม

(2)วจีทุจริต หมายถึง การกระทำชั่วทางวาจา มี 4 ประการ คือ 1) มุสาวาท การจงใจ พูดคำเท็จ 2) ปิสุณายวาจา การจงใจพูดส่อเสียด 3) ผรุสาวาจา การจงใจพูดคำหยาบ 4) สัมผัปปลาปะ การจงใจพูดเพ้อเจ้อ

(3)มโนทุจริต หมายถึง การกระทำชั่วทางใจ มี 3 ประการ คือ 1) อภิชฌา คิดเพ่งเล็ง อยากได้สิ่งของของผู้อื่น 2) พยาบาท คิดปองร้ายเบียดเบียนผู้อื่น 3) มิจฉาทิฏฐิ คิดผิด เห็นผิด

3.3 ประเภทของกรรม

ในที่นี้จะได้อธิบายรายละเอียดแห่งกรรม ซึ่งจัดแบ่งเป็นประเภทต่างๆ

3.3.1 ลักษณะการจัดประเภทของกรรม

พระพุทธโฆษาจารย์ ได้จัดโครงสร้างภาพรวมของกรรม โดยจำแนกกรรมเป็น 3 ประเภท ดังนี้10)

ประเภทที่ 1 กรรมให้ผลตามความหนักเบา มี 4 อย่าง คือ

1)ครุกรรม หรือครุกรรม กรรมหนัก ฝ่ายดีหมายถึง ฌาน วิปัสสนา มรรค ผล ฝ่ายชั่วหมายถึง อนันตริยกรรม 5 คือ ฆ่ามารดา ฆ่าบิดา ฆ่าพระอรหันต์ ทำพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ให้ห้อพระโลหิต ทำสงฆ์ผู้สามัคคีกันให้แตกกัน

2)อาจิณณกรรม หรือพหุลกรรม กรรมทำบ่อยจนเสพคุ้น กรรมที่ทำจนเคยชิน ทำมาก ทำสม่ำเสมอ กรรมนี้จะให้ผลยั่งยืนมาก

3)อาสันนกรรม หรือทาสันนกรรม กรรมใกล้ตายคือ กรรมที่บุคคลทำเมื่อจวนสิ้นชีวิต มีอานุภาพให้บุคคลไปสู่สุคติหรือทุคติได้ ถ้าเขาหน่วงเอากรรมนั้นเป็นอารมณ์เมื่อจวนตาย

4)กตัตตากรรม หรือกตัตตาวาปนกรรม กรรมสักแต่ว่าทำ หมายถึง ทำไปโดยไม่รู้ ไม่ได้เจตนา

ประเภทที่ 2 กรรมให้ผลตามกาล มี 4 อย่าง คือ

1)ทิฏฐธรรมเวทนียกรรม กรรมให้ผลในปัจจุบันชาติ

2)อุปปัชชเวทนียกรรม กรรมให้ผลในชาติหน้า

3)อปรปริยายเวทนียกรรม หรืออปราปรเวทนียกรรม กรรมให้ผลในชาติต่อๆ ไป ให้ผลหลังจากอุปัชชเวทนียกรรม คือ ให้ผลเรื่อยไป สบโอกาสเมื่อใด ให้ผลเมื่อนั้น

4)อโหสิกรรม กรรมเลิกให้ผล หรือไม่ได้โอกาสให้ผล

ประเภทที่ 3 กรรมให้ผลตามหน้าที่ มี 4 อย่าง คือ

1)ชนกกรรม กรรมทำหน้าที่นำไปเกิด หรือส่งให้เกิดในกำเนิดต่างๆ เปรียบเสมือนมารดาของทารก ชนกกรรมนี้เป็นผลของอาจิณณกรรมบ้าง อาสันนกรรมบ้าง

2)อุปัตถัมภกกรรม กรรมทำหน้าที่สนับสนุน หรืออุปถัมภ์ เป็นเสมือนพี่เลี้ยงหรือ นางนม

3)อุปปีฬกกรรม กรรมทำหน้าที่บีบคั้น มีหน้าที่บีบคั้นกรรมดีกรรมชั่วให้เพลาลง

4)อุปฆาตกกรรม หรือ อุปัจเฉทกรรม กรรมทำหน้าที่ตัดรอน มีหน้าที่ตัดรอนกรรมทั้งฝ่ายกุศลและอกุศล

3.3.2 รายละเอียดของกรรม

รายละเอียดของกรรม 12 มีอธิบายดังต่อไปนี้11)

เมื่อกรรมนำไปปฏิสนธิในภพใหม่ คือ คนที่ทำกรรมดีไว้ย่อมไปเกิดในภพที่ดี คนทำ กรรมชั่วไว้มากไปเกิดในภพที่ชั่ว กรรมที่ส่งให้เกิดนั้น เรียกว่า ชนกกรรม สมมติว่าชนกกรรมฝ่ายดีส่งให้เกิดในตระกูลที่ดี มั่งคั่งด้วยทรัพย์สินสมบัติและบริวาร มีตระกูลสูง เขาเกิดเช่นนั้นแล้ว ไม่ประมาท หมั่นหาทรัพย์เพิ่มเติม รักษาทรัพย์เก่าให้มั่นคง มีความเคารพนบนอบต่อผู้ควรเคารพ ถนอมน้ำใจบริวารด้วยการสงเคราะห์ เอื้อเฟื้อ พูดจาไพเราะ ทำประโยชน์ให้ และวางตนเหมาะสม การกระทำเช่นนั้นเป็นอุปัตถัมภกกรรม ช่วยส่งเสริมผลของกรรมดีเก่า รวมกับกรรมใหม่ ทำให้มีความมั่งคั่งมากขึ้นมีบริวารดีมากขึ้น

ตรงกันข้าม ถ้าได้ฐานะเช่นนั้นเพราะกุศลกรรมในอดีตส่งผลให้แล้ว แต่ประมาท ผลาญทรัพย์สินด้วยอบายมุขนานาประการ เช่น เกียจคร้านทำการงานและคบมิตรเลว เป็นต้น กรรมของเขานั้นมีสภาพเป็นอุปปีฬกกรรม บีบคั้นให้ต่ำต้อยลงจนสิ้นเนื้อประดาตัว บริวารก็หมดสิ้น ถ้าเขาทำชั่วมากขึ้น กรรมนั้นจะกลายเป็นอุปฆาตกกรรม ตัดรอนผลแห่งกรรมดีเก่าให้ สิ้นไป กลายเป็นคนล่มจม สิ้นความรุ่งเรืองในชีวิต

อีกด้านหนึ่ง สมมติว่า บุคคลผู้หนึ่งเกิดมาลำบากยากเข็ญขัดสนทั้งทรัพย์และบริวาร รูปร่างผิวพรรณก็ไม่งาม เพราะอกุศลกรรมในชาติก่อนหลอมตัวเป็นชนกกรรมฝ่ายชั่ว เมื่อเกิดมาแล้วประกอบกรรมชั่วซ้ำเข้าอีกกรรมนี้มีสภาพเป็นอุปัตถัมภกกรรมช่วยสนับสนุนกรรมเก่าให้ทวีแรงขึ้น ทำให้ฐานะของเขาทรุดหนักลงไปกว่าเดิม

แต่ถ้าเกิดมาต่ำต้อยเช่นนั้นแล้วไม่ประมาท อาศัยความเพียรพยายามในทางที่ชอบ ถือเอาความอุตสาหะเป็นแรงหนุนชีวิต รู้จักคบมิตรดี กรรมของเขานั้นมีสภาพเป็นอุปปีฬกกรรม บีบคั้นผลของอกุศลกรรมเก่าให้เพลากำลังลง เขามีความเพียรในทางที่ชอบมากขึ้น ขวนขวายในทางบุญกุศลมากขึ้น กรรมของเขาแปรสภาพเป็นอุปฆาตกกรรมหรืออุปัจเฉทกกรรม ตัดรอนผลแห่งอกุศลกรรมเก่าให้ขาดสูญ จนในที่สุดเขาเป็นคนตั้งตนได้ดี มีหลักฐานมั่นคง

ที่กล่าวมานี้คือ กรรมจัดตามหน้าที่ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งว่าหน้าที่ของกรรม ซึ่งมีลักษณะหน้าที่ให้เกิด อุปถัมภ์ บีบคั้น และตัดรอน

ส่วนกาลที่ให้ผล และแรงหนักเบาของกรรมนั้นมีความสัมพันธ์กันมากคือ กรรมหนัก (ครุกรรม) ทั้งฝ่ายดี และฝ่ายชั่ว จะให้ผลในปัจจุบันทันตาเห็น(ทิฏฐธัมมเวทนียกรรม) ส่วนกรรมที่เป็นอาจิณ หรือพหุลกรรมนั้น ถ้ายังไม่มีโอกาสให้ผลในชาติปัจจุบันก็จะยกยอดไป ให้ผลในชาติถัดไป(อุปัชชเวทนียกรรม) และชาติต่อไป(อปราปรเวทนียกรรม) สุดแล้วแต่โอกาส ที่ท่านเปรียบเหมือนสุนัขไล่เนื้อ ทันเข้าเมื่อใดก็กัดเมื่อนั้น

กรรมที่บุคคลทำเมื่อจวนสิ้นชีวิต (อาสันนกรรม) นั้น มักให้ผลก่อนกรรมอื่น เพราะจิตไปหน่วงอารมณ์นั้นไว้แน่นไม่ว่าเป็นฝ่ายดีหรือฝ่ายชั่ว กรรมนั้นใกล้จุติจิตและใกล้ปฏิสนธิจิต แม้บางคราวจะมีกำลังน้อยก็ให้ผลก่อนกรรมอื่น เปรียบเหมือนรถติดไฟแดง เมื่อไฟเขียวอันเป็น สัญญาณให้รถไปได้เปิดขึ้น รถคันหน้าแม้มีกำลังวิ่งน้อยก็ออกได้ก่อน พอผ่านสี่แยกไปแล้ว รถที่มีกำลังดีกว่าย่อมแซงขึ้นหน้าไปได้

ในตำรา ท่านเปรียบผลของอาสันนกรรมว่าเหมือนวัวที่ขังรวมกันอยู่ในคอก รุ่งเช้ามาออ กันอยู่ที่ประตูคอก พอนายโคบาล (คนเลี้ยงโค) เปิดประตูคอก วัวตัวใดอยู่ใกล้ประตูที่สุด ไม่ว่า จะเป็นแม่โค ลูกโค หรือโคแก่ก็ตาม ย่อมออกมาได้ก่อน แต่เนื่องจากกำลังเพลา พอออกมาในที่โล่งแล้ว วัวตัวใดมีกำลังมาก วัวนั้นย่อมเดินขึ้นหน้าไป ผลของอาสันนกรรมให้ผลก่อนก็จริง แต่ให้ผลในระยะสั้น เมื่อสิ้นแรงของอาสันนกรรมแล้วก็เป็นโอกาสของอาจิณณกรรม หรือ พหุลกรรม คือ กรรมที่ตนทำจนเคยชิน ทำจนเป็นนิสัย

ส่วนกรรมที่ทำโดยไม่เจตนา ที่เรียกว่า กตัตตากรรม หรือกตัตตาวาปนกรรม สักแต่ว่าทำ นั้นให้ผลน้อยที่สุด กำลังเพลาที่สุด เมื่อกรรมอื่นไม่มีจะให้ผลแล้ว กรรมนี้จึงจะให้ผล เป็นเหมือน หนี้รายย่อยที่สุด

กรรมใดคอยโอกาสให้ผลอยู่ แต่ไม่มีโอกาสเลยจึงเลิกแล้วต่อกันไม่ให้ผลอีก กรรมนั้นเรียกว่า อโหสิกรรม เปรียบเหมือนเมล็ดพืชที่เก็บไว้นานเกินไปหรือถูกคั่วให้สุกด้วยไปเสียแล้ว ไม่มีโอกาสงอกขึ้นได้อีก

3.3.3 กรรมอย่างเดียวทำหน้าที่หลายอย่าง

กรรมอย่างเดียวกัน อาจเรียกชื่อต่างออกไปตามหน้าที่ กาล และความหนักเบา เช่น การฆ่ามารดาบิดาจัดเป็นกรรมหนัก(ครุกรรม) เมื่อให้ผลในปัจจุบัน เช่น ถูกฆ่าตอบ หรือต้องถูกจองจำได้รับทุกข์ทรมานในชาติปัจจุบัน พอเขาสิ้นชีพลงไปเสวยทุกข์ในนรก กรรมนั้นเป็นอุปัชชเวทนียกรรม กรรมนั้นเที่ยวติดตามให้ผลอยู่ภพแล้วภพเล่า กรรมนั้นเป็นอปราปรเวท-นียกรรม เมื่อให้ผลจนเต็มที่แล้วสมควรแก่เหตุแล้วก็เลิกให้ผล หรือผู้ทำกรรมนั้นสำเร็จเป็นพระอรหันต์เสียก่อน สิ้นชาติสิ้นภพแล้ว กรรมนั้นตามให้ผลไม่ได้อีก จึงกลายเป็นอโหสิกรรม เปรียบเหมือนบุคคลคนเดียวเรียกได้หลายอย่าง เช่น เป็นลูกของพ่อแม่ เป็นพ่อของลูก เป็นสามีของภรรยา เป็นนายของลูกน้อง เป็นครูของศิษย์ เป็นต้น

กรรมที่บุคคลทำแล้ว จะให้ผลครั้งเดียวพ้นไปก็หาไม่ ย่อมตามให้ผลครั้งแล้วครั้งเล่า ชาติแล้วชาติเล่าจนกว่าจะสิ้นแรงหมดไป เปรียบเหมือนต้นไม้ที่บุคคลปลูกไว้เพียงครั้งเดียว แต่ให้ผลเป็นร้อยๆ ครั้ง จนกว่าจะตายไป

ส่วนอาสันนกรรม คือ กรรมที่บุคคลทำเมื่อจวนตาย จะเป็นฝ่ายดีหรือฝ่ายชั่วก็ตาม ที่ว่าให้ผลก่อนนั้น เพราะมีช่วงใกล้ชิดกับการปฏิสนธิในภพใหม่ จึงให้ผลทันทีในขณะที่บุคคลเคลื่อนจากภพเก่าสู่ภพใหม่นั่นเอง แต่ให้ผลในระยะสั้นดังกล่าวแล้ว การตามให้ผลยั่งยืน เป็นหน้าที่ของอาจิณณกรรม คือ กรรมที่บุคคลทำเป็นประจำ

สมมติว่า บุคคลผู้หนึ่งทำความดีด้วยกาย วาจา ใจ เป็นอันมาก หมั่นประกอบบุญกุศลตลอดชีวิต แต่ชีวิตปุถุชนย่อมเคยประกอบกรรมชั่วมาบ้างไม่มากก็น้อย ถ้าในขณะใกล้ตาย เขามิได้ระลึกถึงบุญกุศลของเขาเลย กลับระลึกแต่บาปเล็กน้อยที่เคยทำ แรงบาปนั้นจะให้ผลทันที ส่งให้เขาถือปฏิสนธิในกำเนิดที่ต่ำทราม เช่นนรกหรือสัตว์เดรัจฉาน หรือถ้ามาเกิดเป็นมนุษย์ก็จะลำบากยากเข็ญอยู่ชั่วระยะหนึ่งเพียง 7 วัน 15 วัน หรือ 1 เดือน 1 ปี เป็นต้น แล้วผลแห่งอกุศลกรรมนั้นจะหมดกำลัง เปิดโอกาสให้ผลบุญกุศลที่เขาเคยสั่งสมไว้เป็นประจำให้ผลต่อไป เขาจะประสบความสุขความเจริญได้ที่พึ่งที่พักพิงอย่างดี และมีความสุขตลอดชีวิตใหม่

ในทางตรงกันข้าม บุคคลอีกผู้หนึ่งทำความชั่วเป็นอาจิณ แต่ถึงกระนั้น ก็เคยทำกรรมดี มาบ้างไม่มากก็น้อย เมื่อจวนเวลาตาย เขาระลึกถึงแต่กรรมดีที่เคยทำ เช่น เคยถวายภัตตาหาร แด่พระสงฆ์ เคยช่วยเหลือคนเจ็บ เคยช่วยชีวิตสัตว์ให้รอดตาย เป็นต้น เขามิได้ระลึกถึงกรรมชั่ว ระลึกถึงแต่กรรมดี หรือญาติพี่น้องให้เขาได้ให้ทาน รักษาศีล เจริญพระพุทธคุณ ในขณะนอน เจ็บเตรียมตัวตายอยู่ เขาระลึกถึงแต่ความดีแม้เพียงเล็กน้อย หากตายลงในขณะจิตเช่นนั้น เขาจะต้องไปถือปฏิสนธิในกำเนิดที่ดีก่อน แต่เนื่องจากผลแห่งกรรมดีน้อยมาก จึงหย่อนกำลังให้ผลเพียงเล็กน้อยแล้วหมด จึงเปิดโอกาสให้กรรมชั่วต่างๆ ที่เคยทำไว้รุมล้อมให้ผลต่อไป ทำให้ต้องรับทุกขเวทนา ประสบความเสื่อมต่างๆ แม้จะพยายามทำดีมากที่สุด แต่แรงแห่งอกุศลกรรมในอดีตคอยรังควานให้รำคาญเดือดร้อนอยู่ร่ำไป เพราะไม่มีแรงใดเสมอด้วยแรงกรรม

คนที่ทำความชั่วไม่มี ความดีไม่ปรากฏ กรรมที่ทำเมื่อจวนตาย มีความหมายมากสำหรับ เขา เหมือนแผ่นกระดาษที่ว่างเปล่า สีอะไรตกไปก็เด่นชัดมาก

ที่กล่าวมานี้เป็นเรื่องของกรรมที่จะส่งผลให้กับชีวิตของเราในสังสารวัฏ ไม่ว่ากรรมทางความคิด คำพูด หรือการกระทำที่ทำไปแล้ว ขึ้นชื่อว่าไม่ส่งผลนั้นเป็นไม่มี นั่นคือ จะต้อง มีวิบากติดตามไป

3.4 ความหมายของวิบาก

คำว่า วิบาก แปลว่า ผลที่เกิดขึ้น หมายถึง ผลแห่งกรรม

กรรมที่บุคคลประพฤติผ่านทางกาย วาจาและใจ ทั้งที่เป็นกุศลและอกุศล ย่อมมีผล แห่งการกระทำเสมอ วิบากจะเป็นประดุจเงาติดตามกรรม โดยมีกรรมเป็นเหตุและวิบากเป็น ผลเสมอ

กรรมและวิบากย่อมติดอยู่ในใจบุคคลผู้กระทำกรรม เปรียบดังโปรแกรมอันเป็นภาพ แห่งการกระทำและภาพแห่งผลของการกระทำ เมื่อใดที่บุคคลฝึกฝนใจให้หยุดนิ่ง เป็นสมาธิ หลุดพ้นจากกิเลส เมื่อนั้นย่อมสามารถรู้และเห็นกรรมและวิบากที่มีอยู่ในใจของตนและคนอื่นได้ ทั้งกรรมที่มีมาแต่อดีต และวิบากกรรมที่จะส่งผลต่อไปในอนาคต ดังที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า

“ เรานั้น เมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ ผุดผ่อง ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส จิตอ่อนควร แก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหว อย่างนี้แล้ว ได้น้อมจิตไปเพื่อญาณเครื่องรู้จุติและอุบัติของสัตว์ทั้งหลาย

เรานั้นย่อมเล็งเห็นหมู่สัตว์ผู้กำลังจุติ กำลังอุบัติ เลว ประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม ได้ดี ตกยาก ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ล่วงจักษุของมนุษย์ ย่อมรู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์ ผู้เข้าถึงตามกรรมว่า

หมู่สัตว์ผู้เกิดเป็นอยู่เหล่านี้ ประกอบด้วยกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ติเตียนพระ- อริยเจ้า เป็นมิจฉาทิฏฐิ ยึดถือการกระทำด้วยอำนาจมิจฉาทิฏฐิ หมู่สัตว์ผู้เกิดเป็นอยู่เหล่านั้น เบื้องหน้าแต่แตกกายตายไป เข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก

หรือว่าหมู่สัตว์ผู้เกิดเป็นอยู่เหล่านี้ ประกอบด้วยกายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต ไม่ติเตียนพระอริยเจ้า เป็นสัมมาทิฏฐิ ยึดถือการกระทำด้วยอำนาจสัมมาทิฏฐิ หมู่สัตว์ผู้เกิดเป็น อยู่เหล่านั้น เบื้องหน้าแต่แตกกายตายไป เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์

เราย่อมเล็งเห็นหมู่สัตว์ผู้กำลังจุติ กำลังอุบัติ เลว ประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม ได้ดี ตกยาก ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ล่วงจักษุของมนุษย์ ย่อมรู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์ผู้เข้าถึงตามกรรม ด้วยประการดังนี้”12)

3.5 ลักษณะของกรรมและวิบากกรรม

กรรมดีหรือกรรมชั่วที่บุคคลได้กระทำไว้ มิได้สูญหายไปไหน แต่จะคอยติดตามบุคคล ผู้กระทำอยู่เสมอ เหมือนเงาติดตามตัว

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแยกลักษณะของกรรมและการให้ผลของกรรมต่างๆ ไว้ ดังจะได้แสดงต่อไป

3.5.1 ลักษณะการให้ผลของกรรม

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสถึงกรรมและการให้ผลของกรรมไว้ในกุกกุโรวาทสูตร13) คือ

“ ดูก่อนปุณณะ กรรม 4 ประการนี้… กรรมดำ มีวิบากดำมีอยู่ กรรมขาว มีวิบากขาว มีอยู่”

กรรมทั้งดำทั้งขาว มีวิบากทั้งดำทั้งขาวมีอยู่ กรรมไม่ดำไม่ขาว มีวิบากไม่ดำไม่ขาวเป็นไปเพื่อความสิ้นกรรมมีอยู่”

มีคำอธิบายดังนี้

1.กรรมดำ มีวิบากดำ คือ กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม อันเป็นไปเพื่อความเบียดเบียน บุคคลนั้นย่อมเกิดในโลกที่มีการเบียดเบียน เมื่อเกิดในโลกที่มีการเบียดเบียนเช่นนั้น เขาย่อมได้กระทบกับผัสสะที่มีการเบียดเบียน ย่อมได้เสวยเวทนาอันเป็นไปเพื่อความเบียดเบียน มีความทุกข์โดยส่วนเดียว เช่นเดียวกับสัตว์นรกทั้งหลาย

2.กรรมขาวมีวิบากขาว คือ กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ของบุคคลใดไม่เป็นไป เพื่อความเบียดเบียน บุคคลนั้นย่อมเกิดในโลกที่ไม่มีการเบียดเบียน เมื่อเกิดในโลกที่ไม่มี การเบียดเบียน ย่อมกระทบกับผัสสะที่ไม่มีการเบียดเบียน ย่อมได้รับเวทนาอันไม่มี การเบียดเบียน เป็นสุขโดยส่วนเดียว ดังเช่นเทพเจ้าเหล่าสุภกิณหะ

3.กรรมทั้งดำทั้งขาว มีวิบากทั้งดำทั้งขาว คือ กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ของบุคคลใด เป็นไปเพื่อความเบียดเบียนบ้าง เป็นไปเพื่อความไม่เบียดเบียนบ้าง ย่อมกระทบกับผัสสะ อันเป็นไปเพื่อความเบียดเบียนบ้าง ไม่เป็นไปเพื่อความเบียดเบียนบ้าง เขาย่อมเสวยเวทนา อันเป็นไปเพื่อความเบียดเบียนบ้าง ไม่เป็นไปเพื่อความเบียดเบียนบ้าง เกลื่อนกล่นไปด้วยสุขและทุกข์ ดังเช่นมนุษย์ทั้งหลาย เทวดาบางพวก วินิบาตบางพวก

4.กรรมไม่ดำไม่ขาว มีวิบากไม่ดำไม่ขาว คือ เจตนาที่จะละกรรมทั้งปวง ทั้งกรรมดำ กรรมขาว และกรรมทั้งดำทั้งขาว กรรมเช่นนี้แหละย่อมเป็นไปเพื่อความสิ้นกรรม เช่น กรรมของพระอรหันต์

สรุปได้ว่า กรรมดำ คือ อกุศล ทุจริต กรรมขาว คือ กุศล สุจริต กรรมทั้งดำทั้งขาว คือ กรรมทั้งที่เป็นกุศลและอกุศล ทั้งทุจริตและสุจริต กรรมไม่ดำไม่ขาว คือ กรรมของพระอรหันต์ ถือว่าเป็นกิริยา ไม่มีผลเป็นสุขหรือทุกข์อีกต่อไปเรื่องวิบากแห่งกรรม เป็นเรื่องที่ละเอียดซับซ้อนและลึกซึ้งเกินกว่าที่จะคิดตรองตามให้รู้ทั่วถึงด้วยสติปัญญาของปุถุชนธรรมดาทั่วไป ดังนั้นพระพุทธองค์จึงตรัสถึงวิบากกรรมว่า เป็นอจินไตย ที่ถ้าหากใครคิดก็จะมีส่วนแห่งความเป็นบ้า ดังที่ตรัสไว้ในอจินติตสูตรว่า

“ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อจินไตย 4 อย่างนี้ไม่ควรคิด ผู้ที่คิดก็จะพึงมีส่วนแห่งความ เป็นบ้า ได้รับความลำบากเปล่า อจินไตย 4 คืออะไรบ้าง คือ

1.พุทธวิสัยแห่งพระพุทธเจ้าทั้งหลาย เป็นอจินไตยไม่ควรคิด ผู้ที่คิดก็จะพึงมีส่วนแห่งความเป็นบ้า ได้รับความลำบากเปล่า

2.ฌานวิสัยแห่งผู้ได้ฌาน เป็นอจินไตยไม่ควรคิด ผู้ที่คิด ก็จะพึงมีส่วนแห่งความเป็นบ้า ได้รับความลำบากเปล่า

3.วิบากแห่งกรรม เป็นอจินไตยไม่ควรคิด ผู้ที่คิด ก็จะพึงมีส่วนแห่งความเป็นบ้า ได้รับความลำบากเปล่า

4.โลกจินดา(ความคิดในเรื่องของโลก) เป็นอจินไตยไม่ควรคิด ผู้ที่คิดก็จะพึงมีส่วนแห่งความเป็นบ้า ได้รับความลำบากเปล่า”14)

วิบากแห่งกรรม เป็นของเฉพาะตนจะแบ่งปันเหมือนวัตถุสิ่งของ สืบทอดทางกรรมพันธุ์ ยกให้แก่ผู้อื่นหรือปัดกวาดเช็ดถูชะล้างออกไปจากใจย่อมไม่ได้ และวิบากแห่งกรรมย่อมติดตามบุคคลผู้กระทำไปได้ข้ามภพข้ามชาติ ตราบใดที่วิบากกรรมยังไม่ส่งผล กระทั่งหมดไปหรือกลายเป็นอโหสิกรรมแล้ว วิบากแห่งกรรมนั้นย่อมอยู่ในใจตลอดเวลา โดยรอคอยเวลาแห่งการส่งผลตามแต่โอกาส

3.5.2 การหยุดให้ผลของกรรม

กรรมนี้จะหยุดให้ผลด้วยเหตุผล 3 ประการ คือ

1.หมดแรง คือ ให้ผลจนสมควรแก่เหตุแล้ว เหมือนคนได้รับโทษจำคุก 2 ปี เมื่อถึงกำหนดแล้ว เขาย่อมพ้นจากโทษนั้น นอกจากในระหว่าง 2 ปีที่ถูกจองจำอยู่ เขาจะทำความผิดซ้ำเข้าอีก ถ้าในระหว่างถูกจองจำอยู่ เขาทำความดีมาก อาจได้ลดโทษลงเรื่อยๆ การให้ผลของกรรมก็ทำนองเดียวกัน โดยปกติธรรมดาจะให้ผลจนหมดแรง นอกจากเวลาที่กำลังให้ผลอยู่นั้น บุคคลผู้นั้นทำชั่วเพิ่มขึ้น มันก็จะให้ผลรุนแรงมากขึ้น ถ้าเขาทำดีเพิ่มขึ้น ผลชั่วก็จะเพลาลงในขณะที่กรรมดีกำลังให้ผล ถ้าเขาทำความดีเพิ่มขึ้น ผลดีก็จะมีกำลังมากขึ้น ถ้าเขาทำกรรมชั่วในขณะนั้น ผลของกรรมดีก็จะเพลาลง

2.กรรมจะหยุดให้ผล เมื่อกรรมอื่นเข้ามาแทรกเป็นครั้งคราว คือ กรรมดีจะหยุดให้ผลชั่วคราว เมื่อบุคคลทำกรรมชั่วแรงๆ เพื่อเปิดโอกาสให้กรรมชั่วอันมีกำลังเชี่ยวกรากให้ผลก่อน ถ้าขณะที่กรรมชั่วให้ผลอยู่ มันจะหยุดให้ผลชั่วคราว เมื่อบุคคลผู้นั้นทำกรรมดีแรงๆ เพื่อเปิดโอกาสให้กรรมดีให้ผลก่อน ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นการยากที่จะเข้าใจหรือเห็นกรรมและผลของกรรมโดยตลอดในช่วงชีวิตเดียว ฉะนั้น เรื่องกรรมและสังสารวัฏจึงมีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด เพื่อให้เข้าใจเรื่องกรรมโดยตลอดต้องพูดกันเรื่องสังสารวัฏ เมื่อมีสังสารวัฏคือการเวียนว่ายตายเกิด ก็ต้องสาวไปหากรรมดีกรรมชั่วในอดีต จึงจะสมบูรณ์

3.บุคคลผู้ทำกรรมได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ ตัดวัฏฏะคือการเวียนว่ายตายเกิดเสียได้ มีชีวิตอยู่เป็นชาติสุดท้าย ไม่เกิดในภพใหม่อีก วิญญาณของท่านผู้นั้นบริสุทธิ์หมดเชื้อ เหมือน เมล็ดพืชที่สิ้นยางเหนียวแล้ว ปลูกไม่ขึ้นอีกต่อไป

3.6 กรรมและการให้ผลกรรมในทางปฏิบัติ

ในการศึกษาเรื่องการให้ผลของกรรมในภาคปฏิบัติ ก่อนอื่นต้องทบทวนความรู้ในเรื่องเกี่ยวกับกิเลส ซึ่งเป็นต้นเหตุของกรรมและทำให้เกิดวิบากในเบื้องต้นก่อน

จากที่ได้ศึกษาเรื่องกิเลสนักศึกษาพอจะทราบแล้วว่า รากเหง้าของกิเลสเริ่มต้นมาจากอวิชชา แล้วขยายกว้างออกมาเป็นสังโยชน์ร้อยไส้อยู่ตลอดสาย ทั้งกายในภพและกายนอกภพ ตั้งแต่กายธรรมพระโสดาบัน กายธรรมพระสกิทาคามี กายธรรมพระอนาคามี ยกเว้นกายธรรม พระอรหัต หลังจากนั้นจะแตกแขนงกลายเป็นกิเลสตระกูลต่างๆ ตามอาการ คือ ความโลภ ความโกรธ และความหลง กิเลสทั้ง 3 ตระกูลจะหุ้มซ้อนอยู่ภายใน เห็น จำ คิด รู้ ของแต่ละกาย เมื่อใจออกจากศูนย์กลางกายไปรับรู้รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสหรือธรรมารมณ์ ตามฐานต่างๆ แล้วกลับมากระทบ เห็น จำ คิด รู้ ทำให้กิเลสที่นอนเนื่องอยู่ในใจซึ่งเป็นอนุสัยกิเลสฟูขึ้น เรียกว่า ปริยุฏฐานกิเลส ซึ่งยังเป็นกรรมในระดับมโนกรรม เมื่อถูกกระทบมากขึ้นจึงบังคับให้ เกิดการกระทำออกมาทางกาย วาจา แล้วก็กลายเป็นวีติกกมกิเลส

วีติกกมกิเลสทำให้เกิดการกระทำทางกายและวาจา ซึ่งเป็นส่วนของกรรม และกรรมที่คนเราแต่ละคนทำนั้น จะไปปรากฏเป็นดวง ซึ่งมีทั้งดวงบุญและดวงบาป ดวงไม่บุญไม่บาป ปรากฏอยู่ที่กลางจุดกำเนิดเดิม ซึ่งอยู่ในกลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ จุดกำเนิดเดิมนี้มีขนาดเล็กเท่าปลายเข็ม หรือที่บอกว่ามีขนาดเท่าปลายของขนเนื้อทรายเส้นหนึ่งที่เขาจุ่มในน้ำมันงาใสแล้วยกขึ้น เป็นจุดเล็กนิดเดียว ซึ่งเป็นจุดที่ทำให้เกิดมีชีวิตขึ้น ตอนที่พ่อแม่ประกอบธาตุธรรม แล้วมีปฏิสนธิวิญญาณมาอยู่ จุดกำเนิดนี้ก็จะทำให้เกิดเป็นกลลรูป คือ ส่วนของกายหยาบขึ้นจุดกำเนิดนี้เปรียบเหมือนเมล็ดโพธิ์ เมล็ดไทร ที่ทำให้เติบโต เป็นต้นไม้ใหญ่ได้

พระมงคลเทพมุนีได้อธิบายไว้ในคู่มือสมภารว่า

“ ในกลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายของแต่ละกาย มีดวงกลมซ้อนกันอยู่ 3 ดวง ดวงแรกมีสีเทาๆ อยู่ข้างนอก ได้แก่ ดวงอพยากฤตหรือธรรมกลาง ถัดเข้าไปในกลางดวงของธรรมกลางมีอีกดวงหนึ่งสีดำดุจนิล นั่นคือธรรมดำหรืออกุศลธรรม ส่วนดวงที่ 3 ซึ่งซ้อนอยู่กลางดวงธรรมดำมีสีขาวใสบริสุทธิ์ยิ่งนัก นั่นคือธรรมขาวหรือกุศลธรรม

ธรรมขาวนี้ ก็คือ ดวงบุญ

ธรรมดำ คือ ดวงบาป

ธรรมกลาง คือ ดวงไม่บุญไม่บาป

ดวงบุญ ดวงบาป และดวงไม่บุญไม่บาปนี้ มีขนาดของดวงไม่คงที่ บางคนก็มีดวงบาปโต บางคนก็มีดวงบุญโต ส่วนผู้ที่ไม่นิยมทำบุญทำบาป ก็มีดวงไม่บุญไม่บาปโต มีบุญมาก บาปและ ไม่บุญไม่บาปก็มีน้อย ถ้ามีบาปมาก บุญและไม่บุญไม่บาปก็ย่อมจะมีน้อย ดังนี้เป็นต้น”15)

ในแต่ละดวงที่เป็นดวงบุญ ดวงบาป หรือดวงไม่บุญไม่บาป จะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่เป็นกรรม อีกส่วนหนึ่งเป็นส่วนของวิบาก ส่วนที่เป็นกรรมจะมีภาพแห่งการกระทำที่เป็นเหตุที่ทำให้ดวงนั้นบันทึกอยู่ ส่วนของวิบากจะมีภาพที่เป็นผลของการกระทำบันทึกอยู่

โดยเวลาทำกรรมก็จะเกิดโปรแกรมขึ้นทั้ง 2 ส่วนทันทีและซ้อนละเอียดอยู่ภายใน ดวงบุญบาปและมีขนาดเท่ากัน เมื่อใดก็ตามที่กรรมยังไม่ส่งผลก็ยังเป็นดวงกรรม แต่เมื่อใดที่ส่ง ผล ก็เป็นส่วนของวิบาก เมื่อส่งผลก็จะส่งออกไปเป็นสายเหมือนการไหลออก ในส่วนของกุศล ก็เช่นเดียวกัน เมื่อมีกุศลเข้ามาบังคับจิตใจจึงอยากทำความดี เช่น การทำทาน เมื่อทำทานแล้ว ก็จะเกิดภาพติดเป็นโปรแกรมทั้ง 2 ส่วนลงไปในกลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ทันที

กรรมทั้ง 12 อย่างนั้นอยู่ในตัวเราทั้งหมด ในทางปฏิบัติ การให้ผลของกรรมนั้น ก็อาศัยดวงบุญ ดวงบาป เป็นผู้กำหนด ในที่นี้จะได้ยกตัวอย่างที่พระมงคลเทพมุนีได้กล่าวถึงลักษณะของบุญที่เป็นชนกกรรมนำไปเกิดดังนี้ ว่า

“ เมื่อรู้บุญติดอยู่เช่นนี้แล้ว เราจะไปทุกข์ยากอะไร แตกกายทำลายขันธ์ไป ก็เป็นหน้าที่ของบุญ เพราะบุญของเรามากอยู่แล้ว บุญจะจัดเป็นชนกกรรมนำไปเกิด ใครจะเป็นคนนำไปเกิด? ในเมื่อกายมนุษย์แตกดับไปแล้ว กายมนุษย์ละเอียดยังเหลืออยู่ อย่างเรานอนฝันไป ตายก็เหมือนกับนอนหลับฝันไป กายมนุษย์ละเอียดออกจากกายมนุษย์ไป เพราะกายมนุษย์นี้แตกดับเสียแล้ว

ดวงบุญในกายมนุษย์นี้ก็แตกดับหมด ดวงธรรมที่ให้เป็นกายมนุษย์ก็แตกดับ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ทำลายหมดไม่มีเหลือ แต่ว่าในกลางดวงธรรม ที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ละเอียดนั้น มีดวงบุญอีกดวงหนึ่งดวงบุญดวงนั้นแหละจะนำไปเกิดในตระกูลสูงๆ มีกษัตริย์มหาศาล มีทรัพย์สมบัติบริวาร นับจะประมาณไม่ได้ เศรษฐีมหาศาล พราหมณ์มหาศาล มีทรัพย์สมบัติบริวารนับประมาณไม่ได้คหบดีมหาศาลมีทรัพย์สมบัติบริวารนับประมาณไม่ได้ ให้เกิดในตระกูลสูงๆ อย่างเช่นนั้น

ทว่าในมนุษย์โลกไม่พอรับบุญขนาดใหญ่ๆ ขนาดนี้ ก็ให้ไปเกิดในสวรรค์ชั้นจาตุมหาราช ชั้นดาวดึงส์ ชั้นยามาพิภพ ชั้นดุสิต ชั้นนิมมานรดีและชั้นปรนิมมิตวสวัตตี ให้เกิดในกายทิพย์สูงขึ้นไป กายทิพย์ในชั้นจาตุมหาราช กายทิพย์ในชั้นดาวดึงส์ กายทิพย์ในชั้นยามาพิภพ กายทิพย์ในชั้นดุสิต กายทิพย์ในชั้นนิมมานรดี กายทิพย์ในชั้นปรนิมมิตวสวัตตี ในกามภพนี้อย่างใด อย่างหนึ่ง

กายมนุษย์ละเอียดพอส่งขึ้นไปถึงกายทิพย์ กายมนุษย์ละเอียดก็ดับเหมือนกัน ใน ดวงกายทิพย์ละเอียดก็ดับหมด ในดวงกายทิพย์ละเอียดก็ใช้ไปตามหน้าที่ นี่เขาเรียกว่า กมฺมวิปาโก อจินฺตโย

ลักษณะที่แสดงบาปกรรมที่บุญส่งผลให้เป็นไปเป็นชั้นๆ ยังไม่มีใครแสดงให้รู้ เพราะไม่ใช่เป็นของธรรมดาสามัญทั่วไป พวกมีธรรมกายเขาเห็นปรากฏชัดเจน เป็นชั้นๆ เป็นกายๆ ไปดังนี้”16)

3.7 กรรมกับการไปเกิดในภพภูมิต่างๆ

เราได้ศึกษาประเภทของกรรมมาแล้ว และรู้ลักษณะประเภทของกรรมต่างๆ เมื่อว่าโดยสังสารวัฏ การที่เรายังมีกิเลสและทำกรรมอยู่ ทำให้ต้องเกิดในภพภูมิต่างๆ (ซึ่งจะได้กล่าวถึงในบทต่อไป) กรรมที่เราได้ทำไว้นี้ สามารถจำแนกเหตุให้ไปบังเกิดในภพภูมิต่างๆ มี 4 อย่าง

1.อกุศลกรรม

2.กามาวจรกุศลกรรม

3.รูปาวจรกุศลกรรม

4.อรูปาวจรกุศลกรรม

กรรมอันเป็นเหตุให้ไปสู่อบายภูมิ คือทุจริตทางกาย วาจา ใจ ได้แก่การประกอบอกุศลกรรมบถ 10

กรรมอันเป็นเหตุให้ไปสู่กามสุคติภูมิ คือ กามกุศลกรรม 3 อย่าง ได้แก่ ทางกาย ทางวาจา และทางใจ ดังนี้

1.โดยกรรมทวาร คือ การประกอบกุศลกรรมบถ 10 ทางกาย วาจา ใจ

2.โดยประเภทของกุศล มี 3 อย่าง คือ ทาน ศีล ภาวนา

3.โดยอำนาจแห่งการเกิดขึ้นของกุศลจิต มี 8 อย่าง

กรรมอันเป็นเหตุให้ไปสู่รูปพรหมภูมิ คือ รูปาวจรกุศลกรรม 5 อย่าง ไม่ใช่กระทำทางกาย วาจา แต่เป็นมโนกรรม การกระทำทางใจอย่างเดียว คือ สำเร็จได้ด้วยภาวนามัย และ อัปปนาฌาน ว่าด้วยประเภทแห่งองค์ฌานแล้วมี 5 อย่าง

กรรมอันเป็นเหตุให้ไปสู่อรูปพรหมภูมิ คือ อรูปกุศลกรรม 4 อย่าง

อรูปาวจรกุศลกรรมก็เป็นมโนกรรมทางเดียว สำเร็จด้วยภาวนามัยเช่นกัน และถึง อัปปนาฌาน เมื่อว่าโดยประเภทแห่งอารมณ์ของฌานแล้ว มี 4 อย่าง

ส่วนกรรมอันเป็นเหตุให้บรรลุมรรคผลนิพพานได้นั้น ต้องเป็นผู้มีปัญญาแก่กล้า สามารถไถ่ถอนเครื่องผูกมัด คือ ตัณหา ออกเสียได้ด้วยการปฏิบัติตนอยู่ในศีล สมาธิอันดีมาเป็นเวลานาน แล้วทำการเจริญวิปัสสนาจนถึงจิตระดับหนึ่งเรียกว่า ปฏิสังขาญาณ เห็นจิต เจตสิกว่าเป็นของไม่เที่ยง บรรลุถึงพระนิพพานโดยมรรคญาณ ผลญาณตามลำดับ ตราบเข้าสู่ พระนิพพาน อันเป็นธรรมที่สงบจากสังขารธรรมทั้งปวง

ประโยชน์สำคัญที่เราควรจะได้รับจากการศึกษาเรื่องกฎแห่งกรรม คือ ความรู้ ความเข้าใจในความเป็นจริงของชีวิต และความเป็นผู้ไม่ประมาทในการดำเนินชีวิต หากเราเป็น ผู้ปรารถนาจะประสบพบเจอหรือได้รับแต่สิ่งที่ดีงาม นำมาซึ่งความสุขความเจริญรุ่งเรืองแก่ชีวิต ของตนแล้ว เราทุกคนก็พึงประกอบแต่กรรมที่เป็นกุศล และเว้นขาดจากกรรมที่เป็นอกุศลทั้งปวง กระทั่งบรรลุมรรคผลนิพพาน

1) มหามกุฏราชวิทยาลัย, พระไตรปิฎกภาษาบาลี ฉบับสยามรัฐ, กรุงเทพฯ : มหามกุฏราชวิทยาลัย, 2525, เล่มที่ 13 ข้อที่ 707 หน้า 648. (สุตฺตนฺตปิฏเก มชฺฌิมปฺณฺาสกํ มชฺฌิมปณฺณาสกํ พฺราหฺมณวคฺโค ปญฺจโม วาเสฏฺฐสุตฺตํ อฏฺฐมํ).
2) วาเสฏฐสูตร ขุททกนิกาย สุตตนิกาย, มก. เล่มที่ 47 หน้า 581.
3) เวนสาขชาดก ขุททกนิกาย ชาดก. มก. เล่มที่58 หน้า 723-724.
4) อภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี อัฏสาลินี, มก. เล่มที่ 75 หน้า 232.
5) อภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ, สยามรัฐ เล่มที่ 37 ข้อ 1281 หน้า 422.
6) ปฐมนิทานสูตร, อังคุตตนิกาย ติกนิบาต, มก. เล่มที่ 34 ข้อ 551 หน้า 521.
7) , 9) เขมสูตร สังยุตตนิกาย สคาถวรรค, มก. เล่มที่ 24 ข้อ 281 หน้า 367.
8) ปฐมนิทานสูตร, อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต, มก. เล่มที่ 34 ข้อ 551 หน้า 520.
10) ปรีชา คุณาวุฒิ, พุทธปรัชญาเรื่องกรรมและการให้ผลของกรรม, วิทยานิพนธ์อักษรศาสตรมหาบัณฑิต, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2521.
11) วศิน อินทสระ, หลักกรรมและการเวียนว่ายตายเกิด, กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์ธรรมดา, 2543, หน้า 17-22.
12) วินัยปิฎก มหาวิภังค์ ปฐมภาค, มก. เล่มที่ 1 หน้า 8.
13) กุกกุโรวาทสูตร มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ คหปติวรรค, มก. เล่มที่ 20 ข้อ 88 หน้า 189.
14) อังคุตตรกนิกาย จตุกนิบาต, เล่มที่ 35 ข้อ 77 หน้า 235.
15) น.ส. ฉลวย สมบัติสุข, คู่มือสมภาร, กรุงเทพฯ : ศิริวัฒนาอินเตอร์พรินท์, 2545, หน้า 51-52.
16) วัดปากน้ำภาษีเจริญและสมาคมศิษย์หลวงพ่อวัดปากน้ำ, มรดกธรรมของหลวงพ่อวัดปากน้ำ (พระมงคลเทพมุนี), กรุงเทพฯ : อมรินทร์ พริ้นติ้ง แอนด์ พับลิชชิ่ง, 2537, หน้า 373.
md408/3.txt · แก้ไขครั้งล่าสุด: 2015/03/15 16:55 (แก้ไขภายนอก)
 
เว้นแต่จะได้แจ้งไว้เป็นอื่นใด เนื้อหาบนวิกินี้ถูกกำหนดสิทธิ์ไว้ภายใต้สัญญาอนุญาติต่อไปนี้: CC Attribution-Noncommercial 3.0 Unported
Recent changes RSS feed Donate Powered by PHP Valid XHTML 1.0 Valid CSS Driven by DokuWiki