บทที่ 5 อานาปานสติและอุปสมานุสติ

เนื้อหา บทที่ 5 อานาปานสติและอุปสมานุสติ

  • 5.1 ความเป็นมาของอานาปานสติ
  • 5.2 ความหมายของอานาปานสติ
  • 5.3 วิธีเจริญอานาปานสติในพระไตรปิฎก
  • 5.4 การเจริญอานาปานสติเพื่อให้เข้าถึงพระธรรมกาย
  • 5.5 นิมิตของอานาปานสติ
  • 5.6 อานิสงส์ของอานาปานสติ
  • 5.7 อานาปานสติกับจริต
  • 5.8 ความเป็นมาของอุปสมานุสติ
  • 5.9 ความหมายของอุปสมานุสติ
  • 5.10 คุณลักษณะของพระนิพพาน
  • 5.11 วิธีการเจริญอุปสมานุสติ
  • 5.12 การเจริญอุปสมานุสติเพื่อให้เข้าถึงพระธรรมกาย
  • 5.13 อานิสงส์ของอุปสมานุสติ

แนวคิด

1.อานาปานสติ คือ สติกำหนดลมหายใจเข้าออก เป็นกัมมัฏฐานที่มีความสำคัญ เพราะทำให้จิตผ่องแผ้วจากอกุศล และได้ชื่อว่าเป็นการเจริญสติปัฏฐานด้วย โดยในพระไตรปิฎกได้ให้แนวทางในการเจริญอานาปานสติไว้ 16 ขั้นตอน

2.การเจริญอานาปานสติเพื่อให้เข้าถึงพระธรรมกาย มีวิธีการพิจารณา 4 ขั้นตอน คือ การนับลมหายใจ การติดตามลมหายใจ การถูกต้องลมหายใจ และการที่จิตตั้งมั่น เมื่อทำการพิจารณาตามวิธีการดังกล่าว จนกระทั่งถึงที่สุดแล้ว จึงเอาจิตมาตั้งไว้ที่ต้นลมคือศูนย์กลางกาย จนกระทั่งจิตสงบเกิดอุคคหนิมิต ปฏิภาคนิมิต และตกศูนย์ เข้าถึงดวงธรรมในที่สุด

3.อุปสมานุสติ คือ การระลึกถึงพระนิพพานเป็นอารมณ์ โดยการตามระลึกถึงคุณพระนิพพาน 29 ประการ อุปสมานุสตินี้เป็นกัมมัฏฐานของผู้มีปัญญาเพื่อให้ได้รับความสุขในปัจจุบัน

4.ในการเจริญอุปสมานุสติเพื่อให้เข้าถึงพระธรรมกาย ให้ระลึกถึงพระนิพพานเป็นอารมณ์จนกระทั่งจิตสงบ แล้วจึงภาวนาคำว่า นิพพาน ให้ตั้งอยู่ในศูนย์กลางกาย จนกระทั่งจิตรวมเป็นหนึ่งตกศูนย์ เข้าถึงดวงธรรมภายใน

วัตถุประสงค์

1.เพื่อให้สามารถอธิบายความหมายและขั้นตอนการเจริญอานาปานสติในพระไตรปิฎกได้

2.เพื่อให้สามารถอธิบายขั้นตอนการเจริญอานาปานสติเพื่อให้เข้าถึงพระธรรมกายได้

3.เพื่อให้สามารถอธิบายความหมายและขั้นตอนการเจริญอุปสมานุสติได้

4.เพื่อให้สามารถอธิบายขั้นตอนการเจริญอุปสมานุสติเพื่อให้เข้าถึงพระธรรมกายได้

นักศึกษาได้ศึกษาถึงอนุสติ 8 ประการในบทเรียนก่อนมาแล้ว ในบทเรียนนี้จะได้ศึกษา ถึงอนุสติอีก 2 ประการที่เหลือที่มีความสำคัญเช่นเดียวกับอนุสติที่ผ่านมา คือ อานาปานสติ และอุปสมานุสติ

5.1 ความเป็นมาของอานาปานสติ

อานาปานสติ เป็นกัมมัฏฐานหนึ่งในอนุสติ 10 และปรากฏอยู่ในสติปัฏฐานด้วย ดังที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า ถ้าบุคคลปฏิบัติอานาปานสติ เธอชื่อว่าทำสติปัฏฐาน 4 ให้บริบูรณ์ ถ้าบุคคลปฏิบัติสติปัฏฐาน 4 เธอชื่อว่าทำโพชฌงค์ 7 ให้บริบูรณ์ ถ้าบุคคลปฏิบัติโพชฌงค์ 7 เธอชื่อว่าทำวิมุตติและวิชชาให้บริบูรณ์Ž1)

และปรากฏอยู่ในสัญญา 10 ประการ ที่พระพุทธองค์ทรงประทานแก่พระอานนท์เพื่อให้พระอานนท์ไปสวดให้พระคิริมานนท์ฟังเพื่อให้อาพาธที่เป็นอยู่หายได้ ดังที่ตรัสไว้ว่า

“ ดูก่อนอานนท์ ถ้าเธอพึงเข้าไปหาแล้วกล่าวสัญญา 10 ประการแก่คิริมานนท์ภิกษุไซร้ ข้อที่อาพาธของคิริมานนท์ภิกษุจะพึงสงบระงับโดยพลัน เพราะได้ฟังสัญญา 10 ประการนั้นเป็นฐานะที่จะมีได้ สัญญา 10 ประการเป็นไฉน คือ อนิจจสัญญา 1 อนัตตสัญญา 1 อสุภสัญญา 1 อาทีนวสัญญา 1 ปหานสัญญา 1 วิราคสัญญา 1 นิโรธสัญญา 1 สัพพโลเกอนภิรตสัญญา 1 สัพพสังขาเรสุอนิจจสัญญา 1 อานาปานัสสติ 1”2)

พระพุทธองค์ยังทรงสรรเสริญอานาปานสติว่า เป็นอริยวิหาร (ธรรมเครื่องอยู่ของพระ-อริยะ) พรหมวิหาร (ธรรมเป็นเครื่องอยู่ของพระพรหม) และตถาคตวิหาร (ธรรมเป็นเครื่องอยู่ ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า) นับว่าอานาปานสติเป็นกัมมัฏฐานที่สำคัญยิ่ง พระพุทธองค์ทรงสนับสนุนให้ภิกษุทั้งหลายปฏิบัติ ดังที่พระองค์ตรัสว่า

“ ภิกษุทั้งหลาย อานาปานสติสมาธินี้แล ที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นสภาพสงบ ประณีต สดชื่น เป็นธรรมเครื่องอยู่เป็นสุข และยังอกุศลธรรมชั่วร้ายที่เกิดขึ้นแล้วๆ ให้อันตรธานสงบไปโดยพลันเปรียบเสมือนฝนใหญ่ที่ตกในสมัยมิใช่ฤดูกาล ยังฝุ่นละอองที่ฟุ้งขึ้นในเดือนท้ายฤดูร้อน ให้อันตรธานสงบไปโดยพลัน ฉะนั้น”3)

5.2 ความหมายของอานาปานสติ

อานาปานสติมาจากคำ 3 คำ ได้แก่ อานะ คือ ลมหายใจเข้า อปานะ คือ ลมหายใจออก สติ คือ ความระลึก ในคัมภีร์มหานิเทศกล่าวว่า อานาปานสติ หรือ อานาปานัสสติ คือ การระลึกอยู่ในลมหายใจเข้าออก หรือ สติที่เกิดขึ้นโดยมีการระลึกอยู่ในลมหายใจเข้าออกลมหายใจนั้นมีอยู่ 2 อย่าง คือลมหายใจเข้ากับลมหายใจออก ในอรรถกถาพระวินัย

ลมหายใจเข้า ท่านใช้คำว่า อัสสาสะ ลมหายใจออก ท่านใช้คำว่า ปัสสาสะ แต่ในอรรถกถาพระสูตรท่านเรียกตรงข้าม คือ อัสสาสะ แปลว่าหายใจเข้า ปัสสาสะ แปลว่า หายใจออก ลมหายใจ เข้าออกนี้ปรากฏขึ้นเมื่อแรกเกิดของทารกที่ออกจากครรภ์ กล่าวคือ ในเวลาทารกคลอดออกจาก ครรภ์มารดา ลมจากภายในครรภ์ออกมาภายนอกก่อน แล้วภายหลังลมภายนอกจึงได้พาธุลีละเอียดเข้าไปภายใน พอถึงเพดานปากก็ดับในที่นั้น

5.3 วิธีเจริญอานาปานสติในพระไตรปิฎก

ในพระไตรปิฎกได้กล่าวถึงวิธีการเจริญอานาปานสติที่เป็นลำดับ 16 ขั้นตอน จนกระทั่ง ผู้ปฏิบัติสามารถหมดกิเลส

ในการปฏิบัติเมื่อต้องการเจริญอานาปานสติ พระพุทธองค์ทรงแนะนำให้เข้าไปสู่ป่า โคนไม้ หรือเรือนว่าง แล้วให้นั่งคู้บัลลังก์ ตั้งกายตรง ดำรงสติอยู่เฉพาะหน้า มีสติกำหนดลมหายใจเข้าออก ดังที่พระองค์ตรัสไว้ว่า

“ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ อยู่ในป่าก็ดี อยู่ที่โคนไม้ก็ดี อยู่ที่เรือนว่างก็ดี นั่งคู้บัลลังก์ ตั้งกายตรง ดำรงสติไว้เฉพาะหน้า เธอมีสติหายใจออก มีสติหายใจเข้า ฯลฯ”4)

ในอรรถกถาท่านอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับความสำคัญของการเจริญอานาปานสติแล้วต้องเข้าไปอยู่ป่า และมีอิริยาบถดังที่กล่าวไว้นั้นดังนี้

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแนะนำให้เลือกเสนาะสนะที่เป็น ป่า โคนไม้ หรือเรือนว่าง ว่าเหมาะต่อการเจริญภาวนา เพราะสถานที่เหล่านั้นเป็นที่สงัด ปราศจากสิ่งรบกวน ทำให้เมื่อเจริญอานาปานสติแล้วใจหยุดนิ่งตั้งมั่นเป็นสมาธิได้ง่าย เสนาสนะที่พระองค์แนะนำนั้น มีลักษณะดังนี้ เสนาสนะป่า คือ ที่ที่พ้นจากเขตบ้าน หรือเสนาสนะป่าที่ห่างจากเขตบ้านอย่างน้อย 500 ชั่วธนู (ประมาณ 1 กิโลเมตร) เข้าไปสู่โคนไม้ คือ เข้าไปสู่ที่ใกล้ต้นไม้เพื่อเจริญภาวนา ส่วนการอยู่เรือนว่าง คือ อยู่ในที่สงัดปลอดจากการรบกวน เหตุผลที่ทรงแนะนำที่เหล่านั้นมีอยู่ 3 ประการ คือ

1.การเข้าสู่ป่า โคนไม้ หรือเรือนว่าง ย่อมเหมาะสมต่อการเจริญอานาปานสติ เพราะจิตนั้นคุ้นอยู่กับการแล่นไปสู่อารมณ์ต่างๆ ภายนอกมานาน เมื่อมาเจริญภาวนา จึงไม่รวมหยุดนิ่งได้โดยง่าย เหมือนเกวียนที่เทียมด้วยวัวดื้อ มักแล่นออกนอกทางอยู่เสมอ เพระฉะนั้น คนเลี้ยงโค เมื่อต้องการฝึกลูกโคที่ดื้อ ซึ่งยังกินนมของแม่โคอยู่ ต้องแยกมันออกจากแม่ ปักหลักขนาดใหญ่ไว้ให้มั่นคง แล้วผูกลูกโคไว้กับหลักนั้น ลูกโคนั้นก็จะดิ้นรนไปมาแต่ก็ไม่อาจหนีไปไหนได้ ในที่สุดก็จะเหนื่อยและหมดพยศนอนหมอบอยู่ที่หลักนั่นเอง

ในทำนองเดียวกัน นักปฏิบัติ ผู้ต้องการทรมานจิตที่คุ้นเคยอยู่กับอารมณ์ต่างๆ ภายนอก มานาน มีรูป เสียง กลิ่น รส เป็นต้น ต้องพรากจากอารมณ์ มีรูป เป็นต้น นั้นเสีย แล้วเข้าไปสู่ป่า โคนไม้ หรือเรือนว่าง แล้วผูกจิตไว้ด้วยเชือกคือสติ ไว้ที่เสาคือลมหายใจเข้าออก เมื่อจิตถูกผูกไว้อย่างนั้น แม้จะดิ้นรนไปมาเพราะไม่ได้อารมณ์ที่เคยชิน ก็ไม่อาจตัดเชือกคือสติ หนีไปได้ ย่อมจะต้องหมอบอิงอารมณ์กัมมัฏฐาน และเข้าถึงอุปจารสมาธิ และอัปปนาสมาธิ ได้ในที่สุด

2.อีกเหตุผลหนึ่ง เพราะอานาปานสติ เป็นยอดแห่งกัมมัฏฐานที่ทำให้บรรลุคุณวิเศษ และการเข้าอยู่เป็นสุข (ทิฏฐธรรมวิหาร) ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และพุทธสาวกทั้งปวง ซึ่งผู้ที่ไม่ได้ละทิ้งถิ่นที่ระงมไปด้วยเสียงคน เสียงสัตว์ ยากที่จะทำให้เกิดขึ้นได้ ด้วยเหตุที่ว่า เสียงเป็นอุปสรรคต่อฌาน ส่วนในป่าเป็นการง่ายที่จะทำให้ฌานเกิดด้วยการเจริญอานาปานสติ แล้วทำฌานให้เป็นฐาน เจริญวิปัสสนาพิจารณาสังขารจนกระทั่งบรรลุพระอรหัตผลได้ในที่สุด

3.อีกอย่างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเป็นเหมือน อาจารย์ผู้ชำนาญการดูพื้นที่ในการสร้างเมือง เมื่อได้ตรวจตราดูพื้นที่จนตลอดแล้ว จึงชี้บอกให้สร้างเมืองตรงนั้นตรงนี้ เมื่อสร้างเมืองได้สำเร็จ ก็ย่อมได้รับการสักการะอย่างมากจากราชตระกูลฉันใด พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงตรวจตราดูเสนาสนะที่เหมาะสมแก่ผู้ปฏิบัติเป็นอย่างดีแล้ว จึงได้ชี้บอกว่าควรเจริญกัมมัฏฐาน ในที่นั้นที่นี้ เมื่อทำตามที่พระองค์แนะนำแล้ว ได้บรรลุอริยผลตามลำดับ จนกระทั่งเป็นพระอรหันต์แล้ว สักการะอันใหญ่หลวงย่อมบังเกิดขึ้นกับพระผู้มีพระภาคเจ้าว่าสมเด็จผู้มีพระภาคพระองค์นั้น เป็นผู้ตรัสรู้ชอบได้ด้วยพระองค์เอง จริงแท้หนอฯ

ในเรื่องนี้อุปมาได้ด้วยพญาเสือเหลืองซึ่งอาศัยป่า พงหญ้า ป่ารกเชิงเขาซุ่มอยู่ ย่อมสามารถจับสัตว์ชนิดต่างๆ มีควายป่า ละมั่ง หมูป่า เป็นต้น ฉันใด ผู้ปฏิบัติธรรมเลือกสถานที่ที่เหมาะสมในการเจริญภาวนา มีป่า เป็นต้น ย่อมบรรลุถึง โสดาปัตติมรรค สกทาคามิมรรค อนาคามิมรรค อรหัตมรรค และอริยผลตามลำดับ ฉันนั้น

ครั้นทรงแนะนำเสนาสนะที่เหมาะสมแก่การบำเพ็ญอานาปานสติในฤดูทั้ง 3 รวมทั้งเหมาะกับธาตุและจริยาแล้ว ทรงแนะนำอิริยาบถที่สงบ และไม่เป็นไปในฝ่ายของความหดหู่และฟุ้งซ่าน คือ อิริยาบถนั่ง ท่านั่งที่นั่งได้นาน ลมหายใจเดินได้สะดวก ทรงแนะนำให้นั่งในท่า คู้บัลลังก์ ตั้งกายตรง ดำรงสติอยู่เฉพาะหน้า คือ นั่งพับขาทั้งสองโดยรอบ(นั่งขัดสมาธิขาขวาทับขาซ้าย) ตั้งกายส่วนบนให้ตรงซึ่งทำให้กระดูกสันหลังทั้ง 18 ข้อจดกัน เหมือนเหรียญที่วางซ้อนกันเป็นชั้นๆ มือขวาทับมือซ้าย เพราะเมื่อนั่งอย่างนี้แล้ว หนัง เนื้อและเส้นเอ็นจะไม่ตึง ทำให้ไม่ปวดไม่เมื่อย เมื่อเป็นอย่างนั้น จิตจะรวมหยุดนิ่งได้โดยง่าย มีความเจริญก้าวหน้าในการเจริญภาวนา เพราะมีสติอยู่กับกัมมัฏฐานตลอดเวลา

เมื่อได้เสนาสนะที่เหมาะสม และได้เริ่มเจริญกัมมัฏฐานแล้ว ท่านให้ตั้งสติเฉพาะหน้า แล้วตั้งสติระลึกถึงลมหายใจ ด้วยลักษณะ 16 ประการ5) คือ

1.เมื่อหายใจออกยาว ก็รู้ชัดว่าหายใจออกยาว เมื่อหายใจเข้ายาว ก็รู้ชัดว่าหายใจเข้ายาว

2.เมื่อหายใจเข้าสั้น ก็รู้ชัดว่าหายใจเข้าสั้น เมื่อหายใจออกสั้น ก็รู้ชัดว่าหายใจออกสั้น อาการที่ลมหายใจยาวหรือสั้นนั้น พึงทราบด้วยระยะทางและช่วงเวลาที่หายใจ เหมือนอย่างน้ำหรือทรายที่แผ่ออกไป เป็นพื้นที่กว้างหรือแคบ ก็เรียกน้ำมากทรายกว้าง หรือน้ำน้อยทรายแคบฉันใด ลมหายใจเข้าและลมหายใจออกก็ทำนองเดียวกัน เมื่อแผ่เข้าไปในร่างกายของช้างหรืองู ทำให้ลำตัวของมันเต็มช้าและออกมาช้าเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้น จึงกล่าวว่า ลมหายใจของช้างและงูยาว ส่วนลมหายใจที่เข้าไปในร่างกายของของสุนัขและกระต่าย ซึ่งมีลำตัวสั้นและเล็ก เต็มไวและออกมาไว เพราะฉะนั้น จึงกล่าวว่าลมหายใจสั้น

ส่วนลมหายใจของมนุษย์นั้น เมื่อหายใจออกหรือหายใจเข้า บางคนก็กินเวลานานเหมือนการหายใจของช้างหรืองู บางคนก็หายใจออกหายใจเข้าสั้น เหมือนการหายใจของสุนัขหรือกระต่าย ลมยาวหรือลมสั้นจึงรู้ได้ด้วยระยะเวลาของการหายใจนั่นเอง

ในทางปฏิบัติ ให้เรากำหนดรู้ลมหายใจที่เข้าออกตามปกติ ไม่ต้องไปฝืนหรือบังคับลมให้ยาวหรือสั้น ลมหายใจเข้าออกอย่างไรก็กำหนดรู้อย่างนั้น ลมหายใจเข้ายาวออกยาว ก็รู้ว่าเข้ายาวออกยาว ลมหายใจเข้าสั้นออกสั้น ก็รู้ว่าเข้าสั้นออกสั้น ทำเพียงเท่านี้แค่นี้เท่านั้น

3.ย่อมศึกษา6) ว่าเรารู้กายทั้งปวงหายใจเข้าออก กายในที่นี้คือ ลมหายใจ การรู้กายทั้งปวงนี้ คือ การรู้ลมหายใจที่มีอยู่ในร่างกาย คือ ทำเบื้องต้น ท่ามกลาง และที่สุด แห่งกอง ลมหายใจเข้าทั้งสิ้นให้รู้แจ้ง คือทำให้ปรากฏหายใจเข้า (และ) ย่อมสำเหนียกว่า เราจักทำเบื้องต้น ท่ามกลาง และที่สุด แห่งกองลมหายใจออกทั้งสิ้นให้รู้แจ้ง คือทำให้ปรากฏหายใจออก เมื่อเธอทำให้รู้แจ้ง คือทำให้ปรากฏด้วยอาการอย่างนั้น ย่อมหายใจเข้าและหายใจออก ด้วยจิตที่ สัมปยุตด้วยญาณ เพราะฉะนั้น ท่านจึงเรียกว่า ย่อมสำเหนียกว่า เราจักหายใจเข้า จักหายใจออก

ในกรณีที่มีการเคลื่อนไหวอันเกิดจากการหายใจเข้า ปลายจมูกเป็นจุดเริ่มต้น หัวใจเป็นจุดกลาง และสะดือเป็นจุดสุดท้าย ในการหายใจออก สะดือเป็นจุดเริ่มต้น หัวใจเป็นจุดกลาง และปลายลมเป็นจุดสุดท้าย

ธรรมดาว่า เบื้องต้นในกองลมหายใจเข้าหรือในกองลมหายใจออกที่แล่นไปอย่างละเอียด ย่อมปรากฏแก่บางคน แต่ท่ามกลางและที่สุดไม่ปรากฏ เขาย่อมสามารถกำหนดได้เฉพาะเบื้องต้นเท่านั้น ย่อมกำหนดไม่ได้ในท่ามกลางและที่สุด บางคนย่อมปรากฏแต่ท่ามกลาง เบื้องต้น และที่สุด ไม่ปรากฏ เขาย่อมสามารถกำหนดได้เฉพาะท่ามกลางเท่านั้น ไม่สามารถกำหนดได้ในเบื้องต้นและที่สุด บางคนย่อมปรากฏแต่ที่สุด เบื้องต้นและท่ามกลางไม่ปรากฏ เขาย่อมสามารถกำหนดได้เฉพาะที่สุดเท่านั้น ไม่สามารถกำหนดได้ในเบื้องต้นและท่ามกลาง บางคนย่อมปรากฏได้แม้ทั้งหมด เมื่อเขาสามารถกำหนดได้แม้ทั้งหมด พระพุทธองค์ทรงประสงค์ ให้กำหนดให้ได้ทั้งหมด จึงจะได้ชื่อว่า รู้แจ้งซึ่งกองลมทั้งปวงหายใจเข้า ย่อมสำเหนียกว่าเราจักรู้แจ้งซึ่งกองลมทั้งปวงหายใจออก

4.ย่อมศึกษาว่าเราจักยังกายสังขารให้สงบหายใจเข้าออก กายสังขาร หมายถึง ลมหายใจเข้าออก การหายใจเข้าออกด้วยกายสังขาร เช่น โน้มตัวลง ก้มตัวลง โค้งตัวลงโน้มไปข้างหน้า เอี้ยวตัว เอน คู้ เคลื่อน แกว่ง สั่น ไหว เมื่อทำความเพียรต่อไปด้วยคิดว่าเราจะทำอาการที่ไม่สงบเหล่านี้ให้สงบให้นิ่งด้วยการกำหนดลมหายใจเข้าออก กายสังขารที่หยาบก็จะค่อยๆ สงบระงับ มีความรู้สึกว่ากายเบาใจเบา ลมหายใจละเอียดอ่อน จากนั้นก็บำเพ็ญปฐมฌานโดยอาศัยกายที่ละเอียด จากนั้นก้าวไปสู่ทุติยฌาน โดยอาศัยกายสังขารที่ละเอียด ยิ่งขึ้น จากนั้นก้าวไปสู่ตติยฌานโดยอาศัยกายสังขารที่ละเอียดยิ่งกว่า จากนั้นก้าวไปสู่จตุตถฌาน เมื่อได้ทำกายสังขารให้ดับสิ้นโดยไม่เหลือ (ลมหายใจเข้าออกหยุดเมื่อเข้าถึงระดับของฌาน 4)

5.ย่อมศึกษาว่าเรารู้ปีติหายใจเข้าออก การเจริญสมาธิด้วยการกำหนดลมหายใจเข้าออก เมื่อถึงในระดับของฌานที่ 2 องค์ฌาน คือ ปีติ จะปรากฏอยู่ในขั้นนี้ ซึ่งสามารถรู้ได้ด้วยวิธีการ 2 อย่าง คือ โดยอารมณ์ และโดยความไม่หลงคือ เมื่อได้บรรลุฌาน 2 ประเภทแรก ย่อมได้รับปีติอันเนื่องมาจากความสำเร็จซึ่งเกิดจากการรู้แจ้งอารมณ์นั้น และเมื่อออกจากฌานทั้งสองซึ่งมีปีติแล้ว ย่อมพิจารณาปีตินั้นซึ่งประกอบด้วยฌานและรู้แจ้งว่าปีตินั้นเป็นปีติชั่วคราวและไม่ถาวร ในขณะที่รู้แจ้งแทงตลอดลักษณะของปีติโดยอาศัยวิปัสสนา ย่อมมีปีติเพราะไม่มีความสับสนใดๆ

6.ย่อมศึกษาว่าเรารู้สุขหายใจเข้าออก การเจริญสมาธิด้วยการกำหนดลมหายใจเข้าออก เมื่อถึงในระดับของฌานที่ 3 องค์ฌาน คือ สุข จะปรากฏอยู่ในขั้นนี้ สามารถรู้ได้ด้วยวิธีการ 2 อย่าง คือ โดยอารมณ์และโดยความไม่หลง

7.ย่อมศึกษาว่าเรารู้จิตตสังขารหายใจเข้าออก คำว่าจิตสังขาร หมายถึง สัญญา7) และเวทนา8) ซึ่งจิตตสังขารนี้จะเกิดขึ้นในฌานที่ 4 สามารถรู้ได้ 2 วิธี คือ โดยความไม่หลง และโดยอารมณ์

8.ย่อมศึกษาว่าเราระงับจิตตสังขารหายใจเข้าออก จิตตสังขารได้อธิบายผ่านมาแล้วในตอนต้น

9.ย่อมศึกษาว่าเรารู้จิตหายใจเข้าออก นั้นคือ เมื่อใส่ใจถึงลมหายใจเข้าออกอยู่จิตรู้การเข้ามาและออกไปของอารมณ์ ซึ่งรู้ได้ด้วยวิธีการ 2 อย่าง คือ โดยความไม่หลง และโดยอารมณ์

10.ย่อมศึกษาว่าเราทำจิตให้รื่นเริงหายใจเข้าออก ปีติ คือ ความรื่นเริง ซึ่งปีติเกิดขึ้นในฌานที่ 2 ทำจิตให้รื่นเริงด้วยอำนาจสมาธิและวิปัสสนา

11.ย่อมศึกษาว่าเราทำจิตให้ตั้งมั่นหายใจเข้าออก นั้นคือ ผู้ปฏิบัติใส่ใจถึงลมหายใจที่เข้ามาและออกไป ได้ทำจิตให้ตั้งมั่นอยู่กับอารมณ์และด้วยฌาน เมื่อทำจิตให้ตั้งมั่นแล้ว ความสำเร็จก็เกิดขึ้น (ประสบความสำเร็จในการเจริญอานาปานสติ)

12.ย่อมศึกษาว่าเราทำจิตให้หลุดพ้นหายใจเข้าออก ผู้ปฏิบัตินั้นได้ใส่ใจถึงลมหายใจเข้าลมหายใจออก ถ้าจิตเฉื่อยชา หดหู่ ก็ทำให้หลุดพ้นจากความเฉื่อยชา หดหู่ ถ้าจิตขวนขวายมากเกินไปเกิดความฟุ้งซ่าน ก็ทำจิตให้พ้นจากความฟุ้งซ่าน ถ้าจิตฟูขึ้น ก็ทำจิตให้พ้นจากราคะ ถ้าจิตคับแค้น ก็ทำจิตให้พ้นจากความคับแค้น ถ้าจิตเศร้าหมอง ก็ทำจิตให้พ้นจากอุปกิเลส (โทษเครื่องเศร้าหมอง) ถ้าจิตไม่มุ่งต่ออารมณ์และไม่พอใจอยู่ในอารมณ์นั้น ก็ทำจิตให้มุ่งหน้าต่ออารมณ์นั้น การทำดังกล่าวมาทั้งหมดนี้ เรียกว่าทำจิตให้หลุดพ้น

13.ย่อมศึกษาว่าเรากำหนดรู้ความไม่เที่ยงหายใจเข้าออก คือ การกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก อารมณ์ของลมหายใจเข้าออก จิต9)และเจตสิก10) และการเกิดขึ้นของจิตและเจตสิกนั้น

14.ย่อมศึกษาว่าเราเห็นความไม่กำหนัดหายใจเข้าออก คือ กำหนดลมหายใจเข้าออก ด้วยความคิดอย่างนี้ว่า “ นี้ คือความไม่เที่ยง นี้คือความไม่กำหนัด นี้คือความดับ นี้เป็นนิพพาน”

15.ย่อมศึกษาว่าเราเห็นความดับกิเลสหายใจเข้าออก คือ เมื่อเรารู้ชัดนิวรณ์11) ทั้งหลายตามความเป็นจริงแล้วคิดว่า นิวรณ์เหล่านี้ไม่เที่ยง ความดับของนิวรณ์เหล่านี้ คือ นิพพาน เรามีความเห็นที่สงบ

16.ย่อมศึกษาว่าเราเห็นการสละคืนกิเลสหายใจเข้าออก คือ รู้ชัดทุกข์โทษภัย ตามความเป็นจริง คิดว่าสิ่งเหล่านี้ไม่เที่ยง แล้วทำตัวเองให้พ้นจากทุกข์โทษภัยไปอยู่ในความดับ คือ นิพพาน เราสำเหนียกอย่างนี้แล้วบรรลุความสุข ความสงบ ความประณีต บัณฑิตทั้งหลายพึงเข้าใจอย่างนี้ว่า สังขารทุกอย่างถูกนำไปสู่ความระงับ กิเลสทุกอย่างถูกละทิ้งไป ตัณหาถูกทำลาย ราคะสิ้นไป เป็นความสงบที่เกิดจากนิพพาน

ในวิธีฝึกอานาปานสติทั้ง 16 วิธีนี้ 12 วิธีแรกทำให้ได้ทั้งสมถะและวิปัสสนา ส่วน 4 วิธีหลัง ทำให้ได้วิปัสสนาอย่างเดียว

5.4 การเจริญอานาปานสติเพื่อให้เข้าถึงพระธรรมกาย

การเจริญอานาปานสติหากจะให้จิตสงบถึงระดับอัปปนาสมาธิ ต้องหาสถานที่ที่สงบสงัด เช่น เรือนว่าง ในถ้ำ โคนต้นไม้หรือในป่าที่ไม่มีผู้ใดหรือเสียงรบกวน แม้แต่เสียงเพลง เสียงอึกทึกอื่นๆ เป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง เพราะเสียงเป็นปฏิปักษ์ต่อฌาน เมื่อเลือกสถานที่ได้แล้วให้นั่งคู้บัลลังก์หรือนั่งขัดสมาธิ ตั้งกายให้ตรง อย่าค้อมมาข้างหน้าหรือแอ่นไปข้างหลัง ขาขวาทับขาซ้าย มือขวาทับมือซ้าย ปลายนิ้วชี้ข้างขวาจรดปลายนิ้วหัวแม่มือข้างซ้าย การนั่งในท่านี้ มีผลดี คือ ทำให้ตัวตรง เลือดไหลเวียนได้สะดวก ลมหายใจเดินสะดวก นั่งได้นาน สำหรับผู้ที่มีปัญหาสุขภาพที่ทำให้ไม่สามารถนั่งขัดสมาธิได้ จะนั่งห้อยเท้าหรือนั่งบนเก้าอี้ก็ได้ ให้เลือกเอาอิริยาบถที่นั่งได้สบายพอดี ผ่อนคลาย ไม่ฝืนเกินไป และเป็นท่านั่งที่ทำให้นั่งได้นาน เมื่อนั่งไปเรียบร้อยแล้ว ให้หลับตาลงเบาๆ อย่าเกร็ง หายใจยาวๆ ลึกๆ ช้าๆ ที่เรียกว่าหายใจให้เต็มปอด ให้จิตใจโปร่งสบาย คอยกำหนดลมหายใจเข้าออกให้รู้ชัด รู้สึกตัวตลอด อย่าหลงลืมหรือเผลอสติ เมื่อหายใจออกก็รู้ว่าหายใจออก หายใจเข้าก็รู้ว่าหายใจเข้า หายใจเข้าออกสั้น ก็ให้รู้ว่าหายใจเข้าออกสั้น หายใจเข้าออกยาวก็ให้รู้ว่าหายใจเข้าออกยาว การกำหนดลมหายใจเข้าออกนี้ ให้นับไปด้วย จะได้ไม่เผลอสติหรือลืมกำหนด โดยขั้นตอนการ กำหนดลมหายใจมีอยู่ 4 ขั้นตอน ดังนี้

วิธีมนสิการ 4 ขั้นตอน

1.คณนา การนับ

2.อนุพนฺธนา การติดตาม

3.ผุสนา การถูกต้อง

4.ฐปนา การตั้งจิตมั่น

ก. คณนานัย คือ การนับ ในช่วงแรกของการทำความเพียร ควรเริ่มต้นด้วยการนับก่อน เวลานับก็ไม่พึงนับให้ต่ำกว่า 5 และไม่พึงนับให้เกิน 10 และไม่ควรนับให้ขาดช่วงควรนับให้ต่อเนื่องกันไป เพราะถ้านับต่ำกว่า 5 จิตจะดิ้นรนเนื่องจากอยู่ในช่วงอันคับแคบ เหมือนโคที่ถูกขังอยู่ในคอกแคบๆ ดิ้นรนอยู่อย่างนั้น ถ้านับเกิน 10 ขึ้นไปจิตก็จะคอยพะวงอยู่กับการนับ และถ้านับขาดช่วงไม่นับให้ต่อเนื่อง จิตก็จะหวั่นไหวไปว่ากัมมัฏฐานของเราจะถึงที่สุดหรือไม่หนอ เพราะฉะนั้นจึงควรเว้นจากการนับที่เป็นโทษเหล่านี้เสีย ในการนับนั้น แบ่งออกเป็น 2 ตอน คือ

1.ช่วงแรกให้นับช้าๆ เหมือนคนตวงข้าวเปลือก (ธัญญมาปกคณนานัย) คนตวงข้าวเปลือกในสมัยโบราณเมื่อตักข้าวเต็มทะนานแล้วก็จะขานว่า หนึ่ง แล้วจึงเทลงไป เมื่อตักอีกเห็นหยากเยื่อสิ่งใด ก็จะหยิบออก แล้วจึงนับขานว่า หนึ่ง หนึ่ง ในคำว่า สอง สอง ก็ทำนองเดียวกัน ผู้เริ่มทำความเพียรก็เช่นเดียวกัน พึงกำหนดลมหายใจเข้าลมหายใจออกที่ปรากฏอยู่ แล้วกำหนดนับลมที่เข้าออกอยู่นั้น โดยเริ่มต้นนับจาก หนึ่ง หนึ่ง จนถึง สิบ สิบ อย่างนั้นเหมือนกัน ซึ่งในการนับมีวิธีการนับเป็นคู่ คือ ลมออกนับ 1 ลมเข้านับ 1 ลมออกนับ 2 ลมเข้านับ 2 ลมออกนับ 3 ลมเข้านับ 3 ให้นับเช่นนี้ จนถึง 5,5 แล้วตั้งต้นใหม่จนถึง 6,6 ย้อนนับตั้งต้นใหม่ถึง 7,7จนถึง 10,10 แล้วย้อนมาที่ 5,5ใหม่ ดังนี้

1,1 2,2 3,3 4,4 5,5

1,1 2,2 3,3 4,4 5,5 6,6

1,1 2,2 3,3 4,4 5,5 6,6 7,7

1,1 2,2 3,3 4,4 5,5 6,6 7,7 8,8

1,1 2,2 3,3 4,4 5,5 6,6 7,7 8,8 9,9

1,1 2,2 3,3 4,4 5,5 6,6 7,7 8,8 9,9 10,10

1,1 2,2 3,3 4,4 5,5

2.ช่วงหลังให้นับเร็วขึ้น เหมือนการนับของคนเลี้ยงโค (โคปาลกคณนานัย) ธรรมดาคนเลี้ยงโคที่ฉลาด จะเตรียมก้อนกรวดใส่ไว้ในพก เดินไปที่คอกวัวแต่เช้า แล้วเปิดประตูคอกให้วัวออกมา เมื่อวัวเดินผ่านประตูก็จะโยนก้อนกรวดไปด้วยพร้อมกับนับว่า 1,2 ถ้าหากวัวเดินออกจากคอกเร็ว เนื่องจากลำบากเพราะอยู่ในคอกที่แคบทั้งคืน ก็จะนับเร็วไปด้วยว่า 3, 4, 5-10 นักปฏิบัติก็เช่นเดียวกันช่วงหลังเมื่อลมชัดเจนแล้ว เห็นลมหายใจเข้าออกถี่ขึ้น ก็ให้เปลี่ยนมานับเร็วขึ้นตามลมหายใจ ไม่ต้องเอาสติตามลมหายใจเข้าออก ให้เอาสติกำหนดเอาเฉพาะการกระทบของลมที่ปลายจมูกหรือที่ริมฝีปากบนสำหรับผู้ที่มีริมฝีปากบนยื่น แล้วแต่ว่าชัดเจนที่ตรงไหนก็ให้กำหนดที่ตรงนั้น ในการนับไม่ต้องนับเป็นคู่เหมือนตอนต้นแต่ให้นับเร็วๆ โดยให้ นับ 1 ถึง 5 แล้วเพิ่ม 1 ถึง 6 จน 1 ถึง 10 และย้อนกลับมา 1 ถึง 5 ใหม่ จนสติแน่วแน่

1, 2, 3, 4, 5,

1, 2, 3, 4, 5, 6,

1, 2, 3, 4, 5, 6, 7,

1, 2, 3, 4, 5, 6, 7, 8,

1, 2, 3, 4, 5, 6, 7, 8, 9,

1, 2, 3, 4, 5, 6, 7, 8, 9, 10,

1, 2, 3, 4, 5,

ที่เป็นอย่างนั้นก็เพราะว่ากัมมัฏฐานที่เนื่องด้วยการนับจิตจะมีความแน่วแน่ได้ก็ด้วยกำลังของการนับเท่านั้น เหมือนการทำให้เรือที่อยู่ในกระแสน้ำเชี่ยวหยุดได้ ก็เนื่องด้วยอำนาจของการเอาถ่อมาปักค้ำไว้อย่างนั้น เมื่อนับไปเร็วๆ อย่างนั้น กัมมัฏฐานก็จะมีความต่อเนื่องไม่ปรากฎว่ามีอะไรมาคั่น เมื่อทราบอย่างนั้นแล้ว ก็ไม่ต้องกำหนดลมที่เข้าไปภายในและออกมาภายนอก เพราะว่าเมื่อให้จิตตามไปพร้อมกับลมเข้าออกจิตจะกระสับกระส่ายดิ้นรน ในขั้นนี้จึงเพียงกำหนดนับไปเร็วๆ ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น

ข. อนุพันธนานัย คือ การติดตาม การกำหนดรู้ตามลมเข้าและลมออกทุกๆ ขณะ โดยไม่พลั้งเผลอ ทุกระยะที่หายใจเข้าออก ก็รู้ว่าลมหายใจเข้าหรือออกนั้น สั้นหรือยาว การเลิกนับ แล้วส่งสติไปตามลมหายใจเข้าออกอย่างต่อเนื่องไม่มีระหว่างคั่น ชื่อว่า การติดตาม ในการติดตามลมหายใจมีสิ่งที่ไม่ควรทำอยู่ คือ ไม่ควรติดตามเบื้องต้น ท่ามกลาง และที่สุดของลมหายใจเข้าออก สำหรับลมหายใจเข้า ต้นลมอยู่ที่ปลายจมูก กลางลมอยู่ที่หัวใจ ปลายลมอยู่ที่กลางท้อง ส่วนลมหายใจออก ต้นลมอยู่ที่กลางท้อง กลางลมอยู่ที่หัวใจ ปลายลมอยู่ที่ปลายจมูก เพราะถ้าหากตามลมไปอย่างนั้นจิตจะฟุ้งซ่านกระสับกระส่าย ดังนั้นผู้เริ่มทำความเพียร เมื่อกระทำโดยวิธีติดตาม ไม่ควรติดตามไปในต้นลม กลางลม และปลายลม แต่ให้กำหนดจดจ่ออยู่เพียงจุดกระทบของลมที่ปลายจมูกหรือริมฝีปาก (ผุสนาและฐปนา) ดังอุปมาด้วย คนง่อย คนเฝ้าประตู และคนเลื่อยไม้

1.อุปมาด้วยคนง่อย

คนง่อยซึ่งกำลังโล้ชิงช้าให้แก่มารดาและลูกชายอยู่ เมื่อนั่งอยู่ที่โคนเสาชิงช้านั้น ย่อมเห็นที่สุดของทั้งสองข้าง และท่ามกลางของแผ่นกระดานชิงช้า ที่กำลังแกว่งไปมาอยู่ แต่ก็ไม่ได้ขวนขวายในการแลดูที่สุดทั้งสอง และท่ามกลางฉันใด ผู้ปฏิบัติ เมื่อกำหนดดูลมหายใจ ก็ไม่ได้ส่งสติติดตาม เพียงแต่ตั้งจิตไว้ตรงจุดที่ลมกระทบเท่านั้น ก็สามารถรู้ถึงเบื้องต้น ท่ามกลาง และที่สุดของลมหายใจเข้าออกได้ในขณะที่มันเข้าออกอยู่ตามปกตินั้น โดยที่ไม่ได้ขวนขวายแลดูลมเหล่านั้นแต่อย่างใด

2.อุปมาด้วยคนเฝ้าประตูเมือง

ธรรมดาคนที่เฝ้าประตู จะไม่ตรวจตราแลดูพวกคนในเมืองและนอกเมือง จะไม่คอยถามว่า ท่านเป็นใคร มาจากไหน หรือจะไปไหน เพราะคนเหล่านั้นไม่ใช่ภาระหน้าที่ของเขา เขาจะตรวจตราแลดูเฉพาะคนที่มาถึงประตูเมืองเท่านั้น ฉันใด ผู้ปฏิบัติก็เช่นเดียวกัน ลมที่เข้ามาข้างในและลมที่ออกมาภายนอก ไม่ใช่ภาระหน้าที่ มีหน้าที่เพียงกำหนดลมที่ปากช่องจมูกเท่านั้น

3.อุปมาด้วยชายเลื่อยไม้ ชายคนหนึ่งนำเลื่อยมาเลื่อยไม้ สติของเขาจดจ่ออยู่กับฟันเลื่อยที่ถูกไม้ ไม่ได้ใส่ใจถึงการเดินหน้าและถอยหลังของเลื่อย แต่ก็รับรู้ถึงฟันเลื่อยที่ชักมาและชักไป ผู้ปฏิบัติก็เช่นเดียวกัน ตั้งสติกำหนดไว้ที่ปากช่องจมูกหรือริมฝีปากตรงจุดที่ลมกระทบ ไม่ได้ใส่ใจถึงลมที่เข้ามาและออกไป แต่จะไม่รู้ถึงลมที่เข้ามาและออกไปก็หาไม่ ความเพียรก็ปรากฏ คือ คือทั้งกายและใจของผู้ทำความเพียร ย่อมเป็นของควรแก่การงาน ความพยายามของเขาก็สำเร็จดังตั้งใจ ทั้งเขาก็ได้บรรลุคุณวิเศษด้วย

ค. ผุสนานัย คือ การกระทบ เมื่อสติอยู่กับลมหายใจแล้ว ไม่ต้องนับอีก แต่ให้ดูการกระทบต่อจุดกระทบคือ ปลายจมูกหรือริมฝีปากบน ไม่ต้องตามลมเข้าลมออก จดจ่ออยู่เพียงจุดกระทบของลม เมื่อลมหายใจละเอียดเข้าๆ ความกระวนกระวาย ความเครียดก็สงบลงไปจิตจะเบา กายก็เบา จนบางคนรู้สึกว่าตัวลอยอยู่บนอากาศ ที่เป็นอย่างนั้นก็เหมือนกับคนมีร่างกาย กระสับกระส่ายที่นั่งอยู่บนเตียงหรือตั่ง เตียงหรือตั่งย่อมโยกย่อมลั่น เครื่องปูลาดย่อมยับ เนื่องมาจากกายที่กระสับกระส่ายนั้น ตรงกันข้ามคนที่มีร่างกายไม่กระสับกระส่าย นั่งอยู่บนเตียงหรือตั่ง เตียงหรือตั่งก็ไม่โยกไม่ลั่น เครื่องปูลาดก็ไม่ยับ เพราะกายที่ไม่กระสับกระส่ายเป็นกายที่เบา ฉันใด เมื่อลมหายใจละเอียดมากขึ้น ความกระวนกระวายทางกายก็สงบไป จึงมีความรู้สึกว่ากายเบาเหมือนลอยอยู่บนอากาศ

ง. ฐปนานัย คือ ลมหยุด ขั้นนี้ใจรวม ลมหายใจเริ่มหยุด เมื่อปฏิบัติต่อไปเรื่อยๆ ลมก็จะยิ่งละเอียดขึ้นๆ ๆ จนเหมือนลมหายไป ไม่รู้สึกถึงลมกระทบเลย ผู้ปฏิบัติบางคนหวาดกลัว เลยเลิกปฏิบัติเสียกลางคัน เมื่อรู้สึกว่าลมเบาจนหายไป ทั้งๆ ที่เป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว ให้ทราบว่า ผู้ที่ไม่มีลมหายใจมี 7 จำพวก คือ เด็กในครรถ์ คนที่ดำอยู่ในน้ำ ผู้เข้ารูปฌาน 4 คนตาย ผู้ที่เข้านิโรธสมาบัติ รูปพรหมและอรูปพรหม ดังนี้แล้ว ให้เตือนตัวเองว่าเรายังไม่ตาย เรายังไม่ใช่บุคคลเหล่านั้น ฉะนั้นลมหายใจของเรายังมีอยู่อย่างแน่นอน แต่เป็นเพราะใจของเราเริ่มเป็นสมาธิ หยุดนิ่ง ตั้งมั่น ลมหายใจจึงละเอียดมากจนรู้สึกเหมือนว่าไม่มีลมหายใจ ให้ทำใจนิ่งๆ เฉยๆ ต่อไป แล้ววางใจ ณ จุดที่สุดของลมหายใจภายในตัวคือ ที่ศูนย์กลางกายเรื่อยไปโดยไม่ต้องคิดอะไรทั้งสิ้น การนับย่อมระงับวิจิกิจฉา ทำให้ละวิจิกิจฉา การติดตามย่อมระงับวิตกที่หยาบและทำให้ อานาปานสติเกิดขึ้นไม่ขาดตอน การกระทบย่อมกำจัดความฟุ้งซ่าน และทำสัญญาให้มั่นคง ผู้ปฏิบัติย่อมบรรลุคุณวิเศษยิ่งขึ้นไป เพราะอาศัยความสุข

5.5 นิมิตของอานาปานสติ

การเจริญอานาปานสติมีนิมิต 3 อย่าง คือ “ บริกรรมนิมิต” ได้แก่ ลมหายใจเข้าออก “ คคหนิมิต” คือ บางท่านลมหายใจเข้าออกปรากฏดังปุยนุ่น ปุยสำลีและดุจลมฝน ดุจสายน้ำบ้าง เปลวควันบ้าง บางท่านปรากฏเป็นเหมือนดวงดาว เหมือนพวงแก้วมณี พวงแก้วมุกดา บางท่านปรากฏเป็นเหมือนเมล็ดข้าวและเหมือนเสี้ยนไม้แก่น บางท่านปรากฏเป็นเหมือนสายสังวาลที่ยาว เหมือนพวงดอกไม้และเหมือนเปลวควัน บางท่านเหมือนไยแมงมุมที่ขึงไว้ เหมือนแผ่นเมฆ เหมือนดอกบัว ดังนี้เป็นต้น “ ปฏิภาคนิมิต” คือ ลมหายใจเข้าออกที่ปรากฏเป็นเหมือนดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ ดวงแก้วมณี เป็นต้น เมื่อปฏิบัติจนได้ปฏิภาคนิมิต ให้เอาสติมาตั้งไว้ที่ปฏิภาคนิมิต แล้วน้อมมาตั้งไว้ที่ศูนย์กลางกาย จนใจรวมตกศูนย์เข้าถึง “ ดวงปฐมมรรค” ที่แท้จริงได้ การกำหนดลมหายใจเข้าออก ในขณะที่มีบริกรรมนิมิตและอุคคหนิมิตอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นอารมณ์อยู่ สมาธินั้นเรียกว่า “ ขณิกสมาธ” การกำหนดลมหายใจเข้าออกที่มีปฏิภาคนิมิตเป็นอารมณ์เรียกว่า “ อุปจารสมาธิ” การกำหนดลมหายใจเข้าออกที่มีปฏิภาคนิมิตเป็นอารมณ์จนเกิด “ ดวงปฐมมรรค” เรียกว่า “ อัปปนาสมาธิ” การรักษาปฏิภาคนิมิต ต้องละสิ่ง ที่เป็นอสัปปายะที่จะมารบกวนการปฏิบัติ และให้ถือเอาสัปปายะ สิ่งที่เป็นสัปปายะหรือเป็น ที่สบายมี 7 ประการ คือ

1.อาวาส ที่อยู่เป็นที่สบาย

2.โคจร ที่บิณฑบาต หรือแหล่งอาหารไม่อดอยาก

3.ภัสสะ พูดคุยแต่เรื่องที่เสริมการปฏิบัติ

4.บุคคล ผู้ที่เกี่ยวข้องด้วยแล้วทำให้จิตใจผ่องใสมั่นคง

5.โภชนะ อาหาร ให้พอเหมาะ และถูกกับธาตุขันธ์

6.อุตุ สภาพแวดล้อมและอุณหภูมิเหมาะกับร่างกาย

7.อิริยาบถ อิริยาบถเป็นที่สบาย

ส่วนอสัปปายะ 7 ประการ คือ สิ่งที่เป็นที่ไม่สบายมี 7 ประการ ตรงข้ามกับสัปปายะ เช่น อาวาสหรือที่พักที่อยู่ไม่สบาย หรืออุตุไม่สัปปายะ คือ อากาศไม่สบายแก่ผู้ปฏิบัติ เช่น ร้อนเกินไป หรือหนาวเกินไป เป็นต้น และควรจะปฏิบัติใน อัปปนาโกศล 10 คือ

1.ทำความสะอาดเครื่องนุ่มห่ม เครื่องใช้สอย ที่อยู่ และชำระร่างกายให้สะอาด

2.ต้องเข้าใจในการกำหนดลมหายใจ

3.ต้องข่มจิตในคราวที่จิตมีความฟุ้งซ่านรำคาญใจ

4.ต้องยกจิตในคราวที่จิตง่วงเหงา หรือ เกียจคร้านในการเจริญภาวนา

5.ทำจิตที่เหี่ยวแห้งให้เบิกบานปีติโสมนัส

6.วางเฉยต่อจิตที่กำลังดำเนินงานสม่ำเสมออยู่ในอารมณ์กัมมัฏฐาน

7.เว้นการคลุกคลีกับคนที่ไม่มีสมาธิ

8.คบหาแต่กับบุคคลที่มีสมาธิ

9.อบรมอินทรีย์ 5 (ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา)

10.มีจิตน้อมที่จะได้อัปปนาฌาน

หากปฏิบัติตามนี้ ปฏิภาคนิมิตก็จะไม่เสื่อมหายไปและได้รูปฌานตามลำดับ แต่การจะได้อัปปนาฌาน พึงทราบด้วยว่าลมเข้าลมออกและนิมิต เป็นอารมณ์ของจิตคนละดวง คนละอัน ไม่ใช่อารมณ์ของจิตดวงเดียวกัน

5.6 อานิสงส์ของอานาปานสติ

1.ทำให้ได้รูปฌาน

2.ทำให้เป็นบาทของมรรคผล นั่นก็คือ อานาปานสติเป็นสาเหตุแห่งการทำให้วิชชาและวิมุตติเต็มบริบูรณ์ ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ถ้าบุคคลปฏิบัติอานาปานสติ เธอชื่อว่าทำสติปัฏฐาน 4 ให้บริบูรณ์ ถ้าบุคคลปฏิบัติสติปัฏฐาน 4 เธอชื่อว่าทำโพชฌงค์ 7 ให้บริบูรณ์ ถ้าบุคคลปฏิบัติโพชฌงค์ 7 เธอชื่อว่าทำวิมุตติและวิชชาให้บริบูรณ์

3.ทำให้ป้องกันไม่ให้เกิดวิตก12) พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสอานิสงส์ของอานาปานสติไว้ว่า อานาปานสติสมาธิบุคคลทำให้มากเจริญให้มากแล้ว เป็นธรรมที่ละเอียดและประณีต เป็นธรรมสามารถตัดซึ่งวิตก เช่น กามวิตก เป็นต้น อานาปานสติสมาธิ ย่อมทำความฟุ้งซ่านให้หมดไปจากจิต ที่เกิดจากอำนาจของวิตกทั้งหลายอันทำอันตรายต่อสมาธิ แล้วทำให้จิตมุ่ง ต่ออารมณ์คือลมหายใจเข้าออกเท่านั้น เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า พึงเจริญอานาปาสติเพื่อเข้าไปตัดวิตก13)

4.ผู้ที่สำเร็จอรหัตผลโดยใช้อานาปานสติเป็นบาท ย่อมสามารถกำหนดรู้อายุสังขารของตนว่าจะอยู่ได้นานเท่าใด และสามารถรู้เวลาที่จะปรินิพพาน ตามธรรมดาผู้ที่เจริญกัมมัฏฐาน อย่างอื่นนอกจากอานาปานสติ บางท่านก็รู้วันตาย บางท่านก็ไม่รู้ แต่ผู้ที่เจริญอานาปานสติ จนกระทั่ง บรรลุพระอรหัตผล ย่อมสามารถกำหนดรู้วันละสังขารได้ ย่อมรู้ว่า เราจะมีอายุอยู่ต่อไปได้เพียงเท่านี้ ไม่เกินไปกว่านี้ จึงทำกิจทุกอย่าง มีการชำระร่างกายและการนุ่งห่ม เป็นต้น ตามที่เคยปฏิบัติมา แล้วจึงหลับตา โดยมีเรื่องเล่าไว้ในคัมภีร์วิสุทธิมรรค เป็นเรื่องพระเถระสองพี่น้องผู้อยู่ในจิตตลดาบรรพตวิหาร เรื่องก็มีอยู่ว่า

เรื่องพระเถระ 2 พี่น้อง

มีพระเถระสองพี่น้อง ได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ ได้เคยเจริญอานาปานสติจนบรรลุฌานมาก่อน แล้วจึงเจริญวิปัสสนา จนสิ้นอาสวกิเลสเป็นพระอรหันต์ ต่อมาวันหนึ่งเป็นวันอุโบสถท่านทั้งสองได้ออกจากจิตตลดาบรรพตวิหารซึ่งเป็นอาวาสที่อยู่อาศัยไปกระทำอุโบสถ องค์หนึ่งเมื่อสวดพระปาฏิโมกข์เสร็จแล้ว ได้เข้าไปในที่อยู่ของตนพร้อมด้วยหมู่พระภิกษุ ยืนในที่จงกรมและแหงนดูดวงจันทร์ ตรวจดูอายุสังขารของตัวเอง แล้วถามภิกษุเหล่านั้นว่า เคยเห็นพระภิกษุปรินิพพานด้วยอาการอย่างไรบ้าง บ้างก็ตอบว่า เคยเห็นบางองค์นั่งปรินิพานกลางอากาศ บ้างก็ตอบว่า เคยเห็นนั่งคู้บัลลังก์ปรินิพพานกลางอากาศ พระเถระจึงกล่าว่า คราวนี้เราจะให้พวกท่านได้เห็นการปรินิพพานของพระอรหันต์ในขณะเดินจงกรม ว่าแล้วก็ได้ทำรอยขีดไว้ที่ทางจงกรม แล้วบอกว่า เราเดินจากปลายที่จงกรมด้านนี้ถึงปลายที่จงกรมด้านโน้นแล้วเดินกลับมา เมื่อถึงรอยขีดนี้ก็จักปรินิพพาน จากนั้นท่านก็ได้ขึ้นสู่ที่จงกรม เดินไปสู่ปลายข้างโน้นแล้วกลับมา เพียงแค่เท้าข้างหนึ่งเหยียบรอยที่ขีดไว้ ท่านก็ปรินิพพานในขณะนั้นนั่นเอง

5.7 อานาปานสติกับจริต

อานาปานสติ เหมาะกับผู้ที่มีโมหจริตและวิตกจริต เพราะตามธรรมดาโมหะนั้นมีสภาพมืดมัวงมงาย ย่อมทำให้จิตใจฟุ้งซ่านโลเลหวั่นไหวอยู่เนืองนิตย์ และธรรมดาของผู้มีวิตกจริตก็มักจะนึกคิดไปเรื่อยเปื่อยต่างๆ นานา เมื่อใดที่วิตกมีกำลังแก่กล้าขึ้น ส่งผลให้จิตใจปราศจากความสงบผ่องแผ้ว มีแต่ความเลื่อนลอยไปในอารมณ์ต่างๆ เมื่อเป็นเช่นนี้ ถ้าหากผู้ที่มีโมหจริตและวิตกจริต ใช้อารมณ์ที่ผิดมาเป็นหลักในการเจริญภาวนา เช่น ใช้มรณานุสติ อุปสมานุสติ อาหาเรปฏิกูลสัญญา เป็นต้น ซึ่งเป็นอารมณ์กรรมฐานที่มีความละเอียดลึกซึ้ง เห็นคุณและโทษได้ยาก ก็จะทำให้โมหะและวิตกมีกำลังมากขึ้น การเจริญกัมมัฏฐานก็จะไม่ได้รับผลแต่อย่างใด แต่ถ้าใช้อานาปานสติเป็นอารมณ์แล้ว การเจริญกัมมัฏฐานย่อมได้รับผล เต็มที่ เพราะว่าอานาปานสติไม่ได้มีความลึกซึ้งกว้างขวางมากนัก อีกทั้งปรากฏชัดอยู่ทุกลมหายใจเข้าออก จึงมีความเหมาะสมแก่ผู้ที่มีจริตทั้งสอง แม้ผู้ที่ไม่ได้ตั้งใจบำเพ็ญกัมมัฏฐาน เป็นคนทั่วไปหากปรากฏว่ามีความวิตกกังวลเกิดความวุ่นวายใจจนถึงกับนอนไม่หลับ ท่านยังแนะนำให้กำหนดลมหายใจเข้าออกเพื่อทำให้ใจสงบระงับจากความวุ่นวายกังวลเหล่านั้น

5.8 ความเป็นมาของอุปสมานุสติ

อุปสมานุสติไม่ปรากฏเป็นเอกเทศในพระไตรปิฎกนอกจากจะปรากฏอยู่ในรายชื่อ ที่ท่านให้ไว้ในฌานวรรค ในอังคุตตรนิกาย แต่ในคัมภีร์วิสุทธิมรรค ท่านกล่าวว่าเป็นอารมณ์ของสมาธิ และวางอุปสมานุสติไว้หลังอานาปานสติ ท่านแนะไว้ว่าอุปสมานุสติเป็นกัมมัฏฐานสำหรับพระสาวกผู้มีสติปัญญาเฉียบแหลม เช่นเดียวกับอนุสติ 6 อย่าง อุปสมานุสตินี้จะทำให้สมบูรณ์บริบูรณ์ได้โดยพระสาวกผู้ได้บรรลุพระอริยมรรค เพราะพระสาวกเหล่านั้นได้รู้แจ้งอย่างแท้จริง ซึ่งความสุขในพระนิพพาน ตามสัดส่วนของคุณธรรมที่ท่านได้บรรลุ อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ประสงค์จะมีความสงบและความเยือกเย็นในจิต ก็สามารถปฏิบัติอุปสมานุสติกัมมัฏฐานได้ เพราะว่าด้วยการเจริญสมาธิโดยพิจารณาความสงบนั้น จิตย่อมน้อมไปสู่การบรรลุความสงบและความเยือกเย็นได้

5.9 ความหมายของอุปสมานุสติ

คำว่า อุปสม ท่านให้คำจำกัดความว่า สพฺพทุกฺขอุปสม ซึ่งหมายถึงความสงบแห่งทุกข์ทั้งปวง คำนี้หมายถึงพระนิพพาน ในความหมายที่ว่า เป็นความสงบที่แท้จริง และคำว่า อุปสมานุสติ หมายถึง การระลึกลักษณะทุกอย่างของพระนิพพาน คำว่า อุปสม เมื่อหมายถึงการระลึกถึงความสงบย่อมประกอบด้วยสติที่เกิดขึ้นอย่างไม่ขาดตอน โดยเป็นอารมณ์ของ พระนิพพาน ความเป็นสมาธิของจิต และสิ่งที่เกิดขึ้นพร้อมกับจิตที่คิดอารมณ์นั้น การปฏิบัติย่อมทำให้จิตสงบ และมีสันติตั้งแต่เริ่มต้น ด้วยเหตุนี้ท่านจึงเรียกว่า อุปสมานุสติ หรือสมาธิอันเกิดจากการระลึกความสงบ14)

อุปมานุสติเป็นอนุสติที่มีนิพพานเป็นอารมณ์ คือ การระลึกถึงคุณพระนิพพานซึ่งเป็นธรรมอันประเสริฐสูงสุดในพระพุทธศาสนา โดยระลึกถึงคุณต่างๆ ของพระนิพพาน เช่น นิพพานเป็นที่สิ้นไปแห่งกิเลสตัณหาทั้งปวง ดับกิเลส ดับราคะ โทสะ โมหะ ดับกองทุกข์ คือ ความเกิด แก่ เจ็บ ตาย ความโศกเศร้าต่างๆ นิพพานทำลายวัฏสงสารถอนความอาลัยรักใคร่ พอใจในเบญจกามคุณ เป็นต้น

5.10 คุณลักษณะของพระนิพพาน

ในการเจริญอุปสมานุสตินี้ ผู้เจริญควรมีความรู้ความเข้าใจในศัพท์ที่พรรณาถึงคุณของพระนิพพาน ทั้ง 29 ประการให้ดีเสียก่อน จึงทำการเจริญอุปสมานุสติดังนี้ คือ

1.มทนิมฺมทโน พระนิพพานเป็นธรรมที่ย่ำยีความมัวเมาต่างๆ

2.ปิปาสวินโย พระนิพพานเป็นธรรมที่บรรเทาเสียซึ่งความกระหายในกามคุณ อารมณ์

3.อาลยสมุคฺฆาโต พระนิพพานเป็นธรรมที่ถอนเสียซึ่งความอาลัยในกามคุณอารมณ์

4.วฏฺฏูปจฺเฉโท พระนิพพานเป็นธรรมที่ตัดเสียซึ่งการเวียนไปในวัฏฏะทั้ง 3 ให้ขาด

5.ตณฺหกฺขโย พระนิพพานเป็นธรรมที่สิ้นแห่งตัณหา

6.วิราโค พระนิพพานเป็นธรรมที่ปราศจากราคะ

7.นิโรโธ พระนิพพานเป็นธรรมที่ดับแห่งตัณหา

8.ธุวํ พระนิพพานเป็นธรรมที่ตั้งมั่นอยู่เสมอ

9.อชฺชรํ พระนิพพานเป็นธรรมที่ไม่มีความแก่

10.นิปฺปปญฺจํ พระนิพพานเป็นธรรมที่ปราศจากปปัญจธรรม คือ ตัณหา มานะทิฏฐิ ที่ทำให้วัฏสงสารกว้างขวาง

11.สจฺจํ พระนิพพานเป็นธรรมที่มีความจริงแน่นอน

12.ปารํ พระนิพพานเป็นธรรมที่ข้ามพ้นจากฝั่งแห่งวัฏทุกข์

13.สุทุทฺทสํ พระนิพพานเป็นธรรมที่ผู้มีปัญญาน้อยย่อมเห็นได้ยาก

14.สิวํ พระนิพพานเป็นธรรมที่สบายปราศจากกิเลส

15.อมตํ พระนิพพานเป็นธรรมที่ไม่มีความตาย

16.เขมํ พระนิพพานเป็นธรรมที่ปราศจากอาลัย

17.อพฺภุตํ พระนิพพานเป็นธรรมที่มหัศจรรย์ยิ่ง

18.อนีติกํ พระนิพพานเป็นธรรมที่ไม่มีภัยอย่างร้ายแรงที่นำความเสียหายมาสู่

19.ตาณํ พระนิพพานเป็นธรรมที่ช่วยรักษาสัตว์ไม่ให้ตกอยู่ในวัฏสงสาร

20.เลณํ พระนิพพานเป็นธรรมที่หลบภัยต่างๆ

21.ทีปํ พระนิพพานเป็นเกาะที่พ้นจากการท่วมทับของโอฆะทั้ง 4

22.วิสุทฺธิ พระนิพพานเป็นธรรมที่บริสุทธิ์จากกิเลส

23.วรํ พระนิพพานเป็นธรรมที่สัปบุรุษพึงปรารถนา

24.นิปุณํ พระนิพพานเป็นธรรมที่สุขุมละเอียด

25.อสงฺขตํ พระนิพพานเป็นธรรมที่ไม่ถูกปรุงแต่งด้วยปัจจัยทั้งหลาย

26.โมกฺโข พระนิพพานเป็นธรรมที่พ้นจากกิเลส

27.เสฏฺโฐ พระนิพพานเป็นธรรมที่ควรสรรเสริญโดยพิเศษ

28.อนุตฺตโร พระนิพพานเป็นธรรมที่ยิ่งหาที่เปรียบมิได้

29.โลกสฺสนฺโต พระนิพพานเป็นธรรมที่สิ้นสุดแห่งโลกทั้ง 3

ในมิลินทปัญหาพระนาคเสนกล่าวถึงคุณของพระนิพพาน โดยยกเทียบกับสิ่งต่างๆ รอบตัว ดังนี้

ดอกปทุมมีคุณ 1 น้ำมีคุณ 2 ยาดับพิษงูมีคุณ 3 มหาสมุทรมีคุณ 4 โภชนะมีคุณ 5 อากาศมีคุณ 10 แก้วมณีมีคุณ 3 จันทน์แดงมีคุณ 3 เนยใสมีคุณ 3 ยอดคีรีมีคุณ 5

ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้ เทียบกับพระนิพพานแล้ว สามารถขยายความตามลำดับได้ดังต่อไปนี้

ดอกปทุม ที่ว่ามีคุณ 1 นั้น ได้แก่ น้ำไม่ติดค้างอยู่ได้เหมือนกับพระนิพพานไม่แปดเปื้อน ด้วยกิเลส

น้ำ มีคุณ 2 คือ ความเย็น 1 การดับความร้อน 1 ทั้ง 2 อย่างนี้ พอเปรียบกับพระนิพพาน อันเป็นของเย็น เป็นของดับความร้อนคือ กิเลสได้ ฯ อีกอย่างหนึ่ง น้ำอันเย็นนั้น ยังกำจัดความเศร้าหมองในสรีรกาย และความกระหาย ความเร่าร้อน เหมือนกับนิพพานอันกำจัดความกระหาย คือ ตัณหาทั้ง 3 ได้

ยาดับพิษงู มีคุณ 3 นั้น คือ ยาดับพิษงู ย่อมเป็นเครื่องดับพิษเป็นที่พึ่งของสัตว์ทั้งหลาย เหมือนกับนิพพาน อันดับพิษ คือ กิเลสและยาดับพิษงูทำให้หมดโรค เหมือนกับพระนิพพานทำให้สิ้นทุกข์ทั้งปวง ยาดับพิษงูเป็นของไม่ตาย เหมือนกับนิพพานอันเป็นของไม่ตายฉะนั้น

มหาสมุทร มีคุณ 4 ที่พอเปรียบกับนิพพานได้นั้น คือ มหาสมุทรเป็นของบริสุทธิ์ว่างเปล่าจากซากศพทั้งปวง เหมือนกับนิพพานอันว่างเปล่าจากกิเลสทั้งปวง 1 มหาสมุทรใหญ่แลไม่เห็นฝั่ง ไม่รู้จักเต็มด้วยน้ำที่ไหลมาจากที่ทั้งปวง เหมือนกับนิพพานอันเป็นของใหญ่แลไม่เห็นฝั่ง ไม่รู้จักเต็มด้วยสรรพสัตว์ฉะนั้น 1 มหาสมุทรเป็นที่อยู่ของ สัตว์ใหญ่ๆ เหมือนกับพระนิพพานอันเป็นที่อยู่ของผู้มีคุณใหญ่ คือ ผู้สิ้นกิเลสแล้วฉะนั้น 1 มหาสมุทรย่อมเจือไปด้วยดอกไม้ คือ ลูกคลื่นหาปริมาณมิได้ เหมือนกับนิพพานอันเต็มไปด้วยดอกไม้ คือ วิชชาวิมุตติ อันบริสุทธิ์หาประมาณมิได้ฉะนั้น 1

โภชนะ มีคุณ 5 พอจะเทียบกับคุณแห่งนิพพานได้นั้น คือ ธรรมดาโภชนะย่อมทรงไว้ซึ่งอายุ ทำให้เจริญกำลัง ทำให้เกิดวรรณะระงับความกระวนกระวาย กำจัดความหิวของสรรพสัตว์ ทั้งหลาย เหมือนกับพระนิพพานอันทรงไว้ซึ่งอายุ ด้วยการกำจัดชรามรณะเสีย ทำให้เจริญกำลัง คือ ฤทธิ์ ให้เกิดวรรณะ คือ ศีล ระงับความกระวนกระวาย คือ กิเลสทั้งปวง กำจัดซึ่งความหิว คือ ทุกข์ทั้งปวง ฉะนั้น

อากาศ มีคุณ 10 พอจะเทียบกับพระนิพพานได้นั้น คือ อากาศไม่รู้จักเกิดไม่รู้จักแก่ ไม่รู้จักตาย ไม่รู้จักเคลื่อน ไม่รู้จักปรากฏ กดขี่ไม่ได้ โจรขโมยไม่ได้ ไม่อิงอาศัยอะไร เป็นที่ไปแห่งวิหค ไม่มีเครื่องกั้นกาง ไม่มีที่สุด เหมือนกับนิพพานฉะนั้น

แก้วมณี มีคุณ 3 ซึ่งพอจะเทียบกันกับคุณแห่งพระนิพพานได้นั้น คือ แก้วมณี ให้สำเร็จความปรารถนา 1 ทำให้ร่าเริง 1 ทำให้สว่าง 1 ฉันใด นิพพานก็ให้สำเร็จความปรารถนา ทำให้ร่าเริงใจ ทำให้สว่างฉันนั้น

จันทน์แดง มีคุณ 3 ซึ่งพอจะเทียบกับพระนิพพานได้นั้น คือ ธรรมดาจันทน์แดงย่อมเป็นของหาได้ยาก 1 มีกลิ่นหอม ไม่มีกลิ่นอื่นเสมอ 1 เป็นที่สรรเสริญแห่งคนทั้งปวง 1 ฉันใด พระนิพพานก็เป็นของหาได้ยาก มีกลิ่นหอม ไม่มีกลิ่นอื่นเสมอ เป็นที่สรรเสริญแห่งพระอริยเจ้า ทั้งหลาย ฉันนั้น

เนยใส มีคุณ 3 พอจะเทียบกับคุณแห่งพระนิพพานได้นั้น คือ ธรรมดาเนยใสย่อมมีสีดี มีรสดี มีกลิ่นดี ฉันใด นิพพานก็มีสี คือ คุณดี มีรสไม่รู้จักตาย มีกลิ่น คือ ศีลฉันนั้น

ยอดคีรี มีคุณ 5 พอจะเทียบกับคุณแห่งพระนิพพานได้นั้น คือ ยอดคีรีเป็นของสูง เป็นของไม่หวั่นไหว ขึ้นได้ยาก ไม่เป็นที่งอกงามแห่งพืชทั้งปวง พ้นจากการยินดียินร้าย เหมือนกับนิพพาน ฉันนั้น

5.11 วิธีการเจริญอุปสมานุสติ

เมื่อรู้ถึงคุณของพระนิพพานด้วยใจจริงอย่างนี้แล้ว ท่านผู้ปรารถนาจะเจริญอุปสมานุสติ ควรอยู่ในที่สงัด แล้วจึงเจริญสมาธิโดยการพิจารณาคุณลักษณะของพระนิพพานตามที่ท่านแสดงไว้ในภาษาบาลีดังต่อไปนี้

ยาวตา ภิกฺขเว ธมฺมา สงฺขตา วา อสงฺขตา วา วิราโค เตสํ ธมฺมานํ อคฺ คมกฺขายติ, ยทิทํ มทนิมฺมทโน,ปิปาสวินโย, อาลยสมุคฺฆาโต, วฏฺฏปจฺเฉ โท, ตณฺหกฺขโย, วิราโค, นิโรโธ, นิพพานํ ฯ

“ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมเหล่าใดที่ถูกปรุงแต่งและไม่ถูกปรุงแต่งด้วยปัจจัยมีอยู่ ในบรรดาสังขตะอสังขตะทั้ง 2 อย่างนี้ ธรรมใดเป็นสภาพที่ย่ำยีความมัวเมาต่างๆ บรรเทาเสียซึ่งความกระหายในกามคุณอารมณ์ ถอนเสียซึ่งความอาลัยในกามคุณอารมณ์ ตัดเสียซึ่งการเวียนไปในวัฏฏะทั้ง 3 เป็นที่สิ้นสุดแห่งตัณหา ปราศจากราคะ เป็นที่ดับแห่งตัณหา และพ้นจากตัณหาอันเป็นเครื่องร้อยรัด คือ พระนิพพาน นี้แหละ ตถาคตพึงกล่าวว่าเป็นธรรม อันประเสริฐยอดยิ่งอยู่ดังนี้”

ระลึกอย่างนี้เรื่อยๆ ไป ในการระลึกนั้น ผู้ปฏิบัติจะใช้ภาษาบาลีระลึกก็ได้ หรือภาษาไทยตามที่ได้แปลไว้นั้นก็ได้ ระลึกในคุณทั้ง 8 หรือ 29 ประการ มี มทนิมฺมทโน เป็นต้นดังนี้ก็ได้ ความสำคัญยิ่งอยู่ที่ผู้ระลึกจะต้องรู้อย่างถูกต้องถึงความหมายของคุณนั้นๆ ไปด้วย

5.12 การเจริญอุปสมานุสติเพื่อให้เข้าถึงพระธรรมกาย

ในคัมภีร์วิสุทธิมรรคกล่าวไว้ว่า เมื่อเจริญอุปสมานุสติอย่างที่ได้อธิบายมานี้ ทำให้ถึงเพียง “ อุปจารสมาธิ” ไม่สามารถส่งผลให้ได้ถึงฌานสมาบัติได้ เพราะว่าในบรรดากัมมัฏฐานทั้งหลาย กัมมัฏฐานทั้ง 4 คือ มรณานุสติ อุปสมานุสติ อาหาเรปฏิกูลสัญญาและจตุธาตุววัตถาน เป็นอารมณ์ที่มีสภาพละเอียดสุขุมลุ่มลึกยิ่งและยังมีความกว้างขวางลึกซึ้งอย่างไม่มีประมาณ ผู้บำเพ็ญกัมมัฏฐานที่ยึดเอาอารมณ์เหล่านี้ จำเป็นต้องระลึกไปในพระคุณอันกว้างขวางลึกซึ้งนั้น ตามกำลังสติปัญญาของตนโดยไม่มีประมาณ ดังนั้นองค์ฌานทั้ง 5 มีวิตกเป็นต้น ไม่สามารถที่จะตั้งอยู่ในอารมณ์เหล่านี้แล้วทำให้สมาธิมีกำลังกล้าจนกระทั่งฌานเกิดขึ้นมาได้(วิมุตติ 1/115,82) แต่ในวิธีการปฏิบัติเพื่อให้เข้าถึงพระธรรมกาย เมื่อปฏิบัติจริงๆ แล้ว สามารถเลยไปกว่า “ อุปจารสมาธิ” ได้ โดยปฏิบัติดังนี้ เมื่อระลึกถึงคุณของพระนิพพานเป็นอารมณ์ บริกรรมด้วยคำที่เป็นคุณของพระนิพพาน คำใดคำหนึ่ง เช่น นิพฺพานํวรํ เป็นต้น ให้เหมือนคำภาวนาดังก้องอยู่ที่ศูนย์กลางกายจนใจสงบ คำภาวนาหายไป (เนื่องจากนิพพานเป็นสภาวะที่ลึกซึ้ง ยากที่จะกำหนดนิมิตใดเป็นตัวแทนของพระนิพพาน ดังนั้นจึงไม่ต้องกำหนดบริกรรมนิมิตใดๆ ทั้งสิ้น) เมื่อคำบริกรรมหายไป ใจสงบนิ่งตั้งมั่นอยู่ที่ศูนย์กลางกาย นิวรณ์ทั้งหลายไม่เกิดขึ้น ใจก็จะรวมตกศูนย์เข้าถึง “ ดวงปฐมมรรค” ได้เหมือนกัน ต่อจากนั้นก็เข้ากลางของกลางตามลำดับ เข้าถึงกายภายในและเข้าถึงพระธรรมกายในที่สุด

5.13 อานิสงส์ของอุปสมานุสติ

1.หลับเป็นสุข

2.ตื่นเป็นสุข

3.มีความสงบ

4.มีหิริโอตัปปะ

5.มีความเลื่อมใส

6.เป็นที่นับถือของคนทั่วไป

7.อยู่เป็นสุข

8.มีกิริยาอ่อนน้อม

9.จิตหยั่งในพระนิพพานคุณ สามารถทำความปรารถนาให้สำเร็จ หากไม่ได้บรรลุมรรคผลในชาตินี้ก็จะไปสู่สุคติ

ขอให้นักศึกษาได้นำอนุสติทั้ง 2 ประการนี้ นำไปใช้ในการปฏิบัติในชีวิตประจำวัน เพื่อใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติเพื่อให้เข้าถึงพระธรรมกายต่อไป

1) มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์, มก. เล่ม 22 ข้อ 287 หน้า 367.
2) อังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต, มก. เล่ม 38 ข้อ 60 หน้า 190.
3) , 4) สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค, มก. เล่ม 24 ข้อ 1352 หน้า 230.
5) มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์, มก. เล่ม 22 ข้อ 288 หน้า 367.
6) ย่อมศึกษา คือ ย่อมเสพ ย่อมเจริญ ย่อมทำให้มาก ด้วยสตินั้น ด้วยการใฝ่ใจในอารมณ์ คืออานาปานสติ.
7) สัญญา ความจำได้หมายรู้ คือ หมายรู้ไว้ซึ่ง รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสและอารมณ์ที่เกิดกับใจ.
8) เวทนา คือ ความเสวยอารมณ์, ความรู้สึกสุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์.
9) จิต คือ ธรรมชาติที่รู้อารมณ์
10) เจตสิก คือ ธรรมที่ประกอบกับจิต, อาการหรือคุณสมบัติของจิต หมายถึงกิเลสและคุณธรรมทั้งปวง เช่น ความโลภ ความโกรธ ความหลง ศร้ทธา เมตตา สติ ปัญญา เป็นต้น.
11) นิวรณ์ คือ ธรรมที่กั้นจิตไม่ให้บรรลุความดี มีอยู่ 5 อย่าง คือ กามฉันทะ (ความพอใจในกามคุณ 5) พยาบาท (ความปองร้ายผู้อื่น) ถีนมิทธะ (ความหดหู่เชื่องซึม) อุทธัจจกุกุจจะ (ความฟุ้งซ่านรำคาญใจ) วิจิกิจฉา (ความลังเลสงสัย).
12) ความตรึก, การคิด มีอยู่ 3 อย่าง คือ กามวิตก (คิดในเรื่องกาม) พยาบาทวิตก (คิดในเรื่องพยาบาท) วิหิงสาวิตก (คิดในเรื่องเบียดเบียน).
13) พระ ดร. พี วชิรญาณมหาเถระ, สมาธิในพระพุทธศาสนา, โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย หน้า 205.
14) อังคุตตรนิกาย นวกนิบาต, มก. เล่ม 37 ข้อ 205 หน้า 669.
md306/5.txt · แก้ไขครั้งล่าสุด: 2015/03/15 16:55 (แก้ไขภายนอก)
 
เว้นแต่จะได้แจ้งไว้เป็นอื่นใด เนื้อหาบนวิกินี้ถูกกำหนดสิทธิ์ไว้ภายใต้สัญญาอนุญาติต่อไปนี้: CC Attribution-Noncommercial 3.0 Unported
Recent changes RSS feed Donate Powered by PHP Valid XHTML 1.0 Valid CSS Driven by DokuWiki