บทที่ 3 อรูปกัมมัฏฐาน

เนื้อหา บทที่ 3 อรูปกัมมัฏฐาน

  • 3.1 ความเป็นมา
  • 3.2 ความหมายของอรูปกัมมัฏฐาน
  • 3.3 วิธีการเจริญอรูปกัมมัฏฐาน
    • 3.3.1 อากาสานัญจายตนฌาน
    • 3.3.2 วิญญาณัญจายตนฌาน
    • 3.3.3 อากิญจัญญายตนฌาน
    • 3.3.4 เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน
  • 3.4 ความประฌีตแห่งอรูปฌาน
  • 3.5 การเจริญอรูปกัมมัฏฐานในวิชชาธรรมกาย

แนวคิด

1.อรูปกัมมัฏฐานเป็นวิธีการเจริญสมาธิที่มีการฝึกกันทั้งในพระพุทธศาสนาและ นอกพระพุทธศาสนา โดยอรูปกัมมัฏฐานในพระพุทธศาสนาจะเป็นขั้นตอนที่จะนำไปสู่ขั้นวิปัสสนาและเป็นหนทางไปสู่หนทางหลุดพ้น หมดกิเลส

2.อรูปกัมมัฏฐาน เป็นการเจริญสมาธิที่นำเอาอารมณ์ที่ไม่ใช่รูปฌานเป็นที่ตั้ง ผู้จะ เจริญอรูปกัมมัฏฐานจะต้องเป็นได้รูปาวจรฌานลาภีบุคคลและมีวสีภาวะ อรูปกัมมัฏฐาน มี 4 ประการ ย่อมทำให้บรรลุถึงอรูปฌาน 4

3.การเจริญอรูปกัมมัฏฐานเพื่อให้ถึงอากาสานัญจายตนฌาน ต้องเพิกกสิณที่ทำให้เกิดรูปฌาน 4 และนึกหน่วงอากาสบัญญัติเป็นอารมณ์ เมื่อเพิกอากาสบัญญัติ และนึกหน่วงอากาสานัญจายตนฌานให้เป็นอารมณ์ ทำให้ได้ถึงวิญญานัญจายตนฌาน เพิกวิญญานัญจาย-ตนฌาน นึกหน่วงนัตถิภาวบัญญัติเป็นอารมณ์ ทำให้ถึงอากิญจัญญายตนฌาน เพิกนัตถิภาว-บัญญัติ นึกหน่วงอากิญจัญญายตนฌานเป็นอารมณ์ ทำให้ถึงเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน

4.การเจริญอรูปกัมมัฏฐานในวิชชาธรรมกาย ต้องเข้าถึงกายอรูปพรหม แล้วใช้กาย อรูปพรหมเจริญอรูปกัมมัฏฐาน

วัตถุประสงค์

1.เพื่อให้นักศึกษาสามารถบอกความเป็นมาของอรูปกัมมัฏฐาน

2.เพื่อให้นักศึกษาสามารถบอกความหมายและประเภทของอรูปกัมมัฏฐาน

3.เพื่อให้นักศึกษาสามารถบอกวิธีการเจริญอรูปกัมมัฏฐานทั้ง 4

4.เพื่อให้นักศึกษาสามารถบอกวิธีการเจริญอรูปกัมมัฏฐานเพื่อให้เข้าถึงพระธรรมกาย

ผลของการปฏิบัติสมถกัมมัฏฐาน นอกเหนือจากจะทำให้บรรลุรูปฌานแล้ว อรูปฌานเป็นผลขั้นต่อมาที่เกิดจากการสมถกัมมัฏฐาน การเข้าถึงอรูปฌานได้ ในคัมภีร์วิสุทธิมรรคกล่าวถึงวิธีการปฏิบัติที่เรียกว่าอรูปกัมมัฏฐาน ดังนั้น ในบทเรียนนี้ นักศึกษาจะได้ศึกษาเรื่องราว เกี่ยวกับการเจริญอรูปกัมมัฏฐาน และความสอดคล้องกับการปฏิบัติเพื่อให้เข้าถึงพระธรรมกาย ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องและสอดคล้องกันอย่างไร

3.1 ความเป็นมา

อรูปกัมมัฏฐานเป็นการเจริญสมาธิขั้นสูงสุดของสมถะ ซึ่งเป็นขั้นตอนที่เกิดต่อจากการบรรลุฌาน 4 ส่งผลให้ได้อรูปฌาน ซึ่งวิธีการฝึกสมาธิจนกระทั่งบรรลุอรูปฌานนี้ เป็นสิ่งที่รู้จักกันก่อนการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีหลักฐานแสดงว่า ในช่วงที่เจ้าชายสิทธัตถะแสวงหาทางหลุดพ้น ก่อนการตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ได้ทรงไปศึกษาและปฏิบัติอยู่กับดาบส 2 ท่าน คือ อุทกดาบสและอาฬารดาบส ผู้ได้บรรลุอรูปฌาน 3 และอรูปฌาน 4 แต่พระองค์ก็ทรงตระหนักว่าไม่ใช่หนทางที่จะนำไปสู่ความหลุดพ้น พระองค์จึงทรงจากครูทั้งสองไป และแสวงหาวิธีการเพื่อการหลุดพ้นด้วยพระองค์เอง1)

ในปาสราสิสูตร2) ได้กล่าวถึงขั้นตอนที่เริ่มจากการเจริญสมาธิภาวนาขั้นต้น คือ การบรรลุฌานขั้นต่างๆ จนกระทั่งบรรลุอรูปฌาน และเข้าถึงสัญญาเวทยิตนิโรธ จนกระทั่งสิ้นกิเลสอาสวะ ทั้งหมดเป็นขั้นตอนที่ชี้ให้เห็นหลักแห่งการเจริญสมาธิในพระพุทธศาสนา และชี้ให้เห็นความแตกต่างของการบรรลุอรูปฌานในพระพุทธศาสนาที่แตกต่างจากนอกพระพุทธศาสนา คือ ในพระพุทธศาสนาจะมีเรื่องของวิปัสสนาเข้ามาเกี่ยวข้อง ความสมบูรณ์ของการเจริญสมาธิภาวนาในพระพุทธศาสนาจะเกิดขึ้นเมื่อสมาธิและปัญญาบริบูรณ์ อันนำไปสู่ความเป็น พระอรหันต์

และการเจริญอรูปฌานขั้นต่างๆ ในพระพุทธศาสนา โดยมีลักษณะของการเป็นฐานไปสู่วิปัสสนานี้ ย่อมทำให้ผู้ปฎิบัติหลุดพ้นจากมิจฉาทิฏฐิ โดยเฉพาะนัตถิกทิฏฐิ เพราะปรากฏว่ามีพราหมณ์และนักบวชบางพวกแม้จะเป็นผู้ปฏิบัติจนบรรลุฌานแล้ว ก็ยังยึดถือทิฏฐิเหล่านั้น ด้วยเหตุที่เข้าถึงการปฏิบัติที่ไม่สมบูรณ์3)

ดังนั้น เมื่อกล่าวถึงอรูปกัมมัฏฐาน จึงมีลักษณะความเห็นของการปฏิบัติอยู่ 2 ประการ คือ

1.ในเวลาที่พระพุทธศาสนายังไม่อุบัติขึ้น ผู้ที่เป็นนักบวชประเภทโยคีต่างๆ บำเพ็ญฌานถึงขั้นปัญจมฌานลาภี (ฌานที่ 5) มีความคิดกันขึ้นมาว่า ร่างกายนี้เป็นต้นเหตุของความทุกข์ต่างๆ เช่น ต้องเจ็บป่วย แก่ชรา การทะเลาะวิวาทประหัตประหารกันก็ดี โรคภัยก็ดี ความกำหนัดรักใคร่ในกันและกันก็ดี การยื้อแย่งวัตถุสิ่งของกันและกันก็ดี ฯลฯ เหล่านี้ ล้วนแต่เนื่องจากร่างกายทั้งสิ้น เพราะมีร่างกายจึงมีตัณหา เช่น ความอยากในอาหาร ความอยากเสพกาม อยากได้รูป เสียง กลิ่น รส และสัมผัสที่ดี อันเป็นสิ่งนำความทุกข์ประการต่างๆ มาให้

สำหรับร่างกายเองนั้น ก็เกิดมาจากสิ่งไม่สะอาดมีเลือดของบิดามารดา ฯลฯ จึงเรียกว่า กรชกาย (กะ แปลว่า สรีระ รชะ แปลว่า ธุลี) แปลว่า กายอันเกิดด้วยธุลีในสรีระ ปัญจมฌาน-ลาภีบุคคลเหล่านี้ เห็นว่าในอรูปภูมิเป็นภูมิที่ปราศจากร่างกาย มีแต่จิตใจอย่างเดียว เรื่องเดือดร้อนต่างๆ ที่เกี่ยวกับกายก็หมดไป นับว่าเป็นความสุขอย่างยิ่ง เมื่อเกิดความคิดเห็นดังนี้แล้ว ก็เกิดเบื่อหน่ายในร่างกาย อยากจะไปบังเกิดในอรูปภูมิอย่างเดียว พร้อมกันนั้นก็เกิดความกลัวในปฏิภาคนิมิต อันเป็นอารมณ์ของรูปาวจรปัญจมฌาน ที่เกิดต่อเนื่องมาจากรูปที่เป็นองค์กสิณ เรียกว่า เบื่อหน่าย เกลียดกลัวในร่างกายอันเป็นรูป ความเกลียดกลัวนั้นยังต่อเนื่องมาจนแม้ในปฏิภาคนิมิตที่มาจากรูปกสิณก็กลัวไปด้วย เหมือนคนกลัวผี เห็นตอไม้ในตอนมืด ก็นึกหวาดกลัวว่าผีหลอก

2.เกิดจากความเห็นที่เกิดขึ้นในสมัยที่มีพระพุทธศาสนาอุบัติขึ้นแล้ว ปัญจมฌานลาภี-บุคคลไม่ได้พิจารณาเห็นโทษของร่างกายแต่ประการใด แต่เห็นว่าสมาธิที่เกิดจากอรูปฌานนั้นมีกำลังมั่นคง และประณีตกว่าสมาธิที่เกิดจากรูปฌาน เป็นสมาธิในขั้นที่สามารถใช้ทำอภิญญา หรือหากได้สำเร็จเป็นพระอนาคามี พระอรหันต์เวลาใด ยังช่วยให้เข้านิโรธสมาธิบัติอันเป็นสภาวะที่มีสันติสุขอย่างยิ่งได้4)

3.2 ความหมายของอรูปกัมมัฏฐาน

อรูป แปลว่า ไม่มีรูป หมายถึงภาวะที่ปราศจากรูป

อรูปกัมมัฏฐาน หมายถึง การเอาอารมณ์ที่ไม่ใช่รูปฌานเป็นที่ตั้งแห่งการงานทางใจ ที่เจาะจงเอาอารมณ์ที่ไม่ใช่รูปฌาน เพราะเห็นว่าฌานที่ต้องอาศัยรูปเป็นอารมณ์นั้นหยาบกว่า ฌานที่ไม่ใช้รูปเป็นอารมณ์ สมาธิที่เกิดจากรูปก็ต้องหยาบกว่าสมาธิที่เกิดจากสิ่งที่ไม่ใช่รูป ดังนั้น สมาธิที่เกิดจากอรูปฌานต้องมีกำลังมั่นคงและประณีตมาก เพราะปรารถนาจะได้ฌานที่ประณีตยิ่งและมีกำลังมั่นคง จึงเจริญอรูปกัมมัฏฐาน

ผู้ที่จะเจริญอรูปกัมมัฏฐาน จะต้องเป็นรูปาวจรปัญจมฌานลาภีบุคคล คือ บุคคลที่ได้ฌาน55) มาแล้ว และมีวสีภาวะ คือ ความคล่องชำนาญสามารถในฌานทั้ง 5 นั้น โดยสมบูรณ์เป็นอย่างดีด้วย จึงจะเจริญอรูปกัมมัฏฐานได้

วสีภาวะ หรือความชำนาญในฌาน มี 5 ประการ คือ

1.อาวัชชนวสี ชำนาญในการระลึก

2.สมาปัชชนวสี ชำนาญในการเข้าฌาน

3.อธิษฐานวสี ชำนาญในการกำหนดเวลาเข้า

4.วุฏฐานวสี ชำนาญในการกำหนดเวลาออก

5.ปัจจเวกขณวสี ชำนาญในการพิจารณาองค์ฌาน

อรูปกัมมัฏฐานที่บุคคลเจริญนั้น มี 4 ประการ ได้แก่

1.อากาสบัญญัต เป็นอรูปกัมมัฏฐานให้ถึง อากาสานัญจายตนฌาน

2.อากาสานัญจายตนฌาน เป็นอรูปกัมมัฏฐานให้ถึง วิญญาณัญจายตนฌาน

3.นัตถิภาวบัญญัติ เป็นอรูปกัมมัฏฐานให้ถึง อากิญจัญญายตนฌาน

4.อากิญจัญญายตนฌาน เป็นอรูปกัมมัฏฐานให้ถึง เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน

3.3 วิธีการเจริญอรูปกัมมัฏฐาน

ผู้ปฏิบัติเมื่อเห็นโทษในรูปว่า รูปนี้ถูกโรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียน ก่อให้เกิดการทะเลาะวิวาท จับศัสตราอยู่แย่งชิงกันอยู่ จึงเกิดความเบื่อหน่าย บำเพ็ญฌานด้วยอำนาจกสิณทั้ง 9 (เว้นอากาส- กสิณ) เมื่อได้เข้าถึงรูปฌานแล้ว ก็เห็นโทษในรูปแห่งกสิณซึ่งมีส่วนเปรียบด้วยรูปหยาบอยู่ จึงใคร่จะก้าวล่วงรูปกสิณนั้นไป เปรียบเหมือนคนกลัวงู ถูกงูไล่ จึงหนีไปโดยเร็ว เห็นใบตาลหรือเถาวัลย์ที่มีลวดลายคล้ายงู ก็สะดุ้งกลัว หรือเหมือนคนที่เป็นศัตรู ถูกจองเวร ทำร้าย เบียดเบียนอยู่ จึงย้ายไปที่อื่นเพื่อพักอาศัย ครั้นได้เห็นคนที่มีลักษณะหน้าตา และเสียงพูดคล้ายศัตรู ก็ย่อมจะ สะดุ้งกลัว ไม่ต้องการเห็นเลย ฉันใด เวลาที่เห็นรูปหยาบเป็นโทษ ก็เหมือนเวลาที่ถูกงูกัดหรือถูกศัตรูทำร้าย เวลาที่ก้าวล่วงรูปหยาบไปได้ ด้วยอำนาจรูปฌานก็เหมือนการหนีงูไปและ การย้ายบ้านไป การกำหนดกสิณรูปว่าคล้ายรูปหยาบ ก็เหมือนการได้เห็นใบตาล เถาวัลย์ที่เหมือนงู หรือเหมือนการได้เห็นคนคล้ายศัตรู จึงเกิดความกลัวใคร่จะหนีไป ดังนั้นนักปฏิบัติต้องการจะหลีกจากรูปกสิณอันเป็นอารมณ์แห่งจตุตถฌาน จึงสั่งสมวสีและออกจากอรูปฌาน และปฏิบัติดังต่อไปนี้

3.3.1 อากาสานัญจายตนฌาน

ผู้ต้องการถึงอากาสานัญจายตนฌานต้องกระทำอากาสบัญญัติที่ได้มาจากการเพิกกสิณทั้ง 9 (เว้นอากาสกสิณ) ให้เป็นอารมณ์อากาสบัญญัติที่ได้มาจากการเพิกกสิณแล้วนั้นมีชื่อว่า กสิณุคฆาฏิมากาสบัญญัติ ซึ่งบางทีก็เรียกกันสั้นๆ ว่า อากาสบัญญัติ เท่านั้นก็ได้

ให้นึกหน่วงเอาอากาสบัญญัติเป็นอารมณ์ โดยบริกรรมในใจว่า อากาโส อนนฺโต อากาโส อนนฺโต อากาศไม่มีที่สิ้นสุดๆ

คำว่า อากาศไม่มีที่สิ้นสุดนี้ มีความหมายว่า ธรรมดาอากาศนั้นเป็นบัญญัติ หาใช่ ปรมัตถ์ไม่ ฉะนั้นจึงไม่มีเบื้องต้น คือ การอุบัติขึ้น และไม่มีเบื้องปลาย คือ การดับไป นี้แหละ ที่เรียกว่า อนนฺโต ส่วนบริกรรมนั้นจะใช้แต่เพียง อากาโส อากาโส หรือ อากาสํ อากาสํ เท่านี้ก็ได้

ในคัมภีร์มิลินทปัญหา ตอนนิพพานปัญหา6) ได้แสดงคุณของอากาศไว้ 10 ประการ

1.น ชียติ ไม่แก่

2.น มียติ ไม่ตาย

3.น จวติ ไม่จุติ

4.น อุปฺปชฺชติ ไม่เกิด

5.อปฺปสยฺหํ ไม่มีใครข่มเหง

6.อโจรคหณียํ ไม่มีโจรลัก

7.อนิสฺสิตํ ไม่มีที่พึ่งอาศัย

8.วิหงฺคคมนํ เป็นทางไปของเหล่าวิหค (สัตว์ที่ไปในอากาศเวหา)

9.นิราวรณํ ไม่มีอะไรกั้น

10.อนนฺตํ ไม่มีแดนที่สุด

เมื่อบริกรรมว่า อากาศไม่มีที่สิ้นสุด โดยไม่พะวงถึงนิมิตของกสิณที่จะเพิก แต่มาใฝ่ใจในความว่างเปล่าของอากาสบัญญัติ การใฝ่ใจย่อมทวีกำลังมากขึ้น สติก็จะตั้งมั่นด้วยอุปจารสมาธิ

ครั้นสติตั้งมั่นแน่แน่วจนสามารถเพิกปฏิภาคนิมิตแห่งกสิณ ซึ่งเป็นนิมิตกัมมัฏฐาน ที่ติดแนบแน่นใจอยู่นั้นเสียได้โดยเด็ดขาดในเวลาใด อากาสบัญญัติก็ปรากฏขึ้นในเวลานั้น อากาสานัญจายตนฌานก็เกิดขึ้นพร้อมกันในทันทีนั้นด้วย เป็นอันว่าโยคีผู้นั้นถึงซึ่งอัปปนาสมาธิ สำเร็จเป็นอากาสานัญจายตนฌานลาภีบุคคล

“ อากาสานัญจายตนฌาน” นี้ มีชื่อเรียกได้เป็น 3 อย่าง คือ อรูปฌาน 1 อากาสา-นัญจายตนฌาน 1 และปฐมารุปปฌาน 1

ที่เรียกว่า อรูปฌาน เพราะว่าปัญจมฌานลาภีบุคคลนี้มิได้สนใจเพ่งปฏิภาคนิมิตที่เป็นรูปเป็นอารมณ์แต่ประการใดเลย เมื่อฌานจิตเกิดขึ้น ฌานจิตนี้ก็ปราศจากรูปเป็นอารมณ์ ดังนั้นจึงเรียกว่า อรูปฌาน

ที่เรียกว่า อากาสานัญจายตนฌาน เพราะว่าฌานจิตนี้มีความมั่นคง ตั้งอยู่โดยไม่หวั่นไหว เกิดขึ้นโดยอาศัยอากาสบัญญัติ ซึ่งไม่ปรากฏเบื้องต้น คือ ความเกิด เบื้องปลาย คือ ความดับ ดังนั้นจึงเรียกว่า อากาสานัญจายตนฌาน

ที่เรียกว่า ปฐมารุปปฌาน เพราะว่าภายหลังที่ได้เว้นจากบัญญัติกัมมัฏฐานที่ เกี่ยวกับรูปได้แล้ว หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งว่า ได้ก้าวล่วงอารมณ์ที่เป็นรูปกัมมัฏฐานได้แล้ว และมาถึงฌานที่มีอารมณ์อันไม่ใช่รูปเป็นอันดับแรก เป็นอันดับที่ 1 จึงได้ชื่อว่า ปฐมารุปปฌาน

3.3.2 วิญญาณัญจายตนฌาน

อากาสานัญจายตนฌานลาภีบุคคล ผู้มีวสีภาวะทั้ง 5 ในอากาสานัญจายตนฌาน คล่องแคล่วเป็นอย่างดีแล้ว จึงจะสามารถเจริญสมถภาวนาเพื่อให้ถึงวิญญาณัญจายตนฌานได้

ในการเจริญให้ถึง วิญญาณัญจายตนฌาน ก็มีนัยเป็นทำนองเดียวกับอากาสานัญจาย-ตนฌาน คือ ชั้นต้น ต้องไม่พะวงในกสิณุคฆาฏิมากาสบัญญัติ คือ อากาสบัญญัติ แต่ให้ไปใส่ใจในอากาสานัญจายตนฌานที่ตนถึงแล้วและดับไปแล้วนั้น โดยการพยายามพรากใจออกจาก อากาสบัญญัตินั้นเสีย พากเพียรยึดเหนี่ยวให้อากาสานัญจายตนฌานมาปรากฏแทน โดยบริกรรมว่า วิญฺญาณํ อนนฺตํ วิญฺญาณํ อนนฺตํ หรือ วิญฺญาณํ วิญฺญาณํ มีความหมายว่า หน่วงเอาวิญญาณ คือ ตัวที่รู้ว่าอากาศ ไม่มีที่สิ้นสุดมาเป็นอารมณ์

เมื่อพยายามเจริญอยู่อย่างนี้เรื่อยๆ ไป จนจิตใจปราศจากนิกันติตัณหา (ความติดใจยินดี)ในกสิณุคฆาฏิมากาสบัญญัติ คือ อากาสบัญญัติ เจริญภาวนาต่อไปจนอากาสบัญญัติที่เป็นนิมิตกัมมัฏฐานสูญหายไปจากใจ ก้าวล่วงอารมณ์ที่เป็นอากาสบัญญัติซึ่งแนบแน่นในจิตใจเสียได้ในเวลาใดแล้ว เวลานั้นอากาสานัญจายตนฌานก็ปรากฏเป็นอารมณ์ขึ้นแทน จิตที่มีอากาสา- นัญจายตนฌานเป็นอารมณ์ มีชื่อว่า วิญญาณัญจายตนฌานจิต บุคคลที่ได้ที่ถึงวิญญาณัญจาย-ตนฌานจิต เรียกว่า วิญญาณัญจายตนฌานลาภีบุคคล

เหตุที่จำเป็นต้องใส่ใจในอากาสานัญจายตนฌาน ทั้งที่มองเห็นโทษ เพราะมีความจำเป็นต้องอาศัย จึงจะสำเร็จประโยชน์ในขั้นสูงต่อไป เหมือนมหาดเล็กที่เบื่อหน่ายพระราชา แต่จำต้อง ทนปรนนิบัติ เพื่อยังอาชีพของตนให้รุ่งเรือง

วิญญาณัญจายตนฌาน เรียกว่า ทุติยารุปปฌาน ก็ได้ อันมีความหมายว่า เป็นการได้ การถึงฌานที่มีอารมณ์อันไม่ใช่รูป คือ อรูปฌานเป็นอันดับที่ 2 เป็นขั้นที่ 2

3.3.3 อากิญจัญญายตนฌาน

ผู้ต้องการเจริญสมถภาวนาเพื่อให้ได้ อากิญจัญญายตนฌาน จะต้องเป็นวิญญาณัญจายตนฌานลาภีบุคคล ผู้มีวสีในวิญญาณัญจายตนฌานนั้นจนชำนาญคล่องแคล่ว ทั้ง 5 ประการ

การเจริญให้ถึงอากิญจัญญายตนฌานก็มีนัยเป็นทำนองเดียวกับวิญญาณัญจายตนฌาน กล่าวคือ

ชั้นต้น ต้องเลิกพะวงถึงการเอาอากาสานัญจายตนฌานมาเป็นอารมณ์ พยายามพรากอารมณ์ที่เป็นอากาสานัญจายตนฌานนั้นให้ได้ ด้วยการหน่วงเอา นัตถิภาวบัญญัติ หรือ อภาวบัญญัติ คือ ความไม่มีอะไร มาเป็นอารมณ์โดยบริกรรมว่า นตฺถิ กิญฺจิ นตฺถิ กิญฺจิ นิดหนึ่งก็ไม่มี หน่อยหนึ่งก็ไม่มี ถือเอาความไม่มีมาเป็นอารมณ์ มีความหมายว่า ไม่มีอากาสา-นัญจายตนฌานมาเป็นอารมณ์ แม้แต่สักนิดเดียวก็ไม่มี อันเป็นการพยายามก้าวล่วงอารมณ์ของ ทุติยารุปปฌานซึ่งเป็นธรรมเนียม เป็นภาวะตามธรรมชาติของอรูปฌานชั้นที่สูงกว่า ย่อมก้าวล่วงอารมณ์ของอรูปฌานชั้นที่ต่ำกว่า ตามลำดับไป

เมื่อได้พยายามบริกรรม นัตถิ กิญจิ อยู่เรื่อยๆ ไป จนจิตใจปราศจากความติดใจยินดีในอากาสานัญจายตนฌาน ครั้นเจริญภาวนาต่อไปจนอากาสานัญจายตนฌานที่เป็นนิมิต-กัมมัฏฐานสูญหายไปจากใจ ก้าวล่วงอารมณ์ที่เป็นอากาสานัญจายตนฌาน ซึ่งแนบแน่นในจิตใจเสียได้แล้วในเวลาใด เวลานั้นเองนัตถิกิญจิก็ปรากฏเป็นอารมณ์ขึ้นมาแทน จิตที่มีนัตถิกิญจิเป็นอารมณ์ ก็คือ อากิญจัญญายตนฌาน เป็นฌานที่มีความไม่มีเป็นอารมณ์ นักปฏิบัติที่ได้ ที่ถึงอากิญจัญญายตนฌาน เรียกว่า อากิญจัญญายตนฌานลาภีบุคคล

อากิญจัญญายตนฌาน เรียกว่า ตติยารุปปฌาน ก็ได้ ซึ่งมีความหมายว่า เป็นการ ได้ถึงฌานที่มีอารมณ์อันมิใช่รูป คือ อรูปฌาน เป็นอันดับที่ 3 เป็นขั้นที่ 3

3.3.4 เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน

อากิญจัญญายตนฌานลาภีบุคคล ผู้ที่ได้ฝึกฝนตนเองจนชำนิชำนาญในวสีภาวะทั้ง 5 แห่งอากิญจัญญายตนฌานโดยสมบูรณ์เป็นอย่างดีแล้ว จึงจะสามารถเจริญสมถภาวนา ให้ถึง เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน ได้

ต้องเริ่มเจริญโดยการพยายามพรากใจออกมาจาก หรือให้ก้าวล่วงจากนัตถิภาวบัญญัติ แต่ให้หน่วงเอาอากิญจัญญายตนฌานมาเป็นอารมณ์ในการบริกรรมแทน โดยบริกรรมว่า เอตํ สนฺตํ เอตํ ปณีตํ ฌานนี้สงบหนอ ฌานนี้ประณีตหนอ หรือ สนฺตํ สนฺตํ ปณีตํ ปณีตํ สงบหนอๆ ประณีตหนอๆ เท่านี้ก็ได้

ที่บริกรรมว่า สงบหนอ ประณีตหนอ เพราะอากิญจัญญายตนฌานจิตที่หน่วงเอาความไม่มีมาเป็นอารมณ์นั้น เป็นจิตมีสัญญาที่ละเอียดมากประณีตมากและสงบมากด้วย สัญญานั้น สงบและประณีตมากจนแทบจะไม่รู้สึกว่ามี

เมื่อบริกรรมดังกล่าวด้วยความพยายามเรื่อยไปไม่ทอดทิ้ง จนจิตใจปราศจากความยินดี หมดความติดใจในนัตถิภาวบัญญัติ ครั้นเจริญภาวนาต่อไปจนนัตถิภาวบัญญัติ ที่เป็นนิมิต- กัมมัฏฐานแก่อากิญจัญญายตนฌานนั้นปราศไปจากจิตใจแล้ว ก้าวล่วงนัตถิภาวบัญญัติอารมณ์ซึ่งแนบแน่นในจิตใจเสียได้ในเวลาใดแล้ว เวลานั้นแหละ อากิญจัญญายตนฌาน ก็จะปรากฏเป็นอารมณ์ขึ้นมาแทนนัตถิภาวบัญญัติ จิตที่มีอากิญจัญญายตนฌานเป็นอารมณ์นี้เองที่เรียกว่า เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน บุคคลที่ได้เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน นี่แหละที่มีชื่อว่า เนวสัญญานาสัญญายตนฌานลาภีบุคคล

ที่เรียกว่า เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน นั้นมีความหมายว่า เป็นฌานที่ไม่มี สัญญาหยาบ มีแต่สัญญาที่ละเอียดที่ประณีต สมกับที่บริกรรมว่า สงบหนอ ประณีตหนอ อีกนัยหนึ่งมีความหมายว่า เป็นฌานที่จะว่า ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ จะว่ามีสัญญาก็ไม่ใช่ โดยมีอุปมาดังนี้คือ

สามเณรทาบาตรด้วยน้ำมันแล้ว ตั้งเก็บไว้ถึงเวลาดื่มข้าวต้ม พระเถระเรียกให้นำบาตรมา สามเณรเรียนว่า “ ในบาตรมีน้ำมัน ครับ”

พระอุปัชฌาย์ “ นำมาเถิดสามเณร ฉันจักเติมน้ำมันไว้”

สามเณรตอบว่า “ ไม่มีครับ น้ำมัน”

คำว่า น้ำมันมี ก็ใช่ เพราะมุ่งถึงความที่น้ำมันไม่ควรปนกับข้าวต้ม เพราะมันติดอยู่ในบาตร ส่วนคำว่า ไม่มี ก็ใช่ เพราะมุ่งถึงการจะใช้งานต่างๆ เช่นเติมลงในกระบอกน้ำมัน เป็นต้น

คำว่า เป็นสัญญาก็มิใช่ เพราะไม่สามารถทำหน้าที่ได้ชัดแจ้ง ไม่เป็นสัญญาก็ไม่ใช่ เพราะเป็นสภาพมีอยู่โดยเป็นสังขารที่ละเอียด

อีกอุปมาหนึ่ง เหมือนกับสามเณรเดินไปข้างหน้าพระเถระองค์หนึ่ง เมื่อเห็นน้ำ เล็กน้อยในทาง ก็เรียนว่า “ น้ำครับ โปรดถอดรองเท้า”

พระเถระกล่าวว่า “ สามเณร ถ้าน้ำมี จงนำผ้าอาบมา เราจักอาบน้ำ”

สามเณรตอบว่า “ น้ำ ไม่มีครับŽ”

คำว่า น้ำมี ก็ใช่ เพราะมุ่งถึงน้ำมีพอเปียกรองเท้า คำว่า น้ำไม่มี ก็ใช่ เพราะมุ่งถึง น้ำไม่พอจะอาบได้ แม้สัญญาก็เช่นกัน จัดว่าเป็นสัญญาก็มิใช่ เพราะไม่สามารถทำหน้าที่ให้ ชัดได้ จัดว่าไม่เป็นสัญญาก็มิใช่ เพราะเป็นสภาพมีอยู่เพียงเศษสังขาร (การปรุงแต่งความคิด) ที่ละเอียดเท่านั้น

เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน เรียกว่า จตุตถารุปปฌาน ก็ได้ ซึ่งมีความหมายว่า เป็นอรูปฌานอันดับที่ 4 ขั้นที่ 4 อันเป็นอันดับที่สูงสุดแห่งอรูปฌาน และสูงสุดในบรรดา สมาบัติทั้ง 8

3.4 ความประณีตแห่งอรูปฌาน

อรูปฌานเหล่านี้ มีอยู่ 4 ระดับ โดยการล่วงอารมณ์แต่ละอย่าง ดังนี้คือ

อรูปฌานที่ 1 โดยการก้าวล่วงรูปนิมิต

อรูปฌานที่ 2 โดยก้าวล่วงอากาศ

อรูปฌานที่ 3 โดยก้าวล่วงวิญญาณที่เป็นไปอยู่ในอากาศ

อรูปฌานที่ 4 โดยก้าวล่วงความไม่มีแห่งวิญญาณที่เป็นไปอยู่ในอากาศ

อรูปฌานนี้จะไม่มีการละองค์ฌานในแต่ละขั้นเพื่อให้ถึงฌานที่สูงกว่าเหมือนกับใน รูปฌาน เพราะองค์ฌานของอรูปฌานทุกระดับ คือ อุเบกขาและเอกัคคตา

แม้ว่าองค์ฌานแต่ละระดับจะเป็นตัวเดียวกัน แต่อรูปฌานในขั้นที่สูงกว่าย่อมมีความประณีตกว่าอรูปฌานในขั้นที่ต่ำกว่า การที่อรูปฌานทั้ง 4 มีความประณีตมากกว่ากันและกันนั้น มีอุปมาดังนี้คือ

อุปมาที่ 1

ในพื้นชั้นล่างแห่งปราสาท 4 ชั้น กามคุณ 5 ที่ประณีตด้วยเครื่องบำรุงบำเรอ มีการฟ้อนรำ ขับร้อง และบรรเลงดนตรี เครื่องหอมและพวงดอกไม้ อาหาร ที่นอนและเครื่องนุ่งห่มเหมือนของที่เป็นทิพย์ เป็นต้น ทุกสิ่งจัดไว้ครบ

แต่ในชั้นที่ 2 กามคุณ 5 จัดไว้ประณีตกว่าชั้นล่าง

ในชั้นที่ 3 ประณีตกว่านั้นไปอีก

ในชั้นที่ 4 ประณีตกว่าชั้นอื่นๆ

แม้ว่าพื้นทั้ง 4 ชั้นจะเป็นพื้นปราสาทเหมือนกัน แต่ก็มีความแปลกจากกันโดย พื้นปราสาทชั้นบนจะประณีตกว่าชั้นล่าง เพราะความสมบูรณ์แห่งกามคุณ 5 ต่างกัน

อุปมาที่ 2

มณฑปหลังหนึ่งตั้งอยู่ในที่ไม่สะอาด คราวนั้น ชายผู้หนึ่งมาที่นั่น เกลียดที่ไม่สะอาด จึงโหนอยู่ที่มณฑปเหมือนถูกแขวนไว้ ต่อมาชายคนหนึ่งมาอาศัยเกาะที่ชายคนแรก ต่อมามีชายอีกคนหนึ่งมาถึง และคิดว่า “ ชายคนที่เกาะมณฑปและชายคนที่เกาะอาศัยชายคนแรกนั้น ย่อมลำบากและอาจจะตกจากมณฑปแน่ เราจะอยู่ข้างนอกนี่ล่ะ” ชายคนที่สามนี้ ไม่อาศัยเกาะใครๆ แต่ยืนอยู่ข้างนอกมณฑป ต่อมามีชายอีกคนหนึ่งมาพบเข้า จึงคิดว่า “ เราอาศัยชายคนที่ยืนอยู่ข้างนอกดีกว่า”

เหตุการณ์ของชายทั้ง 4 นี้ เปรียบเสมือนอรูปฌานทั้ง 4 ดังนี้คือ

อากาสานัญจายตนฌาน มีอากาศเป็นอารมณ์ เพราะเกลียดรูปนิมิต เหมือนชายคนที่เกาะมณฑปโหนอยู่ เพราะเกลียดที่ที่ไม่สะอาด

วิญญาณัญจายตนฌาน ปรารภอากาสานัญจายตนะ ที่มีอากาศเป็นอารมณ์ เปรียบเหมือนชายคนที่อาศัยเกาะชายที่เกาะมณฑป

อากิญจัญญายตนฌาน ไม่ทำอากาสานัญจายตนะ ให้เป็นอารมณ์ แต่เอาความไม่มีวิญญาณนั้นเป็นอารมณ์ เปรียบเหมือนคนที่คิดเห็นความไม่ปลอดภัยของชายทั้งสองคนนั้น จึงไม่อาศัยเกาะทั้งสองคน แต่ยืนอยู่ข้างนอก

การที่ชายคนที่สี่ไปแอบอิงคนที่สามอยู่นั้น มิใช่เห็นว่าดี เพียงแต่ไม่สามารถหาผู้อื่นได้ดีกว่านั้น เปรียบกับการปฏิบัติเพื่อให้ได้เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน แม้จะเบื่อหน่ายในอารมณ์ของอากิญจัญญายตนฌาน แต่ก็ต้องนำมาใช้ เพราะไม่มีสิ่งอื่นมาใช้แทน ดุจประชาชนจำต้องอาศัยพระราชาที่ไม่ดี เพราะต้องเลี้ยงชีพ เนวสัญญานาสัญญายตนะจำต้องทำอากิญจัญญายตนะ ที่มีโทษปรากฏอยู่ว่าสมาบัตินี้มีข้าศึกคือวิญญานัญจายตนมาเป็นฐานให้เป็นอารมณ์ เพราะไม่มีอารมณ์อื่น เปรียบเหมือนประชาชนเมื่อไม่สามารถเลี้ยงชีพในประเทศอื่นได้ ก็ต้องอาศัยพระราชาองค์หนึ่งซึ่งไม่สนใจในศีล มีความประพฤติทราม เมื่อเนวสัญญานาสัญญายตนะ ไม่ได้อารมณ์อื่นก็จำต้องทำอากิญจัญญายตนะ แม้มีโทษปรากฏอยู่ให้เป็นอารมณ์เช่นกัน เนวสัญญานาสัญญายตนะนี้ย่อมเกาะเอาอากิญจัญญายตนะไว้ เพราะไม่มีอะไรจะเกาะเหมือนคนขึ้นบันไดยาว ถึงขั้นบนแล้วย่อมยึดหัวบันไดไว้ เพราะไม่มีอะไรจะยึด เหมือนคนขึ้นเขาดินปนหินถึงที่สุดแล้ว ก็ยึดยอดมันไว้ เพราะไม่มีอะไรจะยึด หรือเหมือนคนขึ้นเขาโขดหินถึงที่สุดแล้ว ก็ยันเข่าของตนไว้เพราะไม่มีอะไรจะยึดยันเช่นกัน

3.5 การเจริญอรูปกัมมัฏาฐานในวิชชาธรรมกาย

การเจริญอรูปกัมมัฏฐานได้ ต้องเข้าถึงกายอรูปพรหมเสียก่อน แล้วอาศัยกายอรูปพรหม นั้นเจริญอรูปกัมมัฏฐานตามที่ได้กล่าวมา

ทั้งรูปฌานและอรูปฌานที่อยู่ในกายต่างๆ ถ้าใช้กายมนุษย์ กายทิพย์ กายรูปพรหม กายอรูปพรหม เข้าฌาน เรียกว่า โลกียฌาน ผลที่ได้ คือ อภิญญา 5 ได้แก่ ตาทิพย์ หูทิพย์ ระลึกชาติได้ รู้วาระจิต ทำฤทธิ์ได้หลายอย่าง ยังอยู่ในภูมิของสมถะ

แต่ถ้าใช้กายธรรมเข้าฌาน เรียกว่า โลกุตตรฌาน เป็นบาทเพื่อก้าวเข้าสู่ภูมิของวิปัสสนา ดังที่พระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) ได้อธิบายไว้ในวิธีการเข้าฌานสมาบัติ หนังสือคู่มือสมภารว่า

“ ดูดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ที่ศูนย์กลางกายมนุษย์ให้เห็นเป็นดวงใส แล้วขยายให้กว้างออกไป วัดเส้นผ่าศูนย์กลางได้ 2 วา หนา 1 คืบ วัดโดยรอบ 6 วา สัณฐานกลม (ไม่ใช่กลมรอบตัวเป็นดวง ลักษณะคล้ายเขียง) ใสเหมือนกระจกส่องหน้า นี่เป็นปฐมฌานแล้วกายธรรมนั่งบนนั้น ดังนี้เรียกว่า กายธรรมเข้าปฐมฌาน

แล้วเอาตาธรรมกายที่นั่งบนฌานนั้น เพ่งดูดวงธรรมที่ศูนย์กลางกายทิพย์ให้เห็นเป็น ดวงใส แล้วขยายส่วนเท่ากันนั้น นี่เป็นทุติยฌาน ธรรมกายน้อมเข้าทุติยฌานนั้นแล้วปฐมฌานก็หายไป ทุติยฌานมาแทนที่ ธรรมกายนั่งบนนั้น นี้ชื่อว่า ธรรมกายเข้าทุติยฌาน

แล้วเอาตาธรรมกายที่นั่งบนฌานนั้น เพ่งดูดวงธรรมที่ศูนย์กลางกายรูปพรหมให้เห็นเป็นดวงใส แล้วขยายส่วนเท่ากันนั้น นี่เป็นตติยฌาน ธรรมกายน้อมเข้าตติยฌานนั้นแล้ว ทุติยฌานก็หายไป ตติยฌานมาแทนที่ ธรรมกายนั่งบนนั้น นี้ชื่อว่า ธรรมกายเข้าตติยฌาน

แล้วเอาตาธรรมกายที่นั่งบนฌานนั้น เพ่งดูดวงธรรมที่ศูนย์กลางกายอรูปพรหม ให้เห็นเป็นดวงใส แล้วขยายส่วนเท่ากันนั้น นี่เป็นจตุตถฌาน ธรรมกายน้อมเข้าจตุตถฌานนั้นแล้ว ตติยฌานก็หายไป จตุตถฌานมาแทนที่ ธรรมกายนั่งบนนั้น นี้ชื่อว่า ธรรมกายเข้าจตุตถฌาน (เหล่านี้เป็นรูปฌาน)

ต่อจากนี้ไปให้ใจธรรมกายน้อมไปใน “ เหตุว่างของปฐมฌาน” เห็นเป็นดวงใสเท่าจตุตถฌาน ธรรมกายก็นั่งบนนั้น เมื่อธรรมกายนั่งอยู่บน อากาสานัญจายตนฌาน ดังนี้แล้ว ใจธรรมกายน้อมไปในรู้ ใน “ เหตุว่างของทุติยฌาน” อากาสานัญจายตนฌานก็จางหายไป เกิดวิญญานัญจายตนฌาน (ใสยิ่งกว่านั้น) ธรรมกายนั่งอยู่บนวิญญานัญจายตนฌานนั้น ใจธรรมกายน้อมไปในที่รู้ละเอียด ใน “ เหตุว่างของตติยฌาน” วิญญานัญจายตนฌานก็จางหายไป เกิด อากิญจัญญายตนฌาน (ใสยิ่งขึ้นไปอีก) ธรรมกายนั่งอยู่บนอากิญจัญญายตนฌาน ใจธรรมกาย น้อมไปในรู้ก็ใช่ ไม่รู้ก็ใช่ ใน “ เหตุว่างของจตุตถฌาน” อากิญจัญญายตนฌานก็จางหายไป เกิด เนวสัญญานาสัญญายตนฌานแทนที่ รู้สึกว่าละเอียดจริงประณีตจริง ธรรมกายนั่งอยู่บน เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน (นี่เป็นส่วนอรูปฌาน) เหล่านี้ เรียกว่าเข้าฌาน 1-8 โดย “ อนุโลมŽ”แล้วย้อนกลับจับแต่ฌานที่ 8 นั้น ถอยหลังลงมาหาฌานที่ 7, 6, 5, 4, 3, 2, 1 เรียกว่า “ ปฏิโลม”

ผลของการเข้าโลกุตตรฌาน คือ อภิญญา 6 ได้แก่ อภิญญา 5 และ อาสวักขยญาณ คือ การกำจัดกิเลส

นักศึกษาได้เรียนรู้เกี่ยวกับอรูปกัมมัฏฐานแล้ว เนื่องจากการปฏิบัติในข้อนี้เป็นวิธีการปฏิบัติขั้นสูง ดังนั้นนักศึกษาจึงควรทำความเข้าใจในบทเรียนพอเป็นแนวทางในภาคทฤษฎี ส่วนการเจริญอรูปกัมมัฏฐานในวิชชาธรรมกาย ขอให้เป็นผลแห่งปฏิเวธ ที่รอการพิสูจน์จากนักศึกษาที่ได้ผ่านการปฏิบัติจนได้เข้าถึงพระธรรมกายและใช้พระธรรมกายไปศึกษาต่อไป

1) มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ มก. เล่มที่ 18 ข้อ 317-318 หน้า 415-417.
2) มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ มก. เล่มที่ 18 ข้อ 328 หน้า 427-429.
3) พรหมชาลสูตร ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่มที่ 11 ข้อ 26 หน้า 15.
4) อุบาสิกา ถวิล (บุญทรง) วัติรางกูล, เราคือใคร (กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์กรุงเทพฯ, 2530), หน้า 444.
5) ฌาน 4 มาตามนัยอภิธรรม แตกต่างจากฌาน 4 ตามนัยพระสูตร คือ ท่านแยกทุติยฌาน ในนัยพระสูตรออก เป็น ทุติยฌาน ที่มีองค์ฌาม คือ วิจาร, ปีติ, สุข, เอกัคคตา และตติยฌาน มีองค์ฌาน คือ ปีติ, สุข, เอกัคคตา.
6) พระธรรมมหาวีรานุวัตร มิลินทปัญหา ฉบับพร้อมอรรถกถา ฎีกา (กรุงเทพฯ : ลูก ส. ธรรมภักดี, 2528.
md407/3.txt · แก้ไขครั้งล่าสุด: 2015/03/15 16:55 (แก้ไขภายนอก)
 
เว้นแต่จะได้แจ้งไว้เป็นอื่นใด เนื้อหาบนวิกินี้ถูกกำหนดสิทธิ์ไว้ภายใต้สัญญาอนุญาติต่อไปนี้: CC Attribution-Noncommercial 3.0 Unported
Recent changes RSS feed Donate Powered by PHP Valid XHTML 1.0 Valid CSS Driven by DokuWiki