บทที่ 1 กสิณ 10

เนื้อหา บทที่ 1 กสิณ 10

  • 1.1 ความเป็นมาของกสิณ
  • 1.2 ความหมายของกสิณ
    • 1.2.1 มณฑลกสิณ
    • 1.2.2 อารมณ์และนิมิตของกสิณ
  • 1.3 ประเภทของกสิน
  • 1.4 วิธีการเจริญกสิณ
    • 1.4.1 ปฐวีกสิณ (กสิณดิน)
    • 1.4.2 อาโปกสิณ (กสิณน้ำ)
    • 1.4.3 เตโชกสิณ (กสิณไฟ)
    • 1.4.4 วาโยกสิณ (กสิณลม)
    • 1.4.5 นีลกสิณ (กสิณสีเขียว)
    • 1.4.6 ปีตกสิณ (กสิณสีเหลือง)
    • 1.4.7 โลหิตกสิณ (กสิณสีแดง)
    • 1.4.8 โอทาตกสิณ (กสิณสีขาว)
    • 1.4.9 อาโลกกสิณ (กสิณแสงสว่าง)
    • 1.4.10 อากาสกสิณ หรือ ปริจฉินนากาสกสิณ (กสิณที่ว่างหรืออากาศ)
  • 1.5 การขยายปฏิภาคนิมิต
  • 1.6 การรักษาปฐมฌาณ
  • 1.7 คุณลักษณะพิเศษของกสิณ 10
  • 1.8 อานิสงส์พิเศษของการเจริญกสิณ

แนวคิด

1.กสิณเป็นหลักปฏิบัติที่พบได้ทั้งในพระพุทธศาสนาและนอกพระพุทธศาสนา แต่กสิณที่เป็นหลักปฏิบัติในพระพุทธศาสนาเป็นการปฏิบัติเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด เป็นหลักปฏิบัติที่พระพุทธองค์ทรงแนะนำให้พระสาวกได้นำมาใช้ปฏิบัติเพื่อทำฌานให้เกิดขึ้น และเพื่อความเป็นบุญเขตให้แก่ทายกทายิกา

2.คำว่า กสิณ หมายถึง วัตถุที่ใช้สำหรับเพ่ง รวมถึงนิมิตที่เกิดขึ้นจากการเพ่งวัตถุนั้น และฌานอันเป็นผลที่เกิดจากการเพ่งกสิณนั้น โดยกสิณแบ่งเป็น 10 ประเภท 3 หมวดใหญ่ๆ

3.ในการเจริญกสิณทั้ง 10 อย่าง สำหรับผู้ที่มีบารมีในอดีตเพียงเพ่งกสิณตามธรรมชาติ ก็สามารถบรรลุฌานได้ แต่สำหรับผู้กำลังทำความเพียรปฏิบัติต้องทำองค์กสิณขึ้นมาก่อน แล้วจึงใช้องค์กสิณนั้นสำหรับเพ่ง จนกระทำจำองค์กสิณนั้นได้ติดตาติดใจ แล้วจึงประคองกสิณนั้นไว้ที่ศูนย์กลางกาย จนกระทั่งกสิณนั้นเปลี่ยนจากบริกรรมนิมิต เป็นอุคคหนิมิต และปฏิภาค-นิมิตตามลำดับ และในที่สุดใจก็หยุดนิ่ง ตกศูนย์เข้าถึงดวงธรรมภายในได้

4.เมื่อบำเพ็ญกสิณจนกระทั่งเกิดเป็นปฏิภาคนิมิต เมื่อต้องการให้สมาธิแก่กล้า ท่านแนะนำให้ขยายปฏิภาคนิมิตให้กว้างขวางออกไป และประคองรักษานิมิตนั้นไว้ด้วยสัปปายะ 7 อย่าง จนกระทั่งบรรลุปฐมฌาน และเมื่อได้บรรลุปฐมฌานแล้ว ก็ต้องสังเกตว่าเพราะเหตุปัจจัยใด จึงทำให้ได้บรรลุปฐมฌาน เพื่อให้สมาธิที่ได้นั้นยังคงอยู่ไม่เสื่อมหายไป

5.กสิณมีคุณพิเศษคือทำให้ได้ฌานเร็วกว่ากัมมัฏฐานอื่นๆ และกสิณแต่ละอย่างยังมีอานิสงส์พิเศษที่แตกต่างกันไป

วัตถุประสงค์

1.เพื่อให้สามารถอธิบายถึงที่มาของกสิณในพระไตรปิฎกได้

2.เพื่อให้สามารถอธิบายความหมายของคำว่า กสิณ และประเภทของกสิณต่างๆ ได้

3.เพื่อให้รู้และสามารถบอกวิธีการในการเจริญกสิณภาวนาแต่ละอย่าง จนกระทั่งใจหยุดนิ่งเข้าถึงดวงธรรมภายในได้

4.เพื่อให้สามารถบอกวิธีการรักษานิมิต และสมาธิที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติกสิณภาวนาได้

5.เพื่อให้สามารถบอกคุณสมบัติของกสิณ และอานิสงส์ที่เกิดขึ้นจากการทำกสิณภาวนาได้

ในเรื่องของปฏิบัติสมถกัมมัฏฐาน ได้เคยกล่าวถึงอารมณ์ของกัมมัฏฐาน 7 หมวดไว้แล้ว ในวิชาสมาธิ 5 สำหรับในบทเรียนนี้ นักศึกษาจะได้ศึกษารายละเอียดและวิธีการปฏิบัติของกัมมัฏฐานหมวดแรกที่ชื่อว่า กสิณ

1.1 ความเป็นมาของกสิณ

กสิณถือเป็นหลักปฏิบัติดั้งเดิมที่พบในพระพุทธศาสนา เป็นวิธีการปฏิบัติเพื่อให้ได้ฌาน ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้สอนให้พระภิกษุได้ปฏิบัติเพื่อให้ภิกษุได้เป็นเนื้อนาบุญ คือ เป็นบุญเขตที่ทายกทายิกาได้ทำบุญแล้ว จะได้อานิสงส์มาก ดังที่พระองค์ทรงตรัสไว้ว่า 

” ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุเจริญปฐวีกสิณแม้ชั่วกาลเพียงลัดนิ้วมือไซร้ ภิกษุนี้เรากล่าวว่า อยู่ไม่เหินห่างจากฌาน ทำตามคำสอนของพระศาสดา ปฏิบัติตามโอวาท ไม่ฉันบิณฑบาตของชาวแว่นแคว้นเปล่าก็จะป่วยกล่าวไปไยถึงผู้กระทำให้มากซึ่งปฐวีกสิณนั้นเล่า แม้ชั่วกาลเพียงลัดนิ้วมือไซร้ภิกษุนี้เรากล่าวว่า อยู่ไม่เหินห่างจากฌาน ทำตามคำสอนของ พระศาสดาปฏิบัติตามโอวาท ไม่ฉันบิณฑบาตของชาวแว่นแคว้นเปล่า จะป่วยกล่าวไปไยถึง ผู้กระทำให้มาก ซึ่งปัญญาพละอันสหรคตด้วยอุเบกขาเล่า”1)

ในพระไตรปิฎกยังได้แสดงให้เห็นถึงวิธีการสอนสมาธิของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแก่พุทธสาวกทั้งหลาย ด้วยการให้เจริญกสิณ โดยพระองค์ทรงแนะนำดังนี้ว่า

“ ดูก่อนอุทายี อีกประการหนึ่ง เราได้บอกปฏิปทาแก่สาวกทั้งหลายแล้ว สาวกทั้งหลาย ของเราปฏิบัติตามแล้วย่อมเจริญกสิณายตนะ 10 คือ

1.ผู้หนึ่งย่อมรู้ชัดซึ่งปฐวีกสิณทั้งเบื้องบน เบื้องต่ำ เบื้องขวาง ในทิศน้อยทิศใหญ่ หาประมาณมิได้

2.ผู้หนึ่งย่อมรู้ชัดซึ่งอาโปกสิณทั้งเบื้องบน เบื้องต่ำ เบื้องขวาง ในทิศน้อยทิศใหญ่ หาประมาณมิได้

3.ผู้หนึ่งย่อมรู้ชัดซึ่งเตโชกสิณทั้งเบื้องบน เบื้องต่ำ เบื้องขวาง ในทิศน้อยทิศใหญ่ หาประมาณมิได้

4.ผู้หนึ่งย่อมรู้ชัดซึ่งวาโยกสิณทั้งเบื้องบน เบื้องต่ำ เบื้องขวาง ในทิศน้อยทิศใหญ่ หาประมาณมิได้

5.ผู้หนึ่งย่อมรู้ชัดซึ่งนีลกสิณทั้งเบื้องบน เบื้องต่ำ เบื้องขวาง ในทิศน้อยทิศใหญ่ หาประมาณมิได้

6.ผู้หนึ่งย่อมรู้ชัดซึ่งปีตกสิณทั้งเบื้องบน เบื้องต่ำ เบื้องขวาง ในทิศน้อยทิศใหญ่ หาประมาณมิได้

7.ผู้หนึ่งย่อมรู้ชัดซึ่งโลหิตกสิณทั้งเบื้องบน เบื้องต่ำ เบื้องขวาง ในทิศน้อยทิศใหญ่ หาประมาณมิได้

8.ผู้หนึ่งย่อมรู้ชัดซึ่งโอทาตกสิณทั้งเบื้องบน เบื้องต่ำ เบื้องขวาง ในทิศน้อยทิศใหญ่ หาประมาณมิได้

9.ผู้หนึ่งย่อมรู้ชัดซึ่งอากาสกสิณทั้งเบื้องบน เบื้องต่ำ เบื้องขวาง ในทิศน้อยทิศใหญ่ หาประมาณมาณมิได้

10.ผู้หนึ่งย่อมรู้ชัดซึ่งวิญญาณกสิณทั้งเบื้องบน เบื้องต่ำ เบื้องขวางในทิศน้อยทิศใหญ่ หาประมาณมิได้

ก็เพราะสาวกทั้งหลายปฏิบัติตามปฏิปทาที่เราบอกแล้วเจริญกสิณายตนะ 10 นั้นแล สาวกของเราเป็นอันมากจึงได้บรรลุบารมีเป็นที่สุดแห่งอภิญญาอยู่”2)

การเจริญกสิณที่พระองค์ได้ทรงแนะนำนี้ ย่อมทำให้พระสาวกของพระองค์ได้บรรลุธรรม และได้บรรลุอภิญญา อันเป็นคุณวิเศษแห่งพระสาวกของพระองค์

แม้ว่าการเจริญกสิณจะเป็นวิธีการที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงใช้สอนพระสาวกของพระองค์แล้ว เรายังพบอีกว่า การฝึกสมาธิด้วยการใช้กสิณยังเป็นวิธีการปฏิบัติสมาธิที่มีปรากฏนอกพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะที่ใช้ในหมู่ฤาษีชีไพร ตลอดจนนักบวชกลุ่มต่างๆ มีหลักฐานในพระไตรปิฎกที่อ้างอิงถึงในอังคุตตรนิกายว่า มีอุบาสิกาชื่อกาลี ได้ถามพระกัจจานะ เถระว่า เพราะเหตุใดพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงตรัสว่า พระองค์เป็นผู้เดียวเท่านั้นจึงถือว่าเป็น ผู้บำเพ็ญฌานอันหาผู้อื่นเปรียบมิได้ ดังที่พระองค์ตรัสไว้ในคัมภีร์กุมารปัญหา ดังต่อไปนี้

“ การบรรลุประโยชน์ เป็นความสงบแห่งหทัย เราชำนะเสนา คือ กิเลสอันมีรูปเป็นที่รัก เป็นที่ชื่นใจแล้ว เป็นผู้เดียวเพ่งอยู่ ได้รู้โดยลำดับซึ่งความสุข เพราะฉะนั้น เราจึงไม่ทำความเป็นเพื่อน กับด้วยชน ความเป็นเพื่อนกับด้วยใครๆ ย่อมไม่ถึงพร้อมแก่เรา”3)

พระกัจจานะเถระตอบนางกาสีว่า “ ดูก่อนน้องหญิง สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ยังประโยชน์ทั้งหลาย อันมีปฐวีกสิณสมาบัติเป็นอย่างยิ่งให้เกิดเฉพาะแล้ว ความที่ประโยชน์มีปฐวีกสิณสมาบัติเป็นอย่างยิ่ง มีประมาณเท่าใด พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรู้แล้วซึ่งความที่ประโยชน์มีปฐวีกสิณสมาบัติเป็นอย่างยิ่งนั้น ครั้นทรงรู้แล้ว ได้ทรงเห็นเบื้องต้น 1 ได้ทรงเห็นโทษ 2 ได้ทรงเห็นธรรมเครื่องสลัดออก 3 ได้ทรงเห็นญาณทัสสนะว่าเป็นทางและมิใช่ทาง 4 การบรรลุประโยชน์ เพราะเหตุทรงเห็นเบื้องต้น เพราะเหตุทรงเห็นโทษ เพราะเหตุทรงเห็นธรรมเครื่องสลัดออก เพราะเหตุทรงเห็นญาณทัสสนะว่าเป็นทางและมิใช่ทาง แห่งความที่ประโยชน์มีปฐวีกสิณสมาบัติเป็นอย่างยิ่งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบแล้วว่า เป็นความสงบแห่งหทัย.

ดูก่อนน้องหญิง สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ยังประโยชน์ทั้งหลายอันมีอาโปกสิณสมาบัติเป็นอย่างยิ่งให้เกิดเฉพาะแล้ว…”4)

คำตอบของพระกัจจานะเถระชี้ให้เห็นว่า แม้ว่าสมณพราหมณ์บางคนบรรลุความสุขจนถึงขั้นฌานจากการเพ่งกสิณทั้ง 10 และคิดว่าความสุขนั้นเป็นขั้นสุดยอด แต่พระสัมมา- สัมพุทธเจ้าทรงทราบ ว่าเป็นความสุขที่ไม่สมบูรณ์ จะต้องปลดเปลื้องความสุขระดับนี้ และทรงรู้แจ้งแทงตลอดทางที่ถูกและทางที่ผิด

ในปัญจัตตยสูตร ซึ่งอธิบายถึงความเห็นผิดแบบต่างๆ ของสมณพราหมณ์บางพวก ท่านได้กล่าวถึงวิญญาณกสิณไว้ว่า

“ แต่ยังมีอีกพวกหนึ่ง กล่าวยืนยันวิญญาณกสิณของอัตตามีสัญญาชนิดใดชนิดหนึ่ง เหล่านี้ ที่เป็นไปล่วงชนิดทั้ง 7 ว่า หาประมาณมิได้”5)

ข้อความเช่นนี้ทำให้ทราบว่า การปฏิบัติกสิณเป็นที่ยอมรับกันว่าเป็นหลักปฏิบัติของนักบวชในยุคแรก แม้ก่อนที่จะมีพระพุทธศาสนา และเป็นทางไปสู่การบรรลุอิทธิฤทธิ์และอภิญญา รวมทั้งการถือกำเนิดในพรหมโลก แต่การปฏิบัติเช่นนี้ แตกต่างจากการปฏิบัติในพระพุทธ-ศาสนาเพราะพระองค์ก็ทรงเห็นว่าเป็นหลักที่ควรปฏิบัติ แต่ยังไม่ทำให้เข้าถึงจุดมุ่งหมายอันสูงสุด คือการบรรลุมรรคผลนิพพาน

1.2 ความหมายของกสิณ

คำว่า กสิณ (สันสกฤตว่า กฤตฺสน ) ตามศัพท์แปลว่า ทั้งหมด หรือ ทั้งสิ้น6) หมายความว่า สัญลักษณ์แต่ละชนิดจะต้องถือว่าเป็นตัวแทนทั้งหมด ซึ่งมีคุณสมบัติเหมาะสมกับส่วนที่สอดคล้องกัน เมื่อกล่าวถึงในพระไตรปิฏก คำนี้จะมีความหมาย 3 ประการ คือ

1.มณฑลของกสิณ คือ วงกลมที่ใช้เป็นเครื่องหมาย

2.นิมิตของกสิณ คือ สัญญาณเครื่องหมาย หรือมโนภาพที่ได้รับจากการเพ่งเครื่องหมาย

3.ฌาน อันเป็นผลที่ได้รับจากนิมิตนั้น

1.2.1 มณฑลกสิณ

คำว่า มณฑล ตามศัพท์ หมายถึง วงกลม เป็นคำที่ใช้ในอรรถกถาทั้งหลาย หมายถึง เครื่องหมายแห่งกสิณ หรือสิ่งที่ทำขึ้น มณฑลของแผ่นดิน อาจเป็นเครื่องหมายตามธรรมชาติ หรือสิ่งที่ถูกประดิษฐ์ขึ้น ตามที่ปฏิบัติกันมาในประเทศศรีลังกา สิ่งนี้อาจเป็นกรอบซึ่งทำมาจาก ไม้ 4 ชิ้น ผูกติดกัน หรืออาจเป็นแผ่นกระดาน แผ่นหิน หรือ ที่ดินสักก้อนหนึ่งทำเหมือนนา ที่ได้ไถไว้แล้วก็ได้ 3 อย่างหลังนี้ โดยปกติจะแบ่งเป็นตอนๆ แต่ละตอน จะเป็นตัวอย่างกสิณ มณฑลกสิณ ที่เป็นหินบางอย่างจะพบที่บริเวณสิ่งปรักหักพังในเมืองอนุราธบุรี วิธีการเตรียมและการใช้มณฑลกสิณจะได้กล่าวในตอนที่ว่าด้วยเรื่องกสิณแต่ละอย่างต่อไป7)

1.2.2 อารมณ์และนิมิตของกสิณ

คำว่า อารมณ์ โดยทั่วๆ ไป หมายถึงสิ่งที่จิตกำหนด เป็นคำที่พระอรรถกถาจารย์ทั้งหลาย ใช้เรียกสิ่งใดก็ตามอยู่ในขอบข่ายของสมาธิ คำนี้ตรงกับคำว่า นิมิต ซึ่งตามศัพท์หมายถึงสัญลักษณ์หรือเครื่องหมายซึ่งใช้กับสมาธิอันเกิดจากอายตนะภายนอกร่างกาย (รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ธรรมารมณ์) กับอายตนะภายใน (ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) ทั้ง 2 อย่าง ตามคัมภีร์อภิธัมมัตถสังคหะ นิมิตแบ่งออกเป็น 3 คือบริกรรมนิมิต อุคคหนิมิต และปฏิภาคนิมิต

อารมณ์ที่ได้รับเลือกและเพ่งเป็นกัมมัฏฐาน เรียกว่า บริกรรมนิมิต ซึ่งหมายถึง เครื่องหมายสำหรับการฝึกสมาธิในเบื้องต้น และเป็นสิ่งเดียวกับอารมณ์กัมมัฏฐานทั้งหมด 40 อย่าง ในการเจริญสมาธิโดยอาศัยกสิณ นิมิตก็คือเครื่องหมายหรือแผ่นกสิณซึ่งให้เป็นอารมณ์โดยอาศัยอายตนะภายนอก คือ รูปและสัมผัส

หลังจากพิจารณากสิณ ก็จะเป็นบริกรรมนิมิต เป็นภาพในจิต เรียกว่า มโนภาพซึ่งเป็นสิ่งที่ประทับใจในความคิด และเป็นภาพจำลองของสิ่งนั้น พร้อมกับลักษณะทุกอย่างของสิ่งนั้น ซึ่งจะปรากฏชัดแจ้งประดุจเห็นด้วยตา ภาพที่เห็นนี้เรียกว่า อุคคหนิมิต ซึ่งเป็นมโนภาพในเครื่องหมายนั้นๆ ซึ่งจะเห็นได้โดยการปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง นิมิตชนิดนี้มีชื่อเรียกต่างๆ กัน เช่น สัญลักษณ์ที่จะยึด เครื่องหมายสำหรับยึด ตามความหมาย คำว่า อุคคหะ ได้แก่สิ่งใดสิ่งหนึ่งที่เราศึกษาหรือเรียนรู้ และในที่นี้หมายถึงการยึดภาพมาไว้ในจิต เพื่อให้ภาพนั้นอยู่ในจิตเหมือนสิ่งที่ท่องจำได้ หลังจากได้อุคคหนิมิตแล้ว ไม่จำเป็นต้องกลับไปเพ่งบริกรรมนิมิตอีก ต่อไป

สมาธิขั้นต้นย่อมปลดเปลื้องภาพของรูป สี และสัดส่วนที่มีขอบเขตจำกัดหรือที่สร้าง ขึ้นมา ซึ่งเรียกว่ากสิณโทษ และย่อมเปลี่ยนภาพนั้นเป็นความรู้ซึ่งเป็นนามธรรมและเฉพาะ เจาะจง เพราะเกี่ยวข้องกับวัตถุเฉพาะอย่าง ภาพซึ่งเป็นความรู้นี้เรียกว่า ปฏิภาคนิมิต คือ ภาพที่อยู่เบื้องหลังซึ่งไม่ปรากฏในอายตนะหรือไม่ปรากฏเป็นอินทรีย์ที่รับรู้ว่าเป็นวัตถุที่มีตัวตน แต่ภาพนี้สถิตอยู่ในจิตในฐานะเป็นเครื่องหมายแทนคุณภาพทั้งหมดหรือเป็นส่วนซึ่งจิตแสดงสัญลักษณ์ออกมา8)

1.3 ประเภทของกสิณ

กสิณในพระพุทธศาสนาแบ่งออกเป็น 10 ประเภท คือ

1.ปฐวีกสิณ กสิณดิน

2.อาโปกสิณ กสิณน้ำ

3.เตโชกสิณ กสิณไฟ

4.วาโยกสิณ กสิณลม

5.นีลกสิณ กสิณสีเขียว

6.ปีตกสิณ กสิณสีเหลือง

7.โลหิตกสิณ กสิณสีแดง

8.โอทาตกสิณ กสิณสีขาว

9.อาโลกกสิณ กสิณแสงสว่าง , แสงไฟ

10.อากาสกสิณกสิณที่ว่าง , อากาศ

กสิณ 4 ชนิดแรก เรียกว่า ภูตกสิณ เพราะสอดคล้องกับธาตุทั้ง 4 ที่เรียกว่า มหาภูตธาตุ คือ ดิน น้ำ ไฟ ลม กสิณ 4 ชนิดต่อมาเรียกว่า วรรณกสิณ เพราะเกี่ยวข้องกับสีทั้ง 4 คือ สีเขียว เหลือง แดง และขาว ส่วนกสิณที่เหลือ 2 ชนิด เกี่ยวข้องกับแสงสว่างและอากาศตามลำดับ ดังนั้น เราอาจแบ่งกสิณ 10 ชนิด ตามที่ปรากฏในคัมภีร์วิสุทธิมรรค เป็น 3 กลุ่ม คือ

กลุ่มที่ 1 ภูตกสิณ ได้แก่ ธาตุ 4 คือ ดิน น้ำ ไฟ ลม

กลุ่มที่ 2 วรรณกสิณ ได้แก่ สีต่างๆ คือ สีเขียว สีเหลือง สีแดง สีขาว

กลุ่มที่ 3 เสสกสิณ ได้แก่ แสงสว่างและอากาศ

การเจริญสมาธิโดยใช้กสิณเป็นหลักปฏิบัติ ท่านอธิบายไว้ว่าเป็นแบบปฏิบัติที่มีหลักการเป็นแผน มีการบรรลุพระนิพพานเป็นเป้าหมายสูงสุด ต่อไปนี้จะได้กล่าวถึงวิธีเจริญกสิณตามที่พบในอรรถกถาทั้งหลาย และวิธีปฏิบัติตามหลักปฏิบัติเพื่อให้เข้าถึงพระธรรมกาย

1.4 วิธีการเจริญกสิณ

ในการเจริญกสิณทั้ง 10 อย่าง มีวิธีการที่ในการทำมณฑลกสิณและการใช้กสิณแต่ละอย่างเป็นนิมิตในการทำสมาธิดังต่อไปนี้

1.4.1 ปฐวีกสิณ (กสิณดิน)

ในการเจริญปฐวีกสิณ ผู้ปฏิบัติควรทราบวิธีการทำองค์กสิณสำหรับใช้เพ่งก่อน ซึ่งในคัมภีร์วิสุทธิมรรคได้แนะนำวิธีไว้ดังนี้

1. วิธีการเตรียมปฐวีกสิณ

ในการใช้ปฐวีกสิณ หรือกสิณดินนั้น ท่านกล่าวไว้ว่าสามารถเตรียมได้ 2 อย่าง คือ

1.1ถือเอานิมิตในกสิณดินที่ปรากฏตามธรรมชาติ

เป็นวิธีสำหรับผู้ที่เคยปฏิบัติมาในอดีต เพียงได้เห็นดินที่เขาไถไว้ในนาข้าวหรือลานนวดข้าว ก็ย่อมใช้เป็นนิมิต และบรรลุฌานได้ในที่สุด

1.2ทำมณฑลกสิณดิน โดยมีวิธีการ ดังต่อไปนี้

ในการทำมณฑลกสิณดิน ท่านกล่าวไว้ว่า ให้เลือกดินที่ปราศจากโทษ 4 ประการคือ ดินที่ปะปนกับสีเขียว สีเหลือง สีแดง และสีขาว แต่ให้เลือกดินสีอรุณหรือสีเหมือนพระอาทิตย์แรกขึ้น9) ในการทำกสิณ อย่าทำไว้กลางวัด หรือในที่มีคนสัญจรไปมา ให้ทำไว้ตรงที่เป็นเพิงหรือที่ที่อยู่ท้ายวัด โดยจะทำเป็นกสิณที่โยกย้ายได้ หรือที่ติดอยู่กับที่ก็ได้

วิธีทำมณฑลกสิณที่โยกย้ายได้

วิธีการทำกสิณที่โยกย้ายได้ ให้นำเอาผืนผ้าเก่า หรือผืนหนังหรือผืนเสื่อลำแพน มาผูกขึงติดไม้ 4 อัน แล้วเอาดินที่มีความเหนียวพอประมาณ มีสีเหมือนพระอาทิตย์ที่เก็บเอาหญ้า กรวดทราย และสิ่งสกปรกที่ติดอยู่ในนั้นออกให้หมด ผสมกับน้ำ นวดจนดินหมดฝุ่นละออง แล้วนำมาทาเข้าที่ผืนผ้าหรือผืนหนังหรือผืนเสื่อลำแพนนั้น ทำให้มีลักษณะกลมขนาดเท่ากระด้งหรือปากขัน ในเวลาทำสมาธิ ให้เอาแผ่นกสิณปูลงที่พื้นแล้วเพ่งดู

วิธีการทำมณฑลกสิณที่อยู่กับที่

วิธีการทำปฐวีกสิณที่อยู่กับที่ ให้นำเอาหลักหลายๆ อันมาตอกกับพื้นดินมีลักษณะคล้ายฝักบัว(คือตอกให้ข้างล่างสอบข้างบนผายโดยรอบสัณฐานดังฝักบัว) แล้วตรึงหลักเหล่านั้น ให้ติดกันด้วยเถาวัลย์แต่งเป็นโครงขึ้น ถ้าดินสีอรุณไม่พอ ให้ใช้ดินสีอื่นรองข้างล่างแล้วใช้ดิน สีอรุณทับข้างบน แล้วจึงแต่งกสิณให้มีสัณฐานกลมกว้างประมาณ 1 คืบ 4 นิ้ว แล้วทำให้เรียบเหมือนหน้ากลอง

2. วิธีนั่งเพ่งปฐวีกสิณ

ก่อนจะเจริญกัมมัฏฐานท่านกล่าวไว้ว่า ให้แสวงหาที่อยู่ที่เหมาะสมแก่การเจริญสมาธิ เว้นจากที่ที่ไม่ควรเจริญกัมมัฏฐาน แล้วจึงตัดเครื่องกังวลเล็กๆ น้อยๆ เช่น ตัดเล็บ ปลงผมและหนวด ทำความสะอาดที่อยู่อาศัยให้เรียบร้อย และจัดข้าวของ เครื่องใช้สอยต่างๆ ให้เป็นระเบียบ ทานอาหารพอสบายท้อง ไปอาบน้ำ แล้วจึงหาที่สงบๆ แล้วจึงมานั่งในท่าขัดสมาธิ บนตั่งอันตั้งไว้เรียบร้อยแล้วมีเท้าสูงประมาณคืบ 4 นิ้ว (ประมาณ 30 เซนติเมตร) ซึ่งจัดไว้ ตรงจุดที่มีระยะห่างจากวงกสิณ 2 ศอกคืบ (ประมาณ 1 เมตร 25 เซนติเมตร) เพราะเมื่อ นั่งไกลกว่านั้นกสิณจะไม่ชัด ใกล้กว่านั้น กสิณโทษ10) จะปรากฏ มหาฎีกากล่าวไว้ว่า รอยอะไรเล็กๆ น้อยๆ ซึ่งนั่งห่างพอสมควรย่อมมองไม่เห็น แต่ถ้านั่งใกล้เพ่งดูเข้าจะเห็น เช่น รอยฝ่ามือ ซึ่งอาจหลงตาในเวลาแต่งกสิณ

ในการนั่งที่กำหนดความสูงของตั่งไว้ก็เพราะว่าถ้าผู้ปฏิบัตินั่งสูงไปจะต้องโน้มคอลงดู นานเข้าจะปวดคอ นั่งต่ำไปจะต้องคุกเข่าขึ้นดู นานเข้า เข่าจะปวด เมื่อจัดท่านั่งพร้อมแล้วทำจิต ให้ระลึกถึงโทษของกามคุณว่ากามเป็นสิ่งที่มีคุณความดีน้อย มีทุกข์มาก ให้โทษต่างๆ เปรียบดังงูมีพิษ เพราะเป็นของน่ากลัว จึงควรทำตนให้พ้นจากกามคุณอารมณ์ต่างๆ ตั้งจิตให้ยินดี ในฌาน ระลึกถึงคุณของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ระลึกว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและ พระอริยสาวกทั้งหลาย ก็ได้อาศัยการเพ่งกสิณปฏิบัติเพื่อพ้นจากทุกข์ แล้วจึงลืมตาดูดวงกสิณนั้น โดยอาการพอดี ไม่ลืมตาดูมากเกินไป เพราะจะทำให้เมื่อยตา และดวงกสิณจะปรากฏชัดเกินไป อุคคหนิมิตก็จะไม่เกิดขึ้น และไม่ลืมตาแคบเกินไป เพราะจะทำให้ดวงกสิณไม่ชัด และจิตก็จะหดหู่ไปเสียด้วย อีกทั้งนิมิตแท้ก็จะไม่เกิดเช่นเดียวกัน เพราะเหตุนั้น จึงต้องลืมตาให้พอดี โดยให้ดูกสิณเหมือนการมองส่องกระจกดูใบหน้าของตนเอง โดยที่ไม่ต้องพิจารณาสี ไม่ต้องใส่ใจถึงลักษณะแห่งปฐวีนิมิตนั้น11) แต่ว่าจะทิ้งสีเสียก็ไม่ได้ นึกเสียว่าสีนั้นเป็นอันเดียวกับดินซึ่งเป็น ที่อาศัยของมัน แยกกันไม่ออก แล้วพิจารณาดินพร้อมกับสีที่อาศัยพร้อมๆ กัน แล้วพึงบริกรรมว่า ปฐวีๆ ๆ หรือ ดินๆ ๆ เป็นร้อยครั้งพันครั้ง เมื่อลืมตาดูดวงกสิณแล้วหน่อยหนึ่งก็หลับตาลง น้อมเอาดวงกสิณมาไว้ที่ศูนย์กลางกาย แล้วจึงลืมตาขึ้นดูอีก สลับกันไปจนติดแน่นเป็น อุคคหนิมิตที่ศูนย์กลางกาย คือ จะหลับตาหรือลืมตาก็เห็นดวงกสิณชัดเจนเท่ากันจนคล่องแคล่ว ปฏิภาคนิมิตก็จะเกิดขึ้นเป็นสภาพที่สะอาด ไม่ด่างพร้อยจะใสเป็นกระจกงามกว่าอุคคหนิมิต จิตจะตั้งมั่น นิวรณ์ 5 จะค่อยๆ สงบระงับ พากเพียรปฏิบัติต่อไปก็จะได้อัปปนาสมาธิ คือ ใจรวมหยุดสนิทจนตกศูนย์เข้าถึง “ ดวงปฐมมรรค” ได้

อนึ่งองค์กสิณที่ใช้เพ่งอยู่นี้ ผู้ปฏิบัติต้องให้ความเคารพนับถือให้เหมือนๆ กันกับความเคารพนับถือพระบรมสารีริกธาตุ แล้วต้องหมั่นดูแลรักษาให้สะอาด มิให้มีฝุ่นละอองมาแปดเปื้อน เหมือนกับการรักษาพระพุทธรูปฉะนั้น

1.4.2 อาโปกสิณ (กสิณน้ำ)

ในการเจริญสมาธิโดยใช้อาโปกสิณ ควรได้นิมิตคือน้ำ เป็นน้ำที่จัดทำขึ้นหรือน้ำตามธรรมชาติก็ได้ หากเป็นผู้ที่เคยปฏิบัติอาโปกสิณในชาติก่อนๆ เมื่อเพ่งน้ำที่ใดที่หนึ่ง เช่น ในสระ หรือในบ่อ ในแม่น้ำหรือในทะเล ก็สามารถทำให้เกิดอุคคหนิมิตได้โดยง่าย

สำหรับการทำกสิณน้ำ ผู้ปฏิบัติควรหลีกเลี่ยงโทษแห่งกสิณ คือ อย่านำน้ำที่มีสีเขียว สีเหลือง สีแดง หรือสีขาวอย่างใดอย่างหนึ่งมาใช้ทำกสิณ แต่ให้ทำกสิณโดยการนำผ้าขาวขึงกลางแจ้งรองน้ำฝนบริสุทธิ์มาใส่ภาชนะ เช่น ขัน ใส่เต็มขอบปากภาชนะ หรือถ้าไม่มีน้ำฝน ให้นำน้ำสะอาดอื่นมาใส่ให้เต็มขอบปากภาชนะ แล้วนำไปตั้งไว้ในที่สงบๆ ดังที่กล่าวไว้ในปฐวีกสิณ

ต่อจากนั้นให้นั่งขัดสมาธิคู้บังลังก์ ตั้งกายให้ตรงแล้วไม่ต้องใส่ใจสีของน้ำหรือลักษณะของน้ำ เพ่งดูน้ำนั้น บริกรรมภาวนาว่า อาโปๆ ๆ หรือ น้ำๆ ๆ หรือคำใดๆ ที่หมายถึงน้ำ จนเกิด อุคคหนิมิต ซึ่งอาจมีลักษณะเหมือนกระเพื่อมอยู่ หรือถ้าน้ำมีฟองก็จะปรากฏเช่นกับนิมิตนั้น ส่วนปฏิภาคนิมิตจะปรากฏเป็นสภาพที่นิ่ง เหมือนพัดแก้วมณีที่วางไว้กลางแจ้ง หรือเหมือนกระจกเงาที่ทำด้วยแก้วมณี ฉะนั้น ให้เพ่งนิมิตนี้ที่ศูนย์กลางกายตามลำดับ จนจิตรวมตกศูนย์เข้าถึง “ ดวงปฐมมรรค” เช่นเดียวกับปฐวีกสิณ

1.4.3 เตโชกสิณ (กสิณไฟ)

กสิณไฟ คือ การเพ่งเปลวเพลิง ผู้ที่เคยปฏิบัติมาในชาติก่อนๆ อาจเพ่งเปลวไฟในเตา หรือกองไฟหรือที่ใดๆ จนได้อุคคหนิมิตและปฏิภาคนิมิตตามลำดับ สำหรับผู้ที่จะทำกสิณไฟ มีวิธีการทำดังนี้ คือ ต้องเตรียมการโดยก่อกองไฟ เอาไม้แห้งมาตัดเป็นท่อนๆ แล้วจุดไฟให้ลุกโพลง นำเสื่อลำแพนหรือแผ่นหนังมากั้นไว้หน้ากองไฟ เจาะช่องกลมโต ประมาณ 1 คืบ 4 นิ้ว แล้วนั่งเพ่งดูเปลวไฟ อย่าพิจารณาสีของเปลวไฟหรือเถ้าถ่านหรือควันไฟ แต่ให้กำหนดถึงความเป็นธาตุไฟ ขณะเพ่งเปลวไฟให้บริกรรมภาวนาว่า เตโชๆ ๆ หรือ ไฟๆ ๆ จนอุคคหนิมิตปรากฏขึ้นและได้ปฏิภาคนิมิต ตามลำดับ อุคคหนิมิตของเตโชกสิณจะปรากฏภาพเปลวไฟที่คุแต่อาจมีการพัดไหว ส่วนปฏิภาคนิมิตเปลวไฟจะนิ่ง มีสีใสสว่างหรือเป็นดวงนิ่งที่สว่างใส จนในที่สุดใจก็จะรวมตกศูนย์เข้าถึง “ ดวงปฐมมรรค”

1.4.4 วาโยกสิณ ( กสิณลม )

ผู้เจริญภาวนาด้วยกสิณลม พึงจับเอานิมิตด้วยการที่ได้เห็นหรือได้ถูกต้องลม โดยการเจริญกสิณลมได้ต้องอาศัยการมองดูยอดไม้ ใบไม้ที่ลมพัดเอนไป หรือกำหนดปลายผมที่ลมพัดให้ล้มลงหรือจะกำหนดตรงที่ลมพัดมาถูกต้องกายเรา เมื่อเห็นลมพัดใบไม้ ยอดไม้ หรือเห็นผมที่ถูกลมพัดอยู่ ก็ตั้งสติไว้ว่า ลมนี้ย่อมพัดถูก ณ ที่ตรงนั้น หรือตั้งสติไว้ตรงที่ที่ลมพัดเข้าทางช่องหน้าต่าง หรือทางช่องฝาแล้วมากระทบกาย พร้อมกับบริกรรมภาวนาว่า วาโยๆ ๆ หรือ ลมๆ ๆ จนเกิดอุคคหนิมิต เป็นลักษณะไอน้ำ น้ำตก หรือควันที่ไหวหวั่น แต่เมื่อได้ปฏิภาคนิมิตจะไม่หวั่นไหว จะมีสภาพเป็นกลุ่มกอง เป็นเกลียวที่แน่นิ่งใสสว่างหรือเป็นดวงนิ่งที่สว่างใส จนในที่สุดใจก็จะรวมตกศูนย์เข้าถึง ดวงปฐมมรรคŽ

1.4.5 นีลกสิณ (กสิณสีเขียว)

คือ กสิณสีเขียว ผู้ที่มีวาสนาบารมีเคยเจริญกสิณนี้มาก่อน เมื่อเห็นสีเขียวของดอกไม้ ผ้า หรือวัตถุอื่นๆ ก็สามารถพินิจดูแล้วบริกรรมได้ทันที แต่ถ้าจะต้องทำองค์นีลกสิณ ต้องใช้ดอกไม้ ใบไม้ วัตถุใดๆ ก็ตามที่มีสีเขียว เช่น ดอกบัวเขียว แล้วนำมาใส่พานหรือขันให้เต็มภาชนะ โดยคัดเลือกเอาแต่กลีบดอกล้วนๆ โดยที่ไม่ให้มีเกสรหรือก้านปรากฏให้เห็นเลย หรือถ้าจะใช้ผ้า กระดาษ ก็ต้องใช้กระดาษสีเขียวมาตัดเป็นวงกลม กว้าง 1 คืบ 4 นิ้ว เอาสีเขียวมาทาบนแผ่นวงกลมให้เรียบร้อย ตัดขอบด้วยสีขาวหรือแดง เพื่อเน้นให้สีเขียวเด่นขึ้น หรือใช้ผ้าสีเขียวม้วนให้เป็นห่อแล้วบรรจุใส่ให้เต็มเสมอขอบปากแล้วผูกขึงที่ปากขอบของตะกร้าหรือพานให้ตึงเหมือนหน้ากลอง แล้วน้อมมาเป็นบริกรรมนิมิตที่ศูนย์กลางกาย พร้อมบริกรรมภาวนาว่า นีลํ นีลํ หรือว่าเขียว เขียว จนเกิดเป็นอุคคหนิมิต คือ ชัดเจนเหมือนกับลืมตาเห็น มีโทษแห่งกสิณยังปรากฏอยู่ คือ เกสรก้านและระหว่างกลีบเป็นต้นย่อมปรากฏ ส่วนปฏิภาคนิมิตที่เกิดขึ้นจะพ้นจากโทษแห่งกสิณ มีสภาพใสบริสุทธิ์สะอาด เหมือนแก้วมณีสีเขียว จนใจรวมตกศูนย์เข้าถึง “ ดวงปฐมมรรค” ต่อไป

1.4.6 ปิตสิณ (กสิณสีเหลือง)

ผู้มีบารมีอันสั่งสมไว้ในชาติปางก่อนเพียงได้เห็นดอกไม้ที่ดอกบานสะพรั่ง หรือเห็นที่ตกแต่งดอกไม้ในที่บูชา หรือเห็นผ้าสีเหลืองอย่างใดอย่างหนึ่งก็สามารถสำเร็จอุคคหนิมิตและปฏิภาคนิมิตได้ ส่วนผู้จะเจริญกสิณสีเหลืองควรจัดทำองค์กสิณเช่นเดียวกับกสิณสีเขียว คือ ให้ใช้ดอกไม้ ผ้า หรือกระดาษที่มีสีเหลือง เป็นต้น เป็นองค์กสิณ หากหาสีเหลืองไม่ได้ อนุโลมให้ใช้สีทองได้ แล้วบริกรรมภาวนาว่า ปีตํ ปีตํ หรือ ปีตกํ ปีตกํ หรือ เหลืองๆ ๆ จนเกิด อุคคหนิมิตและปฏิภาคนิมิต เหมือนแก้วมณีที่มีสีเหลืองตามลำดับ จนใจรวมตกศูนย์เข้าถึง “ ดวงปฐมมรรค” ต่อไป

1.4.7 โลหิตกสิณ (กสิณสีแดง)

ผู้มีบารมีที่ได้สั่งสมไว้ในชาติปางก่อน เพียงได้เห็นกอไม้ ดอกไม้สีแดงซึ่งกำลังบาน สะพรั่งก็สามารถสำเร็จอุคคหนิมิตและปฏิภาคนิมิตได้ ส่วนผู้จะจัดทำองค์กสิณสีแดง ก็ใช้วิธีการคล้ายคลึงกันกับการทำนีลกสิณและปีตกสิณ โดยให้นำดอกไม้สีแดง เช่น ดอกชบา ดอกชัยพฤกษ์ หรือเอากระดาษสีแดงมาทำเป็นดวงกสิณ อนุโลมให้ใช้สีชมพู สีแสดได้ แล้วบริกรรมภาวนาว่า โลหิตกํ โลหิตกํ หรือ แดงๆ ๆ จนเกิดอุคคหนิมิต และปฏิภาคนิมิตเหมือนแก้วมณีสีแดง ตามลำดับ จนใจรวมตกศูนย์เข้าถึง “ ดวงปฐมมรรค” ต่อไป

1.4.8 โอทาตกสิณ (กสิณสีขาว)

ผู้มีบารมีที่ได้สั่งสมไว้ในชาติปางก่อน เพียงได้เห็นดอกไม้สีขาว ดอกบัวขาว ผ้าขาว เป็นต้น ก็สามารถสำเร็จอุคคหนิมิตและปฏิภาคนิมิต สำหรับผู้จะจัดทำองค์กสิณสีขาว การจัดทำองค์กสิณนี้ก็คล้ายคลึงกันกับนีลกสิณ ปีตกสิณ โลหิตกสิณ คือ เอาดอกไม้สีขาว ผ้าสีขาว หรือสีขาวธรรมชาติมาทำเป็นดวงกสิณ และอนุโลมให้ใช้สีไข่ไก่ ฟ้าอ่อน เทาอ่อนได้ แล้วบริกรรมว่า โอทาตํ โอทาตํ หรือ ขาวๆ ๆ จนเกิดอุคคหนิมิตและปฏิภาคนิมิตเป็นแก้วมณีสีขาวใส ตามลำดับ แล้วใจก็จะตกศูนย์เข้าถึง “ ดวงปฐมมรรค” ต่อไป

1.4.9 อาโลกกสิณ (กสิณแสงสว่าง)

ผู้มีบารมีที่ได้สั่งสมไว้ในชาติปางก่อน เพียงได้เห็นแสงสว่าง ที่ฝาบ้าน ที่ช่องหน้าต่าง หรือ จะเห็นแสงสว่างของดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์หรือดวงไฟ เป็นต้น ก็สามารถสำเร็จอุคคหนิมิต และปฏิภาคนิมิต แต่เมื่อไม่อาจเพ่งดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ หรือดวงไฟต่างๆ โดยตรง ก็ต้องทำองค์กสิณ โดยเจาะฝาเรือนหรือหลังคาบ้าน ให้แสงสว่างลอดเข้ามาปรากฏที่ฝาหรือพื้นเรือน หรือจุดตะเกียง หรือเปิดไฟไว้ เอาม่านกั้นให้มิดชิด เจาะรูม่านให้แสงลอดออกมาเป็นดวงที่ฝา แล้วเพ่งดูแสงสว่างนั้น บริกรรมภาวนาว่า โอภาโส โอภาโส (แสงๆ ๆ) หรือ อาโลโก อาโลโก (สว่างๆ ๆ) จนอุคคหนิมิตเกิดขึ้นเป็นแสงสว่างไม่ต่างจากบริกรรมนิมิต ส่วนปฏิภาคนิมิต แสงสว่างจะเป็นกลุ่มก้อน มีสีขาวสว่างรุ่งโรจน์กว่าอุคคหนิมิตหลายเท่า จนใจรวมตกศูนย์เข้าถึง “ ดวงปฐมมรรค” ต่อไป

1.4.10 อากาสกสิณ หรือ ปริจฉินนากาสกสิณ (กสิณที่ว่างหรืออากาศ)

ผู้มีบารมีที่ได้สั่งสมไว้ในชาติปางก่อน เพียงได้เห็นที่ว่างๆ เช่น รูฝา ช่องหน้าต่าง เป็นต้น ก็สามารถทำให้อุคคหนิมิต ปฏิภาคนิมิตเกิดขึ้นได้ สำหรับผู้เจริญอากาสกสิณ ให้ทำองค์กสิณโดยเจาะฝาเรือนที่มิดชิดหรือ เจาะหลังคาให้เป็นช่องกว้างประมาณ 1 คืบ 4 นิ้ว เพ่งดูอากาศที่ปรากฏตามช่องนั้นๆ แล้ว บริกรรมว่า อากาโสๆ ๆ หรือ ที่ว่าง ที่ว่าง เกิดอุคคหนิมิตเห็นอากาศที่ปรากฏตามช่อง มีขอบเขตเหมือนกับบริกรรมนิมิตทุกประการ จะขยายก็ขยายไม่ได้ ต่อเมื่อได้ปฏิภาคนิมิตแล้วจะปรากฏแต่อากาศอย่างเดียว ไม่ปรากฏขอบเขตทั้งยังสามารถขยายขอบเขตให้กว้างใหญ่เพียงไรก็ได้ เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วใจก็จะรวมตกศูนย์เข้าถึง “ ดวงปฐมมรรค” ต่อไป

1.5 การขยายปฏิภาคนิมิต

เมื่อรักษาปฏิภาคนิมิตไว้ได้เป็นอย่างดีแล้ว จากนั้นก็ควรขยายปฏิภาคนิมิตนี้ให้ค่อยๆ กว้างใหญ่ขึ้นไปๆ ทีละน้อย จนแผ่ตลอดไปถึงขอบจักรวาล เพื่อเป็นการอบรมสมาธิให้มีกำลังแก่กล้ายิ่งๆ ขึ้นไป สำหรับอุคคหนิมิตนั้นไม่ควรขยาย เพราะการขยายอุคคหนิมิตนั้นไม่ได้รับประโยชน์อันใด กลับจะทำให้สมาธิที่มีกำลังดีอยู่นั้นแล้วเสื่อมถอยลงไป หากจะขยายให้แผ่กว้างออกไปเหมือนกับการขยายปฏิภาคนิมิตก็คงทำได้เช่นกัน แต่จิตใจนั้นอยู่ในอุคคหนิมิตนี้ให้ตลอดทั่วถึงได้ การที่กล่าวว่า ค่อยๆ แผ่กว้างออกไปๆ ทีละเล็กนั้น คือ การขยายปฏิภาคนิมิตที่มีอยู่จากเดิมนั้นออกไปทีละ 1 นิ้ว 2 นิ้ว 4 นิ้ว 8 นิ้ว 1 ศอก 2 ศอก จนถึงรอบบริเวณ สถานที่ แล้วก็ค่อยๆ ขยายให้กว้างใหญ่ออกไปจนถึงหมู่บ้าน ตำบล จังหวัด ประเทศ กระทั่ง ถึงที่สุด จดขอบเขตจักรวาล

ท่านอุปมาไว้ว่าลูกหงส์ตั้งแต่กาลที่ขนปีกงอกไป มันหัดโผไปทีละน้อยๆ กล้าแข็งเข้าก็บินไปสู่ที่ใกล้พระจันทร์พระอาทิตย์ได้โดยลำดับ ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน เมื่อกำหนดขนาดแล้วขยายนิมิตไปโดยนัยที่กล่าวแล้วก็ย่อมขยายไปจนเท่าขนาดจักรวาล หรือยิ่งกว่านั้นได้ ทีนี้นิมิตนั้นย่อมปรากฏดุจหนังโคตัวผู้ที่ถูกสับด้วยขอตั้ง 100 แผล เพราะที่สูงๆ ต่ำๆ เป็นแม่น้ำ เป็นหล่มเลน เป็นภูเขาขรุขระแห่งแผ่นดินในที่ๆ ขยายไปๆ

ผู้ได้ปฐมฌานเป็นครั้งแรกเพราะนิมิตนั้นแล้ว พึงเป็นผู้เข้าฌานให้มาก ไม่พึง พิจารณามาก เพราะเมื่อพิจารณามากไป องค์ฌานทั้งหลายจะปรากฏเป็นหยาบและมีกำลังเพลา ทีนี้เพราะปรากฏเสียอย่างนั้นแล้ว องค์ฌานเหล่านั้นก็จะไม่สำเร็จเป็นปัจจัยแห่งความขวนขวายในเบื้องสูงของเธอต่อไป เธอขวนขวายไปในฌานอันไม่คล่องแคล่วในการเข้า ก็กลับจะเสื่อมจากปฐมฌานและไม่อาจบรรลุทุติยฌานได้เสียด้วย เพราะเหตุนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสไว้ว่า

“ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม่โคเที่ยวไปตามภูเขา เป็นโคโง่ ไม่ฉลาด ไม่รู้จักเขตที่หากิน ไม่เข้าใจที่จะไปเที่ยวบนเขาอันขรุขระ แม่โคนั้นพึงคิดอย่างนี้ว่า ผิฉะนั้น เราพึงไปยังทิศที่ไม่เคยไป พึงกินหญ้าที่ยังไม่เคยกิน และพึงดื่มน้ำที่ยังไม่เคยดื่ม แม่โคนั้นยันเท้าหน้าก็ไม่ดีเสียแล้ว พึงยกเท้าหลังอีก ก็คงจะไปยังทิศที่ไม่เคยไปไม่ได้ กินหญ้าที่ยังไม่เคยกินไม่ได้ และดื่มน้ำที่ยังไม่เคยดื่มไม่ได้ แม่โคนั้นยืนอยู่ในที่ใดพึงคิดอย่างนี้ว่า ผิฉะนั้นเราพึงไปยังทิศที่ไม่เคยไป พึงกินหญ้าที่ยังไม่เคยกิน แลพึงดื่มน้ำที่ยังไม่เคยดื่ม มันกลับมายังที่นั้นอีกโดยสวัสดีไม่ได้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะแม่โคนั้นเที่ยวไปบนภูเขา เป็นคนโง่ ไม่ฉลาดไม่รู้จักเขตที่หากิน ไม่เข้าใจที่จะเที่ยวไปบนภูเขาอันขรุขระ ฉันใด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกัน ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้เป็นคนโง่ ไม่ฉลาด ไม่รู้จักเขต ไม่เข้าใจเพื่อสงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม บรรลุปฐมฌาน มีวิตกวิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวกอยู่ เธอไม่เสพโดยมาก ไม่เจริญ ไม่กระทำให้มากซึ่งนิมิตนั้น ไม่อธิษฐานนิมิตนั้นให้ดี เธอย่อมมีความคิดอย่างนี้ว่า ผิฉะนั้น เราพึงบรรลุทุติยฌาน มีความผ่องใสแห่งจิตในภายใน เป็นธรรมเอกผุดขึ้น ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร เพราะวิตกวิจารสงบไป มีปีติและสุขเกิดแต่สมาธิอยู่ เธอไม่อาจเพื่อบรรลุทุติยฌาน ฯลฯ

เธอย่อมมีความคิดอย่างนี้ว่า ผิฉะนั้น เราพึงสงัดจากกาม สงัดจากอกุศล บรรลุปฐมฌาน มีวิตก มีวิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่วิเวกอยู่ เธอย่อมไม่อาจเพื่อสงัดจากกาม ฯลฯ บรรลุปฐมฌาน ฯลฯ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนี้เรากล่าวว่า มีชื่อเสียงปรากฏพลาดเสื่อมจากผลทั้งสอง 2 แล้ว เปรียบเหมือนแม่โคเที่ยวไปบนภูเขา เป็นโคโง่ ไม่ฉลาด ไม่รู้จักเขตที่หากิน ไม่เข้าใจที่จะเที่ยวไปบนภูเขาอันขรุขระ ฉันนั้นŽ12)

การขยายปฏิภาคนิมิตนี้ จะขยายในขณะที่สมาธิยังเป็น อุปจารสมาธิ คือ สมาธิที่ใกล้ต่อฌานก็ได้ หรือภายหลังจากที่ได้สำเร็จอัปปนาสมาธิ หรือ ดวงธรรม กายในกายภายในแล้วก็ได้

บุคคลผู้ฝึกสมาธิ เมื่อมีความประสงค์จะรักษาปฏิภาคนิมิตไว้เป็นอย่างดีนั้น พึงเว้น จากอสัปปายะ อันเป็นสิ่งที่ไม่ควรแก่ภาวนาสมาธิ มี 7 อย่าง คือ อาวาส ที่อยู่ที่อาศัยหลับนอน โคจระ หมู่บ้านที่จะต้องเข้าไปบิณฑบาต ภัสสะ ถ้อยคำ, ปุคคละ บุคคล, โภชนะ อาหาร อุตุ ฤดู, อิริยาบถ การเดิน นั่ง นอน แล้วพึงเสพแต่สัปปายะ อันเป็นสิ่งที่สมควรแก่ภาวนา สมาธิมี 7 อย่างเช่นเดียวกัน เมื่อบุคคลได้ปฏิบัติตามดังที่ได้กล่าวมาแล้วนี้ บางท่านก็ได้อัปปนาฌาน ในเวลาไม่นานนัก

1.6 การรักษาปฐมฌาน

เมื่อปฐมฌานเกิดขึ้นจากกสิณแล้ว ผู้ฝึกปฏิบัติพึงกำหนดอาการทั้งปวงในขณะที่ ได้บรรลุไว้ให้แม่นยำ ว่าการที่ได้บรรลุปฐมฌานนี้เพราะเหตุปัจจัยใดบ้าง เหมือนนายขมังธนู ผู้ยิงขนทรายและเหมือนดังพ่อครัว กล่าวคือ นายขมังธนูผู้ชาญฉลาด ทำงานในการยิงขนทรายอยู่ ยิงถูกขนทรายในวาระใด พึงกำหนดจับอาการแห่งเท้าที่เหยียบยัน แห่งคันธนู แห่งสายธนู และแห่งลูกธนู ในวาระนั้นว่า เรายืนด้วยอาการอย่างนี้ จับคันธนูอย่างนี้ จับสายธนูอย่างนี้ จับลูกธนูอย่างนี้ จึงยิงถูกขนทราย ดังนี้ แต่นั้นไปเขาทำอาการเหล่านั้นให้ถูกท่าอย่างนั้นอยู่ จะพึงยิงขนทรายไม่พลาดได้ฉันใด แม้พระโยคีก็ฉันนั้น ต้องกำหนดจับอาการทั้งหลายมีโภชนสัปปายะเป็นอาทิเหล่านี้ว่า

“ เราบริโภคโภชนะชื่อนี้แล้วคบบุคคลรูปนี้ อยู่ในเสนาสนะเช่นนี้ ได้บรรลุฌานนี้โดยอิริยาบถท่านี้ในกาลนี้” ดังนี้ ด้วยเมื่อกำหนดจับได้อย่างนั้นครั้นฌานนั้นเสื่อมไปเสียก็ดี เธอก็จักอาจเพื่อจะทำอาการเหล่านั้นให้ถึงพร้อมแล้วยังฌานนั้นให้เกิดขึ้นได้อีก เมื่อจะทำฌานนั้นอันยัง ไม่คล่องแคล่วให้คล่องแคล่วก็ดี เธอก็อาจจักทำให้ถึงอัปปนาได้บ่อยๆ

เปรียบเหมือนพ่อครัวผู้ฉลาด ปรนเปรอนายจ้างอยู่ นายจ้างบริโภคอาหารใดๆ ด้วยความ พอใจสังเกตอาหารนั้นๆ ไว้แล้ว แต่นั้นไปก็น้อมนำอาหารอย่างนั้นแลเข้าไปให้นายจ้างนั้น ย่อมได้รางวัลฉันใด แม้พระโยคีนี้ก็ฉันนั้นจับอาการทั้งหลาย มีการบริโภคโภชนะ เป็นต้น ในขณะที่ได้บรรลุฌานแล้วทำอาการเหล่านั้นให้ถึงพร้อมก็ย่อมเป็นผู้ได้อัปปนาบ่อยๆ

เพราะเหตุนั้น อาการทั้งหลาย นักปฏิบัตินั้น ต้องกำหนดให้ได้ดุจนักยิงขนทรายและดุจพ่อครัวฉะนั้น จริงอยู่ แม้พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ได้ตรัสความข้อนี้ไว้ว่า

“ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนพ่อครัวผู้เขลา ไม่ฉลาดเฉียบแหลม บำรุงพระราชา หรือมหาอำมาตย์ของพระราชาด้วยสูปะต่างชนิดมีรสเปรี้ยวจัดบ้าง ขมจัดบ้าง เผ็ดจัดบ้าง หวานจัดบ้าง มีรสเฝื่อนบ้างไม่เฝื่อนบ้าง เค็มบ้าง จืดบ้าง พ่อครัวนั้น… ไม่สังเกตรสอาหารของตนว่า วันนี้ ภัตและสูปะของเราชนิดนี้ท่านชอบใจ หรือท่านรับสูปะนี้ หรือท่านหยิบสูปะนี้มาก หรือท่านชมสูปะนี้ วันนี้ ภัตและสูปะของเรามีรสเปรี้ยวจัด ท่านชอบใจ หรือท่านรับสูปะมีรส เปรี้ยวจัด หรือท่านหยิบเอาสูปะมีรสเปรี้ยวจัดมาก หรือท่านชมสูปะมีรสเปรี้ยวจัด วันนี้ ภัตและสูปะของเรามีรสขมจัด… มีรสเผ็ดจัด… มีรสหวานจัด… มีรสเฝื่อน… มีรสไม่เฝื่อน… มีรสเค็ม… วันนี้ ภัตและสูปะของเรามีรสจืดท่านชอบใจ หรือท่านรับสูปะมีรสจืด หรือท่านหยิบเอาสูปะ มีรสจืดมาก หรือท่านชมสูปะมีรสจืดดังนี้ พ่อครัวนั้น… ย่อมไม่ได้เครื่องนุ่งห่ม ไม่ได้ค่าจ้าง ไม่ได้รางวัล

ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะพ่อครัวนั้นเป็นคนเขลา ไม่ฉลาดเฉียบแหลม ไม่สังเกตเครื่องหมายอาหารของตน ฉันใด

ฉันนั้นเหมือนกัน ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้เป็นผู้เขลา ไม่ฉลาด เฉียบแหลม ย่อมพิจารณาเห็นกายในกายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสีย เมื่อเธอพิจารณาเห็นกายในกายอยู่ จิตย่อมไม่ตั้งมั่น ยังละอุปกิเลสไม่ได้ เธอไม่สำเหนียกนิมิตนั้น ย่อมพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาอยู่… ย่อมพิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่… ย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรมอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัส ในโลกเสีย เมื่อเธอพิจารณาเห็นธรรมในธรรมอยู่ จิตย่อมไม่ตั้งมั่น ยังละอุปกิเลสไม่ได้ เธอ ไม่สำเหนียกนิมิตนั้น ภิกษุนั้น… ย่อมไม่ได้ธรรมเป็นเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน และไม่ได้สติสัมปชัญญะ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะภิกษุนั้นเป็นผู้เขลา ไม่ฉลาดเฉียบแหลม ไม่สำเหนียกนิมิตแห่งจิตของตน

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนพ่อครัวผู้มีปัญญาฉลาดเฉียบแหลม บำรุงพระราชา หรือมหาอำมาตย์ของพระราชาด้วยสูปะต่างชนิดมีรสเปรี้ยวจัดบ้าง ขมจัดบ้าง เผ็ดจัดบ้าง หวานจัดบ้าง มีรสเฝื่อนบ้างไม่เฝื่อนบ้าง มีรสเค็มบ้าง จืดบ้าง พ่อครัวนั้นย่อมสังเกตรสอาหารของตนว่าวันนี้ ภัตและสูปะของเราชนิดนี้ ท่านชอบใจ หรือท่านรับสูปะนี้ หรือหยิบเอาสูปะนี้มาก หรือท่านชมสูปะนี้ วันนี้ ภัตและสูปะของเรามีรสเปรี้ยวจัด…วันนี้ ภัตและสูปะของเรามีรสขมจัด… มีรสเผ็ดจัด… มีรสหวานจัด… มีรสเฝื่อน… มีรสไม่เฝื่อน… มีรสเค็ม… วันนี้ ภัตและสูปะของเรามีรสจืดท่านชอบใจ หรือท่านรับสูปะมีรสจืด หรือท่านหยิบเอาสูปะมีรสจืดมากหรือท่านชม สูปะมีรสจืด ดังนี้ พ่อครัวนั้นย่อมได้เครื่องนุ่งห่ม ได้ค่าจ้างได้รางวัล ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะพ่อครัวนั้นเป็นคนมีปัญญา ฉลาดเฉียบแหลม สังเกตรสอาหารของตน ฉันใด

ฉันนั้นเหมือนกัน ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้เป็นผู้มีปัญญา ฉลาด เฉียบแหลม ย่อมพิจารณาเห็นกายในกายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสีย เมื่อเธอพิจารณาเห็นกายในกายอยู่ จิตย่อมตั้งมั่น ละอุปกิเลสได้ เธอย่อมสำเหนียกนิมิตนั้น ย่อมพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาอยู่… ย่อมพิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่… ย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรมอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสีย เมื่อเธอพิจารณาเห็นธรรมในธรรมอยู่ จิตย่อมไม่ตั้งมั่น ละอุปกิเลสได้ เธอย่อม สำเหนียกในนิมิตนั้น ภิกษุนั้นย่อมได้ธรรมเป็นเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน และได้สติสัมปชัญญะ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะภิกษุนั้นเป็นผู้มีปัญญาฉลาด เฉียบแหลม สำเหนียกนิมิตแห่งจิตของตน13)

เมื่อได้ทำอาการทั้งหลายให้ถึงพร้อมด้วยการจับจ้องนิมิตอยู่อย่างนี้ อัปปนาสมาธิที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมมั่นคง แม้ที่หายไปย่อมกลับคืนมาได้

1.7 คุณลักษณะพิเศษของกสิณ 10

กสิณมีลักษณะพิเศษหลายประการ เช่น เมื่อได้รูปฌาน 4 จากการเพ่งกสิณอย่างหนึ่งแล้ว ถ้าต้องการอุคคหนิมิต ปฏิภาคนิมิตจากกสิณอีก 9 อย่างที่เหลือ ก็ไม่ต้องจัดทำองค์กสิณขึ้นใหม่ ให้มองดูสิ่งอื่นๆ ตามธรรมชาติ เช่น มองดูดิน (ปฐวีกสิณ) แล้วบริกรรมปฐวีๆๆ (ดินๆ ๆ) หรือ ดูแม่น้ำ ไฟ ลม สีต่างๆ แสงสว่าง อากาศ แล้วบริกรรมตามคำบริกรรมตรงกับสิ่งที่เราเพ่งนั้นๆ อุคคหนิมิต ปฏิภาคนิมิตก็จะเกิดขึ้น

นอกจากนี้ กสิณยังเป็นกัมมัฏฐานที่ทำให้ถึงฌานเร็วกว่ากัมมัฏฐานอื่นๆ เพราะการเพ่งกสิณนั้น อุคคหนิมิต ปฏิภาคนิมิตเกิดขึ้นง่าย ได้ฌานเร็ว โดยเฉพาะกสิณที่เกี่ยวกับสีทั้ง 4 แล้ว จะยิ่งเกิดอุคคหนิมิต ปฏิภาคนิมิตและฌานได้เร็วยิ่งกว่าภูตกสิณ พระพุทธองค์ทรงยกย่องโอทาตกสิณ (กสิณสีขาว) ว่าเลิศกว่ากสิณสีอื่น เพราะทำให้จิตใจของผู้ที่เจริญกสิณนั้น ผ่องใส ปราศจากความเซื่องซึมง่วงเหงา ทั้งยังทำให้ผู้เจริญกสิณนี้ทราบเหตุการณ์ต่างๆ คล้ายผู้ทรงอภิญญาทั้งที่ยังไม่ได้อุคคหนิมิต

1.8 อานิสงส์พิเศษของการเจริญกสิณ

ในการปฏิบัติกสิณนอกจากจะส่งผลให้ได้ฌานแล้ว ในวิสุทธิมรรคยังได้กล่าวถึงอานิสงส์พิเศษในการเจริญกสิณแต่ละอย่างที่ทำให้เกิดฤทธิ์พิเศษไว้ดังต่อไปนี้

1.ฤทธิ์เกิดด้วยอำนาจปฐวีกสิณ คือ นิรมิตคนเดียวให้เป็นหลายคนก็ได้เป็นต้น นิรมิตแผ่นดินขึ้นในอากาศหรือในน้ำแล้วเดินไปได้หรือยืนและนั่งเป็นต้นในอากาศหรือในน้ำได้ ได้อภิภายตนะ14) โดยมีอารมณ์นิดหน่อยและมีอารมณ์หาประมาณมิได้

2.ฤทธิ์เกิดด้วยอำนาจอาโปกสิณ คือ ผุดขึ้นและดำลงในแผ่นดินได้ ทำน้ำฝนให้เกิดขึ้นได้ นิรมิตสิ่งขวางกั้นมีแม่น้ำและทะเลเป็นต้นได้ ทำของหนักมีแผ่นดิน ภูเขา และปราสาท เป็นต้นให้หวั่นไหวสั่นสะเทือนได้

3.ฤทธิ์เกิดด้วยอำนาจเตโชกสิณ คือ บังหวนควันได้ บันดาลให้ไฟลุกโพลงได้ ทำฝนถ่านเพลิงให้เกิดขึ้นได้ บันดาลไฟที่เกิดขึ้นด้วยฤทธิ์ผู้อื่นให้ดับลงด้วยไฟที่เกิดขึ้นด้วยฤทธิ์ของตนได้ สามารถเผาเฉพาะสิ่งที่ต้องการได้ ทำแสงสว่างขึ้นเพื่อประโยชน์แก่การเห็นรูปด้วยทิพยจักษุได้ ทำสรีระให้ไหม้ไปด้วยเตโชธาตุ ในคราวปรินิพพานได้

4.ฤทธิ์เกิดด้วยอำนาจวาโยกสิณ คือ ไปได้เร็วเหมือนลมพัด ทำฝนลมให้เกิดขึ้นได้

5.ฤทธิ์เกิดด้วยอำนาจนีลกสิณ คือ นิรมิตสิ่งต่างๆ ให้เป็นสีเขียวได้ ทำให้มืดไปได้ ได้อภิภายตนะโดยนัยมีผิวพรรณงามและมีผิวพรรณน่าเกลียด การบรรลุสุภวิโมกข์ คือ การบรรลุมรรคผลและนิพพานโดยง่ายสะดวกสบาย

6.ฤทธิ์เกิดด้วยอำนาจปีตกสิณ คือ นิรมิตสิ่งต่างๆ ให้เป็นสีเหลืองได้ เสกเหล็ก ทองเหลือง ทองแดง เป็นต้น ให้เป็นทองคำได้

7.ฤทธิ์เกิดด้วยอำนาจแห่งโลหิตกสิณ คือ นิรมิตสิ่งของต่างๆ ให้เป็นสีแดงได้

8.ฤทธิ์เกิดด้วยอำนาจแห่งโอทาตกสิณ คือ นิรมิตสิ่งของต่างๆ ให้เป็นสีขาวได้ บันดาลให้สร่างจากความง่วงความหดหู่ท้อถอยได้ ไล่ความมืดได้ ทำแสงสว่างขึ้นเพื่อประโยชน์แก่การเห็นรูปด้วยทิพพจักษุได้

9.ฤทธิ์เกิดด้วยอำนาจแห่งอาโลกกสิณ คือ นิรมิตสิ่งของต่างๆ ให้มีแสงสว่างได้ ขับความง่วงหงาวหาวนอนได้บันดาลความมืดได้ ทำแสงสว่างขึ้นเพื่อประโยชน์แก่การเห็นรูปด้วยทิพยจักษุได้

10.ฤทธิ์เกิดด้วยอำนาจแห่งอากาสกสิณ คือ ทำสิ่งที่ลี้ลับอยู่ให้เปิดเผยได้ นิรมิตช่องว่างเข้าในที่ทึบเช่นภายในแผ่นดินและภายในภูเขาแล้วสำเร็จอิริยาบถยืน เดิน นั่ง นอน อยู่ได้ ทะลุออกไปภายนอกฝาหรือกำแพงได้ ไม่มีอะไรกีดกั้น ทั้งหมดนี้คือวิธีการเจริญกสิณ ขอให้นักศึกษาได้ศึกษาและลองฝึกปฏิบัติ เพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติเพื่อการเข้าถึงพระธรรมกายต่อไป

1) อังคุตตรนิกาย เอกนิบาต, มก. เล่มที่ 33 ข้อ 224 หน้า 219.
2) มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์, มก. เล่ม 20 ข้อ 342 หน้า 567-568.
3) , 4) กาลีสูตร, อังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต, มก. เล่ม 38 ข้อ 26 หน้า 87.
5) ปัญจัตตยสูตร, มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์, มก. เล่ม 22 ข้อ 30 หน้า 39.
6) , 7) พระ ดร. พี วชิรญาณมหาเถระ, สมาธิในพระพุทธศาสนา, โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย หน้า 116-118.
8) พระ ดร. พี วชิรญาณมหาเถระ, สมาธิในพระพุทธศาสนา, โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย หน้า 11.
9) วิธีการทำกสิณแบบนี้เกิดในประเทศลังกา ซึ่งในที่แห่งนั้นมีดินที่มีลักษณะสีแดง เช่น ดินที่แม่น้ำคงคาจึงแนะนำให่ใช้ดินสีแดง.
10) กสิณโทษ คือ รอยอะไรต่างๆ เช่น รอยนิ้ว รอยฝ่ามือ.
11) มหาฎีกาว่า คนที่ดูเงาหน้าของตนในแว่น(กระจก) นั้นย่อมไม่เหลือกตา ไม่หรี่ตา ไม่พิจารณาสีของแว่นทั้งไม้ได้ใส่ใจถึงลักษณะของแว่นด้วย แต่ใช้ตามองดูพอดี เห็นแต่เงาหน้าของตนเองเท่านั้น ฉันใด พระโยคาวจรนี้ก็ ฉันนั้นเพ่งดูปฐวีกสิณด้วยการอาการพอดี ขวนขวายแต่ถือเอานิมิตเท่านั้น ไม่พะวงถึงสีและลักษณะ คำว่าลักษณะ ท่านหมายเอาลักษณะของปฐวีธาตุ คือ ความแค่นแข็ง.
12) คาวีสูตร, อังคุตตรนิกาย นวกนิบาต, มก. เล่ม 37 ข้อ 239 หน้า 835-836.
13) สังยุตตรนิกาย มหาวารวรรค, มก. เล่มที่ 30 ข้อ 304-307 หน้า 391-393.
14) คำว่า ได้อภิภายตนะ คือ สามารถข่มปฏิปักขธรรมได้ และสามารถข่มอารมณ์ต่างๆ ทั้งอิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์ไม่ให้เกิดในใจได้.
md306/1.txt · แก้ไขครั้งล่าสุด: 2015/03/15 16:55 (แก้ไขภายนอก)
 
เว้นแต่จะได้แจ้งไว้เป็นอื่นใด เนื้อหาบนวิกินี้ถูกกำหนดสิทธิ์ไว้ภายใต้สัญญาอนุญาติต่อไปนี้: CC Attribution-Noncommercial 3.0 Unported
Recent changes RSS feed Donate Powered by PHP Valid XHTML 1.0 Valid CSS Driven by DokuWiki