สารบัญ

บทที่ 4 กายานุสติ

เนื้อหา บทที่4 กายคตาสติ

  • 4.1 ความเป็นมาของกายคตาสติ
  • 4.2 ความหมายของกายคตาสติ
  • 4.3 กิจเบื้องต้นก่อนเจริญกายคตาสติ
    • 4.3.1 ความฉลาดในการศึกษา 7 อย่าง
    • 4.3.2 ความฉลาดในการพิจารณา 10 อย่าง
  • 4.4 วิธีเจริญกายคตาสติกัมมัฏฐาน
    • 4.4.1 การท่องจำอาการ 32
    • 4.4.2 ลักษณะของการท่องด้วยวาจา
    • 4.4.3 การพิจารณาโดยสี สัณฐาน ทิศ โอกาส ปริจเฉท
    • 4.4.4 วิธีการพิจารณาอาการทั้ง 32
    • 4.4.5 ประโยชน์ของการพิจารณาโกฏฐาสะ โดยความเป็นสี สัณฐาน ทิศ โอกาส ปริจเฉท
    • 4.4.6 วิธีปฏิบัติในเมื่อนิมิตทั้ง 3 อย่างใดอย่างหนึ่งไม่ปรากฏ
    • 4.4.7 มนสิการโกสัลละ 10 อย่าง
  • 4.5 ความลำบากในการเจริญกายคตาสติกัมมัฏฐาน
  • 4.6 การเจริญกายคตาสติเพื่อให้เข้าถึงพระธรรมกาย
  • 4.7 อานิสงส์ของการเจริญกายคตาสติ

แนวคิด

1.กายคตาสติเป็นวิธีการเจริญกัมมัฏฐานที่มีเฉพาะในพระพุทธศาสนา เป็นกัมมัฏฐาน ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสสรรเสริญว่าเป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างยิ่ง จะทำให้ละอกุศลธรรม และเป็นเหตุแห่งการบรรลุมรรคผลนิพพาน

2.การเจริญกายคตาสติ ใช้วิธีการเจริญอาการหรือโกฏฐาสะ 32 ประการในร่างกาย โดยมีกิจที่ต้องศึกษา 2 ประการใหญ่ๆ ที่เรียกว่า อุคคหโกสัลละ และมนสิการโกสัลละ

3.วิธีการเจริญกายคตาสติในคัมภีร์มีแนวทาง คือ ในขั้นตอนแรกต้องท่องชื่อของอาการ 32 ให้คล่องปากก่อน แล้วจึงพิจารณาสี สัณฐาน ทิศ โอกาส ปริจเฉทของแต่ละโกฏฐาสะ จนกระทั่ง โกฏฐาสะปรากฏขึ้นในใจเป็นนิมิตที่ใช้ในการทำสมาธิ

4.การเจริญกายคตาสติเพื่อให้เข้าถึงพระธรรมกาย มีวิธีคือ ให้ท่องอาการ 32 ให้คล่องปาก จนกระทั่งปรากฏอาการ 32 อย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นที่ศูนย์กลางกาย และให้รักษาอาการนั้นไว้ จนกระทั่งเปลี่ยนจากบริกรรมนิมิต เป็นอุคคหนิมิต และเป็นปฏิภาคนิมิต จนกระทั่ง ตกศูนย์เข้าถึงดวงธรรมในที่สุด

วัตถุประสงค์

1.เพื่อให้สามารถอธิบายความสำคัญของการเจริญกายคตาสติ

2.เพื่อให้สามารถอธิบายกิจที่ควรศึกษาในการเจริญกายคตาสติ

3.เพื่อให้สามารถอธิบายและนำวิธีการเจริญกายคตาสติในคัมภีร์ไปปฏิบัติได้

4.เพื่อให้สามารถอธิบายขั้นตอนการเจริญกายคตาสติจนกระทั่งเข้าถึงพระธรรมกายได้

4.1 ความเป็นมาของกายคตาสติ

ในคัมภีร์วิสุทธิมรรคท่านกล่าวไว้ว่า “ การเจริญกายคตาสตินี้ จะมีได้ในพระพุทธศาสนา เท่านั้น นอกจากพระพุทธศาสนาแล้ว จะมีไม่ได้เลย” แม้ว่าพวกเดียรถีย์ที่ตั้งตัวเป็นศาสดา ทำการปฏิบัติเผยแผ่ลัทธิแก่ชนทั่วไป ในสมัยใดๆ ก็ตาม ก็มิอาจรู้ถึงวิธีการเจริญกายคตาสติกัมมัฏฐานนี้ได้ ทั้งนี้ก็เพราะมิใช่เป็นวิสัยของพวกเดียรถีย์เหล่านั้น หากแต่เป็นวิสัยของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และพระพุทธองค์ ก็ได้สรรเสริญกายคตาสติกัมมัฏฐานนี้ว่า

“ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมข้อหนึ่งซึ่งบุคคลเจริญแล้วกระทำให้มากแล้ว เป็นไปเพื่อความสังเวชใหญ่ เป็นไปเพื่อประโยชน์ใหญ่ เป็นไปเพื่อความเกษมจากโยคะใหญ่ เป็นไปเพื่อสติและสัมปชัญญะ เป็นไปเพื่อได้ญาณทัสสนะ เป็นไปเพื่ออยู่เป็นสุขในปัจจุบัน เป็นไปเพื่อทำให้แจ้งซึ่งผล คือวิชชาและวิมุตติ ธรรมข้อหนึ่งคืออะไร คือ กายคตาสติ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมข้อหนึ่งนี้แล บุคคลอบรมแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความสังเวชใหญ่ ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์ใหญ่ ย่อมเป็นไปเพื่อความเกษมจากโยคะใหญ่ ย่อมเป็นไปเพื่อสติและสัมปชัญญะ ย่อมเป็นไปเพื่อได้ญาณทัสสนะ ย่อมเป็นไปเพื่ออยู่เป็นสุขในปัจจุบัน ย่อมเป็นไปเพื่อทำให้แจ้งซึ่งผล คือวิชชาและวิมุตติ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อธรรมข้อหนึ่งบุคคลเจริญแล้วกระทำให้มากแล้ว แม้กายก็สงบ แม้จิตก็สงบ แม้วิตกวิจารก็สงบ ธรรมที่เป็นไปในส่วนแห่งวิชชาแม้ทั้งสิ้น ก็ถึงความเจริญบริบูรณ์ ธรรมข้อหนึ่งคืออะไร คือกายคตาสติ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อธรรมข้อหนึ่งนี้แล บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว แม้กายก็สงบ แม้จิตก็สงบ แม้วิตกวิจารก็สงบ ธรรมที่เป็นไปในส่วนแห่งวิชชาแม้ทั้งสิ้น ก็ถึงความเจริญบริบูรณ์

ดูภิกษุทั้งหลาย เมื่อธรรมข้อหนึ่งบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว อกุศลธรรมที่ ยังไม่เกิด ย่อมไม่เกิดขึ้นได้เลย และอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมละเสียได้ ธรรมข้อหนึ่งคืออะไร คือ กายคตาสติ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อธรรมข้อหนึ่งนี้แล บุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว อกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด ย่อมไม่เกิดขึ้นได้เลยและอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้วย่อมละเสียได้ ฯลฯ”1)

ร่างกายนี้ถือเป็นสิ่งสำคัญที่คอยช่วยเหลือหรือทำให้จิตสามารถทำกิจกรรมต่างๆ ได้ แต่หากบุคคลไม่เข้าใจกายนี้อย่างถูกต้อง ร่างกายย่อมเป็นภาระหรือเป็นเครื่องกั้นการทำงานของจิต เปรียบเหมือนเครื่องมือซึ่งมนุษย์ทำขึ้น เพื่อใช้ในทางดี แต่ก็กลายเป็นอาวุธร้ายปางตาย เมื่อใช้ในทางผิดเพราะขาดสติ มีผู้คนจำนวนหนึ่งที่ไม่เข้าใจธรรมชาติทางร่างกาย ถูกตัณหาและมิจฉาทิฏฐิครอบงำ ทำให้เกิดความเห็นแก่ตัวและความถือมั่นในตัวตน ที่เรียกว่า สักกายทิฏฐิ เป็นการยึดมั่นถือมั่นในร่างกาย สักกายทิฏฐินี้ เป็นหนึ่งในสังโยชน์ 10 ซึ่งเป็นบ่วงผูกมัดสัตว์ทั้งหลายให้ต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในสังสารวัฏ อันเป็นที่มาแห่งทุกข์และความเดือดร้อนนานัปการ ดังนั้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงได้วางหลักเรื่องกายคตาสติ เพื่อเป็นแนวทางในการพิจารณาในตนเองให้เห็นถึงความเป็นจริง และจะได้ถ่ายถอนความยึดมั่นถือมั่น อันจะเป็นเหตุให้ใจปลอดโปร่ง เป็นใจที่เหมาะสมที่จะเข้าถึงพระรัตนตรัยภายใน

4.2 ความหมายของกายคตาสติ

กายคตาสติ คือ การระลึกถึงส่วนต่างๆ ของร่างกาย ซึ่งเป็นที่ประชุมกันด้วยโกฏฐาสะ 32 หรือ อาการ 32 กายคตาสตินี้มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ทวัตติงสาการกัมมัฏฐาน ในกายคตาสติสูตรได้กล่าวถึง การมีสติระลึกลักษณะอาการของกายส่วนต่างๆ 31 ประการว่า กายนี้ประกอบไปด้วย

1. ผม (เกสา)

2. ขน (โลมา)

3. เล็บ (นขา)

4. ฟัน (ทันตา)

5. หนัง (ตโจ)

6. เนื้อ (มังสัง)

7. เอ็น (นหารู)

8. กระดูก (อัฐิ)

9. เยื่อในกระดูก (อัฐิมิญชัง)

10. ม้าม (วักกัง)

11. หัวใจ (หทยัง)

12. ตับ (ยกนัง)

13. พังผืด (กิโลมกัง)

14. ไต (ปิหกัง)

15. ปอด (ปัปผาสัง)

16. ไส้ใหญ่ (อันตัง)

17. ไส้น้อย (อันตะคุณัง)

18. อาหารใหม่ (อุทริยัง)

19. อาหารเก่า (กรีสัง)

20. น้ำดี (ปิตตัง)

21. น้ำเสลด (เสมหัง)

22. น้ำเหลือง (ปุพโพ)

23. น้ำเลือด (โลหิตัง)

24. น้ำเหงื่อ (เสโท)

25. น้ำมันข้น (เมโท)

26. น้ำตา (อัสสุ)

27. น้ำมันเหลว (วสา)

28. น้ำลาย (เขโฬ)

29. น้ำมูก (สิงฆาณิกา)

30. น้ำไขข้อ (ลสิกา)

31. น้ำมูตร (มุตตัง)

ในอรรถกถามีเพิ่มเป็นอาการ 32 คือ เยื่อในสมองศีรษะ (มัตถะเก มัตถลุงคัง)

กายคตาสติที่พระอรรถกถาจารย์และพระพุทธองค์ทรงยกย่องชมเชยนี้ มิได้มุ่งหมายแต่เฉพาะ 32 โกฏฐาสะอย่างเดียว แม้อสุภะ 10 ก็ดี อานาปานสติก็ดี การกำหนดอิริยาบถใหญ่น้อยก็ดี พิจารณาธาตุทั้ง 4 ก็ดี เหล่านี้ล้วนแต่จัดเป็นกายคตาสติด้วยกันทั้งสิ้น ดังที่มีในกายานุปัสสนาแห่งมหาสติปัฏฐานสูตร แต่สำหรับกายคตาสติในอนุสติ 10 นี้ มุ่งหมายเอาเฉพาะแต่ 32 โกฏฐาสะเท่านั้น

4.3 กิจเบื้องต้นก่อนเจริญกายคตาสติ

ผู้ที่จะเจริญกายคตาสติ ก่อนลงมือปฏิบัติต้องรู้กิจเบื้องต้นแห่งการปฏิบัติให้ดีเสียก่อน

กิจเบื้องต้นนั้นมีอยู่ 2 ประการใหญ่ๆ คือ

1.อุคคหโกสัลละ ความฉลาดในการศึกษา 7 อย่าง

2.มนสิการโกสัลละ ความฉลาดในการพิจารณา 10 อย่าง

4.3.1 ความฉลาดในการศึกษา 7 อย่าง คือ

1.วจสา การสาธยายด้วยวาจา

2.มนสา การพิจารณาด้วยใจ

3.วัณณโต การพิจารณาโดยสีว่า อาการหรืออวัยวะนั้นๆ มีสีอะไร

4.สัณฐานโต การพิจารณาความเป็นรูปร่างสัณฐาน

5.ทิสโต การพิจารณาโดยทิศทางที่เกิด คือ เกิดอยู่ส่วนบนหรือส่วนล่างของร่างกาย

6.โอกาสโต การพิจารณาที่ตั้ง คือ ตั้งอยู่ในร่างกายส่วนใด

7.ปริจเฉทโต การพิจารณาโดยกำหนดขอบเขต เช่น เส้นผมกำหนดโดยเขตผมนั้นหยั่งลงในศีรษะ ประมาณเท่าความยาวของเมล็ดข้าวเปลือก และในรูที่เส้นผมงอกขึ้นมานั้น มีเพียงรูละหนึ่งเส้น เขตปลายผมคือสุดความยาว

4.3.2 ความฉลาดในการพิจารณา 10 อย่าง

1.อนุปุพพโต การพิจารณาโดยลำดับ

2.นาติสีฆโต การพิจารณาโดยไม่รีบร้อนนัก

3.นาติสณิกโต การพิจารณาโดยไม่เฉื่อยช้านัก

4.วิกเขปปฏิพาหนโต การพิจารณาโดยบังคับจิตไม่ให้ซัดส่ายไปในที่อื่น

5.ปัณณัตติสมติกกมโต การพิจารณาโดยก้าวล่วงบัญญัติ

6.อนุปุพพมุญจนโต การพิจารณาโดยทิ้งโกฏฐาสะที่ไม่ปรากฏ โดยทิ้งสี สัณฐาน ที่เกิด ที่ตั้ง ขอบเขต ตามลำดับ

7.อัปปนาโต การพิจารณาโกฏฐาสะอย่างใดอย่างหนึ่งให้เข้าถึงอัปปนา

8.-10. ตโย จ สุตันตา การพิจารณาในพระสูตร 3 อย่าง คือ อธิจิตตสูตร สีติภาวสูตร และโพชฌังคโกสัลลสูตร

4.4 วิธีเจริญกายคตาสติกัมมัฏฐาน

เมื่อทราบกิจเบื้องต้นถี่ถ้วนถูกต้องแล้ว จึงพิจารณาดูรูปกายของตนเองตั้งแต่บนสุด คือ เส้นผมลงไปจนถึงปลายเท้า แล้วย้อนพิจารณาตั้งแต่ปลายเท้าจนถึงเส้นผมทบทวนไปมา ให้เห็นว่ารูปกายนี้เต็มไปด้วยสิ่งโสโครกประการต่างๆ ต่อจากนั้นจึงท่องชื่อให้ขึ้นใจแล้ว ตามระลึกถึงความหมายไปด้วย

4.4.1 การท่องจำอาการ

ในการท่องชื่อให้ขึ้นใจ มีสิ่งที่ผู้ปฏิบัติจะต้องศึกษา คือ ผู้ปฏิบัติควรทราบถึง พุทธสุภาษิตที่เกี่ยวกับอาการ 32 ดังต่อไป

“ อตฺถิ อิมสฺมึ กาเย

เกสา โลมา นขา ทนฺตา ตโจ,มํสํ นหารู อฏฺฐิ อฏฺฐิมิญฺชํ วกฺกํ,หทยํ ยกนํ

กิโลมกํ ปิหกํ ปปฺผาสํ, อนฺตํ อนฺตคุณํ อุทริยํ กรีสํ มตฺถลุงฺคํ, ปิตฺตํ เส

มฺหํ ปุพฺโพ โลหิตํ เสโท เมโท, อสฺสุ วสา เขโฬ สิงฺฆาณิกา ลสิกา มุตฺตนฺติ”2)

แปลความว่า ในร่างกายเรานี้มีส่วนต่างๆ อยู่ คือ

ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ม้าม หัวใจ ตับ พังผืด ไต ปอดไส้ใหญ่ ไส้น้อย อาหารใหม่ อาหารเก่า สมอง น้ำดี น้ำเสลด น้ำเหลือง เลือด น้ำเหงื่อ น้ำมันข้น น้ำตา น้ำมันเหลว น้ำลาย น้ำมูก น้ำไขข้อ น้ำมูตร

คำว่า มตฺถลุงฺคํ เดิมทีนั้นในพุทธสุภาษิตไม่มี เพราะพระพุทธองค์ทรงรวบรวมคำว่า มตฺถลุงฺคํ เยื่อในสมองไว้ในคำว่า อฏฺฐิมิญฺชํ คือ เยื่อในกระดูกแล้ว

ครั้นต่อมา ปฐมสังคีติการกาจารย์ทั้งหลายได้แยกคำว่า มตฺถลุงฺคํ ออกจากคำว่า อฏฺฐิมิญฺชํ มาไว้โดยเฉพาะ โดยให้ต่อจากคำว่า กรีสํ เพื่อจะให้ครบปฐวีธาตุ 20

สำหรับการบริกรรมนั้น บทต้นคือ อตฺถิ อิมสฺมึ กาเย และบทสุดท้ายคือ บทอิติ ที่อยู่ท้าย มุตฺตนฺติ ไม่ต้องบริกรรม คงบริกรรมแต่ 32 โกฏฐาสะ หรืออาการ 32 มี เกสา เป็นต้น จนถึง มุตฺตํ เป็นที่สุดเท่านั้น

ในการท่องชื่อและพิจารณาให้ขึ้นใจนั้น เนื่องจากโกฏฐาสะมีถึง 32 ประการ ซึ่งอาจจะไม่สะดวกที่จะท่องคราวเดียวติดต่อกัน ดังนั้น ท่านจึงแนะนำให้แบ่งบริกรรมนั้นออกไปเป็นหมวดๆ มี 6 หมวดด้วยกัน คือ

หมวดที่ 1 ชื่อว่า ตจปัญจกะ มีโกฏฐาสะ 5 ได้แก่ เกสา โลมา นขา ทนฺตา ตโจ

หมวดที่ 2 ชื่อว่า วักกะปัญจกะ มีโกฏฐาสะ 5 ได้แก่ มํสํ นหารู อฏฺฐิ อฏฺฐิมิญฺชํ วกฺกํ

หมวดที่ 3 ชื่อว่า ปัปผาสปัญจกะ มีโกฏฐาสะ 5 ได้แก่ หทยํ ยกนํ กิโลมกํ ปิหกํ ปปฺผาสํ

หมวดที่ 4 ชื่อว่า มัตถลุงคปัญจกะ มีโกฏฐาสะ 5 ได้แก่ อนฺตํ อนฺตคุณํ อุทริยํ กรีสํ มตฺถลุงคํ

หมวดที่ 5 ชื่อว่า เมทฉักกะ มีโกฏฐาสะ 6 ได้แก่ ปิตฺตํ เสมฺหํ ปุพฺ โพ โลหิตํ เสโท เมโท

หมวดที่ 6 ชื่อว่า มุตตฉักกะ มีโกฏฐาสะ 6 ได้แก่ อสฺสุ วสา เขโฬ สิงฺฆาณิกา ลสิกา มุตฺตํ

ในการเจริญกายคตาสติกัมมัฏฐานนี้ พระอรรถกถาจารย์แนะไว้ว่า ผู้เจริญจะต้องทำการท่องด้วยวาจาทุกๆ คนไป ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดา หรือบุคคลที่ทรงไว้ซึ่งพระไตรปิฏก ก็ตาม เพราะว่าการท่องด้วยวาจานั้น เป็นเหตุสำคัญที่จะให้ได้รับความสะดวกสบายในการพิจารณาด้วยใจ

พระพุทธโฆษาจารย์ได้แสดงไว้ในสติปัฏฐานวิภังค์แห่งสัมโมหวิโนทนีอรรถกถาว่า

วิธีการเจริญกายคตาสตินี้ ผู้เจริญจะต้องบริกรรมในหมวดหนึ่งๆ โดยความเป็นอนุโลม (ท่องไปตามลำดับ) 5 วัน ปฏิโลม (ท่องย้อนกลับ) 5 วัน อนุโลมปฏิโลม 5 วัน ดังแสดงต่อไปนี้

หมวดที่ 1 เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ โดยอนุโลม 5 วัน : ตโจ ทันตา นขา โลมา เกสา โดยปฏิโลม 5 วัน : เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ,ตโจ ทันตา นขา โลมา เกสา ทั้งอนุโลม ปฏิโลม 5 วัน : รวมเป็น 15 วัน ในหมวด ตจปัญจกะ

หมวดที่ 2 มังสัง นหารู อัฏฐิ อัฏฐิมิญชัง วักกัง โดยอนุโลม 5 วัน : วักกัง อัฏฐิมิญชัง อัฏฐิ นหารู มังสัง โดยปฏิโลม 5 วัน : มังสัง นหารู อัฏฐิ อัฏฐิมิญชัง วักกัง, วักกัง อัฏฐิมิญชัง อัฏฐิ นหารู มังสัง โดยอนุโลมปฏิโลม 5 วัน : รวมเป็น 15 วัน ในหมวด วักกปัญจกะ

2 หมวดรวมกัน เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ, มังสัง นหารู อัฏฐิ อัฏฐิมิญชัง วักกัง โดยอนุโลม 5 วัน : วักกัง อัฏฐิมิญชัง อัฏฐิ นหารู มังสัง, ตโจ ทันตา นขา โลมา เกสา โดยปฏิโลม 5 วัน : เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ มังสัง นหารู อัฏฐิ อัฏฐิมิญชัง วักกัง, วักกัง อัฏฐิมิญชัง อัฏฐิ นหารู มังสัง ตโจ ทันตา นขา โลมา เกสา ทั้งอนุโลมปฏิโลม 5 วัน : รวมเป็น 15 วัน ในหมวดทั้ง 2 รวมกันมี ตจปัญจกะ และ วักกปัญจกะ

หมวดที่ 3 หทยัง ยกนัง กิโลมกัง ปิหกัง ปัปผาสัง โดยอนุโลม 5 วัน : ปัปผาสัง ปิหกัง กิโลมกัง ยกนัง หทยัง โดยปฏิโลม 5 : วัน หทยัง ยกนัง กิโลมกัง ปิหกัง ปัปผาสัง, ปัปผาสัง ปิหกัง กิโลมกัง ยกนัง หทยัง ทั้งอนุโลมปฏิโลม 5 วัน : รวมเป็น 15 วัน ในหมวด ปัปผาสปัญจกะ

3 หมวดรวมกัน เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ มังสัง นหารู อัฏฐิ อัฏฐิมิญชัง วักกัง หทยัง ยกนัง กิโลมกัง ปิหกัง ปัปผาสัง โดยอนุโลม 5 วัน : ปัปผาสัง ปิหกัง กิโลมกัง ยกนัง หทยัง วักกัง อัฏฐิมิญชัง อัฏฐิ นหารู มังสัง ตโจ ทันตา นขา โลมา เกสา โดยปฏิโลม 5 วัน : เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ มังสัง นหารู อัฏฐิ อัฏฐิมิญชัง วักกัง หทยัง ยกนัง กิโลมกัง ปิหกัง ปัปผาสัง, ปัปผาสัง ปิหกัง กิโลมกัง ยกนัง หทยัง วักกัง อัฏฐิมิญชัง อัฏฐิ นหารู มังสัง ตโจ ทันตา นขา โลมา เกสา ทั้งอนุโลมปฏิโลม 5 วัน : รวมเป็น 15 วันในหมวดทั้ง 3 รวมกัน มี ตจปัญจกะ เป็นต้น จนถึง ปัปผาสปัญจกะ

หมวดที่ 4 อันตัง อันตคุณัง อุทริยัง กรีสัง มัตถลุงคัง โดยอนุโลม 5 วัน : มัตถลุงคัง กรีสัง อุทริยัง อันตคุณัง อันตัง โดยปฏิโลม 5 วัน : อันตัง อันตคุณัง อุทริยัง กรีสัง มัตถลุงคัง, มัตถลุงคัง กรีสัง อุทริยัง อันตคุณัง อันตัง ทั้งอนุโลมปฏิโลม 5 วัน : ในหมวดมัตถลุงคปัญจกะ

4 หมวดรวมกัน เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ มังสัง นหารู อัฏฐิ อัฏฐิมิญชัง วักกัง หทยัง ยกนัง กิโลมกัง ปิหกัง ปัปผาสัง อันตัง อันตคุณัง อุทริยัง กรีสัง มัตถลุงคัง โดยอนุโลม 5 วัน : มัตถลุงคัง กรีสัง อุทริยัง อันตคุณัง อันตัง ปัปผาสัง ปิหกัง กิโลมกัง ยกนัง หทยัง วักกัง อัฏฐิมิญชัง อัฏฐิ นหารู มังสัง ตโจ ทันตา นขา โลมา เกสา โดยปฏิโลม 5 วัน : เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ มังสัง นหารู อัฏฐิ อัฏฐิมิญชัง วักกัง หทยัง ยกนัง กิโลมกัง ปิหกัง ปัปผาสัง อันตัง อันตคุณัง อุทริยัง กรีสัง มัตถลุงคัง,มัตถลุงคัง กรีสัง อุทริยัง อันตคุณัง อันตัง ปัปผาสัง ปิหกัง กิโลมกัง ยกนัง หทยัง วักกัง อัฏฐิมิญชัง อัฏฐิ นหารู มังสัง ตโจ ทันตา นขา โลมา เกสา ทั้งอนุโลมปฏิโลม 5 วัน : รวมเป็น 15 วัน ในหมวดทั้ง 4 รวมกันมี ตจปัญจกะ เป็นต้น จนถึง มัตถลถุงคปัญจกะ

หมวดที่ 5 ปิตตัง เสมหัง ปุพโพ โลหิตัง เสโท เมโท โดยอนุโลม 5 วัน : เมโท เสโท โลหิตัง ปุพโพ เสมหัง ปิตตัง โดยปฏิโลม 5 วัน : ปิตตัง เสมหัง ปุพโพ โลหิตัง เสโท เมโท, เมโท เสโท โลหิตัง ปุพโพ เสมหัง ปิตตัง ทั้งอนุโลมปฏิโลม 5 วัน : รวมเป็น 15 วัน ในหมวด เมทฉักกะ

5 หมวดรวมกัน เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ มังสัง นหารู อัฏฐิ อัฏฐิมิญชัง วักกัง หทยัง ยกนัง กิโลมกัง ปิหกัง ปัปผาสัง อันตัง อันตคุณัง อุทริยัง กรีสัง มัตถลุงคัง ปิตตัง เสมหัง ปุพโพ โลหิตัง เสโท เมโท โดยอนุโลม 5 วัน : เมโท เสโท โลหิตัง ปุพโพ เสมหัง ปิตตัง มัตถลุงคัง กรีสัง อุทริยัง อันตคุณัง อันตัง ปัปผาสัง ปิหกัง กิโลมกัง ยกนัง หทยัง วักกัง อัฏฐิมิญชัง อัฏฐิ นหารู มังสัง ตโจ ทันตา นขา โลมา เกสา โดยปฏิโลม 5 วัน : เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ มังสัง นหารู อัฏฐิ อัฏฐิมิญชัง วักกัง หทยัง ยกนัง กิโลมกัง ปิหกัง ปัปผาสัง อันตัง อันตคุณัง อุทริยัง กรีสัง มัตถลุงคัง ปิตตัง เสมหัง ปุพโพ โลหิตัง เสโท เมโท, เมโท เสโท โลหิตัง ปุพโพ เสมหัง ปิตตัง มัตถลุงคัง กรีสัง อุทริยัง อันตคุณัง อันตัง ปัปผาสัง ปิหกัง กิโลมกัง ยกนัง หทยัง วักกัง อัฏฐิมิญชัง อัฏฐิ นหารู มังสัง ตโจ ทันตา นขา โลมา เกสา ทั้งอนุโลมปฏิโลม 5 วัน : รวมเป็น 15 วัน ในหมวดทั้ง 5 รวมกัน มี ตจปัญจกะ เป็นต้น จนถึง เมทฉักกะ

หมวดที่ 6 อัสสุ วสา เขโฬ สิงฆาณิกา ลสิกา มุตตัง โดยอนุโลม 5 วัน : มุตตัง ลสิกา สิงฆาณิกา เขโฬ วสา อัสสุ โดยปฏิโลม 5 วัน : อัสสุ วสา เขโฬ สิงฆาณิกา ลสิกา มุตตัง, มุตตัง ลสิกา สิงฆาณิกา เขโฬ วสา อัสสุ ทั้งอนุโลมปฏิโลม 5 วัน : รวมเป็น 15 วัน ในหมวดมุตตฉักกะ

6 หมวดรวมกัน เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ มังสัง นหารู อัฏฐิ อัฏฐิมิญชัง วักกัง หทยัง ยกนัง กิโลมกัง ปิหกัง ปัปผาสัง อันตัง อันตคุณัง อุทริยัง กรีสัง มัตถลุงคัง ปิตตัง เสมหัง ปุพโพ โลหิตัง เสโท เมโท อัสสุ วสา เขโฬ สิงฆาณิกา ลสิกา มุตตัง โดยอนุโลม 5 วัน : มุตตัง ลสิกา สิงฆาณิกา เขโฬ วสา อัสสุ เมโท เสโท โลหิตัง ปุพโพ เสมหัง ปิตตัง มัตถลุงคัง กรีสัง อุทริยัง อันตคุณัง อันตัง ปัปผาสัง ปิหกัง กิโลมกัง ยกนัง หทยัง วักกัง อัฏฐิมิญชัง อัฏฐิ นหารู มังสัง ตโจ ทันตา นขา โลมา เกสา โดยปฏิโลม 5 วัน : เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ มังสัง นหารู อัฏฐิ อัฏฐิมิญชัง วักกัง หทยัง ยกนัง กิโลมกัง ปิหกัง ปัปผาสัง อันตัง อันตคุณัง อุทริยัง กรีสัง มัตถลุงคัง ปิตตัง เสมหัง ปุพโพ โลหิตัง เสโท เมโท อัสสุ วสา เขโฬ สิงฆาณิกา ลสิกา มุตตัง, มุตตัง ลสิกา สิงฆาณิกา เขโฬ วสา อัสสุ เมโท เสโท โลหิตัง ปุพโพ เสมหัง ปิตตัง มัตถลุงคัง กรีสัง อุทริยัง อันตคุณัง อันตัง ปัปผาสัง ปิหกัง กิโลมกัง ยกนัง หทยัง วักกัง อัฏฐิมิญชัง อัฏฐิ นหารู มังสัง ตโจ ทันตา นขา โลมา เกสา ทั้งอนุโลมปฏิโลม 5 วัน : รวมเป็น 15 วัน

ในหมวดทั้ง 6 รวมกัน เวลาที่ใช้การท่องอย่างเป็นแบบแผนนี้รวมทั้ง 6 หมวดแล้ว เป็นเวลา 5 เดือนกับ 15 วัน

สำหรับการท่องสำหรับนักปฏิบัติเพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัตินั้น อาจจะไม่ต้องท่องตามแบบแผนที่มีมาก็ได้ แต่ให้ทำการท่องด้วยวาจา 100 ครั้ง 1,000 ครั้ง 10,000 ครั้ง หรือยิ่งหย่อนไปกว่านี้ก็ได้ เพื่อให้ใจไม่ซัดส่ายไปมา อีกทั้งเพื่อให้โกฏฐาสะอย่างใดอย่างหนึ่งปรากฏขึ้นกับใจ เพื่อจะได้ทำลายสัญญาความจำว่าเป็นสัตตชีวะ (ความเป็นสัตว์เป็นชีวิต) อันเป็นต้นเหตุให้เกิด สุภสัญญา (ความสำคัญว่าร่างกายสวยงาม) โดยคำที่ใช้ท่องนอกเหนือจากใช้ท่องเป็นภาษาบาลีแล้ว ยังอาจใช้วิธีการท่องเป็นภาษาไทย หรือภาษาอื่นๆ ของนักปฏิบัติ นั้นๆ ก็ได้ โดยท่องไปตามลำดับไม่เปลี่ยนแปลง ในที่นี้ขอยกแสดงเป็นตัวอย่างเพียง 2 หมวดแรก

หมวดที่ 1 ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง โดยอนุโลม 5 วัน หนัง ฟัน เล็บ ขน ผม โดยปฏิโลม 5 วัน : ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง, หนัง ฟัน เล็บ ขน ผม ทั้งอนุโลมปฏิโลม 5 วัน : รวมเป็น 15 วัน ในหมวดตจปัญจกะ

หมวดที่ 2 เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ม้าม โดยอนุโลม 5 วัน ม้าม เยื่อในกระดูก กระดูก เอ็น เนื้อ โดยปฏิโลม 5 วัน : เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ม้าม, ม้าม เยื่อในกระดูก กระดูก เอ็น เนื้อ ทั้งอนุโลมปฏิโลม 5 วัน : รวมเป็น 15 วัน ในหมวดวักกปัญจกะ

2 หมวดรวมกัน ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ม้าม โดยอนุโลม 5 วัน : ม้าม เยื่อในกระดูก กระดูก เอ็น เนื้อ หนัง ฟัน เล็บ ขน ผม โดยปฏิโลม 5 วัน : ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ม้าม , ม้าม เยื่อในกระดูก กระดูก เอ็น เนื้อ หนัง ฟัน เล็บ ขน ผม ทั้งอนุโลมปฏิโลม 5 วัน : รวมเป็น 15 วัน ใน 2 หมวดรวมกัน มี ตจปัญจกะ และ วักกปัญจกะ

ในคัมภีร์ท่านกล่าวว่า บุคคลที่ทำการเจริญกัมมัฏฐานนี้ มีอยู่ด้วยกัน 3 พวก คือ

1.ติกขบุคคล บุคคลที่มีบารมีแก่กล้า

2.มัชฌิมบุคคล บุคคลที่มีบารมีปานกลาง

3.มันทบุคคล บุคคลที่มีบารมีอ่อน

ในบรรดาบุคคลทั้ง 3 จำพวกนี้ ติกขบุคคล ที่ทำการเจริญกายคตาสติกัมมัฏฐานจะสำเร็จเป็นปฐมฌานลาภีและเป็นพระอริยะได้ โดยใช้เวลาไม่ถึง 5 เดือน 15 วัน บางท่านยังไม่ทันทำการเจริญท่องบ่นแต่อย่างใด เพียงแต่กำลังศึกษากับอาจารย์ โกฏฐาสะก็ปรากฏแก่ใจ ต่อแต่นั้น ฌาน มรรค ผล ก็เกิดขึ้นเป็นลำดับไปในเวลานั้นเอง ถ้าเป็นมันทบุคคลก็สำเร็จได้ช้า คือ เกินกว่า 5 เดือน 15 วัน สำหรับ มัชฌิมบุคคล นั้น เมื่อปฏิบัติครบกำหนด 5 เดือน 15 วันแล้วก็จักสำเร็จ

4.4.2 ลักษณะของการท่องด้วยวาจา

การเจริญท่องบ่นครั้งแรกในหมวดๆ หนึ่งนั้น ผู้เจริญจะต้องท่องบ่นโดยความเป็น ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เป็นต้น ประการเดียว ไม่ต้องพิจารณาโดยความเห็นสี เป็นปฏิกูล เป็นปฐวีธาตุ อาโปธาตุ แต่อย่างใด ฝ่ายอาจารย์ผู้สอนก็ไม่ต้องสอนให้พิจารณาถึงสี ถึงความปฏิกูล ถึงธาตุแต่อย่างใด เพียงแต่สอนให้ท่องบ่นพิจารณาโดยความเป็นขน ผม เล็บ ฟัน หนังอย่างเดียวเท่านั้น ทั้งนี้ก็เพื่อป้องกันมิให้มีความเข้าใจผิดเกิดขึ้น หมายความว่า ถ้าสอนให้ ท่องบ่นโดยความเป็นสีแล้ว ขณะที่ทำการท่องบ่นพิจารณาโดยความเป็นสีอยู่นั้น หากวัณณนิมิต คือ สีของอวัยวะนั้นปรากฏขึ้น ผู้เจริญก็ไม่มีความเข้าใจผิด เพราะตรงกับคำสอนของอาจารย์ แต่หากวัณณนิมิตไม่ปรากฏดังที่สอน คงปรากฏแต่ปฏิกูลนิมิต คือ ความเป็นปฏิกูล หรือ ธาตุนิมิต คือ ความเป็นปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เช่นนี้ ผู้เจริญก็จะเข้าใจผิดว่า การเจริญนี้ ผิดไปเสียแล้ว เพราะนิมิตที่ปรากฏไม่ตรงกับคำสอน จะทำให้การสอนนั้นกลับกลายเป็นโทษไป ถ้าอาจารย์เพียงแต่สอนให้ท่องบ่นพิจารณาเพียงความเป็น ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ประการเดียว เมื่อวัณณนิมิตปรากฏก็ดี ปฏิกูลนิมิตปรากฏก็ดี ธาตุนิมิตปรากฏก็ดี ผู้เจริญก็ไม่มีความเข้าใจผิด ครั้นถึงเวลาสอบอารมณ์ อาจารย์ก็มีโอกาสชี้แจงสนับสนุนให้แก่ผู้เจริญได้ เช่น ถ้าวัณณนิมิตปรากฏ ก็บอกว่าดีมาก เพราะผู้เจริญมีบุญบารมีที่เกี่ยวกับการ เจริญวัณณกสิณมาแต่ภพก่อนๆ ฉะนั้น วัณณนิมิตจึงปรากฏ เป็นอันได้ชื่อว่า วัณณกัมมัฏฐาน เป็นกัมมัฏฐานที่เหมาะสมสำหรับผู้นั้น ดังนั้น ควรพิจารณาท่องบ่นโดยความเป็นสีต่อไป ถ้าปฏิกูลนิมิตปรากฏ ก็บอกว่าผู้เจริญเคยพิจารณาความเป็นปฏิกูลมาแต่ภพก่อน ฉะนั้น ปฏิกูลนิมิตจึงปรากฏเป็นอันได้ชื่อว่า ปฏิกูลกัมมัฏฐาน เป็นกัมมัฏฐานที่เหมาะสำหรับผู้นั้น ควรท่องบ่นโดยความเป็นปฏิกูลต่อไป ถ้าธาตุนิมิตปรากฏ ก็บอกว่าผู้เจริญเคยพิจารณาความเป็นปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ มาแต่ภพก่อนๆ ฉะนั้นธาตุนิมิตจึงปรากฏ เป็นอันได้ชื่อว่า ธาตุกัมมัฏฐานเป็นกัมมัฏฐาน เหมาะสำหรับผู้นั้น ควรพิจารณาท่องบ่นโดยความเป็นธาตุต่อไป เมื่อเป็นเช่นนี้ การปฏิบัติกัมมัฏฐานจึงจะเหมาะสมถูกต้องกับจริตอัธยาศัย

การที่เจริญกายคตาสติสามารถปรากฏได้ทั้งวัณณนิมิต ปฏิกูลนิมิต หรือธาตุนิมิต เพราะโกฏฐาสะทั้ง 32 มีลักษณะทั้ง 3 เป็นองค์ประกอบอยู่ด้วยทุกโกฏฐาสะ นิมิตทั้ง 3 นี้ วัณณนิมิต และปฏิกูลนิมิตปรากฏได้ไม่ยาก แต่ธาตุนิมิตเป็นสิ่งที่ปรากฏได้ยากและรู้ได้ยาก

4.4.3 การพิจารณาโดยสี สัณฐาน ทิศ โอกาส ปริจเฉท

โดยหลักการปฏิบัติแล้ว ในอุคคหโกสัลละ 7 อย่างนั้น ให้ยึดถือ 2 ข้อแรก คือ วจสา การท่องด้วยวาจา และ มนสา การพิจารณาด้วยใจ เป็นหลักของการปฏิบัติ ส่วนที่เหลืออีก 5 ข้อนั้น เป็นข้อปลีกย่อยของ มนสา กล่าวคือ เมื่อพิจารณาเห็นโกฏฐาสะอย่างใดอย่างหนึ่งตามวาจาที่ท่องบ่นอยู่ ในเวลานั้นให้พิจารณาโกฏฐาสะโดยความเป็นสีว่ามีสีอะไร เช่น ผมมีสีดำเป็นต้น พิจารณาสัณฐานของโกฏฐาสะเหล่านั้นว่ามีรูปร่างเป็นอย่างไร เช่น ผมมีรูปร่างเป็นเส้นยาว พิจารณาทิศ ว่าโกฏฐาสะนั้นๆ มีทิศอย่างไร ถ้าทิศเหนือจากสะดือขึ้นไปเป็นทิศเบื้องบน ใต้สะดือลงมาเป็นทิศเบื้องล่าง พิจารณาโอกาสหรือที่ตั้งของอวัยวะนั้นๆ และกำหนดโดยขอบเขตพร้อมกันไป

4.4.4 วิธีการพิจารณาอาการทั้ง 32

ในการพิจารณาอาการทั้ง 32 มีตัวอย่างการพิจารณา โดยเริ่มต้นที่การพิจารณาผมก่อนในการพิจารณาผมให้ดูผมที่เขาตัดทิ้งไว้ หรือถอนผมของตนเองออกมา 1 หรือ 2 เส้น หรือดูผมที่ตกอยู่ในน้ำหรือตกอยู่ในอาหาร ก็ใช้ได้เหมือนกัน เมื่อดูแล้วให้พิจารณาดู ถ้าเห็นผมสีดำ ก็พิจารณาว่าดำ ถ้าเห็นผมสีขาว ก็พึงพิจารณาว่ามีสีขาว แต่ถ้าเห็นมีสีเจือกัน ให้พิจารณานึกเอา ที่มีสีมากกว่า แล้วจึงพิจารณา สัณฐาน ทิศ โอกาส และปริจเฉทแล้ว จึงกำหนดความเป็นปฏิกูล 5 ประการ โดยสี สัณฐาน กลิ่น ที่อาศัยอยู่ และโอกาส

1. ผม (เกสา)

โดยสี : มีทั้งสีดำ แดง ขาว

โดยสัณฐาน : ยาว กลม มีจำนวนประมาณ 9 ล้าน

โดยทิศ : เกิดในทิศเบื้องบนแห่งร่างกาย

โดยโอกาส (ที่ตั้ง) : ตั้งอยู่ในหนังสดที่หุ้มกะโหลกศีรษะ ด้านข้างทั้งสองกำหนดเอาแค่หมวกหู ด้านหน้าแค่กรอบหน้าผาก ด้านหลังแค่คอต่อเป็นโอกาสของผมทั้งหลาย

โดยปริจเฉท : ผมทั้งหลาย เบื้องต่ำกำหนดด้วยพื้นรากของตน อันหยั่งเข้าไปในหนังหุ้มศีรษะ ประมาณเท่าปลายเมล็ดข้าวเปลือก เบื้องบนมีขอบเขตแค่อากาศ (หมายความว่า สิ้นสุดแค่ความสั้นยาวของเส้นผมของแต่ละคน) เบื้องขวางกำหนดด้วยเส้นผมด้วยกัน การกำหนดเช่นนี้ว่า ผม 2 เส้นไม่มีรวมเป็นเส้นเดียว นี้เป็นการกำหนดโดยส่วนที่เสมอกัน ธรรมดาผมทั้งหลาย ธรรมชาติสร้างมามิให้ปนกับส่วนที่เหลือ 31 ส่วนอย่างนี้ว่า “ ผมมิใช่ขน ขนก็มิใช่ผม” การกำหนดเช่นนี้ว่าส่วนนั้นเป็นส่วนหนึ่งต่างหาก นี้เป็นการกำหนดส่วนที่ไม่เสมอกัน

ส่วนการกำหนดผมเหล่านั้นโดยเป็นสิ่งปฏิกูล 5 ประการ มีสี เป็นต้น ดังต่อไปนี้

ธรรมดาผม ไม่ว่าจะโดยสีก็ดี โดยสัณฐานก็ดี โดยกลิ่นก็ดี โดยที่อาศัยก็ดี โดยโอกาสก็ดี เป็นสิ่งปฏิกูลทั้งสิ้น

คนทั้งหลายเห็นสิ่งอะไรๆ ที่มีสีคล้ายผมตกลงไปในภาชนะอาหาร แม้ว่าอาหารนั้นจะเป็นของที่ชอบก็ตาม ก็นึกรังเกียจขึ้นมาทันทีว่า “ นี่เป็นอาหารมีผมตก เอาไปทิ้งเสีย” ผมเป็นของปฏิกูลโดยสีเช่นนี้

บางคนรับประทานอาหารในเวลากลางคืน สัมผัสเส้นด้าย หรือเชือกเส้นเล็กๆ ที่มีรูปร่างสัณฐานเหมือนกับผมเข้า ก็จะนึกรังเกียจขึ้นมาทันที ผมเป็นปฏิกูลโดยสัณฐานเช่นนี้

กลิ่นของผมที่ไม่ได้ทาด้วยน้ำมัน หรือน้ำหอมย่อมมีกลิ่นน่ารังเกียจ ถ้าไหม้ไฟจะมีกลิ่นเหม็นรุนแรงน่ารังเกียจยิ่งกว่าปกติ ในบางครั้งเราอาจจะพบว่าผมมีสีและสัณฐานที่ไม่เป็นปฏิกูล แต่ถ้าพูดถึงกลิ่นแล้ว ผมมีกลิ่นที่เป็นปฏิกูลมากทีเดียว ในที่นี้มีอุปมาเหมือนก้อนอุจจาระของเด็กเล็กๆ ที่มีสีเหมือนสีขมิ้น แม้โดยสัณฐานก็เหมือนแง่งขมิ้น และซากสุนัขดำ ที่ขึ้นอืดที่เขาทิ้งไว้ในกองขยะ มีสีเหมือนสีผลตาลสุก มีสัณฐานเหมือนกลองตะโพนที่เขา ปล่อยกลิ้งทิ้งไว้ แม้เขี้ยวก็มีสัณฐานเหมือนดอกมะลิตูม อุจจาระเด็กและซากสุนัขดำทั้ง 2 อย่างเมื่อพิจารณาดูแล้วอาจจะมีสีและสัณฐานที่ไม่เป็นปฏิกูลเท่าไหร่นัก แต่ว่าโดยกลิ่นแล้ว เป็นสิ่งปฏิกูลแท้ๆ ฉันใด แม้ผมก็ฉันนั้นโดยสีและสัณฐานอาจจะมีลักษณะไม่เป็นปฏิกูล แต่เมื่อพูดถึงกลิ่นแล้ว เป็นปฏิกูลน่ารังเกียจยิ่งนัก

ผักสำหรับแกงที่เกิดในน้ำครำที่ไหลออกจากบ้านขังอยู่ในที่ไม่สะอาด ย่อมเป็นของน่าเกลียด ไม่น่าบริโภคสำหรับคนทั่วไปฉันใด แม้ผมก็เช่นกัน จัดเป็นสิ่งน่าเกลียด เพราะเกิดด้วยน้ำที่ซึมออกมาแต่ส่วนต่างๆ มีน้ำเหลือง เลือด มูตร อุจจาระ น้ำดีและเสมหะ เป็นต้น นี้เป็นความปฏิกูลโดยที่อาศัยแห่งผมนั้น

ธรรมดาผมทั้งหลายนี้เกิดในกองแห่งส่วน 31 ส่วน ดุจผักที่ขึ้นในกองอุจจาระ ผมเหล่านั้น จึงจัดว่าเป็นสิ่งน่าเกลียดอย่างยิ่ง เพราะเกิดในที่ไม่สะอาด ดุจผักที่เกิดในป่าช้าและที่กองขยะ เป็นต้น และดุจดอกบัวหลวงและดอกบัวสายที่เกิดในที่ไม่สะอาดมีคูเมือง เป็นต้น นี้เป็นความปฏิกูลโดยโอกาสแห่งผมทั้งหลายนั้น

นักปฏิบัติพึงกำหนดความปฏิกูล 5 ส่วน โดยสี สัณฐาน กลิ่น ที่อาศัย และโอกาสแห่งอาการทั้ง 32 ทั้งหมด เช่นเดียวกับการกำหนดความปฏิกูลแห่งผมนี้เอง

2. ขน (โลมา)

ขนปกติมีประมาณ 90,000 ขุม

โดยสีปกติ : ไม่ดำแท้เหมือนผม แต่เป็นดำปนเหลือง

โดยสัณฐาน : มีปลายน้อมลง มีสัณฐานดังรากตาล

โดยทิศ : เกิดทั้งในเบื้องบนและเบื้องล่างของร่างกาย

โดยโอกาส : ขึ้นอยู่ในผิวหนังทั่วตัว เว้นไว้แต่ที่เส้นผมเกิด ฝ่ามือฝ่าเท้า

โดยปริจเฉท : เบื้องล่างกำหนดด้วยพื้นรากของตนอันหยั่งเข้าไปในหนังหุ้มสรีระประมาณ เท่าไข่เหา เบื้องบนกำหนดด้วยอากาศ คือสุดเท่าความยาว ส่วนกว้างกำหนดด้วยเส้นขนด้วยกัน ขน 2 เส้นไม่มีการขึ้นติดกันเป็นเส้นเดียว เส้นใครเส้นมัน มีอยู่โดยเฉพาะในร่างกาย มิใช่อยู่ในโกฏฐาสะอื่นๆ

3. เล็บ (นขา)

คำว่า นขา เป็นชื่อของใบเล็บ 20 อัน เล็บทั้งปวงนั้น

โดยสี : เป็นสีขาว

โดยสัณฐาน : มีสัณฐานเหมือนเกล็ดปลา

โดยทิศ : เกิดในทิศเบื้องบนและเบื้องล่างของร่างกาย คือ เล็บเท้า เกิดในทิศเบื้องล่าง เล็บมือเกิดในทิศเบื้องบน

โดยโอกาส : ตั้งอยู่หลังปลายนิ้วทั้งหลาย

โดยปริจเฉท : ในทิศเบื้องบนและเบื้องล่างของร่างกาย กำหนดด้วยเนื้อปลายนิ้ว ข้างในกำหนดด้วยเนื้อหลังนิ้ว ข้างนอกและปลายกำหนดด้วยอากาศ ด้านขวางกำหนดด้วยเล็บ ด้วยกัน เล็บ 2 ใบไม่มีรวมอยู่ด้วยกัน มีอยู่โดยเฉพาะในร่างกาย มิใช่อยู่ในโกฏฐาสะอื่นๆ

4. ฟัน (ทนฺตา)

ฟันทั้งหลาย คือกระดูกฟัน มีจำนวน 32 ซี่ บางคนมีเพียง 28-29 ซี่

โดยสี : มีสีขาว

โดยสัณฐาน : มีสัณฐานต่างๆ คือ ฟัน 4 ซี่ตรงกลางฟันแถวล่าง มีสัณฐานเหมือนเมล็ดน้ำเต้าที่เขาตั้งเรียงกันไว้บนก้อนดินเหนียว ฟันหน้า 4 ซี่ ทั้งบนและล่าง มีรากฟันซี่ละรากเดียว ทรวดทรงเหมือนดอกมะลิตูม ฟันกรามมีราก 2 ง่าม ปลายฟันก็มี 2 ง่าม ทรวดทรงเหมือนไม้ค้ำเกวียน ถัดกรามเข้าไปเป็นฟันกรามใน มีราก 3 ง่าม ปลายฟันก็มี 3 ง่าม ส่วนกราม ในสุดมีราก 4 ง่าม ปลายมี 4 ง่าม

โดยทิศ : ฟันนั้นเกิดในทิศเบื้องบนของร่างกาย

โดยโอกาส : ตั้งอยู่ในกระดูกคางทั้ง 2

โดยปริจเฉท : เบื้องล่างกำหนดด้วยพื้นรากของตนอันตั้งอยู่ในกระดูกกราม เบื้องบน กำหนดด้วยอากาศ เบื้องขวาง กำหนดด้วยฟันด้วยกัน ฟัน 2 ซี่ไม่มีรวมอยู่ด้วยกัน มีอยู่โดยเฉพาะในร่างกาย มิใช่อยู่ในโกฏฐาสะอื่นๆ

5. หนัง (ตโจ)

หนัง คือหนังที่หุ้มร่างกายทั้งสิ้นอยู่เบื้องบนแห่งหนังนั้น มีผิวสีต่างๆ เช่น ดำ คล้ำ เหลือง ขาว เป็นต้น ซึ่งเมื่อลอกออกจากร่างกายทั้งสิ้น (ปั้นเป็นก้อนเข้า) ก็จะได้ประมาณเท่าเมล็ดในของพุทรา (พุทราพันธุ์อินเดีย ไม่ใช่พุทราพันธุ์ไทย )

โดยสี : มีสีขาวเท่านั้น ก็ความที่หนังขาวนั้นจะปรากฏเมื่อผิวถลอก เพราะถูกไฟลวกหรือถูกเครื่องประหาร

โดยสัณฐาน : สัณฐานของหนังในร่างกายมีลักษณะต่างๆ ดังต่อไปนี้ คือ

หนังนิ้วเท้ามีสัณฐานดังรังไหม หนังหลังเท้ามีสัณฐานดังรองเท้าหุ้มหลังเท้า หนังแข้งมีสัณฐานดังใบตาลห่อข้าว หนังขามีสัณฐานดังไถ้บรรจุข้าวสารเต็ม หนังตะโพกมีสัณฐานดังผืนผ้ากรองน้ำที่เต็มด้วยน้ำ หนังหลังมีสัณฐานดังหนังหุ้มโล่ หนังท้องมีสัณฐานดังหนังหุ้มรางพิณ หนังอก โดยมากมีสัณฐานสี่เหลี่ยม หนังแขนทั้งสองข้างมีสัณฐานดังหนังหุ้มแล่งธนู หนังหลังมือ มีสัณฐานดังฝักมีด หรือสัณฐานดังถุงใส่โล่ หนังนิ้วมือมีสัณฐานดังฝักกุญแจ หนังคอมีสัณฐานดังเสื้อปิดคอ หนังหน้ามีช่องใหญ่น้อย มีสัณฐานดังรังตั๊กแตน หนังศีรษะ สัณฐานดังถลกบาตร

วิธีกำหนดหนัง

นักปฏิบัติผู้จะกำหนดเอาหนังเป็นอารมณ์ พึงพิจารณาขึ้นเบื้องบน ตั้งแต่ริมฝีปากบน แล้วกำหนดหนังที่หุ้มอยู่รอบปากก่อนเป็นอันดับแรก จากนั้นจึงกำหนดหนังหุ้มกระดูกหน้าผาก จากนั้นจึงส่งจิตพิจารณาเข้าไปโดยระหว่างกระดูกศีรษะและหนังหุ้มศีรษะ ดุจสอดมือเข้าไปโดยระหว่างแห่งบาตรที่สวมถลกฉะนั้น แล้วแยกความที่หนังเนื่องเป็นอันเดียวกันกับกระดูกออกจากกัน แล้วกำหนดหนังศีรษะ จากนั้นกำหนดหนังคอ จากนั้นกำหนดหนังมือขวาทั้งโดยอนุโลมและปฏิโลม (มหาฎีกาว่า กำหนดตั้งแต่หัวไหล่ลงไปทางหลังแขนเป็นอนุโลม กำหนดแต่ข้อมือขึ้นมาทางหน้าแขนเป็นปฏิโลม) ครั้นแล้วกำหนดหนังมือซ้ายโดยนัยนั้นเหมือนกัน จากนั้นกำหนดหนังหลัง ครั้นกำหนดหนังหลังนั้นแล้ว จึงกำหนดหนังเท้าขวาทั้งโดยอนุโลมและปฏิโลม แล้วจึงกำหนดหนังเท้าซ้ายโดยนัยเดียวกันนั้น จากนั้นกำหนดหนังท้องน้อยหนังหน้าท้อง หนังทรวงอกและหนังคอตามลำดับไป จากนั้นกำหนดหนังใต้คางถัดหนังคอขึ้นมา จนถึงริมฝีปากล่างเป็นที่สุดจึงเสร็จ เมื่อปฏิบัติกำหนดเอาหนังหยาบๆ ได้อย่างนี้ แม้หนังที่ละเอียดก็ย่อมจะปรากฏ

โดยทิศ : หนังเกิดในทิศทั้งเบื้องบนและเบื้องล่างของร่างกาย

โดยโอกาส : หนังหุ้มร่างกายทั้งสิ้นอยู่

โดยปริจเฉท : เบื้องล่างกำหนดด้วยพื้นที่มันตั้งอยู่ เบื้องบนกำหนดด้วยอากาศ มีอยู่โดยเฉพาะในร่างกาย มิใช่อยู่ในโกฏฐาสะอื่นๆ

6. เนื้อ (มํสํ)

เนื้อ คือเนื้อ 900 ชิ้น

โดยสี : มีสีแดงเหมือนดอกทองกวาว

โดยสัณฐาน : เนื้อปลีแข้งมีสัณฐานดังข้าวสุกในห่อใบตาล3) เนื้อขา มีสัณฐานดังลูกหินบด เนื้อสะโพก มีสัณฐานดังก้อนเส้า เนื้อหลัง มีสัณฐานดังแผ่นตาลงบ4) เนื้อสีข้างทั้งสอง มีสัณฐานดังดินที่นำมา ทาบางๆ ที่ฝาฉางเก็บข้าว เนื้อนมมีสัณฐานดังก้อนดินที่เขาผูกแขวนไว้แล้ว เนื้อแขน ทั้งสองข้างมีสัณฐานดังหนูตัวใหญ่ที่ถลกหนังวางซ้อนกันไว้ เนื้อก้นดังเนื้อตัวกบ เนื้อลิ้นดังกลีบดอกบัว เนื้อจมูกดังถุงที่วางคว่ำไว้ เนื้อขุมตาดังลูกมะเดื่อเกือบสุก เนื้อศีรษะมีสัณฐานดังดินที่เอามาทาบางๆ ใช้รมบาตร เมื่อนักปฏิบัติกำหนดเนื้อหยาบๆ ได้อย่างนี้ แม้เนื้อที่ละเอียดก็ย่อมจะปรากฏ

โดยทิศ : เนื้อนั้นเกิดในทิศเบื้องบนและเบื้องล่างของร่างกาย

โดยโอกาส : ตั้งหุ้มกระดูก 300 ท่อนกว่าๆ

โดยปริจเฉท : เบื้องล่างกำหนดด้วยพื้นที่ตั้งอยู่ที่โครงกระดูก เบื้องบนกำหนดด้วยหนัง เบื้องขวางกำหนดด้วยเนื้อด้วยกัน มีอยู่โดยเฉพาะในร่างกาย มิใช่อยู่ในโกฏฐาสะอื่นๆ

7. เอ็น (นฺหารู)

เอ็นมี 900 เส้น

โดยสี : มีสีขาว บางแห่งว่ามีสีน้ำผึ้ง

โดยสัณฐาน : มีสัณฐานต่างๆ คือ เส้นเอ็นใหญ่ที่รึงรัดร่างกาย ตั้งแต่แต่ส่วนบนแห่งคอหยั่งลงไปทางข้างหน้า 5 เส้น ทางข้างหลังก็ 5 เส้น ทางข้างขวาก็ 5 เส้น ทางข้างซ้ายก็ 5 เส้น แม้ที่รึงรัดมือขวา ทางข้างหน้ามือก็ 5 เส้นทางข้างหลังมือก็ 5 เส้น ที่รึงรัดมือซ้ายก็เช่นเดียวกัน แม้ที่รึงรัดเท้าขวา ทางข้างหน้าเท้าก็ 5 เส้น ทางข้างหลังก็ 5 เส้น ที่รึงรัดเท้าซ้ายก็เช่นเดียวกัน เอ็นใหญ่ 60 เส้น อันได้ชื่อว่า สรีรธารกา เอ็นรึงรัดร่างกาย เอ็นที่หยั่งลงไป เรียกว่า กัณฑรา (เอ็นรากเง่า) เอ็นใหญ่เหล่านี้มีสัณฐานดังต้นคล้าอ่อน ส่วนเอ็นอื่นๆ แผ่คลุม ตำแหน่งต่างๆ ในร่างกาย นั้นๆ ที่เล็กกว่าเอ็นสรีรธารกานั้น มีสัณฐานดังเชือกดักหมู ที่เล็กกว่านั้นมีสัณฐานดังเชือกเส้นเล็ก เส้นเอ็นอื่นที่เล็กกว่านั้นมีสัณฐานดังสายพิณใหญ่ เอ็นอื่นมีสัณฐานดังเส้นด้ายอ้วนๆ เอ็นที่หลังมือและเท้ามีสัณฐานดังเท้านก เอ็นที่ศีรษะมีสัณฐานดังข่ายคลุมศีรษะทารก เอ็นที่หลังมีสัณฐานดังอวนเปียกที่เขาผึ่งแดดไว้ เอ็นที่รัดรึงอวัยวะต่างๆ ที่เหลือมีสัณฐานดังเสื้อร่างแหที่สวมร่างกายไว้

โดยทิศ : เอ็นเกิดในทิศเบื้องบนและเบื้องล่างของร่างกาย

โดยโอกาส : ยึดกระดูกในร่างกายทั้งสิ้นอยู่

โดยปริจเฉท : เบื้องล่างกำหนดด้วยพื้นที่มันตั้งอยู่บนกระดูก 300 ท่อน เบื้องบน กำหนดด้วยตำแหน่งที่มันตั้งจดเนื้อและหนังอยู่ เบื้องขวางกำหนดด้วยเอ็นด้วยกัน มีอยู่โดยเฉพาะในร่างกาย มิใช่อยู่ในโกฏฐาสะอื่นๆ

8. กระดูก (อฏฺฐิ)

bone.jpg

กระดูกทั้งหลาย คือ ยกเว้นกระดูกฟัน 32 ซี่เสีย ที่เหลือเป็นกระดูกประมาณ 300 ท่อนดังนี้ คือ กระดูกมือ 64 ท่อน กระดูกเท้า 64 ท่อน กระดูกอ่อนที่ติดเนื้ออยู่ 64 ท่อน กระดูกเท้า 2 ท่อน กระดูกข้อเท้าข้างละ 2 ท่อน กระดูกแข้งข้างละ 2 ท่อน กระดูกเข่า ข้างละ 1 ท่อน กระดูกขา ข้างละ 1 ท่อน กระดูกสะเอว 2 ท่อน กระดูกสันหลัง 18 ท่อน กระดูกซี่โครง 24 ท่อน กระดูกหน้าอก 14 ท่อน กระดูกหัวใจ 1 ท่อน กระดูกรากขวัญ 2 ท่อน กระดูกสะบัก 2 ท่อน กระดูกต้นแขน 2 ท่อน กระดูกปลายแขนข้างละ 2 ท่อน กระดูกก้านคอ 7 ท่อน กระดูกคาง 2 ท่อน กระดูกจมูก 1 ท่อน กระดูกเบ้าตา 2 ท่อน กระดูกหู 2 ท่อน กระดูกหน้าผาก 1 ท่อน กระดูกกระหม่อม 1 ท่อน กระดูกกะโหลกศีรษะ 9 ท่อน

โดยสี : เป็นสีขาว

โดยสัณฐาน : มีสัณฐานต่างๆ ดังต่อไปนี้ คือ

กระดูกนิ้วเท้าข้อปลายมีสัณฐานดังเมล็ดบัว กระดูกข้อกลางถัดข้อปลายนั้นเข้ามา สัณฐานดังเม็ดขนุน กระดูกข้อโคน (ถัดข้อกลางเข้ามา) มีสัณฐานดังบัณเฑาะว์ กระดูกหลังเท้า มีสัณฐานดังกองหัวคล้าที่ถูกบุบ กระดูกส้นเท้ามีสัณฐานดังจาวตาลในลอนเดียว กระดูกข้อเท้า มีสัณฐานดังลูกสะบ้าประกบกัน กระดูกแข้งตรงที่ๆ ตั้งลงในกระดูกข้อเท้าสัณฐานดังหน่อเป้งที่ปอกเปลือก กระดูกแข้งท่อนเล็กมีสัณฐานดังคันธนู ท่อนใหญ่ มีสัณฐานดังหลังงูที่เหี่ยวๆ กระดูกเข่ามีสัณฐานดังต่อมน้ำที่แหว่งไปข้างหนึ่ง กระดูกแข้งตรงที่ตั้งจดในกระดูกเข่านั้นมีสัณฐานดังเขาโคปลายทู่ กระดูกขามีสัณฐานดัง ด้ามพร้าและด้ามขวานที่ถากแต่งหยาบๆ กระดูกขาตรงที่ตั้งจดในกระดูกสะเอวมีสัณฐานดังลูกสะบ้า กระดูกตรงสะเอวตรงที่ตั้งจดกับกระดูกขานั้นมีสัณฐานดังผลมะงั่วใหญ่ปลายปาด กระดูกสะเอว แม้เป็น 2 ชิ้น แต่ติดกันมีสัณฐานดังเตาช่างหม้อ ถ้าแยกกันออก แต่ละชิ้น มีสัณฐานดังคีมช่างทอง กระดูกตะโพกที่ตั้งอยู่ทางด้านปลาย มีสัณฐานดังพังพานงูที่เขาวางคว่ำหน้าลง มีช่องเล็กช่องใหญ่ 7-8 แห่ง กระดูกสันหลังข้างใน มีสัณฐานดังห่วงแผ่นตะกั่วที่วางซ้อนๆ กันไว้ ข้างนอกมีสัณฐานดังลูกประคำ ในระหว่างกระดูกสันหลังเหล่านั้น มีเดือยอยู่ 2 ซี่คล้ายฟันเลื่อย ในกระดูกซี่โครง 24 ซี่ ซี่ที่ไม่เต็ม มีสัณฐานดังเคียวไม่เต็มเล่ม ซี่ที่เต็ม (คือ ยาวจดกัน) มีสัณฐานดังเคียวเต็มเล่มทั้งหมดมีสัณฐานดังปีกกางของไก่ขาว กระดูกอก 14 ท่อน มีสัณฐานดังเรือนคานหามที่คร่ำคร่า กระดูกที่หัวใจ มีสัณฐานดังจวัก กระดูกรากขวัญมีสัณฐานดังมีดโลหะเล่มเล็กๆ กระดูกสะบักมีสัณฐานดังจอบชาวสีหลที่เหี้ยนไปข้างหนึ่ง กระดูกแขนมีสัณฐานดังด้ามแว่น กระดูกปลายแขน มีสัณฐานดังรากตาลคู่ กระดูกข้อมือมีสัณฐาน ดังห่วงแผ่นตะกั่วที่เขาเชื่อมให้ติดกันตั้งไว้ กระดูกหลังมือมีสัณฐานดังกองหัวคล้าที่ถูกบุบ กระดูกข้อโคนนิ้วมือมีสัณฐานดังบัณเฑาะว์ กระดูกข้อกลางนิ้วมีสัณฐานดังเมล็ดขนุนไม่เต็มเม็ด กระดูกข้อปลายนิ้วมีสัณฐานดังเมล็ดบัว กระดูกคอ 7 ท่อน มีสัณฐานดังแว่นหน่อไม้ที่คนใช้ไม้เสียบตั้งไว้โดยลำดับกัน กระดูกคางอันล่างมีสัณฐานดังคีมเหล็กของพวกช่างโลหะ อันบนมีสัณฐานดังเหล็กสำหรับขูด กระดูกกระบอกตาและกระบอกจมูกมีสัณฐานดังเต้าตาลอ่อนที่ควักจาวออกแล้ว กระดูกหน้าผากมีสัณฐานดังเปลือกสังข์ที่วางคว่ำหน้าไว้ กระดูกกกหูสัณฐานดังฝักมีดโกนของช่างกัลบก กระดูกในที่ๆ หน้าผากกับกกหูติดกันเป็นแผ่นอยู่ตอนบนสัณฐาน ดังท่อนผ้าที่ยู่ยี่และเต็มไปด้วยเนยใส กระดูกกระหม่อมมีสัณฐานดังกะโหลกมะพร้าวเบี้ยวที่ปาดหน้าแล้ว กระดูกศีรษะมีสัณฐานดังกะโหลกน้ำเต้าแก่ที่เขาเย็บตรึงเอาไว้ (ไม่ให้แตกแยกออกจากกัน)

โดยทิศ : กระดูกเกิดในทิศเบื้องบนและเบื้องล่างของร่างกาย

โดยโอกาส : เมื่อว่าโดยไม่แปลกกัน ตั้งอยู่ทั่วร่างกาย แต่เมื่อว่าโดยแปลกกัน ในกระดูกทั้งหลายนั้น กระดูกศีรษะตั้งอยู่บนกระดูกคอ กระดูกคอตั้งอยู่บนกระดูกสันหลัง กระดูกสันหลังตั้งอยู่บนกระดูกสะเอว กระดูกสะเอวตั้งอยู่บนกระดูกขา กระดูกขาตั้งอยู่บนกระดูกเข่า กระดูกเข่าตั้งอยู่บนกระดูกแข้ง กระดูกแข้งตั้งอยู่บนกระดูกข้อเท้า กระดูกข้อเท้า ตั้งอยู่บนกระดูกหลังเท้า

โดยปริจเฉท : ภายในกำหนดด้วยเยื่อในกระดูก เบื้องบน กำหนดด้วยเนื้อ ที่ปลายและโคน กำหนดด้วยกระดูกด้วยกัน มีอยู่โดยเฉพาะในร่างกาย มิใช่อยู่ในโกฏฐาสะอื่นๆ

9. เยื่อในกระดูก (อฏฺฐิมิญฺชํ)

เยื่อในกระดูก คือเยื่ออันอยู่เฉพาะภายในแห่งกระดูกทั้งหลายนั้นๆ

โดยสี : มีสีขาว

โดยสัณฐาน : เยื่อที่อยู่ภายในกระดูกท่อนใหญ่ๆ มีสัณฐานดังยอดหวายใหญ่ที่เขาลนไฟแล้วสอดเข้าไว้ในกระบอกไม้ไผ่ เยื่อที่อยู่ภายในกระดูกท่อนเล็กๆ มีสัณฐานดังยอดหวายเล็กที่เขาลนไฟแล้วสอดเข้าไว้ในปล้องไม้อ้อ

โดยทิศ : เกิดในทิศเบื้องบนและเบื้องล่างของร่างกาย

โดยโอกาส : ตั้งอยู่ภายในกระดูก

โดยปริจเฉท : กำหนดด้วยพื้นข้างในกระดูกทั้งหลาย นี้เป็นการกำหนดด้วยส่วนของตนแห่งเยื่อในกระดูกนั้น มีอยู่โดยเฉพาะในร่างกาย มิใช่อยู่ในโกฏฐาสะอื่นๆ

10. ไต (วกฺกํ)

sideview_copy.jpgliver.jpg

ไต ได้แก่ก้อนเนื้อ 2 ก้อน มีขั้วเดียว

โดยสี : มีสีแดงอ่อนดุจสีเม็ดทองหลางป่า

โดยสัณฐาน : มีสัณฐานดังลูกสะบ้าคู่ของเด็กๆ หรือมีสัณฐานดังผลมะม่วงแฝด ติดอยู่ในขั้วเดียวกัน

โดยทิศ : เกิดในทิศเบื้องบน ( เพราะอยู่ด้านหลังเหนือสะดือนิดเดียว )

โดยโอกาส : เป็นก้อนเนื้อที่ติดอยู่กับเส้นเอ็นใหญ่ (เส้นเลือดใหญ่ ) ซึ่งโคนเป็นเส้นเดียว แล่นออกจากหลุมคอไปหน่อยแตกเป็น 2 เส้น รัดไว้โอบเนื้อหัวใจไว้

โดยปริจเฉท : ไตก็กำหนดด้วยส่วนของไต นี่เป็นการกำหนดด้วยส่วนของตนแห่งไตนั้น ส่วนการกำหนดด้วยส่วนที่ผิดกับตน ก็เช่นเดียวกับผมนั่นแล

11. หัวใจ (หทยํ)

front.jpgheart_copy.jpg

หทยํ คือเนื้อหัวใจ

โดยสี : มีสีแดงดังสีหลังกลีบดอกบัว

โดยสัณฐาน : มีสัณฐานดังดอกปทุมตูมที่เขาปลิดกลีบชั้นนอกออกแล้วตั้งคว่ำลง ภายนอกเกลี้ยง ภายในเหมือนภายในแห่งรังบวบขม ของพวกคนมีปัญญาเฉลียวฉลาด หัวใจเป็นรูปบัวแย้มหน่อยหนึ่ง ของพวกคนปัญญาอ่อนรูปร่างจะเหมือนดอกบัวตูมปิดสนิท ภายในหัวใจนั้นมีหลุมขนาดจุเมล็ดบุนนาคได้ เป็นที่ขังโลหิตประมาณกึ่งซองมือ เรียกว่าน้ำเลี้ยงหทัยเป็นที่อาศัยเกิดมโนธาตุและมโนวิญญาณธาตุ โลหิตนั้นของคนราคจริตเป็นสีแดง ของคน โทสจริตเป็นสีดำ ของคนโมหจริตเป็นสีคล้ายน้ำล้างเนื้อ ของคนวิตกจริตเป็นสีดังเยื่อถั่วพู ของคนสัทธาจริตเป็นสีดังดอกกรรณิการ์ ของคนปัญญาจริตใสผ่องไม่หมองมัว ขาวบริสุทธิ์ ปรากฏมีแสงดังแก้วมณีแท้ที่เจียระไนแล้ว

โดยทิศ : เกิดในทิศเบื้องบน

โดยโอกาส : ตั้งอยู่ระหว่างกลางนมทั้ง 2 ภายในร่างกาย

โดยปริจเฉท : หัวใจก็กำหนดด้วยส่วนของหัวใจ มีอยู่โดยเฉพาะในร่างกาย มิใช่อยู่ในโกฏฐาสะอื่นๆ

12. ตับ (ยกนํ)

front.jpgliver2.jpg

ตับ ได้แก่แผ่นเนื้อสองแฉก

โดยสี : มีสีแดง พื้นเหลืองไม่แดงจัดสีดังสีหลังกลีบบัวแดง

โดยสัณฐาน : ที่โคนเป็นแผ่นเดียว ที่ปลายเป็นสองแฉก มีสัณฐานดังใบทองหลาง ถ้าตับ ของพวกคนโง่ จะมีตับเป็นแผ่นโตแผ่นเดียวเท่านั้น ของคนมีปัญญา จะมีตับเป็นแผ่นย่อมๆ แยกออกเป็นแฉก 2 หรือ 3 แฉก

โดยทิศ : เกิดในทิศเบื้องบน

โดยโอกาส : ตั้งอยู่ระหว่างนมทั้งสองค่อนไปข้างขวา

โดยปริจเฉท : ตับก็กำหนดด้วยส่วนของตับเอง มีอยู่โดยเฉพาะในร่างกาย มิใช่อยู่ในโกฏฐาสะอื่นๆ

13. พังผืด(กิโลมกํ)

พังผืด ได้แก่เนื้อเยื่อสำหรับหุ้ม มี 2 ประเภท โดยแยก เป็นพังผืดปกปิด และพังผืดเปิดเผย พังผืดทั้ง 2 อย่างนั้น

โดยสี : มีสีขาวดังสีผ้าเปลือกไม้แก่

โดยสัณฐาน : มีสัณฐานตามที่อยู่ของตน

โดยทิศ : พังผืดประเภทปกปิด ชื่อว่า ปฏิจฉันนะกิโลมกะ เกิดในทิศเบื้องบน หุ้มหัวใจและไตอยู่ พังผืดเปิดเผย ชื่อว่า อัปปฏิจฉันนะกิโลมกะ เกิดในทิศเบื้องบนและเบื้องล่างของร่างกาย ยึดเนื้อใต้หนังอยู่ทั่วร่างกาย

โดยปริจเฉท : เบื้องล่างกำหนดด้วยเนื้อ เบื้องบนกำหนดด้วยหนัง เบื้องขวางกำหนดด้วยส่วนของพังผืดเอง มีอยู่โดยเฉพาะในร่างกาย มิใช่อยู่ในโกฏฐาสะอื่นๆ

14. ม้าม (ปิหกํ)

front.jpgmamm.jpg

ม้าม ได้แก่เนื้อเป็นลิ้นอยู่ในท้อง

โดยสี : มีสีเขียวดุจสีดอกคนทิสอ( สีครามอ่อน )

โดยสัณฐาน : มีสัณฐานดังลิ้นลูกโคดำ มีขั้วยาวประมาณ 7 นิ้ว

โดยทิศ : เกิดในทิศเบื้องบน

โดยโอกาส : ตั้งอยู่ติดเบื้องบนของพื้นท้องทางซ้ายของหัวใจ ถ้าม้ามหลุดออกมาภายนอกร่างกาย เพราะถูกทำร้ายด้วยอาวุธเป็นต้น สัตว์ทั้งหลายก็จะสิ้นชีวิต

โดยปริจเฉท : ม้ามกำหนดด้วยส่วนของม้ามเอง มีอยู่โดยเฉพาะในร่างกาย มิใช่อยู่ในโกฏฐาสะอื่นๆ

15. ปอด (ปปฺผาสํ)

front.jpglung.jpg

ปอด ได้แก่เนื้อปอดอันมีเนื้อย่อยๆ ชิ้นเล็ก ๆ 32 ชิ้นติดกันอยู่

โดยสี : แดงดังสีผลมะเดื่อที่สุกยังไม่จัด

โดยสัณฐาน : มีสัณฐานดังชิ้นขนมหนาๆ ที่เขาตัดไม่เรียบ ถ้าหากอดอาหาร ไฟธาตุจะเผาเนื้อปอดเหี่ยว เนื้อปอดเป็นของไม่มีรส ไม่มีโอชา เป็นเนื้อที่ซีดเผือดเหมือนก้อนใบไม้ที่เคี้ยวแล้ว จนจืดเหลือเป็นชาน

โดยทิศ : เกิดในทิศเบื้องบน

โดยโอกาส : ปิดหัวใจและตับห้อยติดอยู่ในระหว่างนมทั้ง 2 ในภายในร่างกาย

โดยปริจเฉท : ก็กำหนดด้วยส่วนของปอดเอง มีอยู่โดยเฉพาะในร่างกาย มิใช่อยู่ในโกฏฐาสะอื่นๆ

16. ไส้ใหญ่ (อนฺตํ)

ไส้ใหญ่ ได้แก่ลำไส้ ของผู้ชายยาวประมาณ 32 ศอก ของผู้หญิงยาวประมาณ 28 ศอก ขดไปมา 21 ทบ

โดยสี : มีสีขาวดังสีก้อนกรวด หรือปูนขาว

โดยสัณฐาน : มีสัณฐานดังงูหัวขาดที่วางขดไว้ในรางเลือด

โดยทิศ : เกิดในทิศเบื้องบนและเบื้องล่างของร่างกาย

โดยโอกาส : ตั้งอยู่ภายในร่างกายมีปลายอยู่ที่ไส้น้อย (ข้าง 1) และที่ทวารหนัก (ข้าง 1) เพราะเบื้องบนติดอยู่ที่ไส้น้อย และเบื้องล่างติดอยู่ที่ทวารหนัก

โดยปริจเฉท : กำหนดด้วยส่วนของไส้ใหญ่เอง มีอยู่โดยเฉพาะในร่างกาย มิใช่อยู่ในโกฏฐาสะอื่นๆ

17. ไส้น้อย (อนฺตคุณํ)

ไส้น้อย คือไส้อันป็นสายพันอยู่ตามขนดไส้ใหญ่

โดยสี : มีสีขาวดังสีรากจงกลนี5) (รากบัว)

โดยสัณฐาน : มีสัณฐานดังรากจงกลนี

โดยทิศ : เกิดในทิศเบื้องบนและเบื้องล่างของร่างกาย

โดยโอกาส : ไส้น้อยตั้งยึดขนดไส้ใหญ่ให้เป็นมัดอยู่ด้วยกัน อยู่ในระหว่างแห่งขนดไส้ใหญ่ 21 ทบ เหมือนเชือกเล็กที่เย็บร้อยไปตามในระหว่างแห่งขดเชือกสำหรับเช็ดเท้าฉะนั้น

โดยปริจเฉท : ก็กำหนดด้วยส่วนของไส้น้อยเอง มีอยู่โดยเฉพาะในร่างกาย มิใช่อยู่ในโกฏฐาสะอื่นๆ

18. อาหารใหม่ (อุทริยํ)

สิ่งที่มีอยู่ในอุทร (กระเพาะ) ชื่อ อาหารใหม่ หมายเอาสิ่งที่กิน ดื่ม เคี้ยว ลิ้ม เข้าไป

โดยสี : มีสีดังสีอาหารที่กลืนเข้าไป

โดยสัณฐาน : มีสัณฐานดังข้าวสารที่บรรจุหลวมๆ ในผ้ากรองน้ำ

โดยทิศ : เกิดในทิศเบื้องบน

โดยโอกาส : ตั้งอยู่ในอุทร (กระเพาะ)

อุทร (กระเพาะ) อุทร หรือกระเพาะ ภายนอกเกลี้ยง ภายในเป็นขรุขระเหมือนผ้าซับระดูที่เปื้อนแล้วห่อเศษเนื้อไว้ หรือเป็นเหมือนข้างในของผลขนุน

stomach.jpg inside_stomach.jpg

กระเพาะเป็นที่ที่หมู่หนอน (ตัวพยาธิ) อันมีแตกต่างกันถึง 32 ตระกูล มีชนิดตักโกฏกะ (พยาธิปากขอ) ชนิดคัณฑุปปาทกะ (พยาธิตัวกลม) ชนิดตาลหีรกะ (พยาธิเสี้ยนตาล) ชนิด สูจิมุขกะ (พยาธิตัวจี๊ด) ชนิดปฏตันตุ (พยาธิตัวแบน) ชนิดสุตตกะ (พยาธิเส้นด้าย) เป็นต้น อาศัยอยู่กันคลาคล่ำเป็นกลุ่มๆ ไป เมื่อของกินมีน้ำและข้าว เป็นต้น ไม่มีอยู่ในอุทร พยาธิก็ พากันหิว พากันกัดกินไส้ในพุง ทำให้รู้สึกเจ็บปวดในท้องไม่สบาย พออาหารตกลงไป พวกพยาธิ ก็จะพากันชูปากตะลีตะลานเข้าแย่งอาหารที่คนกลืนลงไปแรกๆ 2-3 คำ ในอุทรเปรียบได้กับบ่อน้ำครำอันสกปรก เต็มไปด้วยอุจจาระ ปัสสาวะ เสมหะ น้ำลาย เนื้อ หนัง กระดูก เอ็น แหลกเป็นชิ้นน้อยใหญ่หมักหมมอยู่ เมื่อไฟธาตุเข้าทำการย่อยก็ขึ้นเป็นฟองปุดๆ มีสีเขียวคล้ำต่างๆ มีกลิ่นเหม็นน่ารังเกียจ อาหารที่ถูกบดถูกเคี้ยวด้วยฟัน ผสมกับน้ำลายปนกับน้ำดี เสมหะ ไม่ผิด กับอาเจียนของสุนัขยังเป็นฟองฟอด มีหมู่หนอนยั้วเยี้ยเต็มไปหมด อาหารทั้งหมดที่กินเข้าไปนั้น เหล่าหนอนพยาธิกินเสีย 1 ส่วน ไฟธาตุไหม้ไปเสีย 1 ส่วน ไปหล่อเลี้ยงร่างกาย 1 ส่วน เป็นน้ำปัสสาวะไป 1 ส่วน เป็นอาหารเก่าไป 1 ส่วน ส่วนที่ไปเลี้ยงร่างกาย เลี้ยงเสร็จแล้ว ก็ไหลออกมาเป็นขี้หู ขี้ตา ขี้มูก ขี้ฟัน ฯลฯ ตามทวารทั้ง 9 ล้วนแต่น่ารังเกียจยิ่งนัก

19. อาหารเก่า (กรีสํ)

ได้แก่ อุจจาระ

โดยสี : มีสีดังอาหารที่กลืนเข้าไป

โดยสัณฐาน : มีสัณฐานตามโอกาสที่มันถูกบรรจุอยู่ ถ้าอยู่ในกระเพาะ รูปร่างก็เหมือนกระเพาะ ถ้าไปค้างอยู่ที่ลำไส้ ก็มีรูปร่างเหมือนลำไส้

โดยทิศ : เกิดในทิศเบื้องล่าง

โดยอากาส : ตั้งอยู่ในลำไส้ตรง เป็นเสมือนกระบอกไม้ไผ่ สูงประมาณ 8 องคุลี อยู่ที่ ปลายไส้ใหญ่ ในระหว่างใต้สะดือและโคนข้อสันหลังซึ่งเป็นที่ที่ของกิน มีน้ำและข้าว เป็นต้นอย่างใดอย่างหนึ่งตกลงไปในกระเพาะอาหารใหม่ อันไฟธาตุในท้องเผาผลาญปุดเป็นฟองฟอดถึงภาวะเป็นของละเอียด ดังถูกบดด้วยหินบดแล้วไหลลงไปตามลำไส้ใหญ่เป็นของหมักตั้งอยู่ดังดินเหลืองที่เขาขยำใส่ในปล้องไม้ไผ่ เปรียบเหมือนน้ำฝนตกลงที่ภูมิภาคเบื้องสูงแล้วไหลบ่าลงไปขังเต็มภูมิภาคเบื้องต่ำ ฉะนั้น

โดยปริจเฉท : กำหนดกระพุ้งอาหารเก่าและด้วยส่วนแห่งอุจจาระ มีอยู่โดยเฉพาะในร่างกาย มิใช่อยู่ในโกฏฐาสะอื่นๆ

20. มันสมอง (มตฺถลุงฺคํ)

มันสมอง ได้แก่ กองเยื่ออันตั้งอยู่ภายในกะโหลกศีรษะ

โดยสี : มีสีขาวดังก้อนเห็ด แต่ก็ไม่ขาวเท่านมข้น สีพอๆ กับนมสด

โดยสัณฐาน : มีสัณฐานเหมือนหัวกะโหลกที่บรรจุ

โดยทิศ : เกิดในทิศเบื้องบน

โดยโอกาส : อาศัยแนวประสาน 4 แนวภายในกะโหลกศีรษะ ตั้งรวมกันอยู่ดุจก้อนแป้ง 4 ก้อนที่เขาตั้งรวมกันไว้

โดยปริจเฉท : กำหนดด้วยพื้นในภายในกะโหลกศีรษะและส่วนแห่งมันสมอง มีอยู่โดยเฉพาะในร่างกาย มิใช่อยู่ในโกฏฐาสะอื่นๆ

21. ดี (ปิตฺตํ)

ดี ได้แก่ ดี 2 อย่างคือ ดีที่มีฝัก และดีที่ไม่มีฝัก

โดยสี : ดีที่มีฝัก มีสีดังน้ำมันผลมะซางข้นๆ ดีที่ไม่มีฝักมีสีดังดอกพิกุล6)เหี่ยว

โดยสัณฐาน : ดีทั้ง 2 อย่างมีสัณฐานตามโอกาสที่ตั้งอยู่

โดยทิศ : ดีมีฝักเกิดในทิศเบื้องบน ดีไม่มีฝักเกิดในทิศเบื้องบนและเบื้องล่างของร่างกาย

โดยโอกาส : ดีที่ไม่มีฝัก ซึมซาบไปทั่วร่างกาย ยกเว้นที่ที่พ้นจากเนื้อคอ ผม ขน เล็บ ฟัน และหนังที่กระด้างแห้งผาก เหมือนหยาดน้ำมันที่ซึมซาบไปทั่วน้ำ ถ้าน้ำดีกำเริบ สัตว์ทั้งหลาย ก็จะชัก ทำให้ตาเหลืองวิงเวียน ตัวก็สะทกสะท้าน เป็นผื่นคัน ดีที่มีฝักขังอยู่ในฝักดีซึ่งเป็นดังรังบวบขมใหญ่ตั้งแนบเนื้อตับในระหว่างหัวใจกับปอด ถ้ากำเริบสัตว์ทั้งหลายมักเป็นบ้า จิตใจแปรปรวนละทิ้งหิริโอตตัปปะ สิ่งที่ไม่น่าทำก็ทำได้ คำที่ไม่น่าพูดก็พูดได้ สิ่งที่ไม่น่าคิดก็คิดได้

โดยปริจเฉท : กำหนดด้วยส่วนของตน มีอยู่โดยเฉพาะในร่างกาย มิใช่อยู่ในโกฏฐาสะ อื่นๆ

22. เสลด (เสมฺหํ)

เสลด ได้แก่ เสลดมีอยู่ภายในร่างกายมีมากประมาณเต็มบาตรใบหนึ่ง

โดยสี : มีสีดังน้ำใบแตงหนู

โดยสัณฐาน : มีสัณฐานตามที่อยู่

โดยทิศ : เกิดในทิศเบื้องบน

โดยอากาส : ตั้งอยู่ในบริเวณพื้นท้อง ในเวลาที่กลืนอาหารลงไป อาหารตกลงถูกเสมหะที่ในลำคอ เสมหะก็ขาดออกเป็นช่องให้อาหารผ่าน แล้วหุ้มห่อเข้าตามเดิม เหมือนอย่างสาหร่ายในน้ำเมื่อไม้หรือกระเบื้องตกลงไป ก็แยกออกเป็นส่วนแล้วหุ้มเข้าตามเดิม เสมหะถ้าน้อยไป ท้องจะส่งกลิ่นดังซากศพน่าเกลียดยิ่งนัก ดุจฝีแตกและดุจไข่ไก่เน่า และท้องนั้นส่งกลิ่นฟุ้ง ทำให้เรอ หรือพูดออกมาก็พลอยเหม็นเช่นกลิ่นศพเน่าด้วย และคนผู้นั้นจะต้องถูกต่อว่า เรอออกไปส่งกลิ่นเหม็นฟุ้งนัก ถ้าเสลดมีเพิ่มมากขึ้นแล้วก็ปิดกั้นกลิ่นซากศพในภายในท้องอยู่ได้ ดังแผ่นกระดานปิดส้วม

โดยปริจเฉท : กำหนดด้วยส่วนของเสลดเอง มีอยู่โดยเฉพาะในร่างกาย มิใช่อยู่ในโกฏฐาสะอื่นๆ

23. น้ำหนอง (ปุพฺโพ)

โดยสี : ในร่างกายที่มีชีวิตอยู่มีสีดังใบไม้เหลือง แต่ในร่างกายคนตายย่อมมีสีดังน้ำข้าวบูดข้นๆ

โดยสัณฐาน : มีสัณฐานตามแหล่งที่เกิด

โดยทิศ : เกิดในทิศเบื้องบนและเบื้องล่างของร่างกาย

โดยโอกาส : มีที่อยู่ไม่แน่นอน ไม่ได้อยู่ประจำในที่ใด แต่จะเกิดมีขึ้นตรงร่างกาย ที่ถูกตอหนามตำ ถูกอาวุธ หรือถูกไฟลวกเอา ตรงไหนมีเลือดไปคั่ง น้ำเหลืองก็จะเกิดอยู่ในที่นั้นๆ

โดยปริจเฉท : กำหนดด้วยส่วนของตน มีอยู่โดยเฉพาะในร่างกาย มิใช่อยู่ในโกฏฐาสะอื่นๆ

24. เลือด (โลหิต)

โลหิต มี 2 อย่าง คือ โลหิตข้น และโลหิตจาง

โดยสี : โลหิตข้น มีสีดังน้ำครั่งข้น โลหิตจางมีสีดังน้ำครั่งใส

โดยสัณฐาน : โลหิตทั้ง 2 อย่างมีสัณฐานตามโอกาส

โดยทิศ : โลหิตข้นเกิดในทิศเบื้องบน โลหิตจางเกิดในทิศเบื้องบนและเบื้องล่างของร่างกาย

โดยโอกาส : โลหิตจางไหลซึมชุ่มทั่วร่างกายไปตามกระแสเส้นโลหิตทั้งในอวัยวะ ทั้งปวงของร่างกาย ยกเว้นผิวหนังที่กระด้างและแห้ง เช่น ผม ขน ฟัน และ เลือดข้นท่วมอยู่ภายใต้แห่งตับมีประมาณเต็มบาตรหนึ่งค่อยๆ ซึมไปบนไต หัวใจ ตับ และปอด ทำไต หัวใจ ตับและปอดให้ชุ่มอยู่เสมอ ถ้าไม่ชุ่มอาบไปทั่วหัวใจ ตับ ปอด และม้าม สัตว์ทั้งหลายจะเกิดกระหายน้ำขึ้น

โดยปริจเฉท : กำหนดด้วยส่วนของโลหิตเอง มีอยู่โดยเฉพาะในร่างกาย มิใช่อยู่ในโกฏฐาสะอื่นๆ

25. เหงื่อ (เสโท)

เหงื่อ ได้แก่ อาโปธาตุที่ไหลออกตามช่องขุมผมเป็นต้น

โดยสี : มีสีดังน้ำมันงาใส

โดยสัณฐาน : มีสัณฐานตามที่ตั้งอยู่

โดยทิศ : เกิดในทิศเบื้องบนและเบื้องล่างของร่างกาย

โดยโอกาส : เหงื่อไม่มีที่เกิดประจำ แต่เมื่อใดร่างกายอบอ้าว เพราะเหตุต่างๆ เช่น ร้อนไฟ ร้อนแดด และความเปลี่ยนแปลงแห่งฤดู เป็นต้น เมื่อนั้นจึงไหลออกมาตามช่องขุมผมและขนทั้งปวงดุจกำสายบัวที่มีรากและเหง้าที่ตัดไว้ไม่เรียบ ซึ่งคนถอนขึ้นจากน้ำ เพราะฉะนั้น แม้พื้นฐานของเหงื่อนั้นก็พึงทราบโดยช่องขุมผมและขนนั่นเอง ผู้ปฏิบัติธรรมผู้กำหนดเหงื่อ พึงกำหนดเหงื่อตามที่มันขังตั้งเต็มขุมผมและขนนั่นเอง

โดยปริจเฉท : กำหนดด้วยส่วนของเหงื่อเอง มีอยู่โดยเฉพาะในร่างกาย มิใช่อยู่ในโกฏฐาสะอื่นๆ

26. มันข้น (เมโท)

โดยสี : มีสีดังขมิ้นที่ถูกผ่า

โดยสัณฐาน : สำหรับคนอ้วน มีสัณฐานเหมือนผ้าเก่าเนื้อหยาบมีสีดังขมิ้นที่วางไว้ในระหว่างหนังกับเนื้อ สำหรับคนผอมมีสัณฐานดังผ้าเก่าเนื้อหยาบมีสีดังขมิ้นที่วางซ้อนกันไว้ 2-3 ชั้น ติดเนื้อแข้ง เนื้อขาอ่อน เนื้อหลังที่ติดกระดูกสันหลัง เนื้อช่องท้อง

โดยทิศ : เกิดในทิศเบื้องบนและเบื้องล่างของร่างกาย

โดยโอกาส : เกิดขึ้นทั่วไปในร่างกาย ของคนอ้วนอยู่ระหว่างหนังและเนื้อ ของคนผอมตั้งติดเนื้อต่างๆ เช่นเนื้อแข็งเป็นต้น แม้ว่าจะเป็นมัน แต่เพราะความเป็นของน่าเกลียดยิ่งนัก คนทั้งหลายจึงไม่เอามาใช้เป็นน้ำมันที่ศีรษะ ไม่ถือเอามาใช้เป็นน้ำมันอย่างอื่นๆ มีน้ำมันสำหรับนัดจมูก เป็นต้น

โดยปริจเฉท : เบื้องต่ำกำหนดด้วยเนื้อ เบื้องบนกำหนดด้วยหนัง เบื้องขวางกำหนดด้วย ส่วนของมันเอง มีอยู่โดยเฉพาะในร่างกาย มิใช่อยู่ในโกฏฐาสะอื่นๆ

27. น้ำตา (อสฺสุ)

น้ำตา ได้แก่ อาโปธาตุ ซึ่งหลั่งออกจากดวงตาทั้งหลาย

โดยสี : มีสีดังน้ำมันงาใสๆ

โดยสัณฐาน : มีสัณฐานตามที่อยู่

โดยทิศ : เกิดในทิศเบื้องบนของร่างกาย

โดยโอกาส : เกิดอยู่ในกระบอกตา เมื่อใดสัตว์ทั้งหลายเกิดความดีใจหัวเราะใหญ่หรือเกิดเสียใจร้องไห้คร่ำครวญอยู่หรือกลืนกินอาหารแสลงเข้าไป เมื่อใดดวงตาของสัตว์เหล่านั้น ถูกสิ่งที่ทำให้น้ำตาไหล มีควันละอองและฝุ่นเป็นต้นกระทบ เมื่อนั้น น้ำตาก็ตั้งขึ้นเพราะความดีใจ ความเสียใจ หรืออาหาร ฤดูที่แสลงเหล่านั้น แล้วเอ่ออยู่เต็มเบ้าตาบ้าง ไหลออก มาบ้าง ผู้ปฏิบัติจะกำหนดน้ำตาก็พึงกำหนดเอาตามที่มันเอออยู่เต็มบ้าตา

โดยปริจเฉท : กำหนดด้วยส่วนของน้ำตาเอง มีอยู่โดยเฉพาะในร่างกาย มิใช่อยู่ในโกฏฐาสะอื่นๆ

28. มันเหลว (วสา)

โดยสี : มีสีดังน้ำมันมะพร้าว หรือมีสีดังน้ำมันที่ราดลงไปในน้ำข้าว

โดยสัณฐาน : มีสัณฐานดังหยาดน้ำมันที่ลอยคว้างอยู่เหนือน้ำอันใส่ในเวลาอาบ

โดยทิศ : เกิดในทิศเบื้องบนและเบื้องล่างของร่างกาย

โดยโอกาส : โดยมากตั้งอยู่ในฝ่ามือ หลังมือ ฝ่าเท้า หลังเท้า ปลายจมูก หน้าผาก และจะงอยบ่า แต่ว่าไม่ได้ละลายอยู่ในที่เหล่านี้ทุกเมื่อ เมื่อใดตำแหน่งเหล่านั้นเกิดอบอ้าวขึ้นเพราะร้อนไฟ ร้อนแดด ผิดอากาศ และธาตุพิการ เมื่อนั้นมันเหลวจะไหลออกไปในที่เหล่านั้น ดังหยาดน้ำมันที่ซ่านไปบนน้ำใส่ในเวลาอาบ

โดยปริจเฉท : กำหนดด้วยส่วนของมันเหลวเอง มีอยู่โดยเฉพาะในร่างกาย มิใช่อยู่ในโกฏฐาสะอื่นๆ

29. น้ำลาย (เขโฬ)

น้ำลาย ได้แก่ อาโปธาตุที่ผสมกันเป็นฟองขึ้นภายในปาก

โดยสี : มีสีขาวดังฟองน้ำ

โดยสัณฐาน : มีสัณฐานตามโอกาส หรือมีสัณฐานดังฟองน้ำ

โดยทิศ : เกิดในทิศเบื้องบน

โดยโอกาส : ไหลออกมาจากกระพุ้งแก้มทั้ง 2 แล้วขังอยู่ที่ลิ้น น้ำลายจะขังอยู่ที่กระพุ้งแก้มทั้ง 2 ต่อเมื่อสัตว์ทั้งหลายเห็นหรือนึกถึงอาหาร หรือเอาอาหารที่มีรสร้อน เผ็ด เค็ม เปรี้ยวใส่เข้าไปในปาก หรือว่าเมื่อใดหัวใจของสัตว์เหล่านั้นละเหี่ยอยู่หรือเกิดความสะอิดสะเอียนในทุกอย่าง เมื่อนั้นน้ำลายย่อมเกิดขึ้น แล้วไหลลงออกจากกระพุ้งแก้มทั้ง 2 ขังอยู่ที่ลิ้น น้ำลายที่อยู่ตรงโคนลิ้นเป็นน้ำลายข้น ส่วนที่อยู่ปลายลิ้นเป็นน้ำลายเหลว เมื่อใดเอาของกินใส่เข้าไว้ในปาก น้ำลายก็จะไหลเอิบอาบเข้าไปจนทั่วของๆ นั้นไม่รู้จักหมด เหมือนบ่อทรายที่มีน้ำไหลซึมออกมาตลอดเวลา

โดยปริจเฉท : กำหนดด้วยส่วนของน้ำลายนี้เอง มีอยู่โดยเฉพาะในร่างกาย มิใช่อยู่ในโกฏฐาสะอื่นๆ

30. น้ำมูก (สิงฆาณิกา)

น้ำมูกได้แก่น้ำอันไม่สะอาดที่ไหลออกจากมันสมอง

โดยสี : มีสีดังเยื่อในเม็ดตาลอ่อน

โดยสัณฐาน : มีสัณฐานตามที่อยู่ของตน

โดยทิศ : เกิดในทิศเบื้องบน

โดยโอกาส : ตั้งอยู่เต็มช่องจมูก แต่มิได้มีอยู่ประจำ เมื่อใดสัตว์ทั้งหลายร้องไห้ มีธาตุกำเริบด้วยจากอาหารที่แสลงและฤดูเปลี่ยนแปลง เมื่อนั้น มันในสมองก็กลายเป็นเสมหะแล้วไหลเคลื่อนจากภายในศีรษะส่งมาตามช่องเพดานจนเต็มช่องจมูก หรือไหลล้นออกมา จากช่องจมูกบ้าง เปรียบเหมือนคนห่อนมส้มไว้ในใบบัวแล้วใช้หนามแทงเบื้องล่าง เมื่อนั้น หยาดนมส้มใสก็จะพึงหยดออกจากช่องนั้น นักปฏิบัติผู้กำหนดน้ำมูก พึงกำหนดตามที่มันขังอยู่จนเต็มช่องจมูกนั่นเอง

โดยปริจเฉท : กำหนดด้วยส่วนของน้ำมูก มีอยู่โดยเฉพาะในร่างกาย มิใช่อยู่ในโกฏฐาสะอื่นๆ

31. ไขข้อ (ลสิกา)

ไขข้อ ได้แก่ ซากมีกลิ่นเป็นมันภายในแห่งข้อต่อในร่างกาย

โดยสี : มีสีดังยางดอกกรรณิการ์

โดยสัณฐาน : มีสัณฐานตามที่อยู่ของตน

โดยทิศ : เกิดในทิศเบื้องบนและเบื้องล่างของร่างกาย

โดยโอกาส : ตั้งอยู่ภายในข้อต่อ 180 แห่ง คอยทำหน้าที่หล่อลื่นข้อต่อกระดูก ทั้งหลาย สำหรับผู้ที่มีไข้ข้อน้อย เมื่อผู้นั้นลุกขึ้น นั่งลง ก้าวไปข้างหน้า ถอยหลังกลับ คู้ เหยียด กระดูกย่อมลั่นดังเผาะ ทำเสียงดุจเสียงนิ้วมือ แม้ผู้นั้นเดินไปสู่ทางไกลแต่เพียง 1-2 โยชน์ ธาตุลมย่อมกำเริบ เนื้อตัวย่อมเมื่อยขบ แต่สำหรับผู้ที่มีไขข้อมาก กระดูกทั้งหลายของผู้นั้น จะไม่ลั่น เพราะความเคลื่อนไหวมีลุกนั่ง เป็นต้น แม้เมื่อเขาเดินทางไกลแสนไกล ธาตุลมก็ ไม่กำเริบ เนื้อตัวก็ไม่เมื่อยขบ

โดยปริจเฉท : กำหนดด้วยส่วนของไขข้อนั้น มีอยู่โดยเฉพาะในร่างกาย มิใช่อยู่ในโกฏฐาสะอื่นๆ

32. มูตร (มุตตํ)

โดยสี : มีสีดังสีเหมือนน้ำด่างถั่วราชมาส

โดยสัณฐาน : มีสัณฐานเหมือนน้ำที่อยู่ในหม้อน้ำซึ่งเขาวางคว่ำไว้

โดยทิศ : เกิดในทิศเบื้องล่าง

โดยโอกาส : อยู่ภายในหัวไส้ หรือกระเพาะปัสสาวะ เวลาเข้าสู่กระเพาะไม่มีทางไหลเข้าไป แต่ใช้วิธีซึมซาบเข้าไป เหมือนกับน้ำในบ่อน้ำครำ ซึ่งเข้าไปได้ในหม้อซึมที่ไม่มีปากอันเขาทิ้งไว้ในบ่อน้ำครำ ส่วนทางออกของน้ำมูตรคือปัสสาวะนั้นย่อมปรากฏ และเมื่อมูตรเต็มแล้ว สัตว์ทั้งหลายย่อมเกิดความขวนขวายว่าจักถ่ายปัสสาวะ

โดยปริจเฉท : กำหนดด้วยภายในแห่งกระเพาะปัสสาวะและส่วนแห่งมูตร มีอยู่โดยเฉพาะในร่างกาย มิใช่อยู่ในโกฏฐาสะอื่นๆ

ผู้เจริญกายคตาสติ ควรท่องจำอาการ 31-32 นี้ ทั้งตามลำดับ (อนุโลม) และย้อนลำดับ (ปฏิโลม) โดยไม่ข้ามขั้นตอน แล้วพิจารณาดูให้ชัดในอาการเหล่านั้น โดยดูสี ดูสัณฐาน ที่ตั้งที่เกิด และกลิ่น พิจารณาให้เห็นเป็นสิ่งที่ปฏิกูล เปื่อยเน่า ผุพัง เป็นอสุภะ ไม่งดงาม เช่น พิจารณาว่า เส้นผมมีสีดำ เมื่อแก่ชราลงเปลี่ยนเป็นหงอกขาว มีรากหยั่งลงไปในหนัง ศีรษะ เส้นผมนี้เมื่ออยู่บนศีรษะก็รักและหวงแหน แต่ถ้ารับประทานอาหาร เห็นสิ่งที่มีลักษณะมีสีเหมือนเส้นผมตกอยู่ในอาหารก็รังเกียจ หรือหากไม่ได้สระผมหลายวันก็จะมีกลิ่นที่น่ารังเกียจ เส้นผมเกิดบนศีรษะที่ชุ่มไปด้วยเลือดและน้ำเหลือง เป็นปฏิกูลน่าขยะแขยง แม้สิ่งอื่นๆ เช่น ขน เล็บ ฟัน หนัง ฯลฯ ก็นำมาพิจารณา สีสัณฐาน ที่เกิด กลิ่นฯลฯ ให้เป็นปฏิกูลเช่นเดียวกัน บางคนอาจเห็นความเป็นปฏิกูลชัดเจน ในการพิจารณาเส้นผม ฟัน หรืออวัยวะใดๆ ก็ตาม แตกต่างกันไป หากพิจารณาสิ่งใดชัดเจน ก็ให้เพ่งพิจารณาในสิ่งที่ตน เห็นเป็นปฏิกูลนั้นซ้ำแล้วซ้ำอีกให้มากๆ หากปฏิกูลปรากฏชัด จะทำให้จิตสงบได้ถึงปฐมฌาน แต่ถ้าพิจารณาแล้วยังคงหลงยินดีพอใจในกายนี้อยู่ ให้ถามไล่ไปในใจว่า สิ่งใดงดงาม ผมหรือ ขนหรือ เล็บหรือ ฟันหรือ หนังหรือ ฯลฯ ไล่ไปทีละอย่าง จะรู้สึกว่าเป็นปฏิกูล ภายนอกอาจดูสวยงาม แต่แท้จริงแล้วร่างกายก็เปรียบได้กับภาชนะที่ใส่สิ่งปฏิกูลโสโครกทั้งหลายไว้ภายใน คือ ใส่ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ตับ ไต เป็นต้น หรือเปรียบดังต้นไม้งอกอยู่บนคูถ ผม ขน เล็บ ฟัน หนังก็งอกบนคูถ น้ำมูตรเลือดที่โชกชุ่ม สกปรกเป็นปฏิกูล น่ารังเกียจสำหรับคนทั่วไป เมื่อพิจารณากายของตนว่าเป็นปฏิกูลแล้ว ก็พิจารณากายของผู้อื่นด้วย แล้วรวมกายของตนกับผู้อื่นเป็นกายเดียวกันให้เป็นปฏิกูลเหมือนกันทั้งสิ้น

4.4.5 ประโยชน์ของการพิจารณาโกฏฐาสะ โดยความเป็นสี สัณฐาน ทิศ โอกาส ปริจเฉท

ตามธรรมดาคนทั้งหลาย เมื่อได้เห็นกันและกันแล้ว ย่อมสำคัญผิดยึดถือว่าเป็น คนนั้น คนนี้ เป็นชาย เป็นหญิง งาม ไม่งาม อยู่อย่างนี้เสมอไป จิตใจก็เศร้าหมองไปด้วย กิเลสมีราคะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ เป็นต้น อยู่ตลอดเวลา ครั้นทำการพิจารณาโกฏฐาสะ โดยความเป็นสี โดยสัณฐานเป็นต้นแล้ว ความสำคัญผิดที่เคยจำไว้ว่าเป็นคนนั้นคนนี้ ชาย หญิง งาม ไม่งาม ก็หายไปมีแต่วัณณนิมิต ปฏิกูลนิมิต หรือธาตุนิมิต อย่างใดอย่างหนึ่งปรากฏขึ้น จิตใจก็ผ่องใส ปราศจากราคะ โทสะ โมหะ เป็นธาตุสำคัญที่จะให้ได้บรรลุอรหัตมรรค อรหัตผล อุปมาดังตัวเสือที่นายช่างประดิษฐ์ขึ้น มีการเคลื่อนไหวไปมาอ้าปากกระพริบตาได้ดุจเสือจริงๆ เด็กๆ ทั้งหลายแลเห็นเข้า ก็ย่อมมีความกลัว ไม่กล้าเข้าไปจับต้อง ครั้นนายช่างถอดออกเป็นชิ้นๆ ให้ดูแล้ว ความกลัวก็หายไป เข้าไปจับถือเล่นได้ ข้อนี้ฉันใด การพิจารณาโกฏฐาสะ โดยความเป็นสี สัณฐาน เป็นต้นของนักปฏิบัติ ก็เพื่อที่จะให้โกฏฐาสะเหล่านั้นปรากฏเป็นส่วนๆ ได้ฉันนั้น

4.4.6 วิธีปฏิบัติในเมื่อนิมิตทั้ง 3 อย่างใดอย่างหนึ่งไม่ปรากฏ

ข้อนี้พระพุทธโฆษาจารย์ได้แสดงไว้ในสติปัฏฐานวิภังค์แห่งสัมโมหวิโนทนี อรรถกถาว่า

ผู้ใดพิจารณาโกฏฐาสะอยู่ แต่นิมิตทั้ง 3 คือ วัณณนิมิต สี ปฏิกูลนิมิต ความน่าเกลียด ธาตุนิมิต ความสูญจากการเป็นสัตตชีวะอย่างใดอย่างหนึ่งมิได้ปรากฏเลย ผู้นั้นก็ไม่ควรละทิ้งกัมมัฏฐานนั้นโดยเข้าใจเสียว่า นิมิตไม่ปรากฏแก่เราแล้ว แต่ควรพยายามในการพิจารณาโกฏฐาสะต่อไปอยู่เนืองๆ เพราะได้ฟังสืบต่อกันมาว่า ในครั้งโบราณพระมหาเถระ ทั้งหลายได้กล่าวว่า การพิจารณาโกฏฐาสะนี้แหละเป็นสิ่งสำคัญอยู่

เมื่อผู้เจริญไม่ละทิ้ง ปฏิบัติต่อไปตามที่ท่านอรรถกถาจารย์ได้สั่งไว้นี้ ก็จักได้รับผลอย่างแน่นอน โกฏฐาสะเหล่านั้นจะปรากฏขึ้นโดยเฉพาะๆ ทั้งภายในตนและคนอื่น เสมือนหนึ่ง พวงมาลัยที่เขาร้อยด้วยดอกไม้ 32 ชนิด

ฉะนั้น เมื่อจะมองดูตนก็ดี หรือเห็นคนใดคนหนึ่งสัตว์ตัวใดตัวหนึ่งผ่านไปก็ดี ในขณะนั้น ย่อมมีความรู้สึกว่า เป็นเพียงโกฏฐาสะที่ต่างรวมๆ กันอยู่ ไม่รู้สึกนึกคิดว่าเป็นคนนั้นคนนี้ สัตว์ตัวนั้นตัวนี้ เหมือนเมื่อก่อนเลย และในขณะที่บริโภคอาหารอยู่ก็ไม่มีความรู้สึกว่า ตนกำลังตักอาหารใส่ปากเคี้ยวกลืนแต่อย่างใด คงมีความรู้สึกแต่เพียงว่าใส่อาหารไปในโกฏฐาสะเท่านั้น จากนั้นนิมิตก็จะปรากฏตามประสงค์ของตน หลังจากนิมิตปรากฏแล้ว ฌาน มรรค ผล ก็จะบังเกิดต่อไป แล้วแต่การพิจารณานั้นๆ

อนึ่ง พระอรรถกถาจารย์ได้กล่าวว่า ผู้ที่ได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์จากการเจริญกายคตาสติกัมมัฏฐาน เพียงแต่อาศัยอุคคหโกสัลละ 7 ประการนี้มีมากมาย เท่าที่ได้กล่าวแล้วนี้ เป็นอธิบายในอุคคหโกสัลละ 7 ข้อ

4.4.7 มนสิการโกสัลละ 10 อย่าง

สำหรับการพิจารณาในมนสิการโกสัลละ 10 อย่าง หลังจากอุคคหโกสัลละ ทั้ง 7 ผู้ปฏิบัติ ไม่จำต้องท่องบ่นด้วยวาจาอีกต่อไป คงใช้พิจารณาโกฏฐาสะ 32 เหล่านั้นด้วยใจ คือ

1.อนุปุพฺพโต การพิจารณาไปตามลำดับ เริ่มตั้งแต่ สี สัณฐาน ที่ตั้ง ที่เกิด ขอบเขตให้ถูกตรงตามหลักแห่งข้อนี้ คือ พิจารณาที่ไปตามลำดับไม่ลักลั่น

2.นาติสีฆโต การพิจารณาโดยไม่รีบร้อนนัก คือ ในขณะที่กำลังพิจารณาโดยลำดับอยู่นั้น อย่าพิจารณาให้เร็วนัก มิฉะนั้น สี สัณฐาน เป็นต้น ของโกฏฐาสะเหล่านั้นจะปรากฏ ไม่ชัด

3.นาติสณิกโต การพิจารณาโดยไม่เฉื่อยช้านัก คือ ในขณะที่พิจารณาไปโดยลำดับอยู่นั้น อย่าพิจารณาให้ช้านัก เพราะว่าถ้าพิจารณาช้ามากไป สี สัณฐาน เป็นต้น ของโกฏฐาสะเหล่านั้น ก็อาจจะปรากฏโดยความเป็นของสวยงาม ทำให้กัมมัฏฐานไม่ถึงที่สุด คือ ไม่ได้ฌาน มรรค ผล นั่นเอง

4.วิกฺเขปปฏิพาหนโต การพิจารณาโดยบังคับจิตไม่ให้ไปที่อื่น คือ การเจริญกัมมัฏฐาน เปรียบดังคนที่เดินไปใกล้เหว ซึ่งมีช่องทางชั่วรอบเท้าเดียว จะต้องระวังอย่างที่สุดเพื่อไม่ให้พลาดตกลงไป ผู้ปฏิบัติพึงป้องกันความฟุ้งซ่านของจิตใจ แล้วให้ตั้งมั่นอยู่แต่ในอารมณ์ของกัมมัฏฐาน เพียงประการเดียว

5.ปณฺณตฺติสมติกฺกมนโต การพิจารณาโดยก้าวล่วงบัญญัติ คือ ในขณะที่พิจารณาไปตามลำดับอยู่นั้น ในระยะแรกต้องพิจารณาอาศัยนามบัญญัติ ได้แก่ถ้อยคำเรียกชื่อดังนั้นดังนี้ เช่น เรียก ผม ขน เล็บ ฯลฯ และอาศัยสัณฐานบัญญัติว่ามีลักษณะ กลม ยาว หรืออื่นๆ เพื่อให้ปฏิกูลนิมิตปรากฏ ครั้นปฏิกูลนิมิตปรากฏแล้ว ก็มิจำเป็นที่จะต้องกล่าวถึงนามบัญญัติ คือ เกสา โลมา เป็นต้น และสัณฐานบัญญัติ คือ รูปร่าง สัณฐานอีกแต่อย่างใด เปรียบดังคนเห็นบ่อน้ำในป่าเวลาหาน้ำยาก จึงได้จัดทำเครื่องหมายไว้เพื่อจำไว้ จะได้สะดวกแก่การที่จะมาหาน้ำดื่มและอาบน้ำต่อๆ ไป ครั้นไปมาบ่อยๆ เข้าก็ชำนาญทางนั้นดี ไม่จำเป็นที่จะต้องทำเครื่องหมายนั้นอีก ข้อนี้ฉันใด เมื่อปฏิกูลนิมิตปรากฏแล้ว ผู้เจริญก็พึงก้าวล่วงบัญญัติฉันนั้น

6.อนุปุพฺพมุญฺจนโต การพิจารณาโดยทิ้งโกฏฐาสะที่ไม่ปรากฏ โดยทิ้งสี สัณฐาน ที่เกิด ที่ตั้ง ขอบเขต ตามลำดับ คือ ในขณะที่พิจารณาไปตามลำดับตั้งแต่ เกสาจนถึง มุตฺตํ โดยอนุโลม และตั้งแต่ มุตฺตํ จนถึงเกสา โดยปฏิโลมอยู่นั้น พึงสังเกตดูว่า โกฏฐาสะอันใด หรือหมวดใด มีการปรากฏชัดมาก และต่อไปในระหว่างนั้น ก็พึงสังเกตดูอีกว่า โกฏฐาสะอันใดหรือหมวด อื่นใดปรากฏชัดกว่า ก็จงพิจารณาแต่โกฏฐาสะอันนั้นหรือหมวดนั้น แล้วละทิ้งที่ไม่ค่อยชัดนั้นเสีย ให้คัดเลือกอย่างนี้เรื่อยไปจนเหลือโกฏฐาสะเพียง 2 อย่าง ใน 2 อย่างนั้นจงสังเกตดูอีกว่าอันไหนปรากฏชัดมากกว่า ก็จงพิจารณาอันนั้น ละอันที่ปรากฏชัดน้อยเสีย เพราะการพิจารณา โกฏฐาสะนี้ เมื่อถึงขั้นสุดท้ายแล้ว ต้องถือเอาแต่เพียงอันเดียว ไม่ต้องถือเอาทั้ง 32 อย่าง

ท่านอรรถกถาจารย์ได้เปรียบเทียบข้อนี้ว่า ดุจดังนายพรานต้องการจับลิงซึ่งอยู่ในป่าตาล มีตาล 32 ต้น เขาเอาลูกศรยิงใบตาลซึ่งลิงเกาะอยู่ต้นแรก แล้วทำการขู่ตะคอก ลิงจึงกระโดดไปที่ต้นตาลอื่นๆ โดยลำดับจนกระทั่งถึงต้นสุดท้าย นายพรานก็ตามไปทำอย่างนั้นอีก ลิงก็กระโดดกลับจากต้นสุดท้ายมาสู่ตาลต้นแรกโดยทำนองนั้นอีก กลับไปกลับมาอยู่ดังนี้ โดยที่ถูกขู่ตะคอกอยู่ตลอดเวลา ในที่สุดเมื่อหมดแรง ลิงก็ต้องหยุดอยู่ที่ต้นตาลต้นหนึ่ง โดยยึดใบตาลอ่อนไว้แน่น แม้ถูกนายพรานแทงเท้าใดก็ไม่กระโดดหนี ฉันใด จิตของพระโยคีบุคคลที่ยึดในโกฏฐาสะอย่างใดอย่างหนึ่งใน 32 นั้นก็เช่นกัน โกฏฐาสะทั้ง 32 เปรียบเหมือนต้นตาล 32 ต้นในป่าตาล ใจเปรียบเหมือนลิง ผู้ปฏิบัติเปรียบเหมือนนายพราน

7.อปฺปนาโต การพิจารณาโกฏฐาสะอย่างใดอย่างหนึ่งให้เข้าถึงอัปปนา คือ เมื่อผู้ปฏิบัติ ได้พิจารณาโกฏฐาสะอย่างใดอย่างหนึ่ง โดยการละทิ้งโกฏฐาสะที่ไม่ค่อยชัดไปตามลำดับ จนกระทั่งเหลืออันใดอันหนึ่ง ต่อจากนั้นก็พิจารณาโกฏฐาสะอันนั้นจนถึงฌาน เพราะโกฏฐาสะ แต่ละอย่างก็ให้ฌานด้วยกันทั้งสิ้น การที่จะต้องเจริญโกฏฐาสะทั้ง 32 ในระยะแรกนั้น ก็เพื่อจะได้รับประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่งใน 2 ประการ ประการหนึ่งก็คือ ในขณะที่กำลังพิจารณาโกฏฐาสะโดยความเป็นอนุโลมปฏิโลมในหมวดทั้ง 6 ตามลำดับอยู่ ปฐมฌานอาจเกิดขึ้นได้ อีกประการหนึ่ง ถ้าหากว่าฌานไม่เกิดก็จะได้พิจารณา เลือกโกฏฐาสะอื่นต่อไปว่า โกฏฐาสะอันใดเหมาะสมกับอัธยาศัยของตนตามหลักข้อที่ 6

8.-10. ตโย จ สุตฺตนฺตา การพิจารณาในพระสูตร 3 อย่าง คือ อธิจิตตสูตร สีติภาว-สูตร โพชฌังคโกสัลลสูตร คือ ผู้พึงตรวจดูการปฏิบัติของตนให้ถูกตรงตามหลักแห่งสูตรทั้ง 3 เพื่อสมาธิและวิริยะจะได้มีกำลังเสมอกัน อันจะทำให้ได้ ฌาน มรรค และผล

การปฏิบัติตามหลัก อธิจิตตสูตร7)นั้น ผู้ปฏิบัติต้องพิจารณาในนิมิตทั้ง 3 คือ

สมาธินิมิต จิตใจเข้าสู่ความสงบ

ปัคคหนิมิต จิตใจเกิดความพยายาม

อุเบกขานิมิต ความวางเฉย

นิมิตทั้ง 3 นี้เมื่อเกิดขึ้นแล้ว ผู้ปฏิบัติต้องพิจารณาว่า อย่างใดมากเกินไปหรือน้อยเกินไป แล้วแก้ไขเพิ่มเติมนิมิตนั้นๆ ให้เสมอกัน จนกระทั่งสมาธิของตนขึ้นสู่ขั้นอธิจิต คือ สมาธิที่มีกำลังยิ่ง สามารถทำจิตให้อยู่นิ่งในอารมณ์กัมมัฏฐานได้ ทั้งนี้เพราะถ้าปล่อยให้ไม่เสมอกันจะบังเกิดโทษคือ

ถ้าสมาธินิมิตมาก ทำให้เกิดโกสัชชะความเกียจคร้านขึ้น

ถ้าปัคคหนิมิตมาก ทำให้ความฟุ้งซ่านเกิดขึ้น

ถ้าอุเบกขานิมิตมาก การปฏิบัติจะไม่ได้ผลถึงฌาน มรรค และผล

ดังนั้นผู้ปฏิบัติจึงไม่ควรใฝ่ใจในนิมิตอย่างใดอย่างหนึ่งให้มากเกินไป แต่ควรใฝ่ใจในนิมิตทั้ง 3 ให้เสมอกัน พระพุทธองค์ทรงอุปมาไว้ว่า เสมือนนายช่างทอง ก่อนที่จะทำทอง ต้องผูกเบ้า ครั้นผูกแล้วจึงฉาบทาปากเบ้า ครั้นฉาบปากเบ้าแล้วจึงเอาคีมหยิบทองใส่เข้าที่ปากเบ้า แล้วเป่าตามกาลอันควร พรมน้ำ ตามกาลอันควร พักตามกาลอันควร เมื่อทำได้ถูกส่วนดังนี้แล้ว ทองนั้นย่อมเป็นของอ่อน ควรแก่การงาน ผุดผ่องและทั้งสุกปลั่ง ใช้ทำสิ่งใดก็ได้ดี ถ้าหากว่าการงานทั้ง 3 อย่างนี้ อย่างใดอย่างหนึ่งมากกว่ากันและกัน ทองทั้งหม้อนั้นก็จะไหม้ละลายไป หรือเย็นเกินไปก็จะไม่สุกปลั่ง จะทำเป็นเครื่องประดับอันใดก็มิได้

การปฏิบัติตามหลัก สีติภาวสูตร8)นั้น พระโยคีบุคคลต้องปฏิบัติตามข้อธรรม 6 ประการ เพื่อทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพานที่เรียกว่า สีติภาวะ ความเยือกเย็นอย่างยอด ธรรม 6 ประการ ดังกล่าวนั้น ได้แก่

1.ย่อมข่มจิตในคราวที่ควรข่ม คือ จิตมีความเพียรมากไป จะต้องลดลง

2.ย่อมประคองจิตในคราวที่ควรประคอง คือ ในยามที่จิตมีความง่วงเหงา ท้อถอย หดหู่ ต้องปลอบโยน

3.ย่อมปลอบจิตในคราวที่ควรปลอบ คือ จิตไม่ยินดีในการงาน ต้องปลอบด้วยการพิจารณาธรรมสังเวช เกิด แก่ เจ็บ ตาย ที่จะต้องประสบ เป็นต้น

4.ย่อมพักผ่อนจิตในคราวที่ควรพักผ่อน คือ จิตดำเนินอยู่ด้วยดีในอารมณ์กัมมัฏฐานไม่มีการฟุ้งซ่าน ง่วงเหงา ท้อถอย

5.มีจิตน้อมไปในมรรคผล

6.มีความยินดีในพระนิพพาน

การปฏิบัติตามหลัก โพชฌังคโกสัลลสูตร9) นั้น คราวใดจิตมีความง่วงเหงาท้อถอย ไม่มีความเพียร ในคราวนั้นต้องอบรมธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ วิริยสัมโพชฌงค์ ปีติสัมโพชฌงค์ ทั้ง 3 นี้ ให้แก่กล้ายิ่งขึ้น และคราวใดจิตมีความเพียรมากจนฟุ้งซ่าน ในคราวนั้นต้องอบรมปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ สมาธิสัมโพชฌงค์ อุเบกขาสัมโพชฌงค์ ทั้ง 3 นี้ ให้แก่กล้ายิ่งขึ้น

4.5 ความลำบากในการเจริญกายคตาสติกัมมัฏฐาน

ในบรรดากัมมัฏฐาน 40 นั้น อนุสติ 10 พรหมวิหาร 4 ทำการปฏิบัติลำบากมากกว่ากัมมัฏฐานอื่นๆ ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่า ผู้ปฏิบัติจะต้องทำการศึกษาให้เข้าใจเป็นอย่างดีเสียก่อน จึงจะลงมือปฏิบัติได้ มิฉะนั้นก็จะปฏิบัติไม่ถูก

สำหรับการเจริญกายคตาสตินี้ยิ่งลำบากมาก กล่าวคือ ผู้ปฏิบัติจะต้องศึกษาวิธีการเจริญกายคตาสติกัมมัฏฐานตามนัยอุคคหโกสัลละ 7 ประการ เช่นเดียวกับนักศึกษาทั้งหลายที่กำลังศึกษาพระปริยัติธรรมในสำนักของพระอาจารย์ บางท่านเมื่อได้ศึกษาจบตามนัยอุคคห-โกสัลละ 7 ประการแล้ว นิมิต 3 อย่างใดอย่างหนึ่งมิได้ปรากฏเลย ต่อเมื่อทำการปฏิบัติพิจารณา โดยส่วนเดียว ตามนัยมนสิการโกสัลละ 10 ประการต่อไปแล้ว จึงจะได้นิมิตทั้ง 3 อย่างใดอย่างหนึ่ง และได้ฌาน มรรค และผล ตามความปรารถนา

อย่างไรก็ดี แม้ว่าจะลำบากสักเพียงใดก็ตาม แต่เมื่อได้นึกถึงอานิสงส์และคำยกย่องชมเชยของพระอรรถกถาจารย์ ที่แสดงไว้ในสัมโมหวิโนทนีอรรถกถาแล้ว พุทธมามกชนก็ควรยินดีพอใจในการปฏิบัติไม่ย่อท้อ อานิสงส์และคำยกย่องชมเชยมีดังนี้

1.อิมํ กมฺมฏฺฐานํ ภาเวตฺวา อรหตฺตํ ปตฺตานํ ภิกขูนํ วา ภิกฺขูนีนํ วา อุปาสกานํ วาอุปาสิกานํ วา คณนปริจฺเฉโท นาม นตฺถิฯ

ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกาที่ได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์เพราะเจริญกายคตาสติกัมมัฏฐานนี้มีมากมาย นับจำนวนมิได้

2.โย หิ อิมํ ปฏิปตฺตึ ปฏิปชฺชติ โส ภิกขุ นาม โหติ ปฏิปนฺนโก หิ เทโว วา โหตุ มนุสฺโส วา ภิกฺขูติ สงฺขยํ คจฺฉติฯ

บุคคลใด ทำการปฏิบัติกายคตาสติกัมมัฏฐาน บุคคลนั้นได้ชื่อว่าเป็นภิกษุ เป็นความจริงดังนั้น ผู้ที่ปฏิบัติกายคตาสติกัมมัฏฐานนี้ จะเป็นเทวดาก็ตาม มนุษย์ก็ตาม ย่อมนับว่าเป็นภิกษุด้วยกันทั้งสิ้น

4.6 การเจริญกายคตาสติเพื่อให้เข้าถึงพระธรรมกาย

เมื่อเจริญกายคตาสติไปตามลำดับ ตั้งแต่อุคคหโกสัลละประการแรก อันได้แก่ “ วจสา” คือ ให้ท่องอาการ 32 นั้นให้คล่องปาก เหมือนประหนึ่งท่องที่ศูนย์กลางกายจนขึ้นใจเป็น “ มนสา” จากนั้นภาพของอาการ 32 ข้อใดข้อหนึ่งปรากฏขึ้นเป็น “ บริกรรมนิมิต” ที่ศูนย์กลางกาย โดยอาการเป็นวัณณนิมิตหรือปฏิกูลนิมิตหรือธาตุนิมิต จนชัดเจนเป็น”อุคคหนิมิต” แล้วจากนั้นก็กลั่นตัวใสเป็น “ ปฏิภาคนิมิต” ในที่สุดใจก็จะรวมเป็นหนึ่งตกศูนย์ เข้าถึง “ ดวงปฐมมรรค” ที่แท้จริงได้

จากการอธิบายนี้ มีตัวอย่างอธิบายไว้ใน พระธรรมเทศนาของพระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย เรื่อง “ ติลักขณาทิคาถา” ดังนี้

“ เมื่อวานนี้บวชสามเณรองค์หนึ่ง พอใจหยุดถูกส่วนเข้าเท่านั้น ไปตลอดเทียว ทางมรรคผล ทำใจให้หยุด เอาผมมาปอยหนึ่งที่โกนแต่เมื่อบวชเท่านั้น เขาก็จำได้ ให้น้อมเข้าไปในช่องจมูกข้างขวา ไปตั้งอยู่กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ ใสบริสุทธิ์เท่าฟองไข่แดงของไก่ กลางตัวเจ้านาคที่บวชเป็นเณรนั้น เห็นผมจำได้ว่าโคนนั้นไปทางตะวันออก ปลายไปทางตะวันตก ผมมันมีคู้กลางอยู่หน่อย ถามว่ามันล้มไปทางซ้ายหรือล้มไปทางขวา ตรงกลางที่โค้งอยู่หน่อยนะ เจ้านาคบอกว่า ไม่ล้ม โคนตั้งโค้งขึ้นมาด้วย โค้งก็เอาใจหยุดอยู่ตรงกลางโค้งนั่นแหละ หยุดอยู่ประเดี๋ยวเดียวเท่านั้น หยุดนิ่งเถอะ ประเดี๋ยวเถอะ ผมนั่นแปรไป แปรสีไป พอถูกส่วนเข้าก็เป็นดวงใส ประเดี๋ยวเดียวเท่านั้นแหละ เณรเห็นแล้วเป็นดวงใส ผมนั่นก็แปรไป แปรไป แปรสีไปเป็นดวงใส ดวงนั้นโตเล็กเท่าไหน เจ้านาคบอกว่าเท่าหัวแม่มือได้ เอ้ารักษาไว้ ดวงนั่นน่ะ ใจหยุดนิ่งอยู่กลางดวงนั่นแหละ ก็หยุดนิ่งอยู่กลางดวงนั่น พอนิ่งแล้วก็เข้ากลางของกลาง กลางของกลาง นิ่งหนักเข้า นึกว่ากลางของกลางหนักเข้า ประเดี๋ยวเดียวแหละ ดวงนั่นขยายโตออกไป ออกไปเท่าดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ ประเดี๋ยวเดียวเท่านั้น เจ้านาคขยายได้แล้ว ดวงนั้นขยายออกไปเท่าดวงจันทร์ดวง อาทิตย์แล้ว ถูกส่วนเข้า ใจหยุดนิ่ง กลางของกลาง กลางของกลาง กลางของกลาง นิ่งหนักเข้า หนักเข้า เป็นดวงใสเท่าดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ นั่นแหละ ดวงนี้แหละ เขาเรียกว่า เอกายนมรรค หรือเรียกว่า ดวงปฐมมรรค หรือเรียกว่า ดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน นี่แหละทาง หมดจดวิเศษละทางนี้”

4.7 อานิสงส์ของการเจริญกายคตาสติ

1.ทำให้มีความอดทน สามารถดูสิ่งที่น่าเกลียดน่ากลัวได้

2.ทำให้มีความอดทน ในความร้อน ความหนาว เป็นต้น

3.ทำให้เห็นความเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา และความเป็นอสุภะของร่างกาย

4.ทำให้สามารถบรรลุปฐมฌาน

5.ทำให้อยู่เป็นสุข

6.นำไปสู่อมตะหรือพระนิพพาน เมื่อนักศึกษาได้ศึกษากายคตาสติแล้ว ขอให้ได้นำเอาหลักการและวิธีการไปปฏิบัติเพื่อให้ใจสงบหยุดนิ่ง และเพื่อให้เข้าถึงพระธรรมกายในที่สุด

1) อังคุตตรนิกาย เอกนิบาต, มก. เล่มที่ 33 ข้อ 226 หน้า 220.
2) มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์, ฉบับหลวง เล่มที่ 12 ข้อ 136 หน้า 105.
3) ใบตาลนั้นแข็ง จะห่อพับอย่างใบตองหรือใบบัวไม่ได้ คงจะต้องเย็บเป็นกล่องรูปกระบอก ท่านจึงนำมาเปรียบกับเนื้อปลีแข็ง.
4) มหาฎีกาว่า เขาเอาเยื่อตาลสุกมาไล้บางๆ ลงที่ใบตาลหรืออะไรก็ได้ที่แบบๆ ผึ่งแดดไว้จนหมาติดกันแล้ว ลอกเอาเป็นแผ่นๆ เพราะทำเป็นแผ่นจึงเรียกว่า งบ.
5) บัว ดอกคล้ายบัวขม แตกก้านต่อดอกแล้วมีดอกต่อกัน 3 ดอก บ้าง 4 ดอกบ้าง (บัวแดง).
6) ดอกพิกุลมีสีเหลือง
7) , 8) สัมโมหวิโนทินี อรรถกถาวิภังค์ มก, เล่มที่ 78 หน้า 63.
9) สัมโมหวิโนทินี อรรถกถาวิภังค์ มก, เล่มที่ 78 หน้า 64.
md306/4.txt · แก้ไขครั้งล่าสุด: 2015/03/15 16:55 (แก้ไขภายนอก)
 
เว้นแต่จะได้แจ้งไว้เป็นอื่นใด เนื้อหาบนวิกินี้ถูกกำหนดสิทธิ์ไว้ภายใต้สัญญาอนุญาติต่อไปนี้: CC Attribution-Noncommercial 3.0 Unported
Recent changes RSS feed Donate Powered by PHP Valid XHTML 1.0 Valid CSS Driven by DokuWiki