สารบัญ

บทที่ 2 พรหมวิหาร 4

เนื้อหา บทที่ 2 พรหมวิหาร 4

  • 2.1 ความเป็นมา
  • 2.2 ความหมายของพรหมวิหาร 4
    • 2.2.1 สาเหตุที่มีเพียง 4
    • 2.2.2 สาเหตุที่มีลำดับเช่นนั้น
    • 2.2.3 ข้าศึกใกล้ข้าศึกไกลของพรหมวิหาร 4
    • 2.2.4 อารมณ์และสิ่งประหาร
  • 2.3 วิธีเจริญเมตตาภาวนา
    • 2.3.1 ขั้นตอนการเจริญเมตตา
    • 2.3.2 การเจริญเมตตาให้ถึงขั้นสีมสัมเภท
    • 2.3.3 บรรลุฌาน
    • 2.3.4 การแผ่เมตตาไปทั่วทิศและทั่วโลก
    • 2.3.5 วิธีแผ่เมตตา 3 อย่าง
    • 2.3.6ข้อควรรู้ในเมตตาพรหมวิหาร
  • 2.4 การเจริญเมตตาเพื่อให้เข้าถึงพระธรรมกาย
  • 2.5 การเจริญกรุณาภาวนา
    • 2.5.1 ขั้นตอนการเจริญกรุณา
    • 2.5.2 การเจริญกรุณาถึงขั้นสีมสัมเภท
    • 2.5.3 วิธีแผ่กรุณา 3 อย่าง
    • 2.5.4 ข้อที่ควรรู้ในการกรุณาภาวนา
  • 2.6 การเจริญกรุณาเพื่อให้เข้าถึงพระธรรมกาย
  • 2.7 การเจริญมุทิตาภาวนา
    • 2.7.1 ขั้นตอนการเจริญมุทิตา
    • 2.7.2 การเจริญมุทิตาให้ถึงสีมสัมเภท
    • 2.7.3 วิธีแผ่มุทิตา 3 อย่าง
    • 2.7.4 สิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับมุทิตาภาวนา
  • 2.8 การเจริญมุทิตาเพื่อให้เข้าถึงพระธรรมกาย
  • 2.9 การเจริญอุเบกขาภาวนา
    • 2.9.1 ขั้นตอนการเจริญอุเบกขาภาวนา
    • 2.9.2 เจริญอุเบกขาถึงขั้นสีมสัมเภท
    • 2.9.3 วิธีแผ่อุเบกขา 3 อย่าง
    • 2.9.4 ข้อควรรู้ในอุเบกขาภาวนา
  • 2.10 การเจริญอุเบกขาเพื่อให้เข้าถึงพระธรรมกาย
  • 2.11 อานิสงส์ของการเจริญพรหมวิหารกัมมัฏฐาน

แนวคิด

1.พรหมวิหารเป็นหลักปฏิบัติของพระโพธิสัตว์เพื่อการไปบังเกิดในพรหมโลก และเป็นหลักปฏิบัติที่ตกทอดมาถึงก่อนยุคพุทธกาล พรหมวิหารนั้นคือธรรมเป็นเครื่องอยู่อันประเสริฐ ประกอบด้วย เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา

2.ในการเจริญเมตตาภาวนา ผู้ปฏิบัติต้องยังจิตให้เกิดเมตตา คือมีความรักความปรารถนาต่อสรรพสัตว์ และแผ่เมตตาจิตให้แก่ตนเอง บุคคลที่เป็นที่รัก บุคคที่รักใคร่มาก บุคคลที่ไม่รักไม่ชัง และผู้ที่เป็นศัตรู และแผ่ไปในทิศทั้ง 10 แผ่ไปเจาะจงบุคคล และไม่เจาะจงบุคคล จนจิตถึงขั้นสีมสัมเภท ส่วนในการปฏิบัติเพื่อให้เข้าถึงพระธรรมกาย ให้แผ่เมตตาออกจาก ศูนย์กลางกาย กลั่นทุกคนจนกระทั่งใสสว่างเสมอเหมือนกัน

3.ในการเจริญกรุณาภาวนา ผู้ปฏิบัติต้องยังความปรารถนาให้สัตว์พ้นทุกข์เกิดขึ้น ในใจ แล้วจึงแผ่เมตตาไปยังบุคคลที่รัก บุคคลที่ไม่รักไม่ชัง และผู้ที่เป็นศัตรู และแผ่ไปในทิศ ทั้ง 10 แผ่ไปเจาะจงบุคคล และไม่เจาะจงบุคคลจนจิตถึงขั้นสีมสัมเภท ส่วนในการปฏิบัติเพื่อให้เข้าถึงพระธรรมกาย ให้แผ่เมตตาออกจากศูนย์กลางกาย กลั่นทุกคนจนกระทั่งใสสว่างเสมอเหมือนกัน

4.ในการเจริญมุทิตา ผู้ปฏิบัติต้องยังความยินดีให้เกิดขึ้นในบุคคลผู้เป็นที่รักยิ่ง แล้วจึงแผ่เมตตาไปยังบุคคลที่ไม่รักไม่ชัง และผู้ที่เป็นศัตรู และแผ่ไปในทิศทั้ง 10 เแผ่ไปเจาะจงบุคคล และไม่เจาะจงบุคคลจนจิตถึงขั้นสีมสัมเภท ส่วนในการปฏิบัติเพื่อให้เข้าถึงพระธรรมกาย ให้แผ่เมตตาออกจากศูนย์กลางกาย กลั่นทุกคนจนกระทั่งใสสว่างเสมอเหมือนกัน

5.ในการเจริญอุเบกขา ผู้ปฏิบัติต้องออกจากตติยฌาน พิจารณาให้เห็นโทษของเมตตา กรุณา มุทิตา และวางใจเป็นกลางๆ ในคนที่ไม่รักไม่ชัง แล้วจึงแผ่ไปยังคนที่เป็นที่รัก คนที่เป็นที่รักยิ่ง และผู้ที่เป็นศัตรู ส่วนในการปฏิบัติเพื่อให้เข้าถึงพระธรมกาย ผู้ปฏิบัติต้องเข้าถึงกาย อรูปพรหมเสียก่อน แล้วจึงใช้กายอรูปพรหมเจริญอุเบกขาต่อไป

6.อานิสงส์ของการเจริญพรหมวิหาร มี 11 ประการ มีหลับเป็นสุข ตื่นเป็นสุขเป็นต้น

วัตถุประสงค์

1.เพื่อให้นักศึกษาสามารถบอกความเป็นมาและความหมายของพรหมวิหารได้

2.เพื่อให้นักศึกษาสามารถบอกวิธีเจริญเมตตาพรหมวิหารและวิธีการปฏิบัติเพื่อให้ เข้าถึงพระธรรมกายได้

3.เพื่อให้นักศึกษาสามารถบอกวิธีเจริญกรุณาพรหมวิหารและวิธีการปฏิบัติเพื่อให้เข้าถึงพระธรรมกายได้

4.เพื่อให้นักศึกษาสามารถบอกวิธีเจริญมุทิตาพรหมวิหารและวิธีการปฏิบัติเพื่อให้เข้าถึงพระธรรมกายได้

5.เพื่อให้นักศึกษาสามารถบอกวิธีเจริญอุเบกขาพรหมวิหารและวิธีการปฏิบัติเพื่อให้ เข้าถึงพระธรรมกายได้

6. เพื่อให้นักศึกษาสามารถบอกอานิสงส์ของการเจริญพรหมวิหารได้

พรหมวิหารเป็นหลักปฏิบัติที่มีการปฏิบัติอย่างแพร่หลายทั้งในอดีตและปัจจุบัน แต่ก็มีวิธีการปฏิบัติที่แตกต่างกันออกไปบ้าง ดังนั้นในบทเรียนนี้จึงได้นำเอาหลักการปฏิบัติ พรหมวิหารโดยยึดตามแบบแผนในคัมภีร์ เพื่อให้นักศึกษาได้เข้าใจถึงวิธีการปฏิบัติตามที่โบราณจารย์ได้แนะนำไว้ และในขณะเดียวกันก็นำหลักปฏิบัติเพื่อให้เข้าถึงพระธรรมกาย มาศึกษาด้วย เพื่อจะได้เชื่อมโยงนำการเจริญพรหมวิหารมาใช้ในชีวิตประจำวันเพื่อการปฏิบัติให้เข้าถึงพระธรรมกาย

2.1 ความเป็นมา

ในอรรถกถาพระไตรปิฎกมีหลายแห่งกล่าวไว้ว่า พรหมวิหาร 4 เป็นข้อปฏิบัติที่ พระโพธิสัตว์ในอดีตเคยปฏิบัติมาแล้ว และด้วยผลของการเจริญพรหมวิหารนั้นทำให้ไปบังเกิดในพรหมโลก การปฏิบัติเหล่านั้นถ้าไม่เสื่อมไปตามกาลเวลาก็จะต้องตกทอดมาถึงยุคของศาสนาพราหมณ์ซึ่งมีมาก่อนสมัยพุทธกาล แต่วิธีที่แท้จริงคาดว่าได้เลือนหายไปหมดแล้ว

ในเตวิชชสูตร1) มีพราหมณ์ 2 คน คือ พราหมณ์วาเสฏฐะและพราหมณ์ภารทวาชะ ได้โต้แย้งกันเรื่องทางปฏิบัติเพื่อไปอยู่ร่วมกับพรหม แต่ไม่สามารถหาข้อสรุปได้ จึงพากันไปกราบทูลถามพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงข้อปฏิบัตินั้น พระพุทธองค์ทรงอธิบายให้พราหมณ์ทั้งสองทราบว่า การเจริญพรหมวิหารเป็นทางที่ถูกต้องที่จะบรรลุถึงความไปอยู่ร่วมกับพรหม

ในพระพุทธศาสนา พรหมวิหาร 4 สามารถนำไปสู่พระนิพพานอันเป็นเป้าหมายสูงสุด แต่ถ้ายังไม่บรรลุถึงขั้นนั้นก็จะได้รับผล คือ ไปบังเกิดในพรหมโลกหลังจากสิ้นชีวิตไปแล้ว ดังที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ในอานิสงส์ของเมตตาข้อหนึ่งว่า “ แม้ไม่ได้มรรคหรือผล ก็ยังมี พรหมโลกเป็นที่ไปในเบื้องหน้า”2)

การเจริญพรหมวิหารจึงถือเป็นข้อปฏิบัติเพื่อทำให้ถึงสมถะ คือ ใจหยุด ทั้งยังเป็นปัจจัยให้เข้าถึงพระนิพพานอีกด้วย

2.2 ความหมายของพรหมวิหาร 4

พรหมวิหาร มีความหมายว่า ธรรมเครื่องอยู่ของพรหม, ธรรมประจำใจอันประเสริฐ, ธรรมประจำใจของผู้มีคุณความดียิ่งใหญ่ มี 4 อย่าง คือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา

1.เมตตา คือ ความรักใคร่ ความปรารถนาจะให้เขาเป็นสุข

2.กรุณา คือ ความสงสารในสัตว์ที่ตกยากมีทุกข์, ความสงสารคิดช่วยให้พ้นทุกข์, ความหวั่นใจเมื่อเห็นผู้อื่นมีทุกข์คิดหาทางช่วยเหลือคิดปลดเปลื้องทุกข์ของเขา

3.มุทิตา คือ ความยินดีในเมื่อสัตว์มีสุข, ความพลอยยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดี, เห็นผู้อื่นได้ดีมีสุขก็แช่มชื่นเบิกบานใจด้วย เห็นเขาประสบความสำเร็จเจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้นไป ก็พลอยยินดีบันเทิงใจพร้อมที่จะส่งเสริมสนับสนุนไม่กีดกันริษยา

4.อุเบกขา คือ ความเป็นกลางต่อทุกข์สุขของสัตว์,ความวางใจเป็นกลาง ไม่เอนเอียงด้วยความชอบหรือชัง, ความวางใจเฉยได้ ไม่ยินดียินร้าย, วางเฉยเมื่อแก้ไขอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้ก็เฉย หรือถ้าแก้ไขได้ก็แก้ไป แก้ไขไม่ได้ก็เฉยเสีย อุเบกขา ไม่สมน้ำหน้า ไม่อิจฉาริษยาอย่างหนึ่งอย่างใดเลย

2.2.1 สาเหตุที่มีเพียง 4

ที่มีเพียง 4 ไม่มากไปกว่านั้น เพราะเป็นธรรมะที่ใช้ปราบอกุศลกรรม 4 ชนิด อกุศลธรรมเหล่านั้น คือ พยาบาท วิหิงสา(ความเบียดเบียน) อรติ(ความริษยา ไม่ยินดีด้วย) และราคะ บรรดาพรหมวิหารเหล่านั้น เมตตาใช้ปราบพยาบาท กรุณาใช้ปราบวิหิงสา มุทิตาใช้ปราบอรติ อุเบกขาใช้ปราบราคะ

อีกประการหนึ่ง เพราะการส่งใจไปในสัตว์ทั้งหลาย มีอยู่เพียง 4 อย่าง คือ ด้วยอำนาจการนำประโยชน์ให้แก่กัน (เมตตา) การบำบัดปัดป้องสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ (กรุณา) การพลอยยินดีกับสมบัติผู้อื่น (มุทิตา) และการสิ้นความห่วงใย (อุเบกขา)

เปรียบเหมือน มารดามีบุตร 4 คน บุตร 4 คนนั้น เป็นเด็กคนหนึ่ง เป็นคนป่วยคนหนึ่ง เป็นหนุ่มสาวคนหนึ่ง และคนหนึ่งมีงานทำแล้ว มารดาย่อมปรารถนาให้บุตรคนเล็กเจริญเติบโต (เมตตา) มีความปรารถนาที่จะบำบัดความป่วยไข้ให้บุตรคนที่ป่วย (กรุณา) มีความปรารถนาให้บุตรผู้เป็นหนุ่มสาวดำรงอยู่ในความเป็นหนุ่มสาวนานๆ (มุทิตา) และไม่ได้ขวนขวายวุ่นวายในการงานอะไรของบุตรคนที่ทำงานได้เองแล้ว (อุเบกขา) เช่นเดียวกันนักปฏิบัติผู้มี พรหมวิหารเป็นเครื่องอยู่ก็พึงเจริญไปด้วยอำนาจแห่งเมตตาเป็นต้นในสัตว์ทั้งหลาย เพราะฉะนั้น พรหมวิหารจึงมี 4 อย่าง เพราะเป็นธรรมที่ใช้ปราบอกุศลธรรมมีพยาบาท เป็นต้น

2.2.2 สาเหตุที่มีลำดับเช่นนั้น

เหตุที่จัดเรียงลำดับเช่นนั้น เพราะเมื่อผู้ปฏิบัติมีความประสงค์จะเจริญพรหมวิหารให้ครบทั้ง 4 ประการ จำเป็นต้องปฏิบัติต่อสัตว์ทั้งหลายด้วยอาการ 4 อย่าง ตามลำดับ ดังนี้ คือ

1.ด้วยการมุ่งประโยชน์เกื้อกูลให้แก่กัน เป็นอันดับแรก ด้วยว่า เมตตามีการเกื้อกูลแก่สัตว์เป็นลักษณะ

2.เมื่อผู้ปฏิบัติได้เห็น หรือได้ฟัง หรือกำหนดถึงสัตว์ทั้งหลายที่ถูกความทุกข์ครอบงำ ย่อมปรารถนาจะเกื้อกูล แล้วช่วยนำทุกข์ออกไป ด้วยว่ากรุณา มีการนำทุกข์ออกไปเป็นลักษณะ

3.ต่อจากนั้น ก็พึงปฏิบัติในสัตว์ทั้งหลาย ด้วยอำนาจความยินดีในความพร้อมของสัตว์ที่ตนปรารถนาเกื้อกูลแล้วและปราศจากทุกข์แล้วเหล่านั้น ด้วยว่ามุทิตามีการบันเทิงใจต่อความ ถึงพร้อมของผู้อื่นเป็นลักษณะ

4.เบื้องหน้าแต่นั้น ก็พึงปฏิบัติในสัตว์ทั้งหลายโดยความเป็นกลาง กล่าวคือ ความเป็น ผู้วางเฉย เพราะไม่มีกิจที่พึงขวนขวายทำให้อีก ด้วยว่าอุเบกขามีความเป็นกลางเป็นลักษณะ

เพราะเหตุดังกล่าวมานี้ พระพุทธองค์จึงตรัสเมตตาไว้ก่อน ด้วยอำนาจการมุ่งประโยชน์ เกื้อกูล ต่อจากนั้นจึงแสดงกรุณาเป็นอันดับที่ 2 มุทิตาเป็นอันดับที่ 3 และอุเบกขาเป็นอันดับที่ 4 ดังที่กล่าวมาแล้วนี้

อย่างไรก็ตาม การจัดลำดับของพรหมวิหารดังกล่าว ในลักษณะทั่วๆ ไป ไม่ได้มีกฎเกณฑ์ตายตัวว่าจะต้องเป็นไปตามลำดับอย่างนั้นเสมอไป เพราะในการปฏิบัติจริงๆ ไม่ได้กำหนดตายตัวว่าจะต้องเริ่มต้นจากเมตตาภาวนาก่อน สามารถเจริญภาวนาข้อใดเป็นอันดับแรกก็ได้ทั้งนั้น ยกเว้นผู้ที่จะเจริญอุเบกขาจะต้องได้ฌานจากการเจริญพรหมวิหารข้อใดข้อหนึ่งเสียก่อนจึงจะสามารถทำได้

สำหรับการเจริญพรหมวิหาร ถ้าเจริญภาวนาโดยจำกัดบุคคลจำกัดสถานที่ ก็เป็น เพียงการแผ่อย่างธรรมดา หากแผ่ตลอดทั่วไปในสัตว์ทั้งหลายโดยไม่มีจำกัด ท่านเรียกว่า “ อัปปมัญญา”

อัปปมัญญา มีความหมายว่า ธรรมที่เป็นไปในสัตว์ทั้งหลายหาประมาณไม่ได้ ไม่มีจำกัด ผู้เจริญจะต้องกำหนดใจแผ่ให้ตลอดทั่วไปในสัตว์ทั้งหลายอย่างไม่มีจำกัด ไม่มีกำหนด จึงจะเป็นการแผ่ที่เรียกว่า อัปปมัญญา ถ้าแผ่ชนิดจำกัดบุคคล จำกัดสถานที่ เรียกว่า เป็นการแผ่พรหมวิหารธรรมดา ไม่เรียกว่า อัปปมัญญา

2.2.3 ข้าศึกใกล้ข้าศึกไกลของพรหมวิหาร 4

ในพรหมวิหารทั้ง 4 ประการนี้ แต่ละอย่าง มีอกุศลธรรมที่เป็นข้าศึกอย่างละ 2 คือ ข้าศึกใกล้และข้าศึกไกล

1. ข้าศึกของเมตตา

ราคะเป็นข้าศึกใกล้ของเมตตาพรหมวิหาร เพราะเห็นว่าเป็นคุณเท่ากัน เหมือนศัตรูของบุรุษผู้เที่ยวไปใกล้กัน ราคะนั้นย่อมได้โอกาส เพราะฉะนั้น พึงรักษาเมตตาให้ดีอย่าให้เปลี่ยนเป็นราคะ

พยาบาท เป็นข้าศึกไกล เพราะมีความเข้าไม่ได้โดยส่วนของตน เหมือนศัตรูของบุรุษซึ่งอาศัยอยู่ในป่าเขา เป็นต้น เพราะฉะนั้น ผู้ปฏิบัติ พึงแผ่เมตตาออกไปโดยไม่ต้องกลัวต่อพยาบาท เพราะว่า บุคคลแผ่เมตตาพร้อมๆ กับโกรธไปด้วย เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้

2. ข้าศึกของกรุณา

โทมนัส ความเสียใจที่อาศัยกามคุณเป็นข้าศึกใกล้ เพราะมีส่วนเข้ากันได้โดยมองใน แง่ความวิบัติของสัตว์ทั้งหลายเหมือนกัน โทมนัสอาศัยกามคุณมีมาในบาลีมัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ ว่า

บุคคลเมื่อเล็งเห็นความไม่ได้เฉพาะซึ่งรูปที่รู้ได้ด้วยจักษุ อันน่า ปรารถนา น่าใคร่ น่าชอบใจ เป็นที่รื่นรมย์แห่งใจ ประกอบด้วยโลกามิส โดยเป็นของอันตน ไม่ได้เฉพาะหรือหวนระลึกถึงรูปที่เคยได้เฉพาะในกาล ก่อนอันล่วงไปแล้วอันดับไปแล้ว แปรปรวนไปแล้ว ย่อมเกิดโทมนัส โทมนัสเช่นนี้ เราเรียกว่า โทมนัสอาศัยเรือน3)

วิหิงสา ความเบียดเบียน, ความซ้ำเติม เป็นข้าศึกไกลของกรุณา เพราะเข้ากันไม่ได้โดยส่วนของตน ด้วยเหตุนี้ผู้ปฏิบัติจึงสามารถเจริญกรุณาโดยไม่ต้องกลัวต่อวิหิงสา เพราะว่า บุคคลเจริญกรุณาไปด้วยจักเบียดเบียนสัตว์ไปด้วยในขณะเดียวกัน ไม่ใช่สิ่งที่จะทำได้

3. ข้าศึกของมุทิตา

โสมนัส ความดีใจ,ความสุขใจ,ความปลาบปลื้มที่อาศัยกามคุณ เป็นข้าศึกใกล้ของมุทิตา เพราะมีส่วนเข้ากันได้โดยมองแต่ส่วนได้เหมือนกัน โสมนัสอาศัยกามคุณมีในมัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ ว่า

บุคคลเมื่อเล็งเห็นความได้เฉพาะซึ่งรูปที่รู้ได้ด้วยจักษุ อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าชอบใจ เป็นที่รื่นรมย์แห่งใจ อันประกอบด้วยโลกามิส โดยเป็น ของอันตน ได้เฉพาะ หรือหวนระลึกถึงรูปที่เคยได้เฉพาะแล้วในกาลก่อน อัน ล่วงไปแล้ว อันดับไปแล้ว แปรปรวนไปแล้ว ย่อมเกิดโสมนัส โสมนัสเช่นนี้ เรียกว่า โสมนัสอาศัยเรือน4)

อรติ ความคิดร้าย, ความไม่ยินดีด้วย, ความริษยา เป็นข้าศึกไกลของมุทิตา เพราะ เข้ากันไม่ได้ในส่วนของตน ด้วยเหตุนี้ ผู้ปฏิบัติจึงสามารถเจริญมุทิตาโดยไม่ต้องกลัวต่ออรติ เพราะว่าการเป็นคนยินดีต่อความดีของผู้อื่นและการเป็นคนเบื่อหน่ายที่สงัดหรือคุณธรรมระดับสูงพร้อมๆ กันนั้นไม่ใช่สิ่งที่เป็นไปได้

4. ข้าศึกของอุเบกขา

อัญญานุเบกขา ความเพิกเฉยเพราะความไม่รู้อาศัยกามคุณ เป็นข้าศึกใกล้ของอุเบกขาเพราะมีส่วนเข้ากันได้โดยไม่พิจารณาถึงคุณและโทษเหมือนกัน อัญญานุเบกขาอาศัยกามคุณ ดังที่มีในมัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ว่า

เพราะเห็นรูปด้วยจักษุ อุเบกขาจึงเกิดขึ้นแก่ปุถุชนคนโง่เขลา ยังไม่ ชนะกิเลสยังไม่ชนะวิบาก ไม่เห็นโทษ ไม่ได้สดับ เป็นคนหนาแน่น อุเบกขา เช่นนี้นั้น ไม่ละเลยรูปไปได้ เพราะฉะนั้น จึงเรียกว่า อุเบกขาอาศัยเรือน5)

ราคะ ความกำหนัด,ความยินดีในกาม ปฏิฆะ ความขัดเคือง,แค้นเคือง,ความขึ้งเคียด เป็นข้าศึกไกลของอุเบกขา เพราะเข้ากันไม่ได้ในส่วนของตน ด้วยเหตุนี้ จึงสามารถแผ่อุเบกขาโดยไม่ต้องกลัวต่อข้าศึกไกลคือราคะและปฏิฆะ เพราะว่าการที่จะแผ่อุเบกขาไป ยินดียินร้ายพร้อมๆ กันไปในขณะเดียวกันไม่ใช่สิ่งที่จะเป็นไปได้

2.2.4 อารมณ์และสิ่งประหาร

การเจริญพรหมวิหาร 4 นั้น แต่ละอย่างมีอารมณ์และสิ่งที่ประหาร คือ

1.เมตตา มี ปิยมนาปสัตวบัญญัติ คือ มีสัตว์อันเป็นที่รักเป็นอารมณ์ในการแผ่ เมตตาจิต ซึ่งประหารโทสะ ความโกรธ ความพยาบาท ความมุ่งร้าย ความทำลาย

2.กรุณา มี ทุกขิตสัตวบัญญัติ คือ สัตว์ที่กำลังได้รับความทุกข์เป็นอารมณ์ในการแผ่ ความกรุณา ซึ่งประหารวิหิงสา ความเบียดเบียน ความซ้ำเติม

3.มุทิตา มี สุขิตสัตวบัญญัติ คือ สัตว์ที่กำลังมีความสุขความสบายอยู่เป็นอารมณ์ ในการที่พลอยชื่นชมยินดีไปด้วย ซึ่งประหารอิสสา ความริษยา เห็นเขาได้ดีก็ทนอยู่ไม่ได้ อรติ ความไม่ยินดีด้วย

4.อุเบกขา มี มัชฌัตตสัตวบัญญัติ คือ สัตว์ที่ไม่มีทุกข์แต่ก็ไม่ถึงกับเป็นสุขนั้นเป็นอารมณ์ในการที่วางเฉยต่อสัตว์นั้นๆ ซึ่งประหารอคติ (ความลำเอียงเพราะชอบกัน เพราะชังกัน เพราะ ลุ่มหลงเมามัว หรือเพราะกลัวเขา)

2.3 วิธีเจริญเมตตาภาวนา

เมตตา ความปรารถนาดี ความรักใคร่ในสัตว์ทั้งหลาย เป็นธรรมชาติที่เกิดขึ้นในใจ มีสภาวะปราศจากความโกรธในปิยมนาปสัตว์ (สัตว์ผู้เป็นที่รักที่ชอบใจ) นำความรู้สึกนี้มาเป็นอารมณ์กัมมัฏฐาน ปิยมนาปสัตว์หรือปิยมนาปบุคคล มีอยู่ด้วยกันสองประเภท

ประเภทที่ 1 เป็นที่รักที่ชอบใจธรรมดา เช่น ญาติสนิทมิตรสหาย คนใกล้ชิด คนที่ถูกใจ

ประเภทที่ 2 เป็นประเภทที่เกิดขึ้นได้ด้วยการเจริญภาวนา คือ ในขณะที่เจริญภาวนาด้วยการแผ่เมตตานั้น ในระยะต้นๆ จะกระทำได้เฉพาะคนที่รักที่ชอบใจธรรมดา คือ ในประเภท ที่ 1 แต่เมื่อปฏิบัติไปถึงอุปจารสมาธิ จิตใจในขณะนั้นจะสามารถแผ่เมตตาได้ทั่วไปในสัตว์ทั้งหลาย ทั้งหมด แม้ในผู้ที่เป็นศัตรู ผู้ที่ไม่ชอบ เกลียดชัง บุคคลทั้งหลายเหล่านี้เป็นปิยมนาปสัตว์ประเภทที่ 2

เมื่อเรานึกถึงหรือมองผู้ใดด้วยความรู้สึกประกอบด้วยเมตตาแล้ว จิตใจจะไม่มีความรู้สึกเกลียดชัง มีแต่ความรักใคร่ชื่นชม

ความรักใคร่ชื่นชมนี้ยังแบ่งออกเป็น 2 ชนิด ชนิดหนึ่งเป็นความรักใคร่ชื่นชมที่เป็นเมตตา อโทสะ อีกชนิดหนึ่งเป็นความรักใคร่ชื่นชมที่เรียกว่า ตัณหาเปมะ

1.เมตตาอโทสะ คือ เมตตาแท้ เป็นความปรารถนาดีต่อสัตว์ทั้งหลายอย่างแท้จริงโดยไม่ยึดถือว่าผู้ที่เราแผ่ความปรารถนาดีรักใคร่นั้นมีความสัมพันธ์อย่างไรกับเรา เช่น เป็นบิดา มารดา บุตร ธิดา ภรรยา สามี ภรรยา ญาติพี่น้อง เพื่อน ผู้ร่วมงาน ฯลฯ เมื่อไม่มีการยึดถือ แม้เมื่อบุคคลเหล่านั้นจะห่างไกลไปจากเรา เราก็ไม่รู้สึกเดือดร้อน คงปรารถนาให้เขาอยู่ดีมีสุข ไม่ว่าจะอยู่ ณ ที่แห่งใด

2.ตัณหาเปมะ คือ เมตตาเทียม เป็นความปรารถนาดีเพราะมีความรักใคร่กำหนัดยินดี เป็นความรักใคร่ชื่นชมที่มีการยึดถือว่าผู้นั้นผู้นี้เป็นผู้ที่เรารักใคร่ เป็นผู้มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องอย่างนั้นอย่างนี้กับเรา เมื่อต้องแยกจากกันจะรู้สึกเสียใจ ไม่สบายใจ สภาวะของจิตที่มีความรักใคร่แบบนี้ ไม่ใช่จิตใจที่ประกอบด้วยอโทสะ (ความไม่โกรธ) แต่เป็นจิตใจที่ประกอบด้วยโลภะ เมตตาชนิดตัณหาเปมะนี้ จึงไม่ใช่เมตตาบริสุทธิ์เหมือนเมตตาอโทสะ เป็นเมตตาเทียม แต่อย่างไรก็ดีแม้จะเป็นเมตตาเทียมก็มีประโยชน์มาก เมื่อปฏิบัติบ่อยๆ ก็อุดหนุนให้เมตตาแท้เกิดขึ้นได้เหมือนกัน

ตัณหาเปมะนี้เป็นสภาพธรรมที่ขัดกันกับการเจริญสมาธิ ตลอดจนขัดต่อการเจริญจิต ให้มีสติสัมปชัญญะ ผู้ที่มุ่งบำเพ็ญเพียรให้บรรลุโลกุตรธรรมจะต้องกำจัดตัณหาเปมะทิ้งเสีย

2.3.1 ขั้นตอนการเจริญเมตตา

ในพรหมวิหารทั้ง 4 อย่าง คือ เมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขานั้น เมื่อปรารถนาจะเจริญเมตตาพรหมวิหารเป็นข้อแรก เบื้องต้นต้องตัดปลิโพธ6)คือ ความกังวลทั้ง 10 ประการ ให้หมดแล้วจึงรับเอากัมมัฏฐานจากอาจารย์มาศึกษาให้เป็นที่เข้าใจสามารถนำไปปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง ก่อนลงมือปฏิบัติควรบริโภคอาหารให้อิ่มพอประมาณ บรรเทาความง่วงที่เกิดจากการบริโภคให้สร่างหาย จากนั้นให้นั่งขัดสมาธิอย่างสบายๆ ณ อาสนะที่ได้จัดเตรียมไว้ในที่สงัด ปราศจากเสียงรบกวนและไม่มีคนพลุกพล่าน เมื่อนั่งเรียบร้อยแล้ว ประการแรกควรพิจารณาให้เห็นโทษของความโกรธ และอานิสงส์ของขันติ (ความอดทน) จนเห็นชัดเจนเสียก่อน

ที่ต้องพิจารณาอย่างนั้นก็เพราะการเจริญเมตตาพรหมวิหารมีความประสงค์เพื่อที่จะขจัดความโกรธและสร้างขันติธรรมให้เกิดขึ้น ประกอบกับมีหลักความจริงอยู่ว่า ไม่ว่าใครก็ตามย่อม ไม่อาจขจัดสิ่งที่ตนยังไม่เห็นโทษ และไม่อาจบรรลุถึงซึ่งอานิสงส์ที่ตนยังไม่ได้รู้มาก่อนได้

1.พิจารณาโทษของความโกรธและอานิสงส์ของขันติ

การเจริญเมตตา ผู้ปฏิบัติต้องทำใจให้ประกอบด้วยเมตตาปรารถนาดีต่อสรรพสัตว์ ทั้งหลาย ต้องนึกถึงโทษของความโกรธและความขัดเคืองใจ และประโยชน์ของความอดทนว่า เมื่อเกิดความโกรธ ความคิดประกอบด้วยเมตตาจะถูกเผาผลาญ จิตก็ไม่บริสุทธิ์ เนื้อตัวสั่นเทาด้วยความโกรธ ขว้างปาทำลายข้าวของจนเสียหาย บางครั้งถึงกับฆ่าตัวเองและฆ่าคนอื่นก็มี ยิ่งใครเป็นคนมักโกรธมีความขัดเคืองใจอยู่บ่อยๆ ด้วยอำนาจของอกุศลที่เข้าสิงจิตอาจถึงขั้นทำอนันตริยกรรม ฆ่ามารดา ฆ่าบิดา ฆ่าพระอรหันต์ ทำพระภิกษุสงฆ์ให้แตกความสามัคคี หรือทำพระวรกายของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้ห้อพระโลหิต คือ กรรมที่น่ากลัวอันเกิดจากอำนาจของความโกรธซึ่งไม่ควรให้เกิดขึ้นกับใครๆ เลย ควรนึกอย่างนี้บ่อยๆ และควรนึกถึงคุณของขันติ เป็นต้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ตรัสเอาไว้ว่า

“ ขันติ คือความยับยั้งใจไว้ได้ เป็นธรรมเครื่องเผาบาปให้เหือดแห้งชั้นเยี่ยม”7)

“ เรายกย่องผู้มีขันติเป็นกำลัง มีขันติเป็นกองทัพว่าเป็นพราหมณ์”8)

“ คุณธรรมที่จะเป็นเครื่องป้องกันความฉิบหาย และนำไปซึ่งประโยชน์อันยิ่งใหญ่มาให้แก่ตนและคนอื่น ที่ จะประเสริฐวิเศษยิ่งไปกว่าขันตินั้น ย่อมไม่มี”9)

2.บุคคลที่ควรเว้นในการเจริญเมตตาเป็นอันดับแรก

เมื่อได้เห็นโทษของความโกรธและอานิสงส์ของขันติแล้ว เบื้องต้นเราจำเป็นต้องรู้จักบุคคลที่เป็นโทษต่อการเจริญเมตตา ว่าบุคคลจำพวกนี้จะเจริญเมตตาไปถึงเป็นอันดับแรกไม่ได้ ซึ่งมีอยู่ 4 จำพวก คือ คนที่ไม่รัก คนที่รักมาก คนที่ไม่รักไม่ชัง คนที่เป็นศัตรู และไม่ควรเจริญ เจาะจงคนที่เป็นเพศตรงข้าม สำหรับคนที่ตายแล้วไม่ควรเจริญเมตตาเลยทีเดียว

1.คนที่ไม่รัก คนที่รักมากเป็นพิเศษ คนที่ไม่รักไม่ชัง และคนที่ถึงขั้นเป็นศัตรูกัน บุคคลเหล่านี้ไม่ควรแผ่เมตตาให้เป็นอันดับแรก ด้วยเหตุผล คือ

ก. อปิยบุคคล ผู้ที่เราไม่รักใคร่ เพราะเมตตาจะไม่เกิด เกิดแต่ความไม่พอใจเนื่องจากเราไม่มีความรักใคร่ชอบพอผู้นั้น

ข. อติปิยบุคคล ผู้ที่เรารักใคร่มากมีบิดามารดา บุตรธิดา สามีภรรยา เมตตาก็จะไม่เกิด เกิดแต่ความวิตกกังวลและความเศร้าโศก คือ เมื่อทุกข์แม้เพียงเล็กน้อยเกิดขึ้นกับเขา ก็จะพลอยทำให้เศร้าโศกทุกข์ร้อนไปด้วย เพราะมีความรักใคร่มากเกินไปนั้นเอง

ค. มัชฌัตตบุคคล ผู้ที่เราไม่รักและไม่ชัง เมตตาจะไม่เกิดเพราะสิ่งที่ชวนจะให้เกิดความรักใคร่นั้นไม่มี ด้วยเหตุที่ว่าไม่มีทั้งความยินดีและยินร้าย

ง. เวรีบุคคล ผู้ที่เป็นศัตรูแก่เรา เมตตาจะไม่เกิด เกิดแต่ความโกรธ ความเกลียด เพราะผู้นั้นเป็นศัตรูต่อเรา

2.คนที่เป็นเพศตรงข้าม กับผู้ปฏิบัติโดยเฉพาะที่ไม่ใช่ญาติสนิท ไม่ควรแผ่เมตตาให้เจาะจงเฉพาะตัว เพราะราคะจะกำเริบขึ้น

ดังตัวอย่างของบุตรอำมาตย์คนหนึ่ง ถามพระเถระผู้มาสู่สกุลว่า เมตตาควรเจริญในบุคคลชนิดไหน พระเถระตอบว่า ควรเจริญในบุคคลผู้เป็นที่รัก เนื่องจากบุตรอำมาตย์รักภรรยาของเขามากจึงเจริญเมตตาแก่ภรรยานั้นอยู่ ผลก็คือเขาต้องทำการทุบฝาบ้านทั้งคืนจนถึงรุ่งเช้าด้วยความคิดถึงภรรยา เพราะฉะนั้นจึงไม่ควรเจริญเมตตาในคนที่เป็นเพศตรงข้าม โดยเฉพาะเจาะจง

3.คนที่ตายไปแล้ว การแผ่เมตตาให้คนที่ตายไปแล้ว นำมาเป็นอารมณ์กัมมัฏฐาน ไม่ได้ เพราะไม่สามารถทำอุปจารสมาธิและอัปปนาสมาธิให้เกิดขึ้นได้เลย จึงเป็นการแผ่เมตตาที่ไร้ประโยชน์

ดังตัวอย่างของภิกษุหนุ่มรูปหนึ่ง ท่านเจริญเมตตาปรารภอาจารย์ของท่าน ปรากฏว่าไม่สามารถทำเมตตาฌานให้เกิดขึ้นได้ จึงได้ไปสู่สำนักของพระมหาเถระ แล้วก็กล่าวกับ พระมหาเถระว่า “ ท่านขอรับ การเข้าฌานมีเมตตาเป็นอารมณ์ของผมเคยทำได้คล่องเเคล่วทีเดียว แต่ผมไม่อาจเข้าฌานนั้นได้เหมือนเดิม เป็นเพราะเหตุอะไรหนอ” พระเถระจึงบอกว่า “ เธอจงแสวงหาสาเหตุเถิดผู้มีอายุ” พระภิกษุนั้นจึงได้ค้นหาสาเหตุนั้น ในที่สุดก็ทราบว่าอาจารย์ได้มรณภาพเสียแล้ว ท่านจึงได้เจริญเมตตาปรารภผู้อื่นต่อไป จนกระทั่งได้บรรลุฌานสมาบัติ เพราะเหตุนั้น จึงไม่ควรเจริญเมตตาปรารภผู้ที่ตายไปแล้ว

3.ลำดับการแผ่เมตตา

เมื่อแผ่เมตตาให้แผ่เมตตาตามลำดับ ดังนี้

1.อัตตบุคคล แผ่ให้แก่ตนเอง

2.ปิยบุคคล แผ่ให้แก่ผู้ที่รักใคร่

3.อติปิยบุคคล แผ่ให้แก่ผู้ที่รักใคร่มาก

4.มัชฌัตตบุคคล แผ่ให้แก่ผู้ที่ไม่รักไม่ชัง

5.เวรีบุคคล แผ่ให้แก่ผู้ที่เป็นศัตรู

ผู้ที่มีเมตตาและสามารถแผ่เมตตาได้อย่างคล่องเเคล่วเชี่ยวชาญ จะต้องหมั่นฝึกฝน อยู่เสมอ ในชั้นต้นต้องฝึกแผ่เมตตาให้แก่ตนเองก่อน เพื่อจะได้เป็นสักขีพยานว่า ตนเองปรารถนาความสุขเกลียดความทุกข์ ต้องการมีอายุยืน กลัวตาย ฉันใด ผู้อื่นก็ฉันนั้น อีกทั้งการแผ่เมตตาแก่ตนเองก่อนผู้อื่นยังทำให้จิตใจเกิดความแช่มชื่นยินดี ทั้งนี้เพราะความรักต่อคนอื่นหรือสิ่งอื่นแม้จะมีมากมายเพียงใด ก็ไม่เท่าความรักที่มีต่อตัวเอง ฝึกดังนี้บ่อย ๆ ทำบ่อยๆ เมตตาจิตก็จะ เกิดขึ้นได้โดยง่าย เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็ตั้งอยู่ได้มั่นคง

คำบริกรรมในการแผ่เมตตาให้แก่ตนเอง คือ

“ อหํ อเวโร โหมิ ขอข้าพเจ้าจงเป็นผู้ไม่มีศัตรูภายในและภายนอก

อหํ อพฺยาปชฺโฌ โหมิ ขอข้าพเจ้าจงเป็นผู้ไม่มีความพยาบาท

อหํ อนีโฆ โหมิ ขอข้าพเจ้าจงเป็นผู้ไม่มีความลำบากกาย ลำบากใจ พ้นจากอุปัทวภัย

อหํ สุขี อตฺตานํ ปริหราม ขอข้าพเจ้าจงเป็นผู้มีความสุขกายสุขใจ รักษาตน ให้พ้นจากทุกข์ทั้งปวงเทอญ”

เมื่อแผ่เมตตาให้แก่ตนเองได้คล่องแคล่วแล้ว ก็ขยายการแผ่ให้เป็นวงกว้างออกไปตามลำดับ

4.เจริญเมตตาในบุคคลที่รักเคารพ

เมื่อแผ่เมตตาให้ตนเป็นสักขีพยานแล้วบุคคลต่อไปในอันดับที่สอง คือ ผู้ที่เรารักเคารพ เช่น ครูบาอาจารย์ หรือผู้ที่มีคุณธรรมเทียบเท่าครูบาอาจารย์ที่ตนเอง รัก ชอบพอ เคารพ สรรเสริญ ก่อนที่จะเจริญเมตตาในผู้ที่เรารักเคารพนั้น เพื่อที่จะพยุงเมตตาภาวนาให้เกิดขึ้นโดยง่าย ให้ระลึกถึงคุณงามความดีอันเป็นเหตุชวนให้เกิดความพอใจที่ได้รับจากบุคคลนั้น เช่น การที่ให้ทานทั้งวิทยาทาน อามิสทาน ธรรมทาน ตลอดจนปิยวาจาที่ได้รับมาต่างๆ หรือระลึกถึงคุณธรรมที่ชวนให้เกิดความเคารพและความสรรเสริญ เช่น ความมีกิริยามารยาทอันดีงาม การมีความรู้อย่างกว้างขวางเป็นเบื้องต้นเสียก่อน แล้วจึงเจริญเมตตาไปในท่านผู้เป็นที่รักเคารพนั้น ด้วยบทภาวนาว่า

เอส สปฺปุริโส อเวโร โหตุ ขอท่านผู้เป็นสัตบุรุษนั้น จงอย่ามีเวรกับใครๆ เลย

อพฺยาปชฺโฌ โหตุ จงอย่าได้เบียดเบียนใครๆ เลย

อนีโฆ โหตุ จงอย่าได้มีความทุกข์เลย

สุขี อตฺตานํ ปริหรนฺตุ ขอจงมีความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ทั้งปวงเถิด

ทั้งนี้โดยการเพียรภาวนามากเข้าๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ร้อยครั้งพันครั้งหรือจนกว่าอัปปนาสมาธิหรือเมตตาฌานจะเกิดขึ้น

5.การเจริญเมตตาตามลำดับต่อไป

แม้ว่าอัปปนาสมาธิจะเกิดขึ้น เพราะได้เจริญเมตตาไปในบุคคลที่เคารพรักแล้วก็ตาม แต่อย่าเพิ่งพอใจด้วยความสำเร็จเพียงเท่านั้น ให้มีความปรารถนาที่จะทำเมตตา ให้เป็นสีมสัมเภทต่อไปอีก (การทำลายขอบเขตของเมตตาไม่ให้จำกัดอยู่เฉพาะในบุคคลประเภทใด ประเภทหนึ่ง) กล่าวคือ ถัดจากบุคคลที่รักที่เคารพนั้นแล้ว พึงเจริญเมตตาไปในบุคคลที่ รักใคร่มากเป็นลำดับที่สาม เช่น บิดามารดา บุตรธิดา สามีภรรยา ตามลำดับ ถัดจากนั้นพึงเจริญไปในคนที่เป็นกลางๆ เป็นลำดับที่สี่ ถัดจากนั้นจึงเจริญไปในคนที่เป็นศัตรูเป็นลำดับที่ห้า

ในทางปฏิบัติเมื่อได้เจริญเมตตาไปในคนที่รักใคร่มากจนบรรลุถึงขั้นอัปปนาสมาธิ แล้วทำฌานจิตนั้นให้อ่อนนุ่มนวลควรแก่งาน สามารถเข้าฌานออกฌานได้อย่างคล่องแคล่วเชี่ยวชาญดีแล้ว จากนั้นจึงข่มจิตที่มีสภาวะรักมากในคนที่รักมากนั้นให้ลดลงมาอยู่ในระดับที่รักอย่างธรรมดา แล้วเพียรภาวนาต่อไปด้วยบทภาวนาว่า

เอส อติปิยปุคฺคโล สุขิโต โหตุ, นิทฺทุกฺโข โหตุ.

ขอบุคคลที่รักใคร่มากนั้นจงมีความสุขเถิด, จงอย่ามีความทุกข์เลย

เพียรเจริญเมตตาซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนกว่าจะถึงขั้นอัปปนาสมาธิเช่นเดียวกัน ทำฌาน- จิตนั้นให้อ่อนนุ่มนวลควรแก่งาน สามารถเข้าออกฌานได้คล่องแคล่วเชี่ยวชาญ จากนั้นจึงพยุงจิตที่มีภาวะเฉยๆ ในคนเป็นกลางๆ ขึ้นสู่ความรักอย่างธรรมดา แล้วเพียรภาวนาต่อไปด้วยบทภาวนาว่า

เอส มชฺฌตฺโต สุขิโต โหตุ, นิทฺทุกฺโข โหตุ.

ขอคนผู้เป็นกลางๆ นั้น จงมีความสุขเถิด, จงอย่ามีความทุกข์เลย

เพียรภาวนาไปจนกว่าจะสำเร็จถึงขั้นอัปปนาสมาธิเช่นเดียวกัน แล้วทำฌานจิตนั้นให้อ่อนนุ่มนวลควรแก่งาน สามารถเข้าออกฌานจนคล่องแคล่วเชี่ยวชาญดีแล้ว จากนั้นให้ข่มจิตที่คิดจองเวรในคนที่เป็นศัตรูให้เลือนหายกลายเป็นภาวะกลางๆ แล้วยกขึ้นสู่ภาวะความรักอย่างธรรมดา แล้วทำภาวนาต่อไปด้วยบทภาวนาว่า

เอส เวรีปุคฺคโล สุขิโต โหตุ, นิทฺทุกฺโข โหตุ.

ขอคนคู่เวรนั้น จงมีความสุขเถิด, อย่าได้มีความทุกข์เลย

ทั้งนี้ให้เพียรภาวนาไปจนกว่าจะบรรลุถึงอัปปนาสมาธิเช่นเดียวกัน เมื่อเมตตาจิตบังเกิดมีความเท่าเทียมกันในบุคคลทั้ง 4 ประเภท คือ ตัวเอง คนที่ตนรัก คนที่ตนรู้สึกเฉยๆ และคนที่เป็นศัตรู (สงเคราะห์คนที่เคารพรักกับคนที่รักใคร่มากเป็นพวกเดียวกัน เพราะตั้งอยู่ในฐานะ เป็นที่รักเหมือนกัน) ดังนี้แล้วเรียกว่า เจริญภาวนาจนเป็น สีมสัมเภทเมตตา

สำหรับผู้ที่ไม่มีบุคคลที่เป็นศัตรู ด้วยอำนาจวาสนาบารมีในชาติก่อนตามมาสนอง หรือด้วยไม่เคยประพฤติเบียดเบียนใครให้ได้รับความเดือดร้อนในชาติปัจจุบัน หรือเพราะเหตุที่ตนเป็นคนชั้นมหาบุรุษมีอัธยาศัยกว้างขวาง สมบูรณ์ไปด้วยคุณธรรม คือ ขันติ เมตตา และกรุณาที่ได้สั่งสมมาในชาติก่อน แม้ถูกผู้อื่นเบียดเบียนให้ได้รับความเดือดร้อนก็ไม่ผูกใจเจ็บ คิดว่าผู้อื่นก่อเวรกับตน บุคคลทั้งสองจำพวกนี้ไม่จำเป็นต้องขวนขวายว่า เมตตาจิตของเราควรแก่งานในคนกลางๆ แล้ว บัดนี้เราจักน้อมนำเมตตาจิตไปในบุคคลผู้เป็นศัตรู ไม่จำเป็นต้องทำอย่างนั้น ให้เพียรทำภาวนาต่อไปจนเป็น สีมสัมเภทเมตตา

6.วิธีแผ่เมตตาให้บุคคลผู้เป็นศัตรู

เมื่อเราน้อมจิตเข้าไปยังผู้ที่เป็นศัตรู ปฏิฆะความแค้นเคืองย่อมเกิดขึ้น เพราะหวนนึกถึงความผิดที่เขาทำแก่เรา วิธีแก้คือต้องหมั่นแผ่เมตตาบ่อยๆ ในบุคคลดังกล่าวข้างต้นตามลำดับหรือคนใดคนหนึ่งก็ได้ เพื่อบรรเทาความแค้นเคืองให้ได้เสียก่อน เมื่อเราพยายามไปอย่างนั้นแล้วความแค้นเคืองก็ยังไม่ดับไป ควรใช้วิธีการบรรเทาความโกรธโดยใช้วิธีการดังต่อไปนี้

วิธีการบรรเทาความโกรธ

1) ระลึกถึงโทษของความโกรธ

โดยให้ระลึกถึงโอวาทของพระบรมศาสดาอย่างนี้ว่า

1.อุปมาด้วยถูกโจรเลื่อย

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม้หากว่าพวกโจรที่มีใจต่ำช้า พึงเอาเลื่อยมีคมสองข้างตัดอวัยวะน้อยใหญ่ ผู้ใดพึงยังใจให้ประทุษร้ายแม้ในโจรนั้น เธอนั้นไม่ชื่อว่าทำตามคำสอนของเรา เพราะทำใจให้ประทุษร้ายในโจรนั้น ดังนี้ประการหนึ่ง10)

2.ผู้โกรธตอบเลวยิ่งกว่าผู้โกรธก่อน

ผู้ใดย่อมโกรธตอบต่อผู้โกรธแล้ว ผู้นั้นแลเลวเสียกว่าผู้โกรธทีแรกนั้นอีก เพราะเหตุที่โกรธตอบเขานั้น ผู้ที่ไม่โกรธตอบต่อผู้ที่โกรธตนแล้ว ชื่อว่า ย่อมชนะสงครามซึ่งชนะได้แสนยาก ผู้ที่รู้ว่าคนอื่นโกรธแล้ว เป็นผู้มีสติสงบเสงี่ยม ชื่อว่าประพฤติประโยชน์ทั้งสองฝ่าย คือ ทั้งฝ่ายตน และผู้อื่นดังนี้11)

3.ธรรม 7 ประการที่ศัตรูมุ่งหวัง

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม 7 ประการ12) เหล่านี้ เป็นธรรมอันบุคคลผู้เป็นข้าศึก มุ่งแล้ว เป็นธรรมอันบุคคลผู้เป็นศัตรูพึงทำแก่กัน ย่อมมาถึงหญิงหรือชายผู้เป็นคนขี้โกรธ ธรรม 7 ประการ คือ

ประการที่ 1 ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คนที่เป็นศัตรูกันในโลกนี้ ย่อมปรารถนาต่อคนที่เป็นศัตรู (ของตน) อย่างนี้ว่า โอหนอ! ขอให้เจ้าคนนี้ พึงเป็นผู้มีผิวพรรณทราม ข้อนั้น เพราะเหตุอะไร ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะว่าคนที่เป็นศัตรูกัน ย่อมไม่ยินดีในการที่คนที่เป็นศัตรูของตนมีผิวพรรณเปล่งปลั่ง ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุรุษบุคคลขี้โกรธนี้ถูกความโกรธครอบงำ มีความโกรธออกหน้า แม้เขาจะอาบน้ำแล้วอย่างสะอาด ลูบไล้อย่างดี ตัดผมและหนวดแล้ว นุ่งผ้าสะอาดก็จริง ถึงกระนั้น เขามีความโกรธครอบงำแล้วย่อมมีผิวพรรณทรามแท้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมข้อที่หนึ่งนี้ ที่บุคคลผู้ เป็นศัตรูกันชอบใจ ที่บุคคลผู้เป็นศัตรูกันพึงทำแก่กัน ย่อมมาถึงหญิงหรือชายผู้ขี้โกรธ

ประการที่ 2 ภิกษุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอีก ศัตรูย่อมหวังต่อศัตรู (ของตน) อย่างนี้ว่า ขอให้บุคคลนี้พึงนอนเป็นทุกข์ ฯลฯ

ประการที่ 3 ฯลฯ ขออย่าให้มันมีทรัพย์พอใช้จ่าย ฯลฯ

ประการที่ 4 ฯลฯ ขออย่าให้มันมีโภคทรัพย์ ฯลฯ

ประการที่ 5 ฯลฯ ขออย่าให้มันมียศ ฯลฯ

ประการที่ 6 ฯลฯ ขออย่าให้มันมีเพื่อน ฯลฯ

ประการที่ 7 ฯลฯ เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก ขอให้มันเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ข้อนั้นเป็นเพราะเหตุไร ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ศัตรูย่อมไม่ยินดีด้วยการไปสุคติของศัตรู (ของตน) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุรุษบุคคลขี้โกรธนี้ ถูกความโกรธครอบงำแล้ว มีความโกรธออกหน้า ย่อมประพฤติทุจริตทางกาย ทางวาจา และทางใจ เขาครั้นประพฤติทุจริตทางกายทางวาจาและทางใจแล้ว เบื้องหน้าแต่การตายเพราะกายแตก เป็นผู้ถูกความโกรธครอบงำแล้ว ก็ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ดังนี้ประการหนึ่ง

4. เปรียบคนมักโกรธเหมือนฟืนเผาศพ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ดุ้นฟืนเผาศพ ที่ไฟไหม้ปลาย 2 ข้าง ตรงกลางก็เปื้อนคูถ ย่อมไม่สำเร็จประโยชน์ที่จะใช้เป็นเครื่องไม้ในบ้าน ในป่าฉันใด เรากล่าวบุคคลผู้ไม่ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตน ไม่ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ผู้อื่นนี้ว่ามีอุปมาฉันนั้น13)

ถ้าเราโกรธเขา ก็ชื่อว่าไม่ทำตามคำสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้า ชื่อว่าเป็นคนเลวยิ่งกว่าคนที่ทำให้เราโกรธ จะไม่ได้ชื่อว่าชนะสงครามที่ชนะได้โดยยาก แต่จะได้ชื่อว่าทำ อกุศลกรรมที่ผู้เป็นศัตรูกันพึงทำต่อกันให้แก่ตนเองเสียอีกด้วย ได้ชื่อว่าเป็นผู้ไร้ประโยชน์เหมือนฟืนเผาศพที่ตรงกลางเปื้อนคูถด้วย

เเม้เมื่อได้นำพระพุทธโอวาทมาสอนตัวเองอย่างนั้นแล้ว ก็ยังไม่หายโกรธ ให้เพียรทำด้วยอุบายอย่างอื่นต่อไป คือ ถ้าคุณธรรมส่วนใดส่วนหนึ่งของคนที่เป็นศัตรูนั้นมีอยู่ เช่นความเรียบร้อยความสะอาดบางประการของเขา เมื่อนำมาพิจารณาดูแล้วทำให้เกิดความ เลื่อมใสพอใจขึ้นได้บ้าง ก็ให้ระลึกเอาคุณธรรมส่วนนั้นๆ มาบรรเทาความโกรธ

2)ระลึกถึงความดีของเขา

คนบางคนมีมารยาทเรียบร้อยแต่เพียงทางกาย ส่วนมารยาททางวาจาและทางใจ ไม่เรียบร้อยเลย และความเรียบร้อยทางกายนั้น คนทั่วไปจะรู้ได้ก็ต่อเมื่อเขาบำเพ็ญวัตรปฏิบัติ นั้นไปนานๆ สำหรับคนเช่นนี้ ให้ระลึกถึงแต่เพียงมารยาททางกายอย่าได้ระลึกถึงมารยาททางวาจาและทางใจของเขา

คนบางคนมีมารยาทเรียบร้อยทางวาจาแต่เพียงอย่างเดียว และความเรียบร้อยทางวาจานั้น คนทั่วไปย่อมรู้ได้ง่าย เพราะว่าคนที่มีมารยาททางวาจาเรียบร้อยนั้น โดยปกติแล้ว มักเป็นคนฉลาดในการปฏิสันถาร เป็นคนมีวาจานิ่มนวลพูดเพราะรื่นเริง ใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส ทักทายก่อน ถึงคราวสวดมนต์ก็สวดด้วยความไพเราะ ถึงคราวแสดงธรรม ก็แสดงได้อย่างชัดถ้อย ชัดคำ สมบูรณ์ด้วยอรรถและพยัญชนะ แต่ในส่วนของมารยาททางกายและทางใจไม่เรียบร้อย สำหรับคนเช่นนี้ ผู้เจริญเมตตาอย่าได้ระลึกถึงมารยาททางกายและทางใจของเขา ให้ระลึกถึงมารยาททางวาจาแต่เพียงอย่างเดียว

คนบางคนมีมารยาทเรียบร้อยแต่ทางใจอย่างเดียว และความเรียบร้อยทางใจนั้นจะเห็นได้ก็ในขณะที่เขาไหว้พระเจดีย์ เป็นต้น คือ ผู้ที่มีจิตใจไม่เรียบร้อยเมื่อจะไหว้พระเจดีย์ต้นพระศรีมหาโพธิ์ หรือจะกราบไหว้พระเถระทั้งหลาย ย่อมกราบไหว้ด้วยกิริยาอาการอัน ไม่เคารพ เมื่อนั่งอยู่ในศาลาฟังธรรม ก็นั่งใจลอย โงกง่วงบ้าง ส่วนผู้ที่มีจิตใจสงบเรียบร้อย ย่อมกราบไหว้อย่างสนิทสนมด้วยความเชื่อมั่นสนิทใจ เมื่อถึงคราวฟังธรรมก็ตั้งใจฟังด้วยดี ถือเอาเนื้อความได้ แสดงถึงอาการเลื่อมใสทางกายหรือทางวาจาให้ปรากฏ สำหรับบุคคลเช่นนี้ ผู้เจริญเมตตาอย่าได้ระลึกถึงมารยาททางกายและวาจาที่ไม่เรียบร้อยของเขา ให้ระลึกถึงมารยาททางใจของเขาแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น

คนบางคนไม่มีความเรียบร้อยแม้เพียงอย่างเดียวในมารยาททั้ง 3 อย่าง แม้คน เช่นนั้นก็ยังไม่เป็นสิ่งเหลือวิสัย ให้ผู้เจริญเมตตายกเอาความกรุณาขึ้นมาในใจ แล้วทำความเข้าใจว่าคนเช่นนี้ถึงแม้เขาจะเที่ยวขวางหูขวางตาคนอื่นเขาไปทั่ว ก็แต่ในปัจจุบันนี้เท่านั้น อีกไม่ช้าไม่นาน เมื่อเขาละโลกไป ก็จะต้องไปบังเกิดในมหานรก 8 ขุม และในอุสสทนรก (นรกขุมบริวาร) อย่างแน่นอน เพราะอาศัยความกรุณาแม้เพียงเท่านี้ ความอาฆาตเคียดแค้นก็สามารถสงบไปได้

คนบางคนมีมารยาทสงบเรียบร้อยครบทั้ง 3 อย่าง สำหรับคนเช่นนี้ ผู้เจริญเมตตามีความชอบใจมารยาทอย่างไหน ให้เลือกระลึกเอามารยาทอย่างนั้นตามความชอบใจเพราะการเจริญเมตตาแก่คนเช่นนี้สามารถทำได้โดยง่าย

3)บรรเทาความโกรธด้วยการพร่ำสอนตนเอง

แม้ว่าผู้เจริญเมตตาจะพยายามบรรเทาความโกรธความอาฆาตเคียดแค้นด้วยอุบายดังกล่าวข้างต้น แต่ความเคียดแค้นก็ยังคงมีอยู่ ขอให้ใช้วิธีใหม่โดยการพร่ำสอนตนเองด้วยวิธีการดังต่อไปนี้

1.คนที่เป็นศัตรูก่อทุกข์ให้แก่เราได้เฉพาะร่างกายเท่านั้น แล้วทำไมเรายังจะหอบเอาความทุกข์นั้นเข้ามาไว้ในจิตใจของเราอีก ซึ่งไม่ใช่วิสัยของคนที่เป็นศัตรูจะพึงทำให้ได้

2.หมู่ญาติอันเป็นที่รักทั้งหลาย ทั้งๆ ที่ท่านเหล่านั้นมีใบหน้าชุ่มไปด้วยน้ำตา เราก็ยังอุตส่าห์ละทิ้งมาได้ แล้วทำไมจะละความโกรธอันเป็นตัวทำความพินาศอย่างใหญ่หลวงให้เราเสียไม่ได้เล่า

3.เราอุตส่าห์รักษาศีลอย่างใดไว้ แต่ก็ยังพะนอเอาความโกรธอันเป็นเครื่องตัดรากศีลเหล่านั้นไว้อีก ใครเล่าที่จะโง่เขลาเบาปัญญาเหมือนเรา

4.เรามัวแต่โกรธว่า คนที่เป็นศัตรูได้กระทำความผิดอันใหญ่หลวงแก่เรา แต่ทำไมจึงยังปรารถนาจะทำความผิดเช่นนั้นด้วยตัวเองเสียเล่า

5.ก็ในเมื่อศัตรูมีความปรารถนาเป็นอย่างยิ่งที่จะให้ความโกรธนั้นเกิดขึ้นแก่เรา จึงได้ทำสิ่งไม่น่าพอใจยั่วยุเรา เหตุใดเราจึงจะทำความปรารถนานั้นของเขาให้สำเร็จเสียเอง ด้วยการยอมให้ความโกรธนั้นเกิดขึ้นเล่า

6.เมื่อเราโกรธขึ้นมาแล้ว เราจะได้ก่อทุกข์แก่คนอื่นผู้ทำความผิดให้แก่เราหรือไม่ก็ตาม แต่เป็นที่แน่นอนว่าเรานั้นได้เบียดเบียนตัวเราเองด้วยทุกข์ คือ ความโกรธอยู่ในขณะนี้

7.ในเมื่อศัตรูได้เดินไปสู่ทางผิด คือ ความโกรธ ซึ่งไม่นำประโยชน์อะไรมาให้แก่เราเลย แม้เมื่อเรายังโกรธอยู่ ก็ชื่อว่าคล้อยตามทางของเขาละซิ

8.ศัตรูได้ทำสิ่งที่ไม่น่าพอใจให้แก่เรา ด้วยอาศัยความโกรธอันใดของเรา เราจงถอนความโกรธนั้นเสียเถิด เราจะมัวเดือดร้อนในสิ่งที่ไม่สมควรทำไมกัน

9.ขันธ์ 5 เหล่าใดได้ทำสิ่งที่ไม่น่าพอใจให้แก่เรา ขันธ์ 5 เหล่านั้นได้ดับไปแล้ว เพราะสภาวธรรมทั้งหลายมีการเกิดดับอยู่ตลอดเวลา ขันธ์ 5 เก่าดับไป ขันธ์ 5 ใหม่เกิดขึ้นมาแทน บัดนี้ เราจะมัวหลงโกรธใครในที่นี้เล่า การโกรธต่อขันธ์ 5 ที่เกิดขึ้นมาใหม่ซึ่งไม่มี ความผิดนั้น เป็นการไม่สมควรอย่างยิ่ง

4) บรรเทาความโกรธด้วยการพิจารณาถึงกรรม

เมื่อผู้เจริญเมตตาพยายามพร่ำสอนตนเองด้วยประการต่างๆ ดังที่กล่าวมาแล้ว แต่ความโกรธแค้นก็ยังไม่สงบลง ต่อแต่นี้ให้ใช้วิธีพิจารณาถึงภาวะที่ตนและคนอื่นเป็นผู้มีกรรมเป็นของของตนต่อไป ในการพิจารณาถึงกรรมนั้น ให้พิจารณาถึงภาวะที่ตนเป็นผู้มีกรรมเป็นของตนเป็นอันดับแรกดังต่อไปนี้

นี่เเน่ะ พ่อมหาจำเริญ เจ้าโกรธคนอื่นแล้วจะได้ประโยชน์อะไร กรรมอันมีความโกรธ เป็นเหตุของเรานี้มันจะบันดาลให้เป็นไปเพื่อความฉิบหายแก่เราเองไม่ใช่หรือ ด้วยว่า เราเป็นผู้มีกรรมเป็นของตน เป็นทายาทแห่งกรรม มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย เราได้ทำกรรมใดไว้จะต้องเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น

อนึ่ง กรรมของเรานี้ มันไม่สามารถบันดาลให้สำเร็จสัมมาสัมโพธิญาณ ปัจเจกโพธิ-ญาณ และสาวกภูมิ มันไม่สามารถบันดาลให้สำเร็จสมบัติอย่างใดอย่างหนึ่งในบรรดาสมบัติ ทั้งหลาย เช่น ความเป็นพระพรหม พระอินทร์ พระเจ้าจักรพรรดิ และพระเจ้าประเทศราชได้เลย ตรงกันข้าม กรรมของเรานี้ มันจะขับไล่ไสส่งให้เราออกจากพระศาสนาแล้วบันดาลให้ประสบความตกต่ำกันดารในชีวิต เช่น ทำให้บังเกิดเป็นขอทาน คนกินเดน หรือประสบทุกข์อย่าง ใหญ่หลวง เช่นทำให้ไปบังเกิดในมหานรกเป็นต้นอย่างแน่นอน

ตัวเรานี้ หากขืนมัวโกรธอยู่อย่างนี้ ย่อมชื่อว่าเผาตัวเองทั้งเป็น และทำตัวเองให้มีชื่อเสียงอันเน่าเหม็นเป็นคนแรกโดยแท้ เมื่อพิจารณาถึงความที่เราเป็นผู้มีกรรมเป็นของของตนอย่างนี้แล้ว จงพิจารณาถึงความที่คนอื่นมีกรรมเป็นของของตน ในลำดับต่อไป ดังนี้ แม้เขาผู้นั้นโกรธเราแล้ว เขาจะได้ประโยชน์อะไร กรรมอันมีความโกรธเป็นเหตุของเขาผู้นั้น มันจักบันดาลให้เป็นไปเพื่อความฉิบหายแก่เขาเองไม่ใช่หรือ เพราะว่าเขาผู้นั้นเป็นทายาทแห่งกรรม เป็นผู้มีกรรมเป็นกำเนิด เป็นผู้มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ เป็นผู้มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย เขาทำกรรมใดไว้ จะต้องได้รับผลของกรรมนั้น

อนึ่ง กรรมของเขาผู้นั้นมันไม่สามารถบันดาลให้สำเร็จสัมมาสัมโพธิญาณ ปัจเจกโพธิ-ญาณ และสาวกภูมิ มันไม่สามารถบันดาลให้สำเร็จสมบัติอย่างใดอย่างหนึ่งในบรรดาสมบัติ ทั้งหลาย เช่น ความเป็นพระพรหม พระอินทร์ พระเจ้าจักรพรรดิ และพระเจ้าประเทศราชได้เลย ตรงกันข้าม กรรมของเรานี้ มันจะขับไล่ไสส่งให้เราออกจากพระศาสนาแล้วบันดาลให้ประสบความตกต่ำกันดารในชีวิต เช่น ทำให้บังเกิดเป็นขอทาน หรือประสบทุกข์อย่างใหญ่หลวง เช่นทำให้ไปบังเกิดในมหานรกอย่างแน่นอน เขาผู้นั้น เมื่อขืนกระทำอยู่อย่างนี้ ย่อมชื่อว่าโปรยธุลีคือความโกรธใส่ตนเอง เหมือนผู้จะโปรยฝุ่นธุลีใส่คนอื่นแต่ไปยืนอยู่ใต้ลมอย่างนั้น ข้อนี้สมด้วยพุทธสุภาษิตในขุททกนิกาย ธรรมบทว่า

โย อปฺปทุฏฺฐสฺส นรสฺส ทุสฺสติ สุทฺธสฺส โปสสฺส อนงฺคณสฺส ตเมว พาลํ ปจฺเจติ ปาปํ สุขุโม รโช ปฏิวาตํว ขิตฺโต.14)

ผู้ใด ประทุษร้ายต่อนรชนผู้ไม่ประทุษร้าย ผู้บริสุทธิ์ ไม่มีกิเลสดุจเนิน บาปย่อม กลับถึงผู้นั้นซึ่งเป็นคนพาลนั่นเอง เหมือนธุลีอันละเอียดที่เขาซัดทวนลมไปฉะนั้น

5) บรรเทาความโกรธด้วยการพิจารณาถึงพุทธจริยาในปางก่อน

ถ้าผู้เจริญเมตตาได้พยายามพิจารณาถึงความที่ตนและคนอื่นเป็นผู้มีกรรมเป็นของของตนอย่างนี้แล้ว ความโกรธแค้นก็มิได้สงบลง ก็ให้ระลึกถึงพระคุณ คือ พระจริยาวัตรในอดีตชาติของพระบรมศาสดาว่า

พระบรมศาสดาของเราในปางก่อนครั้งยังไม่ได้ตรัสรู้พระสัมมาสัมโพธิญาณ ทรงเป็นพระโพธิสัตว์บำเพ็ญบารมี 30 ทัศ อยู่ถึง 4 อสงไขย แสนมหากัปนั้น พระองค์ไม่ได้ทรงทำพระหฤทัยให้โกรธเคืองแม้ในศัตรูทั้งหลายผู้พยายามประหัตประหารพระองค์อยู่ในชาตินั้นๆ มีเรื่องปรากฏอยู่หลายประการคือ

เรื่องพระเจ้าสีลวะ15)

ในสีลวชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพระเจ้าแผ่นดินทรงพระนามว่า พระเจ้าสีลวะ อำมาตย์ผู้ใจบาปหยาบช้าได้ลอบล่วงประเวณีกับพระอัครมเหสีของพระองค์ แล้วไปเชื้อเชิญเอาพระราชาผู้เป็นปฏิปักษ์มายึดเอาพระราชสมบัติ ในที่อันมีอาณาบริเวณถึงสามร้อยโยชน์ พระองค์ก็ไม่ได้ทรงอนุญาตให้หมู่อำมาตย์ผู้จงรักภักดีลุกขึ้นจับอาวุธเข้าต่อต้าน ต่อมาพระองค์พร้อมด้วยหมู่อำมาตย์หนึ่งพันได้ถูกนำไปฝังทั้งเป็นลึกแค่พระศอที่ป่าช้าผีดิบ พระองค์ก็ไม่ได้ทรงเสียพระราชหฤทัยแม้แต่น้อย อาศัยพวกสุนัขจิ้งจอกที่พากันมาคุ้ยกินซากศพ ได้ขุดคุ้ยดินออก พระองค์ทรงใช้สติปัญญาและความเพียร ทั้งด้วยกำลังแห่งพระพาหา ทรงตะกายออกจากหลุม จึงทรงรอดชีวิตได้ และด้วยอานุภาพของเทวดาที่ช่วยให้พระองค์เสด็จขึ้นไปยังพระราชนิเวศน์ของพระองค์ ทรงเห็นพระราชาผู้เป็นศัตรูบรรทมอยู่บนพระแท่นบรรทม พระองค์ก็มิได้ทรงพิโรธแต่อย่างใด กลับทรงปรับความเข้าพระทัยต่อกันและกัน แล้วทรงตั้งพระราชาผู้นั้นไว้ในฐานะแห่งสหาย และได้ตรัสสุภาษิตว่า

บุรุษผู้เป็นบัณฑิต พึงหวังอยู่ร่ำไป ไม่พึงเบื่อหน่าย เราประจักษ์ด้วยตนเอง ว่าปรารถนาอย่างใด ก็ได้เป็นอย่างนั้นแล้ว

เรื่องขันติวาทีดาบส16)

ในเรื่องขันติวาทีชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นขันติวาทีดาบส เมื่อพระราชาทรงพระนามว่าพระเจ้ากลาปุ ได้ตะคอกถามว่า “ สมณะ ท่านนับถือวาทะอะไรฎ ท่านตอบว่า “ อาตมานับถือขันติวาทะ คือ นับถือความอดทน” พระราชาจึงทรงรับสั่งให้เฆี่ยนพระโพธิสัตว์ด้วยหวายทั้งหนามเป็นการพิสูจน์ จนในที่สุดถึงขั้นตัดมือและเท้าเสีย พระโพธิสัตว์ก็ไม่ได้มีความ โกรธเคืองเลยแม้แต่น้อย

เรื่องธรรมปาลกุมาร17)

การที่พระโพธิสัตว์เป็นผู้ใหญ่แล้วดำรงอยู่ในเพศบรรพชิต สามารถอดกลั้นได้เหมือนพระเจ้าสีลวะและขันติวาทีดาบสนั้น ยังไม่ใช่เรื่องอัศจรรย์ ในจุฬธัมมปาลชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นธรรมปาลกุมาร ทรงเป็นทารกยังนอนแบเบาะอยู่ ถูกพระเจ้ามหาปตาปะผู้เป็นพระบิดารับสั่งให้ตัดมือและเท้าทั้ง 4 ข้าง เหมือนว่าให้ตัดหน่อไม้ในขณะที่พระมารดาทรงคร่ำครวญอยู่ว่า “ ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ หากแขนทั้งสองที่ไล้ทาแล้วด้วยจันทร์หอมของ พ่อธรรมปาละ ผู้เป็นรัชทายาทในแผ่นดินนี้ขาดไปเมื่อไหร่ชีวิตของหม่อมฉันก็จะดับด้วยเช่นกัน” แม้ถึงอย่างนั้นพระเจ้ามหาปตาปะก็ยังไม่สาสมพระหฤทัย ทรงรับสั่งอีกว่า “ จงตัดศีรษะมันเสีย” ฝ่ายพระโพธิสัตว์ก็ไม่ได้แสดงอาการเสียพระทัย ทรงเตือนตัวเองว่า

“ ขณะนี้เป็นเวลาที่เจ้าจะต้องประคองรักษาจิตของเจ้าไว้ให้ดีแล้วนะ พ่อธรรมปาละ ผู้เจริญ บัดนี้เจ้าจงทำจิตให้เสมอในบุคคลทั้ง 4 คือ พระบิดาผู้ทรงรับสั่งให้ตัดศีรษะ พวกราชบุรุษที่จะตัดศีรษะ พระมารดาที่กำลังพร่ำพิไรรำพัน และเจ้าเองด้วย”

การที่พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นมนุษย์แล้วทรงอดกลั้นได้จากการทำ ทารุณกรรมต่างๆ เหมือนดังเรื่องที่กล่าวมาแล้วนั้น ก็ยังไม่ใช่เรื่องน่าอัศจรรย์มากนัก ที่น่าอัศจรรย์ยิ่งกว่านั้น คือ เมื่อครั้งเสวยพระชาติเป็นสัตว์เดรัจฉานในกำเนิดต่างๆ แม้ได้รับความทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัสก็ยังสามารถอดทนและให้อภัยต่อผู้ที่ประทุษร้ายได้ ดังเรื่องราวต่อไปนี้

เรื่องพญาช้างฉัททันตะ18)

ในครั้งที่พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพญาช้างชื่อว่าฉัททันตะ ถูกนายพรานยิงด้วยลูกศรอาบยาพิษ เข้าที่ท้องทะลุออกด้านหลัง ก็ไม่ได้มีจิตคิดประทุษร้ายต่อนายพราน ผู้ทำความพินาศให้ถึงเพียงนั้น เรื่องราวในชาดกกล่าวว่า

พญาช้างแม้มีอาการเจ็บหนักด้วยลูกศรใหญ่ ก็ไม่ได้มีจิตคิดร้ายซ้ำยังถาม นายพรานโดยดีว่า

“ เพื่อนเอ๋ย ท่านประสงค์อะไร เพราะเหตุอะไร หรือว่าใครใช้ให้ท่านมาฆ่าเรา” เมื่อพระโพธิสัตว์ถามอย่างนั้น นายพรานก็ได้ตอบว่า “ ท่านผู้เจริญ พระราชเทวีของพระเจ้ากาสี ได้ส่งข้าพเจ้ามาเพื่อต้องการงาของท่าน” พระโพธิสัตว์เมื่อจะทำความประสงค์ของพระราชเทวีให้สำเร็จบริบูรณ์ จึงได้ให้ตัดงาทั้งสองของตนซึ่งมีความงามดุจทองคำธรรมชาติ สุกปลั่งด้วยแสงแห่งรัศมีอันประกอบด้วยสี 6 ประการ แล้วมอบให้นายพรานนั้นนำไปถวาย

เรื่องพญากระบี่

ครั้งพระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพญาวานร ได้ช่วยชายคนหนึ่งให้ขึ้นจากเหวจน รอดชีวิตมาได้ แต่แล้วชายคนนั้นได้คิดร้ายต่อท่านว่า “ วานรนี้ย่อมเป็นอาหารของมนุษย์ได้ เช่นเดียวกับเนื้อของสัตว์ประเภทอื่นๆ ในป่า ถ้าอย่างไรเมื่อเราหิวขึ้นมาแล้วเราจะฆ่าวานรนี้กินเป็นอาหาร เมื่อกินอิ่มแล้วจะเอาเนื้อที่เหลือเป็นเสบียงในการเดินทาง เราก็จะสามารถข้ามพ้นทางทุรกันดารไปได้” ว่าแล้วเขาก็ยกก้อนหินทุ่มลงบนศีรษะของพระโพธิสัตว์ ฝ่ายพระโพธิสัตว์ผุดลุกขึ้น ทั้งๆ ที่ตัวอาบไปด้วยเลือด ได้จ้องมองชายคนนั้นด้วยดวงตาทั้งสองอันคลอไปด้วยน้ำตาพลางกล่าวว่า

“ นายอย่าทำข้าพเจ้าเลย ขอท่านจงมีความเจริญ แต่ท่านได้ทำกรรมอันหยาบช้า เช่นนี้ และท่านก็รอดตายมีอายุยืนมาได้ สมควรจะห้ามปรามคนอื่น

แน่ะท่านผู้กระทำกรรม อันยากที่บุคคลจะทำลงได้ น่าอดสูใจจริงๆ ข้าพเจ้า ช่วยให้ท่านขึ้นจากเหวลึก ซึ่งยากที่จะขึ้นได้เช่นนี้

ท่านเป็นดุจข้าพเจ้านำมาจากปรโลก ยังสำคัญตัวข้าพเจ้าว่า ควรจะฆ่าเสีย ด้วยจิตอันเป็นบาปธรรมซึ่งเป็นเหตุให้ท่านคิดชั่ว

ถึงท่านจะไร้ธรรม เวทนาอันเผ็ดร้อนก็อย่าได้ถูกต้องท่านเลย และบาปกรรมก็อย่าได้ตามฆ่าท่านอย่างขุยไผ่ ฆ่าไม้ไผ่เลย

แน่ะท่านผู้มีธรรมอันเลว หาความสำรวมมิได้ความคุ้นเคยของข้าพเจ้าจะไม่มีอยู่ในท่านเลย มาเถิดท่านจงเดินไปห่างๆ เรา พอมองเห็นหลังกันเท่านั้น”19)

พระโพธิสัตว์เมื่อกล่าวอย่างนั้นแล้ว ก็มิได้มีจิตคิดประทุษร้ายต่อชายคนนั้น และ ไม่ได้คิดถึงความเจ็บปวดของตนเลย มิหนำซ้ำยังพาชายคนนั้นไปส่งถึงที่ที่ปลอดภัยอีกด้วย

เรื่องพญานาคชื่อภูริทัตตะ

ครั้งพระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพญานาคชื่อภูริทัตตะ ได้อธิษฐานอุโบสถศีลแล้วขึ้นไปนอนขดอยู่บนจอมปลวก ครั้งนั้นถูกพราหมณ์หมองูใช้ยามีพิษร้อนแรงเหมือนไฟบรรลัยกัลป์ราดใส่ทั่วทั้งตัว กระทืบด้วยเท้าเพื่อให้อ่อนกำลังแล้วจับใส่ข้องเล็กๆ นำไปแสดงให้คนดูจนทั่ว ชมพูทวีป พระโพธิสัตว์ก็ไม่ได้แสดงอาการโกรธแต่อย่างใดเลย เพราะกลัวศีลขาด ดังข้อความในคัมภีร์จริยาปิฎกว่า

“ อาลัมพายน์จะตัด จะเผา จะฆ่า จะแทงด้วยหลาวก็ตามเถิดเราจะไม่โกรธเขาเลย ถ้าเราจะแลดูเขาด้วยความโกรธ เขาก็จะแหลกเป็นเหมือนขี้เถ้า ช่างเถอะทุบตีเราเถอะ เราจักไม่โกรธเลย ดังนี้แล้วก็หลับเนตรลง ทรงบำเพ็ญอธิษฐานบารมีไว้เป็นเบื้องหน้า ซุกเศียรเข้าไว้ ณ ภายในขนดนอนนิ่งมิได้ไหวติงเลย”20)

เรื่องพญานาคชื่อจำเปยยะ

ครั้งพระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพญานาคชื่อจัมเปยยะ ได้ถูกหมองูเบียดเบียนด้วยประการต่างๆ ก็ไม่ได้แสดงอาการโกรธเคืองแต่อย่างใดเลย ดังมีเนื้อความในคัมภีร์จริยาปิฎกว่า

ในกาลเมื่อเราเป็นพระยานาคชื่อจัมเปยยกะมีฤทธิ์มาก แม้ในกาลนั้น เราเป็นผู้ประพฤติธรรม เพียบพร้อมด้วยศีลวัตร หมองูได้จับเราผู้ประพฤติธรรม รักษาอุโบสถให้เล่นรำอยู่ที่ใกล้ประตูพระราชวัง หมองูนั้นคิดเอาสีเช่นใด คือ สีเขียว สีเหลือง หรือสีแดง เราย่อมเปลี่ยนไปตามจิตของเขา แปลงกายให้เหมือนที่เขาคิด เราได้ทำน้ำให้เป็นบกบ้าง ได้ทำบกให้เป็นน้ำบ้าง ถ้าแหละเราโกรธเคืองต่อหมองูนั้น ก็พึงทำเขาให้เป็นเถ้าโดยฉับพลัน ถ้าเราจักเป็นไปตามอำนาจจิต เราก็จักเสื่อมจากศีล เมื่อเราเสื่อมจากศีล ประโยชน์อันสูงสุดจะไม่สำเร็จ กายของเรานี้จงแตกไปกระจัดกระจายอยู่ ณ ที่นี้ เหมือนแกลบจงกระจัดกระจายอยู่ก็ตามเถิด เราจะไม่ทำลายศีลละ21)

เรื่องพญานาคชื่อสังขปาละ

ครั้งพระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพญานาคชื่อสังขปาละ ได้ถูกบุตรนายพราน 16 คน ช่วยกันเอาหอกอันแหลมคมแทงเข้าที่ลำตัวถึง 8 แห่ง แล้วเอาเครือเถาวัลย์ที่เป็นหนามร้อยเข้าทางรูแผลที่แทงนั้น เอาเชือกเหนียวร้อยเข้าที่จมูกแล้วช่วยกันลากไป ลำตัวครูดสีไปกับพื้นดิน ได้รับความเจ็บปวดทรมานเป็นอย่างมาก แม้พระโพธิสัตว์สามารถจะทำให้ลูกนายพรานทั้งหมดมอดไหม้เป็นขี้เถ้าได้ เพียงแค่โกรธขึ้นมาแล้วจ้องดูเท่านั้น แต่ท่านก็ไม่ได้ทำความโกรธเคืองลืมตาขึ้นจ้องมองทำลายเขาเหล่านั้นเลย ดังที่ท่านได้กล่าวกับนายกองเกวียน ผู้ช่วยเหลือท่านว่า

ข้าแต่ท่านอาฬาระ ข้าพเจ้าเข้าจำอุโบสถ ในวันจาตุททสี ปัณณรสีเป็นนิตย์

ต่อมาพวกบุตรนายพราน 16 คน เป็นคนหยาบช้า ถือเอาเชือกและบ่วงอันมั่นคงมา พรานทั้งหลาย ช่วยกันแทงจมูก เอาเชือกร้อยแล้วหามข้าพเจ้าไป

ข้าพเจ้าอดทนต่อทุกข์เช่นนั้น ไม่ทำอุโบสถให้กำเริบ22)

แท้ที่จริง พระบรมศาสดามิได้ทำความอัศจรรย์เพียงเท่าที่ยกมาเป็นตัวอย่างเท่านั้น พระองค์ได้ทรงบำเพ็ญจริยาวัตรอันน่าเลื่อมใสน่าอัศจรรย์อย่างอื่นอีกมากมาย ดังมีปรากฏในชาดกต่างๆ เช่น มาตุโปสกชาดก23) เป็นต้น

เมื่อได้พิจารณาพุทธจริยาที่มีในปางก่อนของพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ทรงมีพระขันติคุณอย่างไม่มีใครเสมอเหมือนทั้งในมนุษย์โลกและเทวโลกอย่างนี้แล้ว การที่จะยอมจำนนให้ ความโกรธครอบงำได้อยู่ย่อมเป็นสิ่งไม่สมควรเป็นอย่างยิ่ง

6) บรรเทาความโกรธด้วยการพิจารณาความสัมพันธ์กันมาในสังสารวัฏ

คนบางคนแม้ว่าจะได้พยายามพิจารณาถึงพระจริยาของพระบรมศาสดาในปางก่อน ด้วยวิธีที่แสดงมาสักเท่าไรก็ตาม ความโกรธแค้นก็ยังมีอยู่เช่นเดิม สิ่งที่ต้องทำต่อไป คือ ให้พิจารณาถึงความสัมพันธ์อันมีในสังสารวัฏที่ต่างเคยเวียนว่ายตายเกิดมานับภพนับชาติไม่ถ้วน ด้วยวิธีการ ดังต่อไปนี้

เรื่องนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสสอนไว้ในคัมภีร์สังยุตตนิกาย นิทานวรรคว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สงสารนี้กำหนดที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลาย ไม่ได้ เมื่อเหล่าสัตว์ผู้มีอวิชชาเป็นที่กางกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องประกอบ ไว้ ท่องเที่ยวไปมาอยู่ ที่สุดเบื้องต้นย่อมไม่ปรากฏ สัตว์ที่ไม่เคยเป็น มารดากัน ไม่เคยเป็นบิดากัน ไม่เคยเป็นพี่ชายน้องชายกัน ไม่เคยเป็น พี่หญิงน้องหญิงกัน ไม่เคยเป็นบุตรกัน ไม่เคยเป็นธิดาโดยกาลนานนี้ มิใช่หาได้ง่ายเลย

เพราะฉะนั้น ผู้เจริญเมตตาให้ส่งจิตไปในคนคู่ที่เป็นศัตรูอย่างนี้ว่า

เป็นความจริงที่ว่า หญิงผู้นี้เคยเป็นมารดาของเรามาในชาติก่อน เขาเคยได้บริหารรักษาเราอยู่ในครรภ์ถึง 10 เดือน ได้ช่วยเช็ดล้างอุจจาระปัสสาวะน้ำมูกน้ำลายให้แก่เราโดยไม่รังเกียจ เห็นสิ่งสกปรกปฏิกูลเหล่านั้นเหมือนผงจันทร์หอม ช่วยประคองเราให้นอนอยู่แนบอก อุ้มเราไปด้วยสะเอว ได้เฝ้าทะนุถนอมเลี้ยงดูเรามาเป็นอย่างดี

ชายผู้นี้เคยเป็นบิดาของเรา บางครั้งเมื่อต้องทำการค้าขาย ต้องเดินไปในทางอันกันดาร เช่นหนทางที่ต้องไปด้วยแพะ บางที่ก็ต้องใช้ไม้ขอเหนี่ยวรั้งไปในการเดินทาง แม้ชีวิตก็ยอม เสียสละเพื่อประโยชน์แก่เรา ครั้นเมื่อเกิดสงครามประชิดติดพันก็ต้องเอาตนเข้าสู่สนามรบ บางครั้งต้องแล่นเรือไปในท่ามกลางมหาสมุทรอันเต็มไปด้วยภัยอันตรายและได้ทำกิจการงานอื่นๆ อีก ซึ่งล้วนแต่เป็นสิ่งที่ทำด้วยความยากลำบาก ได้พยายามสั่งสมทรัพย์ด้วยวิธีการต่างๆ ด้วยมีความตั้งใจว่า จะเลี้ยงดูลูกๆ ทั้งหลายให้เป็นสุข

ชายคนนี้เคยเป็นพี่ชายน้องชายของเรา หญิงคนนี้เคยเป็นพี่หญิงน้องหญิงของเรามา ชายคนนี้เคยเป็นบุตรของเรา หญิงคนนี้เคยเป็นธิดาของเรามา บุคคลเหล่านั้นเคยได้ทำอุปการะต่างๆ แก่เรามาเป็นอันมากเพราะฉะนั้น การที่เราทำใจให้โกรธแค้นในบุคคลเหล่านั้น ย่อมไม่สมควรเป็นอย่างยิ่ง

7) บรรเทาความโกรธด้วยการพิจารณาอานิสงส์เมตตา

ถ้าได้พยายามพิจารณาโดยความสัมพันธ์กันในสังสารวัฏดังที่กล่าวมา ก็ยังไม่สามารถทำความโกรธแค้นให้ดับไปได้ ก็ให้พิจารณาอานิสงส์ของเมตตา ด้วยอุบายวิธีดังต่อไปนี้

ให้สอนตัวเองว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสเอาไว้แล้วไม่ใช่หรือว่า เมตตาเจโตวิมุตติ24) คือ ความหลุดพ้นแห่งจิตด้วยเมตตา อันบุคคลอบรมแล้ว ทำให้มีแล้ว ทำให้มากแล้ว ทำให้เหมือนยานพาหนะแล้ว ทำให้เป็นที่ตั้งแล้ว ตั้งไว้เนืองๆ แล้ว สะสมไว้ดีแล้ว อบรมไว้แก่กล้าแล้ว ย่อมหวังได้ถึงอานิสงส์ 11 ประการ25) คือ

1.สุขํ สุปฺปติ หลับเป็นสุขหรือสบายในเวลาหลับ คือ ไม่นอนกลิ้งไปกลิ้งมา ไม่นอนกรน หลับอย่างสนิทเหมือนเข้าสมาบัติ กายเบา ใจเบา มีความเบิกบานสดชื่นมีลักษณะ ท่าทางเรียบร้อยงดงามน่าเลื่อมใส

2.สุขํ ปฏิพุชฺฌติ ตื่นเป็นสุขหรือสบายในเวลาตื่น คือ ตื่นขึ้นแล้วไม่ทอดถอนหายใจ ไม่ซึมเซาไม่งัวเงีย ไม่สยิ้วหน้า ไม่บิดไปบิดมา มีหน้าตาแช่มชื่นเบิกบานเหมือนดอกบัวที่กำลังแย้มบาน มีความเบิกบานคล้ายๆ กับว่าเพิ่งออกจากในแหล่งที่มีความสดชื่นมีความสุข

3.น ปาปกํ สุปินํ ปสฺสติ ไม่ฝันร้าย คือ ไม่ฝันเห็นสิ่งที่น่าเกลียดน่ากลัว เช่น พวกโจรรุมล้อม สุนัขไล่กัน หรือตกเหว แต่จะฝันเห็นแต่สิ่งที่ดีงามมีสิริมงคล เช่น ฝันว่าไปไหว้พระเจดีย์ ทำการบูชา และฟังพระธรรมเทศนา

4.มนุสฺสานํ ปิโย โหติ เป็นที่รักของมนุษย์ทั้งหลาย คือ เป็นที่รักที่เจริญใจ ของมนุษย์ทั้งหลาย เหมือนพวงไข่มุกที่ห้อยอยู่ที่หน้าอก หรือพวงดอกไม้ที่ประดับอยู่บนศีรษะ

5.อมนุสฺสานํ ปิโย โหติ เป็นที่รักของอมนุษย์ทั้งหลาย คือ ไม่ใช่เป็นที่รักของมนุษย์เพียงอย่างเดียว ยังเป็นที่รักของเหล่ากายละเอียดทั้งหลาย

6.เทวตา รกฺขนฺติ เทวดาย่อมคุ้มครองรักษา คือ เทวดาทั้งหลายย่อมคอยตามรักษาเหมือนมารดาบิดาที่คอยตามรักษาบุตรธิดา

7.นาสฺส อคฺคิ วา วิสํ วา สตฺถํ วา กมต ไฟ ยาพิษ ศาสตรา ก็ดี ย่อมไม่กล้ำกราย ต่อผู้นั้น คือ ไม่ถูกไฟไหม้ ไม่ถูกวางยาพิษ ศัตราอาวุธต่างๆ ภัยต่างๆ ทำอันตรายไม่ได้

8.ตุวฏํ จิตฺตํ สมาธิยติ จิตของผู้นั้นย่อมเป็นสมาธิตั้งมั่นได้เร็ว คือเมื่อเจริญกัมมัฏฐาน ใจหยุดใจนิ่งได้เร็ว ปล่อยอารมณ์ภายนอกได้เร็วเพราะว่าไม่มีความโกรธกับใคร ไม่เป็นพิษเป็นภัยกับใคร มีแต่ความปรารถนาดีกับทุกๆ คนในโลก จิตจึงสำเร็จเป็นอุปจารสมาธิ หรืออัปปนาสมาธิได้เร็ว

9.มุขวณฺโณ วิปฺปสีทติ สีหน้าผู้นั้นย่อมผ่องใส คือ หน้าตามีผิวพรรณวรรณะเปล่งปลั่งสดใส เหมือนลูกตาลสุกที่หล่นจากขั้วใหม่ๆ

10.อสมฺมุฬฺโห กาลํ กโรติ ในเวลาใกล้ตายย่อมเป็นผู้มีสติ ไม่หลงทำกาละ คือ ตอนใกล้จะละโลก จิตจะผ่องใสมีความสุข เเม้จะละโลก ก็ไม่หวาดหวั่นในมรณะภัย มีจิตใจเบิกบานแจ่มใส ไม่หลงตาย คล้ายนอนหลับไปเฉยๆ

11.อุตฺตรึ อปฺปฏิวิชฺฌนฺโต พฺรหฺมโลกูปโค โหติ เมื่อมรณะแล้ว ถ้ายังไม่แทงตลอดธรรมอันยวดยิ่ง (บรรลุพระอรหันต์) ย่อมเป็นผู้เข้าถึงสุคติอย่างสูงสุดถึงพรหมโลกได้ทันที เหมือนหลับแล้วตื่นขึ้น

นี้คืออานิสงส์การแผ่เมตตาโดยย่อซึ่งเราเองเป็นผู้ที่ได้รับ แต่ถ้าเรายังไม่สามารถทำจิตที่โกรธแค้นให้ดับไปเสียได้ เราจะต้องเป็นผู้ที่พลาดหวังจากอานิสงส์เหล่านี้อย่างแน่นอน

8) บรรเทาความโกรธด้วยการพิจารณาแยกธาตุ

ถ้ายังไม่สามารถทำความโกรธแค้นให้ดับไปได้ ด้วยอุบายวิธีดังกล่าว คราวนี้ให้นึกเอาคนที่เป็นศัตรูนั้นมาพิจารณาแยกออกให้เห็นเพียงสักแต่ว่าเป็นธาตุ ด้วยการพิจารณาว่า

เมื่อเราโกรธเขานั้น เราโกรธอะไรเขาเล่า โกรธผมหรือขน หรือเล็บ หรือฟัน หรือหนัง หรือโกรธเนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ม้าม หรือโกรธหัวใจ ตับ พังผืด ไต ปอด หรือโกรธไส้ใหญ่ ไส้น้อย อาหารใหม่ อาหารเก่า มันสมอง หรือโกรธ น้ำดี น้ำเสลด น้ำเหลือง น้ำเลือด น้ำเหงื่อ น้ำมันข้นหรือโกรธน้ำตา มันเหลว น้ำลาย น้ำมูก ไขข้อ น้ำมูตรหรือ ในธาตุ 4 เราโกรธ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม หรือ เราโกรธขันธ์ 5 อายตนะ 12 หรือธาตุ 18

ในขันธ์ 5 นั้น เราโกรธ รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ หรือว่า วิญญาณขันธ์

ในอายตนะ 12 นั้น เราโกรธจักขวายตนะ รูปายตนะหรือ โกรธโสตายตนะ สัททายตนะ ฆานายตนะ คันธายตนะ ชิวหายตนะ รสายตนะ กายายตนะ โผฏฐัพพายตนะ มนายตนะ ธัมมายตนะ หรือ

ในธาตุ 18 นั้น เราโกรธจักขุธาตุ รูปธาตุ จักขุวิญญาณธาตุ หรือโกรธโสตธาตุ สัททธาตุ โสตวิญญาณธาตุ หรือโกรธฆานธาตุ คันธธาตุ ฆานวิญญาณธาตุ หรือโกรธชิวหาธาตุ รสธาตุ ชิวหาวิญญาณธาตุ หรือโกรธกายธาตุ โผฏฐัพพะธาตุ กายวิญญาณธาตุ หรือ โกรธมโนธาตุ ธรรมธาตุ มโนวิญญาณธาตุ

เมื่อได้พิจารณาแยกธาตุอย่างนั้นแล้ว ก็จะมองเห็นสภาวธรรมด้วยปัญญา เห็นแจ้งชัดว่าฐานที่ตั้งของความโกรธย่อมไม่มีอยู่ในคนผู้เป็นศัตรูนั้น เพราะธาตุทั้งหลายแต่ละธาตุ มีผมเป็นต้น เป็นสิ่งที่ใครๆ ไม่ควรจะโกรธ และนอกเหนือไปจากธาตุทั้งหลายมีผมเป็นต้นแล้ว ก็หามีคนไม่

9) บรรเทาความโกรธด้วยการให้ปันสิ่งของ

เมื่อผู้เจริญเมตตายังไม่สามารถบรรเทาความโกรธให้สงบได้ด้วยวิธีดังกล่าวอีก ก็ให้ใช้วิธีแบ่งปันสิ่งของ คือให้ปันสิ่งของของตนแก่คนที่เป็นศัตรู แม้ตนเองก็ต้องรับสิ่งที่เขาให้ด้วยความเต็มใจเช่นกัน ถ้าคนที่เป็นศัตรูมีความฝืดเคือง มีเครื่องบริขารที่ชำรุดใช้สอยไม่ได้ ก็พึงให้เครื่องบริขารของตนแก่เธอ เมื่อได้ให้ปันสิ่งของอย่างนั้น ความโกรธความเคียดแค้นชิงชังจะระงับลงอย่างสนิททีเดียว แม้ความโกรธของคนที่เป็นศัตรูซึ่งติดมาตั้งแต่อดีตชาติก็จะระงับลงทันทีเช่นเดียวกัน เหมือนดังความโกรธของพระมหาเถระรูปหนึ่งระงับลง เพราะได้บาตรงามซึ่ง พระผู้ถือบิณฑบาตเป็นวัตร ผู้ถูกไล่ออกจากวัดถึง 3 ครั้งมอบถวาย พร้อมกับเรียนท่านว่า “ ท่านขอรับ บาตรใบนี้มีราคา 8 กหาปณะ โยมผู้หญิงของกระผมถวายมาเป็นลาภโดยชอบธรรม ขอท่านได้โปรดอนุเคราะห์เป็นเนื้อนาบุญให้โยมของกระผมด้วยเถิด” พระมหาเถระก็ยอมรับแต่โดยดี ความสมัครสมานอันดีจึงเกิดขึ้นตั้งแต่ครั้งนั้นเป็นต้นมา

ขึ้นชื่อว่าการให้ปันนี้มีอานุภาพที่ยิ่งใหญ่มาก สมดังที่พระโบราณาจารย์ได้กล่าวเอาไว้ว่า

การให้เป็นอุบายทรมานคนพยศให้หายได้ การให้เป็นเครื่องบันดาล ให้ประโยชน์ทุกๆ อย่างสำเร็จได้ ผู้ให้ย่อมฟูใจขึ้น ส่วนผู้รับย่อมอ่อน น้อมลง ทั้งนี้ก็ด้วยการให้วาจาที่ไพเราะอ่อนหวานเป็นเหตุ

การที่ต้องพยายามแผ่เมตตาไปในบุคคลผู้เป็นศัตรู เพราะถ้าทำได้จะเป็นการช่วยให้เมตตานั้นเข้าถึงขั้นสีมสัมเภท อันหมายถึงการทำลายขอบเขตของเมตตา ให้เป็นเมตตาที่มีอำนาจกว้างขวางเสมอกันในบุคคลทุกจำพวก มีเมตตาจิตสม่ำเสมอทั่วไปไม่มีอุปสรรคใดๆ มาขัดขวาง ทำให้เกิดฌานเร็วขึ้น และฌานที่เข้าถึงก็จะตั้งมั่นไม่เสื่อมคลาย

2.3.2 การเจริญเมตตาให้ถึงขั้นสีมสัมเภท

เมื่อผู้เจริญเมตตาได้พยายามบรรเทาความโกรธในคนที่เป็นศัตรูให้ระงับลงได้ด้วยอุบายวิธีต่างๆ ดังที่กล่าวมา จิตของผู้นั้นก็จะแผ่ไปน้อมไปแม้ในคนที่เป็นศัตรูนั้น ด้วยวิธีแห่งเมตตาภาวนาเช่นเดียวกับในคนที่รักเคารพ คนที่รักใคร่มาก และคนที่เป็นกลางๆ ต่อจากนั้นให้เจริญเมตตาให้บ่อยขึ้น แล้วทำเมตตาให้เป็นสีมสัมเภท ผู้อบรมการแผ่เมตตาที่ปรารถนาให้ถึงระดับฌาน จะต้องแผ่เมตตาจนให้สำเร็จถึงสีมสัมเภท1 ด้วยว่าสีมสัมเภทนี้ จัดว่าเป็น ปฏิภาคนิมิต ของเมตตากัมมัฏฐาน เพราะมีลักษณะคล้ายกับปฏิภาคนิมิตในกัมมัฏฐานอื่นๆ คือในกัมมัฏฐานอื่นๆ เช่น กสิน 10 ปฏิภาคนิมิตจะปรากฏให้เห็นเป็นดวง ที่เรียกว่าดวงกสิน เมื่อปฏิภาคนิมิตปรากฏก็เท่ากับว่าได้อุปจารสมาธิ ส่วนในเมตตากัมมัฏฐานไม่มีปฏิภาคนิมิตปรากฏให้เห็น แต่ว่าในระดับของสีมสัมเภทที่บรรลุถึง นิวรณ์ 5 ประการ ได้ถูกข่มไว้ได้กิเลสทั้งหลายที่อยู่ในฐานะเดียวกับนิวรณ์ก็สงบลงหมด จิตก็ตั้งมั่นด้วยดีในระดับของอุปจารสมาธิ สีมสัมเภทจึงเป็นปฏิภาคนิมิตของเมตตาภาวนา ด้วยประการฉะนี้

ลักษณะของสีมสัมเภท26) ในเรื่องของเมตตาที่เป็นสีมสัมเภทนั้น มีตัวอย่างแสดงไว้ว่า สมมติว่าขณะที่ผู้เจริญเมตตากำลังนั่งอยู่ในกลุ่มเดียวกับคนที่รักใคร่ คนที่รู้สึกเฉยๆ คนที่เป็นศัตรู ได้มีพวกโจรเข้ามาล้อมแล้วบอกว่าจะจับไปฆ่าบูชายัญคนหนึ่ง โดยถามว่าจะให้จับใครไป ในกรณีนี้ถ้าบอกให้จับศัตรูหรือจับผู้ที่รู้สึกเฉยๆ ไม่รักไม่ชังไป ก็ไม่ชื่อว่าทำเมตตาให้เป็นสีมสัมเภท แม้ตนเองจะยอมรับกรรมนี้เสียเองโดยให้พวกโจรจับไป อย่างนี้ก็นับว่าไม่ถึงซึ่งสีมสัมเภทอยู่นั่นเอง เพราะเมตตานั้นยังมีขอบเขตอยู่ ต่อเมื่อมีจิตเสมอภาคจนชี้ไม่ได้ว่าจะให้จับใครไป เช่นนี้จึงจะกล่าวได้ว่าทำเมตตาให้เป็นสีมสัมเภทอันสงเคราะห์หรือนับเนื่องเข้าในปฏิภาคนิมิต สมดังที่โบราณจารย์ได้กล่าวเอาไว้ว่า

ภิกษุผู้เจริญเมตตากัมมัฏฐานนั้น ตราบใดที่ยังเห็นความแตกต่าง กันอยู่ในบุคคล 4 จำพวก คือ ตน, คนที่รัก, คนที่เป็นกลางๆ และคนที่ เกลียดชัง ในคนใดคนหนึ่ง เรียกได้เพียงว่า เธอเป็นผู้มีจิตปรารถนาดี ในสัตว์ทั้งหลาย แต่ยังไม่จัดว่าเป็นผู้ที่มีเมตตาแท้ หรือเป็นผู้มีกุศลอัน ประเสริฐ ต่อเมื่อใด ภิกษุนั้นทำลายขอบเขตแห่งเมตตา คือ บุคคล

2.3.3 บรรลุฌาน

เมื่อเจริญเมตตาจนสำเร็จถึงขั้นสีมสัมเภทหรืออุปจารสมาธิ ต่อจากนี้ก็ให้ทำสีมสัมเภทนั้นให้เป็นนิมิตกัมมัฏฐาน แล้วพยายามส้องเสพนิมิตนั้นให้ต่อเนื่องสม่ำเสมอปรารถนาความเพียรให้มากทำให้มากทั้งกลางวันกลางคืน ทำทั้งหลับตา ลืมตา ยืน เดิน นั่ง นอน ในไม่ช้าก็จะบรรลุถึงอัปปนาสมาธิอันได้แก่ปฐมฌานอันเป็นฌานขั้นแรกได้อย่างไม่ยากเย็น

ด้วยการทำภาวนาตามขั้นตอนดังที่กล่าวนี้ เป็นอันว่าผู้เจริญเมตตากัมมัฏฐาน ได้บรรลุถึงปฐมฌานอันละนิวรณ์ 5 คือ กามฉันทะ พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจะกุกกุจจะ วิจิกิจฉา และประกอบด้วยองค์ฌาน 5 คือ วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา

เมื่อบรรลุถึงขั้นปฐมฌานเป็นฌานลาภีบุคคลแล้ว ต่อจากนั้นเมื่อพยายามเจริญภาวนาให้ยิ่งขึ้นไปอีก โดยใช้นิมิต คือ สีมสัมเภทนั้นเป็นอารมณ์ ทำความเพียรอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ ไม่ลดละในการทำความเพียร ก็จะได้บรรลุฌานขั้นสูงขึ้นไปตามลำดับ คือ จะบรรลุถึงทุติยฌานและตติยฌาน เป็นขั้นสุดท้าย ไม่ถึงขั้นจตุตถฌาน เพราะว่าในขั้นของจตุตถฌานมีองค์ฌานเป็นอุเบกขาเวทนา แต่ว่าเมตตาเป็นฝักฝ่ายของโสมนัสเวทนา ดังนั้นเมตตากัมมัฏฐานจึงไม่สามารถบรรลุถึงจตุตถฌานได้

2.3.4 การแผ่เมตตาไปทั่วทิศและทั่งโลก

ผู้ที่เจริญเมตตากัมมัฏฐานจนถึงขั้นอัปปนาสมาธิแล้ว ย่อมสามารถแผ่เมตตาเจาะจงไปทั่วทิศ คือ ย่อมเมตตาไปในทิศใหญ่ทิศหนึ่งมีทิศตะวันออกเป็นต้น ถัดจากนั้นย่อมแผ่เมตตาไปในทิศใหญ่ที่สอง ถัดจากนั้นย่อมแผ่ไปในทิศใหญ่ที่สาม ถัดจากนั้นย่อมแผ่ไปในทิศใหญ่ที่สี่ ในทำนองเดียวกัน ย่อมแผ่เมตตาขึ้นไปทางทิศเบื้องบนจรดพรหมโลก ทิศเบื้องล่างลงไปจรดอเวจีมหานรก ย่อมแผ่เมตตาไปในทิศน้อยทั้ง 4 คือ ตะวันออกเฉียงเหนือ ตะวันออกเฉียงใต้ ตะวันตกเฉียงเหนือ ตะวันตกเฉียงใต้ ด้วยการทำอย่างนี้ย่อมแผ่เมตตาไปในทิศทั้งหลายทั่วทุกทิศทุกทาง เหมือนนายสารถีควบม้าให้วิ่งไปทั่วบริเวณสนามม้า

นอกจากนี้ย่อมแผ่เมตตาโดยไม่เจาะจงครอบคลุมไปทั่วโลกด้วยจิตที่ประกอบด้วยเมตตาอย่างไม่มีประมาณ โดยไม่มีเวรไม่มีภัย ไม่มีพยาบาทเป็นเหตุผูกเวรสัตว์ไม่มีโทสนัสเป็นเหตุเบียดเบียนสัตว์ย่อมแผ่เมตตาไปยังหมู่สัตว์ทุกชนิดโดยเป็นผู้มีตนเสมอในสัตว์ทุกจำพวกสัตว์สองเท้า สี่เท้า มีเท้ามาก มีเท้าน้อยและไม่มีเท้า ทั้งคนขั้นต่ำ ขั้นกลาง ขั้นสูง ทั้งคนที่เป็นมิตร เป็นศัตรู และเป็นกลางๆทั้งที่เป็นสตรีหรือบุรุษ ทั้งที่เป็นอริยเจ้าหรือปุถุชน ทั้งที่เป็นเทวดาหรือมนุษย์ แผ่กระแสเมตตาไปทั่วถึงตลอดหมดทุกทิศทุกทางอย่างนี้

อย่างไรก็ตาม วิธีการแผ่เมตตาไปทั่วทุกทิศและทั่วโลกดังที่แสดงมานี้ จะทำได้เฉพาะผู้ที่ได้อัปปนาสมาธิตั้งแต่ปฐมฌาณแล้วเท่านั้น

2.3.5 วิธีแผ่เมตตา 3 อย่าง

ผู้ที่บรรลุถึงขั้นอัปปนาสมาธิหรือสีมสัมเภทเมตตาดีแล้ว จึงใช้วิธีแผ่เมตตาตามแบบบริกรรมท่องจำโดยรวม การแผ่เมตตาทั่วไปแบบนี้ แผ่ให้แก่บุคคล 12 จำพวก คือ เมตตาเจโตวิมุติ ที่แผ่ทั่วไปโดยไม่เจาะจงบุคคลที่เรียกว่า อโนทิโสผรณา 5 จำพวก เมตตาเจโตวิมุติที่แผ่ไปโดยเจาะจงบุคคลที่เรียกว่า อโนทิโสผรณา 7 จำพวก และเมตตาเจโตวิมุติที่แผ่ไปในทิศทั้ง 10 ที่เรียกว่า ทิโสผรณา

1.อโนทิโสผรณา เป็นการแผ่ทั่วไปโดยไม่เจาะจงบุคคล 5 จำพวก คือ

ก. สพฺเพ สตฺตา สัตว์ทั่วไปทั้งหลาย

ข. สพฺเพ ปาณา สัตว์ที่มีชีวิตทั้งหลาย

ค. สพฺเพ ภูตา สัตว์ที่ปรากฏชัดทั้งหลาย

ง. สพฺเพ ปุคฺคลา บุคคลทั้งหลาย

จ. สพฺเพ อตฺตภาวปริยาปนฺนา สัตว์ที่มีอัตภาพทั้งหลาย

2.โอทิโสผรณา เป็นการแผ่ไปโดยเจาะจงประเภทบุคคล 7 จำพวก คือ

ก. สพฺเพ อิตฺถิโย หญิงทั้งหลาย

ข. สพฺเพ ปุริสา ชายทั้งหลาย

ค. สพฺเพ อริยา พระอริยบุคคลทั้งหลาย

ง. สพฺเพ อนริยา ผู้ไม่ใช่พระอริยบุคคลทั้งหลาย

จ. สพฺเพ เทวา เทวาทั้งหลาย

ฉ. สพฺเพ มนุสฺสา มนุษย์ทั้งหลาย

ช. สพฺเพ วินิปาติกา อบายสัตว์ทั้งหลาย

การแผ่เมตตาตามแบบบริกรรมท่องจำนี้ ใช้ภาษาบาลีเหมาะสมกว่าภาษาไทยเพราะถ้อยคำสละสลวยคล้องจ้องและเข้าใจเนื้อหาได้ไม่ยาก ส่วนมากเป็นคำที่คุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว

เริ่มต้นการแผ่เมตตาพวกที่ 1

สพฺเพ สตฺตา อเวรา โหนฺตุ, อพฺยาปชฺฌา โหนฺตุ, อนีฆา โหนฺตุ, สุขี อตฺตานํ ปริหรนฺตุ, ขอสัตว์ทั้งหลายจงอย่าผูกเวรกัน, จงอย่าเบียดเบียนกัน, จงอย่ามีทุกข์, จงมีความสุขกายสุขใจรักษาตนให้พ้นจากทุกข์ทั้งปวงเถิด รวมแผ่เมตตา 4 ชนิด

การแผ่เมตตาพวกต่อๆ ไป 2,3,4,5,…. จนถึงพวกที่ 12 ใช้ถ้อยคำอย่างเดียวกัน เปลี่ยนเพียงคำนำหน้าไปตามชื่อที่ต้องการ ได้แก่ สพฺเพ ปาณา อเวรา…. สพฺเพ ภูตา อเวรา…. เรียงลำดับกันไป เป็นอโนทิสผรณาเมตตา(ไม่เจาะบุคคล) 20 และโอทิสผรณาเมตตา(เจาะจงบุคคล) 48 ทั้งหมดนี้เรียกว่า ปุคคลวารผรณาเมตตา(การแผ่เมตตาให้บุคคล)

3. ทิโสผรณา เป็นการแผ่ให้แก่สัตว์ทั้วไปทั้ง 10 ทิศ

วิธีแผ่เมตตาไปในทิศนั้น คือ แผ่เมตตาไปในบุคคล 12 จำพวกนั้นที่อยู่ในทิศทั้ง 10 โดยไม่คำนึง ไม่จำกัดสัตว์บุคคลเป็นที่ตั้งว่าจะเป็นสัตว์ เป็นบุคคลชนิดไหน ประเภทใด ที่กล่าวทิสาผรณาแผ่ไป 10 ทิศนั้น นับดังนี้ สัตว์ทั้งหลายที่มีจิตก็ดี ไม่มีจิตก็ดี บรรดาที่มีชีวิต อันมีอยู่ในทิศเบื้องบนจนถึงอกนิฏฐพรหมนั้น 1 ทิศ ที่มีอยู่ในทิศเบื้องต่ำถึงอเวจีมหานรกนั้น 1 ทิศ และที่อยู่ในทิศเบื้องขวางนั้นอีก 8 ทิศจึงรวมเป็น 10 ทิศ ด้วยกัน คือ

1. ปุรตฺถิมาย ทิสาย ทิศตะวันออก

2. ปจฺฉิมาย ทิสาย ทิศตะวันตก

3. อุตฺตราย ทิสาย ทิศเหนือ

4. ทกฺขิฌาย ทิสาย ทิศใต้

5. ปุรตฺถิมาย อนุทิสาย ทิศตะวันออกเฉียงใต้

6. ปจฺฉิมาย อนุทิสาย ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ

7. อุตฺตราย อนุทิสาย ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ

8. ทกฺขิฌาย อนุทิสาย ทิศตะวันตดเฉียงใต้

9. เหฏฺฐิมาย ทิสาย ทิศเบื้องล่าง

10. อุปริมาย ทิสาย ทิศเบื้องบน

เมื่อจะแผ่เมตตาไปในทิศทั้ง 10 ให้ออกชื่อทิศก่อนแล้วบริกรรมเป็นพวกๆ ทั้ง 12 จำพวก ตามเดิมจนครบ 10 ทิศ

เริ่มต้นการแผ่เมตตาโดยทิศในบุคคลจำพวกที่ 1 มีคำสำหรับแผ่ดังนี้

1. สพฺเพ ปุรตฺถิมาย ทิสาย สตฺตา อเวรา โหนฺตุ, อพฺยาปชฺฌา โหนฺตุ, อนีฆา โหนตุ, สุขี อตฺตานํ ปริหรนฺตุ.

ขอสัตว์ทั้งหลายในทิศตะวันออก จงอย่าผูกเวรกัน, จงอย่าเบียดเบียนกัน, จงอย่ามีทุกข์, จงมีความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ทั้งปวงเถิด

2. สพฺเพ ปจฺฉิมาย ทิสาย สตฺตา อเวรา โหนฺตุ, อพฺยาปชฺฌา โหนฺตุ, อนีฆา โหนตุ, สุขี อตฺตานํ ปริหรนฺตุ.

ขอสัตว์ทั้งหลายในทิศตะวันตก จงอย่าผูกเวรกัน, จงอย่าเบียดเบียนกัน, จงอย่ามีทุกข์, จงมีความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ทั้งปวงเถิด

3.สพฺเพ อุตฺตราย ทิสาย สตฺตา อเวรา โหนฺตุ, อพฺยาปชฺฌา โหนฺตุ, อนีฆา โหนตุ, สุขี อตฺตานํ ปริหรนฺตุ.

ขอสัตว์ทั้งหลายในทิศตะวันเหนือ จงอย่าผูกเวรกัน, จงอย่าเบียดเบียนกัน, จงอย่ามีทุกข์, จงมีความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ทั้งปวงเถิด

4.สพฺเพ ทกฺขิฌาย ทิสาย สตฺตา อเวรา โหนฺตุ, อพฺยาปชฺฌา โหนฺตุ, อนีฆา โหนตุ, สุขี อตฺตานํ ปริหรนฺตุ.

ขอสัตว์ทั้งหลายในทิศใต้ จงอย่าผูกเวรกัน, จงอย่าเบียดเบียนกัน, จงอย่ามีทุกข์, จงมีความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ทั้งปวงเถิด

5.สพฺเพ ปุรตฺถิมาย อนุทิสาย สตฺตา อเวรา โหนฺตุ, อพฺยาปชฺฌา โหนฺตุ, อนีฆา โหนตุ, สุขี อตฺตานํ ปริหรนฺตุ.

ขอสัตว์ทั้งหลายในทิศตะวันออกเฉียงใต้ จงอย่าผูกเวรกัน, จงอย่าเบียดเบียนกัน, จงอย่ามีทุกข์, จงมีความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ทั้งปวงเถิด

6.สพฺเพ ปจฺฉิมาย อนุทิสาย สตฺตา อเวรา โหนฺตุ, อพฺยาปชฺฌา โหนฺตุ, อนีฆา โหนตุ, สุขี อตฺตานํ ปริหรนฺตุ.

ขอสัตว์ทั้งหลายในทิศตะวันตกเฉียงเหนือ จงอย่าผูกเวรกัน, จงอย่าเบียดเบียนกัน, จงอย่ามีทุกข์, จงมีความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ทั้งปวงเถิด

7.สพฺเพ อุตฺตราย อนุทิสาย สตฺตา อเวรา โหนฺตุ, อพฺยาปชฺฌา โหนฺตุ, อนีฆา โหนตุ, สุขี อตฺตานํ ปริหรนฺตุ.

ขอสัตว์ทั้งหลายในทิศตะวันออกเฉียงเหนือ จงอย่าผูกเวรกัน, จงอย่าเบียดเบียนกัน, จงอย่ามีทุกข์, จงมีความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ทั้งปวงเถิด

8.สพฺเพ ทกฺขิณาย อนุทิสาย สตฺตา อเวรา โหนฺตุ, อพฺยาปชฺฌา โหนฺตุ, อนีฆา โหนตุ, สุขี อตฺตานํ ปริหรนฺตุ.

ขอสัตว์ทั้งหลายในทิศตะวันตกเฉียงใต้ จงอย่าผูกเวรกัน, จงอย่าเบียดเบียนกัน, จงอย่ามีทุกข์, จงมีความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ทั้งปวงเถิด

9.สพฺเพ เหฏฺฐิมาย ทิสาย สตฺตา อเวรา โหนฺตุ, อพฺยาปชฺฌา โหนฺตุ, อนีฆา โหนตุ, สุขี อตฺตานํ ปริหรนฺตุ.

ขอสัตว์ทั้งหลายในทิศเบื้องล่าง จงอย่าผูกเวรกัน, จงอย่าเบียดเบียนกัน, จงอย่ามีทุกข์, จงมีความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ทั้งปวงเถิด

10.สพฺเพ อุปริมาย ทิสาย สตฺตา อเวรา โหนฺตุ, อพฺยาปชฺฌา โหนฺตุ, อนีฆา โหนตุ, สุขี อตฺตานํ ปริหรนฺตุ.

ขอสัตว์ทั้งหลายในทิศเบื้องบน จงอย่าผูกเวรกัน, จงอย่าเบียดเบียนกัน, จงอย่ามีทุกข์, จงมีความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ทั้งปวงเถิด

ส่วนการแผ่เมตตาไปในทิศทั้ง 10 ในบุคคลอีก 11 จำพวกตั้งแต่จำพวกที่ 2 คือ สพฺเพปาณา สัตว์ที่มีชีวิตทั้งหลาย ถึงจำพวกที่ 12 สพฺเพ วินิปาติกา อบายสัตว์ทั้งหลายนั้น ให้ผู้ปฏิบัตินำมาประกอบในทำนองเดียวกับบุคคลที่ 1 ต่างแต่ต้องยกเอาบุคคลนั้นๆ มาประกอบแทนตรง คำว่า สตฺตา ซึ่งตรงกับคำว่า สัตว์ ใน ภาษาไทย ซึ่งผู้ปฏิบัติสามารถประกอบได้เองโดยไม่ยาก จึงไม่ได้ยกมาอย่างเต็มรูปแบบในที่นี้

2.3.6 ข้อควรรู้ในเมตตาพรหมวิหาร

1.ลักษณะ

ลักษณะ : เป็นผู้มีลักษณะความเป็นไปทางกาย วาจา ใจ พร้อม ที่จะทำประโยชน์ให้แก่สัตว์ทั้งหลายเป็นลักษณะ

2.กิจ

กิจ : มีการทำประโยชน์ให้แก่สัตว์ทั้งหลายอย่างใกล้ชิดเป็นกิจ

3.ปัจจุปัฏฐาน(อาการปรากฎ)

ปัจจุปัฏฐาน(อาการปรากฎ) : มีการบำบัดความแค้นเคืองเป็นอาการปรากฎแก่ผู้ที่ทำการเจริญเมตตา

4.ปทัฏฐาน(เหตุใกล้)

ปทัฏฐาน(เหตุใกล้) : มีการพิจารณาเห็นแต่ความดีงามที่น่าพึงพอใจของสัตว์ทั้งหลาย(มองโลกในแง่ดี) โดยไม่มีการนึกถึง สิ่งที่ไม่ดีไม่งาม เป็นเหตุใกล้

5.สัมปัตติ(ความสมบูรณ์)

สัมปัตติ(ความสมบูรณ์) : มีความสงบจากความพยาบาทได้เป็นเวลานานเป็นความสมบูรณ์

6.วิปัตติ(ความเสื่อมเสีย) : สิ่งที่ทำให้เมตตาเสียหายได้ คือ ตัณหาที่เกิดขึ้นอย่างเหนียวแน่น

7.อาสันนปัจจัตถิก(ข้าศึกใกล้)

อาสันนปัจจัตถิก(ข้าศึกใกล้) : ราคะ เป็นสิ่งที่สามารถเป็นข้าศึกได้โดยง่าย คือ เกิดได้ง่าย

8.ทูรปัจจัตถะ(ข้าศึกไกล)

ทูรปัจจัตถะ(ข้าศึกไกล) : สิ่งที่เป็นข้าศึกตรงข้าม คือ อยู่ไกล ไม่เกิดได้โดยง่ายในขณะแผ่เมตตา คือ พยาบาท

ในข้อนี้ที่ว่า การเจริญเมตตานั้นมีราคะ เป็นข้าศึกใกล้ ก็ด้วยเหตุที่ว่า ในการแผ่เมตตา ผู้ปฏิบัติมักจะมองเห็นแต่ส่วนที่ดีงามของคนที่ตนระลึกแผ่เมตตาให้ เมื่อนึกถึงแต่ส่วนดีแล้วความพอใจย่อมเกิดขึ้น ความพึงพอใจต่อผู้ใดนั้น หากมีปัญญาและมีสติเป็นตัวควบคุมอยู่อย่างสม่ำเสมอ อกุศลธรรม คือ ราคะ ย่อมไม่อาจเกิดขึ้นได้ แต่ถ้าขาดสติและปัญญาเมื่อใด ความพอใจจะชักจูงจิตใจให้รักใคร่ยินดีไปในทางกามคุณได้โดยง่าย(โดยเฉพาะเพศตรงข้าม)ผู้เจริญเมตตาจึงควรระวังเรื่องนี้ให้ดี

2.4 การเจริญเมตตาเพื่อให้เข้าถึงพระธรรมกาย

ในการแผ่เมตตาในวิชชาธรรมกาย ให้เริ่มจาก “ ศูนย์กลางกาย” โดยเริ่มแผ่ความใสสว่างออกมาจากศูนย์กลางกายให้ครอบคลุมตนเองก่อน จนเห็นตัวเองใสสว่างและมีความรักปรารถนาดีกับตนเอง โดยอาจใช้คำบริกรรมภาวนาช่วย จากนั้นจึงแผ่ให้บุคคลตามลำดับโดยน้อมเอาบุคคลนั้นมาไว้ที่ศูนย์กลางกาย แล้วกลั่นให้ใสจนเหมือนกับเป็นตัวเอง ตั้งแต่ บุคคลที่เรารัก, บุคคลที่เรารักใคร่มาก, บุคคลที่เราไม่รักไม่ชัง, และบุคคลที่เป็นศัตรู จนทุกคนใสสว่างเท่ากัน เรามีความรู้สึกปรารถนาดีกับทุกคนเท่ากันเหมือนเป็นตัวของเรา เรียกว่าถึงขั้น “ สีมสัมเภท”

จากนั้นใจก็จะรวมเป็นหนึ่งตกศูนย์เข้าถึง “ ดวงธรรม” ที่แท้จริงภายใน จึงแผ่ขยายให้กว้างขวางออกไปเป็น “ ทิสาผรณา” คือ ทั่วไปทั้ง 10 ทิศ ให้ครอบคลุมขยายออกไปรอบตัวทั้งซ้าย ขวา หน้า หลัง ล่าง บน จนคลุมทั่วจังหวัด ประเทศ โลก และจักรวาล แล้วน้อมแผ่ไปสู่ประเภทบุคคล 7 จำพวก เป็น “ โอทิโสผรณา” และแผ่ไปโดยไม่จำกัดบุคคล 5 จำพวก เป็น “ อโนทิโสผรณา” จนเห็น “ ดวงปฐมมรรค” ของเราขยายคลุมโลกจักรวาล สรรพสัตว์ที่อยู่ในนั้น ใสสว่างเสมอเท่ากันหมดในดวงปฐมมรรคของเรา เรียกว่าเป็น “ อัปปมัญญา”

จริงๆ แล้ว การเจริญเมตตาภาวนาในระดับที่ประณีตยิ่งขึ้นไปกว่านี้ยังมีอีก คือ การเจริญเมตตาในระดับการเข้าถึงกายต่างๆ จนถึงการเจริญเมตตาสมาบัติในธรรมกาย แต่ในที่นี้ขออธิบายแต่เพียงเท่านี้

นิมิต 3 กับภาวนา 3 ในเมตตาภาวนา

นับตั้งแต่เริ่มแผ่เมตตาให้กับตนเองเป็นต้น จนถึงเวรีบุคคลรวมทั้ง 4 จำพวกนี้มาไว้ที่ศูนย์กลางกายเรียกว่า บริกรรมนิมิตŽ เมื่อเมตตาจิตเกิดมีทั่วไปในบุคคลทั้ง 4 จำพวก แต่ยังไม่เข้าถึงขั้นสีมสัมเภท เรียกว่า อุคคหนิมิตŽ เมื่อสำเร็จเป็นสีมสัมเภท คือ เห็นทุกคนใสสว่างเท่ากันหมดแล้ว เรียกว่า “ ปฏิภาคนิมิต” ในขณะเริ่มต้นบริกรรมด้วยใจว่า อเวรา โหนฺตุ เป็นต้น ไปในบุคคลต่างๆ เรียกว่า “ บริกรรมภาวนา” การแผ่เมตตาในระหว่างที่ได้อุคคหนิมิตและ ปฏิภาคนิมิต เรียกว่า “ อุปจารภาวนา” เมื่อดวงธรรมเกิด เรียกว่า “ อัปปนาภาวนา”

2.5 การเจริญกรุณาภาวนา

กรุณา คือ ความหวั่นใจเมื่อเห็นผู้อื่นมีทุกข์ คิดหาทางช่วยเหลือปลดเปลื้องจากทุกข์นั้น หรือ ความสงสารคิดจะช่วยให้พ้นทุกข์ หมายความว่า เมื่อเห็นสัตว์ทั้งหลายได้รับความลำบาก จิตของสัปปบุรุษย่อมเกิดความหวั่นไหว นิ่งดูอยู่ไม่ได้ ย่อมพยายามช่วยผู้ที่ได้รับความลำบาก ให้ได้รับความสุข

การเจริญกรุณา คือ การแผ่ความปรารถนาให้สัตว์ทั้งหลายที่กำลังได้รับทุกข์ หรือจะได้รับความทุกข์ในภายภาคหน้า ให้พ้นจากความทุกข์ กรุณามีอยู่ 2 อย่าง คือ กรุณาแท้และกรุณาเทียม

1.กรุณาแท้ คือ แม้ว่าจะมีความสงสารต่อสัตว์ที่ได้รับความลำบากอยู่ หรือจะได้รับความลำบากต่อไปในวันข้างหน้าก็ดีหรือเคยช่วยเหลือผู้ที่ได้รับความลำบากไว้อย่างไรก็แล้วแต่ ความเศร้าโศก เดือดร้อน ทุกข์ใจ หม่นหมองใจไม่มี มีแต่ความแช่มชื่นผ่องใส

2.กรุณาเทียม คือ เมื่อมีความสงสารต่อสัตว์ที่ได้รับความลำบากอยู่หรือจะได้รับความลำบากต่อไปข้างหน้าก็ดี ช่วยเหลือผู้ที่ได้รับความลำบากอยู่ก็ดี ย่อมเศร้าโศกเดือดร้อน ขุ่นมัว

2.5.1 ขั้นตอนการเจริญกรุณา

การเจริญกรุณาภาวนา ผู้ปฏิบัติต้องทำการแผ่กรุณาแท้ กรุณาเทียมใช้ไม่ได้ การแผ่ต้องแผ่ไปในสัตว์ที่กำลังได้รับความทุกข์ เป็นความทุกข์ที่เกิดจากความพินาศ 5 อย่าง (ความพินาศในทรัพย์ ยศ หมู่ญาติ สุขภาพ คุณความดี) อย่างใดอย่างหนึ่งอยู่ในปัจจุบัน หรือที่จะต้องได้รับทุกข์นั้นในกาลข้างหน้าอันเป็นทุกข์ที่เห็นได้ง่าย ส่วนทุกข์ที่เห็นได้ยากคือ วัฏฏทุกข์ (มี ชาติทุกข์ ชราทุกข์ มรณทุกข์) สัตว์ทั้งหลายล้วนต้องเผชิญกันทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ที่ได้รับความทุกข์ชนิดใด ทุกข์จากความพินาศในทรัพย์ ยศ หมู่ญาติมิตร สุขภาพพลานามัย และ คุณธรรมความดี หรือทุกข์จากวัฏฏะก็ตาม แล้วนำมาเป็นอารมณ์ในการเจริญกัมมัฏฐานชนิดนี้ได้ทั้งสิ้น แม้แต่สัตว์ที่เคยได้รับความทุกข์ในอดีต สัตว์ที่อยู่ในอบายภูมิก็นำมาเป็นอารมณ์กัมมัฏฐานได้

เมื่อจะทำการแผ่กรุณาให้ทำบุพกิจเบื้องต้นให้เสร็จเสียก่อน นับตั้งแต่ตัดปลิโพธความกังวลทั้ง 10 ประการ ตลอดถึงการนั่งบนอาสนะให้เรียบร้อย เหมือนที่ได้แสดงไว้แล้วในเมตตาภาวนา จากนั้นให้พิจารณาถึงโทษของวิหิงสา คือ ความเบียดเบียนและอานิสงส์ของกรุณาเสียก่อน เมื่อเห็นโทษและอานิสงส์อย่างเด่นชัดแล้ว จึงเริ่มเจริญกรุณาพรหมวิหารเป็นลำดับต่อไป

1.พิจารณาโทษของวิหิงสาและอานิสงส์ของกรุณา

ในการพิจารณาให้เห็นโทษของวิหิงสาให้พิจารณาอย่างนี้ว่า คนบางคนในโลกนี้เป็นผู้ชอบเบียดเบียนสัตว์ทั้งหลายมีทั้งการทำร้ายทุบตีด้วยมือ ด้วยการใช้อาวุธประหัตประหาร หรือด้วยวิธีการอื่นๆ อย่างใดอย่างหนึ่ง เมื่อเป็นอย่างนั้น วิบากกรรมอันเผ็ดร้อนรุนแรงย่อมตามสนองเขาทั้งในโลกนี้และในโลกหน้าอย่างไม่ต้องสงสัย

เป็นความจริงที่ว่า ผู้ใดเบียดเบียนสัตว์ทั้งหลายด้วยการทำให้สิ้นชีวิตบ้าง ด้วยการตัดอวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งให้ได้รับความทุกข์ทรมานบ้าง ด้วยการทำให้เสียทรัพย์บ้าง ด้วยการทำให้เสื่อมลาภบ้าง ด้วยการทำให้พลัดพรากจากคน สัตว์ สิ่งของ อันเป็นที่รักบ้าง ด้วยการทำให้เสื่อมจากยศบ้าง ด้วยการทำให้เก้อเขินในที่ประชุมบ้าง แม้ที่สุดด้วยการคอยจ้องจับผิดตามความจริงในความประมาทพลาดพลั้งของผู้อื่น การกระทำทั้งหลายดังที่กล่าวมานี้ ย่อมส่งผลให้ ไม่ได้ลาภที่ยังไม่ได้ ลาภที่ได้มาแล้วก็เสื่อมไป ชื่อเสียงอันเลวทรามอันเกิดจากการเบียดเบียนคนอื่น สัตว์อื่น ย่อมแพร่สะพัดไปทั่ว เมื่อเข้าสู่สมาคมจะไม่แกล้วกล้า ไม่สง่าผ่าเผย ครั้นเมื่อถึงคราวตายเขาจะเป็นคนหลงตาย หลังจากตายไปแล้วก็มีทุคติภูมิเป็นที่ไป ภายหลังเมื่อพ้นจากการเสวยวิบากกรรมได้กลับมาเกิดเป็นมนุษย์ เขาจะได้เกิดในตระกูลคนชั้นต่ำ จะเป็นคนมี ผิวพรรณทรามน่าเกลียดน่าชัง จะเป็นคนมีโรคมาก ตกทุกข์ได้ยากมีข้าวปลาอาหารบกพร่อง เขาจะเป็นคนมีอายุสั้น มีชีวิตอยู่ในโลกนี้ได้ไม่นาน

ผู้ปฏิบัติเมื่อได้พิจารณาอย่างนี้ ก็จะเห็นโทษของวิหิงสา คือ การเบียดเบียนคนอื่น สัตว์อื่นอย่างปราศจากความกรุณา ครั้นแล้วก็จงพิจารณาให้เห็นอานิสงส์ของกรุณา คือ ความสงสาร โดยประการที่ตรงกันข้ามกับโทษของวิหิงสาตามที่ได้พรรณนามาแล้ว เมื่อเห็นโทษและคุณชัดเจนแล้วจึงเริ่มลงมือเจริญกรุณากัมมัฏฐานด้วยวิธีการดังจะได้แสดงต่อไปนี้

2.บุคคลที่ควรเว้นในการเจริญเป็นอันดับแรก

เมื่อจะเริ่มเจริญกรุณากัมมัฏฐานนั้น อย่าได้เจริญไปในบุคคล 5 จำพวกนี้ เป็นอันดับแรก คือ คนที่รัก เพื่อนที่รักมาก คนที่รู้สึกเฉยๆ คนที่เกลียดชัง คนคู่เวร เพราะว่าคนเป็นที่รักก็ย่อมตั้งอยู่ในฐานะคนเป็นที่รัก เพื่อนที่รักมากก็ย่อมตั้งอยู่ในฐานะเพื่อนที่รักมาก คนที่รู้สึก เฉยๆ ก็ตั้งอยู่ในฐานะคนที่รู้สึกเฉยๆ คนที่เกลียดชังก็ตั้งอยู่ในฐานะคนที่เกลียดชัง และคนที่เป็น คู่เวรก็ตั้งอยู่ในฐานะคนที่เป็นคู่เวรอยู่อย่างเดิม ไม่อยู่ในวิสัยจะทำให้เกิดความกรุณาเป็นอันดับแรกได้นั่นก็คือ เมื่อเจริญกรุณาไปในคนที่รักนั้น ภาวะแห่งความรักยังไม่ได้พรากออกไปจากใจ เมื่อความรักยังไม่พรากออกไป กรุณาก็ไม่สามารถแทรกเข้ามาในใจได้ แม้บุคคลจำพวกอื่นนอกจากนี้ก็ทำนองเดียวกัน เพราะเหตุนั้น จึงห้ามไม่ให้เจริญกรุณาไปเป็นอันดับแรกในบุคคล 5 จำพวกดังที่กล่าวมาข้างต้น

ส่วนเพศตรงข้ามกับคนที่ตายแล้ว ไม่ควรนำมาเป็นอารมณ์ในการเจริญกรุณากัมมัฏฐาน ด้วยเหตุผลดังที่แสดงไว้แล้วในเมตตาภาวนา

3. คนที่ควรเจริญกรุณาอันดับแรก

พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสแสดงไว้เป็นแนวทางในการเจริญกรุณาภาวนาไว้ว่า

ภิกษุผู้ประกอบด้วยกรุณาย่อมแผ่กรุณาจิตไปทางทิศหนึ่งอยู่นั้นคือ ทำอย่างไร ภิกษุผู้ประกอบด้วยกรุณา ย่อมแผ่เมตตาไปยังสัตว์ทั้งปวงทุกๆ จำพวก เหมือนอย่างที่ได้เห็นคนอื่น ซึ่งเข็ญใจได้ทุกข์ ซ้ำประกอบด้วยบาป กรรมทำชั่วคนหนึ่งแล้วพึงเกิดความกรุณาขึ้นฉะนั้น27)

ดังนั้นผู้ปฏิบัติเมื่อเห็นใครก็ตามที่เป็นคนน่าสงสารได้ประสบกับความทุกข์ยากลำบาก เป็นคนเข็ญใจตกทุกข์ได้ยาก ประกอบกรรมทุจริต เป็นคนกำพร้าขาดแคลนอาหารต้องเที่ยวขอทานเลี้ยงชีพนั่งอยู่ในโรงพักคนอนาถามีหมู่หนอนไต่ออกมาจากแผลที่มือและเท้า ส่งเสียงร้องไห้คร่ำครวญพร่ำพิไรรำพันอยู่อย่างน่าเวทนา เมื่อเห็นอย่างนั้น พึงยังกรุณาจิตให้ เป็นไปใน คนเช่นนั้นเป็นอันดับแรก ด้วยบทภาวนาว่า

กิจฺฉํ วตายํ สตฺโต อาปนฺโน, อปฺเปว นาม อิมมฺหา ทุกฺขา มุจฺเจยฺย สัตว์ผู้นี้ประสบความลำบากแท้หนอ ขอจงพ้นจากทุกข์นี้เสียเถิดหนา

อีกบทหนึ่งว่า

อยํ สตฺโต ทุกฺขา มุจฺจนฺตุ ขอสัตว์ผู้นี้จงพ้นจากทุกข์เสียเถิด

สำหรับตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปภาวนาว่า

สพฺเพ สตฺตา ทุกฺขา มุจฺจนฺตุ ขอสัตว์ทั้งหลายจงพ้นจากทุกข์เสียเถิด

ด้วยการภาวนาอย่างนี้ ผู้ปฏิบัติจงพยายามภาวนา โดยส่งจิตอันประกอบด้วยกรุณาไปพร้อมกับบทภาวนานั้นๆ ทำซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนความกรุณาเกิดขึ้นในใจอย่างเด่นชัด จนสำเร็จถึงขั้นอัปปนาสมาธิในที่สุด ทำนองเดียวกับเมตตาภาวนาที่กล่าวมาแล้วในตอนต้น

ในกรณีที่ผู้ปฏิบัติไม่ได้พบเห็นคนเข็ญใจได้ทุกข์ดังที่กล่าวมาแล้วนั้นมาเป็นอารมณ์ของกัมมัฏฐานเป็นอันดับแรก ก็ให้เจริญกรุณาไปแม้ในบุคคลผู้มีความสุขแต่ยังชอบทำ บาปกรรมอยู่ โดยยกขึ้นมาเปรียบเทียบกับคนที่กำลังจะถูกประหารชีวิต พิจารณาว่า

เจ้าหน้าที่จับโจรพร้อมของกลางได้แล้ว เมื่อมีคำสั่งให้ประหารชีวิตจึงมัดโจรนั้นแล้ว ลงแส้ครั้งละ 4 เส้น จนถึงร้อยครั้ง แล้วนำไปสู่ที่ประหาร ขณะนั้นคนทั้งหลายเห็นแล้วพากันให้ของเคี้ยวบ้าง อาหารอย่างอื่นบ้าง ให้ดอกไม้ของหอมเครื่องไล้ทาและหมากพลูบุหรี่บ้างแก่โจรนั้น แม้โจรนั้นจะเคี้ยวกินอยู่ บริโภคใช้สอยสิ่งของเหล่านั้นอยู่ ดูคล้ายๆ คนกำลังมีความสุขที่เพียบพร้อม ไปด้วยโภคทรัพย์สมบัติ แต่ไม่มีใครเลยที่จะรู้สึกว่า โจรนี้มีความสุขมีโภคทรัพย์มาก มีแต่ความกรุณาสงสารเขาแต่อย่างเดียว ด้วยรู้ว่า เจ้าโจรนี้จะต้องตายในไม่ช้าแล้ว เพราะเขาใกล้ ความตายเข้าไปทุกๆ ย่างก้าวที่เขาก้าวไปสู่ที่ประหาร

แม้ผู้ปฏิบัติก็เช่นเดียวกัน พึงส่งกรุณาจิตไปยังคนที่มีความสุขแต่เป็นผู้ที่ชอบทำบาปทำกรรม อย่างนี้ว่า คนผู้นี้ถึงแม้ขณะนี้เขาจะมีความสุขเพียบพร้อมไปด้วยโภคทรัพย์สมบัติก็ตาม แต่เขาจะต้องได้เสวยความทุกข์กายทุกข์ใจอย่างแสนสาหัสในอบายภูมิทั้งหลาย เพราะเหตุที่เขาไม่ได้สร้างบุญกุศลด้วยกาย วาจา ใจ ไว้เลยแม้แต่อย่างเดียว

เป็นอันว่า คนที่ควรเจริญภาวนาเป็นอันดับแรกนั้นมี 2 จำพวก คือ คนเข็ญใจได้ทุกข์และคนที่มั่งมีศรีสุขแต่ชอบทำบาปกรรม

4. คนที่ควรเจริญกรุณาอันดับต่อไป

เมื่อผู้ปฏิบัติได้เจริญกรุณาไปในบุคคลจำพวกแรกแล้ว ต่อจากนั้นพึงเจริญภาวนาไปในบุคคลตามลำดับดังนี้คือ คนที่รัก ถัดจากนั้น คนเป็นกลางๆ สุดท้ายคือ คนที่เป็นศัตรูหรือ คู่เวรกัน

ในการปฏิบัติ ผู้ปฏิบัติพึงยกเอาแต่ส่วนที่เป็นความทุกข์ของคนที่เรารักซึ่งปรากฏให้เห็นในปัจจุบันหรือที่จะเกิดขึ้นแก่เขาในชาติต่อๆ ไป แล้วจึงเจริญกรุณาให้เป็นไปในคนที่เรารัก ต่อจากนั้นจึงเลือกยกเอาส่วนที่เป็นความทุกข์ของคนที่เป็นกลางๆ ที่เห็นอยู่ในปัจจุบันหรือที่จะเกิดขึ้นในชาติต่อๆ ไป แล้วจึงเจริญกรุณาไปในคนที่เป็นกลางๆ ต่อจากนั้นจึงเลือกยกเอา แต่ส่วนที่เป็นความทุกข์ของคนที่เป็นศัตรูที่เห็นอยู่ในปัจจุบันหรือที่จะเกิดขึ้นในชาติต่อๆ ไป แล้วจึงเจริญกรุณาไปยังคนที่เป็นศัตรู

คน 2 จำพวก ที่ให้เจริญกรุณาเป็นอันดับแรกนั้นเพราะว่าทำให้กรุณาภาวนาสำเร็จได้โดยง่าย แต่ไม่ใช่ว่าให้ผู้ปฏิบัติพึงพอใจเพียงแค่นั้น ต้องทำกรุณาภาวนาในคน 2 จำพวกนั้น ให้คล่องแคล่วจนจิตอ่อนนุ่มนวลควรแก่การงานก่อน คือ ทำให้ชำนาญด้วยวสีทั้ง 5 เสียก่อน ต่อจากนั้น ให้เจริญกรุณาไปในคนที่รัก จากนั้นในคนที่เป็นกลางๆ และสุดท้ายในคนที่เป็นศัตรู ทั้งนี้ก็เพื่อทำกรุณาให้เป็นสีมสัมเภทต่อไป วิธีการเจริญกรุณาในบุคคลตามลำดับนั้น เป็นไปในทำนองเดียวกับที่แสดงไว้ในเมตตากัมมัฏฐานทุกประการ

ส่วนผู้ปฏิบัติที่ไม่มีคู่เวรหรือไม่ได้ผูกเวรกับใครก็ไม่มีคู่เวรที่ต้องแผ่ไปถึง จึงไม่จำเป็น ต้องทำความขวนขวายว่า ตอนนี้จิตของเรานุ่มนวลควรแก่การงานแล้ว บัดนี้เราจะแผ่กรุณา ไปในคนคู่เวร เฉพาะผู้ที่มีคู่เวรเท่านั้นที่ต้องทำอย่างนั้น

ในการเจริญกรุณาไปในคนคู่เวร ถ้ามีความโกรธเกิดขึ้นก็ให้แก้ไขด้วยวิธีเดียวกับที่กล่าวไว้ในเมตตาภาวนา คือ ต้องทำความโกรธให้ระงับเสียก่อนด้วยอุบายวิธีต่างๆ เช่น ต้องหวนกลับไปเจริญกัมมัฏฐานในบุคคลจำพวกต้นๆ เสียใหม่ หรือพิจารณาถึงพระพุทธโอวาทต่างๆ เป็นต้น

5. เจริญกรุณาในคนที่ทำความดีและมีสุข

การเจริญกรุณาที่ผ่านมา เป็นการเจริญไปในคนที่ตกทุกข์ได้ยากในชาติปัจจุบัน และคนที่มีความสุขในปัจจุบันแต่ได้ประกอบเหตุที่ทำให้ต้องประสบทุกข์ในชาติหน้า ต่อไปนี้จะได้แสดงวิธีเจริญกรุณาไปในคนที่มีความสุขได้ทำความดีมาตลอดไม่ได้ทำความชั่วเลย

สำหรับคนที่เพียบพร้อมไปด้วยความสุขและทำความดีมาตลอดชีวิต เมื่อผู้ปฏิบัติได้เห็นเขาประสบกับความสูญเสียอย่างใดอย่างหนึ่งเช่น สูญเสียญาติ หรือเกิดเจ็บไข้ได้ป่วย หรือเกิดความสูญเสียโภคทรัพย์เป็นต้น แม้ไม่ได้เห็นด้วยตาแต่ได้ทราบข่าวเช่นนั้นก็ตาม พึง เจริญกรุณาในคนคนนั้นคลุมๆ ไปว่า ท่านผู้นี้นับว่าเป็นคนมีทุกข์อยู่เหมือนกัน เพราะถึงแม้เขาจะไม่สูญเสียอะไรๆ เลยสักอย่างเดียวแต่ก็ยังเป็นคนไม่ข้ามพ้นไปจากทุกข์ในวัฏฏสงสารอยู่นั่นเอง

2.5.2 การเจริญกรุณาถึงขั้นสีมสัมเภท

ผู้ปฏิบัติต้องทำกรุณาให้เป็นสีมสัมเภทในบุคคล 4 จำพวก คือ ตนเอง คนที่รัก คนที่เป็นกลางๆ คนที่เป็นศัตรู โดยพยายามเจริญกรุณาซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนกระทั่งจิตมีความกรุณาเสมอกันในบุคคล 4 จำพวกนั้น เช่นเดียวกับในเมตตาภาวนา

เมื่อถึงขั้นของสีมสัมเภทแล้ว ก็ทำนิมิตนั้นให้เจริญยิ่งๆ ขึ้นไป ทำความเพียรมากเข้าๆ ในที่สุดก็จะบรรลุถึงขั้นฌานที่ 3 ในระบบของฌาน 4 และ ได้ ฌาน 4 ในระบบของฌาน 5 โดยทำนองเดียวกับที่แสดงไว้ในเมตตาภาวนาทุกประการ

2.5.3 วิธีแผ่กรุณา 3 อย่าง

การแผ่กรุณา 3 อย่าง เป็นการแผ่ทั่วไปให้แก่สรรพสัตว์ 12 จำพวก เช่นเดียวกับในเมตตาภาวนา

ผู้ที่บรรลุถึงขั้นอัปปนาสมาธิหรือกรุณาสีมสัมเภทดีแล้วจึงใช้วิธีแผ่กรุณาตามแบบ บริกรรมท่องจำโดยรวม การแผ่กรุณาทั่วไปแบบนี้ เป็นการแผ่ให้แก่สรรพสัตว์ทั้งหลาย 12 จำพวก ได้แก่ แผ่ทั่วไปโดยไม่เจาะจงบุคคลที่เรียกว่า อโนทิโสผรณา 5 จำพวก การแผ่โดยเจาะจงบุคคลที่เรียกว่า โอทิโสผรณา 7 จำพวก และการแผ่กรุณาไปในทิศทั้ง 10 ที่เรียกว่า ทิโสผรณา ซึ่งมีวิธีในการแผ่กรุณามีดังต่อไปนี้

1.อโนทิโสผรณา เป็นการแผ่ทั่วไปโดยไม่เจาะจงบุคคล 5 จำพวก คือ

ก.สพฺเพ สตฺตา ทุกฺขา มุจฺจนฺตุ

ขอสัตว์ทั้งหลายจงพ้นจากทุกข์เถิด

ข.สพฺเพ ปาณา ทุกฺขา มุจฺจนฺตุ

ขอสัตว์ที่มีชีวิตทั้งหลายจงพ้นจากทุกข์เถิด

ค.สพฺเพ ภูตา ทุกฺขา มุจฺจนฺตุ

ขอสัตว์ที่ปรากฏชัดทั้งหลายจงพ้นจากทุกข์เถิด

ง.สพฺเพ ปุคฺคลา ทุกฺขา มุจฺจนฺตุ

ขอบุคคลทั้งหลายจงพ้นจากทุกข์เถิด

จ.สพฺเพ อตฺตภาวปริยาปนฺนา ทุกฺขา มุจฺจนฺตุ

ขอสัตว์ที่มีอัตภาพทั้งหลายจงพ้นจากทุกข์เถิด

2.โอทิโสผรณา เป็นการแผ่ไปโดยเจาะจงประเภทบุคคล 7 จำพวก คือ

ก.สพฺพา อิตฺถิโย ทุกฺขา มุจฺจนฺตุ

ขอหญิงทั้งหลายจงพ้นจากทุกข์เถิด

ข.สพฺเพ ปุริสา ทุกฺขา มุจฺจนฺตุ

ขอชายทั้งหลายจงพ้นจากทุกข์เถิด

ค.สพฺเพ อริยา ทุกฺขา มุจฺจนฺตุ

ขอพระอริยบุคคลทั้งหลายจงพ้นจากทุกข์เถิด

ง.สพฺเพ อนริยา ทุกฺขา มุจฺจนฺตุ

ขอผู้ไม่ใช่พระอริยบุคคลทั้งหลายจงพ้นจากทุกข์เถิด

จ.สพฺเพ เทวา ทุกฺขา มุจฺจนฺตุ

ขอเทวดาทั้งหลายจงพ้นจากทุกข์เถิด

ฉ.สพฺเพ มนุสฺสา ทุกฺขา มุจฺจนฺตุ

ขอมนุษย์ทั้งหลายจงพ้นจากทุกข์เถิด

ช.สพฺเพ วินิปาติกา ทุกฺขา มุจฺจนฺตุ

ขออบายสัตว์ทั้งหลายจงพ้นจากทุกข์เถิด

3.ทิโสผรณา เป็นการแผ่ให้แก่สัตว์ทั่วไปทั้ง 10 ทิศ

วิธีแผ่กรุณาไปในทิศนั้น คือ ยกเอาอโนทิโสบุคคล 5 จำพวก โอทิโสบุคคล 7 จำพวก รวมเป็นบุคคล 12 จำพวก ไปตั้งไว้ในทิศทั้ง 10 แล้วแผ่กรุณาไปในบุคคล 12 จำพวกที่อยู่ในทิศทั้ง 10 นั้น จึงเรียกว่าการแผ่ให้แก่สัตว์ทั้ง 10 ทิศ

คำแผ่กรุณาโดยทิศในบุคคลจำพวกที่ 1 มีคำสำหรับแผ่ ดังต่อไปนี้

1.สพฺเพ ปุรตฺถิมาย ทิสาย สตฺตา ทุกฺขา มุจฺจนฺตุ

ขอสัตว์ทั้งหลายในทิศตะวันออกจงพ้นจากทุกข์เถิด

2.สพฺเพ ปจฺฉิมาย ทิสาย สตฺตา ทุกฺขา มุจฺจนฺตุ

ขอสัตว์ทั้งหลายในทิศตะวันตกจงพ้นจากทุกข์เถิด

3.สพฺเพ อุตฺตราย ทิสาย สตฺตา ทุกฺขา มุจฺจนฺตุ

ขอสัตว์ทั้งหลายในทิศเหนือจงพ้นจากทุกข์เถิด

4.สพฺเพ ทกฺขิณาย ทิสาย สตฺตา ทุกฺขา มุจฺจนฺตุ

ขอสัตว์ทั้งหลายในทิศใต้จงพ้นจากทุกข์เถิด

5.สพฺเพ ปุรตฺถิมาย อนุทิสาย สตฺตา ทุกฺขา มุจฺจนฺตุ

ขอสัตว์ทั้งหลายในทิศตะวันออกเฉียงใต้จงพ้นจากทุกข์เถิด

6.สพฺเพ ปจฺฉิมาย อนุทิสาย สตฺตา ทุกฺขา มุจฺจนฺตุ

ขอสัตว์ทั้งหลายในทิศตะวันตกเฉียงเหนือจงพ้นจากทุกข์เถิด

7.สพฺเพ อุตฺตราย อนุทิสาย สตฺตา ทุกฺขา มุจฺจนฺตุ

ขอสัตว์ทั้งหลายในทิศตะวันออกเฉียงเหนือจงพ้นจากทุกข์เถิด

8.สพฺเพ ทกฺขิณาย อนุทิสาย สตฺตา ทุกฺขา มุจฺจนฺตุ

ขอสัตว์ทั้งหลายในทิศตะวันตกเฉียงใต้จงพ้นจากทุกข์เถิด

9.สพฺเพ เหฏฺŸฐิมาย ทิสาย สตฺตา ทุกฺขา มุจฺจนฺตุ

ขอสัตว์ทั้งหลายในทิศเบื้องล่างจงพ้นจากทุกข์เถิด

10.สพฺเพ อุปริมาย ทิสาย สตฺตา ทุกฺขา มุจฺจนฺตุ

ขอสัตว์ทั้งหลายในทิศเบื้องบนจงพ้นจากทุกข์เถิด

ส่วนการแผ่กรุณาไปในทิศทั้ง 10 ในบุคคลอีก 11 จำพวกตั้งแต่จำพวกที่ 2 คือ สพฺเพ ปาณา สัตว์ที่มีชีวิตทั้งหลาย ถึงจำพวกที่ 12 สพฺเพ วินิปาติกา อบายสัตว์ทั้งหลายนั้น ให้ผู้ปฏิบัตินำมาประกอบในทำนองเดียวกับบุคคลที่ 1 ต่างแต่ต้องยกเอาบุคคลนั้นๆ มาประกอบแทนตรงคำว่า สตฺตา ซึ่งตรงกับคำว่า สัตว์ ในภาษาไทย ซึ่งผู้ปฏิบัติสามารถประกอบได้เองโดยไม่ยาก จึงไม่ได้ยกมาอย่างเต็มรูปแบบในที่นี้

2.5.4 ข้อที่ควรรู้ในกรุณาภาวนา

1.ลักษณะ : มีความเป็นไปแห่งกายวาจาใจ ในอันที่จะบำบัดทุกข์ของ ผู้อื่นให้ปราศจากไป เป็นลักษณะ

2.กิจ : มีการอดกลั้นนิ่งดูดายอยู่ไม่ได้ต่อทุกข์ของผู้อื่น และอยากช่วยเหลือเป็นกิจ

3.ปัจจุปัฏฐาน : มีการไม่เบียดเบียนผู้อื่นเป็นอาการปรากฏแก่ผู้ที่ทำ การพิจารณากรุณา

4.ปทัฏฐาน : การพิจารณาเห็นบุคคลที่ตกอยู่ในความทุกข์ไร้ที่พึ่งเป็นเหตุใกล้

5.ความสมบูรณ์ : ความสงบลงแห่งโทสจิตตุปบาท ในอันที่จะทำ การเบียดเบียนสัตว์เป็นความสมบูรณ์แห่งกรุณา

6.ความเสื่อมเสีย : การเกิดขึ้นแห่งความเศร้าโศก เป็นความเสื่อมเสียของกรุณา

7.ข้าศึกใกล้ : ความเสียใจที่เนื่องด้วยกามคุณอารมณ์ เป็นศัตรูใกล้

8.ข้าศึกไกล : ความเบียดเบียนสัตว์ เป็นศัตรูไกล

2.6 การเจริญกรุณาเพื่อให้เข้าถึงพระธรรมกาย

เป็นไปในทำนองเดียวกันกับเมตตาภาวนา แตกต่างกันแต่ลำดับบุคคลที่แผ่ให้ในตอนต้น และอารมณ์ธรรมที่เกิดขึ้น คือ ในการแผ่กรุณาในวิชชาธรรมกาย ให้เริ่มจาก “ ศูนย์กลางกาย” โดยเริ่มแผ่ความใสสว่างออกมาจากศูนย์กลางกายให้ครอบคลุมตนเองก่อน จนเห็นตัวเองใสสว่างและมีความปรารถนาให้ตนเองพ้นจากความทุกข์ โดยอาจใช้คำบริกรรมภาวนาช่วย จากนั้นจึงแผ่ให้บุคคลตามลำดับโดยน้อมเอาบุคคลนั้นมาไว้ที่ศูนย์กลางกาย แล้วกลั่นให้ใสจนเหมือนกับเป็นตัวเอง ตั้งแต่ บุคคลที่ตกทุกข์ได้ยาก บุคคลที่รัก บุคคลที่เราไม่รักไม่ชัง และบุคคลที่เป็นศัตรู จนทุกคนใสสว่างเท่ากัน เรามีความรู้สึกปรารถนาให้ทุกคนพ้นจากความทุกข์เท่ากันเหมือนเป็นตัวของเรา เรียกว่าถึงขั้น “ สีมสัมเภท”

จากนั้นใจก็จะรวมเป็นหนึ่งตกศูนย์เข้าถึง “ ดวงธรรม” ที่แท้จริงภายใน จึงแผ่ขยายให้กว้างขวางออกไปเป็น “ ทิสาผรณา” คือ ทั่วไปทั้ง 10 ทิศ ให้ครอบคลุมขยายออกไปรอบตัวทั้งซ้าย ขวา หน้า หลัง ล่าง บน จนคลุมทั่วจังหวัด ประเทศ โลก และจักรวาล แล้วน้อมแผ่ไปสู่ประเภทบุคคล 7 จำพวก เป็น “ โอทิโสผรณา” และแผ่ไปโดยไม่จำกัดบุคคล 5 จำพวก เป็น “ อโนทิโสผรณา” จนเห็น “ ดวงปฐมมรรค” ของเราขยายคลุมโลกจักรวาล สรรพสัตว์ที่อยู่ในนั้น ใสสว่างเสมอเท่ากันหมดในดวงปฐมมรรคของเรา เรียกว่าเป็น “ อัปปมัญญา”

2.7 การเจริญมุทิตาภาวนา

มุทิตา หมายความว่า ความพลอยยินดีรื่นเริงบันเทิงในความสุขสมบูรณ์ของผู้อื่น จิตใจของผู้มีมุทิตาจิต จะถือเอาสัตว์ที่มีความสุขเป็นอารมณ์

การเจริญมุทิตา คือ การแผ่ความรู้สึกบันเทิงใจในความสุขความสมบูรณ์ของผู้อื่น

มุทิตา เมื่อว่าโดยสามัญแล้วมี 2 อย่าง คือ

1.มุทิตาแท้ คือ แม้จะมีความรื่นเริงบันเทิงใจต่อสัตว์ที่มีสุขอยู่ หรือจะได้รับสุขต่อไปข้างหน้าก็ดี จิตใจก็มิได้มีการยึดถือหรืออยากโอ้อวดต่อผู้อื่นแต่อย่างใด มีแต่ความเบิกบานแจ่มใสเป็นมหากุศลจิต

2.มุทิตาเทียม คือ แม้จะมีความยินดีปรีดาก็จริง แต่ก็มีการยึดถือ อยากได้ดีมีหน้ามีตาซ่อนอยู่ จิตไม่เป็นมหากุศล แต่เป็นด้วยอำนาจโลภะ มุทิตาเทียมส่วนมากเกิดขึ้นในกรณีที่เห็นบิดามารดา ญาติพี่น้อง บุตรธิดา มิตรสหายได้ดีมีสุข ย่อมยึดว่าผู้นั้นมีความสัมพันธ์อย่างนั้นอย่างนี้กับตน ได้หน้าตาและได้ประโยชน์ร่วมด้วย

2.7.1 ขั้นตอนการเจริญมุทิตา

การเจริญมุทิตาภาวนา ต้องใช้มุทิตาแท้ และแผ่ไปยังสัตว์ทั้งหลายที่กำลังมีความสุขอยู่หรือที่จะมีในเวลาข้างหน้า

ผู้ปฏิบัติเมื่อมีความประสงค์จะเจริญมุทิตาพรหมวิหารนั้น ในเบื้องต้นให้เตรียมทำ บุพกิจให้เสร็จเสียก่อน นับตั้งแต่ตัดปลิโพธทั้ง 10 ประการ จนไปถึงนั่ง ณ อาสนะที่เตรียมไว้อย่างเรียบร้อย เหมือนอย่างที่แสดงไว้ในเมตตาภาวนาทุกประการ จากนั้นจึงเจริญมุทิตาภาวนาต่อไป

1. บุคคลที่ควรเว้นในการเจริญมุทิตาเป็นอันดับแรก

เมื่อจะเจริญมุทิตานั้น มีบุคคล 3 จำพวกที่ห้ามเจริญไปถึงเป็นอันดับแรก คือ คนที่รัก คนเป็นกลางๆ คนคู่เวร เพราะว่า คนที่รักไม่ได้เป็นฐานของมุทิตาจิต เพียงแต่เป็นที่รักเท่านั้น นั่นก็คือ คนที่เป็นที่รักกันอย่างธรรมดาแต่ขาดคุณสมบัติพิเศษประจำตัว เช่น ความเป็นผู้มีหน้าตาแช่มชื่นเบิกบานอยู่เสมอ เป็นผู้ฉลาดทักทายก่อน ความเป็นคนพูดจาไพเราะ มีมารยาทเรียบร้อยอ่อนโยน และความสนุกสนานร่าเริง ผู้ที่ขาดคุณสมบัติดังกล่าวแม้ว่านับเนื่องอยู่ในกลุ่มของคนที่รักนับถือก็ตาม ก็ไม่พอที่จะทำให้มุทิตาพรหมวิหารเกิดขึ้นกับผู้ปฏิบัติเป็นอันดับแรกได้ ยิ่งคนที่เป็นกลางๆ และคนคู่เวรด้วยแล้ว ยิ่งห่างไกลความเป็นที่ตั้งให้เกิดมุทิตาภาวนาขึ้นเป็นอันดับแรกมากขึ้นไปอีก

ส่วนเพศตรงข้าม กับคนที่ตายแล้ว จะเอามาเป็นอารมณ์ของมุทิตากัมมัฏฐานไม่ได้เลย สาเหตุก็เช่นเดียวกับที่กล่าวไว้แล้วในเมตตาภาวนา

2. คนที่ควรเจริญมุทิตาเป็นอันดับแรก

เมื่อจะทำการแผ่มุทิตา บุคคลที่เป็นที่ตั้งให้มุทิตาเกิดขึ้นได้ในอันดับแรก คือ ผู้เป็นเพื่อนที่รักมากหรือที่ในอรรถกถาเรียกว่าสหายนักเลง ซึ่งเป็นผู้ที่มีอัธยาศัยสนุกสนานรื่นเริง พบกันก็ ยิ้มก่อนแล้วค่อยพูดเสมอ ผู้ปฏิบัติสามารถแผ่มุทิตาให้สหายที่รักยิ่งก่อนก็ได้ หรือได้ยินข่าวว่า คนที่รักได้รับความสุข สมบูรณ์พร้อมไปด้วยเครื่องบำรุงบำเรอต่างๆ อย่างครบครันก็ได้เช่นเดียวกัน ให้เจริญมุทิตาไปยังบุคคลเหล่านั้นก่อนที่จะเจริญไปยังบุคลอื่น คือ พึงเจริญด้วยบทภาวนาว่า

โมทติ วตายํ สตฺโต อโห สาธุ, อโห สุฏฺฐุ สัตว์ผู้นี้ร่าเริงจริงหนอ, ขออนุโมทนาด้วยเถิดหนา

หรืออีกแบบหนึ่งว่า

อยํ สตฺโต ยถาลทฺธสมฺปตฺติโต มา วิคจฺฉตุ ขอสัตว์ผู้นี้จงอย่าได้พลัดพรากจากสมบัติที่ได้แล้วเลย

ถ้าตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป ใช้บทภาวนาว่า

เอเต สตฺตา ยถาลทฺธสมฺปตฺติโต มา วิคจฺฉตุ ขอสัตว์เหล่านี้จงอย่าได้พลัดพรากจากสมบัติที่ได้แล้วเลย

หรือว่า

สพฺเพ สตฺตา ยถาลทฺธสมฺปตฺติโต มา วิคจฺฉตุ ขอสัตว์ทั้งหลายจงอย่าได้พลัดพรากจากสมบัติที่ได้แล้วเลย

ผู้ปฏิบัติพึงนึกในใจตามบทภาวนาอย่างนี้ไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมุทิตาปรากฏชัดขึ้นในใจและได้บรรลุอุปจารสมาธิและอัปปนาสมาธิตามลำดับ

ในการเจริญมุทิตาพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสถึงแนวทางในการเจริญภาวนาซึ่งปรากฏอยู่ในคัมภีร์วิภังค์ปกรณ์ ความว่า

ภิกษุผู้มีจิตประกอบด้วยมุทิตา ย่อมแผ่มุทิตาจิตไปทางทิศ หนึ่งอยู่ นั้นคือทำอย่างไร ภิกษุผู้ประกอบด้วยมุทิตาย่อมแผ่มุทิตาจิตไปยัง สัตว์ทั้งปวงทุกๆ จำพวกเหมือนอย่างที่ได้เห็นคนอื่น ซึ่งเป็นที่รักใคร่เป็นที่ เจริญใจ คนหนึ่งแล้วพึงพลอยโมทนายินดีด้วยฉะนั้น28)

ถ้าหากว่าสหายที่รักยิ่งของผู้ปฏิบัติ เมื่อก่อนเขาเป็นคนมีความสมบูรณ์พูนสุข แต่ ตอนนี้เขากลายเป็นคนตกทุกข์ได้ยาก ก็ควรนึกถึงความสุขที่เขาได้รับในอดีต แล้วยึดเอา ความสุข ที่เขาได้รับในอดีตเป็นอารมณ์ในการทำมุทิตาให้เกิดขึ้น โดยพิจารณาว่า คนผู้นี้เมื่อครั้งในอดีตเขาเป็นคนมีทรัพย์มากมีบริวารมาก เป็นคนสนุกสนานร่าเริงอยู่เสมอ ดังนี้แล้วเจริญมุทิตาให้เป็นไปในเขาคนนั้น แม้อาการในอนาคตก็ควรยกขึ้นมาพิจารณาว่า ต่อไปในภายภาคหน้า เขาจะได้สมบัติเล่านั้นกลับคืนมาอีกครั้ง เขาจะได้บริโภคใช้สอยทรัพย์สมบัติอย่างมีความสุขเป็นแน่ แล้วเจริญมุทิตาไปยังบุคคลผู้นั้น

3. คนที่ควรเจริญมุทิตาเป็นอันดับต่อไป

เมื่อได้เจริญมุทิตาไปยังบุคคลที่รักดังที่กล่าวมาแล้ว ถัดจากนั้นให้เจริญไปยังบุคคลตามลำดับ คือ คนที่เป็นกลางๆและคนคู่เวร มีวิธีปฏิบัติดังนี้

เมื่อได้เจริญมุทิตาให้เกิดมีในเพื่อนที่รักมากหรือสหายนักเลงแล้ว พึงทำให้คล่องแคล่ว ให้อ่อนนิ่มนวลควรแก่การงานเสียก่อน แล้วจึงเจริญมุทิตาไปยังคนที่รัก ครั้นคล่องแคล่วเชี่ยวชาญดีแล้วจึงเจริญมุทิตาไปในคนที่เป็นกลางๆ เมื่อทำกัมมัฏฐานในคนเป็นกลางๆ ได้คล่องแคล่วเชี่ยวชาญอ่อนนุ่มนวลควรแก่การงานดีแล้วถัดจากนั้นจึงเจริญไปในคนที่เป็นคู่เวร

ถ้าหากว่าในขณะเจริญมุทิตาไปในคนคู่เวร ความโกรธแค้นได้เกิดขึ้น ก็ให้พยายามบรรเทาความโกรธแค้นนั้นด้วยวิธีการเช่นเดียวกับที่แสดงไว้แล้วในเมตตาภาวนา ความโกรธแค้นก็จะสงบระงับไป

2.7.2 การเจริญมุทิตาให้ถึงสีมสัมเภท

ต่อจากนั้นให้ทำมุทิตาให้เป็นสีมสัมเภท คือทำจิตให้เสมอกันในบุคคลทั้ง 4 จำพวก คือ คนที่รักมาก คนเป็นกลางๆ คนคู่เวร และตนเอง

ในการเจริญมุทิตาภาวนา เมื่อได้เพียรทำภาวนาให้มากเข้าๆ ในที่สุดก็จะบรรลุถึง อัปปนาฌาน แล้วทำฌานนั้นให้ก้าวหน้าทีละขั้นตามลำดับ ในที่สุดก็จะบรรลุถึงฌาน 3 ในระบบฌาน 4 และฌาน 4 ในระบบฌาน 5 โดยทำนองกับที่กล่าวมาแล้วในเมตตาภาวนา ทุกประการ

2.7.3 วิธีแผ่มุทิตา 3 อย่าง

ผู้ที่บรรลุถึงขั้นอัปปนาสมาธิหรือมุทิตาสีมสัมเภทดีแล้ว จึงใช้วิธีแผ่มุทิตาตามแบบ บริกรรมท่องจำโดยรวม การแผ่มุทิตาทั่วไปแบบนี้ เป็นการแผ่ให้แก่สรรพสัตว์ทั้งหลาย 12 จำพวก ได้แก่ แผ่ทั่วไปโดยไม่เจาะจงบุคคลที่เรียกว่า อโนทิโสผรณา 5 จำพวก การแผ่โดยเจาะจงบุคคลที่เรียกว่า โอทิโสผรณา 7 จำพวก และการแผ่มุทิตาไปในทิศทั้ง 10 ที่เรียกว่า ทิโสผรณา ซึ่งมีวิธีในการแผ่มุทิตาดังนี้ คือ

1.อโนทิโสผรณา เป็นการแผ่ทั่วไปโดยไม่เจาะจงบุคคล 5 จำพวก คือ

ก.สพฺเพ สตฺตา ยถาลทฺธสมฺปตฺติโต มา วิคจฺฉตุ

ขอสัตว์ทั้งหลายจงอย่าได้พลัดพรากจากสมบัติที่ได้แล้วเลย

ข.สพฺเพ ปาณา ยถาลทฺธสมฺปตฺติโต มา วิคจฺฉตุ

ขอสัตว์ที่มีชีวิตทั้งหลายจงอย่าได้พลัดพรากจากสมบัติที่ได้แล้วเลย

ค.สพฺเพ ภูตา ยถาลทฺธสมฺปตฺติโต มา วิคจฺฉตุ

ขอสัตว์ที่ปรากฏชัดทั้งหลายจงอย่าได้พลัดพรากจากสมบัติที่ได้แล้วเลย

ง.สพฺเพ ปุคฺคลา ยถาลทฺธสมฺปตฺติโต มา วิคจฺฉตุ

ขอบุคคลทั้งหลายจงอย่าได้พลัดพรากจากสมบัติที่ได้แล้วเลย

จ.สพฺเพ อตฺตภาวปริยาปนฺนา ยถาลทฺธสมฺปตฺติโต มา วิคจฺฉตุ

ขอสัตว์ที่มีอัตภาพทั้งหลายจงอย่าได้พลัดพรากจากสมบัติที่ได้แล้วเลย

2.โอทิโสผรณา เป็นการแผ่ไปโดยเจาะจงประเภทบุคคล 7 จำพวก คือ

ก.สพฺพา อิตฺถิโย ยถาลทฺธสมฺปตฺติโต มา วิคจฺฉตุ

ขอหญิงทั้งหลายจงอย่าได้พลัดพรากจากสมบัติที่ได้แล้วเลย

ข.สพฺเพ ปุริสา ยถาลทฺธสมฺปตฺติโต มา วิคจฺฉตุ

ขอชายทั้งหลายจงอย่าได้พลัดพรากจากสมบัติที่ได้แล้วเลย

ค.สพฺเพ อริยา ยถาลทฺธสมฺปตฺติโต มา วิคจฺฉตุ

ขอพระอริยบุคคลทั้งหลายจงอย่าได้พลัดพรากจากสมบัติที่ได้แล้วเลย

ง.สพฺเพ อนริยา ยถาลทฺธสมฺปตฺติโต มา วิคจฺฉตุ

ขอผู้ไม่ใช่พระอริยบุคคลทั้งหลายจงอย่าได้พลัดพรากจากสมบัติที่ได้แล้วเลย

จ.สพฺเพ เทวา ยถาลทฺธสมฺปตฺติโต มา วิคจฺฉตุ

ขอเทวดาทั้งหลายจงอย่าได้พลัดพรากจากสมบัติที่ได้แล้วเลย

ฉ.สพฺเพ มนุสฺสา ยถาลทฺธสมฺปตฺติโต มา วิคจฺฉตุ

ขอมนุษย์ทั้งหลายจงอย่าได้พลัดพรากจากสมบัติที่ได้แล้วเลย

ช.สพฺเพ วินิปาติกา ยถาลทฺธสมฺปตฺติโต มา วิคจฺฉตุ

ขออบายสัตว์ทั้งหลายจงอย่าได้พลัดพรากจากสมบัติที่ได้แล้วเลย

3.ทิโสผรณา เป็นการแผ่ให้แก่สัตว์ทั่วไปทั้ง 10 ทิศ

วิธีแผ่มุทิตาไปในทิศนั้น คือ ยกเอาอโนทิโสบุคคล 5 จำพวก โอทิโสบุคคล 7 จำพวก รวมเป็นบุคคล 12 จำพวก ไปตั้งไว้ในทิศทั้ง 10 แล้วแผ่มุทิตาไปในบุคคล 12 จำพวกที่อยู่ในทิศทั้ง 10 นั้น จึงเรียกว่าการแผ่ให้แก่สัตว์ทั้ง 10 ทิศ

คำแผ่มุทิตาโดยทิศในบุคคลจำพวกที่ 1 มีคำสำหรับแผ่ ดังต่อไปนี้

1.สพฺเพ ปุรตฺถิมาย ทิสาย สตฺตา ยถาลทฺธสมฺปตฺติโต มา วิคจฺฉตุ

ขอสัตว์ทั้งหลายในทิศตะวันออกจงอย่าได้พลัดพรากจากสมบัติที่ได้แล้วเลย

2.สพฺเพ ปจฺฉิมาย ทิสาย สตฺตา ยถาลทฺธสมฺปตฺติโต มา วิคจฺฉตุ

ขอสัตว์ทั้งหลายในทิศตะวันตกจงอย่าได้พลัดพรากจากสมบัติที่ได้แล้วเลย

3.สพฺเพ อุตฺตราย ทิสาย สตฺตา ยถาลทฺธสมฺปตฺติโต มา วิคจฺฉตุ

ขอสัตว์ทั้งหลายในทิศเหนือจงอย่าได้พลัดพรากจากสมบัติที่ได้แล้วเลย

4.สพฺเพ ทกฺขิณาย ทิสาย สตฺตา ยถาลทฺธสมฺปตฺติโต มา วิคจฺฉตุ

ขอสัตว์ทั้งหลายในทิศใต้จงอย่าได้พลัดพรากจากสมบัติที่ได้แล้วเลย

5.สพฺเพ ปุรตฺถิมาย อนุทิสาย สตฺตา ยถาลทฺธสมฺปตฺติโต มา วิคจฺฉตุ

ขอสัตว์ทั้งหลายในทิศตะวันออกเฉียงใต้จงอย่าได้พลัดพรากจากสมบัติที่ได้ แล้วเลย

6.สพฺเพ ปจฺฉิมาย อนุทิสาย สตฺตา ยถาลทฺธสมฺปตฺติโต มา วิคจฺฉตุ

ขอสัตว์ทั้งหลายในทิศตะวันตกเฉียงเหนือจงอย่าได้พลัดพรากจากสมบัติที่ ได้แล้วเลย

7.สพฺเพ อุตฺตราย อนุทิสาย สตฺตา ยถาลทฺธสมฺปตฺติโต มา วิคจฺฉตุ

ขอสัตว์ทั้งหลายในทิศตะวันออกเฉียงเหนือจงอย่าได้พลัดพรากจาก สมบัติที่ได้แล้วเลย

8.สพฺเพ ทกฺขิณาย อนุทิสาย สตฺตา ยถาลทฺธสมฺปตฺติโต มา วิคจฺฉตุ

ขอสัตว์ทั้งหลายในทิศตะวันตกเฉียงใต้จงอย่าได้พลัดพรากจากสมบัติ ที่ได้แล้วเลย

9.สพฺเพ เหฏฺŸิมาย ทิสาย สตฺตา ยถาลทฺธสมฺปตฺติโต มา วิคจฺฉตุ

ขอสัตว์ทั้งหลายในทิศเบื้องล่างจงอย่าได้พลัดพรากจากสมบัติที่ได้แล้วเลย

10.สพฺเพ อุปริมาย ทิสาย สตฺตา ยถาลทฺธสมฺปตฺติโต มา วิคจฺฉตุ

ขอสัตว์ทั้งหลายในทิศเบื้องบนจงอย่าได้พลัดพรากจากสมบัติที่ได้แล้วเลย

ส่วนการแผ่มุทิตาไปในทิศทั้ง 10 ในบุคคลอีก 11 จำพวกตั้งแต่จำพวกที่ 2 คือ สพฺเพ ปาณา สัตว์ที่มีชีวิตทั้งหลาย ถึงจำพวกที่ 12 สพฺเพ วินิปาติกา อบายสัตว์ทั้งหลายนั้น ให้ผู้ปฏิบัตินำมาประกอบในทำนองเดียวกับบุคคลที่ 1 ต่างแต่ต้องยกเอาบุคคลนั้นๆ มาประกอบแทนตรงกับคำว่า สตฺตา ซึ่งตรงกับคำว่า สัตว์ ในภาษาไทย ซึ่งผู้ปฏิบัติสามารถประกอบได้เองโดยไม่ยาก จึงไม่ได้ยกมาอย่างเต็มรูปแบบในที่นี้

2.7.4 สิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับมุทิตาภาวนา

1.ลักษณะ : มีการบันเทิงใจในคุณความดี ทรัพย์ บริวาร ความสุข ของผู้อื่น เป็นลักษณะ

2.กิจ : มีการไม่ริษยาในคุณความดี ทรัพย์ บริวาร ความสุข ของผู้อื่น เป็นกิจ

3.อาการปรากฏ : ทำลายความริษยา เป็นอาการปรากฏแก่ผู้ที่ทำการ เจริญมุทิตา

4.เหตุใกล้ : มีการรู้เห็นความเจริญด้วยคุณความดี ทรัพย์ บริวาร ความสุขของผู้อื่นเป็นเหตุใกล้

5.ความสมบูรณ์ : มีการสงบจากความไม่พอใจในสมบัติของผู้อื่น เป็นความสมบูรณ์แห่งมุทิตา

6.ความเสื่อมเสีย : ความสุข รื่นเริง โอ้อวด กำหนัด เกิดขึ้น เป็นความเสื่อมเสียของ มุทิตา

7.ข้าศึกใกล้ : มีความยินดีที่เนื่องด้วยกามคุณอารมณ์ เป็นศัตรูใกล้

8.ข้าศึกไกล : ความไม่ยินดีไม่สบายใจในความเจริญของผู้อื่น เป็นศัตรูไกล

2.8 การเจริญมุทิตาเพื่อให้เข้าถึงพระธรรมกาย

ในการแผ่มุทิตาในวิชชาธรรมกาย ให้เริ่มจาก “ ศูนย์กลางกาย” โดยเริ่มแผ่ความใสสว่าง ออกมาจากศูนย์กลางกายให้ครอบคลุมตนเองก่อน จนเห็นตัวเองใสสว่างและมีความชื่นชมกับตนเอง โดยอาจใช้คำบริกรรมภาวนาช่วย จากนั้นจึงแผ่ให้บุคคลตามลำดับโดยน้อมเอาบุคคลนั้นมาไว้ที่ศูนย์กลางกาย แล้วกลั่นให้ใสจนเหมือนกับเป็นตัวเอง ตั้งแต่ บุคคลที่เรารักใคร่มาก บุคคลที่เราไม่รักไม่ชัง และบุคคลที่เป็นศัตรู จนทุกคนใสสว่างเท่ากัน เรามีความรู้สึกปรารถนาดีกับทุกคนเท่ากันเหมือนเป็นตัวของเรา เรียกว่าถึงขั้น “ สีมสัมเภท”

จากนั้นใจก็จะรวมเป็นหนึ่งตกศูนย์เข้าถึง “ ดวงธรรม” ที่แท้จริงภายใน จึงแผ่ขยายให้กว้างขวางออกไปเป็น “ ทิสาผรณา” คือ ทั่วไปทั้ง 1o ทิศ ให้ครอบคลุมขยายออกไปรอบตัว ทั้งซ้าย ขวา หน้า หลัง ล่าง บน จนคลุมทั่วจังหวัด ประเทศ โลก และจักรวาล แล้วน้อมแผ่ไปสู่ประเภทบุคคล 7 จำพวก เป็น “ โอทิโสผรณา” และแผ่ไปโดยไม่จำกัดบุคคล 5 จำพวก เป็น “ อโนทิโสผรณา” จนเห็น “ ดวงปฐมมรรค” ของเราขยายคลุมโลกจักรวาล สรรพสัตว์ที่อยู่ในนั้น ใสสว่างเสมอเท่ากันหมดในดวงปฐมมรรคของเรา เรียกว่าเป็น “ อัปปมัญญา”

2.9 การเจริญอุเบกขาภาวนา

อุเบกขา หมายความว่า การมีใจวางเฉยในสัตว์ทั้งหลาย ไม่มีอาการของเมตตา กรุณา มุทิตา คือ ไม่น้อมไปในความปรารถนาดี ไม่น้อมไปในการบำบัดทุกข์ ไม่น้อมไปในการชื่นชมยินดีในความสุขความเจริญของเหล่าสัตว์แต่อย่างใดทั้งสิ้น

การเจริญอุเบกขา คือ การแผ่ความรู้สึกวางเฉยต่อสัตว์ทั้งหลาย โดยมีจิตใจที่ปราศจากอาการทั้ง 3 คือ

1.ไม่น้อมไปในความปรารถนาดี

2.ไม่น้อมไปในการบำบัดทุกข์

3.ไม่น้อมไปในการชื่นชมยินดีในความสุขของเหล่าสัตว์แต่อย่างใดทั้งสิ้น ผู้เจริญอุเบกขาภาวนา จะมีมัชฌัตตสัตว์ (ผู้ที่เราไม่รู้สึกรักหรือชัง) เป็นอารมณ์ มัชฌัตตสัตว์หรือมัชฌัตตบุคคล มีอยู่ 2 ประเภท คือ

ประเภทธรรมดา คือ คนที่เรารู้จักกันโดยทั่วๆ ไป คนที่ไม่ได้ให้คุณให้โทษอะไร แก่เรา เราย่อมรู้สึกเฉยๆ ไม่รักไม่ชัง

ประเภทที่เกิดจากอำนาจสมาธิ พวกนี้มีทั้งอติปิยบุคคล (คนที่รักยิ่ง) ปิยบุคคล (คนที่รัก) เวรีบุคคล (ศัตรู) บุคคลทั้งที่กำลังสุขหรือกำลังทุกข์ เมื่อเจริญภาวนาจนถึงภาวะอุเบกขานั้น จะรู้สึกวางเฉยต่อบุคคลที่กล่าวมาแล้วทั้งหมดโดยเท่าเทียมกัน ไม่รักหรือเกลียดชัง ไม่ว่าบุคคลประเภทใด

การวางเฉยต่อสัตว์ทั้งหลายมีอยู่ 2 อย่าง คือ

1.อุเบกขาแท้ เป็นการวางเฉยที่ประกอบด้วยปัญญา วางเฉยด้วยอำนาจของ ภาวนาสมาธิ สามารถวางเฉยต่อปิยบุคคล (บุคคลอันเป็นที่รัก) เวรีบุคคล (คนคู่เวร) ที่มีสุขหรือมีความทุกข์ได้

2.อุเบกขาเทียม คือ การวางเฉยที่ปราศจากปัญญา เป็นไปด้วยอำนาจโมหะ เมื่อประสบกับสิ่งที่น่ารักก็ไม่รู้จักรัก พบกับสิ่งที่น่าขวนขวายน่าอยากได้ ก็ไม่มีการขวนขวายพยายามจะแสวงหา พบสิ่งที่น่าเคารพเลื่อมใสก็ไม่เคารพเลื่อมใส พบสิ่งที่น่าเกลียดน่ากลัว ก็ไม่รู้จักเกลียดรู้จักกลัว พบสิ่งที่ควรแก้ไขปรับปรุงหรือสนับสนุนส่งเสริม ก็ไม่คิดกระทำ นิ่งเฉยเสีย อุเบกขาที่ขาดปัญญานี้ เป็นอัญญานุเบกขาหรืออุเบกขาเทียม

2.9.1 ขั้นตอนการเจริญอุเบกขาภาวนา

ในการเจริญอุเบกขานี้ มีข้อที่แตกต่างจากการเจริญพรหมวิหารสามอย่างข้างต้น คือ พรหมวิหารสามอย่างข้างต้น ไม่มีการจำกัดบุคคล ใครจะปฏิบัติก็ได้และสามารถทำได้สำเร็จ ถึง ขั้นตติยฌาน ส่วนการเจริญอุเบกขาภาวนา ผู้เจริญจะต้องเป็นผู้ที่ผ่านการปฏิบัติ เมตตา กรุณา มุทิตา อย่างใดอย่างหนึ่งมาก่อนจนกระทั่งบรรลุเป็นฌานลาภีบุคคล จึงจะเจริญอุเบกขาภาวนา ต่อไปได้ และสามารถปฏิบัติให้สำเร็จผลถึงรูปฌานขั้นสูงสุด คือ จตุตถฌาน ส่วนจตุตถฌานที่เกิดจากกัมมัฏฐานชนิดอื่น เช่น การเพ่งกสิณ อานาปานสติ ไม่สามารถอุดหนุนการเจริญอุเบกขาให้สำเร็จถึงขั้นฌานได้เพราะเป็นอารมณ์กัมมัฏฐานคนละชนิด อีกทั้งมีสภาพไม่ถูกกัน(วิสภาคะ) นั่นคือ กสิณบัญญัติ หรือ อานาปานสติบัญญัติ เป็นอารมณ์ที่เน้นให้เห็นความไม่มีตัวตน เป็นของจำแนกแยกแยะ ส่วนสัตว์บัญญัติในอัปปมัญญาพรหมวิหาร เน้นความเป็นสัตว์ เป็นบุคคล จึงมีความแตกต่างกัน จึงไม่สามารถอุดหนุนกันได้

1. กิจเบื้องต้นก่อนการเจริญอุเบกขา

ก. ฌานลาภีบุคคลผู้มีความปรารถนาจะเจริญอุเบกขาพรหมวิหารนั้น ก่อนลงมือปฏิบัติ จะต้องเข้าสู่ตติยฌานที่ได้ทำจนชำนาญด้วยวสีทั้ง 529) ซึ่งมาจากการเจริญเมตตา กรุณา หรือมุทิตา อย่างใดอย่างหนึ่ง

ข. เมื่อออกจากตติยฌานแล้ว จากนั้นพิจารณาให้เห็นโทษของเมตตา กรุณา และมุทิตา ว่า กัมมัฏฐานทั้งสามนั้น มีสภาพไม่ประณีต เนื่องจากในองค์ฌานยังประกอบด้วย โสมนัสเวทนาอยู่ จิตใจยังสาละวนวุ่นวายยินดีรักใคร่ในเหล่าสัตว์ ทั้งยังประพฤติเป็นไปใกล้ต่อความรักและความชัง จิตใจไม่ละเอียดสุขุม ต่างก็ยังสาละวนวุ่นวายอยู่กับสัตว์ทั้งหลายทั้งปวงอยู่ ด้วยการส่งจิตไปว่า ขอให้สัตว์ทั้งหลายมีความสุขเถิด เป็นต้น ยังเป็นภาวนาที่อยู่ใกล้กับ ความรักความชังอยู่ ทั้งยังมีอาการเป็นไปใกล้ต่อความดีใจในการที่จะต้องส่งจิตไปว่า ขอให้สัตว์ทั้งหลายมีความสุขเถิด (เมตตา) ขอสัตว์ทั้งหลายจงพ้นจากทุกข์เสียเถิด (กรุณา) ขอสัตว์ทั้งหลายจงเจริญเถิด (มุทิตา) ยังประกอบด้วยองค์ฌานที่หยาบ คือ ยังประกอบด้วยโสมนัสเวทนาอยู่

ค. พิจารณาให้เห็นอานิสงส์ของอุเบกขาว่า เป็นสภาพที่ละเอียดสุขุม ประณีต ห่างไกลจากกิเลสมาก และมีผลอันไพบูลย์ดีงามกว่าพรหมวิหาร 3 ข้อข้างต้นด้วย

2. บุคคลที่ควรเจริญอุเบกขาเป็นอันดับแรก

ต่อจากนั้นให้ทำใจเป็นกลางๆ ในบุคคลเป็นกลางๆ โดยพิจารณาว่าคนทุกคนรวมทั้งตัวเราด้วย เป็นผู้มีกรรมเป็นของตน คนผู้นี้เมื่อเขามาเกิดในโลก เขาก็มาด้วยกรรมของเขาเอง เมื่อเขาจะจากโลกนี้ไป เขาก็ต้องไปด้วยอำนาจของกรรมที่เขาทำ แม้ตัวเราก็เหมือนกัน เมื่อจะมาสู่โลกนี้หรือเมื่อต้องไปสู่โลกอื่นก็ด้วยอำนาจของกรรมที่เราได้กระทำไว้ทั้งสิ้น การที่เราจะช่วยนำเอาความสุขใจมาให้หรือจะช่วยปลดเปลื้องความทุกข์ใจออกให้แก่คนผู้นี้ด้วยความพยายามของเรานั้น ไม่ใช่วิสัยที่จะเป็นไปได้ และการที่จะต้องคอยวุ่นวายอยู่กับสัตว์ทั้งหลาย ด้วยการแผ่เมตตาจิตบ้างกรุณาจิตบ้างมุทิตาจิตบ้างไปถึงเขาผู้นี้ ไม่ใช่เป็นการกระทำที่ถูกต้องตรงตามความมุ่งหมายที่แท้จริง แต่ว่าการวางใจเป็นกลางๆ ในสัตว์ทั้งหลายต่างหาก เป็นหนทางที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระอริยเจ้าทั้งหลายดำเนินมาแล้ว และเป็นปฏิปทาที่ตรงเป้าหมายในการปฏิบัติ ผู้ปฏิบัติพึงส่งใจไปในบุคคลนั้น ด้วยบทภาวนาว่า

อยํ สตฺโต กมฺมสฺสโก โหติ สัตว์ผู้นี้เป็นผู้มีกรรมเป็นของของตน

ตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปใช้ว่า

เอเต สตฺตา กมฺมสฺสกา โหนฺติ สัตว์ทั้งหลายเป็นผู้มีกรรมเป็นของของตน

หรือว่า

สพฺเพ สตฺตา กมฺมสฺสกา โหนฺติ สัตว์ทั้งปวงเป็นผู้มีกรรมเป็นของของตน

ภาวนาในใจไปอย่างนี้บ่อยๆ หลายครั้ง จนกว่าความเป็นกลางๆ ในบุคคลนั้นจะปรากฏขึ้นในใจอย่างชัดเจน เมื่อพยายามปฏิบัติอยู่อย่างนี้ ความวางใจเป็นกลางๆ อย่างเป็นปกติในบุคคลนั้นก็จะตั้งขึ้นอย่างแน่วแน่ กิเลสทั้งหลายก็สงบลงไปชั่วขณะ ต่อจากนั้นให้เจริญอุเบกขาไปยังคนอื่นๆ ต่อไป มีคนที่รัก เป็นต้น

3. บุคคลที่ควรเจริญอุเบกขาเป็นอันดับต่อไป

เมื่อได้เจริญอุเบกขาให้เกิดขึ้นในคนเป็นกลางๆ จนสมาธิแน่วแน่ดีแล้ว ให้เจริญไปยังบุคคลอื่นๆ มีคนเป็นที่รัก ฯลฯ ต่อไป ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงไว้เป็นแบบอย่าง มีปรากฏอยู่ในคัมภีร์วิภังค์ว่า

ผู้มีอุเบกขาจิตแผ่ไปในบุคคลทั้งปวง เหมือนอย่างได้เห็นบุคคลที่พอใจก็ไม่ใช่ ไม่พอใจก็ไม่ใช่ แล้ววางเฉยอยู่อย่างนั้น30)

เพราะฉะนั้น เมื่อได้เจริญอุเบกขาให้เกิดขึ้นในบุคคลที่เป็นกลางๆ จนกระทั่งจิตมีลักษณะนุ่มนวลควรแก่งานจนได้ที่ดีแล้ว จากนั้นจึงเจริญอุเบกขาไปยังบุคคลที่รัก ต่อจากนั้นเป็นคนที่เป็นเพื่อนรักมากหรือสหายนักเลง สุดท้ายจึงเจริญอุเบกขาไปในคนที่เป็นคู่เวร

2.9.2 เจริญอุเบกขาถึงขั้นสีมสัมเภท

ครั้นแล้ว ผู้ปฏิบัติพึงทำอุเบกขาจิตให้เป็นสีมสัมเภท โดยการวางใจให้เสมอกันในบุคคลเหล่านี้ คือ คนเป็นกลางๆ คนที่รัก เพื่อนที่รักมาก คนเป็นคู่เวร และตัวเอง แล้วเจริญ นิมิตนั้นให้ยิ่งๆ ขึ้นไป เมื่อได้พยายามทำไปอย่างนั้นอย่างต่อเนื่อง ในไม่ช้าก็จะบรรลุถึง จตุตถฌานหรือปัญจมฌาน ตามนัยที่กล่าวไว้แล้วในปฐวีกสิณ

2.9.3 วิธีแผ่อุเบกขา 3 อย่าง

ผู้ที่บรรลุถึงขั้นอัปปนาสมาธิหรืออุเบกขาสีมสัมเภทดีแล้ว จึงใช้วิธีแผ่อุเบกขาตามแบบบริกรรมท่องจำโดยรวม การแผ่อุเบกขาทั่วไปแบบนี้ เป็นการแผ่ให้แก่สรรพสัตว์ทั้งหลาย 12 จำพวก ได้แก่ แผ่ทั่วไปโดยไม่เจาะจงบุคคลที่เรียกว่า อโนทิโสผรณา 5 จำพวก การแผ่โดยเจาะจงบุคคลที่เรียกว่า โอทิโสผรณา 7 จำพวก และการแผ่อุเบกขาไปในทิศทั้ง 10 ที่เรียกว่า ทิโสผรณา ซึ่งมีวิธีในการแผ่อุเบกขาดังนี้ คือ

1.อโนทิโสผรณา เป็นการแผ่ทั่วไปโดยไม่เจาะจงบุคคล 5 จำพวก

ก.สพฺเพ สตฺตา กมฺมสฺสกา โหนฺติ

สัตว์ทั้งหลายเป็นผู้มีกรรมเป็นของตน

ข.สพฺเพ ปาณา กมฺมสฺสกา โหนฺติ

สัตว์ที่มีชีวิตทั้งหลายเป็นผู้มีกรรมเป็นของตน

ค.สพฺเพ ภูตา กมฺมสฺสกา โหนฺติ

สัตว์ที่ปรากฏชัดทั้งหลายเป็นผู้มีกรรมเป็นของตน

ง.สพฺเพ ปุคฺคลา กมฺมสฺสกา โหนฺติ

บุคคลทั้งหลายเป็นผู้มีกรรมเป็นของตน

จ.สพฺเพ อตฺตภาวปริยาปนฺนา กมฺมสฺสกา โหนฺติ

สัตว์ที่มีอัตภาพทั้งหลายเป็นผู้มีกรรมเป็นของตน

2.โอทิโสผรณา เป็นการแผ่ไปโดยเจาะจงประเภทบุคคล 7 จำพวก

ก.สพฺพา อิตฺถิโย กมฺมสฺสกา โหนฺติ

หญิงทั้งหลายเป็นผู้มีกรรมเป็นของตน

ข.สพฺเพ ปุริสา กมฺมสฺสกา โหนฺติ

ชายทั้งหลายเป็นผู้มีกรรมเป็นของตน

ค.สพฺเพ อริยา กมฺมสฺสกา โหนฺติ

พระอริยบุคคลทั้งหลายเป็นผู้มีกรรมเป็นของตน

ง.สพฺเพ อนริยา กมฺมสฺสกา โหนฺติ

ผู้ไม่ใช่พระอริยบุคคลทั้งหลายเป็นผู้มีกรรมเป็นของตน

จ.สพฺเพ เทวา กมฺมสฺสกา โหนฺติ

เทวดาทั้งหลายเป็นผู้มีกรรมเป็นของตน

ฉ.สพฺเพ มนุสฺสา กมฺมสฺสกา โหนฺติ

มนุษย์ทั้งหลายเป็นผู้มีกรรมเป็นของตน

ช.สพฺเพ วินิปาติกา กมฺมสฺสกา โหนฺติ

อบายสัตว์ทั้งหลายเป็นผู้มีกรรมเป็นของตน

3.ทิโสผรณา เป็นการแผ่ให้แก่สัตว์ทั่วไปทั้ง 10 ทิศ

วิธีแผ่อุเบกขาไปในทิศนั้นคือ ยกเอาอโนทิโสบุคคล 5 จำพวก โอทิโสบุคคล 7 จำพวก รวมเป็นบุคคล 12 จำพวก ไปตั้งไว้ในทิศทั้ง 10 แล้วแผ่อุเบกขาไปในบุคคล 12 จำพวกที่อยู่ในทิศทั้ง 10 นั้น จึงเรียกว่าการแผ่ให้แก่สัตว์ทั้ง 10 ทิศ

คำแผ่อุเบกขาโดยทิศในบุคคลจำพวกที่ 1 มีคำสำหรับแผ่ ดังต่อไปนี้

1.สพฺเพ ปุรตฺถิมาย ทิสาย สตฺตา กมฺมสฺสกา โหนฺติ

สัตว์ทั้งหลายในทิศตะวันตกเป็นผู้มีกรรมเป็นของตน

2.สพฺเพ ปจฺฉิมาย ทิสาย สตฺตา กมฺมสฺสกา โหนฺติ

สัตว์ทั้งหลายในทิศตะวันตกเป็นผู้มีกรรมเป็นของตน

3.สพฺเพ อุตตราย ทิสาย สตฺตา กมฺมสฺสกา โหนฺติ

สัตว์ทั้งหลายในทิศเหนือเป็นผู้มีกรรมเป็นของตน

4.สพฺเพ ทกฺขิณาย ทิสาย สตฺตา กมฺมสฺสกา โหนฺติ

สัตว์ทั้งหลายในทิศใต้เป็นผู้มีกรรมเป็นของตน

5.สพฺเพ ปุรตฺถิมาย อนุทิสาย สตฺตา กมฺมสฺสกา โหนฺติ

สัตว์ทั้งหลายในทิศตะวันออกเฉียงใต้เป็นผู้มีกรรมเป็นของตน

6.สพฺเพ ปจฺฉิมาย อนุทิสาย สตฺตา กมฺมสฺสกา โหนฺติ

สัตว์ทั้งหลายในทิศตะวันตกเฉียงเหนือเป็นผู้มีกรรมเป็นของตน

7.สพฺเพ อุตฺตราย อนุทิสาย สตฺตา กมฺมสฺสกา โหนฺติ

สัตว์ทั้งหลายในทิศตะวันออกเฉียงเหนือเป็นผู้มีกรรมเป็นของตน

8.สพฺเพ ทกฺขิณาย อนุทิสาย สตฺตา กมฺมสฺสกา โหนฺติ

สัตว์ทั้งหลายในทิศตะวันตกเฉียงใต้เป็นผู้มีกรรมเป็นของตน

9.สพฺเพ เหฏฐิมาย ทิสาย สตฺตา กมฺมสฺสกา โหนฺติ

สัตว์ทั้งหลายในทิศเบื้องล่างเป็นผู้มีกรรมเป็นของตน

10.สพฺเพ อุปริมาย ทิสาย สตฺตา กมฺมสฺสกา โหนฺติ

สัตว์ทั้งหลายในทิศเบื้องบนเป็นผู้มีกรรมเป็นของตน

ส่วนการแผ่อุเบกขาไปในทิศทั้ง 10 ในบุคคลอีก 11 จำพวก ตั้งแต่จำพวกที่ 2 คือ สพฺเพ ปาณา สัตว์ที่มีชีวิตทั้งหลาย ถึงจำพวกที่ 12 สพฺเพ วินิปาติกา อบายสัตว์ทั้งหลายนั้น ให้ผู้ปฏิบัตินำมาประกอบในทำนองเดียวกับบุคคลที่ 1 ต่างแต่ต้องยกเอาบุคคลนั้นๆ มาประกอบแทนตรงคำว่า สตฺตา ซึ่งตรงกับคำว่า สัตว์ ในภาษาไทย ซึ่งผู้ปฏิบัติสามารถประกอบได้เองโดยไม่ยาก จึงไม่ได้ยกมาอย่างเต็มรูปแบบในที่นี้

2.9.4 ข้อควรรู้ในอุเบกขาภาวนา

1.ลักษณะ : มีอาการวางใจเป็นกลางในสัตว์ทั้งหลาย เป็นลักษณะ

2.กิจ : มีการมองดูสัตว์ทั้งหลายด้วยความเท่าเทียมเสมอกัน เป็นกิจ

3.อาการปรากฏ : มีการสงบจากความเกลียด และไม่มีความรักในสัตว์ทั้งหลาย เป็นอาการปรากฏ

4.เหตุใกล้ : มีปัญญาพิจารณาเห็นกรรมเป็นของของตน สัตว์ ทั้งหลายเป็นไปตามกรรมของตนเอง ไม่ใช่มีผู้ใด ผู้หนึ่งกระทำให้ เป็นเหตุใกล้

5.ความสมบูรณ์ : การสงบจากความเกลียดและไม่มีความรักเป็นความสมบูรณ์ของอุเบกขา

6.ความเสื่อมเสีย : ความเสื่อมเสียของอุเบกขา คือ เกิดอุเบกขาชนิดขาดปัญญาด้วยสาเหตุเเห่งกามคุณ

7.ข้าศึกใกล้ : การวางเฉยด้วยอำนาจแห่งโมหะ เป็นข้าศึกใกล้

8.ข้าศึกไกล : ราคะ และ โทสะ เป็นข้าศึกไกล

คู่ปรับของอุเบกขา คือ ราคะ อารมณ์อุเบกขาพรหมวิหาร หรืออุเบกขาภาวนานี้ แตกต่างจากอารมณ์อุเบกขาบารมี ซึ่งเป็นหนึ่งในทศบารมี เพราะอุเบกขาภาวนา คือ วางเฉย ต่อสัตว์ ต่อบุคคล คือ ละความวุ่นวายที่เนื่องด้วยเมตตา กรุณา มุทิตา จิตใจเข้าถึงความเป็นกลางในสัตว์ทั้งหลาย แต่อุเบกขาบารมีเป็นการวางเฉยต่อคนที่ทำไม่ดีต่อเราโดยไม่ยินดียินร้าย ผู้ที่ทำความดีเกื้อกูลเป็นประโยชน์แก่เราสักเท่าใดๆ ก็มีจิตวางเฉยอยู่ ไม่เอนเอียงหรือคนที่ทำ ไม่ดี ประทุษร้ายเรา เราก็วางเฉยเช่นกัน ในการวางเฉยทั้ง 2 อย่าง คือ อุเบกขาภาวนาและอุเบกขาบารมีนี้ อุเบกขาบารมีบำเพ็ญสำเร็จได้ยากกว่าและประเสริฐกว่า

2.10 การเจริยอุเบกขาพื่อให้เข้าถึงพระธรรมกาย

ผู้เจริญอุเบกขาแท้จริงได้นั้น จะต้องเข้าถึงกายรูปพรหมเป็นอย่างน้อย แล้วเจริญให้ถึงปัญจมฌาน อันประกอบด้วย อุเบกขาและเอกัคคตาแผ่ออกไป

2.11 อานิสงส์ของการเจริญพรหมวิหารกัมมัฏฐาน

ในการเจริญพรหมวิหาร คือ เมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา นั้น ย่อมทำให้ผู้ปฏิบัติได้รับอานิสงส์ 11 ประการ คือ

1.หลับเป็นสุข คือ บรรดาคนทั้งหลายที่ไม่ได้เจริญพรหมวิหาร เมื่อนอนก็ไม่ได้นอนตะแคงข้างขวาแต่เพียงทางเดียว นอนกลิ้งไปกลิ้งมารอบตัว และนอนกรน การนอนอย่างนี้ ชื่อว่านอนเป็นทุกข์ ส่วนผู้เจริญพรหมวิหารจะไม่นอนด้วยอาการอย่างนั้น เวลานอนก็หลับอย่างสนิทเหมือนเข้าสมาบัติ กายเบาใจเบามีความเบิกบานสดชื่น มีลักษณะท่าทางเรียบร้อยงดงามน่าเลื่อมใส

2.ตื่นเป็นสุข คือ ผู้ที่ไม่ได้เจริญพรหมวิหาร ด้วยเหตุที่นอนเป็นทุกข์ไม่ได้ความสุขจากการหลับ เมื่อตื่นขึ้นแล้วจึงทอดถอนหายใจ สยิ้วหน้า บิดไปบิดมาข้างโน้นทีข้างนี้ที ส่วนบุคคลผู้เจริญเมตตาตื่นขึ้นมาแล้วไม่เป็นทุกข์เหมือนอย่างนั้น ตื่นขึ้นมาอย่างสบายไม่มีอาการ อันน่าเกลียด มีหน้าตาแช่มชื่นเบิกบานเหมือนดอกบัวที่กำลังแย้มบาน มีความเบิกบานคล้ายๆ กับว่าเพิ่งออกจากในแหล่งที่มีความสดชื่นมีความสุข

3.ไม่ฝันร้าย คือ ผู้ที่เจริญพรหมวิหารเป็นปกติจะฝันเห็นแต่สิ่งที่ดีงามมีสิริมงคล เช่น ฝันว่าไปไหว้พระเจดีย์ ได้ไปทำการบูชาพระรัตนตรัย หรือได้ฟังพระธรรมเทศนา ส่วนบุคลลผู้ที่ไม่ได้เจริญย่อมฝันเห็นสิ่งที่น่าเกลียดน่ากลัว เช่น ฝันว่าตนถูกพวกโจรรุมล้อม ถูกพวกสุนัขป่าไล่ขบกัดหรือตกลงไปในเหว เป็นต้น

4.เป็นที่รักของมนุษย์ทั้งหลาย คือ ย่อมเป็นที่รักใคร่เป็นที่เจริญใจของมนุษย์ทั้งหลาย เหมือนสร้อยไข่มุกที่สวมอยู่ที่คอ หรือเหมือนพวงดอกไม้ที่ประดับอยู่บนศีรษะ ย่อมเป็นที่เจริญใจของคนทั้งหลาย

5.เป็นที่รักของอมนุษย์ทั้งหลาย คือ เป็นที่รักใคร่เจริญใจของมนุษย์ทั้งหลาย ฉันใด แม้พวกอมนุษย์ก็มีความรักใคร่อย่างนั้นเหมือนกัน ดังเรื่องของพระเถระชื่อว่าวิสาขะ

เล่ากันมาว่า พระวิสาขะนั้น เดิมเป็นคหบดีอยู่ในเมืองปาฏลีบุตร ต่อมาเขาได้ยินข่าวว่า ลังกาทวีปเป็นประเทศที่ประดับประดาสง่างามไปด้วยพระเจดีย์ มีความรุ่งเรืองเหลืองอร่ามไปด้วยผ้ากาสาวพัสตร์ ในลังกาทวีปนั้น มีความสะดวกสบายปลอยภัยทุกอย่าง จะนั่งจะนอนตรงไหนก็ได้ตามความประสงค์ มีความสัปปายะในเรื่องของอากาศ เสนาสนะ บุคคล และธรรมะ อันเอื้อต่อการสร้างบุญสร้างกุศลทุกประการ

ท่านคหบดีจึงได้มอบทรัพย์สมบัติทั้งหมดให้บุตรและภรรยา มีทรัพย์ขอดติดชายผ้าอยู่เพียงกหาปณะเดียว ออกจากบ้านแล้วได้ไปคอยเรืออยู่ที่เมืองท่าประมาณเดือนหนึ่ง ระหว่างนั้นด้วยความที่ท่านเป็นคนมีปัญญาฉลาดในทางโวหารจึงได้ซื้อของจากที่นี้แล้วไปขายในที่ต่างๆ รวบรวมทรัพย์ได้หนึ่งพันกหาปนะภายในเวลาหนึ่งเดือน ต่อมาเขาได้ไปถึงวัดมหาวิหารในลังกาทวีปแล้วได้ขอบวชที่วัดแห่งนั้น

เมื่อพระอุปัชฌาย์พาเขาไปยังโบสถ์เพื่อจะบวชให้ เขาได้ทำห่อทรัพย์พันกหาปณะร่วงจากชายพกตกลงไปที่พื้น พระอุปัชฌาย์จึงถามว่านั้นอะไร เขาเรียนว่า ทรัพย์จำนวนหนึ่งพัน กหาปนะขอรับ พระอุปัชฌาย์จึงแนะนำว่า ทรัพย์นี้ นับตั้งแต่เธอบวชแล้วไม่อาจใช้จ่ายได้อีก จงใช้จ่ายเสียเดี๋ยวนี้ วิสาขอุบาสกจึงคิดในใจว่า คนทั้งหลายที่มาในงานบวชของเราอย่าได้มีมือเปล่ากลับไปเลย จึงได้แก้ห่อทรัพย์นั้นแล้วหว่านโปรยทานไปในโรงอุโบสถ จากนั้นจึงบรรพชาอุปสมบท

เมื่อบวชได้ 5 พรรษา ท่านก็สามารถท่องจำมาติกา 2 มาติกาได้อย่างคล่องเเคล่ว ปวารณาออกพรรษาแล้วได้เรียนกัมมัฏฐานที่เหมาะสมกับตนแล้วก็ได้ไปๆ มาๆ หมุนเวียน สับเปลี่ยนไปอยู่วัดต่าง วัดละ 4 เดือน วันหนึ่งท่านได้เห็นสถานที่ร่มรื่นในระหว่างป่าแห่งหนึ่ง จึงได้นั่งเข้าสมาบัติอยู่ที่ใต้ต้นไม้ต้นหนึ่งในที่นั้น เมื่อออกจากสมาบัติแล้วได้ยืนพิจารณา ตรวจดูคุณธรรมของตนด้วยความปีติโสมนัส เมื่อจะบรรลือสีหนาทจึงได้กล่าวคำภาษิตออกมาว่า

“ ตลอดระยะเวลาที่ได้อุปสมบทมา ตลอดระยะเวลาที่เราได้มาอยู่ ณ ที่นี้ ความประมาทพลาดพลั้งของเรา ในระหว่างนี้ไม่มีเลย ช่างเป็นลาภ ของเราแท้ๆ หนอ ท่านผู้นิรทุกข์”

ขณะที่เดินทางไปยังวัดจิตตลบรรพต ถึงทางสองแพร่ง ได้ยืนคิดว่า ทางที่จะไป จิตตลบรรพตเป็นทางนั้นหรือทางนี้หนอ รุกขเทวดาที่สิงสถิตย์อยู่ที่ภูเขาได้เหยียดหัตถ์ออก ชี้บอกทางแก่ท่านว่า ทางนี้เจ้าข้า พระเถระไปถึงวัดจิตตลบรรพตแล้วได้อยู่ที่นั่น 4 เดือน ในคืนสุดท้ายได้ตั้งใจว่า พรุ่งนี้เราจะต้องไปแต่เช้า แล้วจึงเตรียมตัวจำวัด ขณะนั้นรุกขเทวดาตนหนึ่งซึ่งสิงอยู่ที่ต้นแก้วตรงปลายทางจงกรมได้มานั่งร้องไห้อยู่ที่ขั้นบันใด พระเถระจึงถามว่านั่นใคร เทวดาตอบว่า ดิฉันมณิลิยาเจ้าข้า ท่านถามต่อว่า เธอร้องไห้ทำไม เทวดาตอบว่า เพราะอาศัยเหตุที่พระผู้เป็นเจ้าจะจากไปเจ้าข้า พระเถระจึงถามว่า เมื่อฉันอยู่ ณ ที่นี้ เป็นประโยชน์อะไรแก่พวกเธอหรือ เทวดาตอบว่า ท่านคะ เมื่อพระผู้เป็นเจ้าอยู่ พวกเทวดาและอมนุษย์ทั้งหลายต่างก็ได้มีเมตตาอารีต่อกันและกัน เจ้าค่ะ แต่บัดนี้ เมื่อ พระผู้เป็นเจ้าจะจากไปเสียแล้ว พวกเทวดาและอมนุษย์ก็คงจะทำการทะเลาะวิวาท จะกล่าวคำ หยาบคายแก่กันและกันเป็นแน่เจ้าค่ะ พระเถระจึงได้บอกแก่เทวดาว่า ถ้าฉันอยู่ที่นี้แล้ว ทำให้ พวกเธอมีความสุขสำราญกัน ฉันรู้สึกดีใจมาก แล้วท่านก็ได้อยู่ที่วัดนั้นต่อไปอีก 4 เดือน เมื่อครบ 4 เดือนก็คิดที่จะไปเหมือนอย่างเดิมอีก เทวดาก็ได้มานั่งร้องให้อย่างนั้นอีก ด้วยเหตุนี้พระเถระเลยอยู่ที่วัดแห่งนั้นจนกระทั่งปรินิพพาน บุคคลผู้เจริญเมตตาย่อมเป็นที่รักใคร่เป็นที่เจริญใจของอมนุษย์ทั้งหลายอย่างนี้

6.เทวดาย่อมคุ้มครองรักษา คือ เทวดาทั้งหลายย่อมคอยตามรักษาเหมือนบิดามารดาที่คอยตามรักษาบุตรธิดา

7.ไฟ ยาพิษ ศาสตรา ย่อมไม่กล้ำกราย ต่อผู้นั้น คือ ไฟไม่อาจทำอันตรายบุคคล ผู้เจริญเมตตา เช่น ตัวอย่างของอุบาสิกาอุตตรา หรือยาพิษไม่อาจกำซาบเข้าไปในร่างกาย ดังตัวอย่างของพระจูฬสีวะเถระผู้ชำนาญสังยุตตนิกาย หรือศาสตราไม่อาจทำอันตรายได้ ดังเช่นตัวอย่างของสังกิจจสามเณร เป็นต้น โดยเฉพาะข้อว่าศาสตราอาวุธทำอันตรายไม่ได้จะขอยกตัวอย่างของแม่โคนมตัวหนึ่ง เรื่องมีอยู่ว่า

ในครั้งนั้น มีแม่โคนมตัวหนึ่งกำลังยืนให้ลูกกินนมอยู่ ขณะนั้นนายพรานคนหนึ่งได้เดินถือหอกมาเจอเข้า คิดว่าเราจะฆ่ามัน แล้วได้ตวัดมือพุ่งหอกเข้าใส่ทันที แต่ว่าพอหอกพุ่งไปถึงลำตัวของแม่โคเท่านั้น ก็ม้วนพับเหมือนกับใบตาล ท่านได้อธิบายว่า ที่เป็นอย่างนั้นไม่ใช่เป็นเพราะกำลังของอุปจารสมาธิหรืออัปปนาสมาธิเลย แต่เป็นเพราะความรักที่มีต่อลูกอันมีกำลังรุนแรงอย่างเดียว เมตตามีอานุภาพอันยิ่งใหญ่ดังตัวอย่างที่ยกมานี้

8.จิตของผู้นั้นย่อมเป็นสมาธิตั้งมั่นได้เร็ว คือ เมื่อได้เจริญภาวนาเมื่อไหร่ใจจะ หยุดนิ่งได้เร็ว ปล่อยอารมณ์ภายนอกได้เร็วเพราะว่าไม่มีความโกรธกับใครไม่เป็นพิษเป็นภัยกับใคร มีแต่ความปรารถนาดีกับทุกๆ คนในโลก จิตจึงสำเร็จเป็นอุปจารสมาธิหรืออัปปนาสมาธิได้เร็ว

9.สีหน้าผู้นั้นย่อมผ่องใส คือ หน้าตามีผิวพรรณวรรณะเปล่งปลั่งสดใส เหมือน ลูกตาลสุกที่หล่นจากขั้วใหม่ๆ

10.ในเวลาใกล้ตายย่อมเป็นผู้มีสติ ไม่หลงทำกาละ คือ ตอนใกล้จะละโลกจิตจะผ่องใสมีความสุขเเม้จะละโลก ไม่หวาดหวั่นในมรณะภัย มีจิตใจเบิกบานแจ่มใส ไม่หลงตาย คล้ายกับนอนหลับไปเฉยๆ

11.เมื่อมรณะแล้ว ถ้ายังไม่แทงตลอดธรรมอันยวดยิ่ง(บรรลุพระอรหันต์) ย่อมเป็นผู้เข้าถึงสุคติอย่างสูงสุดถึงพรหมโลกได้ทันที เหมือนหลับแล้วตื่นขึ้น คือ ผู้เจริญ พรหมวิหารเมื่อยังไม่สามารถที่จะบรรลุถึงซึ่งพระอรหันต์ เมื่อตายจากมนุษย์ก็จะไปบังเกิดในพรหมโลกทันทีเหมือนหลับแล้วตื่นขึ้น

อานิสงส์ทั้งหลายมีหลับเป็นสุขเป็นต้นในพรหมภาวนานี้ แม้ผู้เจริญภาวนาทั้งหลาย ผู้ได้สำเร็จฌานสมาบัติด้วยอำนาจกัมมัฏฐานอื่นนอกเหนือจากพรหมวิหารนี้ ก็ย่อมได้รับ เช่นเดียวกัน ดังคาถาประพันธ์ที่พระโบราณาจารย์ท่านได้แสดงไว้ว่า

มุนีทั้งหลาย ผู้มีจิตตั้งมั่นดีแล้วในอารมณ์กัมมัฏฐานในภายในย่อมนอนเป็นสุข พระสาวกทั้งหลายของพระโคดมพุทธเจ้า ย่อมตื่นชนิดที่ตื่นด้วยดีในกาลทุกเมื่อ ฉะนี้

แม้จะกล่าวไว้เพียงสั้นๆ เพียงเท่านี้ แต่ผู้สำเร็จพรหมวิหารทั้งหลาย ย่อมได้รับอานิสงส์ครบทั้ง 11 ประการ ทั้งนี้เพราะพรหมวิหารเป็นข้าศึกโดยตรงกับนิวรณ์ทั้งหลายมีพยาบาท เป็นต้น เนื่องจากการนอนเป็นทุกข์ ฯลฯ ย่อมเกิดด้วยอำนาจของนิวรณ์ เพราะฉะนั้น เมื่อมีพรหมวิหารอันเป็นปฏิปักษ์ต่อนิวรณ์เหล่านั้น อานิสงส์ทั้งหลาย มีการนอนเป็นสุข ฯลฯ ก็ชื่อว่า อยู่ในเงื้อมมือแล้ว ด้วยประการฉะนี้

การเจริญพรหมวิหาร มีอานิสงส์มาก และเป็นวิธีการปฏิบัติที่เหมาะสมกับการ นำมาใช้ในการดำรงชีวิตประจำวัน ดังนั้น ขอให้นักศึกษาได้นำวิธีการเจริญพรหมวิหารมาปฏิบัติจนกระทั่งเกิดผลดีทั้งต่อตนเองและบุคคลรอบข้าง และจะได้สร้างความรู้สึกรักและปรารถนาดี ให้เกิดขึ้นกับทุกๆ คนโลก

1) เตวิชชสูตร, ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค, มก. เล่ม 12 หน้า 272.
2) อรกชาดก ทุกนิบาต, มก. เล่ม 57 ข้อ 187-188 หน้า 118.
3) สฬายตนวิภังคสูตร, มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์, มก. เล่ม 23 ข้อ 627 หน้า 288-289.
4) สฬายตนวิภังคสูตร, มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์, มก. เล่ม 23 ข้อ 265 หน้า 287.
5) เล่มเดียวกัน ข้อ 629 หน้า 290.
6) ปลิโพธ คือ ความกังวล 10 ได้แก่ 1.ความกังวลในที่อยู่ 2.ความกังวลในตระกูลอุปัฏฐาก 3.ความกังวลในลาภสักการะ 4.ความกังวลในหมู่คณะ 5.ความกังวลในการงาน 6.ความกังวลในการเดินทาง 7.ความกังวลในหมู่ญาติ 8.ความกังวลในความเจ็บป่วย 9.ความกังวลในการเรียน 10.ความกังวลในฤทธิ์.
7) เวรัญชกัณฑวรรณา. มก. เล่ม 1 หน้า 346.
8) วาเสฏฐสูตร, มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์, มก. เล่ม 21 ข้อ 707 หน้า 409.
9) สังยุตตนิกาย สคาถวรรค, มก. เล่ม 15 ข้อ 250 หน้า 365.
10) มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม 12 ข้อ 232 หน้า 244.
11) สังยุตตนิกาย สคถาวรรค, มก. เล่ม 15 ข้อ 189 หน้า 267.
12) อรรถกถาอุรคสูตร ขุททกนิกาย สุตตนิบาต, มก. เล่ม 46 หน้า 25.
13) อังคุตตรนิกาย จตุกฺกนิบาต, มก. เล่ม 21 ข้อ 95 หน้า 144.
14) ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท, มก. เล่ม 42 หน้า 48.
15) มหาสีลวกชาดก ขุททกนิกาย ชาดก, มก. เล่ม 56 ข้อ 51 หน้า 60.
16) ขันติวาทีชาดก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ, มก. เล่ม 48 หน้า 457.
17) ขุททกนิกาย ชาดก, มก. เล่ม 58 ข้อ 744 หน้า 766.
18) อรรถกถาติงสตินิบาต ฉัททันตชาดก ขุททกนิกาย ชาดก, มก. เล่ม 61 หน้า 398.
19) อรรถกถามหาปิชาดก ขุททกนิกาย ชาดก, มก. เล่ม 61 หน้า 447.
20) อรรถกถามหานิบาตชาดก ภูริทัตชาดก, มก. เล่ม 64 หน้า 68.
21) จัมเปยยจริยา ขุททกนิกาย ชาดก, มก. เล่ม 74 หน้า 264.
22) สังขปาลชาดก ขุททกนิกายชาดก, มก. เล่ม 61 หน้า 665.
23) มาตุโปสกชาดก ขุททกนิกาย ชาดก, มก. เล่ม 60 หน้า 1-3.
24) เมตตาในระดับของอัปปนาสมาธิ
25) อรรถกถาอรกชาดก ขุททกนิกาย ชาดก, มก. เล่ม 57 หน้า 117.
26) สีมสัมเภท แปลว่า ทำลายขอบเขตของเมตตา หมายความว่า ผู้สำเร็จในสีมสัมเภทนั้น ถึงซึ่งความเป็นผู้มีจิตเสมอภาค ไม่เอนเอียงไปในบุคคล คือ อัตตะ ตนเอง, ปิยะ ผู้ที่รักใคร่, มัชฌัตตะ ผู้ที่ไม่รักและก็ไม่ชัง, เวรี ผู้ที่เป็นศัตรู.
27) พระอภิธรรม วิภังค์, มก. เล่ม 78 ข้อ 744 หน้า 443.
28) อภิธรรม วิภังค์, มก. เล่ม 78 ข้อ 746 หน้า 444.
29) วสี แปลว่าความชำนาญคล่องแคล่ว วสีทั้ง 5 คือ ชำนาญคล่องแคล่วในการนึกตรวจดูองค์ฌานที่ตนได้ออกมาแล้ว ชำนาญในการเข้าฌาณได้รวดเร็ว ชำนาญในการรักษาจิตไม่ให้ตกภวังค์ ชำนาญในการออกจากฌานตามที่ตนต้องการ ชำนาญในการทวนองค์ฌาน.
30) อภิธรรม วิภังค์, มก. เล่ม 78 ข้อ 748 หน้า 446.
md407/2.txt · แก้ไขครั้งล่าสุด: 2015/03/15 16:55 (แก้ไขภายนอก)
 
เว้นแต่จะได้แจ้งไว้เป็นอื่นใด เนื้อหาบนวิกินี้ถูกกำหนดสิทธิ์ไว้ภายใต้สัญญาอนุญาติต่อไปนี้: CC Attribution-Noncommercial 3.0 Unported
Recent changes RSS feed Donate Powered by PHP Valid XHTML 1.0 Valid CSS Driven by DokuWiki