สารบัญ

บทที่ 3 มรณานุสติ

เนื้อหา บทที่3 มรณานุสติ

  • 3.1 ความเป็นมา
  • 3.2 ความตายที่ใช้ในการเจริญมรณานุสติ
  • 3.3 วิธีเจริญมรณานุสติ
  • 3.4 การระลึกถึงความตาย 8 อย่าง
    • 3.4.1วธกปจฺจุปฏฺฐานโต ระลึกโดยปรากฏเหมือนเพชฌฆาต
    • 3.4.2 สมฺปตฺติวิปตฺติโต ระลึกโดยความวิบัติแห่งสมบัติ
    • 3.4.3 อุปสํหรณโต ระลึกโดยนำมาเปรียบเทียบ
    • 3.4.4 กายพหุสาธารณโต ระลึกโดยร่างกายเป็นสาธารณแก่สัตว์และปัจจัยแห่งความตายมากชนิด
    • 3.4.5 อายุทุพฺพลโต ระลึกโดยอายุเป็นของอ่อนแอ
    • 3.4.6 อนิมิตฺตโต ระลึกโดยชีวิตไม่มีนิมิต
    • 3.4.7 อทฺธานปริจฺเฉทโต ระลึกโดยชีวิตมีกำหนดกาล
    • 3.4.8 ขณปริตฺตโต ระลึกโดยชีวิตมีขณะเล็กน้อย
  • 3.5 ขั้นแห่งความสำเร็จของการระลึกถึงความตาย
  • 3.6 การเจริญมรณานุสติเพื่อให้เข้าถึงพระธรรมกาย
  • 3.7 อานิสงส์ของผู้ที่เจริญมรณานุสติ

แนวคิด

1.มรณานุสติเป็นกัมมัฏฐานที่ใช้วิธีการระลึกถึงความตายที่เกิดขึ้นในภพหนึ่งชาติหนึ่ง เป็นสิ่งที่ควรปฏิบัติ เพราะเป็นเหตุแห่งการการปรารภความเพียรยิ่งๆ ขึ้นไป

2.การเจริญมรณานุสติต้องระลึกนึกถึงความตายโดยใช้สติปัญญาพิจารณาให้เห็นถึงความตายที่เกิดขึ้นว่าชีวิตทุกชีวิตต้องพบเจอความตาย ไม่อาจหลีกหนีไปได้ ไม่มีนิมิตหมาย ปรากฏอยู่เบื้องหน้า จนกระทั่งเกิดธรรมสังเวช และสงบหยุดนิ่งเป็นสมาธิ โดยมรณสัญญาที่เกิดขึ้นนั้นจะเกิดขึ้นในลำดับขั้นที่มีความรู้สึกว่าจะมีชีวิตเพียงแค่วันหนึ่งคืนหนึ่ง จนกระทั่งรู้สึกเพียงแค่ลมหายใจเข้าออก

3.การเจริญสมาธิโดยใช้มรณานุสติให้เข้าถึงพระธรรมกายนั้น ให้ระลึกนึกถึงความตาย ไว้ที่ศูนย์กลางกาย จนกระทั่งจิตตั้งมั่น ตกศูนย์เข้าถึงดวงธรรมภายใน และกายต่างๆ ไปตามลำดับ

4.ผู้เจริญมรณานุสติย่อมได้รับอานิสงส์หลายประการ เช่น ทำให้ไม่ประมาทในกุศลธรรม เป็นเหตุแห่งการประกอบกุศลธรรมที่ยิ่งๆ ขึ้นไป

วัตถุประสงค์

1.เพื่อให้สามารถอธิบายความหมายของการเจริญมรณานุสติได้

2.เพื่อให้สามารถอธิบายวิธีการและนำเอามรณานุสติไปปฏิบัติในชีวิตประจำวันได้

3.เพื่อให้สามารถอธิบายขั้นตอนของการเจริญมรณานุสติจนกระทั่งเข้าถึงพระ ธรรมกายได้

4.เพื่อให้สามารถบอกถึงอานิสงส์จากการเจริญมรณานุสติได้

อารมณ์ของกัมมัฏฐานหมวดอนุสติได้เคยกล่าวไว้แล้วในบทเรียนที่ผ่านมา สำหรับในบทเรียนนี้ จะได้กล่าวถึงมรณานุสติ ซึ่งเป็นหนึ่งในอนุสติที่สำคัญประการหนึ่ง

3.1 ความเป็นมา

มรณานุสติ หรือมรณัสสติ คือ การระลึกถึงความตาย ความแตกดับของสังขารร่างกาย เป็นอารมณ์ ท่านกล่าวไว้ว่า มรณานุสติ เป็นกัมมัฏฐานหนึ่งในบรรดากัมมัฏฐานที่เหมาะสมเอื้อต่อการปฏิบัติกัมมัฏฐานอื่นๆ ที่เรียกว่า สัพพัตถกัมมัฏฐาน กัมมัฏฐานนี้ท่านกล่าวว่า บุคคลควรปรารถนาในที่ทั้งปวง เพราะมีอุปการะมาก และเป็นเหตุแห่งการปรารภความเพียรเนืองๆ1)

ในพระไตรปิฏกได้กล่าวถึงการเจริญมรณานุสติย่อมทำให้บรรลุธรรมได้ว่า”ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มรณสติอันภิกษุเจริญแล้วทำให้มากแล้ว ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก หยั่งลงสู่อมตะ มีอมตะเป็นที่สุด”2)

3.2 ความตายที่ใช้ในการเจริญมรณานุสติ

ในคัมภีร์วิสุทธิมรรคท่านได้กล่าวถึงความตายหรือมรณะไว้ว่ามี 4 ชนิด คือ

1.สมุทเฉทมรณะ คือ การปรินิพพานของพระอรหันต์ทั้งหลาย ตายครั้งเดียว เป็นการดับทุกข์โดยสิ้นเชิง

2.ขณิกมรณะ คือ การดับของสังขาร รูปนามทุกขณะ คือ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป (อุปาทขณะ ฐีติขณะ และภังคขณะ) เป็นไปตามเหตุปัจจัย ก็ยังเกิดดับสืบต่อกันไป

3.สมมติมรณะ คือ ความตายที่ชาวโลกสมมติกัน เช่น นาฬิกาตาย รถตาย ต้นไม้ตาย เหล็กตาย เป็นต้น

4.ชีวิตินทรียุปัจเฉทมรณะ คือ ความตายในภพหนึ่งๆ ชาติหนึ่งๆ เมื่อชีวิตรูปนามดับสิ้นลงไป

การเจริญมรณานุสติ ไม่สามารถทำได้กับสมุทเฉทมรณะ ขณิกมรณะ และสมมติมรณะ เพราะสมุทเฉทมรณะมีได้น้อย มีแต่เฉพาะพระอรหันต์เท่านั้น เราจึงไม่สามารถเห็นได้ทั่วไป ส่วนขณิกมรณะ (การเกิดดับเป็นไปทุกขณะ) เราไม่สามารถเห็นความจริงของการเกิดดับนั้น ส่วนสมมติมรณะนั้น ก็ไม่ทำให้เราเกิดความสังเวชใจ การพิจารณาความตายจึงต้องพิจารณา ชีวิตินทรียุปัจเฉทมรณะ อันเป็นความตายที่เกิดกับทุกคน เห็นได้ชัด มีการตายเกิดขึ้นทุกวัน

สำหรับความตายในภพชาติหนึ่ง หรือชีวิตินทริยุปัจเฉทมรณะ สามารถแบ่งตามกาลได้ 2 อย่าง คือ กาลมรณะ และอกาลมรณะ

1.กาลมรณะ ได้แก่ ความตายไปตามกาลเวลา คือ ตายเพราะสิ้นบุญ สิ้นอายุ หรือเพราะสิ้นทั้งสองอย่าง

ความตายเพราะสิ้นบุญ คือ แม้จะมีปัจจัยที่จะทำให้มีอายุอยู่ต่อไปได้ แต่ก็มีวิบากกรรมเก่ามาตัดรอนทำให้ต้องตาย

ความตายเพราะสิ้นอายุ คือ มีชีวิตอยู่จนหมดช่วงอายุขัยเฉลี่ยของมนุษย์ในยุคนั้นๆ เช่น ในปัจจุบันอายุขัยเฉลี่ย คือ 75 ปี ก็มีอายุยืนไปจนหมดอายุขัยและตายในที่สุด เพราะความไม่มีสมบัติ เช่น คติ กาล และอาหาร เป็นต้น

ผู้ที่มีชีวิตอยู่นานจึงตาย เรียกว่าตายไปตามกาลเวลาหรือตายในเวลาควรตาย เปรียบเหมือนอสรพิษที่มีฤทธิ์ร้ายแรง ได้กัดบุคคลคนใดคนหนึ่งให้ถึงซึ่งความตาย ไม่มียา แก้พิษ พิษของงูนั้น เรียกว่าถึงที่สุดฉันใด ผู้ที่มีอายุอยู่นาน สิ้นอายุแล้วก็ตายไปก็ฉันนั้น ฯ

อีกอย่างหนึ่ง นายขมังธนูยิงลูกธนูออกไป ลูกธนูนั้นจะต้องไปจนสุดกำลัง ในเมื่อ ไม่มีสิ่งใดกีดขวาง ฉันใด ผู้ที่มีชีวิตอยู่นาน ก็ตายด้วยสิ้นอายุฉันนั้น ลูกธนูที่มีสิ่งกีดขวางก็ไปไม่ถึงที่สุดฉันใด พวกมีสิ่งขัดขวาง ก็ตายในเวลายังไม่ถึงที่สุดแห่งอายุฉันนั้น

อีกอย่างหนึ่ง เสียงภาชนะทองเหลืองที่มีผู้ตี จะต้องดังไปจนสุดเสียง ในเมื่อไม่มีสิ่ง ขัดขวาง ฉันใด บุคคลก็ต้องตายในเวลาแก่ เวลาสิ้นอายุ ในเมื่อไม่มีอันตรายอย่างใดอย่างหนึ่ง ฉันนั้น

อีกอย่างหนึ่ง พืชที่บุคคลหว่านลงในที่นาดี ถ้าฝนตกดี และไม่มีสิ่งเบียดเบียนจักงอกงามดี ฉันใด สัตว์ทั้งหลายถ้าไม่มีอันตรายมาแทรกแซงก็จะอยู่ไปจนกระทั่งสิ้นอายุ ฉันนั้น

2.อกาลมรณะ ได้แก่ ความตายก่อนเวลา คือ ตายในเวลาที่ยังไม่ควรจะตาย เป็นการตัดช่วงเจริญวัยของชีวิต เพราะมีกรรมมาตัดรอนให้ตายแต่เยาว์วัยหรือเมื่อยังหนุ่มสาว เช่น เจ็บป่วยตาย ถูกฆ่าตาย ฆ่าตัวตาย ตายด้วยอุบัติเหตุ เป็นต้น

ผู้ที่ตายด้วยโรคอันมีลม หรือดี หรือเสมหะเป็นสมุฏฐาน หรือสิ่งทั้งสองกำเริบ หรือ ฤดูแปรปรวน การรักษาร่างกายไม่ดี หรือผู้อื่นทำร้าย หิว กระหาย ถูกงูกัด ถูกยาพิษ ถูกไฟไหม้ จมน้ำ ถูกศาตราตาย เหล่านี้ เรียกว่าตายในเวลายังไม่ควรตายทั้งนั้น

เปรียบเหมือนผู้ที่ถูกงูกัด ถ้าได้ยามากำจัดเสียก่อน พิษงูนั้นก็หมดไป เรียกว่าหมดไปในเวลายังไม่ควรหมด ฉันใด ผู้ที่ตายในเวลายังไม่หมดอายุ ก็เรียกตายในเวลาไม่ควรตายฉันนั้น หรือเหมือนระฆังที่มีผู้ตี ถ้ามีสิ่งมาขัดขวางเสียก่อน เสียงก็กังวานไม่สุดเสียงต้องหยุดลงฉันใด พวกมีสิ่งขัดขวาง ก็ตายในเวลายังไม่ถึงที่สุดแห่งอายุฉันนั้น

ทั้งกาลมรณะและอกาลมรณะ ล้วนสงเคราะห์เข้าด้วยความขาดแห่งชีวิตินทรีย์จึงใช้ในการเจริญมรณานุสติได้ การระลึกถึงความตาย กล่าวคือความขาดแห่งชีวิตินทรีย์ดังกล่าวมานี้ เรียกว่า มรณานุสติ

3.3 วิธีเจริญมรณานุสติ

เมื่อจะเจริญมรณานุสติ ควรปลีกตัวออกไปอยู่ในที่สงัด และส่งจิตไปจดจ่ออยู่กับอารมณ์นั้น โดยคิดถึงความตายที่จะเกิดขึ้น และชีวิตของเราจะจบสิ้นลง ในการระลึกถึงความตาย ต้องให้มีสติกำกับตลอดเวลา ในขณะเดียวกันก็มีความสลดใจและเข้าใจ โดยความตายที่ระลึก ถึงนั้น ท่านกล่าวถึงลักษณะการระลึกถึงไว้ดังนี้

1.มรณานุสติที่เกี่ยวเนื่องด้วยทุกข์กังวล เช่น ความโศกเศร้าที่เกิดแก่มารดาเพราะระลึกถึงความตายของบุตรอันเป็นที่รัก

2.มรณานุสติที่เกี่ยวเนื่องด้วยความกลัว เช่น การระลึกถึงความตายที่เกิดขึ้นอย่างกระทันหันของบุตร

3.มรณานุสติที่เกี่ยวเนื่องด้วยอุเบกขา เช่น การระลึกถึงความตายของสัปเหร่อที่ เคยชินกับความตายจนวางเฉย ไม่รู้สึกสลดหรือสังเวชใจ

4.มรณานุสติที่เกี่ยวเนื่องด้วยปัญญา เช่น เมื่อระลึกถึงความตายแล้วเห็นว่าเป็นธรรมชาติของชีวิต เกิดความเบื่อหน่ายในการเวียนว่ายตายเกิด

มรณานุสติที่ควรปฏิบัติ คือ มรณานุสติที่เกี่ยวเนื่องด้วยปัญญาเท่านั้น เพราะ มรณานุสติ อย่างอื่นไม่สามารถกำจัดทุกข์ได้ เนื่องจากมีแต่ความเกรงกลัว กังวลใจ ทุกข์ใจ หรือเห็นความตายแล้ววางเฉย ไม่ปลงธรรมสังเวช จึงไม่ควรนำมาพิจารณา

วิธีการเจริญมรณานุสติ ไม่ใช่เพียงบริกรรมภาวนาว่า “ ตายๆ ๆ ๆ” โดยไม่ได้กำหนด พิจารณา แต่ต้องพิจารณาว่า ความตายเป็นสิ่งที่ต้องประสบอย่างแน่นอน หลีกเลี่ยงไม่ได้ ตัวเราก็จะต้องตาย พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ประกอบด้วย วิชชาและจรณะ หรือพระโมคคัลลาน-เถระผู้ทรงฤทธิ์ พระมหาจักรพรรดิผู้ทรงอำนาจ ก็ยังไม่มีใครรอดพ้นความตายไปได้ เราเองก็ไม่รอดพ้นไปได้เช่นกัน ชีวิตนั้นไม่มีนิมิตหมายว่าจะตายเมื่อไร เป็นโรคอะไรตาย ตายในเวลาใด ตายในสถานที่ใด ไม่มีใครรู้ได้ คนที่จะอายุยืนถึง 100 ปี มีน้อยนัก จึงไม่ควรจะประมาทมัวเมา ในชีวิต ควรจะขวนขวายหาทางดับทุกข์ให้สำเร็จพระนิพพาน เหมือนคนที่ไฟไหม้ศีรษะต้อง หาทางดับไปให้ได้โดยเร็ว ซึ่งรายละเอียดเหล่านี้จะได้กล่าวถึงในลำดับต่อไป

ผู้ที่เจริญมรณานุสติบางท่านเมื่อได้พิจารณาไปดังที่กล่าวมา นิวรณ์ย่อมระงับ สติที่มีมรณะเป็นอารมณ์ย่อมตั้งมั่น สมาธิย่อมได้ถึงระดับอุปจารสมาธิ

3.4 การระลึกถึงความตาย 8 อย่าง

สำหรับผู้ที่ไม่สามารถทำให้อุปจารสมาธิเกิดได้ด้วยการพิจารณาเพียงเท่านี้ ให้ระลึกถึง ความตายโดยอาการ 8 อย่าง คือ

1.วธกปจฺจุปฏฺฐานโต โดยปรากฏดุจเพชฌฆาต

2.สมฺปตฺติวิปตฺติโต โดยวิบัติแห่งสมบัติ

3.อุปสํหรณโต โดยเปรียบเทียบ

4.กายพหุสาธารณโต โดยร่างกายเป็นสาธารณแก่สัตว์และปัจจัยแห่งความตายมากชนิด

5.อายุทุพฺพลโต โดยอายุเป็นของอ่อนแอ

6.อนิมิตฺตโต โดยชีวิตไม่มีนิมิต

7.อทฺธานปริจฺเฉทโต โดยชีวิตมีกำหนดกาล

8.ขณปริตฺตโต โดยชีวิตมีขณะสั้น

3.4.1 วธกปจฺจุปฏฺฐานโต ระลึกโดยปรากฏเหมือนเพชฌฆาต

ผู้ปฏิบัติพึงระลึกว่า เพชฌฆาตคิดว่าจะตัดศีรษะคนผู้นี้ ถือดาบจ่อที่คอ ยืนประชิดตัวอยู่ฉันใด แม้ความตายก็ปรากฏฉันนั้นเหมือนกัน เพราะเหตุใด เพราะความตายมาพร้อมกับความเกิด และเพราะความตายคร่าเอาชีวิตไปอุปมาเหมือนดอกเห็ด ย่อมพาเอาฝุ่นติดหัว ขึ้นมาด้วยฉันใด สัตว์ทั้งหลายก็พาเอาความแก่และความตายเกิดมาด้วยฉันนั้น

แท้ที่จริงแล้วสัตว์ทั้งหลายได้ชื่อว่าแก่ตั้งแต่เกิด คือ เริ่มตั้งแต่ปฎิสนธิจิตเกิดขึ้น ก็เริ่มแก่ตั้งแต่ตอนนั้น แล้วก็แตกดับไปพร้อมกับสัมปยุตขันธ์ (ขันธ์ที่เกิดร่วมด้วย) ดังศิลาตกจากยอดเขาแตกไปฉะนั้น แม้แต่มรณะที่ท่านประสงค์เอาในมรณสตินี้ ก็จัดว่ามาพร้อมกับความเกิด เพราะความที่สัตว์ผู้เกิดมาแล้ว ต้องตายเป็นแน่ เพราะเหตุนั้น สัตว์นี้นับตั้งแต่เวลาที่เกิดแล้วก็บ่ายหน้าสู่ความตายไปไม่กลับเลยแม้แต่น้อย เปรียบเหมือนดวงอาทิตย์ที่ขึ้นแล้ว ย่อมบ่ายหน้า สู่ความตกเพียงอย่างเดียว ไม่ได้โคจรย้อนกลับแม้สักหน่อยหนึ่ง หรือเหมือนลำธารที่ไหลลงจากภูเขามีกระแสเชี่ยวพัดพาเอาสิ่งที่มันจะพาไปได้ให้ไหลรุดหน้าไปท่าเดียว ไม่ได้ไหลย้อนกลับ แม้สักนิดฉะนั้น เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า

“ สัตว์อยู่ในครรภ์เพียงคืนเดียวแม้เป็นคืนแรก ย่อมบ่ายหน้าไปสู่ ความตาย

เหมือนเมฆฝนตั้งขึ้นแล้ว ก็ย่อม เคลื่อนไปเรื่อยไป ไม่หวนกลับ”

ก็เมื่อสัตว์นั้นบ่ายหน้าไปอยู่อย่างนั้น ความตายย่อมใกล้เข้ามาทุกที ดุจความแห้งไปแห่งน้ำในลำน้ำน้อยทั้งหลายที่ถูกแดดแผดเผาในฤดูร้อน และเหมือนการหล่นในเวลาเช้าของผลไม้ที่สุกแล้วอันเนื่องมาจากมีขั้วอันน้ำซึมซาบแล้ว เหมือนความแตกแห่งภาชนะดินทั้งหลายที่ถูกทุบด้วยค้อน และเหมือนความเหือดหายไปแห่งหยาดน้ำค้างที่ต้องแสงของดวงอาทิตย์ฉะนั้น เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสและเหล่าพระอรหันต์ทั้งหลายจึงกล่าวไว้ว่า

“ วันและคืนย่อมล่วงไปๆ ชีวิตย่อมดับไป อายุของสัตว์ทั้งหลายย่อมสิ้นไป เหมือนน้ำในแม่น้ำน้อย”3)

“ ชีวิตของสัตว์ทั้งหลายในโลกนี้ ไม่มีเครื่องหมาย ใครๆ รู้ไม่ได้ ทั้งลำบาก ทั้งน้อย และประกอบด้วยทุกข์สัตว์ทั้งหลายผู้เกิดแล้ว จะไม่ตายด้วยความพยายามอันใด ความพยายาม อันนั้นไม่มีเลย แม้อยู่ได้ถึงชราก็ต้องตายเพราะสัตว์ทั้งหลายมีอย่างนี้เป็นธรรมดา

ผลไม้สุกงอมแล้ว ชื่อว่าย่อมมีภัยเพราะจะต้องร่วงหล่นลงไปในเวลาเช้า ฉันใด สัตว์ทั้งหลายผู้เกิดแล้ว ชื่อว่าย่อมมีภัยเพราะจะต้องตายเป็นนิตย์ ฉันนั้น

ภาชนะดินที่นายช่างทำแล้วทุกชนิดมีความแตกเป็นที่สุด แม้ฉันใด ชีวิตของสัตว์ทั้งหลาย ก็ฉันนั้น ทั้งเด็ก ทั้งผู้ใหญ่ ทั้งคนเขลา ทั้งคนฉลาด ล้วนไปสู่อำนาจของมฤตยู มีมฤตยูเป็น ที่ไปในเบื้องหน้าด้วยกันทั้งหมด”4)

“ อายุของมนุษย์ทั้งหลาย ก็เหมือนน้ำค้างบนยอดหญ้า พอดวงอาทิตย์ขึ้นก็เหือดแห้งไป”5)

ความตายมาพร้อมกับการเกิด ดุจเพชฌฆาตที่เงื้อดาบอยู่ฉะนี้ อนึ่งมรณะนั้นย่อมคร่าชีวิตไปท่าเดียว เมื่อคร่าเอาไปแล้วก็มิได้ปล่อยให้กลับ ดุจเพชฌฆาตนั้นจ่อดาบที่คอ จะฟันลงเป็นแน่ เพราะเหตุนั้นมรณะจึงชื่อว่าปรากฏดุจเพชฌฆาตผู้เงื้อดาบ เพราะมาพร้อมกับการเกิดและเพราะคร่าเอาชีวิตไปด้วยประการหนึ่ง นักปฏิบัติพึงระลึกถึงความตาย โดยอาการปรากฏดุจเพชฌฆาตดังกล่าวมาแล้วนี้

3.4.2 สมฺปตฺติวิปตฺติโต ระลึกโดยความวิบัติแห่งสมบัติ

ธรรมดาสมบัติในโลกนี้จะงดงามอยู่ได้ก็ชั่วระยะเวลาที่วิบัติยังไม่ครอบงำ และขึ้นชื่อว่าสมบัติที่จะล่วงพ้นวิบัติรอดอยู่ได้ ย่อมไม่มี

แม้พระเจ้าอโศกผู้ทรงมีสุข ได้ครอบครองแผ่นดินทั้งชมพูทวีป จ่ายพระราชทรัพย์วันละ 100 โกฏิ ในบั้นปลายแห่งพระชนม์ชีพ ได้ทรงครองความเป็นใหญ่เพียงมะขามป้อมครึ่งผลเท่านั้นด้วยทั้งเรือนร่าง (ของมหาราช) นั้นแหละ ครั้นบุญมาสิ้นไป พระองค์ก็บ่ายพระพักตร์ต่อมรณะ ถึงซึ่งภาวะอันน่าเศร้าไปฉะนี้

อีกนัยหนึ่ง ความไม่มีโรคแม้ทั้งปวง ย่อมมีความเจ็บไข้เป็นที่สุด ความเป็นหนุ่มสาวทั้งปวงมีความแก่เป็นที่สุด ความเป็นอยู่ทั้งปวงมีความตายเป็นที่สุด โลกสันนิวาสทั้งปวง ถูกความเกิดติดตาม ถูกความแก่ชราไล่ตาม ถูกความเจ็บไข้ครอบงำ ถูกความตายทำลายล้าง เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า

“ ภูเขาใหญ่ล้วนแล้วด้วยศิลา จดท้องฟ้ากลิ้งบดสัตว์มาโดยรอบทั้ง 4 ทิศ แม้ฉันใด ชราและมัจจุก็ฉันนั้น ย่อมครอบงำสัตว์ทั้งหลาย คือ พวกกษัตริย์ พวกพราหมณ์ พวกแพศย์ พวกศูทร พวกจัณฑาล และคนเทมูลฝอย ไม่เว้นใครๆ ไว้เลย ย่อมย่ำยีเสียสิ้น ณ ที่นั้น ไม่มียุทธภูมิสำหรับพลช้าง ไม่มียุทธภูมิสำหรับพลรถ ไม่มียุทธภูมิสำหรับพลราบ และไม่อาจจะเอาชนะแม้ด้วยการรบด้วยมนต์ หรือด้วยทรัพย์”6)

วิบัติ คือ ความตาย เป็นที่สุดแห่งสมบัติคือชีวิต โดยนัยดังกล่าวมาแล้วนี้ นักปฏิบัติ พึงเป็นผู้กำหนดความที่ชีวิตมีความตายที่สุดนั้น ระลึกถึงความตาย โดยอาการวิบัติแห่งสมบัติดังที่กล่าวมาแล้วนี้

3.4.3 อุปสํหรณโต ระลึกโดยนำมาเปรียบเทียบ

อุปสํหรณโต คือ นึกโดยเปรียบเทียบตนกับคนอื่นๆ ที่ได้ตายไปแล้ว ในข้อนี้ มีอธิบายว่า นักปฏิบัติพึงระลึกถึงความตายโดยเปรียบเทียบด้วยอาการ 7 คือ

1.ยสมหตฺตโต ระลึกโดยความมียศใหญ่

พึงระลึกอย่างนี้ว่า อันความตายนี้ได้ตกต้องผองท่านผู้มียศใหญ่ คือ ผู้มีบริวารมาก มีทรัพย์และพาหนะพร้อมพรั่ง แม้กระทั่งพระเจ้ามหาสมมต พระเจ้ามันธาตุ พระเจ้ามหาสุทัสสนะ และพระเจ้าทัฬหเนมิ มาแล้วไม่อาจหลีกหนีไปได้ แล้วทำไมความตายจะไม่มาถึงตัวเราเล่า

ท่านผู้มียศใหญ่ทั้งหลาย แม้เป็นท้าวพญาผู้ประเสริฐเช่นพระเจ้ามหาสมมต ท่านยังประสบอำนาจมฤตยู กล่าวอะไรในคนทั้งหลายเช่นเราเล่า

2.ปุญฺญมหตฺตโต ระลึกโดยความมีบุญมาก

พึงระลึกอย่างนี้ว่า เศรษฐีเหล่านี้คือ โชติยะ ชฏิละ อุคคะ เมณฑกะ ปุณณกะ และคนอื่นๆ ที่ปรากฏว่า เป็นผู้มีบุญมากในโลก ยังถึงซึ่งความตายจนหมดสิ้น กล่าวอะไรกับคนทั้งหลาย เช่นเราเล่า

3.ถามมหตฺตโต ระลึกโดยความมีเรี่ยวแรงมาก

พึงระลึกอย่างนี้ว่า พระวาสุเทพ พระพลเทพ พระภีมเสน พระยุทธิฏฐิละ แม้หนุระ นักมวยปล้ำใหญ่ก็ตกไปสู่อำนาจของความตายทั้งสิ้น แม้แต่บุคคลเหล่านั้นผู้เลื่องชื่อในโลกว่า เป็นคนมีกำลังเรี่ยวแรงอย่างนี้ ก็ยังถึงซึ่งความตายกล่าวจะอะไรในคนทั้งหลายเช่นเราเล่า

4.อิทฺธิมหตฺตโต ระลึกโดยความมีฤทธิ์มาก

พึงระลึกอย่างนี้ว่า พระมหาโมคคัลลานะ พระอัครสาวกที่ 2 ผู้ได้ชื่อว่ามีฤทธิ์ ประเสริฐสุดแห่งผู้มีฤทธิ์ทั้งหลาย สามารถทำเวชยันต์ประสาทของพระอินทร์ ให้ไหวได้ ด้วยอวัยวะเพียงนิ้วหัวแม่เท้า แม้พระอัครสาวกที่ 2 นั้นก็ยังตกเข้าสู่ปากของมฤตยูอันน่าสะพึงกลัวไปพร้อมกับฤทธิ์ทั้งหลายของท่าน ดั่งกวางเข้าสู่ปากราชสีห์ กล่าวอะไรในคนทั้งหลายเช่นเราเล่า

5.ปญฺญามหตฺตโต ระลึกโดยความมีปัญญามาก

พึงระลึกอย่างนี้ว่า ยกเว้นพระโลกนาถเจ้าแล้ว สัตว์ทั้งหลายอื่นใดที่มีอยู่ สัตว์เหล่านั้นเมื่อว่าโดยปัญญาแล้วย่อมมีค่าไม่ถึงเสี้ยวที่ 16 แห่งพระสารีบุตร พระอัครสาวกที่ 1 แม้ผู้ได้ชื่อ ว่ามีปัญญามากอย่างนี้ ยังถึงซึ่งอำนาจของความตาย กล่าวอะไรในคนทั้งหลายเช่นเราเล่า

6.ปจฺเจกพุทฺธโต ระลึกโดยความเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า

พึงระลึกอย่างนี้ว่า แม้พุทธบุคคลทั้งหลายเหล่าใด ทำความย่ำยีเสียซึ่งศัตรูคือสรรพกิเลส ด้วยพละคือญาณและวิริยะ7) ของตนๆ จนได้บรรลุปัจเจกสัมโพธิญาณเป็นพระสยัมภู (รู้ได้ด้วยตัวเอง) มีจริยาเยี่ยงนอแรด แม้พุทธบุคคลเหล่านั้น ก็มิได้พ้นความตาย ก็ที่ไหน ตัวเราจักพ้นเล่า

พระมหาฤษี8) เหล่าใดอาศัยนิมิตนั้นๆ มาพิจารณาสอบสวนไป ได้บรรลุอาสวักขัย ด้วยญาณอันกล้า เป็นพระสยัมภูเปรียบเสมอด้วยนอแรด เพราะเที่ยวไปและพักอยู่ผู้เดียว แม้พระมหาฤษีเหล่านั้น ก็หาล่วงความตายไปได้ไม่ กล่าวอะไรในคนทั้งหลายเช่นเราเล่า

7.สมฺมาสมฺพุทฺธโต ระลึกโดยความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

พึงระลึกอย่างนี้ว่า แม้พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ผู้มีพระรูปวิจิตรไปด้วยลักษณะ มหาบุรุษ 32 มีอนุพยัญชนะ 80 ประการประดับมีพระธรรมสัมฤทธิ์ด้วยพระคุณรัตนะ มีสีลขันธ์ อันบริสุทธิ์ด้วยอาการทั้งปวงเป็นอาทิ ทรงถึงฝั่งแห่งความมียศใหญ่ ความมีบุญมาก ความมีกำลังมาก ความมีฤทธิ์มาก และความมีปัญญามาก หาผู้เสมอมิได้ ทรงเสมอกับผู้ที่ ไม่มีใครเสมอ (คือพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยกันเอง) หาผู้เปรียบมิได้ หาคนเทียบมิได้ เป็นพระอรหันต์ตรัสรู้เองโดยชอบ แม้พระผู้มีพระภาคเจ้านั้นก็ยังทรงดับขันธปรินิพพานไปโดยพลัน ด้วยหยาดฝนมรณะ ดุจกองไฟใหญ่ที่มอดไปด้วยหยาดน้ำฝนฉะนั้น

ความตายนั้นใดแผ่อำนาจมาถึงองค์พระมหาบุรุษผู้ทรงอานุภาพใหญ่อย่างนี้ได้ โดยไม่กลัวโดยไม่อาย ไฉนเจ้าความตายนี้นั้นซึ่งไร้ความอายปราศจากความกลัว มุ่งแต่จะย่ำยีสัตว์ทุกถ้วนหน้าจักไม่มาครอบงำเอาสัตว์เช่นเราเข้าเล่า

เมื่อนักปฏิบัตินั้น เปรียบเทียบตนกับคนอื่นๆ ผู้ถึงพร้อมด้วยความใหญ่มีความเป็นผู้มียศใหญ่โดยภาวะเป็นต้น คือความมีมรณะเสมอกันอย่างนี้แล้ว ระลึกไปว่า “ ความตายจะต้องมีแก่เราแน่ ดุจมีแก่สัตว์วิเศษทั้งหลายเหล่านั้น” ดังนี้ กัมมัฏฐานก็จะถึงในระดับของอุปจารสมาธิ นักปฏิบัติพึงระลึกถึงความตายโดยเปรียบเทียบ ดังที่กล่าวมานี้

3.4.4 กายพหุสาธารณโต ระลึกโดยร่างกายเป็นสาธารณแก่สัตว์และปัจจัยแห่งความตายมากชนิด

อธิบายว่า กายนี้เป็นสาธารณะแก่สัตว์มากชนิด คือประการแรกก็เป็นสาธารณแก่ กิมิชาติ 80 จำพวก (กิมิชาติ = หมู่หนอน, ในปัจจุบันเรียกว่า เชื้อโรค ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชีวิตที่ ไม่มีวิญญาณครอง แต่บางอย่างก็เป็นชีวิตที่มีวิญญาณครอง เช่น พวกพยาธิต่างๆ) ในกิมิชาติเหล่านั้น จำพวกที่เป็นสัตว์อาศัยผิวหนังก็กัดกินผิวหนัง จำพวกที่อาศัยหนังก็กัดกินหนัง จำพวกที่อาศัยเนื้อก็กัดกินเนื้อ จำพวกที่อาศัยเอ็นก็กัดกินเอ็น จำพวกที่อาศัยกระดูกก็กัดกินกระดูก จำพวกที่อาศัยเยื่อในกระดูกก็กัดกินเยื่อในกระดูก มันเกิด แก่ ตาย ถ่ายอุจจาระปัสสาวะอยู่ในนั้นเอง และร่างกายก็ถือว่าเป็นเรือนคลอดด้วย เป็นโรงพยาบาลด้วย เป็นป่าช้าด้วย เป็นส้วมด้วยเป็นรางปัสสาวะด้วย ของพวกมัน ร่างกายนี้นั้น เพราะความกำเริบแห่งกิมิชาติแม้เหล่านั้น ก็ถึงซึ่งความตายได้ประการหนึ่งโดยแท้

อนึ่ง กายนี้เป็นสาธารณแก่เหล่ากิมิชาติ 80 จำพวก ฉันใด ก็ย่อมเป็นสาธารณแก่ปัจจัยแห่งความตาย ทั้งที่เป็นภายใน ได้แก่โรคหลายร้อยอย่างทีเดียว ทั้งที่เป็นภายนอก ได้แก่สัตว์มีพิษ เช่นงูและแมลงป่อง ฉันนั้น อุปมาดังอาวุธทั้งหลายมีลูกศร หอกแทง หอกซัด และก้อนหินเป็นต้น ที่บุคคลซัดมาจากทิศทั้งหลายให้ตกลงที่เป้า อันเขาตั้งไว้ตรงสี่แยกของ ถนนใหญ่ฉันใด แม้อุปัทวะทั้งปวงก็ตกลงมาที่ร่างกาย ฉันนั้น

ร่างกายนี้นั้น เพราะความตกลงแห่งอุปัทวะเหล่านั้น ก็ถึงซึ่งความตายได้ประการหนึ่งเหมือนกัน เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสไว้ว่า

“ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เมื่อกลางคืนสิ้นไป กลางวันเวียนมาถึง ย่อมพิจารณาดังนี้ ว่าปัจจัยแห่งความตายของเรามีมากหนอ คือ งูพึงกัดเราก็ได้ แมลงป่องพึงต่อยเราก็ได้ ตะขาบพึงกัดเรา ก็ได้ เพราะเหตุนั้นเราพึงทำกาลกิริยา อันตรายนั้นพึงมีแก่เรา เราพึงพลาดล้มลงก็ได้ อาหารที่เราบริโภค แล้วไม่ย่อยเสียก็ได้ ดีของเราพึงซ่านก็ได้ เสมหะของเรา พึงกำเริบก็ได้ ลมมีพิษดังศาสตราของเราพึง กำเริบก็ได้ มนุษย์ทั้งหลายพึงเบียดเบียนเราก็ได้ พวกอมนุษย์พึงเบียดเบียนเราก็ได้ เพราะเหตุนั้นเรา พึงทำกาลกิริยา อันตรายนั้นพึงมีแก่เรา”9)

ผู้ปฏิบัติพึงระลึกถึงความตาย โดยร่างกายเป็นสาธารณะแก่สัตว์และปัจจัยแห่งความตายมากชนิด โดยนัยที่กล่าวมาแล้วนี้

3.4.5 อายุทุพฺพลโต ระลึกโดยอายุเป็นของอ่อนแอ

อายุทุพฺพพลโต มีอธิบายว่า อายุนั้นไม่แข็งแรงอ่อนแอ

ผู้ปฏิบัติพึงระลึกว่า ชีวิตของสัตว์ทั้งหลายผูกพันอยู่กับลมหายใจเข้าออก 1 ผูกพันอยู่กับอิริยาบถ 1 ผูกพันอยู่กับความเย็นความร้อน 1 ผูกพันอยู่กับมหาภูต (มหาภูตรูป 4 คือ ดิน, น้ำ, ไฟ, ลม) 1 ผูกพันอยู่กับอาหาร 1

ชีวิตนี้นั้น ได้ความเป็นไปสม่ำเสมอแห่งลมหายใจเข้าและลมหายใจออกอยู่เท่านั้น จึงเป็นไปได้ แต่เมื่อลมหายใจที่ออกไปข้างนอกแล้วไม่เข้าข้างในก็ดี ที่เข้าไปแล้วไม่ออกก็ดี บุคคลก็ได้ชื่อว่าตาย

อนึ่ง ชีวิตนั้นได้ความเป็นไปสม่ำเสมอแห่งอิริยาบถ 4 (ยืน เดิน นั่ง นอน) อยู่เท่านั้นจึงเป็นไปได้ แต่เพราะอิริยาบถอย่างใดอย่างหนึ่งเกินประมาณไปไม่พอดี อายุสังขารย่อมขาด

อนึ่ง ชีวิตนั้นต้องได้รับความร้อนและความเย็นแต่พอสมควรเท่านั้นจึงเป็นไปได้ แต่เมื่อบุคคลถูกความเย็นหรือความร้อนเกิน ครอบงำเอา ย่อมวิบัติไป

อนึ่ง ชีวิตนั้นได้ความเป็นไปสม่ำเสมอแห่งมหาภูต (คือธาตุ 4) ทั้งหลายเท่านั้น จึงเป็น ไปได้ แต่เพราะปฐวีธาตุ (ธาตุดิน) หรือธาตุที่เหลือมีอาโปธาตุ (ธาตุน้ำ) เป็นต้น อย่างใด อย่างหนึ่งกำเริบไป บุคคลแม้สมบูรณ์ด้วยกำลัง ก็กลายเป็นคนมีร่างกายแข็งกระด้างไปบ้าง มีกายเน่าเหม็นเปรอะเปื้อนด้วยอำนาจแห่งโรคเป็นต้นบ้าง มีอาการร้อนหนัก (คือร้อนไม่ลด) บ้าง ข้อและเส้นขาดไปบ้าง ถึงสิ้นชีวิต

อนึ่ง เมื่อบุคคลได้กวฬิงการาหาร (อาหารคือคำข้าว ได้แก่อาหารที่กลืนกินเข้าไป หล่อเลี้ยงร่างกาย) ในกาลอันควรเท่านั้น ชีวิตจึงเป็นไปได้ แต่เมื่อไม่ได้อาหาร ชีวิตก็จบสิ้น ผู้ปฏิบัติพึงระลึกถึงความตายโดยอายุเป็นของอ่อนแอ โดยนัยดังกล่าวมาแล้วอย่างนี้

3.4.6 อนิมิตฺตโต ระลึกโดยชีวิตไม่มีนิมิต

อนิมิตฺตโต คือ โดยไม่มีกำหนด หมายความว่า โดยไม่มีขีดคั่น

ผู้ปฏิบัติพึงระลึกว่า จริงอยู่ ธรรม 5 ประการนี้ คือ ชีวิต พยาธิ กาล สถานที่ทอดร่าง และคติ ของสัตว์ทั้งหลายในโลกนี้ ไม่มีนิมิต รู้ไม่ได้ ในธรรม 5 ประการนั้น ชีวิตชื่อว่าไม่มีนิมิต เพราะไม่กำหนดว่า จะพึงเป็นอยู่เพียงเท่านี้ ไม่เป็นอยู่ต่อแต่นี้ไป เพราะว่าสัตว์ทั้งหลาย ย่อมตายเสียตั้งแต่ในเวลาที่ยังเป็นกลละก็มี ในเวลาที่ยังเป็นอัมพุทะ เป็นเปสิ เป็นฆนะ10) อยู่ในครรภ์ได้เดือน 1 ได้ 2 เดือน ได้ 3 เดือน ได้ 4 เดือน ได้ 5เดือน ได้ 10 เดือนก็มี ในสมัยที่ออกจากท้องก็มี นอกจากนั้นก็ตายภายใน 100 ปีก็มี เกิน 100 ปีก็มีเหมือนกัน

พยาธิ ชื่อว่าไม่มีนิมิต เพราะไม่มีกำหนดว่า สัตว์ทั้งหลายจะตายด้วยโรคนี้เท่านั้น ไม่ตายด้วยโรคอื่น ด้วยว่าสัตว์ทั้งหลายตายด้วยโรคตาก็มี ด้วยโรคนอกนี้มีโรคหูเป็นต้น อย่างใดอย่างหนึ่งก็มี

กาล ชื่อว่าไม่มีนิมิต เพราะไม่มีกำหนดอย่างนี้ว่า จะต้องตายในเวลานี้เท่านั้น ไม่ตายในเวลาอื่น ด้วยว่าสัตว์ทั้งหลายย่อมตายในตอนเช้าก็มี ในตอนเที่ยงเป็นต้นตอนใดตอนหนึ่งก็มี

สถานที่ทอดร่าง ชื่อว่าไม่มีนิมิต เพราะไม่มีกำหนดอย่างนี้ว่า เมื่อสัตว์ทั้งหลายตาย ร่างจะต้องตกอยู่ที่นี่เท่านั้นไม่ตกอยู่ที่อื่น ด้วยว่าร่างของบุคคลทั้งหลายผู้เกิดภายในบ้าน เวลาตายไปตายอยู่ภายนอกบ้านก็มี บางคนเกิดภายนอกบ้านแต่เวลาตายมาตายอยู่ ภายในบ้านก็มี โดยนัยเดียวกันนั้น บัณฑิตพึงพรรณนาให้กว้างไปหลายๆ ประการ เป็นต้นว่า ร่างของสัตว์ทั้งหลายผู้เกิดบนบกไปตายตกอยู่ในน้ำ หรือว่าร่างของสัตว์ทั้งหลายผู้เกิดในน้ำ มาตายตกอยู่บนบกก็มี ดังนี้เป็นต้น

คติ ชื่อว่าไม่มีนิมิต เพราะไม่มีกำหนดอย่างนี้ว่า สัตว์ผู้จุติจากคตินี้ จะต้องไปเกิดในคตินี้ด้วยเหตุที่ว่าสัตว์ทั้งหลายผู้จุติจากเทวโลกมาเกิดเป็นมนุษย์ก็มี ผู้จุติจากมนุษยโลกไปเกิดในโลกอื่นมีเทวโลกเป็นต้นที่ใดที่หนึ่งก็มี เพราะอย่างนี้ สัตว์โลกจึงหมุนเวียนไปใน 5 คติ11) ดุจโคที่เขาเทียมไว้ในยนต์เดินเวียนอยู่อย่างนั้นนักปฎิบัติพึงระลึกถึงความตาย โดยชีวิตไม่มีนิมิต ดังกล่าวมาแล้วอย่างนี้

3.4.7 อทฺธานปริจฺเฉทโต ระลึกโดยชีวิตมีกำหนดกาล

อทฺธานปริจฺเฉทโต อธิบายว่า อายุขัยของมนุษย์ทั้งหลายในปัจจุบันนี้สั้น

ผู้ที่มีอายุยืน มีอายุอยู่ถึง 100 ปี หรือเกินกว่านั้นก็มีอยู่บ้าง แต่เป็นส่วนน้อย เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า

“ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อายุของมนุษย์ทั้งหลายนี้น้อยนัก จำต้องไปสู่สัมปรายภพ ควรทำกุศล ควรประพฤติพรหมจรรย์ สัตว์ผู้เกิดมาแล้วจะไม่ตายไม่มี ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คนที่เป็นอยู่นาน ย่อมเป็นอยู่ได้เพียงร้อยปี หรือจะอยู่เกินไปได้บ้าง ก็มีน้อย”12)

ในอรกานุสาสนีสูตร13) ได้กล่าวถึงชีวิตว่าเป็นของน้อย นิดหน่อย มีทุกข์มาก มีความ คับแค้นมาก ดังนั้น จึงต้องหมั่นสั่งสมบุญกุศล ควรประพฤติพรหมจรรย์ เพราะผู้ที่เกิดมาแล้วไม่ตายนั้นไม่มี โดยได้อุปมาชีวิตไว้ 7 อย่าง คือ

1.เหมือนหยาดน้ำค้างบนยอดหญ้าหยาดน้ำค้างบนยอดหญ้า เมื่ออาทิตย์ขึ้นมาย่อมแห้งหายไปได้เร็ว ไม่ตั้งอยู่นาน แม้ฉันใด ชีวิตมนุษย์ทั้งหลายเปรียบเหมือนหยาดน้ำค้าง ฉันนั้นเหมือนกัน นิดหน่อย รวดเร็ว มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก จะพึงถูกต้องได้ด้วยปัญญา ควรกระทำกุศล ควรประพฤติพรหมจรรย์ เพราะสัตว์ที่เกิดแล้วจะไม่ตายไม่มี

2.เหมือนฟองน้ำในน้ำเมื่อฝนตกหนัก หนาเม็ด ฟองน้ำย่อมแตกเร็ว ตั้งอยู่ไม่นาน แม้ฉันใด ชีวิตของมนุษย์ทั้งหลาย เปรียบเหมือนฟองน้ำ ฉันนั้นเหมือนกัน นิดหน่อย รวดเร็ว มีทุกข์มาก มีความคับแค้น มาก จะพึงถูกต้องได้ด้วยปัญญา ควรกระทำกุศล ควรประพฤติพรหมจรรย์ เพราะสัตว์ที่เกิด มาแล้วจะไม่ตายไม่มี

3.เหมือนรอยไม้ขีดน้ำรอยไม้ที่ขีดลงไปในน้ำ ย่อมกลับเข้าหากันเร็ว ไม่ตั้งอยู่นาน แม้ฉันใด ชีวิตของมนุษย์ทั้งหลาย เปรียบเหมือนรอยไม้ที่ขีดลงไปในน้ำฉันนั้นเหมือนกัน

4.เหมือนธารน้ำหลั่งลงมาจากภูเขาแม่น้ำไหลลงจากภูเขา ไหลไปไกล กระแสเชี่ยวพัดพาเอาสิ่งที่พอจะพัดไปได้ ไม่มีระยะเวลาหรือชั่วครู่ที่มันจะหยุด แต่ที่แท้แม่น้ำมีแต่ไหลเรื่อยไปถ่ายเดียว แม้ฉันใด ชีวิตของมนุษย์ทั้งหลาย เปรียบเหมือนแม่น้ำที่ไหลลงจากภูเขา ฉันนั้นเหมือนกัน

5.เหมือนคนแข็งแรงจะบ้วนน้ำลายที่ปลายลิ้นบุรุษมีกำลัง อมก้อนน้ำลายไว้ที่ปลายลิ้นแล้วพึงถ่มไปโดยง่ายดาย แม้ฉันใด ชีวิตของมนุษย์ทั้งหลาย เปรียบเหมือนก้อนน้ำลาย ฉันนั้นเหมือนกัน

6.เหมือนชิ้นเนื้อที่คนวางลงในกะทะเหล็กที่ร้อนจัดชิ้นเนื้อที่ใส่ไว้ในกะทะเหล็ก ซึ่งมีไฟเผาตลอดทั้งวัน ย่อมจะย่อยยับไปรวดเร็ว ไม่ตั้ง อยู่นาน แม้ฉันใด ชีวิตของมนุษย์ทั้งหลาย เปรียบเหมือนชิ้นเนื้อ ฉันนั้นเหมือนกัน

7.เหมือนโคที่เขานำไปฆ่าแม่โคที่จะถูกเชือด ที่เขานำไปสู่ที่ฆ่าย่อมก้าวเท้าเดินไปใกล้ที่ฆ่า ใกล้ความตาย แม้ฉันใด ชีวิตของมนุษย์ทั้งหลาย เปรียบเหมือนแม่โคที่จะถูกเชือด ฉันนั้นเหมือนกันนิดหน่อย รวดเร็ว มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก จะพึงถูกต้องได้ด้วยปัญญา ควรกระทำกุศล ควรประพฤติพรหมจรรย์ เพราะสัตว์ที่เกิดมาแล้วจะไม่ตายไม่มี

3.4.8 ขณปริตฺตโต ระลึกโดยชีวิตมีขณะเล็กน้อย

จริงอยู่เมื่อว่าโดยปรมัตถ์ ขณะแห่งชีวิตของสัตว์ทั้งหลายน้อยนัก ชั่วความเป็นไปแห่งจิต ขณะเดียวเท่านั้น เปรียบเหมือนล้อรถแม้เมื่อหมุนไป ก็หมุนด้วยส่วนแห่งกงส่วนหนึ่งเท่านั้น แม้เมื่อหยุดก็หยุดด้วยส่วนแห่งกงส่วนหนึ่งเท่านั้น ฉันใด ชีวิตของสัตว์ทั้งหลายก็เป็นไปชั่วขณะ แห่งจิตขณะเดียว ฉันนั้นเหมือนกัน ในเมื่อจิตนั้นดับแล้ว สัตว์ก็ถูกเรียกว่าดับแล้ว ดังที่ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ในขณะแห่งจิตเป็นอดีต สัตว์เป็นแล้วไม่ใช่กำลังเป็นอยู่ ไม่ใช่จักเป็น ในขณะแห่งจิตเป็นอนาคต ไม่ใช่เป็นแล้ว ไม่ใช่กำลังเป็น แต่จักเป็น ในขณะแห่งจิตเป็นปัจจุบัน สัตว์ไม่ใช่เป็นแล้ว แต่กำลังเป็น ไม่ใช่จักเป็น

“ ชีวิต อัตภาพ สุขและทุกข์ทั้งมวลเป็นธรรมประกอบกัน เสมอด้วยจิตดวงเดียว ขณะย่อมเป็นไปพลัน เทวดาเหล่าใด ย่อมตั้งอยู่ตลอดแปดหมื่นสี่พันกัปเทวดาเหล่านั้น ย่อมไม่เป็นผู้ประกอบด้วยจิต 2 ดวงเป็นอยู่เลย ขันธ์เหล่าใดของสัตว์ผู้ตาย หรือของสัตว์ที่เป็นอยู่ใน โลกนี้ดับแล้ว ขันธ์เหล่านั้นทั้งปวงเทียวเป็นเช่นเดียวกันดับไปแล้ว มิได้สืบเนื่องกัน ขันธ์เหล่าใด แตกไปแล้วในอดีตเป็นลำดับ และขันธ์เหล่าใดแตกไปแล้วในอนาคตเป็นลำดับ ความแปลกกันแห่งขันธ์ทั้งหลายที่ดับไปในปัจจุบันกับด้วยขันธ์เหล่านั้น ย่อมมิได้มีในลักษณะสัตว์ไม่เกิดแล้วด้วยอนาคตขันธ์ ย่อมเป็นอยู่ด้วยปัจจุบันขันธ์ สัตว์โลกตายแล้ว เพราะความแตกแห่งจิตนี้ เป็นบัญญัติทางปรมัตถ์”14)

เมื่อนักปฏิบัติระลึกถึงความตายโดยวิธีใดวิธีหนึ่งในบรรดา 8 วิธี เหล่านี้ จิตก็จะเกิดความเคยชินคล่องแคล่วด้วยอำนาจการทำในใจเนืองๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า และสติก็จะตั้งมั่นอยู่ โดยมีความตายเป็นอารมณ์ นิวรณ์ทั้งหลายก็ระงับไป องค์ฌานทั้งหลายย่อมจะปรากฏขึ้น แต่เพราะความตายเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ เป็นอารมณ์ที่มีสภาพละเอียดสุขุมลุ่มลึก และเพราะเป็นอารมณ์ที่เป็นที่ตั้งแห่งความสังเวช คัมภีร์วิสุทธิมรรคจึงกล่าวไว้ว่าการมีสติระลึกถึงความตายทำให้บรรลุได้เพียงระดับของอุปจารฌาน (อุปจารสมาธิ) เท่านั้น ไม่อาจก้าว ขึ้นไปถึงในระดับของอัปปนาสมาธิได้

3.5 ขั้นแห่งความสำเร็จของการระลึกถึงความตาย

เมื่อนักปฏิบัติระลึกถึงความตายอย่างใดอย่างหนึ่งใน 8 อย่างดังกล่าวมานี้ ขั้นแห่งความสำเร็จ คือ ความรู้สึกที่เกี่ยวกับความตาย ที่เรียกว่า มรณสัญญา ก็จะเกิดขึ้นเป็นลำดับขั้น มี 8 ประการ คือ

1.ความรู้สึกที่เกี่ยวกับความตายได้เกิดขึ้นว่า ชีวิตของเรานี้จะมีอยู่ต่อไปได้อีก ประมาณแค่วันหนึ่งกับคืนหนึ่ง (คือ 24 ชั่วโมง) เท่านั้น

2.ความรู้สึกที่เกี่ยวกับความตายได้เกิดขึ้นว่า ชีวิตของเรานี้จะมีอยู่ต่อไปได้อีก ประมาณแค่วันหนึ่ง (คือ 12 ชั่วโมง) เท่านั้น

3.ความรู้สึกที่เกี่ยวกับความตายได้เกิดขึ้นว่า ชีวิตของเรานี้จะมีอยู่ต่อไปได้อีก ประมาณเพียงครึ่งวัน (คือ 6 ชั่วโมง) เท่านั้น

4.ความรู้สึกที่เกี่ยวกับความตายได้เกิดขึ้นว่า ชีวิตของเรานี้จะมีอยู่ต่อไปได้อีก ชั่วเวลากินข้าวอิ่มหนึ่งเท่านั้น

5.ความรู้สึกที่เกี่ยวกับความตายได้เกิดขึ้นว่าชีวิตของเรานี้จะมีอยู่ต่อไปได้อีก ชั่วครึ่งเวลา กินข้าวอิ่มหนึ่งเท่านั้น

6.ความรู้สึกที่เกี่ยวกับความตายได้เกิดขึ้นว่าชีวิตของเรานี้จะมีอยู่ต่อไปได้อีก ชั่วเวลากินข้าวได้เพียง 4 หรือ 5 คำเท่านั้น

7.ความรู้สึกที่เกี่ยวกับความตายได้เกิดขึ้นว่าชีวิตของเรานี้จะมีอยู่ต่อไปได้อีก ชั่วเวลาเคี้ยวข้าวคำหนึ่งเท่านั้น

8.ความรู้สึกที่เกี่ยวกับความตายได้เกิดขึ้นว่า ชีวิตของเรานี้จะมีอยู่ต่อไปได้อีก ชั่วระยะเวลาหายใจเข้าออกเท่านั้น

ผู้ที่เจริญมรณานุสติเห็นว่า ชีวิตสิ้นสุดที่ความตาย ก็จะคิดว่า ขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ควรจะดำเนินชีวิตอย่างไรจึงจะไม่ประมาท พระพุทธองค์ทรงสรรเสริญผู้ที่เจริญมรณานุสติ หรือระลึกถึงความตายทุกลมหายใจเข้าออกว่า เป็นผู้ไม่ประมาท จะเป็นผู้สิ้นกิเลสอาสวะได้เร็วไว ซึ่งการพิจารณาความตายจนกระทั่งบรรลุอรหัตผลได้นั้น แสดงว่าเป็นการพิจารณาในศูนย์กลางกาย ดังจะกล่าวในหัวข้อต่อไป

3.6 การเจริญมรณานุสติเพื่อให้เข้าถึงพระธรรมกาย

ในคัมภีร์วิสุทธิมรรคได้กล่าวว่า เมื่อเจริญมรณานุสติอย่างนี้แล้ว ไม่สามารถทำให้ได้ฌาน ทำให้ถึงเพียง “ อุปจารสมาธิ” แต่ในวิธีปฏิบัติเพื่อให้เข้าถึงพระธรรมกาย เมื่อปฏิบัติจริงๆ แล้ว สามารถทำให้ได้สมาธิในระดับที่เลยไปกว่าอุปจารสมาธิ โดยปฏิบัติดังนี้

เมื่อระลึกถึงความตายเป็นอารมณ์ตลอดเวลา จนใจคลายจากสิ่งที่ยึดมั่น ถือมั่น ห่วงกังวล ภายนอก ความฟุ้งซ่านซัดส่ายไปในอารมณ์ต่างๆ บรรเทาลง พร้อมบริกรรมว่า “ มรณํ มรณํ” หรือ “ ตาย ตาย” ไว้ที่ศูนย์กลางกาย แล้วพิจารณาว่า ทางแห่งความไม่ตายนั้นอยู่ที่ศูนย์กลางกาย นี้เอง แล้วทำใจให้หยุดนิ่ง ตั้งมั่นตรงศูนย์กลางกายนี้ จนใจรวมถูกส่วนตกศูนย์เข้าถึง “ ดวงปฐมมรรค” ได้ ต่อจากนั้นก็ดำเนินจิตเข้ากลางของกลางตามลำดับ เข้าถึงกายภายใน และ เข้าถึงพระธรรมกายในที่สุด

เนื่องจากความตายเป็นสภาวะ จึงยากจะกำหนดบริกรรมนิมิตได้ แต่หากจะกำหนด ก็อาจใช้ศพคนตายเหมือนอสุภกัมมัฏฐานได้ แต่ต้องมีความตายเป็นอารมณ์จึงจะเป็นมรณานุสติ หากมีความไม่งามเป็นอารมณ์ก็จะกลายเป็นอสุภกัมมัฏฐานไป

3.7 อานิสงส์ของผู้ที่เจริญมรณานุสติ

1.ทำให้เป็นผู้ขวนขวายในกุศลธรรม สนใจใฝ่ใจในธรรมชั้นสูง

2.ทำให้เป็นผู้ไม่ชอบความชั่ว หลีกเลี่ยงความชั่ว

3.ทำให้ไม่สั่งสมเสื้อผ้า เครื่องประดับหรือสิ่งของที่เกินความจำเป็น

4.ทำให้ไม่ตระหนี่หวงแหนข้าวของเครื่องใช้

5.ทำให้มีอายุยืน

6.ทำให้คลายความยึดมั่นถือมั่นในสิ่งทั้งปวง

7.ทำให้เห็นความไม่เที่ยง (อนิจจสัญญา)

8.ทำให้เห็นความคงอยู่ไม่ได้ (ทุกขสัญญา)

9.ทำให้เห็นความไม่ใช่ตัวตน (อนัตตสัญญา)

10.ทำให้อยู่เป็นสุข

11.ทำให้ไม่กลัวตาย

12.ทำให้ไม่หลงสติในเวลาตาย

13.หากยังไม่สำเร็จพระนิพพานก็จะไปสู่สุคติ

1) วินัยปิฎก มหาวิภังค์, มก. เล่ม 2 หน้า 352.
2) อังคุตตรนิกาย ฉักกนิกาย, มก. เล่ม 36 ข้อ 290 หนย้า 570.
3) ขุททกนิกาย เถรคาถา, มก. เล่มที่ 51 หน้า 61.
4) ขุททกนิกาย สุตตนิบาต, มก. เล่มที่ 47 ข้อ 380 หน้า 557.
5) ขุททกนิกาย จริยาปิฎก, มก. เล่มที่ 74 หน้า 376.1
6) สังยุตตนิกาย สคาถวรรค. มก. เล่ม 24 ข้อ 415 หน้า 524.
7) ญาณ ได้แก่ สัมมาทิฏฐิ วิริยะ ได้แก่ สัมมาวายามะ ท่านว่าเมื่อองค์ทั้งสองนี้สำเร็จแล้ว อริยมรรคย่อมเป็นอันสำเร็จพร้อมทั้ง 8 องค์.
8) หมายความว่า พระปัจเจกพุทธะนั้น เกิดนอกพุทธกาล ไม่ได้ฟังธรรมพุทธโอวาทและคำสอนใครอื่นเลยแต่เพราะบารมีญาณแก่กล้าควรจะตรัสรู้ได้ ได้เห็นอะไรก็เก็บเอามาเป็นนิมิต พิจารณาสอบสวนทบทวนไปจนเกิดยถาภูตญาณทัสสนะประหารกิเลสได้.
9) อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต, มก. เล่ม 37 ข้อ 161 หน้า 641.
10) การเกิดขึ้นของรูปมนุษย์ในครรภ์มารดาหลังปฏิสนธิ 1.กลละ เป็นน้ำใส เป็นหยาดน้ำใส เหมือนน้ำมันงา ใน สัปดาห์ที่ 1 หลังปฏิสนธิ 2.อัมพุทะ เป็นฟองน้ำ (ลักษณะเป็นฟอง สีเหมือน น้ำล้างเนื้อ) ใน สัปดาห์ที่ 2 หลังปฏิสนธิ 3.เปสิ เป็นเมือกไข (มีลักษณะ เหมือนชิ้นเนื้อเหลวๆ สีแดง) ใน สัปดาห์ที่ 3 หลังปฏิสนธิ 4.ฆมะ เป็นก้อนไข (มีลักษณะเป็นก้อน มีสัณฐาน เหมือนไข่ไก่) ใน สัปดาห์ที่ 4 หลังปฏิสนธิ 5.ปัญจสาขา เกิดปุ่มทั้งห้า(ได้แก่ แขน 2 ขา 2 ศีรษะ 1 ) ใน สัปดาห์ที่ 5 หลังปฏิสนธิ.
11) คติ 5 คือ ที่ไปเกิดของสัตว์, ภพที่สัตว์ไปเกิด 5 ได้แก่ 1.นิรยคติ คือ นรก 2. ติรัจฉานคติ คือ เดรัจฉาน 3.เปตติคติ คือ เปรต และอสุรกาย 4.มนุษยคติ คือ มนุษย์ 5.เทวคติ คือ เทวดา และพรหม
12) สังยุตตนิกาย สคาถวรรค, มก. เล่ม 25 ข้อ 440 หน้า 26.
13) อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต, มก. เล่ม 37 ข้อ 71 หน้า 273-274.
14) ขุททกนิกาย มหานิเทส, มก. เล่ม 65 หน้า 213.
md306/3.txt · แก้ไขครั้งล่าสุด: 2015/03/15 16:55 (แก้ไขภายนอก)
 
เว้นแต่จะได้แจ้งไว้เป็นอื่นใด เนื้อหาบนวิกินี้ถูกกำหนดสิทธิ์ไว้ภายใต้สัญญาอนุญาติต่อไปนี้: CC Attribution-Noncommercial 3.0 Unported
Recent changes RSS feed Donate Powered by PHP Valid XHTML 1.0 Valid CSS Driven by DokuWiki