สารบัญ

บทที่ 2 อนุสติ 6

เนื้อหา บทที่ 2 อนุสติ 6

  • 2.1 ความเป็นมา
  • 2.2 ความหมายของอนุสติ
  • 2.3 วิธีเจริญพุทธานุสติ
    • 2.3.1 อรหัง ทรงเป็นพระอรหันต์
    • 2.3.2 สัมมาสัมพุทโธ ทรงเป็นผู้ตรัสรู้ด้วยพระองค์เองโดยชอบ
    • 2.3.3 วิชชาจรณสัมปันโน ทรงเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ
    • 2.3.4 สุคโต ทรงเป็นผู้เสด็จไปดี
    • 2.3.5 โลกวิทู ทรงเป็นผู้รู้แจ้งโลก
    • 2.3.6 อนุตตโร ปุริสทัมมสารถิ ทรงเป็นผู้ฝึกบุรุษที่ควรฝึก ไม่มีใครยิ่งกว่า
    • 2.3.7 สัตถา เทวมนุสสานัง ทรงเป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย
    • 2.3.8 พุทโธ ทรงเป็นผู้เบิกบาน
    • 2.3.9 ภควา ทรงเป็นผู้จำแนกธรรม
  • 2.4 การเจริญ พุทธานุสติเพื่อให้เข้าถึงพระธรรมกาย
  • 2.5 อานิสงค์ของการเจริญพุทธานุสติ
  • 2.6 วิธีเจริญธัมมานุสติ
    • 2.6.1 สวากขาโต ภควตา ธัมโม
    • 2.6.2 สันทิฐิโก
    • 2.6.3 อกาลิโก
    • 2.6.4 เอหิปัสสิโก
    • 2.6.5 โอปนยิโก
    • 2.6.6 ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ
  • 2.7 การเจริญธัมมานุสติเพื่อให้เข้าถึงพระธรรมกาย
  • 2.8 อานิสงส์ของการเจริญธัมมานุสติ
  • 2.9 วิธีเจริญสังฆานุสติ
    • 2.9.1 สุปฏิปันโน
    • 2.9.2 อุชุปฏิปันโน
    • 2.9.3 ญายปฏิปันโน
    • 2.9.4 สามีปฏิปันโน
    • 2.9.5 อาหุเนยโย
    • 2.9.6 ปาหุเนยโย
    • 2.9.7 ทักขิเณยโย
    • 2.9.8 อัญชลีกรณีโย
  • 2.10 การเจริญสังฆานุสติเพื่อให้เข้าถึงพระธรรมกาย
  • 2.11 วิธีเจริญสีลานุสติ
  • 2.12 วิธีเจริญสีลานุสติเพื่อให้เข้าถึงพระธรรมกาย
  • 2.13 อานิสงค์ของการเจริญสีลานุสติ
  • 2.14 วิธีเจริญจาคานุสติ
  • 2.15 การเจริญจาคานุสติ เพื่อให้เข้าถึงพระธรรมกาย
  • 2.16 อานิสงค์ของการเจริญจาคานุสติ
  • 2.17 วิธีเจริญเทวตานุสติ
  • 2.18 การเจริญเทวตานุสติเพื่อให้เข้าถึงพระธรรมกาย
  • 2.19 อานิสงค์ของการเจริญเทวตานุสติ

แนวคิด

1.อนุสติ 6 คือ การตามระลึกถึงธรรมที่เป็นกุศลเนืองๆ ถือเป็นอารมณ์กัมมัฏฐานของพระอริยสาวกและผู้มีปัญญาเพื่อความบริสุทธิ์แห่งจิต และเพื่อให้จิตตั้งอยู่ในคุณธรรมเบื้องสูงยิ่งๆ ขึ้นไป

2.การเจริญพุทธานุสติเพื่อให้เข้าถึงพระธรรมกาย ให้ระลึกถึงพุทธคุณทั้ง 9 ตั้งแต่ อรหัง สัมมาสัมพุทโธ จนกระทั่งถึง ภควา จนกระทั่งจิตเริ่มสงบหยุดนิ่ง จึงนึกภาพพระพุทธปฏิมากรเป็นตัวแทนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาไว้ที่ศูนย์กลางกาย จนกระทั่งเปลี่ยนเป็นบริกรรมนิมิต ปฏิภาคนิมิต และตกศูนย์เข้าถึงดวงธรรมภายใน

3.การเจริญธัมมานุสติเพื่อให้เข้าถึงพระธรรมกาย ให้ระลึกถึงธรรมคุณทั้ง 6 ตั้งแต่ สันทิฏฐิโก จนถึง ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ จนกระทั่งจิตเริ่มสงบหยุดนิ่ง แล้วจึงนึกภาพ ดวงธรรม หรือพระไตรปิฎกแทนพระธรรม มาไว้ที่ศูนย์กลางกาย จนกระทั่งเปลี่ยนเป็น บริกรรมนิมิต ปฏิภาคนิมิต และตกศูนย์เข้าถึงดวงธรรมภายใน

4.การเจริญสังฆานุสติเพื่อให้เข้าถึงพระธรรมกาย ให้ระลึกถึงสังฆคุณทั้ง 9 ตั้งแต่ สุปฏิปันโน จนถึง อนุตตรัง ปุญญักเขตตัง จนกระทั่งจิตเริ่มสงบนิ่ง แล้วจึงนึกพระสงฆ์ที่ ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบมาไว้ที่ศูนย์กลางกาย จนกระทั่งเปลี่ยนเป็นบริกรรมนิมิต ปฏิภาคนิมิต และตกศูนย์เข้าถึงดวงธรรมภายใน

5.การเจริญสีลานุสติเพื่อให้เข้าถึงพระธรรมกาย ให้ระลึกถึงศีลที่ตนรักษาว่าครบถ้วน บริบูรณ์เพียงใด จนกระทั่งใจหยุดนิ่ง ตกศูนย์เข้าถึงดวงธรรมภายใน

6.การเจริญจาคานุสติเพื่อให้เข้าถึงพระธรรมกาย ให้ระลึกถึงการบริจาคทานที่ตน ได้เคยกระทำไว้ จนใจเริ่มสงบ แล้วจึงนึกถึงวัตถุทานอย่างใดอย่างหนึ่งไว้ที่ศูนย์กลางกาย จนกระทั่งเปลี่ยนเป็นบริกรรมนิมิต ปฏิภาคนิมิต และตกศูนย์เข้าถึงดวงธรรมภายใน

7.การเจริญเทวตานุสติเพื่อให้เข้าถึงพระธรรมกาย ให้ระลึกถึงกุศลธรรมที่ทำให้เป็นเทวดา จนกระทั่งใจสงบหยุดนิ่ง ตกศูนย์เข้าถึงดวงธรรมภายใน หรือระลึกนึกถึงภาพของเทวดามาไว้ที่ศูนย์กลางกาย เปลี่ยนเป็นบริกรรมนิมิต ปฏิภาคนิมิต และตกศูนย์เข้าถึง ดวงธรรมภายใน

วัตถุประสงค์

1.เพื่อให้นักศึกษาสามารถบอกความหมายและบอกความเป็นมาของการเจริญอนุสติ 6 ได้

2.เพื่อให้นักศึกษาสามารถบอกขั้นตอนการเจริญพุทธานุสติเพื่อให้เข้าถึงพระธรรมกาย

3.เพื่อให้นักศึกษาสามารถบอกขั้นตอนการเจริญธัมมานุสติเพื่อให้เข้าถึงพระธรรมกาย

4.เพื่อให้นักศึกษาสามารถบอกขั้นตอนการเจริญสังฆานุสติเพื่อให้เข้าถึงพระธรรมกาย

5. เพื่อให้นักศึกษาสามารถบอกขั้นตอนการเจริญสีลานุสติเพื่อให้เข้าถึงพระธรรมกาย

6.เพื่อให้นักศึกษาสามารถบอกขั้นตอนการเจริญจาคานุสติเพื่อให้เข้าถึงพระธรรมกาย

7.เพื่อให้นักศึกษาสามารถบอกขั้นตอนการเจริญเทวตานุสติเพื่อให้เข้าถึงพระธรรมกาย

อนุสติเป็นอารมณ์กัมมัฏฐานที่ปรากฏในวิสุทธิมรรค มีความสำคัญและเป็นกัมมัฏฐานที่มีวิธีการและอานิสงส์แตกต่างกัน ในบทเรียนนี้จะได้ให้นักศึกษาได้ศึกษาอนุสติกัมมัฏฐาน 6 ข้อแรก ซึ่งจะเป็นแนวทางเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติเพื่อให้เข้าถึงพระธรรมกายต่อไป

2.1 ความเป็นมา

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงอนุสติไว้เพื่อเป็นแนวปฏิบัติอันจะเป็นประโยชน์ แก่การทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพานแก่บุคคลทั้งหลาย ดังพุทธพจน์ที่ว่า

“ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมอย่างหนึ่งที่บุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความหน่ายโดยส่วนเดียว เพื่อคลายกำหนัด เพื่อความดับ เพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน

ธรรมอย่างหนึ่งคืออะไร คือพุทธานุสติ… ธัมมานุสติ… สังฆานุสติ… สีลานุสติ… จาคานุสติ… เทวตานุสติ… อานาปานสติ… มรณสติ… กายคตาสติ… อุปสมานุสติ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมอย่างหนึ่งนี้แล อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความหน่ายโดยส่วนเดียว เพื่อคลายกำหนัด เพื่อความดับ เพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพานฯ”1)

ในอนุสติ 10 ประการนั้น การเจริญอนุสติ 6 ประการ คือ การระลึกถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ศีล การบริจาค และเทวดา ท่านเรียกชื่อว่า อนุสติฏฐาน หรือ ที่ตั้งของอนุสติ2)

อนุสติทั้ง 6 ประการนี้ จัดเป็นอารมณ์กัมมัฏฐานด้วยเหตุผลหลายประการ3) คือ

1.เป็นแนวทางที่ใช้สำหรับทำจิตให้มีความยินดีในเมื่อจิตตกเป็นเหยื่อของความทุกข์ และเพื่อที่จะก่อให้เกิดวิปัสสนาเมื่อปฏิบัติก้าวหน้ายิ่งขึ้นไป

2.เป็นเครื่องป้องกันอันตรายต่างๆ ซึ่งอาจเกิดขึ้นเมื่อนักปฏิบัติธรรมอยู่ในที่เปลี่ยว เช่น ในป่า หรือป่าช้า เป็นต้น โดยอนุสติ 3 อย่างแรก ท่านแนะนำให้เจริญเพื่อคุ้มครองตนเองในเวลาที่มีความกลัวหรือสิ่งร้ายใดๆ เกิดขึ้น

3.เป็นกัมมัฏฐานที่เหมาะสมสำหรับผู้ที่มีศรัทธาแรงกล้า และส่งเสริมศรัทธาให้มีขึ้น สำหรับผู้ที่ไม่มีศรัทธามาก่อน

อนุสติทั้ง 6 ประการนี้ท่านกล่าวไว้ในมหานามสูตรว่า เป็นข้อปฏิบัติของพระอริยสาวกที่บรรลุมรรคผลแล้ว ข้อปฏิบัตินี้จะทำให้เป็นผู้รู้อรรถ รู้ธรรม จิตตั้งมั่น และอยู่อย่างเป็นสุข ดังที่ตรัสไว้ว่า

“ ดูก่อนมหานามะ อริยสาวกผู้ได้บรรลุผลทราบชัดพระศาสนาแล้ว ย่อมอยู่ด้วยวิหารธรรมนี้เป็นส่วนมาก คือ อริยสาวกในพระศาสนานี้ ย่อมระลึกถึงพระตถาคตเนืองๆ ว่า แม้เพราะเหตุนี้ๆ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบ ทรงถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เสด็จไปดีแล้ว ทรงรู้แจ้งโลก เป็นสารถีฝึกบุรุษที่ควรฝึกไม่มีผู้อื่น ยิ่งกว่า เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้เบิกบานแล้ว เป็นผู้จำแนกธรรม ดูก่อน มหานามะ สมัยใด อริยสาวกย่อมระลึกถึงพระตถาคตเนืองๆ… สมัยนั้น จิตของอริยสาวกนั้น ย่อมไม่ถูกราคะกลุ้มรุม ไม่ถูกโทสะกลุ้มรุม ไม่ถูกโมหะกลุ้มรุม ย่อมเป็นจิตดำเนินไปตรงทีเดียว ก็อริยสาวกผู้มีจิตดำเนินไปตรงเพราะปรารภพระตถาคต ย่อมได้ความรู้อรรถ ย่อมได้ความรู้ธรรม ย่อมได้ความปราโมทย์อันประกอบด้วยธรรม เมื่อปราโมทย์แล้ว ย่อมเกิดปีติ เมื่อมีใจประกอบด้วยปีติกายย่อมสงบ ผู้มีกายสงบแล้วย่อมเสวยสุข เมื่อมีสุขจิตย่อมตั้งมั่น”4)

ในอนุสติฏฐานสูตร ได้กล่าวถึงคุณของการเจริญอนุสติ 6 ซึ่งมีเนื้อความคล้ายกับที่ปรากฏในกัจจานสูตร มีเนื้อความดังนี้

“ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมัยใด อริยสาวกย่อมระลึกถึงพระตถาคต สมัยนั้น จิตของพระอริยสาวกนั้น เป็นจิตไม่ถูกราคะกลุ้มรุม ไม่ถูกโทสะกลุ้มรุม ไม่ถูกโมหะกลุ้มรุม ย่อมเป็นจิตดำเนินไปตรงทีเดียว เป็นจิตออกไป พ้นไป หลุดไปจากความอยาก ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คำว่าความอยากนี้ เป็นชื่อของเบญจกามคุณ สัตว์บางพวกในโลกนี้ ทำพุทธานุสติแม้นี้ให้เป็นอารมณ์ ย่อมบริสุทธิ์ได้ด้วยประการฉะนี้”5)

จากพุทธพจน์ดังกล่าวทำให้เห็นว่า อนุสติทั้ง 6 ประการนี้เป็นข้อปฏิบัติของพระอริย-สาวกเพื่อชำระจิตให้บริสุทธิ์ และช่วยให้ได้บรรลุคุณธรรมเบื้องสูงยิ่งๆ ขึ้นไป อย่างไรก็ดี อนุสติเหล่านี้ก็ย่อมเป็นธรรมจำเป็นสำหรับผู้เริ่มปฏิบัติอีกด้วย เพราะอนุสติเหล่านี้จะทำให้จิตบริสุทธิ์และส่งเสริมคุณธรรมให้เกิดขึ้น พัฒนาคุณสมบัติอื่นๆ ในเบื้องต้น และนำไปสู่ความบริสุทธิ์แห่งจิตและความรู้แจ้งในขณะที่ก้าวหน้ายิ่งๆ ขึ้นไป

2.2 ความหมายของอนุสติ

อนุสติ มาจากภาษาบาลี 2 คำ คือ อนุ กับ สติ คำว่า อนุ6) เป็นคำอุปสรรค แปลว่า น้อย, ภายหลัง, ตาม เนืองๆ, บ่อยๆ, ต่ำๆ, ในที่นี้จะนำมาใช้ในความหมาย ตาม, เนืองๆ, และบ่อยๆ ส่วนคำว่า สติ7) แปลว่า ความระลึก, ความระลึกได้,ธรรมชาติเครื่องระลึก, ธรรมชาติเป็นเครื่องระลึก ดังนั้น อนุสติ จึงแปลว่า ความตามระลึก, ความระลึกเนืองๆ, ความระลึกบ่อยๆ

อนุสติ ในความหมายของการเจริญสติในพระพุทธศาสนา หมายถึง การตามระลึกถึงอยู่เนืองๆ เสมอๆ ในธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งสติ หรือการตามระลึกถึงสิ่งใดๆ ที่ก่อให้เกิดความตั้งมั่นซึ่งสติ โดยสิ่งนั้นๆ เป็นกุศลธรรมหรือนำไปสู่กุศลธรรม แล้วก่อให้เกิดสติฝ่ายดี ที่ เรียกว่า สัมมาสติ เช่น การตามระลึกถึงพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ เป็นต้น โดย อาการตามระลึกถึงนี้จะทำให้จิตของผู้ปฏิบัติมีสติ และเมื่อกระทำให้มากจิตจะเป็นสมาธิ กระทั่งสามารถพัฒนาจิตให้บริสุทธิ์หลุดพ้นจากกิเลสอาสวะ เข้าถึงพระนิพพานได้

ในบทที่จะกล่าวถึงอนุสติ 6 ประเภทแรก ซึ่งเป็นแนวทางแห่งการฝึกฝนพัฒนาจิตให้ มีสติและสมาธิ อีกทั้งก่อให้เกิดคุณธรรมแก่ผู้ปฏิบัติ คือปลูกฝังเพิ่มพูนศรัทธา ปัญญาให้แก่กล้ายิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังสามารถยกจิตของผู้ปฏิบัติไม่ให้ตกไปตามอำนาจกิเลส เป็นทางมาแห่งบุญกุศล จิตใจผ่องใสปราโมทย์ บังเกิดหิริโอตตัปปะ และช่วยคุ้มครองป้องกันภัยให้แก่ผู้ปฏิบัติเป็นต้น

2.3 วิธีเจริญพุทธานุสติ

พุทธานุสติ คือ การตามระลึกถึงคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นอารมณ์

องค์สมเด็จพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ ทรงพระคุณอันประเสริฐและยิ่งใหญ่ไม่มีที่สิ้นสุด แม้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะตรัสสรรเสริญพระคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยกันเอง ตลอดระยะเวลายาวนานเป็นกัปก็สรรเสริญได้ไม่หมดสิ้น เหล่าบัณฑิตผู้มีปัญญาครั้งจะสรรเสริญพระพุทธคุณด้วยตนแล้ว ก็อุปมาพระพุทธคุณที่ตนอาจกล่าวสรรเสริญได้นั้น เพียงดังอากาศในปีกนกขณะกระพือปีกซึ่งมีน้อยนิด เทียบมิได้กับพระพุทธคุณที่เปรียบดังอากาศสุดคณนาในสากลโลก สมดังพระพุทธคุณที่ทรงประกาศให้เป็นที่ประจักษ์แก่พระทัยของพระเจ้าอชาตศัตรูว่า

“ มหาบพิตร พระตถาคตเสด็จอุบัติในโลกนี้เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบ ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เสด็จไปดีแล้ว ทรงรู้แจ้งโลก เป็นสารถีฝึกบุรุษที่ควรฝึกอย่างไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้เบิกบานแล้ว เป็นผู้จำแนกพระธรรม พระตถาคตพระองค์นั้น ทรงทำโลกนี้พร้อมทั้งเทวโลก พรหมโลก มารโลก ให้แจ้งชัดด้วยปัญญาอันยิ่งของพระองค์เอง ทรงแสดงธรรมงามในเบื้องต้น งานในท่ามกลาง งานในที่สุด ทรงประกาศพรหมจรรย์อันบริสุทธิ์พร้อมทั้งอรรถทั้งพยัญชนะ บริบูรณ์สิ้นเชิง

ในขั้นต้นของการเจริญพุทธานุสติ ผู้ปฏิบัติพึงทำจิตของตนให้เลื่อมใสในพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ ซึ่งทรงพระคุณไม่มีประมาณ ไม่หวั่นไหวในพระพุทธคุณ เข้าอยู่ในที่สงบสงัด นั่งขัดสมาธิตั้งกายให้ตรง ดำรงสติไว้เฉพาะหน้า แล้วตามระลึกถึงพระพุทธคุณขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นอารมณ์ โดยพิจารณาตามบทสรรเสริญพระพุทธคุณดังภาษาบาลีที่ว่า

“ อิติปิ โส ภควา อรหํ สมฺมาสมฺพุทโธ วิชาจรณสมฺปนฺโน สุคโต

โลกวิทู อนุตฺตโร ปุริสทมมฺสารถิ สตฺถา เทวมนุสฺสานํ พุทฺโธ ภควาติ”8)

“ พระผู้มีพระภาคองค์นั้น ทรงเป็นพระอรหันต์… ทรงตรัสรู้เองโดยชอบ…ทรงบรรลุวิชชาและจรณะ…เสด็จไปดี…ทรงทราบโลก…ทรงเป็นสารภีฝึกบุรุษที่ควรฝึกอย่างไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า…ทรงเป็นศาสดาของเทพและมนุษย์ทั้งหลาย…ทรงเป็นพุทธะ…ทรงเป็นพระผู้มีพระภาค…“ 9)

พระพุทธคุณขององค์สมเด็จพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ทั้ง 9 ประการ ข้างต้นนี้ แต่ละบทเป็นเนมิตกนาม คือ นามที่เกิดขึ้นตามลักษณะและคุณสมบัติ ซึ่งเกิดขึ้นพร้อมกับเมื่อพระพุทธองค์ทรงบรรลุพระโพธิญาณ อรหันต์ เป็นนามเหตุ พระคุณนามที่เหลือนอกนั้น เป็นนามผล พระพุทธคุณแต่ละบททรงไว้ซึ่งอานุภาพอย่างไม่มีประมาณ เป็นประโยชน์แก่สรรพสัตว์ทั้งหลาย ผู้มีบุญในกาลก่อนเพียงได้สดับแต่ละบทแห่งพระพุทธคุณ แล้วยังจิตของตนแต่ละบท อาจแสดงได้พอสังเขป เพื่อพิจารณาตามดังต่อไปนี้

2.3.1 อรหัง ทรงเป็นพระอรหันต์

ทรงพระนามว่า”อรหัง” คือ ทรงเป็นพระอรหันต์ เป็นผู้ไกลจากกิเลสอย่างเด็ดขาด เพราะทรงกำจัดกิเลสได้หมดอย่างสิ้นเชิงไม่เหลือเศษ

ความหมายของคำว่า อรหัง สามารถแปลได้ 7 นัยยะด้วยกันคือ

1.เป็นผู้ไกลจากกิเลส

2.เป็นผู้กำจัดข้าศึก คือ กิเลสสิ้นแล้ว

3.เป็นผู้หักกรรมแห่งสังสารจักร อันได้แก่ อวิชชา ตัณหา อุปาทาน กรรม

4.เป็นผู้ควรแนะนำสั่งสอน

5.เป็นผู้ที่ควรรับความเคารพ

6.เป็นผู้ควรแก่ทักษิณา และการบูชาพิเศษ

7.เป็นผู้ไม่มีข้อลับ คือ ไม่มีข้อเสียหายอันควรปกปิด

พระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนี(สด จนฺทสโร ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย) ได้แสดงความหมายของคำ อรหัง ไว้ 2 นัย คือ เป็นผู้ไกลและผู้ควร10)

อรหํ แปลสั้นๆ ว่าไกล ว่าควร เป็นสองนัยอยู่ ไกล หมายความว่า ไกลจากกิเลส หรือว่า พ้นจากกิเลส เสียแล้ว ไกล ตรงข้ามกับปุถุชนคนเรา ซึ่งยังอยู่ใกล้ชิดกิเลส พระองค์บริสุทธิ์ผุดผ่องดังแท่งทองชมพูนุทหรืออีกอย่างหนึ่งว่าใสเหมือนดวงแก้วอันหาค่ามิได้ สมคำที่ว่า”พุทธรัตนะ”

ประกอบด้วย ตานิโน เป็นผู้คงที่ไม่หวั่นไหว หากจะมีของหอมมาชะโลมไล้พระวรกายซีกหนึ่ง และเอาของเหม็นมาชโลมซีกหนึ่ง พระหฤทัยของพระองค์ก็ไม่แปรผันยินดียินร้ายประการใด และเปรียบได้อีกสถานหนึ่งว่า อินฺทขีลูปโม พระทัยมั่นคงดังเสาเขื่อน ถึงจะมีพายุมาแต่จาตุรทิศก็ไม่คลอน เมื่อเช่นนี้จึงมีนัยที่แปลได้อีกอย่างหนึ่งว่าเป็น ผู้ควร คือเป็นผู้ที่เราสมควรจะเทิดจะบูชาไว้เหนือสิ่งทั้งหมด11)

ในคัมภีร์วิสุทธิมรรค แสดงความหมายของคำว่า อรหํ ไว้ 5 นัย

1.เป็นผู้ไกลจากกิเลส

2.เป็นผู้ทรงกำจัดอริ(หมายถึง กิเลส) ทั้งหลายเสียได้

3.เป็นผู้ทรงทำลายซี่กำ(หมายถึง อภิสังขาร)ทั้งหลายเสียได้

4.เป็นผู้ควรทักษิณา

5.เป็นผู้ไม่มีที่ลับในอันที่จะทำบาป

คำว่า “ อรหัง” อาจอธิบายสรุปความหมายเป็น 4 นัย คือ

นัยที่ 1 ทรงไกลจากข้าศึก “ ข้าศึก” หมายถึง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นผู้ไกลจากกิเลส เพราะทรงกำจัดกิเลสทั้งปวงด้วยมรรคได้หมดอย่างสิ้นเชื้อไม่เหลือเศษจึงทรงพ้นจากกิเลส ไม่ข้องแวะกับกิเลสใด และไม่ทรงประกอบด้วยสิ่งอันเป็นโทษทั้งหลาย (คือ วาสนา12) ) เพราะเหตุนี้จึงทรงปรากฎพระนาม “ พระอรหันต์”

นัยที่ 2 ทรงหักกำฉัตร “ กำฉัตร” หมายถึงกิเลสทั้งปวง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงหักกิเลสเหล่านั้นด้วยศาสตรา คือปัญญา เพราะเหตุนี้จึงทรงพระนามว่า “ พระอรหันต์”

อนึ่ง คำว่า “ จักร” หมายถึง “ สังสาร” มีคำอธิบายแตกต่างกันเป็น 2 นัย คือ

“ สังสาร” ตามนัยที่ 1 อุปมาดัง “ จักร” ซึ่งตามธรรมดามีองค์ประกอบสำคัญ 3 อย่าง คือ ดุม กำ และกง ตามนัยที่ 1 นี้ อวิชชาและภวตัญหาเปรียบได้กับ “ ดุม” อภิสังขารเปรียบได้กับ “ กำ” ความแก่และความตายเปรียบได้กับ “ กง” ดุม กำ และกง ประกอบกันขึ้นเป็นจักรหรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “ ล้อ” ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของ “ รถ” อันเปรียบได้กับ “ ภพ 3” รถคันนี้ย่อมแล่นไปเรื่อยๆ โดยหาต้นชนปลายไม่ได้ นี่คือ ความหมายของ “ สังสาร” หรือ “ จักร” ตามนัยที่ 1

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เสด็จประทับยืนบนแผ่นดินด้วยพระบาท “ ศีล” ของพระพุทธองค์นั้นเปรียบได้กับ “ แผ่นดิน” ส่วน “ ความเพียร” เปรียบได้กับ “ พระบาท” ทรงเอาพระหัตถ์ ซึ่งเปรียบได้กับ “ ศรัทธา” จับขวานคือ “ พระญาณ” ฟันกำของจักรให้ขาดสะบั้นลงหมดสิ้น รถจึง “ หยุด” นิ่งสนิท เป็นอีนสิ้นภพสิ้นชาติ ชรา มรณะ นี่คือความหมายของ “ ทรงหักกำจักร” ตามนัยที่ 1

“ สังสาร” ตามนัยที่ 2 อุปมาดัง “ จักร” ที่ประกอบมาจาก “ ปฏิจจสมุปบาท” คือมี “ อวิชชา” เปรียบได้กับ “ ดุม” เพราะเป็นมูลเหตุ “ ชราและมรณะ” เปรียบได้กับ “ กง” เพราะเป็นที่สุด ส่วนธรรมอีก 10 ข้อที่เหลือในปฏิจจสมุปบาท เปรียบได้กับ “ กำ” นี้คือ “ สังสาร” ตามนัยที่ 2

เพราะเหตุที่ทรงหักกำจักรสิ้นแล้วจึงปรากฎนามว่า “ พระอรหันต์”

นัยที่ 3 ทรงควรแก่ปัจจัย พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบริสุทธิ์หมดจดด้วยประการทั้งปวง จึงทรงเป็นทักขิไณยบุคคลอันเลิศยิ่ง ย่อมควรแก่ปัจัยและการบูชาเป็นพิเศษ สำหรับ พรหม เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เพราะเหตุนี้ จึงทรงปรากฎพระนามว่า “ พระอรหันต์”

นัยที่ 4 ทรงไม่ทำชั่วในที่ลับ โดยเหตุที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงกำจัดกิเลส ตัณหาและอวิชชาทั้งปวง ด้วยมรรคและญาณโดยสิ้นเชิงแล้ว การทำกรรมชั่วทั้งหลายแม้ในที่ลับ ย่อมไม่มีแก่พระองค์ เพราะเหตุนี้ จึงทรงปรากฎพระนามว่า “ พระอรหันต์”

2.3.2 สัมมาสัมพุทโธ ทรงเป็นผู้ตรัสรู้ด้วยพระองค์เองโดยชอบ

ทรงพระนามว่า “ สัมมาสัมพุทธเจ้า” เพราะทรงเป็นผู้ตรัสรู้ด้วยพระองค์เองโดยชอบ

คำว่า พุทโธ แปลว่า ผู้ตรัสรู้ คำว่า สัม ที่นำหน้า พุทโธ นั้นแปลว่าด้วยพระองค์เอง ไม่มีผู้อื่นสั่งสอน ส่วนคำว่า สัมมา แปลว่า โดยชอบ หรือ “ โดยถูกต้อง ดังนั้น สัมมาสัมพุทโธ จึงมีความหมายว่า ทรงเป็นผู้ตรัสรู้ด้วยพระองค์โดยชอบ หรือทรงเป็นผู้ตรัสรู้ด้วยพระองค์เองโดยถูกต้อง

คำว่า พุทโธ เมื่อพิจารณาความหมายตามพระบาลีในธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ที่ว่า จกฺขุํ อุทปาทิ ญาณํ อุทปาทิ ปญฺญา อุปปาทิ วิชฺชา อุทปาทิ อาโลโก อุทปาทิฯ จะเห็นว่าคุณวิเศษทั้ง 5 อย่าง ดังบาลีที่ยกขึ้นกล่าวนี้ จะเป็นความหมายของคำว่า พุทฺโธ กล่าวคือ จกฺขุํ ญาณํ ปณฺญา วิชฺชา อาโลโก ทั้ง 5 อย่างนี้ประมวลเข้าด้วยกันรวมเป็นคำแปลของคำว่า พุทฺโธ ถ้าจะแปลให้สั้นเข้า พุทโธ ก็ต้องแปลว่า ทั้งรู้ทั้งเห็น มิใช่รู้เฉยๆ โดยอาศัยคำว่า จกฺชุํ ญาณํ

พระเดชพระคุณพระภาวนาวิริยคุณ(หลวงพ่อทัตตชีโว)ให้ความหมายว่า

“ พระคุณของพระสัมสัมพุทธเจ้า ประการที่ 2 สัมมาสัมพุทโธ คือ พระองค์ทรงทั้งรู้ทั้งเห็น แทงตลอดในเหตุและผลของสรรพสิ่งทั้งหลายตรงตามความเป็นจริง ด้วยพระธรรมกายของพระองค์เอง โดยมิได้มีผู้หนึ่งผู้ใดสั่งสอนเลย”13)

สาเหตุที่พระองค์ทรงสามารถตรัสรู้ด้วยพระองค์เองได้ ก็เพราะความเป็น”อรหันต์”ของพระองค์ดังกล่าวแล้วนั่นเอง เนื่องจากอำนาจสมาธิทำให้จิตของพระองค์สะอาดบริสุทธิ์ปราศจากอาสวะทั้งปวง ซึ่งนอกจากจะใสสว่างแล้วยังหยุดนิ่ง จึงมีสิ่งที่ผุดขึ้นในนิ่ง ทำให้รู้ พระองค์ก็ทรงรู้ไปตามนั้น ทำนองเดียวกับน้ำในโอ่งที่นอนนิ่งสนิท ใสบริสุทธิ์ แม้มีเข้มอยู่ก้นโอ่งก็สามารถมองเห็นได้ ข้อนี้ฉันใดก็ฉันนั้น

ที่่กล่าวว่าพระองค์ตรัสรู้โดยชอบหรือโดยถูกต้องนั้น หมายความว่า ตรัสรู้ทั้งเหตุ ตรัสรู้ทั้งผล กล่าวคือตรัสรู้เหตุแห่งทุกข์ เหตุแห่งสุข เหตุไม่ทุกข์และไม่สุข ซึ่งเหตุแห่งทุกข์ก็คือ อกุศลมูล ได้แก่ โลภะ โทสะ โมหะ หรือโลภ โกรธ หลง เหตุแห่งสุขก็ตรงกันข้ามกับเหตุแห่งทุกข์คือ กุศลมูล ได้แก่ อโลภะ อโทสะ อโมหะ หรือไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง เหตุแห่งไม่ทุกข์ไม่สุขหรือ อัพยากฤต ก็คือสภาพเป็นกลางๆ ไม่เป็นทั้งกุศลหรืออกุศล เป็นกิริยาประเภทสักแต่ว่าทำ เช่น ขณะกำหนดลมหายใจเข้า-ออก, การอ่านหนังสือออก, การกินข้าวอิ่ม จึงไม่เป็นเหตุแห่งสุขหรือทุกข์

สิ่งที่ลึกซึ้งกว่านี้ก็คือ ทรงตรัสรู้เหตุที่ทำให้ต้องเวียนว่ายตายเกิดกันอยู่ในสังสารวัฏโดยมิรู้จบสิ้น หรือที่เรียกว่า “ สมุทัย” ก็คือ “ อวิชชา” “ อวิชชา” เป็นเหตุให้เกิดการเกิดการดับติดต่อกันเป็นลูกโซ่ ซึ่งเรียกว่า “ ปัจจยาการ” หรือ “ ปฏิจจสมุปบาท” ทรงตรัสรู้ว่าถ้าดับอวิชชาได้อย่างเดียว ทุกอย่าง “ หยุด” หมด ซึ่งเรียกว่า “ นิโรธ” หรือ “ นิพพาน”ทรงตรัสรู้วิธีดับอวิชชา ซึ่งเรียกว่า “ มรรค” หรือ “ ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา”

ในคัมภีร์วิสุทธิมรรคแสดงถึงธรรมที่ทรงตรัสรู้เองโดยชอบ คือ ธรรมทั้งหลายที่เป็นอภิญไญย (ธรรมที่พึงรู้ยิ่ง คือ อริยสัจ 4) ได้แก่ ธรรมทั้งหลายที่เป็นปริญไญย(ธรรมที่พึงกำหนดรู้ คือทุกขสัจ) ธรรมที่พึงที่เป็นปหาตัพพะ (ธรรมที่พึงละ คือ สมุทัยสัจ) ธรรมทั้งหลายที่เป็นสัจฉิกาตัพพะ (ธรรมที่พึงทำให้แจ้ง คือ นิโรธสัจ) ธรรมทั้งหลายที่เป็นภาเวตัพพะ (ธรรมที่พึงเจริญ คือ มรรคสัจ)

โดยสรุปก็คือตรัสรู้ อริยสัจ 4 ซิ่งมีทั้งเหตุและผล รวมทั้งวิธีดับเหตุโดยสมบูรณ์อยู่แล้ว เนื่องแล้ว เนื่องจากทรงรู้และทรงเห็นแจ้งแทงตลอดในสัจธรรมอันประเสริฐเช่นนั้น พระองค์จึงทรงพระนามว่า “ สัมมาสัมพุทโธ” คือ “ ทรงเป็นผู้ตรัสรู้ด้วยพระองค์เองโดยชอบ”

2.3.3 วิชชาจรณสัมปันโน ทรงเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ

ทรงพระนามว่า “ วิชชาจรณสัมปันโน” เพราะทรงเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ

พระพุทธคุณข้อนี้ประกอบด้วยองค์ 2 คือ วิชชา และจรณะ

วิชชา ในที่นี้หมายถึง ความรู้ที่กำจัดมืดเสียได้ มืดในที่นี้หมายถึงขันธ์ 5 คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ วิชชาตรงข้ามกับ “ อวิชชา” ซึ่งแปลว่า “ ไม่รู้” คือไม่รู้ถูกหรือผิด เพราะเข้าไปยึดมั่นในขันธ์ 5 ว่าเป็นตัวเป็นตน จึงมืดมน ไม่รู้อริยสัจ และปฏิจจสมุปบาท เพราะอวิชชาหรือเพราะไม่รู้ จึงยึดมั่นในขันธ์ 5 ว่าเป็นตัวเราของเรา ความยึดมั่นถือมั่นหรือมีศัพท์อีกอย่างหนึ่งว่า”อุปาทาน” อุปาทาน หรือความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ 5 นี้เองทำให้เรามืดมนไม่รู้เห็นของจริง คือ “ นิพพาน”

วิชชา มี 2 ประเภท คือ วิชชา 3 และ วิชชา 8

วิชชา 3 ประกอบด้วย

1.ปุพเพนิวาสานุสติญาณ คือ ญาณที่ทำให้ระลึกชาติได้

2.จุตูปปาตญาณ คือ ญาณที่ทำให้รู้ถึงการตายและการเกิดของสัตว์ทั้งหลาย

3.อาสวักขยญาณ คือ ญาณที่ทำให้กิเลสอาสวะหมดสิ้น

วิชชา 8 ประกอบด้วย

1.วิปัสสนาญาณ คือ ญาณที่ทำให้เข้าใจสังขารตามความเป็นจริง

2.มโนมยิทธิญาณ คือ ญาณที่สามารถเนรมิตกายได้ตามที่ต้องการ

3.อิทธิวิธีญาณ คือ ญาณที่สามารถแสดงฤทธิ์ต่างๆ ได้

4.ทิพยโสตญาณ คือ มีหูทิพย์ ได้ยินเสียงทิพย์และเสียงมนุษย์ ทั้งใกล้และไกลได้

5.เจโตปริยญาณ คือ ญาณที่ทำให้กำหนดรู้ใจของสัตว์และมนุษย์ได้

6.ปุพเพนิวาสานุสติญาณ คือ ญาณที่ทำให้ระลึกชาติได้

7.จุตูปปาตญาณ คือ ญาณที่ทำให้รู้ถึงการตายและการเกิดของสัตว์ทั้งหลาย

8.อาสวักขยญาณ คือ ญาณที่ทำให้กิเลสอาสวะหมดสิ้น

จรณะ คือ ข้อปฏิบัติอันเป็นทางบรรลุวิชชา มีองค์ 15 คือ

1.ศีลสังวร ได้แก่ การสำรวมให้พระปาฏิโมกข์

2.อินทรีย์สังวร ได้แก่ การสำรวมอินทรีย์ทั้ง 6 คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มิให้อารมณ์ส่วนที่ชักนำไปทางชั่วเข้าติดอยู่ได้

การสังวรเหล่านี้ มีประจำพระองค์เป็นปกติอยู่เสมอไม่จำต้องพยายามฝืนอย่างปุถุชนทั้งหลาย

3.โภชเน มัตตัญญุตา ได้แก่ การรู้ประมาณในการบริโภค

4.ชาคริยานุโยค ได้แก่ การประกอบความเพียรที่ทำให้ตื่นอยู่เสมอ

5.สัทธา ได้แก่ ความเชื่อมั่นในความจริง ความดี สิ่งที่ดีงามและการทำความดี

พระองค์ประกอบด้วยสัทธาอย่างอุกฤษฎ์ เช่น ที่ปรากฎในเวสสันดรชาดก เป็นต้น

พระองค์ได้บำเพ็ญทานบารมีบริจาคของนอกกาย ทานอุปบารมีสละเนื้อเลือดเมื่อทำความเพียรทานปรมัตถบารมีสละได้ถึงชีวิตมาแล้วอย่างสมบูรณ์

6.หิริ ได้แก่ความละอายต่อความชั่ว

7.โอตตัปปะ ได้แก่ความสะดุ้งกลัวบาป

ทั้งหิริและโอตตัปปะ 2 ประการนี้เป็นจรณะที่ติดประจำพระองค์อยู่อย่างสมบูรณ์

8.พาหุสัจจะ ได้แก่ความเป็นผู้ฟังมาก

จรณะข้อนี้ มีประจำพระองค์มาแต่ครั้งสร้างบารมี ทรงเอาพระทัยใส่ฟังธรรมในสำนักต่างๆ เป็นลำดับมา กระทั่งอาฬารดาบสและอุทกดาบส ซึ่งได้เรียนรู้รูปฌาน อรูปฌาณ มาจากสำนักนี้

9.วิริยารัมภะ ได้แก่การทำความเพียรอย่างไม่ละลด

10.สติ คือความระลึกได้ โดยไม่เผลอหรือหลง

พระองค์ทรงมีสติอยู่เสมอ ไม่เผลอในกาลทุกเมื่อ เราผู้ปฏิบัติควรเจริญรอยตามดังแนวที่ทรงสนอนไว้ในมหาสติปัฏฐานสูตร ไม่ว่าจะเดิน ยืน นั่ง นอน ท่านหมายเอาสติที่ตรึกถึงกาย เวทนา จิต ธรรม

11.ปัญญา คือความรอบรู้ในกองสังขาร

พระองค์ทรงมีความรู้ความเห็นกว้างขวางหยั่งรู้เหตุผลถูกต้องไม่มีผิดพลาด

12.รูปปฐมฌาน ได้แก่ รูปฌาน 1

13.รูปทุติยฌาณ ได้แก่ รูปฌาน 2

14.รูปตติยณาน ได้แก่ รูปฌาน 3

15.รูปจตุตถฌาน ได้แก่ รูปฌาน 4

พระองค์ทรงได้อาศัยรูปฌาน มาเป็นประโยชน์ที่จะขยับขยายโลกียปัญญาให้เป็น โลกุตตรปัญญา ทรงเรียนฌานจากดาบส ต่อจากนั้นทรงแสวงหาต่อไปด้วยพระองค์เอง กระทั่งทรงบรรลุธรรมกาย ทรงหยั่งรู้ด้วยญาณของธรรมกาย ซึ่งจัดเป็นโลกุตตระ และทรงได้บรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณ เป็นองค์อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ยิ่งกว่านั้น พระองค์ทรงทราบว่า สิ่งใดเป็นประโยชน์ สิ่งใดไร้ประโยชน์ต่อสรรพสัตว์ทั้งหลาย ทรงปฏิบัติแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์แล้วยังทรงถ่ายทอดคุณธรรมที่เป็นประโยชน์ให้แก่เหล่าสาวกทั้งหลายด้วยพระมหากรุณาอันยิ่งใหญ่

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประกอบด้วยวิชชาและจรณะทั้งหลายเหล่านี้ เพราะเหตุนั้นจึงทรงพระนามว่า “ ทรงเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ”

2.3.4 สุคโต ทรงเป็นผู้เสด็จไปดีแล้ว

ทรงพระนามว่า “ สุคโต” เพราะทรงเป็นผู้เสด็จไปดีแล้ว

พระพุทธคุณบทนี้ มีอธิบายความหมายในคัมภีร์วิสุทธิมรรคว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า สุคโต เพราะเป็นผู้มีทางเสด็จไปอันงาม (คือ อริยมรรค) เพราะเป็นผู้เสด็จไปแล้วเป็นอันดี(คือ บรรลุพระอมตะนิพพาน) เพราะเป็นผู้เสด็จไปแล้วโดยชอบ (คือ ไม่กลับมาสู่กิเลสทั้งหลายอีก หรืออีกอย่างหนึ่ง คือ ทรงทำแต่ประโยชน์เกื้อกูลแก่โลก)เพราะเป็นผู้ตรัสรู้โดยชอบ (คือทรงกล่าววาจาแต่ที่ควร ในฐานะอันควร)

นอกจากนี้ อาจแสดงความหมายได้อีก 4 นัย คือ

1.เสด็จไปดี หมายความว่าพระองค์ทรงประพฤติดี ทั้งทางกาย วาจา ใจ คือกายสุจริต วาจาสุจริต ใจสุจริต ทรงประพฤติสม่ำเสมอมาเป็นอเนกชาติ ดับขันธ์จากชาติหนึ่งก็ไปสู่สุคติทุกชาติ ไม่ไปสู่ทุคติเลย เพราะเหตุนี้ จึงทรงพระนามว่า “ สุคโต”

2.เสด็จไปถูกต้อง หมายความว่าพระองค์ทรงดำเนินกาย วาจา ใจ ไปในแนวอริยมรรค ได้แก่มรรคมีองค์ 8 ซึ่งย่อลงเป็น ศีล สมาธิ ปัญญา พระองค์ทรงดำเนินทางศีล เป็นเบื้องต้น ศีลมีหลายประเภท ทรงจำแนกรายละเอียดไว้มากมาย ซึ่งรวมกันเข้าเป็นวินัยปิฎกถึง 5 พระคัมภีร์ ศีลนี้รวมกันเข้าปรากฎผลในการปฏิบัติเป็น “ ดวงปฐมมรรค” มีลักษณะเป็นดวงใสอยู่ที่ศูนย์กลางกาย นี้คือ “ สุคโต” ในทางศีล

พระองค์ทรงดำเนินทางใจไปหยุดอยู่ตรงดวงปฐมมรรคนั้น หยุดสงบจน ราคะ โทสะ โมหะ อภิชฌา พยาบาท เข้ามาครอบงำพระทัยของพระองค์ไม่ได้ พระทัยจึงใส บริสุทธิ์ เป็นสมาธิ หยุดนิ่งจนกระทั่ง “ รู้” ผุดขึ้น เรียกว่า “ ปัญญา” หยุดนิ่งเช่นนั้นตั้งแต่กายทิพย์ กายรูปพรหม กายอรูปพรหม จนถึงพระธรรมกาย พระธรรมกายเข้าสมาบัติดูอริยสัจต่อไป ครั้นดวงใสถึงขนาด จึงตกศูนย์ แล้วกลายเป็นโสดาบันบุคคล สกิทาคามีบุคคล อนาคามีบุคคลตามลำดับ ครั้นธรรมกายอนาคามีบุคคลตกศูนย์ จึงเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะเหตุนี้จึงทรงพระนามว่า “ สุคโต”

3.เสด็จไปสู่ฐานะที่ดี หมายความว่าเสด็จไปสู่ฐานะอันประเสริฐ และเป็นอมตะตลอดไป ดังพระบาลีว่า เขมํ ทิสํ คจฺฉมาโน แปลว่า ไปสู่แดนอันเกษมคือนิพพาน กล่าวคือ เมื่อพระธรรมกายเพ่งเล็งถูกส่วน ตกศูนย์ มีอายตนะอีกอย่างหนึ่งที่เรียกว่า “ อายตนนิพพาน” ดึงดูดพระธรรมกายที่ตกศูนย์นั้นเข้านิพพานอยู่เนืองนิตย์แม้ในขณะที่พระชนม์อยู่ จึงชื่อว่า ไปสู่แดนเกษม ประการหนึ่ง ครั้นเมื่อจะดับขันธ์ พระองค์ก็เข้าสมาบัติ อายตนนิพพานดึงดูดเข้าสู่นิพพานไป เช่นนี้ ก็เรียกว่าเสด็จไปสู่แดนอันเกษม หรือเสด็จไปสู่ฐานะที่ดี เพราะเหตุนี้จึงทรงพระนามว่า “ สุคโต”ล

4.เสด็จไปงาม หมายความว่าเมื่อครั้งเสด็จพระดำเนินไปโปรดปัญจวัคคีย์ยังป่าอิสิปตนะนั้น เสด็จพระดำเนินไปโดยพระบาท มีฉัพพรรณรังสีรุ่งโรจน์ จนแม้แต่สัตว์สี่เท้า สองเท้า ที่ได้แลเห็น ต่างก็งงงันพากันหยุดนิ่งตะลึงไปหมด อย่างนี้เรียกว่าทรงพระดำเนินงามหรือเสด็จไปงาม

2.3.5 โลกวิทู ทรงเป็นผู้รู้แจ้งโลก

ทรงพระนามว่า “ โลกวิทู” เพราะทรงเป็นผู้รู้แจ้งโลก คือทรงเข้าพระหฤทัยปรุโปร่งซึ่งโลกโดยประการทั้งปวง คือทั้งโดยสภาวะ ทั้งเหตุเกิดของโลก ธรรมที่ดับของโลก และรู้จักทางปฏิบัติให้ถึงธรรมที่ดับของโลก อีกนัยหนึ่ง หมายถึงทรงรู้แจ้งโลกทั้ง 3 คือ สัตวโลก สังขารโลก และโอกาสโลก

ทรงรู้แจ้งสัตวโลก(โลก คือ หมู่สัตว์) คือ ทรงรู้ความปรารถนาต่างๆ ของสัตว์ทั้งหลาย ทรงรู้ความแตกต่างของอินทรีย์ของสัตว์ เป็นต้น

ทรงรู้แจ้งสังขารโลก (โลก คือ สังขาร) คือ ทรงรู้แจ้งสังขาร ขันธ์ กรรม ธรรมทั้งที่ เป็นกุศล อกุศลและอัพยากฤต (คือธรรมที่ไม่เป็นกุศลและอกุศล) เป็นต้น

ทรงรู้โอกาสโลก หมายถึง ทรงรู้ถึงที่อยู่ถึงแผ่นดินที่สัตว์ทั้งหลายอุบัติเกิด รู้ความเป็นไป ของโลกธาตุ รู้เรื่องจักรวาล คือ ทรงรู้ในเรื่องจักรวาลวิทยา(cosmology) และอภิปรัชญา(metaphysis)

2.3.6 อนุตตโร ปุริสทัมมสารถิ ทรงเป็นสารถีฝึกบุรุษที่ควรฝึก ไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า

หมายถึง ยอดเยี่ยม เพราะพระพุทธองค์เป็นผู้ประเสริฐสุดในหมู่มนุษย์และสรรพสัตว์ ไม่มีใครเหนือกว่า หาใครเทียบไม่ได้ พระพุทธองค์ทรงยอดเยี่ยมด้วยคุณต่างๆ คือ ศีลคุณ สมาธิคุณ ปัญญาคุณ วิมุตติคุณ วิมุตติญาณทัศนะคุณ คุณเหล่านี้ไม่มีใครยิ่งกว่า

ทรงเป็นผู้ฝึกบุรุษผู้ควรฝึก คือ ทรงสั่งสอนเวไนยสัตว์ทั้งหลาย ทรงฝึกมนุษย์ เทวดา พรหมทั้งหลาย แม้สัตว์เดรัจฉานบางเหล่าบางพวก โดยวิธีการต่างๆทั้งปลอบโยน ทรมาน ยกย่อง ตามความสมควรตามความเหมาะสมกแก่อัธยาศัยของสัตว์นั้นๆ เช่น การฝึกพวกชฎิลสามพี่น้องให้บรรลุเป็นพระอรหันต์ ฝึกช้างนาฬาคีรีที่ถูกมอมเหล้าขาดสติ ให้ละพยศและตั้งมั่นในศีล เป็นต้น

2.3.7 สัตถา เทวนุสสานัง ทรงเป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย

ทรงเป็นพระบรมศาสดา เป็นผู้นำของมนุษย์ เทวดา พรหมทั้งหลาย ทรงนำไปให้พ้นจากที่กันดาร คือ การเกิด แก่ เจ็บ ตาย ให้เข้าถึงพระนิพพาน ประดุจพ่อค้านายกองเกวียนที่นำลูกน้องเดินทางพ้นที่กันดารที่มีภัยทั้งหลาย ไปสู่จุดมุ่งหมายปลายทางอย่างสุขสงบปลอดภัย

พระพุทธคุณข้อนี้เกิดจากพระองค์เป็นโลกวิทู เพราะทรงรู้แจ้งโลก จึงได้ทรงเป็นยอดนักฝึกมนุษย์อย่างดีเยี่ยมไม่มีใครเสมอเหมือน ไม่เฉพาะแต่มนุษย์เท่านั้นที่พระองค์ทรงฝึกได้ แม้แต่เทวดาทั้งหลาย ทั้ง 6 ชั้น รวมถึงรูปพรหม พระองค์ก็สามารถฝึกได้อย่างชนิดที่ไม่มีใครเทียบเหมือนกัน พระองค์จึงได้ชื่อว่าเป็นบรมครูของมนุษย์และมนุษย์ทั้งหลาย นอกจากนี้ยัง ไม่ทรงเหนื่อยในการที่จะฝึกอีกด้วย ดังปรากฎในพุทธกิจ 5 ประการว่า

1.เวลาเช้าทรงบิณฑบาต

2.เวลาเย็นทรงแสดงธรรมแก่มนุษย์

3.เวลาพลบค่ำทรงให้โอวาทภิกษุ

4.เวลาเที่ยงคืนทรงแก้ปัญหาเทวดา

5.เวลาย่ำรุ่งทรงพิจารณาดูเวไนยสัตว์

นี่คือสิ่งที่แสดงให้เห็นหัวใจของความเป็นครูของพุทธองค์ ที่ทรงทำหน้าที่เป็นครูให้แก่ทั้งเทวดาและมนุษย์อย่างเต็มที่ โดยมิได้ทรงเห็นแก่เวลาส่วนพระองค์เลย จึงสมที่พระองค์จะได้รับขนานพระนามว่า สัตถาเทวมนุสสานัง

2.3.8 พุทโธ ทรงเป็นผู้เบิกบานแล้ว

เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ที่ได้ชื่อว่า พุทโธ เพราะได้ทำให้แจ้งในมรรคผลแล้ว ทรงมีพระบวรสันดานอบรมไว้ด้วยพระอรหัตตมรรคญาณอันประเสริฐเป็นเหตุให้เกิดสัพพัญญุตญาณ

คำว่า พุทโธ มีความหมาย ได้ถึง 15 ประการ คือ

1.ตรัสรู้อริยสัจ 4

2.กระทำสัตว์โลกที่มีบารมีสมควรตรัสรู้ ให้ตรัสรู้อริยสัจ

3.มีพระบวรพุทธสันดานอันทรงคุณ คือ สัพพัญญุตญาณอันสามารถตรัสรู้ไปในเญยยธรรมทั้งปวง

4.ทรงมีพระคุณ คือ พระอรหัตมรรคญาณหักรานกองกิเลสเป็นสมุจเฉทปหาณ

5.ตรัสรู้อริยสัจ 4 ด้วยพระองค์เอง ไม่มีใครสอน

6.เป็นผู้เบิกบานด้วยพระอรหันมัคคญาณเหมือนดอกบัวที่เบ่งบานเมื่อได้รับแสงอาทิตย์

7.สิ้นจากอาสวะทั้ง 4 คือ กามาสวะ ภวาสวะ ทิฏฐาสวะ

8.มีพระบวรพุทธสันดานปราศจากกิเลสทั้งปวง

9.มีพระบวรพุทธสันดานทรงพระคุณ ปราศจากราคะ

10.มีพระบวรพุทธสันดานทรงพระคุณ ปราสจากโทสะ

11.มีพระบวรพุทธสันดานทรงพระคุณ ปราศจากโมหะ

12.ตื่นจากกิเลส เปรียบเหมือนคนตื่นจากหลับ

13.เสด็จไปสู่พระนิพพานด้วยหนทางมัชฌิมาปฏิปทา

14.ตรัสรู้พระสัมมาสัมโพธิญาณด้วยพระองค์เอง ไม่มีผู้ใดรู้เท่าเทียม

15.ทรงได้พุทธิ คือ อรหัตมัคญาณ ประหารอพุทธิเสียสิ้น(อพุทธิ คือ อวิชชา)

2.3.9 ภควา ทรงเป็นผู้จำแนกธรรม

ในบทพระพุทธคุณมี 2 คำ คือ คำที่ขึ้นต้นบท (อิติปิโส ภควา) และภควาที่ลงท้ายบททั้งสองคำมีความต่างกัน ภควาคำแรกเป็นคำร้องเรียกด้วยความเคารพว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ส่วนภควาคำหลังหมายถึง ผู้จำแนกแจกธรรม ผู้มีคุณธรรมสมบูรณ์พร้อม ทั้งทรงบริบูรณ์ด้วยพระปัญญาธิคุณ พระบริสุทธิคุณ และพระกรุณาธิคุณ ทรงนำธรรมะที่ตรัสรู้แล้วมาสอนเวไนยสัตว์

อีกนัยหนึ่งอธิบายได้ว่า ที่ทรงเป็นภควาเพราะทรงมีบุญ 6 ประการ คือ

1.อิสสริยะ เป็นผู้มีความเป็นใหญ่ 8 ประการ คือ

1)หายตัวได้อย่างมหัศจรรย์

2)เหาะไปได้อย่างรวดเร็ว

3)เนรมิตร่างกายให้ใหญ่ที่สุดจนหาที่เปรียบไม่ได้

4)เสด็จไปที่ใดๆ ก็ได้ตามพุทธประสงค์ โดยไม่มีสิ่งใดๆ มาขวางกั้นได้

5)เนรมิตเป็นรูปร่างต่างๆ สีสันต่างๆ กัน

6)มีอำนาจบังคับบัญชาตลอดจนถึงมนุษย์ เทวดา พรหมทั้งหลายได้ทุกชั้น

7)สามารถเข้าฌาณและทำอภิญญาได้ในทันทีที่ต้องการ

8)สามารถทำสิ่งต่างๆให้สำเร็จเสร็จโดยรวดเร็ว

2.ธรรม ทรงได้โลกุตตรธรรม 9 คือ มรรค 4 ผล 4 และนิพพาน 1

3.ยศ ทรงมีเกียรติยศ ชื่อเสียงแผ่ไปทั่วทั้งในหมู่มนุษย์ เทวดา พรหมทั้งหลาย โดยไม่ต้องอวดอ้างโฆษณาหรือยกย่องพระองค์เอง

4.สิร ทรงมีผิวพรรณเปล่งปลั่ง รูปร่างงดงามเป็นสิริมงคล ชวนให้ดูได้ไม่เบื่อ เพียบพร้อมด้วยมหาปุรสลักษณะ 32 อนุพยัญชนะ 80 (อนุพยัญชนะ คือ ลักษณะปลีกย่อยของพระมหาบุรุษ

5.กาม (ความปรารถนา) เมื่อทรงประสงค์สิ่งใดก็สำเร็จสมประสงค์ทุกประการ

6.ประโยชน์ ทรงใช้ความเพียรทั้งกลางวันกลางคืน เพื่อทำประโยชน์ให้กับสัตว์ทั้งหลาย เช่น เวลากลางวันทรงอบรมสั่งสอนให้ธรรมะแก่ผู้ที่มาเฝ้า เวลากลางคืนเทวดาและพรหมเฝ้าเพื่อฟังธรรมหรือทูลถามปัญหา เวลาใกล้รุ่งทรงตรวงดูหมู่สัตว์ทั้งหลายว่า มีผู้ใดบ้างที่เคยสร้างปัญญาบารมีมาแล้วจากชาติก่อนๆ เป็นผู้สมควรที่พระองค์ไปโปรดให้บรรลุมรรคผลได้ เป็นต้น

2.4 การเจริญพุทธานุสติเพื่อให้เข้าถึงพระธรรมกาย

ในคัมภีร์วิสุทธิมรรคได้อธิบายเกี่ยวกับการเจริญพุทธานุสติไว้เพียงว่า เป็นการตรองหรือคิดพิจารณาพระพุทธคุณเท่านั้น และทำให้ไปถึงสมาธิเพียงระดับ “ อุปจารสมาธิ” ซึ่งผู้เรียบเรียงเห็นว่าไม่น่าจะเป็นเพียงเท่านั้น จากคำอธิบายในทางปฏิบัติ “ วิชชาธรรมกาย” ของพระเดชพระคุณพระราชภาวนาวิสุทธิ์ (หลวงพ่อธัมมชโย) โดยใจความว่า “ การปฏิบัติเพื่อให้เข้าถึงพระธรรมกายมีอยู่เป็นล้านวิธี สรุปมาในวิสุทธิมรรค 40 วิธี เมื่อปฏิบัติแล้วสามารถเข้าถึงพระธรรมกายได้ทั้งสิ้นŽ ดังนั้นการเจริญพุทธานุสติ เมื่อปฏิบัติจริงๆ แล้วสามารถเลยไปกว่า “ อุปจารสมาธิ” โดยอธิบายวิธีการปฏิบัติได้ดังนี้

เมื่อเราตรองระลึกถึงพระพุทธคุณทุกประการดังได้อธิบายข้างต้นแล้ว ใจจะมีพระพุทธองค์เป็นอารมณ์ แล้วจึงน้อมตรึกระลึกถึงองค์พระปฏิมากรองค์ใดองค์หนึ่งที่เราคุ้นเคย มาเป็น “ บริกรรมนิมิต” ที่ศูนย์กลางกาย พร้อมบริกรรมภาวนาด้วยพุทธคุณคำใดคำหนึ่ง เช่น พุทโธ สุคโต อรหัง หรือ สัมมาอรหัง กระทั่งนิมิตนั้นปรากฏติดแน่นเป็น “ อุคคหนิมิต” และค่อยกลั่นตัวใสเป็น “ ปฏิภาคนิมิต” จากนั้นใจก็จะรวมตกศูนย์เข้าถึง “ ดวงปฐมมรรค” (ดวงปฐมมรรคที่เข้าถึงนี้เป็นสมาธิระดับ “ อัปปนาสมาธ”)

2.5 อานิสงส์ของการเจริญพุทธานุสติ

ผู้ที่เจริญพุทธานุสติ จะได้รับอานิสงส์ดังนี้ คือ

1.ทำให้ถึงความไพบูลย์แห่งศรัทธา คือ มีศรัทธามั่นคงมากขึ้น

2.ทำให้มีสติ

3.ทำให้มีปัญญา

4.ทำให้มีบุญ

5.ทำให้มีความปีติปราโมทย์

6.ทำให้สามารถอดกลั้นทุกข์ได้

7.ทำให้ทนความกลัวอารมณ์ที่น่ากลัวได้

8.ทำให้มีความเป็นอยู่ใกล้พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า

9.ทำให้มีความยำเกรงในพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า

10.แม้ประสบกับสิ่งที่จะทำให้ล่วงละเมิดหรือทำความผิดได้ ก็จะเกิดหิริโอตตัปปะ มีความกลัวและละอายต่อบาป ประดุจว่าพระพุทธองค์ประทับอยู่ตรงหน้า

11.ร่างกายของผู้ที่พุทธานุสติครอบครองแล้วหรือเจริญพุทธานุสติอย่างดีแล้ว ย่อมเป็นที่ควรแก่การบูชาของมนุษย์และเทวดาประดุจดังเรือนเจดีย์

12.จิตจะน้อมไปสู่พุทธภูมิ

13.หากยังไม่สามารถสำเร็จมรรคผลนิพพาน ก็จะไปสู่สุคติ

2.6 วิธีเจริญธัมมานุสติ

ธัมมานุสติ คือ การตามระลึกถึงคุณของพระธรรมเป็นอารมณ์ พระธรรม มี 3 ประการคือ

1.ปริยัติธรรม เป็นธรรมที่ต้องเล่าเรียน คือ ศีล สมาธิ ปัญญา

2.ปฏิบัติธรรม เป็นข้อปฏิบัติ คือ ศีล สมาธิ ปัญญาเพื่อนำไปสู่พระนิพพาน

3.ปฏิเวธธรรม คือ มรรค ผล นิพพาน เป็นผลจากการปฏิบัติ ศีล สมาธิ ปัญญา

การระลึกถึงคุณของพระธรรม ให้พิจารณาตามบทสรรเสริญพระธรรมคุณ ดังพระบาลี ที่ว่า

สวากขาโต ภควตา ธัมโม สันทิฏฐิโก อกาลิโก เอหิปัสสิโก โอปนยิโก ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิŽ

2.6.1 สวากขาโต ภควตา ธัมโม

ธรรมที่พระพุทธองค์ตรัสรู้แล้ว หมายถึง ทั้งปริยัติธรรม ปฏิบัติธรรม และปฏิเวธธรรม เป็นธรรมที่นำไปสู่การหลุดพ้น และพระองค์ก็ได้ตรัสไว้ดีแล้ว คือ ตรัสเทศนาไพเราะทั้งเบื้องต้น ท่ามกลาง และเบื้องปลาย สมบูรณ์ด้วยอรรถและพยัญชนะ ทำให้ผู้ฟังสงบระงับดับเสีย ซึ่งความทุกข์ต่างๆ ที่มีกิเลสเป็นเหตุ ระหว่างประพฤติปฏิบัติตามก็มีแต่ความแช่มชื่นเบิกบานแจ่มใส สุขกาย สบายใจ หลังจากการประพฤติปฏิบัติยิ่งมีจิตใจอิ่มเอิบเป็นทวีคูณ ใกล้ความ สิ้นทุกข์ไปเรื่อยๆ สมความมุ่งหมายที่แสวงหามาช้านาน

2.6.2 สันทิฏฐิโก

เป็นธรรมที่บุคคลผู้ปฏิบัติจะเห็นประจักษ์เอง ได้แก่ มรรค 4 ผล 4 นิพพาน 1 ไม่ใช่เป็นธรรมที่เพียงแต่ได้ยินได้ฟังแล้วจดจำไว้เท่านั้น เป็นของที่สามารถเห็นแจ้งประจักษ์ด้วยปัญญาของตนได้ ในเมื่อชำระจิตสันดานของตนให้สงบหรือหมดสิ้นจากกิเลสมีราคะ เป็นต้น

2.6.3 อกาลิโก

พระธรรมเป็นสิ่งที่ให้ผลโดยไม่มีกาลสมัย คือ ผู้ปฏิบัติ ปฏิบัติดีจริงเมื่อใดผลดีก็เกิดได้เมื่อนั้น ไม่ต้องรอเวลา เช่น มรรค 4 มีโสดาปัตติมรรค เป็นต้น เมื่อปฏิบัติก็ย่อมให้ผล ตามลำดับของตน ไม่ต้องรอ ต่างจากพืชที่เราปลูก เมื่อปลูกแล้วต้องรอเวลาให้ผล แต่ธรรมไม่ใช่เช่นนั้น เพราะเมื่อมรรคจิตเกิดขึ้นผลจิตก็เกิดทันที ไม่ขึ้นอยู่กับเวลา ไม่ต้องรอคอย

2.6.4 เอหิปัสสิโก

เป็นพระธรรมที่ควรเชื้อเชิญเรียกให้ผู้อื่นมาดู เพราะเป็นสิ่งมีจริงเหมือนดวงจันทร์อยู่บนฟ้าที่ปราศจากเมฆ หรือเหมือนดวงแก้วมณีที่วางไว้ในผ้ากัมพล ควรมาชื่นชมกัน

2.6.5 โอปนยิโก

มรรค 4 ผล 4 นิพพาน 1 เป็นธรรมที่พึงน้อมเข้ามาในใจด้วยการเจริญภาวนา และทำให้แจ้งในพระนิพพาน ควรปฏิบัติด้วยความตั้งใจอันแน่วแน่แท้จริงเด็ดเดี่ยว แม้ถ้าจะมีไฟไหม้ บนศีรษะ หรือไหม้เครื่องนุ่งห่มที่ปกปิดร่างกายอยู่ก็ตามที ก็ไม่ใส่ใจดับไฟนั้น มากไปกว่าการปฏิบัติตามธรรม เพราะธรรมเหล่านี้เองปรากฏขึ้นเพียงครั้งเดียวก็สามารถปิดประตูอบายได้

2.6.6 ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ

พระธรรมเป็นสิ่งที่ผู้มีปัญญาทั้งที่เป็นกัลยาณปุถุชน และอริยบุคคลทั้งหลายรู้ได้ เห็นแจ้งได้เฉพาะตน

2.7 การเจริญธัมมานุสติเพื่อให้เข้าถึงพระธรรมกาย

ในคัมภีร์วิสุทธิมรรคได้อธิบาย “ ธัมมานุสติ” ในทำนองคล้ายกับ “ พุทธานุสติ” คือ เป็นเพียงการตรองหรือคิดพิจารณาพระธรรมคุณเท่านั้น จึงทำให้เข้าถึงแค่ อุปจารสมาธิŽ แต่ถ้าหาก อธิบายด้วยวิธีการปฏิบัติธรรมเพื่อให้เข้าถึงพระธรรมกาย อาจอธิบายได้ดังนี้

เมื่อเราตรองตรึกถึงพระธรรมคุณ ทุกประการดังที่ได้อธิบายมาข้างต้น ใจก็จะมีพระธรรม เป็นอารมณ์ อย่างนี้แล้วจึงน้อมตรึกถึงสิ่งที่เป็นตัวแทนของพระธรรม อาทิเช่น คัมภีร์พระไตรปิฎก พระธรรมดวงแก้ว (คือ ดวงใสที่เราน้อมนึกถึงให้เป็นตัวแทนของ พระธรรม) มาเป็นบริกรรมนิมิต และบริกรรมภาวนาด้วยคำใดคำหนึ่งที่น้อมถึงพระธรรมคุณ เช่น ธัมโม อกาลิโก เป็นต้น เมื่อนิมิตติดแน่นเป็น “ อุคคหนิมิต” แล้วกลั่นตัวใสเป็น “ ปฏิภาคนิมิต” จากนั้นใจจึงตกศูนย์เข้าถึง “ ดวงปฐมมรรค” ที่แท้จริง

2.8 อานิสงส์ของการเจริญธัมมานุสติ

1.จิตของผู้เจริญธัมมานุสติ จะน้อมไปเพื่อตรัสรู้อนุตรธรรม

2.ทำให้มีความเคารพในพระธรรม

3.ทำให้มีศรัทธามากขึ้น

4.ทำให้มีสติ

5.ทำให้มีปัญญา

6.ทำให้มีบุญ

7.ทำให้มีความปีติปราโมทย์

8.ทำให้สามารถอดกลั้นทุกข์ได้

9.ทำให้ทนความกลัวอารมณ์ที่น่ากลัวได้

10.ทำให้มีความเป็นอยู่ใกล้พระสัมมาสัมพุทธเจ้า

11.แม้ประสบกับสิ่งที่จะทำให้ล่วงละเมิดหรือทำความผิดได้ ก็จะเกิดความกลัว ความละอายต่อบาป ประดุจว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับอยู่ตรงหน้า

12.ร่างกายของผู้ที่ธัมมานุสติครอบครองแล้ว ย่อมเป็นของควรแก่การบูชาของมนุษย์และเทวดาประดุจดังเรือนเจดีย์

13.หากยังไม่สามารถสำเร็จมรรคผลนิพพาน ก็จะไปสู่สุคติ

2.9 วิธีเจริญสังฆานุสติ

สังฆานุสติ คือ การตามระลึกถึงคุณของพระสงฆ์เป็นอารมณ์ พระสงฆ์ มี 2 จำพวก คือ สมมติสงฆ์ และอริยสงฆ์

พระอริยสงฆ์ คือ ท่านที่ดำรงอยู่ในมรรค 4 ผล 4

สมมติสงฆ์ คือ พระสงฆ์โดยสมมติ หมายถึง พระภิกษุแม้เพียงรูปเดียว ส่วนสงฆ์ ได้แก่ ภิกษุซึ่งจำนวนตั้งแต่ 4 รูป นั่งอยู่ภายในสีมา ไม่ละหัตถบาสกันและกันมีอำนาจในการทำ สังฆกรรม พระสงฆ์มีคุณเพราะท่านเป็น ผู้รักษาและสืบทอดคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทั้งยังเป็นบุญเขตเป็นเนื้อนาบุญของโลก

การระลึกถึงคุณของพระสงฆ์ ให้พิจารณาตามบทสรรเสริญพระสังฆคุณ ดังพระบาลีที่ว่า

“ สุปฏิปันโน ภควโต สาวกสังโฆ อุชุปฏิปันโน ภควโต สาวกสังโฆ ญายปฏิปันโน ภควโต สาวกสังโฆ สามิจิปฏิปันโน ภควโต สาวกสังโฆ ยทิทัง จัตตาริ ปุริสยุคานิ อัฏฐะ ปุริสปุคคลา เอสะ ภควโต สาวกสังโฆ อาหุเนยโย ปาหุเนยโย ทักขิเณยโย อัญชลีกรณีโย อนุตตรัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสะฯ”

2.9.1 สุปฏิปันโน

พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ดำรงตนอยู่ในสัมมาปฏิบัติ สมบูรณ์ด้วยอธิศีลสิกขา อธิจิตสิกขา อธิปัญญาสิกขา

2.9.2 อุชุปฏิปันโน

ปฏิบัติตรงต่อหนทางเข้าสู่พระนิพพาน ไม่ปฏิบัติในกามสุขัลลิกานุโยค และอัตตกิลม-ถานุโยค แต่ปฏิบัติตามมัชฌิมาปฏิปทา หรือทางสายกลาง ไม่วอกแวกไปทางอื่น ปฏิบัติเพื่อละโทษคดโกง ทางกาย วาจา ใจ ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องทางโลก พระสงฆ์ผู้ปฏิบัติเพื่อให้ได้สำเร็จพระนิพพาน พาตัวเองพ้นจากภพ 3 ไม่ปรารถนาโภคสมบัติ และภวสมบัติใดๆ

====2.9.4 สามีจิปฏิปันโน

พระสงฆ์ผู้เป็นผู้ปฏิบัติชอบ สมควรแก่การกราบไหว้บูชาได้ด้วยกายใจ ตั้งใจปฏิบัติอย่างเหมาะสมดีเลิศในธรรมวินัยทั้งน้อยใหญ่ คือ ไม่หละหลวมดูเบาแม้ในธรรมเล็กน้อย และยอมทุ่มเทเอาชีวิตเป็นเดิมพันในธรรมที่ปฏิบัติได้โดยยาก พระอริยสงฆ์จัดได้เป็น 4 คู่ 8 บุคคล คือ

1.พระโสดาปัตติมรรค พระโสดาปัตติผล

2.พระสกทาคามิมรรค พระสกทาคามิผล

3.พระอนาคามิมรรค พระอนาคามิผล

4.พระอรหัตมรรค พระอรหัตผล

พระอริยสงฆ์ทั้ง 4 คู่นี้ จัดเป็น

2.9.5 อาหุเนยโย

เป็นผู้ควรรับอามิสบูชาที่เขานำมาจากแดนไกล เป็นผู้ให้เกิดผลดีอย่างมหาศาลแก่ผู้นำมาถวาย

2.9.6 ปาหุเนยโย

เป็นผู้ควรแก่ของต้อนรับ คือ ของที่เขาควรถวายเมื่อไปถึงบ้าน ไม่ว่าจะเป็นที่นั่ง ข้าวน้ำ อาหาร และความสะดวกสบายใดๆ ที่ควรแก่ท่าน เป็นผู้ควรต้อนรับยิ่งกว่าแขกผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหลาย

2.9.7 ทักขิเนยโย

เป็นผู้ควรแก่การรับทักษิณาทาน คือ ทานที่ผู้อื่นถวาย เพราะผู้ที่ถวายสิ่งของแก่ พระอริยสงฆ์ ย่อมได้รับผลอันยิ่งใหญ่

2.9.8 อัญชลีกรณีโย

เป็นผู้ควรแก่การกราบไหว้ ของทั้งมนุษย์ และเทวดาทั้งหลาย ผู้ใดได้กราบไหว้ท่านด้วยความเต็มใจ ย่อมเป็นการเปิดใจตนเองให้พร้อมที่จะน้อมรับคำสั่งสอนที่อุดมไปด้วยอมตธรรม สามารถน้อมนำใจให้หยุดนิ่ง เข้าถึงพระธรรมกายและบรรลุอริยธรรมตามท่านไปได้โดยง่าย แม้นิสัยบารมียังอ่อนอยู่ไม่สามารถจะบรรลุธรรมในขณะนั้น ก็สามารถน้อมนำให้บังเกิดศรัทธามั่นคงในพระรัตนตรัย เป็นการปิดอบายให้กับตนเองอย่างชาญฉลาดและมั่นคง

2.9.9 อนุตตรัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสะ

เป็นเนื้อนาบุญอันประเสริฐ เป็นบุญเขตที่สรรพสัตว์ทั้งหลายจะได้รับบุญ เมื่อหว่านพืช คือศรัทธา ลงไปบนผืนนา คือพระสงฆ์นี้ แม้เพียงเล็กน้อย ก็จะได้รับผล คือ บุญอย่างมากมาย เนื่องจาก ท่านสามารถปราบกิเลสได้เด็ดขาดด้วยพระธรรมกายของท่าน ทำให้ทั้งกายและใจ ของท่านบริสุทธิ์ผุดผ่อง และสามารถผลิตกระแสบุญได้อย่างมากกมายมหาศาล ไม่มีที่สิ้นสุด ดวงอาทิตย์สามารถผลิตแสงสว่างและความร้อนอย่างต่อเนื่องและมากมายมหาศาล ไม่มีประมาณฉันใด พระอริยเจ้าทั้งหลายย่อมสามารถผลิตบุญและความดีทั้งหลายอย่างมากมายมหาศาลและต่อเนื่องไม่มีประมาณยิ่งกว่าฉันนั้น ดวงอาทิตย์แม้จะให้ความร้อนและแสงสว่างได้มากมายมหาศาลก็เฉพาะในเวลากลางวัน แต่พระอริยเจ้าท่านให้บุญและความดีแก่ชาวโลกได้ทั้งกลางวันกลางคืนไม่มีว่างเว้น

สิ่งที่พึงระลึกอีกประการหนึ่ง คือ นอกจากพระอริยสงฆ์แล้ว บิดามารดา ก็จัดเป็น พระอรหันต์ของบุตรธิดา แม้ท่านจะไม่ได้หมดจดจากกิเลสเช่นเดียวกับพระอรหันต์ แต่พระคุณของท่านที่มีต่อบุตรธิดา ทำให้ท่านสมควรเป็นผู้รับการบูชา การเลี้ยงดูจากบุตรธิดา จัดเป็นอาหุเนยยบุคคลของบุตรธิดาเช่นกัน

2.10 การเจริญสังฆานุสติเพื่อให้เข้าถึงพระธรรมกาย

ในคัมภีร์วิสุทธิมรรคได้อธิบาย “ สังฆานุสติ” ในทำนองคล้ายกับ “ พุทธานุสติ” คือ เป็นเพียงการตรองหรือคิดพิจารณาพระสังฆคุณเท่านั้น จึงทำให้เข้าถึงแค่ “ อุปจารสมาธิ” แต่ถ้าหากอธิบายด้วยวิธีการปฏิบัติธรรมเพื่อให้เข้าถึงพระธรรมกาย อาจอธิบายได้ดังนี้

เมื่อเราตรองตรึกถึงพระสังฆคุณทุกประการดังที่ได้อธิบายมาข้างต้น ใจก็จะมีพระสงฆ์เป็นอารมณ์ อย่างนี้แล้วจึงน้อมตรึกระลึกนึกถึงพระสงฆ์องค์ใดองค์หนึ่ง ที่ประพฤติดี ปฏิบัติชอบ มีพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ พระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโย เป็นต้น มาเป็น บริกรรมนิมิต พร้อมกับบริกรรมภาวนาด้วยคำใดคำหนึ่งที่น้อมถึงพระสังฆคุณ เช่น สังโฆ สุปฏิปันโน เป็นต้น จนนิมิตติดแน่นเป็น “ อุคคหนิมิต” แล้วกลั่นตัวใสเป็น “ ปฏิภาคนิมิต” จากนั้น ใจจึงจะตกศูนย์เข้าถึง “ ดวงปฐมมรรค” ต่อไป

ส่วนอานิสงส์ของสังฆานุสติ เช่นเดียวกับพุทธานุสติ และธัมมานุสติ

2.11 การเจริญสีลานุสติ

สีลานุสติ คือ การตามระลึกถึงศีลที่ตนรักษาไว้โดยปราศจากโทษอยู่เนืองๆ

ศีลที่รักษานั้น จะเป็นศีล 5 ศีล 8 ศีล 10 หรือ ศีล 227 ตามเพศภาวะของผู้ เจริญภาวนา โดยการระลึกถึงศีลนั้น ผู้ปฏิบัติจะต้องมีความประพฤติครบถ้วนทั้ง 5 ประการเสียก่อน คือ

1.จะต้องชำระศีลของตนให้พ้นจากโทษทั้ง 4 อย่าง คือ ศีลขาด ศีลทะลุ ศีลด่าง ศีลพร้อย และตั้งตนอยู่ในศีลที่บริสุทธิ์ บริบูรณ์ ไม่แปดเปื้อนด้วยมลทิน เป็นศีลที่ผู้รักษารักษาด้วยใจบริสุทธิ์ ไม่ได้มุ่งโลกียสมบัติ ไม่ได้เป็นทาสของตัณหา

2.จะต้องมีจิตใจพ้นไปจากความเป็นทาสแห่งตัณหา กล่าวคือ ต้องเป็นการรักษาศีลที่ไม่มีความมุ่งหวังต่อโลกียสมบัติ

3.มีการปฏิบัติ กาย วาจา ใจ ให้ตั้งอยู่ในสิกขาบทอย่างเคร่งครัด จนมิอาจที่ผู้ใดผู้หนึ่ง จะมาจับผิด โดยอ้างวัตถุขึ้นแสดงเป็นหลักฐานได้

4.ความประพฤติด้วยกาย วาจา ของตนนั้น แม้ว่าคนพาลและผู้ที่เป็นศัตรูแก่ตน จะไม่มีความเห็นดีเห็นชอบด้วยก็ตาม แต่วิญญูชนย่อมสรรเสริญ

5. ต้องประกอบด้วยความรู้ว่า ศีลนี้เป็นเหตุให้สมาธิเกิดขึ้นได้เมื่อความประพฤติปฏิบัติของตนถูกต้องตามหลักทั้ง 5 ประการนี้แล้ว ทำการระลึก ไปในศีล เป็นต้นว่า

อโห เม วต สีลํ อขณฺฑํ อฉิทฺทํ หเว อสพลํ อกมฺมาสํ ภุชิสฺสํ อปรามสํ ปสฏฺฐํ สพฺพวิญฺญูหิ สมาธิสํวตฺตนิกํ

ศีลของเรานี้บริสุทธิ์ดี น่าปลื้มใจจริงหนอ ไม่ขาด ไม่ทะลุ ไม่ด่าง ไม่พร้อย โดยแน่นอน ศีลของเรานี้บริสุทธิ์ ทำให้เราพ้นไปจากการเป็นบ่าวเป็นทาสของตัณหา ศีลของเรานี้มิอาจ ที่จะมีผู้ใดมากล่าวหาได้ ศีลของเรานี้คนอันธพาลและผู้ที่เป็นศัตรูกับเราจะไม่มีการเห็นดีด้วยก็ตาม แต่วิญญูชนทั้งหลายนั้นย่อมสรรเสริญ ศีลของเรานี้เป็นเหตุทำให้สมาธิเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

แล้วตรวจตราดูศีลของเราว่า เป็น “ ศีลที่มีโทษ” หรือ “ พ้นไปจากโทษ” ซึ่ง “ ศีลที่มีโทษ” นั้นมี 4 อย่าง คือ

ศีลที่มีโทษ 4 อย่าง

1.ขัณฑศีล (ศีลขาด) ได้แก่ ศีลของคฤหัสถ์หรือบรรพชิตก็ตาม ที่มีสิกขาบทข้อต้นหรือข้อปลายอย่างใดอย่างหนึ่งขาดไป เช่น ในศีลแปดนั้น ปาณาติปาตาเวรมณี หรือ อุจจาสยนะ มหาสยนาเวรมณี ข้อใดข้อหนึ่งขาดไป ศีลอย่างนี้เรียกว่า ขัณฑศีล

2.ฉิททศีล (ศีลเป็นรู) ได้แก่ สิกขาบทท่ามกลาง เช่น ในศีลแปดนั้น ข้อที่สองถึงข้อที่เจ็ด ข้อใดข้อหนึ่งขาดไป อย่างนี้เรียกว่า ฉิททศีล

3.สพลศีล (ศีลด่าง) ได้แก่ สิกขาบทท่ามกลาง คือ ข้อที่สองถึงข้อที่เจ็ดนั้นขาดไป แต่ไม่ใช่ขาดไปตามลำดับ อย่างนี้เรียกว่า สพลศีล

4.กัมมาสศีล (ศีลพร้อย) ได้แก่ สิกขาบทท่ามกลาง คือ ข้อที่สองถึงข้อที่เจ็ดนั้นขาดไป สองหรือสามหรือสี่ติดต่อกันตามลำดับ อย่างนี้เรียกว่า กัมมาสศีล

ส่วน “ ศีลที่พ้นจากโทษ” ก็มี 4 อย่างเช่นกัน คือ

1.อขัณฑศีล (ศีลไม่ขาด) ได้แก่ ศีลของคฤหัสถ์หรือบรรพชิตก็ตาม ที่มีสิกขาบท ข้อต้นหรือข้อปลายทั้งสองนั้นมิได้ขาด คงรักษาไว้ได้เป็นปกติ อย่างนี้เรียกว่า อขัณฑศีล

2.อฉิททศีล (ศีลไม่เป็นรู) ได้แก่ สิกขาบทท่ามกลางทั้ง 6 ข้อนั้น ไม่ขาด คงรักษาไว้ได้เป็นปกติ อย่างนี้เรียกว่า อฉิททศีล

3.อสพลศีล (ศีลไม่ด่าง) ได้แก่ สิกขาบทท่ามกลางทั้ง 6 ข้อนั้น แม้อย่างใดอย่างหนึ่งไม่ขาด คงรักษาไว้ได้เป็นปกติ อย่างนี้เรียกว่า อสพลศีล

4.อกัมมาสศีล (ศีลไม่พร้อย) ได้แก่ สิกขาบทท่ามกลางทั้ง 6 ข้อนั้น ไม่ขาดแม้แต่อย่างใดอย่างหนึ่ง คงรักษาไว้ได้เป็นปกติบริบูรณ์ ศีลอย่างนี้เรียกว่า อกัมมาสศีล เมื่อตรวจตราศีลของเราว่า พ้นจากโทษไม่มีโทษอย่างนี้แล้ว ใจก็แช่มชื่นเบิกบาน อาจหาญในศีล พร้อมที่จะตั้งลงในสมาธิต่อไปได้

2.12 การเจริญสีลานุสติเพื่อให้เข้าถึงพระธรรมกาย

ในคัมภีร์วิสุทธิมรรคกล่าวไว้เพียงว่า เมื่อเจริญสีลานุสติอย่างนี้แล้ว จะทำให้ได้เพียง “ อุปจารสมาธิ” แต่ในวิธีปฏิบัติเพื่อให้เข้าถึงพระธรรมกายนั้น เมื่อปฏิบัติจริงๆ สามารถเลยไปกว่า “ อุปจารสมาธิ” ได้ โดยการปฏิบัติดังนี้

วิธีแรก เมื่อระลึกถึงศีลจนใจแช่มชื่นดีแล้ว ให้วางใจนิ่งๆ เฉยๆ ตั้งมั่นไว้ที่ศูนย์กลางกาย อย่างต่อเนื่อง จนนิวรณ์ทั้งหมดสงบระงับราบคาบ ใจก็จะรวมตกศูนย์เข้าไปถึง “ ดวงปฐมมรรค” ภายในได้

วิธีที่สอง เมื่อระลึกถึงศีลจนใจแช่มชื่นดีแล้ว ให้ตรึกถึงสิ่งที่เป็น “ ตัวศีล” ได้แก่ ความบริสุทธิ์ที่มีอยู่ภายใน คือ “ ดวงศีล” มีลักษณะเป็นดวงกลมใสสว่าง พอถูกส่วนใจก็จะรวมตกศูนย์ เข้าไปถึง “ ดวงปฐมมรรค” และ “ ดวงศีล” ที่แท้จริงได้ หรืออาจตรึกถึงสิ่งที่มีลักษณะคล้าย “ ดวงศีล” ภายใน เช่น “ ดวงแก้วใส” หรือ “ พระจันทร์ในคืนวันเพ็ญ” ที่ปราศจากเมฆหมอก โดยมีความบริสุทธิ์แห่งศีลเป็นอารมณ์ พร้อมกับบริกรรมภาวนาว่า “ สีลํ สีลํ” หรือ “ ศีล ศีล” จากนั้น ก็ปรากฏเป็น “ อุคคหนิมิต” จนเป็น “ ปฏิภาคนิมิต” แล้วใจก็จะรวมตกศูนย์เข้าไปถึง “ ดวงปฐมมรรค” ได้เช่นกัน

2.13 อานิสงส์ของสีลานุสติ

การมีศีลบริสุทธิ์เป็นสิ่งจำเป็นในการปฏิบัติธรรมทั้งปวง ไม่ว่าจะเป็นการเจริญกัมมัฏฐาน วิธีใด ศีลบริสุทธิ์ดีแล้วจะเกิดคุณธรรมต่างๆ ขึ้นตามลำดับ คือ อวิปปฏิสาร ปราโมทย์ ปีติ ปัสสัทธิ สุข สัมมาสมาธิ ยถาภูตญาณทัสสนะ นิพพิทา วิราคะ วิมุติญาณทัสนะ อันเป็นที่สุดแห่งกองทุกข์ นอกจากนี้ การตามระลึกนึกถึงศีลจะยังให้อานิสงส์อีกมากมายหลายประการคือ

1.ทำให้เคารพพระพุทธ

2.ทำให้เคารพพระธรรม

3.ทำให้เคารพพระสงฆ์

4.ทำให้เอื้อเฟื้อต่อศีล คือ ยินดีปฏิบัติศีลอย่างถูกต้อง

5.ทำให้เคารพทาน

6.ทำให้มีสติ

7.ทำให้มองเห็นภัยในความผิด แม้เป็นความผิดเพียงเล็กน้อย

8.ทำให้รักษาตนเองได้

9.ทำให้คุ้มครองผู้อื่นได้

10.ทำให้ไม่มีภัยในโลกนี้

11.ทำให้ไม่มีภัยในโลกอื่น

12.ทำให้ได้รับอานิสงส์ต่างๆ อันเกิดจากการรักษาศีล เช่น เมื่อสิ้นชีวิตจะไปสู่สุคติ ทำให้มีโภคทรัพย์ เป็นเหตุให้มีชื่อเสียง ไม่หลงตาย แกล้วกล้าในที่ประชุมชน เป็นต้น และการเจริญสีลานุสติอยู่เนืองๆ ทำให้บรรลุอุปจารสมาธิ ทำลายนิวรณ์ได้

2.14 วิธีเจริญจาคานุสติ

จาคานุสติ คือ การระลึกถึงการบริจาค การสละของตนที่เป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ โดยไม่โอ้อวด ไม่ตระหนี่ ไม่เอาหน้าหรือหวังชื่อเสียง เล็งเห็นคุณของการบริจาค

ในการเจริญจาคานุสติ ผู้บริจาคทานต้องถึงพร้อมด้วยคุณความดี 3 ประการ คือ

1.วัตถุที่บริจาคทานเป็นสิ่งที่ได้มาโดยชอบ

2.บริบูรณ์ด้วยเจตนา 3 คือมีจิตที่ตั้งไว้ดีเป็นกุศลตั้งแต่ก่อนบริจาค ขณะบริจาคและเมื่อบริจาคแล้ว

3.เป็นการบริจาคให้พ้นจากความตระหนี่และตัณหามานะทิฐิ

เมื่อการบริจาคทานของตนถึงพร้อมด้วยคุณความดีดังนี้แล้ว ก็มาคำนึงถึงความเป็นอยู่ของโลกเทียบกับความเป็นอยู่ของตนว่า ตามธรรมดาชนทั้งหลายนั้น โดยมากมักมีความตระหนี่ หวงแหนในทรัพย์สินเงินทองของตน ไม่ใคร่จะยอมบริจาคให้เป็นทาน แต่กลับสนใจอยู่ในเรื่องการบำรุงบำเรอ ตัณหา มานะ ทิฏฐิ กล่าวคือ มีการตกแต่งร่างกายเกินกว่าเหตุ มีอาหารการบริโภคเกินสมควร สนุกสนานเพลิดเพลิน โอ้อวดซึ่งกันและกันซึ่งล้วนแต่เป็นเรื่องที่หาสาระไม่ได้ทั้งสิ้น

แต่สำหรับเราในคราวนี้นั้น ย่อมมีโอกาสได้ชัยชนะต่อศัตรูภายใน คือ ความตระหนี่ หวงแหนในทรัพย์สินเงินทองที่มีอยู่ ด้วยการยอมลดละจากการบำรุงบำเรอ ตัณหา มานะ ทิฏฐิ มีการตกแต่งร่างกายเกินควร เป็นต้นเสียได้ ซึ่งนับว่าเป็นโชคดีของเราอย่างแท้จริง แต่นี้ต่อไปในภายภาคหน้าเราก็จะได้รับแต่อานิสงส์ที่ดีงาม มีอายุ วรรณะ สุขะ พละ ประกอบไปด้วยโสมนัสอย่างยอดยิ่ง การคำนึงนึกถึงอย่างนี้แหละได้ชื่อว่า จาคานุสติ ต่อแต่นั้นก็เริ่มต้นภาวนาว่า

มนุสฺสตฺตํ สุลทฺธํ เม ยฺวาหํ จาเค สทา รโต มจฺเฉรปริยุฏฺฐาย ปชาย วิคโต ตโต ฯ

ชนทั้งหลายมีมัจฉริยะ ก่อกวนกำเริบด้วยการหวงแหนอยู่ แต่เรานั้นมีความยินดี ปลื้มใจ อยู่แต่ในการบริจาคทาน โดยปราศจากมัจฉริยะลงได้ การที่เราได้เกิดมาเป็นมนุษย์นี้ดีจริงหนอ

เมื่อบริจาคแล้วต้องสละให้หลุด บางคนบริจาคทานไปแล้ว ไม่พอใจที่ผู้รับไม่ใช้ของที่ตนบริจาค หรือไม่พอใจที่ผู้รับนำของนั้นไปให้ผู้อื่นต่อ เรียกว่า สละแล้วไม่พ้น สละไม่หลุดหรือบางคนบริจาคทานแล้วไม่พอใจเพราะมีคนบริจาคมากกว่าตน หรือบริจาคทานที่ประณีตกว่าตน การบริจาคในลักษณะดังกล่าวและบริจาคโดยหวังผลตอบแทน เช่น หวังโภคสมบัติ หวังสวรรค์สมบัติ ไม่จัดเป็นจาคานุสติ เพราะเมื่อระลึกขึ้นมาก็เป็นการค้า ไม่เป็นการชำระจิต การบริจาคทานหรือทานบารมีเป็นปัจจัยอุปการะแก่บารมีอื่น เช่น ศีลบารมี ทานบารมีเป็นการชำระจิตในเบื้องต้น การสละมีตั้งแต่สละวัตถุสิ่งของ อวัยวะ เลือดเนื้อ ชีวิต ดังพระเวสสันดรเป็นแบบอย่าง

สำหรับบรรพชิตการบริจาคเป็นข้อปฏิบัติในสาราณียธรรม บรรพชิตรูปใดได้ประพฤติปฏิบัติวัตรนี้ ย่อมทำให้มีความเคารพกัน ช่วยเหลือและสามัคคีพร้อมเพรียงกัน สาราณียธรรมมีหลักปฏิบัติ 7 อย่างคือ 1-3 ตั้งกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ประกอบด้วยเมตตาในเพื่อนภิกษุสามเณร 4 แบ่งปันลาภที่ได้มาโดยชอบธรรม 5 รักษาศีลให้บริสุทธิ์เสมอเหมือนกับเพื่อนภิกษุสามเณร 6 มีความเห็นเข้ากันได้กับเพื่อนภิกษุสามเณร (ทิฏฐิสามัญญตา) ถ้าบรรพชิต ได้เจริญจาคานุสติกัมมัฏฐานควบคู่ไปด้วย จะทำให้การปฏิบัติสาราณียธรรมดำเนินไปด้วยดี เพราะการปฏิบัติสาราณียธรรมต้องให้ทานทุกวัน ตลอดระยะเวลาถึง 12 ปี

การปฏิบัติสาราณียธรรม จะต้องเลือกสถานที่และบุคคลในหมู่คณะให้เหมาะสมกับ ผู้ปฏิบัติ เช่น สถานที่เป็นที่ไม่มีพระภิกษุสามเณรอยู่จำนวนมาก และล้วนแต่เป็นผู้มีศีลและสิกขาบท ตลอดจนคันถธุระหรือวิปัสสนาธุระด้วยกันทั้งสิ้น ก่อนลงมือปฏิบัติให้ตั้งจิตอธิษฐานว่า จะทำตามหลักของสาราณียธรรมที่พระพุทธองค์ทรงวางไว้ตลอดครบระยะเวลา 12 ปี อธิษฐานเสร็จแล้ว แจ้งให้เพื่อนภิกษุสามเณรทั้งหลายทราบทั่วถึงกันว่า จะปฏิบัติสาราณียธรรม

ในหลักปฏิบัติสาราณียธรรมข้อ 4 เกี่ยวข้องกับการทำให้การเจริญจาคานุสติกัมมัฏฐาน ของบรรพชิตเป็นไปด้วยดี ในการปฏิบัติสาราณียธรรมข้อนี้พระภิกษุผู้ปฏิบัติจะต้องนำอาหารที่ไปรับบิณฑบาตได้มา ไปถวายพระภิกษุผู้มีพรรษามากกว่าเพื่อนก่อน ถวายลดหลั่นกันลงมาตามอายุพรรษา ถ้าจะถวายพระภิกษุอื่นก่อน ต้องเป็นภิกษุประเภทใดประเภทหนึ่งใน 5 อย่าง คือ

1.ภิกษุสามเณรที่อาพาธ

2.ภิกษุสามเณรที่เป็นผู้รักษาพยาบาล

3.ภิกษุสามเณรที่เป็นอาคันตุกะ

4.ภิกษุสามเณรที่เป็นคัมมิกะ คือ มีธุระที่จะต้องรีบไปทำ

5. ภิกษุสามเณรบวชใหม่ที่ยังครองจีวร อุ้มบาตรไม่เป็น

ในขณะถวาย ผู้ปฏิบัติจะแบ่งถวายไม่ได้ ต้องยกถวายทั้งบาตร แล้วแต่ผู้รับจะตักเอาเพียงใด หากหมดลง ไม่มีเหลือให้ตนเองบริโภค และยังมีเวลาเหลืออยู่ ก็รับไปบิณฑบาตใหม่ แล้วนำกลับมาถวายตามลำดับพรรษาอีก ทำอย่างนี้จนกว่าจะหมดผู้รับ ถ้าเวลาหมดลงเสียก่อนและอาหารก็หมด ผู้ปฏิบัติต้องยอมอดอาหารในวันนั้น แต่มีข้อสำคัญละเลยไม่ได้เด็ดขาดอยู่ประการหนึ่ง คือ ผู้ปฏิบัติจะต้องไม่ถือโทษโกรธผู้รับเป็นอันขาด หากเกิดความโกรธขึ้นมาเมื่อใด แม้จะปฏิบัติด้วยดีจนถึงวันสุดท้ายครบ 12 ปี ก็ย่อมถือว่าการปฏิบัตินั้นไม่สำเร็จ ต้องเริ่มต้นใหม่ เมื่อเป็นเช่นนั้น เพื่อป้องกันไม่ให้ความโกรธเกิดขึ้น จึงควรตั้งสติระลึกถึงการบริจาคไว้ให้มั่น ย่อมทำให้จิตใจผ่องใสได้

2.15 การเจริญจาคานุสติเพื่อให้เข้าถึงพระธรรมกาย

ในคัมภีร์วิสุทธิมรรค กล่าวไว้ว่า เมื่อเจริญจาคานุสติอย่างนี้แล้วจะทำให้ถึงเพียง”อุปจารสมาธิ” แต่ในวิธีปฏิบัติเพื่อให้เข้าถึงพระธรรมกาย เมื่อปฏิบัติจริงๆ แล้วสามารถไปถึงเลยกว่า “ อุปจารสมาธิ” ได้ โดยการปฏิบัติดังนี้

เมื่อระลึกถึงการบริจาคทานของตนตามที่ได้อธิบายมาข้างต้นแล้ว ใจเริ่มสงบและมีการบริจาคเป็นอารมณ์ ให้นึกน้อมวัตถุทานที่ตนได้ทำไปแล้วหรือกำลังทำอยู่ก็ดี เช่น ไตรจีวร ดอกไม้ของหอม ปัจจัย 4 ต่างๆ เป็นต้น วางไว้ที่ศูนย์กลางกายพร้อมกับบริกรรมว่า “ ปริจาคํ ปริจาคํ” “ บริจาค บริจาค” หรือ “ ทานํ ทานํ” “ การให้ การให้” อย่างใดอย่างหนึ่ง จนในที่สุด ก็จะชัดเจนปรากฏเป็น “ อุคคหนิมิต” แล้วกลั่นตัวใสเป็น “ ปฏิภาคนิมิต” จากนั้นใจก็จะรวมตกศูนย์เข้าถึง “ ดวงปฐมมรรค” ที่แท้จริง

2.16 อานิสงส์ของการเจริญจาคานุสติ

1.ทำให้ได้รับความสุขจากการสละ

2.ทำให้ไม่ละโมบ

3.ทำให้อยู่อย่างไม่มีทุกข์

4.ทำให้คิดถึงผู้อื่น

5.ทำให้เป็นที่รักของผู้อื่น

6.ทำให้ไม่สะทกสะท้านในกลุ่มคน

7.ทำให้มีปีติมาก

8.ทำให้จิตประกอบไปด้วยกรุณา

9.ทำให้อยู่เป็นสุข

10.ทำให้เข้าถึงเทวโลก

2.17 การเจริญเทวตานุสติ

เทวตานุสติ คือ การระลึกถึงกุศลกรรมของตน มีศรัทธาเป็นต้น โดยเปรียบเทียบกับเทวดา พรหมทั้งหลาย ที่บริบูรณ์ด้วยสัปปุริสรัตนะ 7 อย่าง และสัทธรรม 7 ประการอยู่เนืองๆ

การเจริญเทวตานุสตินี้ ผู้เจริญจะต้องอยู่ในสถานที่ที่เงียบสงัดจากฝูงชน แล้วรำลึกถึงความเป็นไปของเทวดาและพรหมทั้งหลายว่า ขณะที่ท่านเหล่านั้นยังเป็นมนุษย์อยู่นั้น ท่านเหล่านั้นล้วนแต่เป็นผู้ที่บริบูรณ์ด้วยธรรมอันดีงาม มีสัปปุริสรัตนะ 7 อย่าง คือ ศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ ปัญญา หิริ โอตตัปปะ และสัทธรรม 7 ประการ คือ ศรัทธา หิริ โอตตัปปะ พาหุสัจจะ วิริยะ สติ ปัญญา ด้วยกันทั้งสิ้น ฉะนั้นเมื่อตายลงก็ได้ไปบังเกิดในเทวภูมิ พรหมภูมิ

ธรรมที่มีสภาพอันดีงามเหล่านี้ เราก็มีอยู่เหมือนกัน เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบดูอยู่เนืองๆ แล้วก็บังเกิดความโสมนัสใจเป็นอย่างยิ่ง ดังที่พระฎีกาจารย์กล่าวว่า

ยถารูเปหิ สทฺธาทิธมฺเมหิ สมนฺนาคตา ตา เทวตา อิโต จุตา ตตฺถ อุปฺปนฺนา มยฺหมฺปิ ตถารูปา สทฺธาทิธมฺมา สํวิชฺชนฺติ ฯ

เทวดาและพรหมทั้งหลายเมื่อขณะยังเป็นมนุษย์อยู่นั้น ล้วนแต่เป็นผู้ที่บริบูรณ์ด้วยสัปปุริสรัตนะ 7 อย่างและสัทธรรม 7 ประการ ที่มีสภาพดีงาม คือ ศรัทธา เป็นต้นอันใด ฉะนั้น เมื่อจุติจากมนุษย์แล้ว ก็ได้ไปบังเกิดในเทวภูมิ พรหมภูมิ ธรรมที่มีสภาพดีงาม คือ ศรัทธา เป็นต้นเหล่านี้ มีอยู่แก่เราเช่นเดียวกัน

2.18 การเจริญเทวตานุสติเพื่อให้เข้าถึงพระธรรมกาย

ในคัมภีร์วิสุทธิมรรคกล่าวไว้ว่า เมื่อเจริญเทวตานุสติอย่างที่ได้อธิบายมานี้ ทำให้ถึงเพียง “ อุปจารสมาธิ” แต่ในวิธีการปฏิบัติเพื่อให้เข้าถึงพระธรรมกาย เมื่อปฏิบัติจริงๆ แล้ว สามารถไปถึงเลยกว่า “ อุปจารสมาธิ” ได้ โดยปฏิบัติดังนี้

วิธีแรก เมื่อระลึกถึงกุศลกรรมของตน โดยเปรียบเทียบกับเทวดาพรหมทั้งหลายที่บริบูรณ์ด้วยสัปปุริสรัตนะ 7 อย่าง และสัทธรรม 7 ประการ จนใจเริ่มสงบจากอกุศลกรรม ทั้งหลาย ให้วางใจนิ่งๆ ที่ศูนย์กลางกายอย่างต่อเนื่อง จนนิวรณ์ทั้งหมดสงบระงับราบคาบ ใจก็จะรวมตกศูนย์เข้าไปถึง “ ดวงปฐมมรรค” ภายในได้

วิธีที่สอง ระลึกถึงบุคคลผู้มีคุณธรรมเหมือนเทวดาทั้งหลาย ที่บริบูรณ์ด้วยสัปปุริสรัตนะ 7 อย่าง และสัทธรรม 7 ประการ อาทิ กษัตริย์ผู้ทรงธรรม (ได้ชื่อว่า สมมุติเทพ), บิดา มารดาของตน (ได้ชื่อว่า ปุรพเทพ), พระอรหันต์ (ได้ชื่อว่า วิสุทธิเทพ) เป็นต้น โดยให้น้อมภาพของท่านเหล่านั้นมาเป็นนิมิตไว้ที่ศูนย์กลางกาย พร้อมกับนึกถึงคุณธรรมของท่าน ทั้งหลายเป็นอารมณ์ พร้อมบริกรรมว่า “ เทวตา เทวตา” หรือ “ เทวดา เทวดา” จนปรากฏเห็นชัดเป็น “ อุคคหนิมิต” และกลั่นตัวใสเป็น “ ปฏิภาคนิมิต” ในที่สุดใจก็จะรวมตกศูนย์เข้าถึง “ ดวงปฐมมรรค”

2.19 อานิสงส์ของเทวตานุสติ

1. ทำให้เพิ่มพูนคุณธรรม 5 ประการ คือ

1.1ศรัทธา มีความเชื่อในการกระทำความดี

1.2ศีล มีความประพฤติดีทางกายวาจา

1.3สุตะ ได้ยินได้ฟังได้ศึกษาคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

1.4จาคะ มีการบริจาค เสียสละ ให้ทาน

1.5 ปัญญา มีการเพิ่มพูนความรู้ด้วยการคิด ฟัง ภาวนา

2.ทำให้ได้รับสิ่งที่เทวดาในสวรรค์ปรารถนา

3.ทำให้เป็นสุขในการรอเสวยผลของบุญ

4.ทำให้เคารพตัวเอง

5.ทำให้เทวดาในสวรรค์นับถือ

6.ทำให้สามารถปฏิบัติสีลานุสติและจาคานุสติด้วย

7.ทำให้อยู่เป็นสุข

8.ทำให้เข้าถึงเทวโลก

อนุสติทั้ง 6 ประการถือเป็นหลักการเจริญสมาธิที่มีความสำคัญที่จะช่วยทำให้ใจ ของเราเป็นกุศล เกาะเกี่ยวอยู่กับพระรัตนตรัย ขอให้นักศึกษาได้ลองนำไปปฏิบัติในชีวิตประจำวัน เพื่อทำให้ผลการปฏิบัติของเราดียิ่งๆ ขึ้นไป

1) พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต พระไตรปิฎกภาษาไทย 45 เล่ม เล่ม 20 ข้อ 178-180 หน้า 32.
2) ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค, มก. เล่ม 16 ข้อ 423 หน้า 420.
3) พระ ดร. พี วชิรญาณมหาเถระ, สมาธิในพระพุทธศาสนา, โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย หน้า 148.
4) อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต, มก. เล่ม 36 ข้อ 281 หน้า 529.
5) อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต, มก. เล่ม 36 ข้อ 296 หน้า 587.
6) พันตรี. หลงสมบุญ, พจนานุกรม มคธ - ไทย. กรุงเทพฯ : ธรรมสาร, 2546. หน้า 40.
7) พันตรี. หลงสมบุญ, พจนานุกรม มคธ - ไทย. กรุงเทพฯ : ธรรมสาร, 2546. หน้า 695.
8) , 9) พระไตรปิฎกภาษาบาลี 45 เล่ม. เล่ม 1 หน้า 1 ข้อ 1.
10) พระภาวนาวิริยคุณ (เผด็จ ทตฺตชีโว), พระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ, กรุงเทพฯ : นฤมิต โซล(เพรส) จำกัด, 2546. หน้า 58.
11) วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ และสมาคมศิษย์หลวงพ่อวัดปากน้ำ, มรดกธรรมของหลวงพ่อวัดปากน้ำ (พระมงคลเทพมุนี), กรุงเทพฯ : อมรินทร์พริ้นติ้ง แอนด์ พับลิซซิ่ง จำกัด (มหาชน), 2539. หน้า 2-3.
12) วาสนา คือ บุญ บารมี กุศลที่ทำให้ได้รับลาภยศ
13) พระภาวนาวิริยคุณ (เผด็จ ทตฺตชีโว), พระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ, กรุงเทพฯ : นฤมิต โซล(เพรส) จำกัด, 2546. หน้าที่ 110.
md306/2.txt · แก้ไขครั้งล่าสุด: 2015/03/15 16:55 (แก้ไขภายนอก)
 
เว้นแต่จะได้แจ้งไว้เป็นอื่นใด เนื้อหาบนวิกินี้ถูกกำหนดสิทธิ์ไว้ภายใต้สัญญาอนุญาติต่อไปนี้: CC Attribution-Noncommercial 3.0 Unported
Recent changes RSS feed Donate Powered by PHP Valid XHTML 1.0 Valid CSS Driven by DokuWiki