บทที่ 11 วิปัสสนาภูมิในภาคปฏิบัติ

บทที่ 11 วิปัสสนาภูมิในภาคปฏิบัติ

  • 11.1 ขันธ์ 5
    • 11.1.1 ขันธ์ 5 ส่วนละเอียด
    • 11.1.2 ขันธ์ 5 ส่วนกลาง
    • 11.1.3 ขันธ์ 5 ส่วนหยาบ
    • 11.2 อายตนะ 12
  • 11.3 ธาตุ 18
    • 11.3.1 ลักษณะของธาตุ 18
    • 11.3.2 กระบวนการทำงานรับรู้อารมณ์
  • 11.4 อินทรีย์ 22
  • 11.5 อริยสัจ 4
    • 11.5.1 ลักษณะของอริยสัจ 4
    • 11.5.2 การพิจารณาอริยสัจ 4 เป็นพระอริยบุคคล
  • 11.6 ปฏิจจสมุปบาท
    • 11.6.1 ความสำคัญของปฏิจจสมุปบาท
    • 11.6.2 ลักษณะของปฏิจจสมุปบาท
    • 11.6.3 ลักษณะความเป็นปัจจัยของปฏิจจสมุปบาท
    • 11.6.4 วงจรปฏิจจสมุปบาท

แนวคิด

1.ขันธ์ 5 ในภาคปฏิบัติประกอบด้วย ขันธ์ 5 ส่วนละเอียด ส่วนกลาง และส่วนหยาบ

2.อายตนะ 12 แบ่งเป็นอายตนะภายใน และอายตนะภายนอก มีลักษณะเป็นดวง กลมใส ซ้อนอยู่ในกลางกำเนิดธาตุธรรมเดิม

3.ธาตุ 18 มีลักษณะเป็นดวงกลม ใสๆ ซ้อนๆ กันอยู่ถัดจากอายตนะ 12 ในกลางกำเนิด ธาตุธรรมเดิม เป็นส่วนที่ควบคุมระบบการรับรู้ของร่างกายและจิตใจ

4.อินทรีย์ 22 มีลักษณะเป็นดวงกลม 22 ดวง ซ้อนอยู่ถัดจากธาตุ 18 เป็นส่วนควบคุมภาวะต่างๆ ของชีวิตและการบรรลุธรรม

5.อริยสัจ 4 เป็นดวงกลมซ้อนในกลางอินทรีย์ 22 เกี่ยวข้องกับขั้นตอนการบรรลุธรรม และหมดกิเลส

6.ปฏิจจสมุปบาท มี 12 ประการ เป็นสายวงจรของสังสารวัฏ เกี่ยวข้องกับการตัดวงจรสังสารวัฏเพื่อเลิกเวียนว่ายตายเกิด เพื่อเข้าสู่นิพพาน

วัตถุประสงค์

1.เพื่อให้นักศึกษาเข้าใจและสามารถอธิบายลักษณะของขันธ์ 5 ในภาคปฏิบัติได้

2.เพื่อให้นักศึกษาเข้าใจและสามารถอธิบายลักษณะของอายตนะ 12 ในภาคปฏิบัติได้

3.เพื่อให้นักศึกษาเข้าใจและสามารถอธิบายลักษณะและการทำงานของธาตุ 18 ในภาคปฏิบัติได้

4.เพื่อให้นักศึกษาเข้าใจและสามารถอธิบายลักษณะของอินทรีย์ 22 ในภาคปฏิบัติได้

5.เพื่อให้นักศึกษาเข้าใจและสามารถอธิบายลักษณะของอริยสัจ 4 และขั้นตอนการบรรลุอริยภูมิได้

6.เพื่อให้นักศึกษาเข้าใจและสามารถอธิบายลักษณะของปฏิจจสมุปบาท และการตัดวงจร สังสารวัฏได้

การศึกษาวิปัสสนาภูมิที่ผ่านมา เป็นการศึกษาในภาคปริยัติที่มีการศึกษาเล่าเรียนกันทั่วไป ปรากฏเป็นหลักฐานทางคัมภีร์ และตำรับตำราต่างๆ พอให้เข้าใจในลักษณะพื้นฐานของวิปัสสนาภูมิ เป็นการเข้าใจในระดับสุตมยปัญญา และจินตมยปัญญาเท่านั้น แต่การเจริญวิปัสสนาที่แท้จริง จนเข้าใจอย่างถ่องแท้ และเป็นหนทางเพื่อการหลุดพ้นได้นั้น จะเกิดขึ้นได้ต้องศึกษาด้วยภาวนามยปัญญา

พระเดชพระคุณหลวงปู่วัดปากน้ำภาษีเจริญ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) ผู้ค้นพบ วิชชาธรรมกายท่านได้กล่าวถึงสมถะและวิปัสสนาเอาไว้ว่า

”…สมถะเป็นวิชชาเบื้องต้น พุทธศาสนิกชนต้องเอาใจใส่ คือ แปลความว่า สงบระงับใจ เรียกว่า สมถะ

วิปัสสนาเป็นขั้นสูงกว่าสมถะ ซึ่งแปลว่าเห็นแจ้ง เป็นธรรมเบื้องสูง เรียกว่าวิปัสสนา สมถะวิปัสสนา 2 อย่างนี้ เป็นธรรมอันสุขุมลุ่มลึกในทางพระพุทธศาสนา…

ตั้งแต่กายมนุษย์ถึงกายอรูปพรหมละเอียด แค่นั้นเรียกว่า ขั้นสมถะ ตั้งแต่กายธรรมโคตรภูทั้งหยาบทั้งละเอียด จนกระทั่งถึงกายพระอรหัตทั้งหยาบทั้งละเอียดนี้ ขั้นวิปัสสนา ทั้งนี้ที่เรามาเรียนสมถวิปัสสนาวันนี้ ต้องเดินแนวนี้ ผิดแนวนี้ไม่ได้ และก็ต้องเป็นอย่างนี้ ผิดอย่างนี้ไปไม่ได้ ผิดอย่างนี้ไปก็เลอะเหลว ต้องถูกแนวนี้.”1)

สมถะหมายเอาตั้งแต่ใจหยุด จิตปราศจากนิวรณ์ จนถึงกายอรูปพรหม

ส่วนวิปัสสนาหมายเอา ตั้งแต่เข้าถึงธรรมกายโคตรภู จนถึงธรรมกายพระอรหัตละเอียด เพราะมีธรรมกายจึงจะไปรู้ไปเห็นแจ้งได้ในสิ่งที่วิเศษ สิ่งที่คนทั่วไปไม่เห็น การจะศึกษาวิปัสสนาต้องมีธรรมจักขุของพระธรรมกายเสียก่อน จึงจะไปรู้ไปเห็นในเรื่องขันธ์ 5 อายตนะ 12 ธาตุ 18 อินทรีย์ 22 อริยสัจ 4 ปฏิจจสมุปบาทได้

แต่อย่างไรก็ตาม การจะมีจักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่างได้ ก็ต้องเริ่มจากใจหยุด ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ 7 ก่อน จะเกิดวิปัสสนาภูมิก็ต้องมีสมถะคือใจหยุดนิ่งก่อนเสมอ

ดังนั้น การศึกษาวิปัสสนาภูมิสิ่งสำคัญที่สุด ก็คือ การทำสมาธิจนเข้าถึงพระธรรมกาย และใช้ตาและญาณของธรรมกายไปรู้และเข้าใจสิ่งที่เป็นวิปัสสนาภูมินั้น จึงจะรู้และเข้าใจอย่างแท้จริงได้

สำหรับการศึกษาในบทเรียนนี้ จะได้นำสิ่งที่เป็นวิปัสสนาภูมิ ที่เป็นความรู้ที่ลึกซึ้งมาถ่ายทอด พอให้เห็นและตรองตามได้ แต่อย่างไรก็ตาม การศึกษาวิปัสสนาภูมิให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ นักศึกษาจะต้องไปศึกษาด้วยตนเอง ด้วยการปฏิบัติให้เข้าถึงพระธรรมกายภายในจากนั้นจึงจะไปศึกษาวิชชาธรรมกายต่อไป

11.1 ขันธ์ 5

เป้าหมายของการศึกษาเรื่องขันธ์ 5 ก็เพื่อให้รู้ว่าชีวิตประกอบด้วยอะไร เมื่อรู้องค์ประกอบของชีวิต เราจะรู้ลักษณะที่แท้จริงของชีวิต คือ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา และจะปล่อยวางจากสิ่งนั้นได้

ขันธ์ 5 มีทั้งส่วนหยาบและส่วนละเอียด ซึ่งในกายมนุษย์มีขันธ์ 5 อยู่ 3 ส่วนด้วยกัน คือ ส่วนละเอียด ส่วนกลาง และส่วนหยาบ

11.1.1 ขันธ์ 5 ส่วนละเอียด

ขันธ์ 5 ในส่วนละเอียด ซ้อนอยู่ในกลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ ตรงกลางกำเนิดธาตุธรรมเดิมนั้นก็จะเห็นเป็นดวงกลมใสดวงเล็กๆ ซ้อนกันอยู่เป็นชั้นๆ เข้าไปข้างใน ขนาดประมาณเท่าเมล็ดโพธิ์ เมล็ดไทร หรือเท่าหยาดน้ำมันงาที่ใส ติดอยู่ที่ปลายขนจามรีที่มัชฌิมบุรุษ2) สลัดเสียแล้ว 7 ครั้ง ตั้งอยู่ในกำเนิดธาตุธรรมเดิมนั้นแหละ คือ รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ และวิญญาณขันธ์ ซ้อนกันอยู่เป็นชั้นๆ เข้าไปข้างในใสละเอียดยิ่งกว่ากันตามลำดับ3)

เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ และวิญญาณขันธ์ ซึ่งเป็นธาตุละเอียดนี้เองที่ขยายส่วนออกมาเป็นส่วนหยาบออกมาเป็น ดวงเห็น ดวงจำ ดวงคิด และดวงรู้

11.1.2 ขันธ์ 5 ส่วนกลาง

007.jpg

ขันธ์ 5 ในส่วนกลางนี้ จะมีดวงธาตุอยู่ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ 7 เป็นดวงธาตุที่ทำหน้าที่ควบคุมโปรแกรมต่างๆ ในร่างกาย คือ ควบคุมธาตุหยาบต่างๆ ในร่างกาย โดยทำหน้าที่เชื่อมโยงกับดวงธรรมที่ทำให้เป็นมนุษย์ซึ่งอยู่ที่ฐานที่ 6 ในดวงธาตุนี้มีศูนย์ประกอบด้วย 5 ศูนย์ คือ ดินอยู่ขวา น้ำอยู่หน้า ลมอยู่ซ้าย ไฟอยู่หลัง วิญญาณอยู่ตรงกลาง และยังมีอากาสธาตุอยู่รอบๆ ดวงวิญญาณธาตุ

ธาตุทั้ง 4 คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ เป็นส่วนของรูป

อากาสธาตุและวิญญาณธาตุเป็นส่วนของนาม โดยดวงวิญญาณธาตุจะอยู่ในอากาสธาตุ และดวงวิญญาณธาตุนั้นจะมี เห็น จำ คิด รู้ ที่รวมเรียกว่า ใจ

ดวงเห็น จะมีขนาดประมาณเท่ากับกระบอกตา ธาตุเห็นอยู่ในกลางดวงนี้ มีหน้าที่รับอารมณ์ หรือเสวยอารมณ์

ดวงจำ จะมีขนาดประมาณเท่ากับตาขาว หรือดวงตาทั้งหมด ธาตุจำอยู่ในท่ามกลางดวงนี้ มีหน้าที่รวบรวมและจดจำอารมณ์

ดวงคิด จะมีขนาดประมาณเท่าตาดำ ธาตุคิดอยู่ในท่ามกลางดวงนี้ มีหน้าที่คิด หรือน้อมไปสู่อารมณ์ ไม่ว่าจะอยู่ไกลแสนไกล ก็ไปถึงได้โดยลำพัง

ดวงรู้ จะมีขนาดประมาณเท่าแววตาดำข้างใน ธาตุรู้อยู่ในท่ามกลางดวงนี้ มีหน้าที่รู้หรือรับรู้อารมณ์4)

จะเห็นได้ว่าวิญญาณธาตุต่างจากวิญญาณขันธ์ วิญญาณธาตุคือใจทั้งหมด คือ เห็น จำ คิด รู้ ส่วนวิญญาณขันธ์คือส่วนรู้ เป็นเพียงแค่ผลงานของดวงรู้เท่านั้นเอง

เห็น จำ คิด รู้ นี้เอง ที่ขยายส่วนออกมาอีกเป็น กาย ใจ จิต วิญญาณ ของมนุษย์หรือสัตว์ทั้งหลาย

11.1.3 ขันธ์ 5 ส่วนหยาบ

รูป คือ สิ่งที่มองเห็นได้ และสัมผัสได้ เป็นส่วนของร่างกายนี้ ประกอบด้วยธาตุ 4 คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ เช่น ธาตุดินคือเนื้อหนัง ขน เล็บ ฟัน เป็นต้น ธาตุน้ำคือน้ำเลือด น้ำหนอง น้ำตา เป็นต้น ธาตุลมคือลมที่พัดอยู่ภายในช่องท้อง ลมหายใจเข้าออก เป็นต้น ธาตุไฟคือความร้อน จากไออุ่นในร่างกาย เป็นต้น

นาม คือ ส่วนของใจ ประกอบด้วยธรรมชาติ 4 อย่าง ซึ่งต่างก็ทำหน้าที่ต่างๆ กัน ดังนี้

1.ธรรมชาติที่ทำหน้าที่เสวยอารมณ์ เรียกว่า เวทนา

2.ธรรมชาติที่ทำหน้าที่จดจำ หรือรวบรวมอารมณ์ไว้ภายใน เรียกว่า สัญญา

3.ธรรมชาติที่ทำหน้าที่คิด หรือที่เรียกว่า จิต มีชื่อเรียกว่า สังขาร

4.ธรรมชาติที่ทำหน้าที่รู้ หรือรับรู้อารมณ์ มีชื่อเรียกว่า วิญญาณ5)

เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ธรรมชาติ 4 อย่างนี้เรียกว่า ใจ และต่างก็ทำหน้าที่ต่างๆ กัน แต่สัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิดจนแทบจะแยกไม่ออก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บางท่านอาจเข้าใจไปว่าเป็นธรรมชาติเดียวกัน บางท่านเข้าใจว่า จิตและวิญญาณ เป็นธรรมชาติเดียวกันก็มี

เมื่อพิจารณาถึงพฤติกรรมของธรรมชาติที่น้อมไปหาอารมณ์ในแต่ละขณะ เมื่อจิตจะน้อมไปสู่อารมณ์ใดก็ตาม ย่อมกระทบกระเทือนถึงธรรมชาติอื่นๆ ได้แก่ ธรรมชาติที่ทำหน้าที่เสวยอารมณ์ คือ เวทนา กระเทือนถึงธรรมชาติที่ทำหน้าที่จดจำหรือรวบรวมอารมณ์ไว้ภายใน คือ สัญญา และธรรมชาติที่ทำหน้าที่รู้ หรือรับรู้อารมณ์ ที่เรียกว่า วิญญาณ อีกประการหนึ่ง ให้ทำหน้าที่พร้อมกันไปในตัวเสร็จ เป็นอัตโนมัติ

ธรรมชาติทั้ง 4 อย่างนี้มีอุปมาดั่งข่ายของใยแมงมุม ซึ่งไม่ว่าจะมีอะไรมากระทบส่วนหนึ่ง ส่วนใดของข่ายนั้นให้กระเทือนแล้ว ส่วนอื่นๆ ย่อมได้รับความกระทบกระเทือนถึงกันหมดทั้ง ข่ายนั้น ธรรมชาติที่น้อมไปหาอารมณ์และทำหน้าที่พร้อมกันหมดทั้ง 4 นี้เองที่มีชื่อว่า ใจ6)

ดวงคิด หรือ จิตนั้น ลอยอยู่ในเบาะน้ำเลี้ยงของหัวใจอันใสบริสุทธิ์ มีประมาณเท่าหนึ่ง ซองมือของผู้เป็นเจ้าของ และจิตนี้ โดยสภาพเดิมของมันแล้ว เป็นธรรมชาติที่ผ่องใส จึงมีชื่อว่า ปัณฑระ แต่เนื่องจากจิตมักตกไปในอารมณ์ที่น่าใคร่ และมักน้อมไปสู่อารมณ์ภายนอกตัวเองอยู่เสมอ จึงเปิดช่องให้กิเลสเข้ามาทำให้จิตใจเศร้าหมอง ไม่ผ่องใส สีน้ำเลี้ยงของจิตจึงเปลี่ยนสีไปตามสภาพของกิเลสแต่ละประเภทที่ผ่านเข้ามานั้น เป็นต้นว่า เมื่อจิตระคนด้วยโลภะหรือราคะก็จะเห็นเป็นสีชมพู หรือเกือบเป็นสีแดง เมื่อจิตระคนด้วยโทสะก็จะมีสีเกือบดำ และถ้า จิตระคนด้วยโมหะ ก็จะมีสีขุ่น เทาๆ หรือสีตะกั่วตัดก็มี ขึ้นอยู่ที่สภาพของกิเลสว่าหนักเบาเพียงใด

นอกจากนี้ อาการลอยของจิตในเบาะน้ำเลี้ยงของหัวใจนั้น ก็บอกอาการของจิตว่าฟุ้งซ่าน หรือเซื่องซึม หรือปกติ หรือหยุดอยู่ในอารมณ์เดียวเพียงใด กล่าวคือ ถ้าจิตลอยอยู่เหนือระดับน้ำเลี้ยงของหัวใจมาก ก็แสดงอาการของจิตว่า ฟุ้งซ่านมาก ถ้าลอยอยู่เหนือระดับน้ำเลี้ยงของหัวใจเพียงเล็กน้อย ก็นับว่ามีสภาพปกติธรรมดา ถ้าลอยปริ่มพอดีกับระดับน้ำเลี้ยงของหัวใจก็อยู่ในเอกัคคตารมณ์ และถ้าจมลงมาก ก็หลับไปเลย อย่างนี้เป็นต้น7)

ในขันธ์ทั้ง 5 คือ รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ และวิญญาณขันธ์ ก็มี เห็น จำ คิด รู้ ทั้งสี่อย่าง เจืออยู่ด้วยทุกขันธ์8) อธิบายว่า ขันธ์ในส่วนหยาบแต่ละขันธ์ก็จะมีขันธ์ในส่วนกลางทุกขันธ์อยู่ด้วย

ที่กล่าวมานี้เป็นขันธ์ 5 ในส่วนละเอียด ส่วนกลางและส่วนหยาบ ในทางปฏิบัติ เมื่อเพ่งลงไปที่กลางวิญญาณขันธ์ ซึ่งเป็นขันธ์ 5 ส่วนละเอียด (อยู่ในกลางจุดกำเนิดเดิม) ก็จะเห็นธาตุธรรมส่วนละเอียดของอายตนะทั้ง 12 ซ้อนอยู่เป็นชั้นๆ เข้าไปข้างในอีก

11.2 อายตนะ 12

อายตนะ 12 หมายถึง แดนติดต่อให้จิตหรือวิญญาณกับอารมณ์คือสิ่งเร้าได้ติดต่อกันแล้วสำเร็จ เป็นการเห็น การได้ยิน การได้กลิ่น การลิ้มรส การสัมผัส การรับรู้

อายตนะนั้น มี 12 คือ แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ อายตนะภายใน และอายตนะภายนอก

1.อายตนะภายใน คือ แดนติดต่อในการรับภายใน มีอยู่ 6 ได้แก่

1)จักขายตนะ แดนติดต่อ คือ ตา หมายถึง ประสาทรับรูปต่างๆ ได้อยู่ในลูกนัยน์ตา บางทีเรียกว่า จักขุปสาท หรือจักขุประสาท

2)โสตายตนะ แดนติดต่อ คือ หู หมายถึง ประสาทที่รับฟังเสียงได้ อยู่ในช่องหู

3)ฆานายตนะ แดนติดต่อคือ จมูก หมายถึง ประสาทที่สูดกลิ่นได้อยู่ในช่องจมูก

4)ชิวหายตนะ แดนติดต่อคือ ลิ้น หมายถึง ประสาทที่ลิ้มรสได้ อยู่ที่แผ่นลิ้น

5)กายายตนะ แดนติดต่อคือ กาย หมายถึง ประสาทที่ได้รับสัมผัส

6)มนายตนะ แดนติดต่อคือ มนหรือใจ หมายถึง จิต

2.อายตนะภายนอก คือ แดนติดต่อภายนอก มีอยู่ 6 ได้แก่

1)รูปายตนะ แดนติดต่อคือ รูป ได้แก่ สิ่งที่เห็นได้ด้วยตา

2)สัททายตนะ แดนติดต่อคือ เสียง ได้แก่ สิ่งที่ได้ยินได้ด้วยหู

3)คันธายตนะ แดนติดต่อคือ กลิ่น ได้แก่ สิ่งที่สูดได้ด้วยจมูก

4)รสายตนะ แดนติดต่อคือ รส ได้แก่ สิ่งที่ลิ้มได้ด้วยลิ้น

5)โผฏฐัพพายตนะ แดนติดต่อคือ สิ่งที่สัมผัสทางกาย ได้แก่ สิ่งที่มาถูกต้องกระทบ

6)ธัมมายตนะ แดนติดต่อคือ สิ่งที่ได้ยินมาทราบมาแล้วทางประสาทสัมผัสแล้วจิตหรือวิญญาณเก็บสะสมๆ ไว้

ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เป็นอายตนะภายใน แต่ถ้าไม่มีสิ่งใดมากระทบมันก็เป็นเพียงธาตุ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ธรรมารมณ์ เป็นอายตนะภายนอก ถ้าไม่ได้ไปกระทบกับสิ่งใดก็เป็นเพียงธาตุเช่นกัน ดังนั้นเมื่อธาตุทั้ง 2 ประเภทมากระทบกันจึงเกิดเป็นอายตนะขึ้น

ธาตุธรรมละเอียดเหล่านี้ มีลักษณะสัณฐานเป็นดวงกลมใสดวงเล็กๆ ซ้อนกันอยู่เป็นชั้นๆ ใส ละเอียดกว่ากันเข้าไปตามลำดับ ตรงกลางสฬายตนะที่ละเอียดนี้ ยังมีธาตุธรรมละเอียดของธาตุทั้ง 18 ซ้อนอยู่อีก

11.3 ธาตุ 18

11.3.1 ลักษณะของธาตุ 18

ธาตุทั้ง 18 แบ่งเป็น 3 หมวด คือ

1.ธาตุรับ ได้แก่

จักขุธาตุ คือ ธาตุเห็น หรือธาตุรับรูป

โสตธาตุ คือ ธาตุได้ยิน หรือธาตุรับเสียง

ฆานธาตุ คือ ธาตุได้กลิ่น หรือธาตุรับกลิ่น

ชิวหาธาตุ คือ ธาตุรับรส

กายธาตุ คือ ธาตุรับสิ่งสัมผัสทางกาย

มโนธาตุ คือ ธาตุสำหรับรับอารมณ์ทางใจ

2. ธาตุกระทบ ได้แก่

รูปธาตุ คือ ธาตุของรูป สี สัณฐาน

สัททธาตุ คือ ธาตุของเสียง

คันธธาตุ คือ ธาตุของกลิ่น

รสธาตุ คือ ธาตุของรส

โผฏฐัพพธาตุ คือ ธาตุอันเป็นสิ่งสัมผัสทางกาย

ธัมมธาตุ คือ ธาตุอารมณ์ทางใจ เป็นธาตุปรุงแต่ง คืออารมณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นมาจากการปรุงแต่งของจิตตัวเอง การได้เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น รับรส สัมผัส หรือว่าแม้กระทั่งปรุงแต่ง จากจิตของมันเอง เป็นธาตุพิเศษ

3. ธาตุรับรู้ ได้แก่

จักขุวิญญาณธาตุ คือ ธาตุรับรู้ หรือเห็น รูป สี และสัณฐาน

โสตวิญญาณธาตุ คือ ธาตุรับรู้ หรือได้ยินเสียง

ฆานวิญญาณธาตุ คือ ธาตุรับรู้ หรือได้กลิ่น

ชิวหาวิญญาณธาตุ คือ ธาตุรับรู้ หรือได้รับรส

กายวิญญาณธาตุ คือ ธาตุรับรู้การสัมผัส

มโนวิญญาณธาตุ คือ ธาตุรับรู้ธัมมารมณ์ รวบรวมและจดจำอารมณ์และคิดไปถึงอารมณ์และสิ่งที่จะก่อให้เกิดอารมณ์ต่างๆ

ธาตุธรรมส่วนละเอียดนี้มีลักษณะเป็นดวงกลมใสเล็กๆ ซ้อนกันอยู่เป็นชั้นๆ เข้าไป นอกจากนี้ในธาตุธรรมส่วนละเอียดเหล่านี้ ยังมีดวงเห็น ดวงจำ ดวงคิด และดวงรู้เจืออยู่ด้วยทุกดวง ซึ่งสามารถจะเห็นได้ด้วย ตา หรือญาณของพระธรรมกาย9)

11.3.2 กระบวนการทำงานรับรู้อารมณ์

1.จักขุทวาร ที่ตรงกลางแววตาทั้งซ้ายขวานั้น จะมีจักขุประสาท (จักขุปสาท) ซึ่งทำหน้าที่เป็นจักขายตนะ คือ อายตนะ คือ ตา สำหรับรับรูป มีลักษณะสัณฐานกลมใสสะอาดบริสุทธิ์ ขนาดประมาณเท่าหัวเหา ตั้งอยู่ตรงกลางแววตาทั้งซ้าย ตรงกลางจักขุประสาทก็มีจักขุธาตุซึ่งใสสะอาดบริสุทธิ์กว่าและเล็กกว่าจักขุประสาท ซ้อนอยู่ข้างในเข้าไป สำหรับเห็นรูป ซึ่งรูปนั้นเป็นสีต่างๆ ที่อยู่ภายนอก มันเป็นอณูที่ละเอียด ถ้ามันอยู่โดดๆ ยังไม่กระทบตา มันก็ยังเป็นธาตุอยู่ แต่สีต่างๆ เมื่อดูดเข้าหาตา รูปธาตุนั้นก็จะเป็นรูปายตนะด้วย แล้วที่ตรงกลางจักขุธาตุก็มี จักขุวิญญาณธาตุ ใสสะอาดบริสุทธิ์กว่า เล็กกว่าจักขุธาตุ ซ้อนอยู่ข้างในเข้าไปอีก สำหรับให้รู้แจ้งว่าในการเห็นรูปอะไร มีสีสัน สัณฐานอย่างไร และมีสายใยเส้นเล็กๆ ขาวใส บริสุทธิ์ ทอดออกไปจากตรงกลาง แววตาทั้งสองข้าง ผ่านขึ้นไปบนสมอง ศีรษะ แล้วหยั่งลงในเยื่อ พื้นหลังลงไปรวมอยู่ที่กลางขันธ์ 5 ตรงกำเนิดธาตุธรรมเดิม

เวลาที่อายตนะภายใน คือ จักขายตนะกับอายตนะภายนอก คือ รูปายตนะกระทบกัน หรือจะกล่าวอย่างง่ายๆ ว่า เมื่อสายตากระทบรูป ก็จะเห็นมีดวงกลมใส สีขาวบริสุทธิ์ คือ ธาตุส่วนละเอียดของจักขายตนะ ซึ่งมีจักขุธาตุ และจักขุวิญญาณธาตุซ้อนอยู่ แล่นจากศูนย์กลาง ขันธ์ 5 ที่ตรงกลางกำเนิดธาตุธรรมเดิมนั้นแหละ ขึ้นมาตามสาย สีขาวบริสุทธิ์นั้น มาจรดที่จักขุประสาท ที่ตรงกลางแววตาทั้งซ้ายขวา ซึ่งทำหน้าที่รับรูป แล้วนำรูปนั้นแล่นกลับเข้าไปที่กลางขันธ์ 5 ตรงกำเนิดธาตุธรรมเดิมอีกทีหนึ่ง พฤติกรรมนี้เป็นไปอย่างรวดเร็วมาก

การเห็นรูปก็เกิดขึ้นตั้งแต่ดวงกลมขาวใสบริสุทธิ์มาจรดที่กลางจักขุประสาท ที่ตรงกลาง แววตาทั้งซ้ายขวานั้น เพราะกลางจักขุประสาทก็มีจักขุธาตุสำหรับเห็นรูป และมีจักขุวิญญาณธาตุ สำหรับรับรู้ว่าเป็นรูปอะไรซ้อนอยู่ด้วยแล้ว และการเห็นนี้ ไม่เฉพาะแต่ที่ตรงกลางแววตาเท่านั้น หากแต่เห็นไปถึงใจ อันประกอบด้วย ดวงเห็น ดวงจำ ดวงคิด และดวงรู้อีกด้วยเป็นอัตโนมัติ เพราะเหตุว่า ดวงกลมใสที่แล่นขึ้นมารับรูปจากจักขายตนะกลับไปสู่กลางขันธ์ 5 กำเนิดธาตุธรรมเดิมนั้น ก็คือ ธาตุธรรมละเอียดของจักขายตนะ ซึ่งทำหน้าที่รับรูปและมีจักขุธาตุซึ่งทำหน้าที่เห็นรูป และจักขุวิญญาณธาตุ ซึ่งทำหน้าที่รับรู้ว่าเป็นรูปอะไร มีลักษณะ สี สัณฐาน อย่างไร ซ้อนอยู่ด้วยอีกเช่นเดียวกัน

นอกจากนี้ ในธาตุธรรมละเอียดเหล่านี้ ก็ยังมีดวงเห็น ดวงจำ ดวงคิด และดวงรู้ เจืออยู่ด้วยทุกดวง จึงทำหน้าที่เกี่ยวเนื่องถึงกันโดยตลอดเป็นอัตโนมัติ เพราะเมื่อตากระทบรูปนั้น รูปธาตุย่อมต้องผ่านดวงเห็น ดวงจำ ดวงคิด และดวงรู้เสมอ10)

2.โสตทวาร11) ที่ตรงกลางแก้วหูทั้งซ้ายและขวานั้น จะมีโสตประสาท (โสตปสาท) ซึ่งทำหน้าที่เป็น โสตายตนะ คือ อายตนะหู สำหรับรับเสียง มีลักษณะสัณฐานกลมใส สะอาดบริสุทธิ์ ประมาณเท่าขนจามรี ขดเป็นวงซ้อนกันอยู่ 7 ชั้น ตั้งอยู่ที่ตรงกลางแก้วหูทั้งสองข้าง ตรงกลางโสตประสาทก็มี โสตธาตุ ซึ่งใสสะอาดบริสุทธิ์กว่า เล็กกว่า ซ้อนอยู่ข้างในสำหรับฟังเสียง และในกลางโสตธาตุ ก็มีโสตวิญญาณธาตุ ซึ่งใสสะอาดบริสุทธิ์กว่า เล็กกว่าโสตธาตุ ซ้อนอยู่ภายในเข้าไปอีก สำหรับให้รู้แจ้งว่าเป็นเสียงอะไร และมีสายใยสีขาว ใส ทอดออกไปจากโสตประสาททั้งซ้ายขวา ผ่านขึ้นไปบนสมองศีรษะ แล้วหยั่งลงไปภายในเยื่อพื้นข้างหลัง ไปรวมจรดอยู่ที่ตรงกลางของขันธ์ 5 ที่กำเนิดธาตุธรรมเดิม

การทำหน้าที่ได้ยินเสียง ก็เป็นไปในลักษณะเดียวกันกับการทำหน้าที่เห็น กล่าวคือ เมื่อเสียงมากระทบกับประสาทหูซึ่งทำหน้าที่เป็นโสตายตนะนั้น ก็จะมีดวงกลมสีขาว ใสสะอาดบริสุทธิ์ คือ ธาตุละเอียดของโสตายตนะ ซึ่งมีโสตธาตุ และ โสตวิญญาณธาตุซ้อนอยู่ แล่นจากศูนย์กลางขันธ์ 5 ที่ตรงกลางกำเนิดธาตุธรรมเดิม ขึ้นมาตามสายสีขาวบริสุทธิ์ มาจรดที่โสตประสาทที่ตรงกลางแก้วหูทั้งซ้ายขวา ซึ่งทำหน้าที่รับเสียง แล้วนำเสียงนั้นแล่นกลับไปที่กลางขันธ์ 5 กลางกำเนิดธาตุธรรมเดิม เพื่อทำหน้าที่ต่อไป

3.ฆานทวาร ที่ขื่อจมูกข้างในทั้งซ้ายและขวา จะเห็นฆานประสาท (ฆานปสาท) ซึ่งทำหน้าที่เป็น ฆานายตนะ ทำหน้าที่รับกลิ่น มีลักษณะสัณฐานเหมือนกีบกวางหรือปีกริ้น ใสสะอาดบริสุทธิ์ ตั้งอยู่ที่ตรงกลางขื่อจมูกข้างในทั้งซ้ายและขวานั้นแหละ แล้วก็ตรงกลางฆานประสาท ก็มีฆานธาตุ ซึ่งใสสะอาดบริสุทธิ์ และเล็กกว่าฆานประสาท สำหรับทำหน้าที่ดมกลิ่น และที่ตรงกลางฆานธาตุก็มีฆานวิญญาณธาตุ ซึ่งมีลักษณะสัณฐานอย่างเดียวกัน แต่ใสสะอาด บริสุทธิ์ และเล็กกว่าฆานธาตุ สำหรับทำหน้าที่รู้แจ้งว่าเป็นกลิ่นอะไร และมีสายใยสีขาวทอดออกจากตรงกลางฆานประสาททั้งสองข้าง ผ่านขึ้นไปบนสมองศีรษะ แล้วหยั่งลงภายในพื้นเยื่อพังผืดข้างหลัง ไปรวมจรดอยู่ที่กลางขันธ์ 5 ตรงกลางกำเนิดธาตุธรรมเดิม

4.ชิวหาทวาร ที่ลิ้น จะเห็นชิวหาประสาท (ชิวหาปสาท) กระจายอยู่ทั่วลิ้น มีลักษณะ สัณฐานเหมือนดอกบัวหรือกลีบบัว ขาวใส สะอาด บริสุทธิ์ ทำหน้าที่เป็นชิวหายตนะ สำหรับทำหน้าที่รับรส และตรงกลางชิวหาประสาทก็มีชิวหาธาตุ ซึ่งมีลักษณะสัณฐานเดียวกัน แต่ใสสะอาดบริสุทธิ์กว่า และเล็กว่าชิวหาประสาทซ้อนอยู่ชั้นในเข้าไป สำหรับทำหน้าที่ลิ้มรส แล้วก็ตรงกลางชิวหาธาตุก็มีชิวหาวิญญาณธาตุ ซึ่งใสสะอาดบริสุทธิ์กว่า และเล็กกว่าชิวหาธาตุ ซ้อนอยู่ภายในเข้าไปอีก สำหรับทำหน้าที่รู้แจ้งว่าเป็นรสอะไร แล้วก็มีสายใยสีขาว ใสสะอาดบริสุทธิ์ทอดออกไปจากตรงกลางชิวหาประสาททั้งหลาย ผ่านขึ้นไปบนสมองศีรษะ แล้วหยั่งลงไปภายในเยื่อพังผืดพื้นหลัง แล้วไปจรดอยู่ที่ตรงกลางขันธ์ 5 ที่กำเนิดธาตุธรรมเดิม

5.กายทวาร ทั่วสรรพางค์กาย จะเห็นกายประสาท (กายปสาท) มีลักษณะสัณฐานเหมือนดอกบัว ขาว ใส สะอาดบริสุทธิ์ ตั้งอยู่ทั่วทั้งกาย ทุกขุมขนทีเดียว ทำหน้าที่เป็นกายายตนะ ทำหน้าที่รับสัมผัส และตรงกลางกายประสาททั้งหลาย ก็มีกายธาตุ ซึ่งมีลักษณะสัณฐานเดียวกัน แต่เล็กกว่า ใสสะอาดบริสุทธิ์กว่ากายประสาท สำหรับทำหน้าที่สัมผัสสิ่งที่มาถูกต้องทางกาย และมี กายวิญญาณธาตุ ซึ่งมีลักษณะสัณฐานเดียวกัน แต่ใสสะอาดบริสุทธิ์กว่า เล็กกว่ากายธาตุซ้อนอยู่ชั้นในเข้าไปอีก สำหรับทำหน้าที่รู้แจ้งว่าสิ่งที่มาสัมผัสถูกต้องทางกายนั้นเป็นอะไร เย็น ร้อน อ่อน แข็งอย่างไร แล้วก็มีสายใยสีขาว ใสสะอาดบริสุทธิ์ ทอดออกไปจากกายประสาททั่วทั้งกายนั้นแหละไปรวมจรดอยู่ที่ขันธ์ 5 ตรงกลางกำเนิดธาตุธรรมเดิมอีกทีหนึ่ง

6.มโนทวาร ตรงกลางหัวใจ หรือที่เรียกว่ามโนทวารนั้นเล่า ก็มีมนายตนะ มีลักษณะสัณฐานเป็นดวงกลมใส สะอาดบริสุทธิ์ ขนาดประมาณเท่าเมล็ดพุทธรักษาหรือเมล็ดโพธิ์ เมล็ดไทร ซึ่งทำหน้าที่น้อมไปสู่อารมณ์ และที่ตรงกลางมโนทวารนี้เองเป็นที่ตั้งของมโนธาตุ มีลักษณะสัณฐานกลมใส สะอาดบริสุทธิ์ยิ่งไปกว่า เล็กกว่ามนายตนะ ซ้อนอยู่ข้างในสำหรับรู้ธรรมารมณ์ที่มากระทบใจ และตรงกลางมโนธาตุ ก็มีมโนวิญญาณธาตุ ซึ่งใส สะอาดบริสุทธิ์กว่า และเล็กกว่ามโนธาตุ ซ้อนอยู่ข้างในเข้าไปอีก สำหรับให้รู้แจ้งอารมณ์ที่มากระทบนั้นว่าเกี่ยวกับ เรื่องอะไร และมีสายใยสีขาว ใสบริสุทธิ์ หยั่งลงไปจรดรวมอยู่ที่กลางขันธ์ 5 ตรงกำเนิดธาตุธรรมเดิม แต่สายของมนายตนะนี้ ไม่ผ่านขึ้นสู่สมองศีรษะเหมือน 5 สายข้างต้น

การรู้กลิ่น รู้รส รู้การสัมผัสทางกาย และรู้ธรรมารมณ์ที่ผ่านเข้ามาทางใจ ก็เป็นไปในลักษณะเดียวกันกับการเห็นรูป หรือได้ยินเสียง ดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น และถ้าสิ่งที่จะก่อให้เกิดอารมณ์จากภายนอกที่มากระทบนั้น เป็นสิ่งที่น่าพอใจ ยินดี ก็จะรู้สึกเป็นสุข เรียกว่า เสวยสุขเวทนา และในกรณีเช่นนี้ ก็จะเห็น ใจ มีลักษณะใส แต่ถ้าอายตนะภายนอกหรือสิ่งที่จะก่อให้เกิดอารมณ์จากภายนอกมากระทบทวารทั้งหลายเหล่านี้ ไม่เป็นที่น่าพอใจ ยินดี ก็เป็นทุกข์ใจ เรียกว่า เสวยทุกขเวทนา ในกรณีเช่นนี้ ก็จะเห็นใจŽทั้งดวงมีลักษณะขุ่นมัวไม่แจ่มใส

ถ้าหากไม่รู้เท่าทันในสภาวะจริงตามธรรมชาติที่เป็นจริงของเวทนา ไม่รู้ข้อดี ข้อเสียของเวทนา และไม่รู้ทางออกจากเวทนาทั้งหลายเหล่านั้น แล้วปล่อยให้จิตใจเลื่อนลอยตามอารมณ์ จนถึงกับต้องสยบอยู่ในอารมณ์ที่น่ารัก น่ายินดี หรือจนถึงกับเคียดแค้น ชิงชังในอารมณ์ที่ไม่น่าพอใจยินดี กิเลสอนุสัยต่างๆ เป็นต้นว่า กามราคานุสัย หรือปฏิฆานุสัย และอวิชชานุสัย ก็จะฟุ้งขึ้นมาครอบคลุมจิตใจ ดลจิตดลใจให้ปฏิบัติตามอำนาจของมัน อันเป็นทางให้เกิดความทุกข์ ความเดือดร้อนตามมาได้

ดังนั้น จะเห็นว่าในธาตุ 18 ก็ยังมีการทำงานในส่วนละเอียดที่เป็นตัวแปรสัญญาณของใจ หรือตัวของเห็น จำ คิด รู้ ทำให้มันแปรเปลี่ยนไป เป็นวิญญาณทั้ง 6 ได้โดยซ่านไปตามฐานต่างๆ นี่ก็คือการทำงานของธาตุ 18

เมื่อใช้ธรรมกายพิจารณาดูธาตุธรรมส่วนละเอียดของขันธ์ 5 อายตนะ 12 และธาตุ 18 ซึ่งมีขนาดประมาณเท่าเมล็ดโพธิ์เมล็ดไทร ที่ตรงกลางกำเนิดธาตุธรรมเดิมซ้อนกันอยู่เป็นชั้นๆ เข้าไปข้างใน ใสละเอียดยิ่งกันไปตามลำดับแล้ว เพ่งต่อไปที่กลางธาตุ 18 ดวงสุดท้ายในชั้นที่ 29 ก็จะเห็นอินทรีย์ 22 ซ้อนเรียงตามลำดับอินทรีย์เป็นชั้นๆ กันเข้าไปข้างใน

11.4 อินทรีย์ 22

อินทรีย์ 22 จะมีลักษณะเป็นดวงธรรม 22 ดวง อยู่กลางจุดกำเนิดเดิม อยู่ต่อจากธาตุ 18 แบ่งหมวดการทำงานดังนี้

หมวดที่ 1 มีดวงอินทรีย์ 6 ดวง คือ

จักขุนทรีย์ เห็นเป็นใหญ่ โสตินทรีย์ ฟังเป็นใหญ่ ฆานินทรีย์ ดมกลิ่นเป็นใหญ่ ชิวหินทรีย์ ลิ้มรสเป็นใหญ่ กายินทรีย์ สัมผัสเป็นใหญ่ มนินทรีย์ ใจเป็นใหญ่ ทั้ง 6 มีลักษณะเป็นดวงกลมสีขาว ใส สะอาดบริสุทธิ์ อยู่ซ้อนกันเข้าไปตามลำดับชั้นของอินทรีย์ที่กลางกำเนิดธาตุธรรมเดิม12) ทั้ง 6 ดวงนี้จะคุมเกี่ยวกับเรื่องของจักขุ โสตะ ฆานะ ชิวหา กายะ ใจ ทำให้ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ทำหน้าที่เป็นใหญ่ในตัวของมันได้ ถ้าหากไม่มีโปรแกรมส่วนละเอียดจำแนก ก็จะทำให้อวัยวะส่วนหยาบแต่ละส่วนทำงานแยกส่วนกันไม่ได้

หมวดที่ 2 มีดวงอินทรีย์ 3 ดวง คือ

อิตถินทรีย์ สภาพของหญิงเป็นใหญ่

ปุริสินทรีย์ สภาพของชายเป็นใหญ่

ชิวิตินทรีย์ ความเป็นอยู่เป็นใหญ่

ทั้ง 3 มีลักษณะเป็นดวงกลมสีขาว ใส สะอาดบริสุทธิ์ อยู่ซ้อนกันอยู่ตามลำดับชั้นของอินทรีย์ ในกลางขันธ์ 5 ในกำเนิดธาตุธรรมเดิม โดยดวงธรรมทั้ง 3 ดวงนี้จะเป็นใหญ่ใน การควบคุมให้เป็นหญิงชายและทำให้มีชีวิตขึ้น

เมื่อมองด้วยตาธรรมกายจะเห็น ดวงปุริสินทรีย์ อิตถินทรีย์ มีลักษณะเต้นอยู่ตลอดเวลาซึ่งทั้ง 2 ดวงจะมีระยะการเต้นที่ต่างกัน เปรียบเทียบดังนี้

* เพศชาย ดวงปุริสินทรีย์จะซ้อนอยู่ด้านนอก ดวงอิตถินทรีย์ซ้อนอยู่ด้านใน และดวงปุริสินทรีย์จะกระดิกขยับถี่และแรง นาทีหนึ่งนับจำนวนที่ไหวกระดิกขยับตั้ง 100 ครั้งแรงๆ

* เพศหญิง ดวงอิตถินทรีย์จะซ้อนอยู่ด้านนอก ดวงปุริสินทรีย์ซ้อนอยู่ด้านใน และดวงอิตถินทรีย์จะเต้นช้ากว่าของเพศชาย คือ จะไหวกระดิกขยับนาทีหนึ่งราว 50 ครั้ง และขยับช้าและค่อยๆ ไม่แรงเหมือนเพศชาย13)

ชีวิตินทรีย์ เป็นตัวสำคัญที่ทำให้ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ตั้งขึ้นและทำให้ธาตุธรรม เห็น จำ คิด รู้ ของกายนั้นมันเนื่องกัน และรักษาสภาพอื่นๆ ในร่างกายทุกส่วนให้เป็นอยู่ ถ้าชีวิตดับ สภาพอื่นๆ ทุกส่วนในร่างกายก็ดับตามกันหมด

หมวดที่ 3 มีดวงอินทรีย์ 5 ดวง คือ

สุขินทรีย์ ความสุขเป็นใหญ่ มีลักษณะสัณฐานกลม สีขาวใส สะอาดบริสุทธิ์ ซ้อนอยู่ข้างในชีวิตินทรีย์ ไปตามลำดับชั้นของอินทรีย์

ทุกขินทรีย์ ความทุกข์เป็นใหญ่ มีลักษณะสัณฐานเป็นดวงกลม สีดำๆ ขุ่นมัว ไม่ผ่องใส ซ้อนอยู่ข้างในของสุขินทรีย์เข้าไปตามลำดับ

โสมนัสสินทรีย์ ความดีใจเป็นใหญ่ มีลักษณะกลมใส สะอาดบริสุทธิ์ ซ้อนอยู่ชั้นในของทุกขินทรีย์

โทมนัสสินทรีย์ ความเสียใจเป็นใหญ่ มีลักษณะสัณฐานกลม สีดำ ขุ่นมัว ไม่ผ่องใส ซ้อนอยู่ข้างในของโสมนัสสินทรีย์

อุเปกขินทรีย์ ความวางเฉยเป็นใหญ่ มีลักษณะสัณฐานกลม สีเทาๆ ใสๆ ซ้อนอยู่ชั้นใน ของโทมนัสสินทรีย์เข้าไปตามลำดับชั้นของอินทรีย์

ดวงอินทรีย์ทั้ง 5 ดวงนี้จะทำให้เกิดความรู้สึก คือ เวทนาทั้งส่วนของกายและใจ

หมวดที่ 4 มีดวงอินทรีย์ 5 ดวง คือ

สัทธินทรีย์ ความศรัทธาเป็นใหญ่

วิริยินทรีย์ ความเพียรเป็นใหญ่

สตินทรีย์ ความระลึกได้เป็นใหญ่

สมาธินทรีย์ ความตั้งใจมั่นเป็นใหญ่

ปัญญินทรีย์ ปัญญาเป็นใหญ่

ทั้ง 5 ดวงนี้มีลักษณะสัณฐานกลม สีขาวใสสะอาดบริสุทธิ์ ซ้อนอยู่ชั้นในของอุเปกขินทรีย์ เข้าไปตามลำดับชั้นของอินทรีย์14)

อินทรีย์ คือ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา หรือบางทีก็เรียกว่า พละ 5 มีส่วนสำคัญต่อการบรรลุธรรม หากศึกษาในพระไตรปิฎกจะพบว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงทราบได้ว่าคนไหน อินทรีย์อ่อน อินทรีย์แก่ คนไหนสามารถที่จะบรรลุธรรมเป็นพระโสดาบัน พระสกทา-คามี พระอนาคามี หรือพระอรหันต์ได้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็พิจารณาที่ดวงอินทรีย์ 5 ดวงนี้ ซึ่งเป็น ตัวกำหนดความแก่อ่อนของธาตุธรรม คือ ตั้งแต่ธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ วิญญาณธาตุ อากาสธาตุ เห็น จำ คิด รู้ ของบุคคลนั้น ดวงธรรมทั้ง 5 ดวงนี้ ถ้ายังมีขนาดไม่เท่ากัน เล็กบ้าง ใหญ่บ้าง แสดงว่า อินทรีย์ของผู้นั้น ยังไม่แก่พอที่จะบรรลุธรรมได้ แต่ถ้าหากว่า ดวงธรรม 5 ดวง ใสสว่างโตเท่ากันแล้ว แสดงว่าบุคคลนั้นมีอินทรีย์แก่พอจะบรรลุธรรมได้ ฉะนั้นเวลาที่พระพุทธองค์พิจารณาอินทรีย์แก่อ่อน พระองค์ทรงมองไปในกาย ดูดวงอินทรีย์ทั้ง 5 ของบุคคลนั้นที่สั่งสมมาข้ามชาติ ดวงนี้จะเล็กหรือใหญ่ขึ้นกับอยู่กับการสั่งสมบุญบารมี บุญที่สั่งสมจะทำให้อินทรีย์ทั้ง 5 ปรับเปลี่ยนตลอด ดวง 5 ดวงถ้ายังโตไม่เท่ากัน เรียกว่า อินทรีย์ 5 แต่ถ้าโตเท่ากันเรียกว่า พละ 5 แสดงว่า พร้อมที่จะบรรลุธรรมแล้ว

หมวดที่ 5 มีดวงธรรม 3 ดวง

อนัญญตัญญัสสามิตินทรีย์ อินทรีย์คือความเป็นใหญ่ในรู้สิ่งที่ยังไม่รู้ คือ อินทรีย์ของโสดาปัตติมรรค

อัญญินทรีย์ อินทรีย์คือความเป็นใหญ่ในความได้รู้ คือ โสดาปัตติผล สกทาคามิมรรค สกทาคามิผล อนาคามิมรรค อนาคามิผล และอรหัตมรรค

อัญญาตาวินทรีย์ คือ ความเป็นใหญ่ในผู้รู้แล้ว คือ อินทรีย์ของอรหัตตผล

ทั้ง 3 ดวงนี้ มีลักษณะสัณฐานกลม ขาวใสสะอาดบริสุทธิ์ และมีรัศมีสุกสว่างยิ่งกว่า ซ้อนอยู่ชั้นในปัญญินทรีย์เข้าไปตามลำดับชั้นของอินทรีย์15)

3 ดวงสุดท้าย (โลกุตตระ) พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพิจารณาดูอินทรีย์ 5 เห็นว่าโตเท่ากัน ก็ทรงทราบว่าสามารถบรรลุธรรมได้ แต่มีอุปนิสัยที่จะบรรลุธรรมขั้นไหนต้องมาดูที่ 3 ดวงนี้อีกครั้ง ถ้าบรรลุธรรมได้แค่โสดาบัน ดวงอนัญญตัญญัสสามิตินทรีย์ก็จะใหญ่โต ส่วนดวงอื่นก็จะหย่อนลงไปตามลำดับ ถ้ามีอุปนิสัยที่จะบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ได้ 3 ดวงนี้จะโตเท่ากัน

และส่วนที่เป็นอินทรีย์ 5 กับโลกุตตระ 3 จะมีความสำคัญในการที่จะประหารกิเลสต่อเมื่อ 8 ดวงสุดท้ายโตเต็มส่วนหมดแล้ว

11.5 อริยสัจ 4

อริยสัจ คือ ความจริงอันประเสริฐ เป็นหลักธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ และเป็นหลักธรรมที่สำคัญของพระพุทธศาสนา ซึ่งนำไปสู่การพ้นทุกข์

11.5.1 ลักษณะของอริยสัจ 4

อริยสัจมี 4 อย่าง ได้แก่

1.ทุกข์ ความไม่สบายกาย ไม่สบายใจ

2.สมุทัย เหตุแห่งทุกข์

3.นิโรธ ความดับทุกข์

4.มรรค ทางแห่งการดับทุกข์

โดยมีทุกข์เป็นผล สมุทัย เป็นเหตุ นิโรธ เป็นผล มรรค เป็นเหตุ หรืออีกนัยหนึ่ง เพราะสมุทัย ทุกข์จึงเกิด แต่มรรคเจริญขึ้นแล้ว นิโรธก็แจ้ง กล่าวคือ เมื่อมรรคเจริญขึ้นแล้ว นิโรธ คือ สภาวะที่ทุกข์ดับเพราะสมุทัยเป็นตัวเหตุดับก็แจ้ง เมื่อสมุทัยอันเป็นตัวเหตุแห่งทุกข์ดับ ทุกข์ก็ดับ

1.ทุกขอริยสัจ คือ ความทุกข์หรือสภาพที่ทนได้ยาก มีลักษณะสัณฐานกลม สีดำๆ ขุ่นมัวไม่ผ่องใส ซ้อนอยู่ในกลางดวงอัญญาตาวินทรีย์ ในกลางขันธ์ 5 ในกำเนิดธาตุธรรมเดิม ซ้อนกันอยู่ 4 ชั้น คือ ชาติทุกข์ (ทุกข์เพราะเกิด) ชราทุกข์ (ทุกข์เพราะแก่ชรา) พยาธิทุกข์ (ทุกข์เพราะความเจ็บไข้ได้ป่วยต่างๆ) และมรณทุกข์ (ทุกข์เพราะความตาย)

ในดวงกลมของทุกข์นั้นยังมีหุ้มซ้อนกันอยู่เป็นชั้นๆ อีก 4 ชั้น คือ เห็น จำ คิด รู้ และขยายส่วนหยาบออกมาเป็น กาย ใจ จิต และวิญญาณของกายมนุษย์ ของทิพย์ ของรูปพรหม และของอรูปพรหมทั้งหยาบและละเอียดซึ่งเป็นกายโลกียะทั้งหมด แต่ทุกข์ส่วนหยาบก็มีอยู่ใน กายหยาบคือกายมนุษย์ ทุกข์ส่วนละเอียด ก็มีอยู่ในกายที่ละเอียดๆ คือ กายทิพย์ รูปพรหม และอรูปพรหมต่อไปตามลำดับ16)

เฉพาะทุกข์ของมนุษย์นั้น ชาติทุกข์ หรือ สิ่งที่เรียกว่าเป็นความเกิดนั้น มีลักษณะเป็นดวงกลมใส ขนาดเล็กเท่าเมล็ดโพธิ์ ขนาดโตเท่าดวงจันทร์ สีขาวบริสุทธิ์ ดวงนี้เองเป็นดวงที่เริ่มเกิดของมนุษย์ทุกคน ถ้าดวงนี้ไม่มาจรดที่กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ กายมนุษย์ก็จะมาเกิดไม่ได้ ใช้ตาหรือญาณของพระธรรมกายดูความเกิด และเหตุที่จะทำให้เกิดให้เห็นตลอด แล้วก็ดูความแก่ต่อไป

ความแก่ (ชราทุกข์) นี้ซ้อนอยู่ในกลางดวงเกิด (ชาติทุกข์) มีลักษณะกลม สีดำเป็นนิล แต่ไม่ใส ขนาดโตเท่าดวงจันทร์ ขนาดเล็กเท่าฟองไข่แดงของไข่ไก่ เวลาที่ดวงแก่นี้ยังเล็กอยู่ก็เป็นเวลาที่เริ่มแก่ แต่ถ้าดวงนี้ยิ่งโตขึ้น กายก็ยิ่งแก่เข้าทุกที ดวงแก่นี้เองที่เป็นเหตุให้ร่างกายทรุดโทรม เมื่อแก่มากขึ้นก็ต้องมีเจ็บ (พยาธิทุกข์) เพราะดวงเจ็บนั้นซ้อนอยู่ในกลางดวงแก่นั้นเอง เป็นดวงกลมขนาดเท่าๆ กันกับดวงเกิด ดวงเจ็บนี้มีสีดำเข้มกว่าดวงแก่ ขณะเมื่อดวงเจ็บนี้มาจรดเข้าในศูนย์กลางดวงแก่เข้าเวลาใด กายมนุษย์ก็จะต้องเจ็บไข้ทันที เมื่อดวงเจ็บนี้มาจรดหนักเข้า ดวงตาย (มรณทุกข์) ก็จะเข้ามาซ้อนอยู่ในกลางดวงเจ็บ เป็นดวงกลมขนาดเท่าๆ กับดวงเจ็บแต่มีสีดำใสประดุจนิลทีเดียว เมื่อดวงนี้เข้ามาจรดกลางดวงเจ็บแล้ว ถ้ามาจรดตรงหัวต่อของกายมนุษย์กับกายทิพย์ พอมาจรดเข้าเท่านั้น หัวต่อของมนุษย์กับทิพย์ก็จะขาดจากกัน เมื่อกายมนุษย์ไม่เนื่องกับกายทิพย์แล้ว กายมนุษย์ก็จะต้องตายทันที

กายมนุษย์เป็นทุกข์นั้น ก็เพราะอุปาทาน คือ ความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ทั้ง 5 อันได้แก่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณว่าเป็นตัวตน บุคคล เราเขา ของเราของเขา จึงได้ชื่อว่า รูปูปาทานักขันโธ เวทนูปาทานักขันโธ สัญญูปาทานักขันโธ สังขารูปาทานักขันโธและ วิญญาณูปาทานักขันโธ ทั้งนี้ก็เพราะว่า ในขันธ์ทั้ง 5 คือ ในรูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ต่างก็มี เห็น จำ คิด และรู้ ซ้อนประจำอยู่ แล้วขยายส่วนหยาบออกมาเป็น กาย ใจ จิต และวิญญาณ เจริญเติบโตขึ้นมาเป็นกายเนื้อ และใจนั่นเอง

ขันธ์ทั้ง 5 นั้น เป็นประดุจดังว่าบ้านเรือนที่อาศัยของเห็น จำ คิด รู้ เมื่อมีอะไรเกิดขึ้นที่ตัวบ้านเรือนที่อาศัย ผู้อาศัยอยู่ คือ เห็น จำ คิด รู้ ซึ่งยึดติดอยู่กับรูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณนั้นเองที่รู้สึกเดือดร้อน เป็นทุกข์ เพราะเข้าไปยึดว่าขันธ์แต่ละขันธ์นั้นว่าเป็นตัวเรา เราเป็นนั้น นั้นมีในเรา นั้นเป็นของเรา ซึ่งรวมเรียกว่า สักกายทิฎฐิ 20 (คือแต่ละขันธ์ มีสักกายทิฏฐิ 4 ขันธ์ 5 ขันธ์ จึงเป็นสักกายทิฏฐิ 20)

กล่าวโดยย่อ อุปาทานในขันธ์ 5 เป็นทุกข์ ดังบาลีพระพุทธภาษิตที่ว่า สงฺขิตเตน ปญฺจุปาทานกฺขนฺธา ทุกฺขา ซึ่งแปลความว่า ความเข้าไปยึดถือขันธ์ 5 เป็นทุกข์ ซึ่งก็คือ เห็น จำ คิด รู้ นั่นเองที่เข้าไปยึดถือในขันธ์ 5 จึงเป็นทุกข์

อนึ่ง ทุกข์ที่เกิดขึ้นก็ได้แต่เพียงกำหนดรู้ไว้ว่าเป็นทุกข์เท่านั้น จะดับทุกข์ก็ยังไม่ได้ ถ้าจะดับทุกข์ก็ต้องละสมุทัย คือเหตุแห่งทุกข์เสียก่อน ทุกข์จึงจะดับ เพราะทุกข์นี้เกิดขึ้นและ ตั้งอยู่ได้ ก็เพราะอาศัยสมุทัยเป็นเหตุ คือทุกข์นั้นอยู่ชั้นนอก สมุทัยซ้อนอยู่ชั้นใน ชั้นนอกจะเกิดขึ้นได้และเจริญอยู่ได้ก็เพราะอาศัยชั้นในรักษา ถ้าชั้นในซึ่งเป็นใจกลางดับ ชั้นนอกซึ่งเป็นเสมือนเปลือกหุ้มอยู่ก็ต้องดับตามไปด้วย เพราะเหตุนั้น การดับทุกข์จึงต้องดับตัวสมุทัยซึ่งเป็นตัวเหตุเสียก่อน ทุกข์ซึ่งเป็นตัวผลจึงจะดับตาม

เมื่อเห็นแจ้งด้วยตาพระธรรมกาย และรู้แจ้งด้วยญาณพระธรรมกายว่า ความเกิด แก่ เจ็บ และตายนี้ไม่เที่ยง เป็นทุกข์จริง (ทุกขอริยสัจ) เรียกว่า สัจจญาณ และเห็นแจ้งรู้แจ้งด้วยตาและญาณพระธรรมกายว่า ทุกขอริยสัจนี้ควรกำหนดรู้ เรียกว่า กิจจญาณ และว่า ความทุกข์ ทั้งหลายเหล่านี้เราได้พิจารณาเห็นชัดแจ้ง รู้ชัดแจ้งแล้ว ชื่อว่า บรรลุกตญาณ เช่นนี้เรียกว่าพิจารณาทุกขสัจซึ่งเป็นไปในญาณ 3

2.สมุทัยอริยสัจ เหตุให้เกิดทุกข์นั้น มีลักษณะสัณฐานกลม สีดำ ขุ่นมัว ไม่ผ่องใส ซ้อนอยู่ในกลางดวงทุกขสัจ ที่ในกลางขันธ์ 5 ในกำเนิดธาตุธรรมเดิมนั้นแหละ ขนาดเล็กเท่าเมล็ดโพธิ์ ขนาดโตเท่าดวงจันทร์ มีซ้อนกันอยู่ 3 ชั้น คือดวงกามตัณหา ภวตัณหา และวิภวตัณหา มีความละเอียดและดำมากกว่ากันเข้าไปเป็นชั้นๆ ในดวงสมุทัยนี้ยังมีหุ้มซ้อนกันอยู่ 4 ชั้น คือ เห็น จำ คิด และรู้ ซึ่งขยาย ส่วนหยาบออกมาเป็น กาย ใจ จิต และวิญญาณของกายทิพย์หยาบ ทิพย์ละเอียด รูปพรหมหยาบ รูปพรหมละเอียด และอรูปพรหมหยาบ อรูปพรหมละเอียด ซึ่งเป็นกายโลกียะ แต่สมุทัยในแต่ละกายนี้หยาบ-ละเอียด ตามความหยาบ-ละเอียดของกายแต่ละกายเข้าไปตามลำดับ

ส่วนรูป เสียง กลิ่น รส และสิ่งสัมผัสทางกาย ซึ่งเรียกว่า กามคุณ หรือพัสดุกาม และธัมมารมณ์ ทั้ง 6 อย่างนี้เป็นของทิพย์ เพราะเกิดขึ้นแล้วก็ดับหายไป คงทิ้งไว้แต่ความยินดี ยินร้าย ให้ปรากฏฝังใจอยู่เท่านั้น กามตัณหา คือความทะยานอยากในกามคุณทั้ง 5 ภวตัณหา คือความปรารถนาที่จะให้กามคุณที่พึงพอใจที่ตนมีอยู่แล้วให้ดำรงอยู่ และความทะยานอยากในความอยากมี อยากเป็นโน่น เป็นนี่ และวิภวตัณหา คือความปรารถนาที่จะให้สิ่งที่ ไม่เป็นที่พึงพอใจพินาศไป หรือไม่อยากจะได้พบได้เห็น หรือความทะยานอยากที่จะไม่มี ไม่เป็นในสิ่งที่ตนไม่พึงปรารถนาทั้งหลาย เหล่านี้มีอยู่ในก้อนกายทิพย์ ด้วยเหตุนี้ สิ่งที่เป็นทิพย์ เป็นต้นว่ารูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ คือสิ่งสัมผัสทางกาย และธัมมารมณ์ เหล่านี้จึงเต็มไปด้วยตัณหาและชุ่มโชก สดชื่นไปด้วยตัณหา

สิ่งที่เป็นทิพย์นั้น เมื่อจุติแล้วก็จะไปแสวงหาที่เกิดใหม่ เรียกว่า กายสัมภเวสี ถ้าแสวงหาที่เกิดได้แล้วก็เรียกว่า กายทิพย์ ซ้อนอยู่ภายในกายมนุษย์ละเอียดนั้นแหละ จึงกล่าวว่าทุกข์เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และเจริญอยู่ได้ ก็เพราะอาศัยสมุทัยซึ่งมีอยู่ในก้อนกายทิพย์เป็นเหตุ

ขอเน้นย้ำว่า กำเนิดเดิมของทิพย์ รูปพรหม อรูปพรหม ทั้งหยาบและละเอียดนั้น ก็มิใช่อื่นไกล ก็คือ เห็น จำ คิด รู้ ซึ่งขยายส่วนหยาบออกมาจากขันธ์ 5 ที่กลางกำเนิดธาตุธรรมเดิม ซึ่งตั้งอยู่ที่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์นั่นเอง

โดยเหตุนี้ กายทั้ง 8 คือ กายมนุษย์ กายมนุษย์ละเอียด กายทิพย์ กายทิพย์ละเอียด กายรูปพรหม กายรูปพรหมละเอียด และกายอรูปพรหม กายอรูปพรหมละเอียด ซึ่งเป็นกายโลกียะจึงต้องตกอยู่ในอาณัติแห่งพระไตรลักษณ์ คือ ความเป็น อนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา

เมื่อเห็นด้วยตา และรู้แจ้งด้วยญาณพระธรรมกายว่า กามตัณหา ภวตัณหา และวิภวตัณหา ซึ่งรวมเรียกว่าสมุทัยนี้ เป็นเหตุให้เกิดทุกข์จริง (สมุทัยอริยสัจ) ชื่อว่าได้บรรลุสัจจญาณ เห็นแจ้งด้วยตาพระธรรมกาย รู้แจ้งด้วยญาณพระธรรมกายว่า สมุทัยอริยสัจนี้ควรละ ชื่อว่าได้บรรลุ กิจจญาณ และเห็นแจ้ง รู้แจ้งด้วยญาณพระธรรมกายว่า สมุทัยอริยสัจนี้ เราละได้แล้ว ชื่อว่าได้บรรลุกตญาณ ดั่งนี้เรียกว่า พิจารณาสมุทัย อริยสัจ เป็นไปในญาณ 3

3.ทุกขนิโรธอริยสัจ เมื่อเห็นแจ้ง รู้แจ้งในสมุทัยอริยสัจแล้ว ก็ต้องดูให้รู้ถึงสภาวะที่ทุกข์ดับเพราะเหตุดับ ที่เรียกว่า ทุกขนิโรธอริยสัจนี้เป็นดวงกลมใสซ้อนอยู่ในสมุทัยอริยสัจ ในกลางขันธ์ 5 ในกำเนิดธาตุธรรมเดิม ซึ่งตั้งอยู่ที่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์นั่นแหละ มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 5 วา มีหุ้มซ้อนกันอยู่ 4 ชั้น คือ เห็น จำ คิด และรู้ ซึ่งขยายส่วนหยาบออกมาเป็นกาย ใจ จิต และวิญญาณ (คือญาณ) ของกายธรรม

ขณะเมื่อมีนิโรธแล้ว สมุทัยย่อมหมดไป เหมือนรัศมีของพระอาทิตย์ที่ขจัดความมืดให้หายไปฉะนั้น

อนึ่ง ใคร่จะขอทบทวนไปถึงที่เคยได้แนะนำวิธีพิจารณาเห็นจิตในจิต คือ อาสวกิเลส ซึ่ง เอิบ อาบ ซึม ซาบ ปน เป็น อยู่ในเห็น จำ คิด และรู้ ของกายโลกียะทั้ง 8 ว่า เมื่อเจริญภาวนาจนได้ถึงพระธรรมกายแล้วนั้น ใจของพระธรรมกายอันประกอบด้วย เห็น จำ คิด รู้ ย่อมสิ้นรสสิ้นชาด จากอาสวะจนจืดสนิท และเห็น จำ คิด รู้ นั้นก็กลับเป็นอาสวักขยญาณ ส่วนอวิชชาเครื่องหุ้มรู้นั้นก็กลับเป็นตัววิชชา ให้รู้แจ้งในสัจธรรมขึ้นมาทันที เห็น จำ คิด และรู้ จึงเบิกบาน เต็มที่ ขยายโตขึ้นเต็มส่วนขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางเท่าหน้าตักของพระธรรมกาย เห็น จำ คิด และรู้ ในก้อนทุกข์และสมุทัยของกายโลกียะเดิมจึงดับหมด เมื่อเจริญภาวนาถึงพระธรรมกาย นับตั้งแต่กายลำดับที่ 9 ซึ่งเป็นกายโลกุตตระเป็นต้นไป จนสุดธรรมกายพระอรหัตละเอียด

กายธรรมหรือธรรมกาย ซึ่งเป็นกายโลกุตตระจึงพ้นจากอาณัติแห่งพระไตรลักษณ์ กลับเป็น นิจจัง สุขัง และอัตตา ด้วยประการฉะนี้

เมื่อได้เห็นด้วยตาพระธรรมกาย รู้แจ้งด้วยญาณของพระธรรมกายว่าสภาวะที่ทุกข์ดับเพราะเหตุดับ คือ นิโรธอริยสัจ มีได้ เป็นได้จริง เรียกว่าได้บรรลุ สัจจญาณ และเห็นด้วยตาพระธรรมกาย และรู้แจ้งด้วยญาณพระธรรมกายว่า นิโรธอริยสัจนี้ควรทำให้แจ้ง ชื่อว่าได้บรรลุกิจจญาณ และเห็นด้วยตาพระธรรมกาย รู้แจ้งด้วยญาณพระธรรมกายว่านิโรธอริยสัจนี้ เราได้กระทำให้แจ้งแล้ว ชื่อว่าได้บรรลุกตญาณ

ดังนี้คือการพิจารณานิโรธอริยสัจ เป็นไปในญาณ 3

4.มรรคสัจ หรือ ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ ทางดำเนินเพื่อความดับทุกข์ เมื่อเห็นแจ้ง รู้แจ้งในนิโรธอริยสัจแล้ว ก็พึงพิจารณาและกระทำมรรคให้เกิดขึ้น ให้เจริญขึ้นอีกต่อไป

มรรคอริยสัจนั้น เป็นดวงกลมใสสะอาดบริสุทธิ์ยิ่งนัก มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางเท่าหน้าตักและความสูงของพระธรรมกาย ซ้อนอยู่ในกลางนิโรธอริยสัจ ที่ในกลางขันธ์ 5 ใน กลางกำเนิดธาตุธรรมเดิม ซึ่งตั้งอยู่ที่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์นั่นเอง มรรคอริยสัจ คือ

ดวงศีล ซึ่งมีซ้อนกันอยู่ 3 ชั้น คือ

1.สัมมาวาจา วาจาชอบ

2.สัมมากัมมันโต การงานชอบ

3.สัมมาอาชีโว การเลี้ยงชีวิตชอบ

ดวงสมาธิ ซึ่งมีซ้อนกันอยู่อีก 3 ชั้นเข้าไปข้างใน คือ

1.สัมมาวายาโม ความเพียรชอบ

2.สัมมาสติ ความระลึกชอบ

3.สัมมาสมาธิ ความตั้งใจมั่นชอบ

ดวงปัญญา ซึ่งมีซ้อนกันอยู่อีก 2 ชั้นเข้าไปข้างในอีก คือ

1.สัมมาทิฏฐิ ปัญญาอันเห็นชอบในอริยสัจ

2.สัมมาสังกัปโป ความดำริชอบ

และในมรรคอริยสัจแต่ละดวงนี้ก็ยังมีหุ้มซ้อนอีก 4 ชั้น คือ เห็น จำ คิด และรู้ ซึ่งขยายส่วนหยาบออกมาเป็น กาย ใจ จิต วิญญาณ (ญาณ) ของพระธรรมกายตั้งแต่พระโสดาหยาบ (ปัตติมรรค) ขึ้นไป กล่าวคือ กาย เป็นพระพุทธรัตนะ ใจ เป็นพระธรรมรัตนะ จิต เป็นพระสังฆรัตนะ และวิญญาณ ซึ่งขยายเต็มส่วนแล้ว กลับเป็นญาณ คือ ญาณรัตนะ

เมื่อได้เห็นด้วยตาพระธรรมกาย รู้แจ้งด้วยญาณพระธรรมกายว่า มรรคอริยสัจนี้ เป็นทางดับทุกข์ได้จริง (ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ) ชื่อว่าได้บรรลุสัจจญาณ เห็นแจ้งด้วยตาพระธรรมกาย รู้แจ้งด้วยญาณพระธรรมกายว่า มรรคอริยสัจนี้ควรเจริญ ชื่อว่าได้บรรลุ กิจจญาณ และเห็นแจ้งด้วยตาพระธรรมกาย รู้แจ้งด้วยญาณพระธรรมกายว่า ทุกขนิโรธคามินี-ปฏิปทาอริยสัจ นี้เราได้เจริญแล้ว ชื่อว่าได้บรรลุกตญาณ นี้คือ การพิจารณามรรคอริยสัจ เป็นไปในญาณ 3 ญาณหรือปริวัฏ 3 นี้ เมื่อเป็นไปในอริยสัจ 4 จึงมีอาการ 12

ลักษณะของอริยสัจตามแนวปฏิบัติของวิชชาธรรมกาย

อริยสัจ 4 ลักษณะสัณฐาน ดวงที่ซ้อนอยู่ภายใน ดวงรอบนอก
1.ทุกขอริยสัจ กลม มีสีดำๆ ขุ่นมัวไม่ผ่องใส ชาติ ทุกข์ ชรา พยาธิ และมรณะ เห็น จำ คิด รู้
ซ้อนอยู่ในกลางดวงอัญญาตาวินทรีย์
ในกลางขันธ์ 5 ในกำเนิดธาตุธรรมเดิม
2.สมุทัยอริสัจ กลม สีดำ ขุ่นมัว ไม่ผ่องใส ดวงกามตัณหา ดวงภวตัณหา ดวงวิภวตัณหา เห็น จำ คิด รู้
ซ้อนอยู่ในกลางดวงทุกขอริยสัจในกำเนิดธาตุธรรมเดิม
ขนาดเล็กเท่าเมล็ดโพธิ์ ขนาดโตเท่าดวงจันทร์
3.ทุกขนิโรธอริยสัจ เป็นดวงกลมใส กำจัดอาสวะได้หมดสิ้น เห็น จำ คิด รู้
ซ้อนอยู่ในกลางดวงสมุทัยอริสัจ จนเป็นอาสวักขยญาณ
มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางยาว 5 วา
4.มรรคสัจ กลมใส สะอาดบริสุทธ์มาก ดวงศีล(สัมมาวาจา สัมมากัมมันโต สัมมาอาชีโว) เห็น จำ คิด รู้
เส้นผ่านศูนย์กลางเท่าหน้าตัก ดวงสมาธิ(สัมมาวายาโม สัมมาสติ สัมมาสมาธิ)
และความสูงของพระธรรมกายซ้อนอยู่ในกลางดวงทุกขนิโรธอริยสัจ ดวงปัญญา(สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปโป)

11.5.2 การพิจารณาอริยสัจ 4 เป็นพระอริยบุคคล

ในการพิจารณาอริยสัจ 4 เพื่อก้าวเข้าสู่อริยภูมิ จำเป็นต้องเข้าถึงพระธรรมกาย และใช้พระธรรมกายพิจารณาอริยสัจ 4 ในกายต่างๆ ดังนี้ คือ

1.ใช้ตา(ญาณ) พระธรรมกายแทงตลอดอริยสัจที่กลางกายมนุษย์ เห็นอริยสัจเหล่านี้ พร้อมกับเดินสมาบัติ เมื่อถูกส่วนเข้าพระธรรมกายก็ตกสูญเป็นดวงใส วัดผ่าศูนย์กลาง 5 วา ในไม่ช้าสูญนั้นก็กลับเป็นพระธรรมกายหน้าตักกว้าง 5 วา สูง 5 วา เกตุดอกบัวตูม นี้เป็นพระโสดา กล่าวคือ

เมื่อผู้ปฏิบัติภาวนาสามารถเจริญปัญญารู้แจ้งในพระสัจธรรมดังกล่าวจนถึงละสังโยชน์เบื้องต่ำ คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา และสีลพตปรามาสได้แล้ว ก็ได้บรรลุมรรคผลเป็นพระโสดาบัน และก็จะเห็นธรรมกายพระโสดาใสละเอียดอยู่ตลอดเวลา ไม่กลับมัวหมอง หรือเล็กเข้ามาอีก

2.แล้วนำธรรมกายพระโสดานั้นเข้าฌาน ดูอริยสัจของกายทิพย์ให้เห็นจริงในทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ทำนองเดียวกับที่กล่าวมาแล้ว เมื่อถูกส่วนเข้าธรรมกายพระโสดาก็ตกสูญเป็นดวงใส วัดเส้นผ่าศูนย์กลางได้ 10 วา ในไม่ช้าสูญนั้นก็กลับเป็นพระธรรมกายหน้าตักกว้าง 10 วา สูง 10 วา เกตุดอกบัวตูม นี่เป็นพระสกิทาคามี กล่าวคือ

เมื่อพระอริยบุคคลนั้นสามารถละโลภะ โทสะ และโมหะ จนเบาบางลงมากแล้ว ก็ได้บรรลุมรรคผลเป็นพระสกิทาคามี และท่านก็จะเห็นธรรมกายพระสกิทาคามีใสละเอียดอยู่ตลอดเวลา

3.แล้วนำธรรมกายพระสกิทาคามีนั้นเข้าฌาน ดูอริยสัจของกายรูปพรหมให้เห็นจริงในทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค เมื่อถูกส่วนเข้า ธรรมกายพระสกิทาคามีก็ตกสูญเป็นดวงใส วัดเส้นผ่าศูนย์กลางได้ 15 วา ในไม่ช้าสูญนั้นก็กลับเป็นพระธรรมกาย หน้าตักกว้าง 15 วา สูง 15 วา เกตุดอกบัวตูม นี่เป็นพระอนาคามี กล่าวคือ

เมื่อพระอริยบุคคลนั้นละกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัยได้อีก ก็ได้บรรลุมรรคผลเป็นพระอนาคามี และก็จะเห็นธรรมกายพระอนาคามีของท่านใสละเอียดอยู่ตลอดเวลา

4.แล้วนำธรรมกายพระอนาคามีนั้นเข้าฌาน ดูอริยสัจของกายอรูปพรหมให้เห็นจริงในทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค เมื่อถูกส่วนเข้าธรรมกายพระอนาคามีก็ตกสูญเป็นดวงใส วัดเส้นผ่าศูนย์กลางได้ 20 วา ในไม่ช้าสูญนั้นก็กลับเป็นพระธรรมกาย หน้าตักกว้าง 20 วา สูง 20 วา เกตุดอกบัวตูม นี่เป็นพระอรหัตแล้ว กล่าวคือ

สำหรับพระอริยบุคคลที่สามารถละสัญโญชน์(สังโยชน์)เบื้องสูงอีก 5 ประการ คือ รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ และอวิชชาได้โดยเด็ดขาดแล้ว ก็บรรลุมรรคผลเป็นพระอรหันต์ขีณาสพ และจะเห็นธรรมกายพระอรหัตของท่านใสละเอียด และมีรัศมีสว่างอยู่ตลอดเวลา ไม่กลับมัวหมอง หรือเล็กลงอีก และก็จะมีญาณหยั่งรู้ว่าท่านได้บรรลุพระอรหัตผลแล้ว…

ในการเจริญสมาบัติพิจารณาพระอริยสัจทั้ง 4 นี้ เมื่อกำหนดรู้ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรค ทั้งในแง่สัจจญาณ กิจจญาณ และกตญาณแล้ว ญาณทั้งสามกลุ่มนี้เองที่เป็นปัญญาที่ผุดขึ้นมาเองในระหว่างการปฏิบัติ เป็นปัญญาที่ทำให้รู้ว่าสัจธรรมนั้นมีจริง ถ้าเพียรปฏิบัติอย่างถูกทางไม่ท้อถอย ก็จะพ้นจากทุกข์ได้17)

การพิจารณาอริยสัจ 4 นี้ พระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนีเรียกว่า “ เสร็จกิจสิบหก ไม่ตกกันดาร เรียกว่า นิพพานก็ได้”

11.6 ปฏิจจสมุปบาท

ดังเคยกล่าวไปแล้วถึงปฏิจจสมุปบาทในส่วนของทฤษฎี ในภาคปฏิบัตินี้จะได้อธิบาย เพิ่มเติมดังต่อไปนี้

11.6.1 ความสำคัญของปฏิจจสมุปบาท

ปฏิจจสมุปบาทเป็นธรรมที่ละเอียดลึกซึ้งที่สุดในบรรดาธรรมะทั้งปวงที่เป็นใบไม้ใน กำมือ ธรรมทั้ง 84,000 พระธรรมขันธ์ สรุปรวบยอดอยู่ที่ปฏิจจสมุปบาทนี้

แม้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้บรรลุธรรมแล้ว แต่ยังต้องพิจารณาปฏิจจสมุปบาทไปอีกถึง 5 สัปดาห์ จึงจะสามารถแทงตลอดในปฏิจจสมุปบาทได้ พระพุทธองค์ทรงพิจารณาปฏิจจสมุปบาท ด้วยวิตถารนัย คือนัยอันพิสดารซึ่งเกี่ยวข้องกับปัจจัย 24 ประการ ที่ปรากฏอยู่ในคัมภีร์มหาปัฏฐาน คือเหตุที่ทำให้ปัจจัยทั้ง 24 ประการนี้หมุนไป จึงแทงตลอด เมื่อแทงตลอดแล้วพระพุทธองค์จึงเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างบริบูรณ์ โดยมีพระฉัพพรรณรังสีออกจากพระวรกาย ดังนั้นปฏิจจสมุปบาทจะเห็นได้ด้วยตาของพระธรรมกายอรหัตเท่านั้น กายธรรมอื่นไม่สามารถเห็นได้เลย

ปฏิจจสมุปบาทจะมองเป็นวงกลมก็ได้ จะมองเป็นเส้นตรงก็ได้ ถูกทั้งสองอย่าง ถ้ามองเป็นเส้นตรงก็หมายความว่า มองเป็นเรื่องของกาลเวลา เพราะว่าตัวอวิชชาไปจนถึงชรามรณะ ที่ทำให้เกิดอวิชชาตัวใหม่ มันมีการเกิดดับอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นตัวอวิชชาที่เกิดขึ้นมาจึงไม่ใช่ ตัวเก่า เป็นคนละตัวกัน เพราะฉะนั้นจะมองเป็นเส้นตรงก็ได้

ถ้าจะมองเป็นวงแบบวงจรวงกลม จะเห็นถึงความเชื่อมโยงของการทำงานซ้ำแล้วซ้ำอีก ตลอดต่อเนื่องไม่มีหยุดหย่อน

11.6.2 ลักษณะของปฏิจจสมุปบาท

เมื่อเจริญฌานสมาบัติพิจารณาอริยสัจ 4 ซึ่งเป็นไปในญาณทัสสนะ มีรอบ 3 มีอาการ 12 อยู่นั้น ย่อมจะสามารถพัฒนาไปเป็นปฏิจจสมุปบาทธรรม 12 ได้ กล่าวคือ ในขณะที่พิจารณา เห็นทุกขอริยสัจและสมุทัยอริยสัจในกายมนุษย์ กายทิพย์ กายรูปพรหม กายอรูปพรหม ทั้งหยาบ และละเอียดอยู่นั้น หากเพ่งพิจารณาด้วยตา หรือญาณของพระธรรมกายลงไปที่กลางทุกขสมุทัยอริยสัจ18) ก็จะเห็นว่า

อวิชชา มีลักษณะสัณฐานกลม สีดำขุ่นมัว ไม่ผ่องใส เล็กประมาณเท่าเมล็ดโพธิ์ หรือเมล็ดไทร เป็นปัจจัยให้เกิดสังขาร

สังขาร มีลักษณะสัณฐานกลม สีขาวใสสะอาดบริสุทธิ์ ซ้อนอยู่ชั้นในของอวิชชา เป็นปัจจัยให้เกิดวิญญาณ

วิญญาณ มีลักษณะสัณฐานกลม สีขาวใสสะอาดบริสุทธิ์ ซ้อนอยู่ในชั้นของสังขาร เป็นปัจจัยให้เกิดนามรูป

นามรูป มีลักษณะสัณฐานกลม สีขาวใสสะอาดบริสุทธิ์ ซ้อนอยู่ในชั้นของวิญญาณ เป็นปัจจัยให้เกิดสฬายตนะ

สฬายตนะ มีลักษณะสัณฐานกลม สีขาวใสสะอาดบริสุทธิ์ ซ้อนอยู่ในชั้นของนามรูป เป็นปัจจัยให้เกิดผัสสะ

ผัสสะ มีลักษณะสัณฐานกลม สีขาวใสสะอาดบริสุทธิ์ ซ้อนอยู่ในชั้นของสฬายตนะ เป็นปัจจัยให้เกิดเวทนา

เวทนา มีลักษณะสัณฐานกลม สีขาวใสสะอาดบริสุทธิ์ ซ้อนอยู่ในชั้นของผัสสะ เป็นปัจจัยให้เกิดตัณหา

ตัณหา มีลักษณะสัณฐานกลม สีดำขุ่นมัว ซ้อนอยู่ในชั้นของเวทนา เป็นปัจจัยให้เกิดอุปาทาน

อุปาทาน มีลักษณะสัณฐานกลม สีขาวใสสะอาดบริสุทธิ์ ซ้อนอยู่ในชั้นของตัณหา เป็นปัจจัยให้เกิดภพ

ภพ มีลักษณะสัณฐานกลม สีขาวใสสะอาดบริสุทธิ์ ซ้อนอยู่ในชั้นของอุปาทาน เป็นปัจจัยให้เกิดชาติ

ชาติ มีลักษณะสัณฐานกลม สีขาวใสสะอาดบริสุทธิ์ ซ้อนอยู่ในชั้นของภพ เป็นปัจจัยให้เกิดชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส19)

11.6.3 ลักษณะความเป็นปัจจัยของปฏิจจสมุปบาท

ธรรมเหล่านี้เกิดขึ้นเกี่ยวเนื่องกัน ประสานติดต่อกัน เป็นปัจจัยอุดหนุนกันไม่ขาดสายเหมือนลูกโซ่ จึงเรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท มีลักษณะความเป็นปัจจัยกันดังต่อไปนี้

อวิชชาทำให้เกิดสังขาร

อวิชชาทำให้เกิดความไม่รู้ในขันธ์ 5 อายตนะ 12 ธาตุ 18 อินทรีย์ 22 อริยสัจ 4 ปฏิจจมุปบาท เป็นจุดเล็กดำที่ร้อยไส้อยู่ตั้งแต่กายมนุษย์ จนถึงกายธรรมพระอนาคามี เป็นปัจจัยให้เกิดสังขารทำให้เกิดการสร้างกรรม แล้วทำให้เกิดเป็นดวงบุญดวงบาปติดข้ามชาติมา ก็เลยทำให้เกิดวิญญาณ

สังขารทำให้เกิดวิญญาณ

วิญญาณในเชิงข้ามภพข้ามชาติ คือ ปฏิสนธิวิญญาณ เป็นอวิชชาที่ทำให้เกิดสังขารในฝ่ายบุญอาศัยกายที่เป็นบุญเกิด ฝ่ายบาปอาศัยกายที่เป็นบาปเกิด ตอนจุดเริ่มต้นของทุกชีวิตต้องมีปฏิสนธิวิญญาณ วิญญาณที่มาเกิดเป็นมนุษย์เข้าทางจมูกซ้ายหรือขวาของบิดา เมื่อบิดามารดาประกอบธาตุธรรมกัน มีลักษณะก่อนตกศูนย์กลางกายคือ จะหยุดอยู่ที่ศูนย์กลางกายมารดามีลักษณะเหมือนดวงเล็กๆ ใสๆ เหมือนน้ำมันงาที่เกาะอยู่ปลายขนเนื้อทราย ที่บุรุษมีกำลังสลัด 7 ครั้ง พร้อมที่จะปฏิสนธิวิญญาณ คือ กายที่ไปเกิดมาเกิดพร้อมที่จะปฏิสนธิ โดยไปรวมกับธาตุหยาบ วิญญาณตรงนี้เป็นปฏิสนธิวิญญาณ เวลาที่บุญบาปส่งมาเกิด ตกศูนย์ จึงกลายเป็นดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ ในดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ที่บังเกิดขึ้น จากเดิมเป็นกายทิพย์จะรวมในจุดเล็กๆ ใสๆ ในกลางนั้นมีกายทิพย์ที่ไปเกิดมาเกิดใหญ่โตอยู่ในนั้น พอบิดามารดาประกอบธาตุธรรมถูกส่วน ใจบิดามารดาและสัตว์ที่มาเกิดจะเนื่องเป็นอันเดียวกันกับการประกอบธาตุธรรม พอประกอบตรงนั้นแล้วเกิดการตกศูนย์กลายเป็นดวงธรรม ที่ทำให้เป็นกายมนุษย์หุ้มจุดเล็กๆ ใสๆ นั้นเอาไว้ ดวงนั้นประกอบด้วยธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ และเห็น จำ คิด รู้ ใหม่ของกายมนุษย์ที่เกิดขึ้นในกลางนั้น ตรงนั้นเป็นจุดเริ่มต้นของนามรูป จากนั้นจึงเคลื่อนจากศูนย์กลางกายมารดาไปอยู่ที่มดลูกที่สเปิร์มกับไข่ผสมกันแล้วจึงเกิดการเจริญเติบโตเป็นปัญจสาขาและเจริญเติบโตตามลำดับ

วิญญาณทำให้เกิดนามรูป

ปฏิสนธิวิญญาณเป็นจุดเล็กๆ ตรงนี้เองที่พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) เรียกว่า กำเนิดเดิมของกายมนุษย์ ซึ่งมีทั้งขันธ์ 5 อายตนะ 12 ธาตุ 18 อินทรีย์ 22 อริยสัจ 4 อยู่เป็นนามรูปในส่วนหยาบ กายก็เจริญเติบโตขึ้นแล้ว

นามรูปทำให้เกิดสฬายตนะ

เริ่มต้นของชีวิตตอนแรกมีแค่ศูนย์กลางกายกับหัวใจ ดังที่พระมงคลเทพมุนีกล่าวว่า เห็นอยู่ในกลางกาย จำอยู่ในกลางเนื้อหัวใจ คิดอยู่ในกลางดวงจิต รู้อยู่ในกลางวิญญาณ พอกาย โตขึ้นจึงทำให้เกิดอายตนะต่างๆ ขึ้นมา

สฬายตนะทำให้เกิดผัสสะ

พอมีอายตนะ 6 แล้วมีผัสสะ มีการกระทบขึ้นมา คือต้องมีการรับรู้รส กลิ่น เสียง ธัมมารมณ์ขึ้นมาแล้วมีการเสวยเวทนา ทารกตอนอยู่ในท้อง ถ้าจะให้รับรู้จริงๆ แล้ว สามารถ รับรู้ได้เมื่ออยู่ในระยะที่มีอายตนะ 6 ครบแล้ว

ผัสสะทำให้เกิดเวทนา

เมื่อมีผัสสะแล้วจึงทำให้เกิดเวทนา เวทนา คือ สุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ ดีใจเสียใจ หรือว่าเฉยๆ เกิดขึ้นมา เมื่อรูปมากระทบตา เข้ามาตามระบบที่ศูนย์กลางกายที่เห็น จำ คิด รู้ ความเห็นเป็นตัวที่รับรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ก่อนมากระทบแล้วเกิดเป็นเวทนาขึ้นมา เมื่อกระทบดวงเห็น ดวงเวทนาก็เกิดขึ้นในกลางดวงเห็น ถ้าเป็นความสุขจะมีลักษณะเป็นสีใสๆ ถ้าเป็นความทุกข์จะมีลักษณะเป็นสีดำๆ ถ้าไม่สุขไม่ทุกข์จะมีลักษณะเป็นสีเทาๆ

เวทนาทำให้เกิดตัณหา

เวทนาทำให้กิเลสที่นอนเนื่องอยู่ในใจ ดวงบุญดวงบาปที่ติดมาข้ามชาติทำให้เกิดเวทนา เป็นสุขเป็นทุกข์ในปัจจุบัน เมื่อไปกระตุ้นก็เหมือนกับการที่เราเห็นน้ำในภาชนะตกตะกอน เมื่อมีอะไรมากระทบจึงทำให้ตะกอนฟุ้งขึ้น เช่น เมื่อถูกกระทบจึงทำให้รู้สึกทุกข์ สุข ไม่สุข ไม่ทุกข์ กระตุ้นให้กิเลสในใจฟุ้งขึ้นมา บางทีขยายส่วนมาหุ้มต่ออีก หุ้มต่อในใจจากเดิมที่มีอยู่แล้ว เหมือนสิ่งที่นอนก้นอยู่มาหุ้ม เห็น จำ คิด รู้ของเราให้กลายเป็นตัณหาทันที

ตัณหาทำให้เกิดอุปาทาน

พอกิเลสฟุ้งมากเข้าๆ เป็นตัณหา เมื่อฟุ้งเต็มที่เรียกว่า อุปาทาน ซึ่งเป็นกิเลสที่เข้มข้น ตัณหาที่เข้มข้นเกิดจากความยึดมั่นถือมั่นในเรื่องต่างๆ ยึดมั่นถือมั่นในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ยึดมั่นในทิฏฐิ ยึดมั่นในการประพฤติผิด ยึดมั่นในอัตตา เพราะเห็น จำ คิด รู้ ขุ่นเสียแล้ว จึงทำให้มองเห็นอะไรได้ไม่ตรงตามความเป็นจริง

อุปาทานทำให้เกิดภพ

มีอุปาทานแล้วจึงเกิดภพ ภพในที่นี้ก็คือ ตั้งแต่กรรมภพ อุบัติภพ คือภพที่มารองรับกายของสัตว์

ภพทำให้เกิดชาติ

ภพมนุษย์ที่รองรับกายมนุษย์ที่มาเกิด ภพของทิพย์คือสวรรค์ที่รองรับกายทิพย์ อรูปภพที่มารองรับอรูปพรหม กรรมภพคือทำให้เกิดการกระทำขึ้นมา ทางกาย วาจา ใจในเชิงปัจจุบันก็คือ พอใจขุ่นแล้วทำให้เกิดการกระทำที่ผิด หรือผิดบ้างถูกบ้าง การกระทำเหล่านี้เองที่ทำลงไปแล้ว ทำให้มีสิ่งรองรับ

ชาติทำให้เกิดชรามรณะ

เกิดชาติชรามรณะตั้งแต่เราอยู่ในครรภ์มารดา เกิดมาแล้ว มีความแก่ ความตายในระหว่างนั้นมีทุกข์โทมนัส อุปายาส ความอึดอัดความคับแค้นใจที่มีอยู่หมุนวนไปอย่างนี้

11.6.4 วงจรปฏิจจสมุปบาท

วงจรปฏิจจสมุปบาทเกี่ยวข้องกับสังสารวัฏ เพราะทำให้เกิดวงจรสังสารวัฏขึ้น การมอง วงจรปฏิจจสมุปบาท สามารถมองได้ทั้งในแง่ข้ามภพข้ามชาติ หรือในแง่ปัจจุบัน ดังจะได้กล่าวดังต่อไปนี้

1.)ปฏิจจสมุปบาทแบบข้ามภพข้ามชาติ

ในแง่ข้ามภพข้ามชาติ เราสามารถมองวงจรของปฏิจจสมุปบาทได้ ดังนี้

- ข้ามภพข้ามชาติจากอดีตมาสู่ปัจจุบัน

การที่เราเวียนว่ายตายเกิดอยู่นี้ก็เพราะมีอวิชชาเป็นราก ทำให้เกิดการสร้างกรรมที่ข้ามชาติมา เกิดเป็นดวงบุญ ดวงบาป ดวงไม่บุญไม่บาป หรือที่เรียกว่า ปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร และอเนญชาภิสังขาร เมื่อยังมีดวงบุญดวงบาปที่ยังส่งผล ก็ทำให้เกิดมีปฏิสนธิวิญญาณส่งให้ไปเกิดในภพต่างๆ

เมื่อปฏิสนธิวิญญาณเข้ามาในครรภ์มารดา ก็ทำให้ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ เกิดเป็นนามรูป แล้วมีสฬายตนะ โดยที่ในตอนแรกสฬายตนะจะรวมเป็นจุดเดียวกัน แต่เมื่อร่างกายเติบโตขึ้น สฬายตนะก็แยกออกไปตามฐานต่างๆ แล้วเกิดการรับรู้แม้ว่าอยู่ในครรภ์มารดา

กระทั่งคลอดออกมาจากครรภ์มารดา แล้วเกิดการรับรู้ เกิดเป็นเวทนา ทำให้กิเลสฟุ้งขึ้นมาเกิดเป็นตัณหา ฟุ้งมากเข้า มองอะไรไม่ชัด หลงไปยึดมั่นถือมั่นจึงกลายเป็นอุปาทานก็ทำให้ความรู้สึกเกิดความมีความเป็นขึ้นมาว่าเป็นนั่นเป็นนี่ เช่น เป็นนายกฯ เป็นนายพล เป็นนายพัน เป็นพ่อ เป็นแม่ เป็นต้น และในตอนท้ายตัวชาติ ชรา มรณะ ก็ทำให้เกิด การเวียนว่ายตายเกิดต่อไปในอนาคต นี่คือการอธิบายแบบข้ามภพข้ามชาติจากอดีตมาสู่ปัจจุบัน

- ข้ามภพข้ามชาติปัจจุบันไปสู่อนาคต

หากจะแบ่งไปแล้วสิ่งที่ติดมาข้ามภพข้ามชาติจนทำให้เกิดตัวของเราในปัจจุบันนี้ จะมาถึงแค่เวทนา คือเป็นกิเลส กรรม วิบาก ที่ติดข้ามภพข้ามชาติมาแล้ว ที่ทำให้เกิดกิเลสในปัจจุบัน ก็คือ ตัณหา อุปาทานเพราะเกิดจากการฟูขึ้นของกิเลสที่เกิดจากการไปรับรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส แล้วทำให้เกิดความรู้สึก เกิดการสร้างกรรมใหม่ แล้วเกิดเป็นวิบากต่อไปในอนาคตข้างหน้าอีก

ข้ามภพข้ามชาติอดีตมาสู่ปัจจุบัน

อวิชชา คือ กิเลส

สังขาร คือ กรรม

วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา คือ วิบาก

ข้ามภพข้ามชาติปัจจุบันสู่อนาคต

ตัณหา อุปาทาน คือ กิเลส

ภพ คือ กรรม

ชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส คือ วิบาก

2.)ปฏิจจสมุปบาทแบบทุกขณะจิต

ในวงจรปฏิจจสมุปบาทแบบทุกขณะจิต ชาติและชรามรณะไม่ใช่ภพชาติใหม่ แต่ หมายถึง การเกิดดับของจิตในทุกขณะ เป็นธรรมดาจิตของเราจะเกิดดับอยู่ตลอดเวลา ซึ่งมีการเกิดดับเร็วมาก ขั้นตอนการเกิดดับเรียกว่า อุปาทะ ฐิติ ภังคะ ซึ่งก็หมายถึง ชาติ ชรา มรณะนั่นเอง คือเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป

มองย้อนกลับไป จิตเกิดมาได้เพราะมีภพอยู่ คือมีความเป็นอยู่ว่าเรา เห็นว่าสิ่งนี้เป็นตัวของเรา ความดีเป็นสิ่งที่เกิดจากการกระทำของเราในทุกๆ อย่าง ที่ตรงนี้มีเกิดจากการทำงานของกายและใจ เมื่อรับรู้รส กลิ่น รส เสียง สัมผัส เกิดเวทนาในใจ มองลงไปเราเห็นกิเลสฟุ้ง ขุ่นตลอดเวลาเหมือนน้ำขุ่น ถูกกวนให้ตะกอนน้ำขุ่นตลอดเวลา เพราะเราไม่สำรวมอินทรีย์ จึงเกิดความขุ่นตลอดเวลา ฉะนั้นร่างกายของเราจึงมีการทำงาน

บุญทำให้เกิด บาปทำให้ดับ เกิดดับๆ อยู่ตลอดเวลา ในทุกๆ ขณะจิตของเรามีการทำงานเหล่านี้ตั้งแต่วิญญาณถึงภพ เพราะมีอวิชชาและสังขารเป็นราก

วิปัสสนาภูมิซึ่งประกอบด้วย ขันธ์ 5 อายตนะ 12 ธาตุ 18 อินทรีย์ 22 อริยสัจ 4 ปฏิจจสมุปบาท ล้วนมีความเกี่ยวโยงกันตั้งแต่ต้น เมื่อไปดูการทำงานของปฏิจจสมุปบาท ในช่วงท้ายจะพบว่า มีการทำงานเกี่ยวเนื่องกันอย่างเห็นได้ชัด ดังนั้นการจะเห็นขันธ์ 5 อายตนะ12 ธาตุ18 อินทรีย์ 22 อริยสัจ 4 ต้องดูด้วยตาของพระธรรมกาย ตั้งแต่กายธรรม โคตรภูถึงกายธรรมพระอรหัต ส่วนปฏิจจสมุปบาทนั้นเป็นธรรมที่ลึกซึ้ง จึงต้องเป็นกายธรรม พระอรหัตเท่านั้น จึงพิจารณาเห็นได้

การศึกษาวิปัสสนาภูมิเป็นเรื่องที่ละเอียดลึกซึ้งยากแก่การเข้าใจด้วยสติปัญญาของมนุษย์ธรรมดา แต่เราทุกคนก็สามารถศึกษาได้ หากเราสามารถทำใจให้หยุดนิ่ง เข้าถึงพระธรรมกาย ใช้ตาและญาณของพระธรรมกายไปศึกษาเรื่องราวเหล่านี้ ก็จะทำให้สามารถรู้เห็นได้ตรง เป็นไปตามความเป็นจริง

บทเรียนสมาธิตั้งแต่ต้นจนถึงเล่มสุดท้าย ทั้ง 8 วิชานี้ หวังเป็นอย่างยิ่งที่จะให้นักศึกษาสามารถปฏิบัติจนเข้าถึงพระธรรมกาย ดังนั้นแม้ว่าจะจบบทเรียนไปแล้ว นักศึกษาก็ควรจะฝึกปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง เพื่อบรรลุเป้าหมายเข้าถึงพระธรรมกายให้ได้ เป็นการสร้างที่พึ่งให้เกิดขึ้นกับตนเองและบุคคลรอบข้าง อีกทั้งเพื่อเอื้อต่อการไปเรียนรู้สิ่งที่เป็นความจริงของชีวิตต่อไป

1) เอกสารรวบรวมพระธรรมเทศนา (พระมงคลเทพมุนี), กรุงเทพฯ : อาคารทวีสินคอมเพล็กซ์, 2539, หน้า 4-13.
2) บุรุษมีกำลังปานกลาง.
3) พระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนี (หลวงพ่อวัดปากน้ำ) และคณะศิษย์, ทางมรรค ผล นิพพาน (ธรรมปฏิบัติตามแนววิชชาธรรมกาย), กรุงเทพฯ : ชวนพิมพ์, 2523, หน้า 399.
4) , 5) พระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนี (หลวงพ่อวัดปากน้ำ) และคณะศิษย์, ทางมรรค ผล นิพพาน (ธรรมปฏิบัติตามแนววิชชาธรรมกาย), กรุงเทพฯ : ชวนพิมพ์, 2523, หน้า 400.
6) พระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนี (หลวงพ่อวัดปากน้ำ) และคณะศิษย์, ทางมรรค ผล นิพพาน (ธรรมปฏิบัติตามแนววิชชาธรรมกาย), กรุงเทพฯ : ชวนพิมพ์, 2523, หน้า 385.
7) พระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนี (หลวงพ่อวัดปากน้ำ) และคณะศิษย์, ทางมรรค ผล นิพพาน (ธรรมปฏิบัติตามแนววิชชาธรรมกาย), กรุงเทพฯ : ชวนพิมพ์, 2523, หน้า 401.
8) พระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนี (หลวงพ่อวัดปากน้ำ) และคณะศิษย์, ทางมรรค ผล นิพพาน (ธรรมปฏิบัติตามแนววิชชาธรรมกาย), กรุงเทพฯ : ชวนพิมพ์, 2523, หน้า 384.
9) พระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนี (หลวงพ่อวัดปากน้ำ) และคณะศิษย์, ทางมรรค ผล นิพพาน (ธรรมปฏิบัติตามแนววิชชาธรรมกาย), กรุงเทพฯ : ชวนพิมพ์, 2523, หน้า 405.
10) พระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนี (หลวงพ่อวัดปากน้ำ) และคณะศิษย์, ทางมรรค ผล นิพพาน (ธรรมปฏิบัติตามแนววิชชาธรรมกาย), กรุงเทพฯ : ชวนพิมพ์, 2523, หน้า 412.
11) พระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนี (หลวงพ่อวัดปากน้ำ) และคณะศิษย์, ทางมรรค ผล นิพพาน (ธรรมปฏิบัติตามแนววิชชาธรรมกาย), กรุงเทพฯ : ชวนพิมพ์, 2523, หน้า 416-420.
12) , 13) พระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนี (หลวงพ่อวัดปากน้ำ) และคณะศิษย์, ทางมรรค ผล นิพพาน (ธรรมปฏิบัติตามแนววิชชาธรรมกาย), กรุงเทพฯ : ชวนพิมพ์, 2523, หน้า 524-525.
14) , 15) พระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนี (หลวงพ่อวัดปากน้ำ) และคณะศิษย์, ทางมรรค ผล นิพพาน (ธรรมปฏิบัติตามแนววิชชาธรรมกาย), กรุงเทพฯ : ชวนพิมพ์, 2523, หน้า 526.
16) พระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนี (หลวงพ่อวัดปากน้ำ) และคณะศิษย์, ทางมรรค ผล นิพพาน (ธรรมปฏิบัติตามแนววิชชาธรรมกาย), กรุงเทพฯ : ชวนพิมพ์, 2523, หน้า 529.
17) พระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนี (หลวงพ่อวัดปากน้ำ) และคณะศิษย์, ทางมรรค ผล นิพพาน (ธรรมปฏิบัติตามแนววิชชาธรรมกาย), กรุงเทพฯ : ชวนพิมพ์, 2523, หน้า 537-539.
18) พระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนี (หลวงพ่อวัดปากน้ำ) และคณะศิษย์, ทางมรรค ผล นิพพาน (ธรรมปฏิบัติตามแนววิชชาธรรมกาย), กรุงเทพฯ : ชวนพิมพ์, 2523, หน้า 541.
19) พระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนี (หลวงพ่อวัดปากน้ำ) และคณะศิษย์, ทางมรรค ผล นิพพาน (ธรรมปฏิบัติตามแนววิชชาธรรมกาย), กรุงเทพฯ : ชวนพิมพ์, 2523, หน้า 542.
md408/11.txt · แก้ไขครั้งล่าสุด: 2015/03/15 16:55 (แก้ไขภายนอก)
 
เว้นแต่จะได้แจ้งไว้เป็นอื่นใด เนื้อหาบนวิกินี้ถูกกำหนดสิทธิ์ไว้ภายใต้สัญญาอนุญาติต่อไปนี้: CC Attribution-Noncommercial 3.0 Unported
Recent changes RSS feed Donate Powered by PHP Valid XHTML 1.0 Valid CSS Driven by DokuWiki