บทที่ 1 อสุภะ 10

เนื้อหา บทที่1 อสุภะ 10

  • 1.1 ความเป็นมา
  • 1.2 ความหมายของอสุภะ
  • 1.3 วิธีการเจริญอสุภกัมมัฏฐาน
    • 1.3.1 วิธีการไปดูอสุภะ
    • 1.3.2 วิธีการพิจารณาอสุภะด้วยอาการ 11
  • 1.4 วิธีการเจริญอสุภะ 10 เพื่อให้เข้าถึงพระธรรมกาย
  • 1.5 ข้อปฏิบัติเพิ่มเติมของการเจริญอสุภะ
  • 1.6 อสุภะ 10 เป็นสัปปายะของราคจริต
  • 1.7 ตัวอย่างบุคคลที่เจริญอสุภกัมมัฏฐาน
  • 1.8อานิสงส์ของการเจริญอสุภกัมมัฏฐาน

แนวคิด

1.ร่างกายนี้เป็นของไม่สะอาด ปฏิกูล แต่เพราะถูกเครื่องปิดบังเอาไว้ และกิเลสที่บังใจ ทำให้มนุษย์ไม่เข้าใจความเป็นจริงของร่างกาย ก่อให้เกิดความหลงติดในร่างกาย การเจริญอสุภกัมมัฏฐาน 10 เป็นวิธีการเพื่อความคลายกำหนัดยินดีในร่างกายให้เห็นสภาพที่แท้จริง

2.ในคัมภีร์วิสุทธิมรรคได้อธิบายวิธีการเจริญอสุภกัมมัฏฐาน ตั้งแต่วิธีการ เข้าไปในป่าช้าไปดูอสุภะ และใช้วิธีการพิจารณาอสุภะด้วยอาการ 11

3.การเจริญอสุภกัมมัฏฐานเพื่อให้เข้าถึงพระธรรมกาย ผู้ปฏิบัติจะต้องนึกภาพอสุภะ ทั้ง 10 ประการเอาไว้ที่ศูนย์กลางกาย และบริกรรมภาวนาด้วยคำภาวนาตามประเภทของอสุภะ ต่อจากนั้นภาพศพก็จะเปลี่ยนเป็นอุคคหนิมิต เป็นภาพเหมือนศพที่พิจารณา ปฏิภาคนิมิต เป็นภาพศพสมบูรณ์ใส และทำให้ใจตกศูนย์เข้าถึงธรรมในที่สุด

4.การเจริญอสุภกัมมัฏฐานสามารถใช้ร่างกายของตนหรือผู้อื่นที่ยังมีชีวิตอยู่พิจารณาก็ได้ และอสุภะทั้ง 10 นี้เป็นสัปปายะแก่คนราคจริตประเภทต่างๆ กัน

5.ตัวอย่างบุคคลที่ใช้อสุภะในการพิจารณา คือ พระมหากาล พระยสกุลบุตร และพระมหาติสสเถระ ผู้ที่เจริญอสุภกัมมัฏฐานนี้ย่อมมีอานิสงส์หลายประการ เช่น ทำให้บรรเทา กามราคะลงได้ เห็นถึงความไม่เที่ยงของร่างกาย เป็นต้น

วัตถุประสงค์

1.เพื่อให้นักศึกษาสามารถบอกความเป็นมาและความหมายของอสุภะ

2.เพื่อให้นักศึกษาสามารถอธิบายขั้นตอนการเจริญอสุภะ 10 ตามหลักปฏิบัติใน คัมภีร์ได้

3.เพื่อให้นักศึกษาสามารถอธิบายขั้นตอนวิธีการอสุภกัมมัฏฐานให้เข้าถึง พระธรรมกายได้

4.เพื่อให้นักศึกษาสามารถบอกวิธีการเจริญอสุภะโดยใช้ร่างกายของตน และอสุภะที่ เป็นสัปปายะแก่คนราคจริตประเภทต่างๆ ได้

5.เพื่อให้นักศึกษาสามารถบอกตัวอย่างบุคคลที่เจริญอสุภกัมมัฏฐานและอานิสงส์ของการเจริญอสุภกัมมัฏฐาน

การปฏิบัติสมถกัมมัฏฐาน ถือเป็นหลักปฏิบัติพื้นฐานเพื่อทำให้ใจหยุดนิ่งสงบระงับจากนิวรณ์ทั้ง 5 ในการปฏิบัติเพื่อให้จิตสงบนิ่งเป็นสมาธินั้น มีวิธีการปฏิบัติหลายประการ ในบทเรียนนี้ นักศึกษาจะได้ศึกษารายละเอียดและวิธีการปฏิบัติสมถกัมมัฏฐานหมวดหนึ่ง ซึ่งเหมาะกับคนราคจริต คือ อสุภกัมมัฏฐาน

1.1 ความเป็นมา

ร่างกายมนุษย์ถือเป็นส่วนสำคัญในการเป็นพื้นฐานเพื่อรองรับการทำกุศล เพื่อไปสู่ฝั่งแห่งพระนิพพาน แต่ทว่ามีผู้คนจำนวนมากไม่ได้ใช้กายมนุษย์นี้เป็นไปเพื่อหนทางแห่งการหลุดพ้น แต่หลงมัวเมา และใช้กายนี้ประกอบบาปอกุศลด้วยอำนาจแห่งกามตัณหา และอวิชชาที่ปกคลุมใจ ทำให้ไม่เห็นสภาพร่างกายที่แท้จริง เป็นเหตุทำให้ต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในสังสารวัฏให้เกิดตายซ้ำๆ ซากๆ

โดยความเป็นจริงนั้น ร่างกายมนุษย์นี้ ปรากฏดูสวยงาม ไม่ปรากฏลักษณะความไม่งาม ชัดเจนนัก เพราะถูกเครื่องประดับ เสื้อผ้า ห่อหุ้มเข้าปิดบังไว้ แต่เบื้องหลังเครื่องตกแต่งเหล่านี้ ร่างกายของมนุษย์ประกอบไปด้วย กระดูก 300 ท่อนเศษๆ เป็นโครงร่าง เชื่อมด้วยข้อต่อ 180 แห่ง มีเอ็น 900 เส้นผูกยึดไว้ฉาบด้วยชิ้นเนื้อ 900 ชิ้น ห่อหุ้มไว้ด้วยหนังสดบางๆ ปิดไว้ด้วยหนังกำพร้า มีช่องทะลุปรุ มีมันไหลซึมออกทั้งข้างบนและไหลซึมลงข้างล่างตลอดกาลเป็นนิจ เหมือนภาชนะซึ่งเต็มไปด้วย มันข้นเป็นที่อยู่ของหมู่หนอน เป็นบ่อเกิดแห่งโรคทั้งหลาย เป็นที่ตั้งแห่งทุกข์ เป็นที่ไหลออกของของไม่สะอาดทั้งหลายอย่างไม่ขาดสาย โดยทางปากแผลทั้ง 9 แห่ง ดุจฝีเรื้อรังที่แตกแล้ว

ร่างกายนี้มีขี้ตาไหลออกจากตาทั้งสอง มีขี้หูไหลออกจากช่องหูทั้งสอง มีน้ำมูกไหลออกจากรูจมูกทั้งสอง มีอาหาร ดี เสมหะ หรือเลือดไหลออกทางปาก มีอุจจาระและปัสสาวะไหลออกจากทวารเบื้องล่าง มีเหงื่ออันสกปรกไหลออกจากขุมขน 99,000 ขุม มีแมลงวันหัวเขียวรุมไต่ตอมอยู่ บุคคลไม่ชำระล้างร่างกาย อาบน้ำ แปรงฟัน สระผม นุ่งผ้าและห่มผ้า เป็นต้น ปล่อยไปตามธรรมชาติ มีผมพะรุงพะรังยุ่งเหยิง เดินทางจากที่แห่งหนึ่งไปสู่ที่อีกแห่งหนึ่ง จะเป็นพระราชาหรือเป็นยาจกวณิพกก็ตาม ก็นับว่ามีร่างกายที่เป็นปฏิกูล ไม่สะอาด มีกลิ่นเหม็นเสมอเหมือนกัน ไม่มีความแตกต่างกันเลย

ร่างกายนี้ เมื่อเราแปรงฟันหรือบ้วนปาก แล้วปกปิดอวัยวะที่น่าละอายให้หายไป ด้วยผ้านานาชนิด ไล้ทาด้วยเครื่องลูบไล้มีกลิ่นหอม ประดับด้วยอาภรณ์ต่างๆ มีดอกไม้ เป็นต้น ทำให้เราเข้าใจร่างกายนี้ว่าเป็นของเรา

คนทั้งหลายไม่รู้ว่าร่างกายนี้ถูกเครื่องตกแต่งปิดบังไว้ จึงไม่รู้ว่าร่างนี้มีลักษณะไม่งาม ผู้ชายจึงยินดีในหญิง หญิงจึงยินดีในชาย แต่เมื่อว่าโดยปรมัตถ์แล้ว ร่างกายนี้ที่ชื่อว่าเป็นของ น่ายินดีแม้น้อยหนึ่งไม่มีเลย เพราะชิ้นส่วนในร่างกาย เช่น ผม ขน เล็บ ฟัน น้ำลาย น้ำมูก อุจจาระ และปัสสาวะ แม้ส่วนหนึ่งที่ตกไปจากร่างกายแล้ว คนทั้งหลายก็ไม่ปรารถนาจะถูกต้องแม้ด้วยมือ ย่อมสะอิดสะเอียน ขยะแขยง เกลียดชัง

ชิ้นส่วนใดๆ ที่ยังเหลือในร่างกายนี้ แม้ว่าชิ้นส่วนนั้นๆ จะเป็นสิ่งปฏิกูล แต่คนเราก็ยังพากันยึดถือเอาว่า เป็นสิ่งที่น่าปรารถนาน่าใคร่ เป็นของเที่ยง เป็นสุข เป็นตัวตน ทั้งนี้ก็เพราะถูกความมืดคืออวิชชาห่อหุ้มไว้ เพราะถูกความเห็นแก่ตัวครอบงำ จึงถือเอาโกฏฐาสเหล่านั้นแม้เป็นของปฏิกูล ว่าเป็นของน่าใคร่ น่าปรารถนา เมื่อสัตว์เหล่านั้นยึดถือด้วยอาการอย่างนี้จึงถึงความเป็นผู้เสมอด้วยสุนัขจิ้งจอกแก่ที่เห็นต้นทองกวาวในป่าออกดอกแล้วรีบวิ่งไป ด้วยความสำคัญผิดว่า ตนได้ต้นไม้เนื้อ เกิดตะกละคาบเอาดอกทองกวาวที่หล่นลงๆ แม้รู้แล้วว่านี้มิใช่เนื้อ ก็ยังยึดถืออยู่ว่าดอกที่อยู่บนต้นโน้นเป็นเนื้อ

ดังนั้นจะเห็นได้ว่า ร่างกายของมนุษย์ไม่เพียงแต่จะเป็นแหล่งความปฏิกูล และเป็น สิ่งล่อลวงตลอดกาลด้วยเหตุผลหลายๆ อย่างเท่านั้น แต่ยังเป็นโซ่ตรวนซึ่งป้องกันไม่ให้หนีทุกข์ ไปได้ด้วย ดังนั้นโซ่ตรวนอันนี้จะต้องถูกทำลายเสีย ถ้าหวังจะได้ความสุขอันเกิดจากความสงบภายใน และความสุขนี้จะมีได้เฉพาะแก่ผู้ที่เข้าใจถึงสภาพที่แท้จริงของร่างกาย แต่อย่างไรก็ตาม ความเข้าใจเรื่องนี้จะเกิดขึ้นได้ก็โดยอาศัยการเจริญสมาธิด้วยการพิจารณาร่างกาย ดังนั้นจึงมี รูปแบบของการเจริญสมาธิ ซึ่งปรากฏหลักฐานในพระไตรปิฎกแบบหนึ่ง ที่ชื่อว่า อสุภภาวนา

1.2 ความหมายของอสุภะ

อสุภะ หมายถึง ไม่สวยงาม มุ่งหมายถึงความเปลี่ยนแปลงของร่างกายของคนที่ตายไป การเจริญอสุภกัมมัฏฐาน คือ การพิจารณาซากศพในลักษณะต่างๆ กัน 10 ลักษณะให้เห็นความน่าเกลียด ไม่สวยงาม โดยจะพิจารณาซากศพอย่างหนึ่งอย่างใดก็ได้ใน 10 ลักษณะ ได้แก่

1.อุทฺธุมาตกอสุภ ซากศพที่ขึ้นอืดพอง

2.วินีลกอสุภ ซากศพที่มีสีเขียวคล้ำ

3.วิปุพฺพกอสุภ ซากศพที่มีน้ำเหลืองไหลเยิ้มในที่แตกปริ

4.วิจฺฉิทฺทกอสุภ ซากศพที่ถูกฟันขาดออกจากกันเป็น 2 ท่อน

5.วิกฺขายิตกอสุภ ซากศพที่ถูกสัตว์ เช่น สุนัข กา แร้ง กัดกินโดยอาการต่างๆ

6.วิกฺขิตฺตกอสุภ ซากศพที่กระจายเรี่ยราด ศีรษะ มือ เท้า อยู่คนละทาง

7.หตวิกฺขิตฺตกอสุภ ซากศพที่ถูกสับฟันด้วยมีด ถูกแทงด้วยหอกจนเละ และทิ้งกระจายอยู่

8.โลหิตกอสุภ ซากศพที่มีเลือดไหลอาบ

9.ปุฬุวกอสุภ ซากศพที่มีหนอนไชอยู่ทั่วร่าง

10.อฏฺฐิกอสุภ ซากศพที่เหลือแต่กระดูก

1.3 วิธีการเจริญอสุภกัมมัฏฐาน

ในคัมภีร์วิสุทธิมรรค ได้แนะนำถึงวิธีการในการเจริญอสุภกัมมัฏฐานหลายขั้นตอน คือ ในเบื้องต้น นักปฏิบัติจะต้องเข้าไปหาอาจารย์เรียนเอาวิธีการกำหนดอสุภะ แล้วจึงเข้าไปยังสุสาน หรือสถานที่ที่มีศพอยู่ โดยในการไปอยู่ในที่นั้น มีข้อที่ควรปฏิบัติดังนี้

1.3.1 วิธีการไปดูอสุภะ

1.บอกแก่พระเถระ เมื่อจะไปดูอสุภะ ควรบอกแก่พระเถระหรือพระภิกษุผู้มีชื่อเสียงรูปใดรูปหนึ่งก่อนแล้วจึงไป เพราะว่าถ้านักปฏิบัติธรรมได้พบเห็นหรือได้ยินเสียงของอมนุษย์ หรือสัตว์ร้ายอื่นๆรบกวนเอา ก็จะทำให้เกิดอาการหวาดกลัว หรือเกิดอาการเจ็บป่วยขึ้นได้ พระเถระนั้น เมื่อทราบข่าว ก็จะได้คอยช่วยเหลือ ส่งคนมาดูแลรักษา อีกประการหนึ่งในที่ป่าช้าอาจมีพวกโจรที่ไปทำการโจรกรรมแล้วหนีมาแอบซ่อนตัวอยู่ หรือรีบหนีไปแล้วทิ้งทรัพย์ที่ขโมยมาทิ้งไว้ หากเจ้าของทรัพย์ หรือทางราชการติดตามมาในที่นั้น ก็จะทำให้เกิดการเข้าใจผิดว่า นักปฏิบัติธรรม นั้นเป็นโจร แล้วก็จะทำการจับกุมหรือทำร้ายเอาได้ ดังนั้นการแจ้งเรื่องไว้แก่พระเถระหรือ พระภิกษุที่มีชื่อเสียง จะทำให้สามารถรอดพ้นจากข้อกล่าวหานั้นได้

2.สังเกตดูสภาพแวดล้อมโดยรวม เมื่อเข้าไปถึงยังสุสานแล้ว ควรพิจารณากำหนดทางที่มา ที่ไป สังเกตดูทิศต่างๆ และสังเกตดูสภาพแวดล้อมโดยรวม ว่าในที่แห่งนั้นมีอะไรบ้าง ต้นไม้อยู่ตรงนี้ มีลักษณะสูง ต่ำ เล็ก ใหญ่ สีเป็นอย่างไร เป็นต้นไม้อะไร ก้อนหินอยู่ตรงนี้ เล็ก ใหญ่ จอมปลวกอยู่ตรงนี้ เป็นจอมปลวก สูง หรือต่ำ เล็กหรือใหญ่ พุ่มไม้อยู่ตรงนี้ เป็นพุ่มเล็ก พุ่มใหญ่ สูง ต่ำ เป็นต้น การที่พิจารณาสภาพแวดล้อมโดยรอบ ท่านกล่าวว่ามีประโยชน์ เพราะหากนักปฏิบัติมายังที่พิจารณาอสุภะแล้ว ไม่กำหนดสภาพแวดล้อมโดยรอบ อาจทำให้ตระหนกตกใจในกรณีที่เห็นเงาคุ่มๆ เคลื่อนไหว คิดว่าเป็นอมนุษย์ หรือบางคนในขณะที่กำลังหลับตาดูอสุภนิมิตนั้น ร่างศพจะปรากฏขึ้นเหมือนลุกขึ้นยืน และไล่ติดตามนักปฏิบัติ เมื่อได้เห็นเช่นนั้นแล้ว อาจทำให้ สะดุ้งหวาดกลัว จิตฟุ้งซ่านเหมือนจะเป็นบ้า ดังนั้นจึงควรตั้งสติไว้ให้ดี บรรเทาความกลัว และสอนตนว่า ร่างกายของคนเราที่ตายแล้วจะลุกขึ้นติดตามไม่ได้ จริงอยู่ ถ้าก้อนหินหรือต้นไม้ที่อยู่ใกล้อสุภนิมิตนั้น จะลุกเดินมาได้ แม้ร่างศพก็จะเดินมาได้ แต่แท้จริงแล้ว ก้อนหิน หรือต้นไม้เหล่านั้นเดินมาไม่ได้ แม้ร่างศพก็เช่นเดียวกัน เดินมาไม่ได้ อาการที่ปรากฏนี้เกิดขึ้นจากสัญญา อย่ากลัวไปเลยŽ เมื่อเป็นเช่นนี้ นักปฏิบัตินั้นก็จะยังจิตให้ร่าเริง บำเพ็ญอสุภกัมมัฏฐานได้ถึงที่สุด

3.การพิจารณาซากศพ

หลังจากที่ดูสภาพแวดล้อมแล้ว จึงทำการพิจารณาซากศพหรือเจริญอสุภกัมมัฏฐาน โดยมีข้อปฏิบัติในการพิจารณาคือ

3.1ผู้ปฏิบัติต้องยืนอยู่เหนือลม อย่ายืนใต้ลม เพราะกลิ่นเน่าเหม็นของศพจะรบกวน หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ ควรใช้ผ้าปิดปาก ปิดจมูก

3.2อย่ายืนใกล้หรือไกลเกินไป เพราะถ้ายืนใกล้เกินไป จะทำให้เกิดความกลัว ยืนไกลเกินไป จะเห็นนิมิตได้ไม่ชัด ต้องยืนในระยะให้เห็นซากศพชัดเจนทั้งร่าง และควรยืนกลางลำตัวศพ อย่ายืนด้านศีรษะหรือปลายเท้าของศพ อันจะทำให้อสุภะไม่ปรากฏอย่างสม่ำเสมอทั่วทั้งหมด

3.3ศพที่ใช้พิจารณาควรเป็นเพศเดียวกับผู้พิจารณา คือ ถ้าผู้พิจารณาหรือเจริญอสุภกัมมัฏฐานเป็นผู้หญิงก็ควรใช้ศพเพศหญิง ถ้าเป็นชายก็ควรใช้ศพเพศชาย เพื่อ ป้องกันกามราคะที่จะเกิดขึ้นได้ นอกจากจะพิจารณาศพตามหลักไตรลักษณ์จึงจะใช้ศพเพศใดก็ได้ เช่น ในกรณีของพระกุลละเถระที่หลงรูปโฉมนางสิริมาหญิงงามเมือง ครั้นนางสิริมาสิ้นชีวิตลง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงทรงใช้ให้พระกุลละเถระผู้มีราคจริต พิจารณาศพของนางสิริมาที่ พระภิกษุหนุ่มหลงรักจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ จนมองเห็นความเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ถ่ายถอนความลุ่มหลงรักใคร่ได้ในที่สุด1)

1.3.2 วิธีการพิจารณาอสุภะ ด้วยอาการ 11

ในการพิจารณาอสุภะโดยนัยของสมถะ ในคัมภีร์วิสุทธิมรรค ได้ให้หลักการในการพิจารณาไว้โดยอาการ 11 อย่าง เพื่อให้สามารถกำหนดจำภาพ ถือเอาอสุภะนั้นเป็นนิมิตได้ โดยการพิจารณานี้ท่านแบ่งเป็น 2 ขั้นตอน คือ การพิจารณาอสุภะโดยอาการ 6 และ อาการ 5

1.พิจารณาโดยอาการ 6 ได้แก่

1.พิจารณา สี โดยกำหนดดูว่า ศพนี้เป็นคนผิวสีอะไร เช่น ดำ ขาว หรือ เหลือง เป็นต้น

2.พิจารณา วัย โดยกำหนดดูว่า ศพนี้อยู่ในวัยใด เป็นเด็ก วัยกลางคน หรือเป็นคนชรา โดยไม่ต้องสนใจว่าเป็นเพศหญิงหรือเพศชาย

3.พิจารณา สัณฐาน โดยกำหนดดูว่า สัณฐานตรงนี้ ตรงนั้น คือ ศีรษะ คอ แขน มือ ท้อง อก เอว แข้ง ขา เท้า เป็นต้น

4.พิจารณา ทิศ โดยกำหนดว่า ในร่างนี้มี 2 ทิศ คือ ตั้งแต่สะดือขึ้นไปจนถึงศีรษะเป็นส่วนบน ใต้สะดือลงมาเป็นส่วนล่าง หรืออีกนัยหนึ่ง กำหนดให้รู้ว่าเรายืนอยู่ทางทิศนี้ ซากศพอยู่ทางทิศนี้

5.พิจารณา ที่ตั้ง โดยกำหนดที่ตั้งว่า มืออยู่ตรงนี้ เท้าอยู่ตรงนี้ ศีรษะอยู่ตรงนี้ เป็นต้น หรืออีกนัยหนึ่งให้รู้ว่า เรายืนอยู่ตรงนี้ ศพอยู่ตรงนั้น

6.พิจารณา ขอบเขต ให้รู้ว่าเบื้องต่ำสุดของซากศพ คือ พื้นเท้า เบื้องบนสุดเพียงปลายผม ทั้งตัวสุดแค่ผิวหนัง เต็มไปด้วยของเน่าเหม็น 32 อย่าง เช่น ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เป็นต้น บุคคลที่มีบุญวาสนา ได้สั่งสมการเจริญอสุภกัมมัฏฐานไว้ในอดีต เมื่อพิจารณาด้วยอาการ 6 นี้แล้ว ปฏิภาคนิมิตย่อมเกิดขึ้นได้ แต่ถ้าหากปฏิภาคนิมิตไม่เกิดขึ้น ควรพิจารณาอสุภะด้วยอาการ 5 ต่อไป

2. พิจารณาโดยอาการ 5 ได้แก่

1.ดู ส่วนต่อ หรือ ที่ต่อ ให้รู้ว่าในสรีระร่างกายของศพมีส่วนต่อใหญ่ๆ อยู่ 14 แห่ง คือ มือขวามีที่ต่อ 3 แห่ง มือซ้ายมีที่ต่อ 3 แห่ง เท้าขวามีที่ต่อ 3 แห่ง เท้าซ้ายมีที่ต่อ 3 แห่ง คอมีที่ต่อ 1 แห่ง และเอวมีที่ต่อ 1 แห่ง

2.ให้ดู ช่อง เช่น ช่องตา ช่องหู ช่องจมูก ช่องปาก ช่องท้อง ศพหลับตาหรือลืมตา อ้าปากหรือหุบปาก

3.ให้ดู หลุม หรือส่วนที่เว้าลงไป พิจารณาดูที่หลุมตา ภายในปาก หลุมคอ เป็นต้น

4.ให้ดู ที่ดอน หรือส่วนที่นูนขึ้น โดยให้กำหนดรู้ว่าส่วนที่นูนนี้ คือ หัวเข่า คือ หน้าผาก หน้าอก เป็นต้น

5.ให้ดู ทั่วไปรอบๆ ด้านของศพ ที่ตรงไหนปรากฏชัด ก็ตั้งจิตไว้ที่ตรงนั้น พิจารณาว่าเป็นลักษณะของศพประเภทใด เช่น ความพองอืดปรากฏชัด ก็ บริกรรมว่า อุทฺธุมาตกํ ปฏิกูลํ (ศพพองอืดนี้น่าเกลียด น่าขยะแขยง) หรือเห็นศพที่มีสีเขียวคล้ำปรากฏชัด ก็บริกรรมว่า วินีลกํ ปฏิกูลํ (ศพวินีลกะ หรือศพเขียวคล้ำนี้ น่าเกลียด น่าขยะแขยง) ศพลักษณะอื่นๆ ก็เช่นเดียวกัน ในขณะที่บริกรรมก็ให้ตั้งจิตกำหนดลงที่ลักษณะตรงส่วนนั้นๆ ของศพ

นักปฏิบัติพึงถือเอานิมิตจากร่างศพนั้นตามวิธีการที่กล่าวมาแล้ว ลืมตาดูจับเอาเป็นนิมิต หลับตานึกถึง ร้อยครั้ง พันครั้ง นึกบ่อยๆ จนกระทั่งอสุภนิมิตปรากฏชัด หากการพิจารณาในป่าช้า ไม่สามารถทำนิมิตให้ปรากฏได้ นักปฏิบัติก็ควรกำหนดนิมิตนั้นเป็นอารมณ์ ตั้งจิตไว้ในอสุภะแม้เมื่อออกจากป่าช้า ในไม่ช้านิมิตก็จะปรากฏมั่นคงขึ้นได้

1.4 วิธีการเจรฺยอสุภะ 10 เพื่อให้เข้าถึงพระธรรมกาย

เมื่อได้พิจารณาอสุภะโดยอาการ 11 ดังกล่าวมาแล้ว ในการปฏิบัติเพื่อให้เข้าถึง พระธรรมกาย นักปฏิบัติจะต้องนึกนิมิตนั้นไว้ที่ศูนย์กลางกาย โดยมีข้อปฏิบัติที่แตกต่างกันในอสุภะทั้ง 10 ประเภท ดังต่อไปนี้

1.อุทฺธุมาตกอสุภ หรือ ศพที่ขึ้นอืดพอง ให้พิจารณาความน่าเกลียดของศพว่า พองอืด แล้วน้อมภาพศพที่พองอืดมาไว้ที่ศูนย์กลางกาย พร้อมบริกรรมว่า อุทฺธุมาตกํ ปฏิกูลํ ๆ ๆ (ศพอุทธุมาตกะ พองอืด น่าเกลียด น่าขยะแขยง) บริกรรมซ้ำแล้วซ้ำเล่า ลืมตาดูและหลับตาพิจารณาสลับไปเช่นนี้ ถ้าเมื่อใดหลับตาแล้วปรากฏภาพซากศพนั้นเหมือนเมื่อลืมตาก็จะได้อุคคหนิมิต อุคคหนิมิตเป็นนิมิตที่ปรากฏทางใจชัดที่ศูนย์กลางกาย จะเห็นเป็นซากศพน่าเกลียด น่ากลัวชวนให้ขยะแขยงสะอิดสะเอียน เมื่อปฏิบัติต่อไปก็จะได้ปฏิภาคนิมิตปรากฏเป็นภาพ คนอ้วนที่ล่ำสันนอนนิ่งอยู่ จากนั้นปฏิภาคนิมิตก็จะค่อยๆ กลั่นตัวใสขึ้นๆ จนใจรวมตกศูนย์เข้าถึงธรรม ดวงปฐมมรรคที่แท้จริงก็ผุดขึ้นมาแทนที่ ศพที่พองอืดนี้จะมีอาการพองเพียง 1 หรือ 2 วัน ก็จะแปรสภาพเป็นเขียวคล้ำ มีน้ำเหลือง ไหลเยิ้มต่อไป หากขณะที่เจริญอุทธุมาตกอสุภะแล้วยังไม่ได้อุคคหนิมิตหรือปฏิภาคนิมิต แต่ศพแปรสภาพไปแล้ว ก็ต้องไปหาศพใหม่ที่พองอืด หากหาศพที่เป็นเพศเดียวกับตนไม่ได้ บางกรณีท่านอนุโลมให้ใช้ซากสัตว์ เช่น ซากสุนัขก็ได้

2.วินีลกอสุภ พิจารณาซากศพที่มีสีเขียวคล้ำ บริกรรมว่า วินีลกํ ปฏิกูลํ ๆ ๆ (ศพที่มีสีเขียว น่าเกลียด น่าขยะแขยง) ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนได้อุคคหนิมิตและปฏิภาคนิมิต อุคคหนิมิตของวินีลกอสุภะ คือ ลักษณะของศพมีสีเขียวคล้ำ ส่วนปฏิภาคนิมิตจะไม่น่าเกลียดน่ากลัว จะเหมือนรูปปั้นมีสีแดง สีขาว สีเขียว เจือกัน จากนั้นจะค่อยๆ กลั่นตัวใสขึ้นจนใจรวมตกศูนย์เข้าถึงดวงปฐมมรรค 3.วิปุพฺพกอสุภ พิจารณาซากศพที่มีน้ำเหลืองแตกปริ บริกรรมว่า วิปุพฺพกํ ปฏิกูลํ ปฏิกูลํๆ (ศพวิปุพพกะ มีน้ำเหลืองไหลนี้ น่าเกลียด น่าขยะแขยง) บริกรรมซ้ำๆ อุคคหนิมิตที่ เกิดขึ้นจะเป็นเหมือนตัวศพนั้น ส่วนปฏิภาคนิมิตจะเป็นเหมือนรูปปั้นนอนนิ่งไม่มีน้ำเหลืองไหล จากนั้นจะค่อยๆ กลั่นตัวใสขึ้น จนใจรวมตกศูนย์เข้าถึงดวงปฐมมรรค

4.วิจฺฉิทฺทกอสุภ พิจารณาซากศพที่ถูกฟันขาดเป็น 2 ท่อน ถ้าศพที่จะพิจารณานั้นกระเด็นอยู่ห่างกันเกินไป ให้นำส่วนที่ขาดมาวางใกล้ๆ ให้ต่อกันประมาณ 1 องคุลี (2 เซนติเมตร) แล้วบริกรรมว่า วิจฺฉิทฺทกํ ปฏิกูลํ ๆ ๆ (ศพวิจฉิททกะ ถูกฟันขาด 2 ท่อน น่าเกลียด น่าขยะแขยง) อุคคหนิมิตปรากฏเป็นภาพศพขาด 2 ท่อนนั้นเอง ส่วนปฏิภาคนิมิตจะเป็นสภาพเหมือนคนนอนนิ่งเรียบร้อย ไม่น่ากลัว จากนั้นจะค่อยๆ กลั่นตัวใสขึ้นๆ จนใจรวมหยุดตกศูนย์เข้าถึง ดวงปฐมมรรค

5.วิกฺขายิตกอสุภ พิจารณาซากศพที่ถูกสัตว์ทึ้งแย่งกันเรี่ยราด บริกรรมว่า วิกฺขายิตกํ ปฏิกูลํ ๆ ๆ (ศพวิกขายิตกะนี้น่าเกลียด น่าขยะแขยง) อุคคหนิมิตที่เกิดขึ้นจะเหมือนที่พิจารณา ส่วนปฏิภาคนิมิตจะเป็นสภาพเหมือนคนนอนนิ่ง เรียบร้อย ไม่น่ากลัว จากนั้นจะค่อยๆ กลั่นตัว ใสขึ้นๆ จนใจรวมหยุดตกศูนย์เข้าถึงดวงปฐมมรรค

6.วิกฺขิตฺตกอสุภ พิจารณาซากศพที่กระจาย อวัยวะกระเด็นไปคนละทิศละทาง ต้องนำส่วนที่กระจัดกระจายในที่ต่างๆ มากองไว้ในที่เดียวกัน กำหนดบริกรรมว่า วิกฺขิตฺตกํ ปฏิกูลํๆๆ (ศพวิกขิตตกะ เป็นของน่าเกลียด น่าขยะแขยง) อุคคหนิมิตเหมือนซากศพที่เห็นปรากฏแก่สายตา ปฏิภาคนิมิตจะเห็นว่า อสุภะนั้นมีความสมบูรณ์ตลอดกาย จากนั้นจะค่อยๆ กลั่นตัวใสขึ้นๆ จนใจรวมหยุดตกศูนย์เข้าถึงดวงปฐมมรรค

7.หตวิกฺขิตฺตกอสุภ พิจารณาศพที่ถูกสับฟันด้วยมีด บริกรรมว่า หตวิกฺขิตฺตกํ ปฏิกูลํ ปฏิกูลํๆ (ศพหตวิกขิตตกะ เป็นของน่าเกลียด น่าขยะแขยง) อุคคหนิมิตที่เกิดขึ้นเป็นสภาพศพที่เป็นริ้วรอยเพราะถูกฟัน ปฏิภาคนิมิตจะเป็นศพที่เรียบร้อย สมบูรณ์ จากนั้นจะค่อยๆ กลั่นตัวใสขึ้นๆ จนใจรวมหยุดตกศูนย์เข้าถึงดวงปฐมมรรค

8.โลหิตกอสุภ พิจารณาซากศพที่มีเลือดไหล ซึ่งเลือดที่ไหลหาได้จากในเวลาที่ไหลออกจากปากแผลของคนผู้ได้รับการประหารเป็นต้น หรือในเมื่อมือและเท้าเป็นต้นถูกตัดขาด หรือในเวลาที่ไหลออกจากปากแผลของคนที่มีฝีหรือต่อมแตก โดยบริกรรมว่า โลหิตกํ ปฏิกูลํ ๆ ๆ (ศพโลหิตกะ เป็นของน่าเกลียด น่าขยะแขยง) อุคคหนิมิตจะเป็นสภาพศพที่มีเลือดไหล บางครั้งก็จะเหมือนผ้าแดงต้องลมพัดและไหวๆ อยู่ ส่วนปฏิภาคนิมิตจะเห็นซากศพเหมือนรูปปั้นกำมะหยี่สีแดง จากนั้นจะค่อยๆ กลั่นตัวใสขึ้นๆ จนใจรวมหยุดตกศูนย์เข้าถึงดวงปฐมมรรค

9.ปุฬุวกอสุภ พิจารณาซากศพที่มีหนอนคลาคล่ำชอนไชอยู่ บริกรรมว่า ปุฬุวกํ ปฏิกูลํ ๆ ๆ (ศพปุฬุวกะ เป็นของน่าเกลียด น่าขยะแขยง) อุคคหนิมิตจะเป็นศพที่มีหมู่หนอนคลานไต่ไปมา แต่ปฏิภาคนิมิตจะเห็นเป็นสภาพศพที่เรียบร้อยเหมือนกองข้าวสาลีสีขาวกองอยู่ จากนั้นจะค่อยๆ กลั่นตัวใสขึ้นๆ จนใจรวมหยุดตกศูนย์เข้าถึงดวงปฐมมรรค

10.อฏฺฐิกอสุภ พิจารณาซากศพที่เหลือแต่กระดูก บริกรรมว่า อฏฺฐิกํ ปฏิกูลํ ๆ ๆ (ศพอัฏฐิกะ นี้เป็นของน่าเกลียด น่าขยะแขยง) การพิจารณากระดูกในลักษณะเป็นท่อนๆ เป็นชิ้นๆ อุคคหนิมิตก็จะปรากฏกระดูกเป็นท่อน แต่ปฏิภาคนิมิตจะปรากฏเป็นร่างกายที่สมบูรณ์ จากนั้นจะค่อยๆ กลั่นตัวใสขึ้นๆ จนใจรวมหยุดตกศูนย์เข้าถึงดวงปฐมมรรค เช่นเดียวกัน

อฏฺฐิกอสุภ หรือซากศพที่เป็นกระดูก ที่สามารถนำมาพิจารณาเป็นอารมณ์กัมมัฏฐาน มีอยู่ 5 อย่าง คือ

1.ร่างกระดูกที่ยังมีเนื้อ เลือด เส้นเอ็น รัดรึงเป็นรูปร่างอยู่

2.ร่างกระดูกที่ไม่มีเนื้อ แปดเปื้อนด้วยเลือด ยังมีเส้นเอ็นร้อยรัดอยู่

3.ร่างกระดูกที่ไม่มีเนื้อและเลือด แต่ยังมีเส้นเอ็นรัดรึงอยู่

4.ร่างกระดูกที่ไม่มีเส้นเอ็นรัดรึงแล้ว กระจัดกระจายทั่วไป

5.ร่างกระดูกเป็นท่อนมีสีขาวดังสีสังข์

1.5 ข้อปฏิบัติเพิ่มเติมของการเจริญอสุภะ

การเจริญอสุภกัมมัฏฐานนั้น สำหรับผู้ที่มีนิสัยขลาดกลัวหรือกลัวผี เมื่อเกิดอุคคหนิมิต และขาดอาจารย์คอยควบคุมสอนการปฏิบัติ ก็อาจเข้าใจผิดว่าตนเองถูกผีหลอก เกิดเจ็บป่วยได้ จึงควรทำความเข้าใจในการปฏิบัติให้ดี บางทีก่อนที่อุคคหนิมิตจะเกิดขึ้น ผู้ปฏิบัติอาจนึกคิดไปว่าศพนี้จะลุกขึ้นนั่ง จะลุกขึ้นยืน จึงควรมีเพื่อนไปร่วมปฏิบัติด้วย และให้ทำความเข้าใจว่า ศพนั้น ที่จริงไม่ต่างกับท่อนไม้ ไม่มีวิญญาณครอง ไม่มีจิตใจ จะลุกขึ้นมาหลอกหลอนไม่ได้ เป็นเพราะใจของเราคิดไปเองวาดภาพไปเอง ในบางกรณีที่ศพยังใหม่ยังสดอยู่ เส้นเอ็นยึดทำให้ลุกขึ้น ก็เป็นไปโดยธรรมชาติ ให้ใช้ไม้ตีให้ล้มลง

การพิจารณาอสุภะนั้นนอกจากจะพิจารณาซากศพหรือร่างที่ปราศจากชีวิตดังกล่าว มาแล้ว ยังสามารถพิจารณาความเป็นอสุภะ หรือความไม่สวยงามในร่างกายของมนุษย์ที่ยังมี ชีวิตอยู่ ได้เช่นกัน โดยจะพิจารณาร่างกายของตนหรือผู้อื่นก็ได้ ดังต่อไปนี้

1.พิจารณาเมื่อร่างกายหรืออวัยวะบวมขึ้น ให้พิจารณาโดยความเป็น อุทธุมาตกะ (พองอืด)

2.พิจารณาเมื่ออวัยวะเป็นแผล ฝี มีหนองไหลออกมา ให้พิจารณาโดยความเป็น วิปุพพกะ (น้ำเหลืองไหล แผลแตกปริ)

3.พิจารณาเมื่อแขน ขา มือ เท้า หรืออวัยวะขาดด้วน เพราะอุบัติเหตุหรือเหตุอย่างใดอย่างหนึ่ง ให้พิจารณาโดยความเป็น วิจฉิททกะ (อวัยวะขาดเป็นท่อน)

4.พิจารณาเมื่อมีโลหิตเปรอะเปื้อนร่างกาย ให้พิจารณาโดยความเป็น โลหิตกะ (เลือดไหล)

5.พิจารณาขณะที่แลเห็นฟัน ให้พิจารณาโดยความเป็น อัฏฐิกะ (กระดูก) หากจะกล่าวไปแล้ว ความเป็นอสุภะไม่ได้เป็นเฉพาะเมื่อตายลงหรือเป็นซากศพเท่านั้น ร่างกายที่มี ชีวิตอยู่นี้หากพิจารณาให้ดีก็ไม่ใช่สิ่งสวยงาม แต่เพราะการตบแต่งประดับประดา และความหลงผิดทำให้คิดไปว่าเป็นของสวยงามน่ารักน่าใคร่ จึงเกิดการยึดมั่นถือมั่น หวงแหน

การเจริญอสุภกัมมัฏฐานเป็นไปได้ทั้งในแง่สมถกัมมัฏฐานและวิปัสสนากัมมัฏฐาน หากเจริญในแง่สมถะ ก็ให้เห็นความเป็นสิ่งที่น่าเกลียดไม่สวยงาม ปฏิบัติแล้วทำให้ฌานเกิดขึ้นได้ ส่วนในแง่วิปัสสนาให้พิจารณาความเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา หรือ ไตรลักษณ์ คือ ให้เห็นว่าตัวของเราก็เป็นสิ่งไม่เที่ยงเหมือนซากศพที่นอนอยู่ต่อหน้านั้นเช่นกัน เพียงแต่ศพนี้ ชายนี้ หญิงคนนี้ตายก่อนเราเท่านั้น

การพิจารณาอสุภะในแง่วิปัสสนานั้น ท่านให้นึกถึงชีวิตร่างกายของเราแม้จะผ่านทุกข์ทรมานได้รับความยากลำบากต่างๆ นานามาเพียงใด ก็ไม่ทุกข์เท่าตอนที่จะตายร่างกายแตกดับ ในขณะนั้นจะทุกข์ที่สุด คือ ทุกข์จนทนอยู่ไม่ได้ ต้องตายไปเช่นศพนี้ ดังพุทธดำรัสที่ว่า สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์2) และพิจารณาศพที่อยู่ตรงหน้าของเรานี้ว่า เมื่อศพนี้ยังมีชีวิตอยู่ เขาหรือเธอ ผู้นั้นไม่เคยปรารถนาที่จะตาย ไม่เคยต้องการจะเจ็บป่วยหรือแก่เฒ่า แต่ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ ต้องเป็นไปเช่นนี้ ใจปรารถนาแต่กายไม่เป็นไปตามความปรารถนา ไม่อาจบังคับบัญชาได้ เขา หรือเธอก็ไม่ใช่เจ้าของร่างกายนี้โดยแท้จริง เพราะหากเป็นเจ้าของร่างกายนี้ก็ต้องไม่แก่ไม่เจ็บ ไม่ตาย ตามคำสั่งตามบัญชา แม้ร่างกายของเราเองก็ไม่อยู่ในบังคับบัญชาของเรา รูปนามทั้งหลายเป็นอนัตตา เมื่อสังขารร่างกายเป็นไปตามกฎไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง (ไม่เที่ยง), ทุกขัง (เป็นทุกข์), อนัตตา (ไม่ใช่ตัวตน) จะไปยึดมั่นถือมั่นได้อย่างไร

1.6 อสุภะ 10 เป็นสัปปายะของราคจริต

การเจริญอสุภกัมมัฏฐานนี้เป็นอุปการะแก่คนราคจริต โดยอสุภะแต่ละอย่างจะเหมาะแก่คนราคจริตดังต่อไปนี้

1.อุทฺธุมาตกอสุภ เป็นสัปปายะแห่งบุคคลผู้มักกำหนัดในทรวดทรง เพราะส่อความ เสียทรวดทรงของร่างกา

2.วินีลกอสุภ เป็นสัปปายะแห่งบุคคลผู้มักกำหนัดในสีกาย เพราะส่อความเสียนวล แห่งผิว

3.วิปุพฺพกอสุภ เป็นสัปปายะแห่งบุคคลผู้มักกำหนัดในกลิ่นกายที่แต่งขึ้นด้วยอำนาจเครื่องอบกลิ่น มีดอกไม้และเครื่องหอมเป็นต้น เพราะส่อความถึงสิ่งที่เนื่องด้วยกายและผิวพรรณ มีกลิ่นเหม็น

4.วิจฺฉิทฺทกอสุภ เป็นสัปปายะแห่งบุคคลผู้มักกำหนัดในความเป็นชิ้นทึบในสรีระ เพราะเผยความเป็นโพรงข้างใน

5.วิกฺขายิตกอสุภ เป็นสัปปายะแห่งบุคคลผู้มักกำหนัดในเนื้อนูน ในตำแหน่งแห่งสรีระต่างๆ มีถัน เป็นต้น เพราะแสดงความสูญเสียสมบัติแห่งเนื้อนูน

6.วิกฺขิตฺตกอสุภ เป็นสัปปายะแห่งบุคคลผู้มักกำหนัดในลีลา (ท่าทาง) ของอวัยวะน้อยใหญ่ เพราะชี้ให้เห็นความกระจัดกระจายแห่งอวัยวะเหล่านั้น

7.หตวิกฺขิตฺตกอสุภ เป็นสัปปายะแห่งบุคคลผู้มักกำหนัดในสมบัติแห่งเรือนร่างของกาย เพราะชี้ให้เห็นถึงความผิดรูปและความแตกทำลายไปแห่งเรือนร่าง

8.โลหิตกอสุภ เป็นสัปปายะแห่งบุคคลผู้มักกำหนัดในความงามที่เกิดจากการประดับด้วยเครื่องประดับ เพราะชี้ให้เห็นถึงความปฏิกูลที่เปรอะเปื้อนด้วยโลหิต

9.ปุฬุวกอสุภ เป็นสัปปายะแห่งบุคคลผู้มักกำหนัดในกายด้วยความสำคัญว่าเป็นกายของเรา เพราะชี้ให้เห็นถึงความที่กายเป็นของสาธารณะแก่หมู่หนอนเป็นอันมาก

10.อฏฺฐิกอสุภ เป็นสัปปายะแห่งบุคคลผู้มักกำหนัดในสมบัติแห่งฟัน เพราะประกาศความที่กระดูกในร่างกายนี้เป็นของปฏิกูล

1.7 ตัวอย่างบุคคลที่เจริญอสุภกัมมัฏฐาน

ในสมัยพุทธกาลมีตัวอย่างบุคคลที่เจริญอสุภกัมมัฏฐาน จนใจหยุดนิ่งบรรลุธรรมหลายท่าน ในที่นี้จึงยกมาเป็นตัวอย่าง ดังต่อไปนี้

1.พระมหากาลบรรลุอรหัตต์เพราะดูศพไหม้ไฟ

มหากาลมีจิตเลื่อมใสในคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อออกบวชแล้วได้บำเพ็ญธุดงค์ข้อโสสานิกธุดงค์ ต้องอยู่ในป่าช้า และได้เจริญอสุภกัมมัฏฐาน ในคราวนั้นมีหญิงสาว คนหนึ่ง ได้ป่วยเสียชีวิตลงในเวลาเย็น ร่างกายยังเต่งตึง สดอยู่ พวกญาติได้หามศพหญิงสาวคนนั้นไปสู่ป่าช้า พร้อมด้วยเครื่องเผาต่างๆ มีฟืนและน้ำมัน เป็นต้น ได้ให้ค่าจ้างแก่หญิงเฝ้าป่าช้า เพื่อให้ทำการเผาศพให้แล้วหลีกไป คนเฝ้าป่าช้าได้เปลื้องผ้าห่มของหญิงสาวคนนั้นออกแล้ว เห็นร่างกายซึ่งตายเพียงครู่เดียวนั้น งดงาม จึงคิดว่า “ ร่างกายนี้ควรจะแสดงแก่พระผู้คุณเจ้า” จึงเข้าไปหา พระเถระแล้วกล่าวว่า “ ท่านเจ้าข้า อารมณ์เห็นปานนี้มีอยู่ ขอพระคุณเจ้าพึงไปพิจารณาเถิด”

พระเถระรับคำแล้วได้ไปพิจารณาซากศพ โดยให้เลิกผ้าห่มออกแล้ว พิจารณาตั้งแต่ฝ่าเท้าถึงปลายผมแล้ว พูดว่า “ รูปนี้ประณีตยิ่งนัก มีสีดุจทองคำ นางพึงใส่รูปนั้นในไฟ ในกาลที่รูปนั้น ถูกเปลวไฟลวกแล้ว จึงบอกแก่อาตมา” ดังนี้แล้วจึงกลับไปยังที่อยู่ของตน นางทำอย่างนั้นแล้ว จึงแจ้งแก่พระเถระ พระเถระไปพิจารณา ในที่ถูกเปลวไฟเผาไหม้แล้ว สีแห่งร่างกายได้เป็นดัง แม่โคด่าง เท้าทั้งสองงอหงิกห้อยลง มือทั้งสองกำเข้า หนังที่หน้าผากได้ลอกออก พระเถระพิจารณาว่า “ สรีระนี้เป็นธรรมชาติทำให้ไม่วายกระสันแก่บุคคลผู้แลดูอยู่ในบัดเดี๋ยวนี้เอง แต่ บัดนี้ (กลับ) ถึงความสิ้น ถึงความเสื่อมไป” แล้วกลับไปที่พักกลางคืน นั่งพิจารณาถึงความสิ้นและความเสื่อมอยู่ กล่าวคาถาว่า

“ สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ มีอันเกิดขึ้นและเสื่อมไปเป็นธรรมดา เกิดขึ้นแล้วย่อม ดับไป ความสงบแห่งสังขารนั้นเป็นสุข” เจริญวิปัสสนาได้บรรลุพระอรหัต พร้อมด้วยปฏิสัมภิทาทั้งหลาย3)

2.พระยสกุลบุตรเจริญอสุภสัญญาไว้ในชาติอดีตทำให้บรรลุธรรมในชาติปัจจุบัน

ยสกุลบุตรเกิดในตระกูลเศรษฐี มีสมบัติมากมาย ได้รับการบำรุงบำเรอด้วยกามคุณอย่างพร้อมพรั่ง ในคืนวันหนึ่งได้ตื่นขึ้นกลางดึก ได้เห็นนางฟ้อนและคนรับใช้ของตนกำลังนอนหลับ ไร้สติ ผ้าผ่อนหลุดลุ่ย ผมยุ่งเหยิง บางคนก็นอนน้ำลายไหล บางคนก็นอนละเมอบ่นเพ้อ เพียงได้เห็นเท่านี้ ก็เกิดความรู้สึกเหมือนตนอยู่ในป่าช้าที่เต็มไปด้วยซากศพ จึงทำให้เกิดความ เบื่อหน่าย และเปล่งอุทานว่า ที่นี่วุ่นวายหนอ ที่นี่ขัดข้องหนอ ได้เดินออกจากบ้าน และได้ไปพบพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ทรงแสดงธรรมแก่ยสกุลบุตรจนกระทั่งบรรลุธรรมเป็น พระโสดาบัน ต่อมาจึงได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ และออกบวชเป็นพระภิกษุ พ่อแม่ ภรรยาและเพื่อนๆ อีก 55 คนได้อาศัยพระยสะก็ได้บรรลุธรรมตามไปด้วย เหตุที่ยสกุลบุตรได้อสุภสัญญา เกิดขึ้นในนางฟ้อนและคนรับใช้ ก็เพราะเหตุที่ตนสั่งสมอุปนิสัยการเจริญอสุภะมาในอดีตชาติ กล่าวคือ

ในอดีตชาติ ยสกุลบุตร และเพื่อนๆ 55 คน มักชอบทำบุญร่วมกัน ทั้งหมดเห็นว่า การช่วยจัดการศพของคนอนาถาเป็นบุญ จึงช่วยกันจัดการศพคนอนาถา วันหนึ่งพวกเขาพบ หญิงมีครรภ์เสียชีวิต จึงคิดว่า จักเผาศพ และได้นำศพนั้นไปยังป่าช้า พวกเขารออยู่ที่ป่าช้า 5 คน ช่วยกันเผา ส่วนที่เหลือพากันเข้าบ้าน ยสะแทงและพลิกศพนั้นให้ไหม้อยู่ ก็ได้อสุภสัญญา เขาได้แสดงแก่อีก 4 คนด้วยว่า ผู้เจริญจงเห็นของไม่สะอาด น่าเกลียดนี่ อีก 4 คนนั้นก็ได้อสุภสัญญา ในศพนั้น เขาทั้ง 5 พากันไปบ้านแล้วบอกแก่สหายที่เหลือ ยสะไปบ้านแล้วได้บอกแก่มารดาบิดาและภรรยา ชนเหล่านั้นทั้งหมดได้เจริญอสุภสัญญาบ้าง เพราะบุพกรรมในอดีตนี้เองทำให้ ยสะเกิดอสุภสัญญาในนางฟ้อนและคนรับใช้ว่าเป็นดังป่าช้า และด้วยอุปนิสัยสมบัตินั้น ความ บรรลุธรรมพิเศษจึงได้เกิดแก่ทุกคน4)

3.พระเถระได้อสุภสัญญาในร่างกายของหญิงบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์

หญิงสะใภ้ในตระกูลหนึ่งทะเลาะกับสามี ได้ตกแต่งร่างกายสวยงาม ออกจากบ้านไปสู่บ้านของญาติ ในระหว่างทางได้พบพระมหาติสสเถระกำลังเดินบิณฑบาต เกิดจิตวิปลาสจึงหัวเราะดังขึ้น พระเถระจึงเหลียวไปดูว่าเกิดอะไรขึ้น เห็นฟันของหญิงนั้น จึงเกิดอสุภสัญญาในฟันนั้นแล้วได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ ด้วยว่าปกติพระเถระได้เจริญอัฏฐิกกัมมัฏฐาน ดังนั้นเมื่อเห็นฟันของหญิง อัฏฐิกสัญญาจึงเกิดขึ้นทันที หลังจากนั้นสามีของหญิงนั้นเดินติดตามหญิงนั้นมา พบพระเถระเข้าจึงถามว่า “ ท่านผู้เจริญ ท่านเห็นหญิงคนหนึ่งผ่านมาทางนี้บ้างหรือเปล่า” พระเถระกล่าวตอบว่า “ อาตมาไม่ทราบว่าหญิงหรือชายเดินไปจากที่นี่ แต่ว่าร่างกระดูกนั่นกำลังเดินไปในทางใหญ่”

ทั้งหมดนี้เป็นตัวอย่างของบุคคลผู้เจริญอสุภกัมมัฏฐาน จนกระทั่งจิตเกิดความเบื่อหน่าย ไม่ยึดมั่นถือมั่นในร่างกาย ใจรวมหยุดนิ่งถูกส่วนบรรลุธรรมไปตามลำดับ

1.8 อานิสงส์ของการเจริญอสุภกัมมัฏฐาน

1.มีสติ

2.มองเห็นความไม่เที่ยงในร่างกาย (อนิจจสัญญา)

3.มองเห็นความตายว่าจะบังเกิดกับทุกคน (มรณสัญญา)

4.มีความรังเกียจในร่างกาย

5.ทำให้กามตัณหาไม่ครอบงำ

6.กำจัดความยึดมั่นถือมั่นในรูป

7.กำจัดความยึดมั่นถือมั่นในสิ่งน่าเพลิดเพลิน (อิฏฐารมณ์)

8.อยู่เป็นสุข

9.เข้าถึงอมตธรรม (นิพพาน)

นักศึกษาได้ศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับอสุภกัมมัฏฐานทั้ง 10 ประการแล้ว ขอให้นักศึกษา ได้ลองนำวิธีการดังกล่าวไปปฏิบัติ แม้ว่าบางท่านอาจจะไม่คุ้นกับการปฏิบัติดังกล่าว เนื่องจากนิมิตเป็นสิ่งที่น่ากลัวและการปฏิบัติทำได้ยากในปัจจุบัน แต่ก็ขอให้นักศึกษาได้ลองใช้วิธีการปฏิบัติ โดยใช้อสุภะที่เกิดขึ้นในร่างกายตนหรืออาศัยรูปภาพ เพื่อนำมาใช้ลองฝึกปฏิบัติในชีวิตประจำวันต่อไป

1) ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท, มก. เล่ม 42 หน้า 153.
2) สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค, มก. เล่ม 27 ข้อ 43 หน้า 53.
3) ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท, มก. เล่ม 40 หน้า 97-99.
4) วินัยปิฎก มหาวรรค, มก. เล่ม 6 ข้อ 31 ข้อ 382 หน้า 70-71.
md407/1.txt · แก้ไขครั้งล่าสุด: 2015/03/15 16:55 (แก้ไขภายนอก)
 
เว้นแต่จะได้แจ้งไว้เป็นอื่นใด เนื้อหาบนวิกินี้ถูกกำหนดสิทธิ์ไว้ภายใต้สัญญาอนุญาติต่อไปนี้: CC Attribution-Noncommercial 3.0 Unported
Recent changes RSS feed Donate Powered by PHP Valid XHTML 1.0 Valid CSS Driven by DokuWiki