บทที่ 5 จริตกับการปฏิบัติกัมมัฏฐาน

เนื้อหาบทที่ 5 จริตกับการปฏิบัติกัมมัฏฐานจริตกับการปฏิบัติกัมมัฏฐาน

  • 5.1 ประเภทและลักษณะของจริต
    • 5.1.1 ความหมายของจริต
    • 5.1.2 ประเภทของจริต
    • 5.1.3 ลักษณะของจริต
  • 5.2 เหตุที่มีีีจริตต่างกัน
  • 5.3 ลักษณะเป็นเครื่องสังเกตจริต
    • 5.3.1 อิริยาบถ
    • 5.3.2 กิจจะ การทำงาน
    • 5.3.3 โภชนะ ลักษณะการบริโภคอาหาร
    • 5.3.4 ทัสสนะ ลักษณะการสังเกตดู
    • 5.3.5 ธัมมปวัตติ ความเป็นไปแห่งธรรม คือ สังเกตธรรมที่ประพฤติ
  • 5.4 คู่แห่งจริต
  • 5.5 กัมมัฏฐานที่เหมาะสมกับจริต
    • 5.5.1 ราคจริต
    • 5.5.2 โทสจริต
    • 5.5.3 โมหจริตและวิตกจริต
    • 5.5.4 สัทธาจริต
    • 5.5.5 พุทธิจริต

แนวคิด

1.จริต คือ พื้นฐานนิสัยที่อยู่ในจิตใจมนุษย์ มีทั้งหมด 6 ประเภท คือ ราคจริต โทสจริต โมหจริต วิตกจริต สัทธาจริต พุทธิจริต

2.การที่คนมีจริตต่างกัน เพราะเหตุแห่งสภาพของจิตในขณะที่ทำกุศลในชาติปางก่อน มีความนึกคิดต่างๆ กัน อีกทั้งอาจเกิดขึ้นมาจากคติในภพชาติก่อน

3.ลักษณะที่เป็นเครื่องให้สังเกตจริตว่าเป็นจริตใด มี 5 ประการ คือ อิริยาบถ กิจจะ โภชนะ ทัสสนะ ธัมมปวัตติ

4.จริตทั้ง 6 จะมีคู่เป็นกุศล-อกุศล ตรงข้ามกัน คือ ราคจริตคู่กับสัทธาจริต โทสจริตคู่กับ พุทธิจริต โมหจริตคู่กับวิตกจริต

5.กัมมัฏฐานที่เหมาะกับแต่ละจริต คือ ราคจริต ใช้อสุภะและกายคตาสติ โทสจริต ใช้พรหมวิหารและวรรณกสิณ โมหจริตและวิตกจริตใช้อานาปานสติ สัทธาจริตใช้อนุสติ 6 พุทธิจริต ใช้มรณานุสติ อุปสมานุสติ อาหาเรปฏิกูลสัญญา และจตุธาตุววัตถาน

วัตถุประสงค์

1.เพื่อให้นักศึกษาสามารถอธิบายประเภทและลักษณะของจริตได้

2.เพื่อให้นักศึกษาสามารถอธิบายเหตุที่ทำให้คนมีจริตต่างกัน

3.เพื่อให้นักศึกษาสามารถอธิบายลักษณะที่เป็นเครื่องสังเกตจริตแต่ละจริต และคู่แห่งจริตได้

4.เพื่อให้นักศึกษาสามารถบอกกัมมัฏฐานที่เหมาะสมกับแต่ละจริต

จริตกับการปฏิบัติกัมมัฏฐาน

คัมภีร์ทางศาสนาได้สอนเอาไว้ว่า ผู้ที่ใฝ่ใจในการเจริญภาวนา ไม่ว่าจะเป็นอาจารย์ผู้ให้กัมมัฏฐาน หรือศิษย์ผู้มีความปรารถนาจะปฏิบัติกัมมัฏฐาน ควรที่จะศึกษาให้มีความรู้ในเรื่องจริตแห่งบุคคล เพื่อเป็นประโยชน์ในการที่จะนำเอาอารมณ์แห่งกัมมัฏฐาน อันเหมาะสมกับจริตไปประพฤติปฏิบัติ ให้ได้บรรลุผล อย่างรวดเร็วสมความปรารถนา

5.1 ประเภทและลักษณะของจริต

5.1.1 ความหมายของจริต

จริต หรือ จริยา มีความหมายอยู่หลายความหมาย ดังต่อไปนี้

1.แปลว่า ความประพฤติ ความประพฤติซึ่งหนักไปทางใดทางหนึ่ง อันเป็นปกติประจำอยู่ในสันดาน พื้นเพของจิต อุปนิสัย พื้นนิสัย แบบ หรือประเภทใหญ่ๆ แห่งพฤติกรรมของคน

2.แปลว่า จิตท่องเที่ยว สถานที่จิตท่องเที่ยว หรืออารมณ์ที่ชอบท่องเที่ยวของจิต

3.แปลว่า ลักษณะอันเป็นพื้นฐานของจิต หรือนิสัยอันเป็นพื้นฐานของแต่ละบุคคคล

รวมความว่า จริต คือ ความประพฤติจนเคยชินเป็นนิสัย อันเป็นพื้นฐานใจของแต่ละบุคคคล

5.1.2 ประเภทของจริต

จริตของมนุษย์ทั้งหลายในโลกนี้ มีความแตกต่างออกไป 6 อย่าง ดังนี้ คือ

1.ราคจริตคือ ความประพฤติจนเคยชินเป็นนิสัย อันเกิดจากราคะเป็นพื้นฐานใจ

2.โทสจริต คือ ความประพฤติจนเคยชินเป็นนิสัย อันเกิดจากโทสะเป็นพื้นฐานใจ

3.โมหจริต คือ ความประพฤติจนเคยชินเป็นนิสัย อันเกิดจากโมหะเป็นพื้นฐานใจ

4.วิตกจริต คือ ความประพฤติจนเคยชินเป็นนิสัย อันเกิดจากวิตกเป็นพื้นฐานใจ

5.สัทธาจริต คือ ความประพฤติจนเคยชินเป็นนิสัย อันเกิดจากศรัทธาเป็นพื้นฐานใจ

6.พุทธิจริต คือ ความประพฤติจนเคยชินเป็นนิสัย อันเกิดจากปัญญาเป็นพื้นฐานใจ

จริตของมนุษย์แต่ละคนไม่เหมือนกัน แต่ละบุคคลอาจมีจริตหลายอย่างคลุกเคล้าปนกัน แต่ว่า จริตใดจะมีมากออกหน้าเป็นประธานเป็นประจำเป็นตัวนำเด่นกว่าจริตอื่น ก็เรียกว่าเป็นผู้มีจริตนั้น เช่น ราคจริต ความจริงเขามีจริตอื่นหลายอย่างปนอยู่ด้วยมากบ้างน้อยบ้าง แต่มีราคจริตเป็นตัวนำเด่น มีความเข้มข้นกว่าจริตอื่น เราจึงเรียกบุคคลนั้นว่า มีราคจริต แม้จริตอื่นก็เป็นไปในลักษณะเดียวกันนี้

5.1.3 ลักษณะของจริต

1.ราคจริต เป็นคนที่รักสวยรักงาม คือ พอใจในรูปสวย เสียงไพเราะ กลิ่นหอม รสอร่อย สัมผัสนิ่มนวล ชอบความเป็นระเบียบเรียบร้อย สะอาด ประณีต มีกิริยาท่าทางเรียบร้อย ละมุนละไม น่าดู น่าชม ข้าวของเครื่องใช้สะอาดเรียบร้อย เป็นระเบียบ บ้านเรือนจัดไว้อย่างมีระเบียบ คำพูดคำจา มีความสุภาพอ่อนหวาน ตามปกติราคจริตจะรู้สึกพึงพอใจ ชอบอกชอบใจ ร่าเริงยินดีเมื่อได้ประสบกับอารมณ์ที่เกี่ยวกับความสวยงาม ความสุภาพเรียบร้อย จิตจะเกาะเกี่ยวอยู่กับอารมณ์เหล่านี้อย่างไม่รู้สึกเบื่อหน่าย และจะรู้สึกเกลียดชังอารมณ์ที่ตรงกันข้าม คือ เกลียดความสกปรก ไม่ชอบอารมณ์ประเภท เศร้าโศก ความพินาศย่อยยับ การทำลายล้าง เป็นต้น ราคจริตเป็นลักษณะที่รักสวยรักงามเป็นสำคัญ ไม่ได้หมายความว่า ราคจริตเป็นผู้ที่มักมากในกามารมณ์ ถ้าเข้าใจอย่างนั้นเป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง

2.โทสจริต บุคคลที่มีจริตนี้จะมีจิตใจที่ตรงกันข้ามกับราคจริต คือ โดยปกติเป็นคนใจร้อน ใจเร็ว กระด้าง มีอารมณ์มักโกรธเป็นเจ้าเรือน อะไรนิดอะไรหน่อยก็โกรธ มีความรีบร้อนอยู่ในใจเป็นปกติ ผู้ที่มีจริตหนักไปทางโทสจริตนี้ แก่เร็ว พูดเร็ว พูดเสียงดัง เดินแรง ทำงานหยาบ ไม่มีความละเอียดถี่ถ้วน ไม่มีความพิถีพิถันในการแต่งตัว

3.โมหจริต เป็นลักษณะของจิตที่มีความเฉื่อยชา ขาดความคล่องแคล่ว มักเป็นผู้ที่อยู่ใน ความรู้สึกมากกว่าความคิด ไม่ค่อยชอบคิด หรือคิดไม่ออก มักมีอคติเกี่ยวกับตัวเอง มองตัวเองว่าไม่ดี ไม่เก่ง ไม่สวย ไม่หล่อ ไม่มีความสามารถ ใบหน้าไม่เบิกบาน ตาเยิ้มแต่เศร้า ถึงเวลาพูดไม่พูด ถึงพูดก็ ไม่มีพลัง ตามธรรมดาจิตของคนทั่วไปจะวิ่งไปหาอารมณ์เอง แต่คนโมหจริตแทนที่จะวิ่งไปหาอารมณ์ กลายเป็นว่าอยู่ในลักษณะสะลึมสะลือครึ่งหลับครึ่งตื่น คอยให้อารมณ์มากระตุ้นเองจึงจะทำงาน

4.วิตกจริต โดยปกติเป็นคนคิดมาก ชอบคิด ชอบแสดงความคิดเห็น มีคำถามมาก เพราะสมองเต็มไปด้วยความคิดฟุ้งซ่าน ตัดสินใจไม่เด็ดขาด แม้มีเรื่องพิจารณาเพียงเล็กน้อยก็ต้องคิดตรองอยู่ อย่างนั้น ไม่กล้าตัดสินใจ ด้วยเหตุที่เป็นคนคิดมากพูดมาก ทำให้ต้องใช้พลังงานอย่างสิ้นเปลือง ทำให้ใบหน้าเต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งความเหนื่อย หน้าตาไม่ค่อยสดชื่น ร่างกายแก่เกินวัย หาความสุขสบายใจ ได้ยาก

5.สัทธาจริต มีจิตน้อมไปในความเชื่อเป็นอารมณ์ประจำใจ ทำตามความเชื่อ เอาความเชื่อ ออกหน้า ความคิดหรือความยึดมั่นมักอยู่เหนือการใช้เหตุผล และมักเชื่อโดยไร้เหตุผล อะไรที่ไม่เป็นไปตามที่ตนเชื่อถือมักไม่ถูกต้อง มีใครแนะนำอะไรก็ตัดสินใจเชื่ออย่างเดียวโดยไม่ได้พิจารณา

6.พุทธจริต เป็นคนเจ้าปัญญาเจ้าความคิด มีความฉลาด มีไหวพริบปฏิภาณดี คิดอะไรเป็นเหตุเป็นผล ชอบใช้ความรู้และเหตุผลในการพิจารณาตัดสินใจว่าจะทำหรือไม่ทำสิ่งใด มองปรากฏการณ์ต่างๆ ตามสภาพความเป็นจริง บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง โดยปราศจากการปรุงแต่งหรืออคติส่วนตัว

5.2 เหตุที่มีจริตต่างกัน

สาเหตุที่มนุษย์มีจริตต่างกัน ในคัมภีร์วิสุทธิมรรคกล่าวไว้ว่า จริต 3 อย่างข้างต้น คือ ราคจริต โทสจิต และโมหจริต เกิดจากเหตุ 2 อย่าง คือ จากสิ่งที่สั่งสมทับซ้อนมาช้านาน และความวิปริตทางร่างกาย และในคัมภีร์วิมุตติมรรค1) อธิบายเพิ่มเติมอีกว่า อีกสาเหตุหนึ่ง เนื่องมาจากภพภูมิก่อนมาเกิด จึงรวมความ ได้ว่า สาเหตุที่มนุษย์มีจริตต่างกัน ก็เนื่องมาจากการบำเพ็ญบุญกุศลแต่ชาติปางก่อน ภพภูมิก่อนมาเกิด ธาตุทั้ง 4 ที่ประกอบขึ้นเป็นกายเนื้อ สิ่งต่างๆ เหล่านี้ที่แตกต่างกัน จึงส่งผลให้มีจริตที่ไม่เหมือนกันใน ชาติปัจจุบัน

1.ในขณะบำเพ็ญบุญกุศลจิตปรารภในการมีหน้ามีตา มีชื่อเสียง ได้เสวยมนุษย์สมบัติ ทิพยสมบัติ เหล่านี้เป็นต้น อันเป็นตัวตัณหา ราคะ ครุ่นคิดไปในการถือว่าเป็นตัวตนเราเขา อันเป็นตัวทิฏฐิ กุศล ที่เจือไปด้วยตัณหา มานะ ทิฏฐิ เช่นนี้ ย่อมเป็นเหตุให้ผู้ที่เกิดมานั้นมีราคจริต

อีกนัยหนึ่งแสดงว่า ผู้ที่จุติมาจากสวรรค์ เสวยกามคุณจนคุ้นเคย เมื่อทำบุญจึงปรารภเหตุ ที่เป็นกามเสียส่วนมาก หรือผู้ที่จุติมาจากเปรต จากอสุรกาย โดยมากเป็นผู้ที่มีราคจริต

ผู้ที่มีราคจริต ธาตุทั้ง 4 คือ ปฐวีธาตุ (ธาตุดิน) อาโปธาตุ (ธาตุน้ำ) เตโชธาตุ (ธาตุไฟ) และวาโยธาตุ (ธาตุลม) มีกำลังเสมอทัดเทียมกัน

2.ถ้าในขณะที่บำเพ็ญบุญกุศลนั้น เกิดมีความขุ่นเคือง เสียใจ เสียดาย อิจฉาริษยา รำคาญ เกิดขึ้นในใจด้วย กุศลที่เจือปนกับโทสะ มัจฉริยะ (ตระหนี่) อิสสา (อิจฉา) กุกกุจจะ (รำคาญใจ) เช่นนี้ ย่อมเป็นเหตุให้ผู้ที่เกิดมานั้นมีโทสจริต

อีกนัยหนึ่ง เคยเป็นผู้ที่มีพฤติกรรมมากไปด้วยการฆ่า การทำลาย การจองจำมาในชาติก่อน หรือว่าจุติมาจากนรกนั้น โดยมากเป็นผู้ที่มีโทสจริต

ผู้ที่มีโทสจริตนั้น เตโชธาตุและวาโยธาตุ มีกำลังมาก

3.ถ้าในขณะที่บำเพ็ญบุญกุศล ทำไปโดยไม่ได้คำนึงถึงเหตุผลในการกระทำ เพียงแต่ทำไป ตามธรรมเนียมที่เคยทำกันมา ทำไปตามสมัยนิยม หรือเกิดสงสัยในผลของบุญกุศลนั้นขึ้นมา บางทีก็คิดฟุ้งไปในเรื่องอื่น จิตใจไม่ได้ตั้งมั่นอยู่ในบุญกุศลที่กำลังทำนั้นเลย กุศลที่เจือปนด้วยโมหะ วิจิกิจฉา อุทธัจจะ เช่นนี้ ย่อมเป็นเหตุให้ผู้ที่เกิดมานั้นมีโมหจริตอีกนัยหนึ่ง ผู้ที่ชาติก่อนเพลิดเพลินในการดื่มน้ำเมาเป็นนิจ ไม่ชอบศึกษา ไม่ไต่ถามสนทนากับ บัณฑิต หรือจุติมาจากสัตว์ดิรัจฉาน โดยมากมักเป็นผู้ที่มีโมหจริต ผู้ที่มีโมหจริตนั้น ปฐวีธาตุและอาโปธาตุมีกำลังมาก

4.ถ้าในขณะที่บำเพ็ญบุญกุศล มัวแต่ไปนึกถึงความเพลิดเพลินในเรื่องกามคุณ อารมณ์อันเป็นกามวิตก คิดในทางเกลียดชังปองร้ายผู้อื่นอันเป็นพยาบาทวิตก หรือคิดไปในทางเบียดเบียนทำลาย ความสุขผู้อื่นให้ได้รับความเดือดเนื้อร้อนใจ อันเป็นวิหิงสาวิตก บุญกุศลที่เจือปนด้วยอาการอย่างนั้น ย่อมเป็นเหตุให้ผู้ที่เกิดมานั้นมีวิตกจริต

5.ในขณะที่บำเพ็ญบุญกุศล มากด้วยความเลื่อมใสในพระรัตนตรัย ตลอดจนความเลื่อมใส ที่เกิดเพราะเห็นรูปสมบัติสวยงาม (รูปปฺปมาณ) เพราะเห็นความประพฤติเรียบร้อยเคร่งในธรรมวินัย (ลูขปฺปมาณ) เพราะได้ยินกิตติศัพท์ว่าดีอย่างนั้นอย่างนี้ (โฆสปฺปมาณ) เพราะได้สดับตรับฟังธรรมของ ผู้ที่ฉลาดในการแสดงธรรม (ธมฺมปฺปมาณ) เหล่านี้เป็นต้น ซึ่งล้วนแต่เป็นศรัทธาทั้งนั้น บุญกุศลที่มั่น ในศรัทธาเช่นนี้ ย่อมเป็นเหตุให้ผู้ที่เกิดมานั้นมีสัทธาจริต

6.ถ้าในขณะที่บำเพ็ญบุญกุศลอยู่ ได้ระลึกนึกคิดด้วยว่า การทำดีย่อมได้รับผลดี การทำชั่ว ย่อมได้รับผลชั่ว สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตัว ตัวจะต้องได้รับผลไปตามกรรมนั้นๆ สัตว์ทั้งหลาย ตลอดจนตัวเราเองสักแต่ว่าเป็นรูปเป็นนาม มีความไม่เที่ยง ทนอยู่ไม่ได้ต้องแตกดับไป ไม่มีตัวมีตนที่จะบังคับบัญชา ให้เป็นไปอย่างที่ใจปรารถนาได้ อันเป็นวิปัสสนาปัญญา หรือแม้แต่เพียงตั้งใจปรารถนาว่าด้วยอำนาจแห่งกุศลผลบุญนี้ ขอจงเป็นปัจจัยให้ได้เกิดเป็นคนมีปัญญาต่อไป เหล่านี้เป็นต้น ย่อมเป็นเหตุให้ผู้ที่เกิดมานั้นมีพุทธิจริต พุทธิจริตนี้บ้างก็เรียกว่า ปัญญาจริต

สาเหตุที่มีจริตต่างกันสามารถสรุปเป็นตารางได้ดังต่อไปนี้

                                                        สาเหตุที่มีจริตต่างกัน
จริต การประกอบกรรมในอดีตชาติ ภพภูมิก่อนมาเกิด ธาตุทั้ง 4
ราคจริต ในขณะบำเพ็ญบุญกุศลจิตปรารภในการมีหน้ามีตา เป็นผู้ที่จุติมาจากสวรรค์ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ
มีชื่อเสียง ได้เสวยมนุษย์สมบัติ ทิพยสมบัติ เหล่านี้เป็นต้น
อันเป็นตัวตัณหาราคะ ครุ่นคิดไปในการถือว่า หรือจุติมาจากเปรต อสุรกาย และธาตุลม มีกำลังเสมอกัน
เป็นตัวตนเราเขา อันเป็นตัวทิฏฐิ
โทสจริต ในขณะที่บำเพ็ญกุศล เกิดมีความขุ่นเคือง เป็นจุติมาจากนรก ธาตุไฟ และธาตุลมมีกำลังมาก
เสียใจ เสียดาย อิจฉาริษยา รำคาญ เกิดขึ้นในใจ
อีกสาเหตุหนึ่ง เป็นผู้ที่มีพฤติกรรมมากไปด้วยการฆ่า
การทำลาย การจองจำมาในชาติก่อน
โมหจริต ในขณะบำเพ็ญกุศล ทำไปโดยไม่ได้คำนึงถึงเหตุผล จุติมาจากสัตว์เดรัจฉาน ธาตุดิน และธาตุน้ำมีกำลังมาก
ในการกระทำ ทำไปตามสมัยนิยม หรือเกิดความสงสัย
ในผลของกุศลที่ตนทำ บางครั้งก็คิดฟุ้งไปในเรื่องอื่น
ใจไม่ได้ตั้งมั่นอยู่ในบุญกุศลที่กำลังทำอยู่
อีกสาเหตุหนึ่ง เป็นผู้ที่ชาติก่อนเพลิดเพลิน
ในการดื่มน้ำเมาเป็นอาจิณ
ไม่ชอบศึกษาสนทนาไต่ถามกับบัณฑิต
วิตกจริต ในขณะบำเพ็ญกุศลมัวแต่นึกถึง
ความเพลิดเพลินเรื่องกามคุณ
อารมณ์อันเป็นกามวิตก คิดในทางเกลียดชังปองร้ายผู้อื่น
อันเป็นพยาบาทวิตก หรือคิดไปในทางเบียดเบียน
ทำลายความสุขผู้อื่น ให้ได้รับความเดือดร้อน
ใจอันเป็นวิหิงสาวิตก
สัมธาจริต ในขณะบำเพ็ญกุศลมากไป ส่วนมากจุติมาจากสวรรค์
ด้วยความเลื่อมใสในพระรัตนตรัย
ตลอดจนความเลื่อมใสที่เกิดเพราะเห็นรูปสมบัติสวยงาม
เพราะเห็นความประพฤติเรียบร้อยเคร่งในธรรมวินัย
เพราะได้ยินกิตติศัพท์ว่าดีอย่างนั้นดีอย่างนี้
เพราะได้ฟังธรรมของผู้ที่ฉลาดในการแสดง
พุทธิจริต ในขณะบำเพ็ญกุศลอยู่ ได้ระลึกนึกคิดด้วยว่า ส่วนมากจุติมาจากสวรรค์
การทำดีย่อมได้รับผลดี
การทำความชั่วย่อมได้รับผลชั่ว
สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นขิงตัวเอง
ตัวจะต้องได้รับผลของกรรมนั้น
สัตว์ทั้งหลายตลอดจนตัวเราเองสักแต่ว่าเป็นรูปเป็นนาม
มีความไม่เที่ยง ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ ไม่ใช่ตัวตน
บังคับบัญชาไม่ได้ หรือได้ตั้งความปรารถนาว่า
ด้วยอำนาจแห่งกุศล ผลบุญนี้
ขอจงเป็นปัจจัยให้ได้เกิดเป็นคนมีปัญญาต่อไป

5.3 ลักษณะเป็นเครื่องสังเกตจริต

ลักษณะที่เป็นเครื่องสังเกตจริตของคนทั้งหลายในโลก มีอยู่ 5 ประการ คือ1

1.อิริยาบถ ได้แก่ การเดิน ยืน นั่ง นอน และอาการเคลื่อนไหวทำกิจกรรมต่างๆ

2.กิจจะ ได้แก่ ลักษณะการทำงาน

3.โภชนะ ได้แก่ อาหารที่บริโภค รวมทั้งการที่บริโภค

4.ทัสสนะ ได้แก่ การดู การฟัง การดม การกิน การลูบไล้แต่งเนื้อแต่งตัว

5.ธัมมปวัตติ ได้แก่ ความเป็นไปแห่งธรรม เป็นต้นว่า ความประพฤติดี ความประพฤติเลว อันเกิดจากกิเลสและคุณธรรมที่มีอยู่ในตัวของแต่ละคน

5.3.1 อิริยาบท

อิริยาบถ แปลว่า การเคลื่อนไหวไปมาของร่างกาย อิริยาบถหลักมีอยู่ 4 อย่างคือ ยืน เดิน นั่ง นอน ส่วนอาการที่เคลื่อนไหวทำกิจการงานต่างๆ นอกจากนี้เป็นอิริยาบถย่อย การสังเกตอิริยาบถต้อง ดูอิริยาบถตามปกติ เช่น การยืนต้องดูขณะยืนปกติ ไม่ใช่ตอนยืนปาฐกถา หรือยืนบรรยาย การเดินต้องดูตอนเดินปกติ ไม่ใช่ในขณะเดินสวนสนามหรือเดินหนีฝน การนอนก็ดูตอนนอนปกติ ไม่ใช่ตอนนอนคุดคู้ เพราะอากาศหนาว ด้วยการสังเกตอย่างนี้เราจึงจะเห็นเป็นไปตามความเป็นจริง

(1) การเดิน

ราคจริต คนที่มีราคจริตจะมีกิริยาอาการนุ่มนวลละมุนละไม พอดีพองาม การเดินจะไม่เร็วไม่ช้า เมื่อวางเท้าลงก็วางอย่างสม่ำเสมอ เมื่อยกเท้าขึ้นก็จะยกขึ้นอย่างรวดเร็ว ถ้าสังเกตรอยเท้าต้องสังเกตตอน ที่เดินเท้าเปล่าบนพื้นทรายละเอียดที่ชุ่มๆ จะเห็นว่ามีรอยเท้ากระโหย่ง รอยเท้าเว้าแหว่งเป็นแห่ง เพราะวางเท้าเบา ไม่ค่อยจะมีมูลดินกระจายรอบๆ รอยเท้า

โทสจริต ปกติจะเป็นผู้ที่มีอิริยาบถฉับไว ลักษณะการเดินจะเดินไปเหมือนจิกปลายเท้า เดินเร็วลงเท้าหนักวางเท้าเร็วและยกเท้าเร็ว เพราะเป็นคนรีบเร่งอยู่เสมอ รอยเท้าจะปรากฏว่าปลายเท้าจิกลง ดินหรือทรายจะถูกขุดลงทางปลายเท้าลึกมาก มีมูลดินหรือมูลทรายกระจายมาทางปลายเท้ามาก

โมหจริต ผู้ที่มีจริตแบบนี้โดยทั่วไป จะเป็นผู้ที่มีอิริยาบถเฉไฉไม่แน่นอน ลักษณะการเดินจะเดินไปโดยอาการสะเปะสะปะ เดินเร็วบ้างช้าบ้างสลับกันไป ทอดเท้าเหมือนคนขย่มตัวและเมื่อยกเท้าขึ้น เหมือนคนขย่มตัวเช่นกัน รอยเท้าจะปรากฏว่าจิกลงทั้งปลายเท้าและส้นเท้า เส้นรอยเท้าที่ติดกับพื้นดินเลอะเลือน เพราะคนโมหจริตเวลาวางเท้า เท้าจะสั่นรัว เมื่อดูอาการที่เดินไปนั้นจะเห็นว่า คดไม่ตรงทาง คือ เซซ้ายเซขวา สลับกันไป

วิตกจริต เช่นเดียวกับโมหจริต

สัทธาจริต เช่นเดียวกับราคจริต

พุทธิจริต เช่นเดียวกับโทสจริต

(2) การยืนการนั่ง

ราคจริตเลือกที่ยืนเลือกที่นั่ง ถ้าไปกันเป็นกลุ่มและสถานที่นั้น เลือกยืนเลือกนั่งได้ตามสะดวก มักเลือกยืนเลือกนั่งในที่เหนือลม ทางที่มีแสงสว่าง และทางที่สามารถทอดสายตาได้ไกลพอสมควร อาการที่ยืนและนั่งละมุนละไมน่าดูน่าชม แขนทั้งสองมักปล่อยลงข้างลำตัว

โทสจริต ยามยืนหรือนั่ง มีกิริยาอาการกระด้างไม่น่าดู ชอบใช้มือไพล่หลัง ค้ำสะเอวหรือรัดคอ ที่ยืนที่นั่งไม่ค่อยเลือก ก้าวเท้าไปตกจังหวะยืนที่ตรงไหนก็ยืนได้ จะขรุขระเปรอะเปื้อนบ้างก็ไม่ถือสา

โมหจริต เมื่อยืนหรือนั่งก็มีอาการบ่งเซ่อ มีลักษณะเหม่อลอย ง่วงๆ ซึมๆ

วิตกจริต เช่นเดียวกับโมหจริต

สัทธาจริต เช่นเดียวกับราคจริต

พุทธิจริต เช่นเดียวกับโทสจริต

(3) การนอน

ราคจริต เมื่อจะนอนก็ไม่รีบร้อน ค่อยปูที่นอนให้เรียบร้อยก่อน แล้วจึงค่อยเอนตัวลงนอน มีการวางอวัยวะต่างๆ น้อยใหญ่ให้เรียบร้อย นอนด้วยอาการน่าดู เมื่อถูกปลุกให้ลุกขึ้นก็ไม่รีบผลุนผลันลุกขึ้น แต่จะค่อยๆ ลุกด้วยอาการปกติ

โทสจริต มีอาการรีบร้อนเข้านอน เหมือนกับหนีใครมานอน การจัดที่นอนก็จัดแบบส่งๆ ไป ตามแต่จะได้ ไม่คำนึงถึงความสวยงาม หรือความเป็นระเบียบเรียบร้อยแต่อย่างใด สักแต่ว่าตนเอง ซุกหัวนอนเป็นอันใช้ได้ แล้วก็ล้มตัวลงนอนแผ่หราตามสบาย ไม่สนใจว่าจะเกะกะขวางทาง หรือใครจะมาว่าอย่างไรไม่คำนึงถึง เมื่อถูกปลุกให้ลุก ก็รีบลุกขึ้นอย่างผลุนผลัน มีอาการดุนิดๆ หน้าตาบูดบึ้ง ตาแดงขมึง คล้ายกับโกรธใครมาเป็นเวลาแรมปี ในขณะนั้นถ้ามีใครมาถามอะไร จะให้คำตอบด้วยเสียงกระโชก โฮกฮาก เหมือนกับมีความเดือดดาลอยู่ในใจ

โมหจริต ลักษณะการนอนไม่น่าดู มีอาการค่อนข้างน่าเกลียด นอนวางมือเกะกะโดยไม่รู้ตัว การจัดปูที่นอนไม่ค่อยเรียบร้อย ไม่เป็นระเบียบ สักแต่ว่านอนได้ก็นอนไปทั้งอย่างนั้น ส่วนมากมักชอบนอน คว่ำหน้า เมื่อถูกปลุกให้ลุก จะลุกขึ้นอย่างเชื่องช้า มีอาการเซื่องซึมงัวเงีย ง่วงเหงาหาวนอน แสดงอาการ บิดไปบิดมาน่ารำคาญ บางครั้งก็พาลล้มตัวลงนอนกลับไปอีก โดยไม่สนใจใยดีกับสิ่งใดใดในโลกทั้งสิ้น

วิตกจริต เช่นเดียวกับโมหจริต

สัทธาจริต เช่นเดียวกับราคจริต

พุทธิจริต เช่นเดียวกับโทสจริต

5.3.2 กิจจะ การทำงาน

ราคจริต ตามปกติทั่วไปจะมีความตั้งอกตั้งใจในการทำงาน ทำงานได้อย่างเรียบร้อยประณีต มี ความละเอียดรอบคอบ ละเอียดอ่อน เช่น การกวาดวัด คนราคจริตจับไม้กวาดอย่างเรียบร้อย ไม่รีบร้อน ไม่กวาดคุ้ยดินคุ้ยทรายให้กระจัดกระจาย กวาดได้สะอาดเรียบร้อยงามตา เหมือนเอาเสื่อปูหรือเอาดอกไม้มาปูลาดฉะนั้น

โทสจริต โดยธรรมชาติเป็นผู้มีหลักการ เคารพกฎเกณฑ์ มีระเบียบวินัยสูง ไม่ว่าเรื่องงานหรือ เรื่องอื่นๆ ตามธรรมดา เมื่อจะทำการงานสิ่งใด มักทำไปด้วยความรีบร้อน ฉับไว ได้ผลสำเร็จ แต่ค่อนข้างไม่เรียบร้อยสวยงาม เช่น เมื่อปัดกวาดที่อยู่อาศัยก็ตั้งใจปัดกวาดอย่างเข้มแข็ง กวาดอย่างรวดเร็ว หากเห็นข้าวของสิ่งใดขวางหน้า หากคว้าด้วยมือไม่ทันใจใช้เท้าเขี่ยก็มี มือกำไม้กวาดแน่น ท่าทางขึงขัง เหมือนกำลังกำอาวุธจะทำการสู้รบ กวาดไปอย่างรีบร้อน สะอาดเป็นหย่อมๆ บางครั้งทำให้ฝุ่นละออง ฟุ้งอยู่ทั่วไป

โมหจริต ปกติจะไม่ค่อยชอบทำอะไร ถ้าไม่ถูกใครหรือสิ่งใดมาบังคับ ก็สามารถนั่งเฉยๆ ได้ เป็นวันๆ เมื่อจำเป็นจะต้องคิดหรือทำอะไร รู้สึกว่ายากไปหมด รู้สึกเกินความสามารถ พลังกายพลังใจ ไม่ค่อยมี ทำอะไรก็จะรู้สึกเบื่อก่อนที่งานนั้นจะสำเร็จ ตามธรรมดาเมื่อจะทำกิจสิ่งใด มักทำด้วยอาการหยาบเหมือนกับไม่เต็มใจทำ ไม่มีความถี่ถ้วน หมักหมมคั่งค้าง เอาดีอะไรไม่ค่อยได้ เช่น เมื่อปัดกวาดที่อยู่อาศัย มือที่จับไม้กวาดจะกำอย่างหลวมๆ กวาดไปตามแต่จะได้ กวาดๆ หยุดๆ ไม่สะอาดเรียบร้อย ทำให้มูลฝอยกระจุยกระจาย ไม่ถี่ถ้วนในการปัดกวาด ตามธรรมดาคนทั่วไปเวลากวาด เขาจะเริ่มกวาดจากมุมที่ไกลประตูก่อน แล้วค่อยกวาดเรื่อยมาจนถึงประตู จึงตักผงไปทิ้ง หรือกวาดจากทางเหนือลมไปหาใต้ลม แต่คนโมหจริต กลับเริ่มกวาดจากบริเวณ ใกล้ประตูก่อน แล้วจึงไปกวาดที่ไกลๆ และค่อยกวาดย้อนกลับเรื่อยมาที่บริเวณใกล้ประตูอีก หรืออาจกวาดทวนลมจนฝุ่นผงฟุ้งตลบ พูดง่ายๆ คือ ทำงานไม่เป็น ไม่มีปฏิภาณ

วิตกจริต เช่นเดียวกับโมหจริต

สัทธาจริต เช่นเดียวกับราคจริต

พุทธิจริต เช่นเดียวกับโทสจริต

5.3.3 โภชนะ ลักษณะการบริโภคอาหาร

ราคจริต ตามธรรมดาย่อมชอบใจอาหารอันละมุนละไม มีรสอร่อยหวานมัน เมื่อทำการบริโภค ก็ทำคำข้าวให้กลมกล่อมพอดีคำ ไม่เล็กเกินไปหรือใหญ่เกินไป เป็นนักชิมรส ชอบลิ้มรสแปลกๆ บริโภคไปด้วยอาการไม่รีบร้อน ได้อาหารที่ถูกปากแม้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น ก็รู้สึกมีความพึงพอใจเป็นอย่างมาก

โทสจริต ตามธรรมดาย่อมชอบใจอาหารอันหยาบ ซึ่งมีรสจัด เช่น เปรี้ยวจัด เค็มจัด ขมจัด ฝาดจัด เมื่อทำการบริโภคก็ทำคำข้าวโตจนคับปาก ไม่ใช่เป็นนักชิมรส บริโภคไปด้วยอาการอันรีบร้อน รวดเร็ว ประสบอาหารที่ไม่ถูกปากถึงใจแม้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น ก็มีอาการหงุดหงิดขัดเคืองใจ อาจจะพาลโกรธใครต่อใครในขณะนั้นขึ้นมาก็ได้

โมหจริต ตามธรรมดาย่อมมีความชอบใจในรสอาหารไม่แน่นอน เพราะเป็นคนเซ่อเซอะ ไม่เป็นตัวของตัวเอง เมื่อทำการบริโภคก็ทำคำข้าวเล็กๆ ไม่กลมกล่อม บริโภคด้วยอาการมูมมาม เมล็ดข้าวตกเรี่ยราดเกลื่อนกลาดกระจายไป ปากคอเลอะเทอะไม่น่าดู จิตใจฟุ้งซ่าน คือ บริโภคไปอย่างคนใจลอย คนทั้งหลายเห็นเข้าแล้วมักนึกตำหนิในใจ

วิตกจริต เช่นเดียวกับโมหจริต

สัทธาจริต เช่นเดียวกับราคจริต

พุทธิจริต เช่นเดียวกับโทสจริต

5.3.4 ทัสสนะ ลักษณะการสังเกตดู

ราคจริต ตามธรรมดาเมื่อได้เห็นรูปสวยงาม ต้องตาต้องใจตน หรือได้ฟังเสียงไพเราะ ดมกลิ่นหอม ลิ้มรสที่ถูกใจ ได้เครื่องสัมผัสละเอียดอ่อน ต้องกับรสนิยมของตัว แม้จะเป็นเพียงเล็กน้อย ธรรมดา ซึ่งสำหรับคนอื่นแล้วไม่ค่อยมีความสำคัญเท่าใดนัก แต่เขามีความสนใจอย่างลึกซึ้ง เกิดความ พออกพอใจอย่างจริงจัง เหมือนกับเกิดความพิศวงงงงวยอย่างเหลือเกิน มีอาการราวกับว่าไม่เคยพบเห็นสิ่งเหล่านี้มาก่อน แม้จะมีข้อบกพร่องอยู่บ้างก็ไม่ถือสา ไม่หยิบยกขึ้นมาเป็นผิดหรือถูกแต่อย่างใด คงติดในคุณภาพแม้เพียงน้อยนิดที่มีอยู่ในสิ่งเหล่านั้น เมื่อสิ่งเหล่านั้นผ่านไปแล้ว ก็ยังไม่ยอมปล่อยวาง ยังตามดู ตามฟัง หรือหากว่าตนจำเป็นต้องจากสิ่งเหล่านั้นไป ก็จากไปด้วยความอาลัยอาวรณ์อย่างลึกซึ้ง บางทีถึงกับต้องหันหลังกลับมามองแล้วมองอีกด้วยความเสียดายก็มี

โทสจริต ตามธรรมดาเมื่อได้เห็นรูปที่ไม่สวยงาม ไม่เป็นที่ต้องตาต้องใจแห่งตน หรือได้ฟังเสียง ที่ไม่ค่อยไพเราะ ได้กลิ่นที่ไม่หอม ได้รสที่ไม่ถูกใจ ได้สัมผัสที่หยาบ ซึ่งไม่ต้องกับรสนิยมของตัว แม้จะเป็นเพียงเล็กน้อยธรรมดา ไม่หนักไม่หนา ซึ่งสำหรับคนอื่นแล้วไม่ค่อยมีความสำคัญแต่อย่างใด แต่สำหรับ ผู้มีโทสจริตแล้ว กลับรู้สึกหงุดหงิดใจเป็นอย่างยิ่ง และมีอาการเหมือนคนบ้าดีเดือด ซึ่งปราศจากเหตุผล ไม่อยากดู ไม่อยากฟัง ไม่อยากแตะต้อง ถ้ามีข้อบกพร่องประกอบอยู่บ้างแม้เพียงนิดหน่อยในสิ่งเหล่านั้น ก็จะยกเอามาเป็นสาเหตุให้เกิดความขัดเคืองใจ ไม่นึกถึงความดีแม้มีอยู่มากมาย เมื่อสิ่งเหล่านั้นผ่านเลยไป ก็ไม่รู้สึกเสียดาย เมื่อตนจำเป็นต้องจากหรือหลีกไป ก็ใคร่ที่จะพ้นออกไปอย่างเดียว ไม่มีการแลเหลียว คิดห่วงหน้าพะวงหลัง หรืออาลัยอาวรณ์ในสิ่งเหล่านั้นแม้สักนิดก็ไม่มี

โมหจริต ตามธรรมดาเมื่อได้เห็นรูปอย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่ว่ารูปนั้นจะสวยงามหรือไม่สวยงาม ก็ตาม มักจะไม่มีความคิดเห็นต่อรูปนั้นแต่อย่างใด ที่เป็นอย่างนั้นเพราะว่าโดยเนื้อแท้แล้ว ตนเองก็เป็นคนเฉยๆ ซึมๆ ไม่ค่อยรู้ ไม่ค่อยสนใจอะไรกับใครเขา ต่อเมื่อมีผู้อื่นให้ความเห็นหรือออกเสียงหนุนข้างใดขึ้นมา จึงจะมีความเห็นคล้อยตามเขาไป เป็นบุคคลที่ตกอยู่ในลักษณะที่เรียกว่า มีบุคคลอื่นเป็นปัจจัย คนอื่นใครเขาว่าดีก็พลอยว่าดีไปกับเขาด้วย คนอื่นเขาออกปากชมก็พลอยชมกับเขาด้วย ถ้าคนอื่นเขาออกปากติก็พลอยติกับเขาด้วย แม้ในอารมณ์อื่นๆ คือ การได้ยิน ได้กลิ่น ได้ลิ้มรส และได้สัมผัส ผู้เป็นโมหจริต ก็เป็นไปในทำนองเดียวกันนี้ กล่าวคือ มีผู้อื่นเป็นปัจจัยทั้งสิ้น ต้องอาศัยผู้อื่นทุกอย่าง

วิตกจริต เช่นเดียวกับโมหจริต

สัทธาจริต เช่นเดียวกับโทสจริต

พุทธจริต เช่นเดียวกับราคจริต

5.3.5 ธัมมปวัตติ ความเป็นไปแห่งธรรม คือสังเกตธรรมที่ประพฤติ

ธรรม ในที่นี้ไม่ได้หมายเอาเฉพาะธรรมที่เป็นฝ่ายกุศลเพียงอย่างเดียว แต่หมายรวมทั้งธรรมที่เป็นฝ่ายกิเลสด้วย รวมความว่า ความเป็นไปแห่งธรรม หมายถึง กิเลสและคุณธรรมที่ประจำอยู่ในขันธสันดานของบุคคลนั้นๆ

ราคจริต ตามธรรมดาย่อมมีจิตใจประกอบไปด้วยอกุศลธรรม คือ ธรรมอันทรามดังต่อไปนี้

มายา เป็นคนเจ้าเล่ห์

สาเฐยฺย เป็นคนโอ้อวด

มาน เป็นคนถือตัว

ปาปิจฺฉา เป็นคนมีความปรารถนาลามก

มหิจฺฉา เป็นคนที่มีความปรารถนาใหญ่ ต้องการให้คนทั้งหลายสรรเสริญในคุณงามความดีของตนจนเกินประมาณ

อสนฺตุฏฺฐิตา เป็นคนไม่มีความสันโดษ ไม่มีความพอใจในเครื่องอุปโภคบริโภค

สิงฺค เป็นคนมีแง่งอน

จาปลฺย เป็นคนโลเล ชอบประดิษฐ์ประดอยเครื่องนุ่งห่มและเครื่องประดับ กับทั้งมีความพิถีพิถันเป็นพิเศษในเรื่องความสวยความงาม

โทสจริต บุคคลผู้มีโทสจริตตามธรรมดาย่อมเป็นผู้มีจิตใจต่ำ ประกอบไปด้วยธรรมอันเลว ดังต่อไปนี้

โกธ เป็นคนโกรธง่าย มักโกรธ

อุปนาห เป็นคนผูกโกรธผูกอาฆาต

มกฺข เป็นคนมักลบหลู่คุณท่าน คือเป็นคนเนรคุณ

ปลาส เป็นคนอวดดี มักตีตนเสมอท่านอยู่เสมอ ไม่เห็นความสำคัญของใคร

อิสฺสา เป็นคนมีใจน่าชัง มักริษยาในคุณสมบัติของผู้อื่นที่ดีกว่าตนหรือเสมอตน

มจฺฉริย เป็นคนตระหนี่ถี่เหนียว มักเอารัดเอาเปรียบผู้อื่นอย่างน่าเกลียด

โมหจริต บุคคคลผู้มีโมหจริตตามธรรมดาย่อมเป็นผู้มีจิตใจ ประกอบไปด้วยธรรมอันเลวดังต่อไปนี้

ถีนมิทฺธ เป็นคนมีจิตใจง่วงเหงาหาวนอน หดหู่ ท้อถอย ปราศจากความเข้มแข็งซึ่งเป็นเหตุให้กิจการต่างๆ ที่ตั้งใจทำสำเร็จได้โดยยาก และสำเร็จได้ช้ากว่าเวลาอันควรหรือไม่สำเร็จ

กุกฺกุจฺจ เป็นคนที่มักมีความรำคาญเกิดขึ้นในใจบ่อยๆ เช่น เมื่อมีการประชุมเพื่อปรึกษาหารือในกิจการ ซึ่งจำต้องใช้ปัญญาพิจารณาหาเหตุผล คนโมหจริตผู้มีจิตใจที่ไม่ค่อยจะสนใจในสิ่งทั้งปวงมักเกิดความรำคาญ รู้สึกว่าเป็นการทรมานในการที่จะแสดงหรือฟังความคิดเห็นนั้นๆ ทั้งนี้ ก็เพราะว่า มีโมหะเข้ามาบดบังปัญญา

วิจิกิจฺฉา เป็นคนมีความลังเลสงสัย ตัดสินใจอะไรไม่ได้ในทุกๆ กรณี มีความรู้สึกสนเท่ห์ใจไปเสียทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ปรารถนาที่จะเป็นผู้นำ แต่ปรารถนาที่จะเป็นผู้ตามในกิจการทั้งปวง

อาทานคาหิตา เป็นคนยึดมั่นถือมั่นโดยปราศจากเหตุผล หมายความว่า เป็นคนโง่เขลา เบาปัญญา หากเกิดความเชื่อมั่นในสิ่งใดแล้ว ก็เชื่ออย่างเต็มหัวใจ ไม่ยอมคลายทิฏฐิ เช่น ถูกยุยงให้เกลียดใคร แม้มารู้ภายหลังว่าผู้ที่ตนเกลียดนั้นเป็นคนดี เป็นผู้บริสุทธิ์ ก็ยังคงมีความเกลียดชังอยู่อย่างเดิม

ทุปฺปฏินิสฺสคฺคิตา เป็นคนเปลื้องความเห็นอันชั่วร้ายได้โดยยาก หมายความว่าเป็นคนดื้อรั้นมาก ถ้าเกิดมิจฉาทิฏฐิขึ้นมาในใจให้เห็นผิดคิดไปว่า บุญทานไม่มี นรกสวรรค์ไม่มี นิพพานไม่มี เป็นต้น ต่อให้มีนักปราชญ์ผู้มีปัญญา ผ่องแผ้ว สักหมื่นคนแสนคน มาเฝ้าตักเตือนสั่งสอนให้คลายทิฏฐินั้นเสีย ก็เป็นการยากอย่างยิ่งที่จะอบรมสั่งสอนให้คนโมหจริตปลดเปลื้องความเห็นอันชั่วร้ายออกไปจากใจ

วิตกจริต บุคคลผู้เป็นวิตกจริตตามธรรมดาย่อมเป็นผู้มีจิตใจส่วนลึก ประกอบไปด้วยธรรมทั้งหลายดังต่อไปนี้

ภสฺสพหุลตา เป็นคนมักพูดพร่ำ ชอบรำพันถึงเรื่องไม่เป็นเรื่อง

คณารามตา เป็นคนชอบคลุกคลีกับหมู่คณะ เห็นคนทั้งหลายเขารวมกลุ่มกันอยู่ที่ไหน ก็มักจะพลอยเข้าไปรวมกลุ่มกับเขาด้วย แม้จะถูกเขาพูดจาล้อเลียนสบประมาทอย่างไร ก็มิใส่ใจไม่ถือสาหาความ

กุสลานุโยเค อรติ เป็นคนมีความคิดเฉื่อยชาในการประกอบกุศลกรรม ความคิดริเริ่มอย่างแรงกล้าในการที่จะทำบุญบริจาคทาน รักษาศีล และเจริญภาวนา ย่อมไม่เกิดมีในบุคคลประเภทวิตกจริต

อนวฏฺ ฐิตกิจฺจตา เป็นคนจับจด ทำอะไรไม่เป็นชิ้นเป็นอัน ชอบพลุกพล่านไปทางโน้น ทางนี้ เปลี่ยนงานเรื่อยไปไม่มีที่สิ้นสุด

รตฺติธุมายนา เป็นคนเข้าลักษณะที่เรียกว่า กลางคืนเป็นควัน คือ ชอบคิดว่าตนจะทำอย่างนั้นอย่างนี้ คิดหาวิธีการคิดวางโครงการแบบสร้างวิมานในอากาศอย่างใหญ่โตมโหฬาร คล้ายกับว่าตนจะเป็นเจ้าโลกในความคิดฝัน

ทิวาปชฺชลนา เป็นคนเข้าลักษณะที่เรียกว่า กลางวันเป็นโพลง คือ กลางคืนคิดพล่านว่าจะทำโน่นทำนี่ พอตกมาถึงกลางวันก็เริ่มทำกิจที่ตนคิดไว้นั้นอย่างอุตลุด ซึ่งสิ่งที่ทำนั้นอาจจะประหลาดพิสดาร ไม่เหมือนกับที่มนุษย์ธรรมดาเขาทำกัน เรียกว่า “ กลางวันเป็นโพลง” มุ่งหน้ากระทำไปโดยมิได้คำนึงถึงผลได้ผลเสีย หรือความผิดความถูกแต่อย่างใด

หุราหุรํ ธาวนา เป็นคนเจ้าความคิด มักคิดพลุ่งพล่านไปในเรื่องอะไรต่อมิอะไรต่างๆ มากมาย จิตใจไม่ค่อยมีโอกาสที่จะสงบนิ่งลงได้เลย

สัทธาจริต บุคคลผู้เป็นสัทธาจริตย่อมเป็นผู้ประกอบไปด้วยกุศลธรรม ธรรมอันดีซึ่งซ่อนอยู่ในดวงใจของเขา ดังต่อไปนี้

มุตตฺจาคตา เป็นคนยอมเสียสละ ไม่มีความกังวลห่วงใยในสิ่งทั้งปวง

อริยานํ ทสฺสนกามตา เป็นคนมีศรัทธาอันแรงกล้า ปรารถนาที่จะได้พบเห็นพระอริยเจ้าทั้งหลายอย่างยิ่งยวด

สทฺธมฺมโสตุกามตา เป็นคนมีความปรารถนาที่จะได้สดับตรับฟังพระธรรมเทศนาอันมีเนื้อความเกี่ยวเนื่องกับพระนิพพาน ซึ่งเป็นเรื่องที่โน้มน้าวใจตนให้หลุดพ้นจากกองทุกข์ในห้วงวัฏสงสาร

ปาโมชฺชพหุลตา เป็นคนที่มากไปด้วยความปรีดาปราโมทย์เป็นอย่างยิ่ง ในเมื่อได้มีโอกาสพบเห็นพระอริยเจ้าและได้สดับตรับฟังพระสัทธรรม- เทศนาแล้ว

อสฐตา เป็นคนไม่โอ้อวด ไม่มีนิสัยพูดพล่อย พร่ำแต่อวดคุณงามความดีของตัว

อมายาวิตา เป็นคนไม่มีเล่ห์ ไม่มีมายา

ปสาโท เป็นคนมีความเลื่อมใสในพระรัตนตรัย หรือในท่านผู้มีพระคุณ เช่น มารดา บิดา ครูบาอาจารย์อย่างแท้จริง

พุทธิจริต บุคคลผู้เกิดมาแล้วและปรากฏว่าเขาเป็นผู้มีพุทธิจริต ย่อมมีความเป็นไปแห่งธรรม คือ ความดีความเลว ซึ่งซ่อนอยู่ในส่วนลึกแห่งดวงใจของเขาดังนี้

สวจสฺสตา เป็นคนว่านอนสอนง่าย ยอมรับฟังคำแนะนำสั่งสอนที่มีประโยชน์ ด้วยดี ถึงแม้ท่านผู้สั่งสอนนั้น จะไม่ใช่เป็นบิดามารดา ครูบาอาจารย์ ญาติสนิทมิตรสหายก็ตาม หากคำตักเตือนแนะนำนั้นประกอบด้วยประโยชน์เกื้อกูลและความดีงามแก่ตนแล้ว ก็ยอมรับเอาทั้งสิ้น

กลฺยาณมิตฺตตา เป็นคนมีปัญญา เลือกคบเอาแต่คนดีเป็นเพื่อน ไม่ปรารถนาที่จะคบคนพาลคนเลว หากว่าเป็นคนดีแล้วก็ยอมรับเอาเป็นมิตรของตนได้ในทันที โดยไม่มีการเลือกชั้นวรรณะว่าเป็นไพร่หรือผู้ดี

โภชเนมตฺตญฺญุตา เป็นคนมีปัญญา รู้จักประมาณในการรับอาหารที่เขาให้ และรู้จัก ประมาณในการบริโภค ไม่มีความประมาท ไม่มีความปรารถนาใหญ่จนเกิดทุกข์ภัยแก่ตัว สติสมฺปชญฺญํ เป็นคนระวังตัว จะทำอะไรก็คิดหน้าคิดหลังประกอบไปด้วยสติสัมปชัญญะในที่ทุกสถานและในกาลทุกเมื่อ ชาคริยานุโยโค เป็นคนไม่มีความเกียจคร้าน หมั่นประกอบความเพียร มีจิตใจตื่นอยู่เป็นนิตย์ในกิจที่ดีงาม สํเวโค มักเกิดความสังเวชใจ เกิดความเบื่อหน่ายในกิริยาที่ตนจะต้องท่องเที่ยวไปในวัฏสงสาร เห็นทุกข์โทษภัยในการที่ตนจะต้องประสบกับความเกิด แก่ เจ็บ ตาย ไปโดยไม่มีวันสิ้นสุด โยนิโสปธานํ ปรารถนาที่จะพ้นจากกองทุกข์ จึงหมั่นประกอบความเพียรโดยเหมาะโดยควร คือ หมั่นสร้างสมอบรมคุณงามความดี ให้เกิดมีขึ้นกับตนโดยการให้ทาน รักษาศีล และเจริญภาวนา เพื่อให้ได้ประสบคติที่ดีงามในภพชาติเบื้องหน้าต่อไป จนกว่าจะเข้าถึง พระนิพพานอันเป็นแดนบรมสุข ปราศจากทุกข์ โดยประการทั้งปวง

5.4 คู่แห่งจริต

ในจริตทั้ง 6 อย่าง ท่านสงเคราะห์ด้วยความเสมอภาคกันได้เป็น 3 คู่ คือ

ราคจริต กับ สัทธาจริต

โทสจริต กับ พุทธิจริต

โมหจริต กับ วิตกจริต

ราคจริต กับ สัทธาจริต ที่จัดว่ามีความเสมอภาคกันนั้น คือ ราคะเป็นหัวหน้าในฝ่ายอกุศลสัทธาก็เป็นหัวหน้าเหมือนกัน แต่เป็นหัวหน้าทางฝ่ายกุศล

ราคะย่อมแสวงหาในทางกามคุณ สัทธาก็แสวงหาเหมือนกัน แต่แสวงหาบุญ คือ กุศลกรรม มีทาน ศีล ภาวนา เป็นต้น

ราคะติดใจในสิ่งที่ไร้สาระไร้ประโยชน์ฉันใด สัทธาก็เลื่อมใสในสิ่งที่เป็นสาระเป็นประโยชน์ฉันนั้น

โทสจริต กับ พุทธิจริต (หรือปัญญาจริต) ที่จัดว่ามีความเสมอภาคกันนั้น คือ โทสะมีการเบื่อหน่าย แต่เป็นการเบื่อหน่ายในสิ่งที่ไม่ชอบ ถ้าสิ่งใดยังชอบอยู่ก็ไม่เบื่อหน่าย ส่วนปัญญา มีการเบื่อหน่ายเหมือนกัน คือ เบื่อหน่ายในสังขารธรรมทั้งปวง ไม่ใช่ว่าเลือกเบื่อหน่ายบ้าง ไม่เบื่อหน่ายบ้างเหมือนอย่างโทสะ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งว่า โทสจริต เบื่อหน่ายด้วยอำนาจแห่งโมหะ ซึ่งเป็นทางให้ถึงอบาย ส่วนพุทธิจริตนั้น ก็เบื่อหน่ายเหมือนกัน แต่ว่าเบื่อหน่ายด้วยอำนาจแห่งปัญญาซึ่งเป็นทางให้ถึงสวรรค์ ตลอดจนถึงพระนิพพานก็ได้ นี่เป็นประการหนึ่ง

อีกประการหนึ่ง โทสะเป็นธรรมที่เกิดเร็ว ดุจไฟไหม้ฟางลุกโพลงขึ้นในทันใด ฝ่ายปัญญาก็เป็นธรรมที่เกิดเร็วเหมือนโทสะ คือ เกิดสว่างจ้ารู้แจ้งขึ้นมาในทันใดนั้นเหมือนกัน

โมหจริต กับ วิตกจริต ที่จัดว่ามีความเสมอภาคกันนั้น คือ โมหะมีอาการสงสัย ลังเลใจอยู่ ส่วนวิตกก็คิดแล้วคิดอีก อันเป็นอาการที่คล้ายกับลังเลไม่แน่ใจเช่นเดียวกัน

อีกประการหนึ่ง โมหะมีอาการฟุ้งซ่านไปในอารมณ์ต่างๆ ส่วนวิตกก็คิดอย่างนี้ อย่างนั้น หรืออย่างโน้น อันเป็นอาการคิดพล่านไปเช่นเดียวกัน ดังนี้จึงว่ามีความเสมอภาคกัน

5.5 กัมมัฏฐานที่เหมาะสมกับจริต

กัมมัฏฐานทั้ง 40 กอง ท่านแสดงไว้ให้เหมาะสมกับจริตอัธยาศัย เมื่อใดอารมณ์จิตข้องอยู่ในอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง หรือมีอารมณ์ใดปรากฏขึ้น ให้เลือกสรรกัมมัฏฐานที่เหมาะสมมาหักล้างอารมณ์นั้นๆ เพื่อใจจะได้หยุดนิ่งได้ง่าย กัมมัฏฐานทั้ง 40 กอง ที่ท่านแยกไว้เป็นหมวดเป็นกอง มีดังนี้

อสุภกัมมัฏฐาน 10 อนุสติ 10 กสิณ 10 อาหาเรปฏิกูลสัญญา 1 จตุธาตุววัตถาน 1 พรหมวิหาร 4 อรูป 4 รวมเป็น 40 กอง

กัมมัฏฐานทั้ง 40 กอง ท่านจำแนกแยกเป็นหมวดไว้ เพื่อให้เหมาะสมกับจริตนั้นๆ มีดังนี้

5.5.1 ราคจริต

ท่านจัดกัมมัฏฐานที่เหมาะสมไว้ 11 อย่าง คือ อสุภกัมมัฏฐาน 10 กับกายคตาสติกัมมัฏฐาน 1

ก. อสุภกัมมัฏฐาน 10 คือ การพิจารณาซากศพในลักษณะต่างๆ กัน รวม 10 ลักษณะ เริ่มตั้งแต่ ศพที่ขึ้นอืด ศพที่มีสีเขียวคล้ำ ศพที่มีน้ำเหลืองไหล ศพที่ฉีกขาดจากกันเป็นสองท่อน ศพที่ถูกสัตว์ทึ้ง ศพที่อวัยวะกระจัดกระจาย ศพที่ถูกสับฟันด้วยอาวุธ ศพที่มีเลือดไหล ศพที่มีหนอนคลาคล่ำ ศพที่เหลือแต่กระดูก

ข. กายคตาสติกัมมัฏฐาน คือ การกำหนดพิจารณากายนี้ ให้เห็นว่าประกอบด้วยส่วนต่างๆ คือ อาการ 32 มี ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ม้าม หัวใจ ตับ พังผืด ไต ปอด ไส้ใหญ่ ไส้น้อย อาหารใหม่ อาหารเก่า มันสมอง น้ำดี เสลด น้ำเหลือง เลือด เหงื่อ น้ำมันข้น น้ำตา น้ำมันเหลว น้ำลาย น้ำมูก น้ำมันไขข้อ น้ำปัสสาวะ ว่าไม่สะอาด ไม่งาม น่าเกลียด อันทำให้รู้เท่าทันสภาพของกายนี้ ไม่ให้หลงไหลมัวเมา

5.5.2 โทสจริต

คนใจร้อน มักโกรธ หรือในขณะนั้นมีอารมณ์โกรธขัดเคืองเกิดขึ้น อันเป็นอุปสรรคต่อการเจริญภาวนา ท่านให้ใช้กัมมัฏฐาน 8 อย่าง คือ พรหมวิหาร 4 และวรรณกสิณ 4 เพื่อระงับดับโทสะ จะเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของแต่ละคน อารมณ์โทสะก็จะค่อยๆ คลายตัวระงับไปจนกระทั่งใจหยุดนิ่งในที่สุด

ก. พรหมวิหาร 4 คือ ธรรมที่แผ่ออกไปในมนุษย์และสรรพสัตว์ทั้งหลายอย่างเสมอกันไม่มีประมาณ ไม่จำกัดขอบเขต ประกอบด้วย

1.เมตตา ความรักใคร่ปรารถนาให้เป็นสุข

2.กรุณา ความปรารถนาให้สัตว์ที่ตกยากมีทุกข์ให้พ้นทุกข์

3.มุทิตา ความยินดีในเมื่อผู้อื่นได้ดีมีสุข

4.อุเบกขา ความเป็นกลางต่อสุขทุกข์ของมนุษย์และสัตว์ทั้งหลาย

ข. วรรณกสิน 4 อันประกอบด้วย นีลกสิณ (สีเขียว) ปิตกสิณ (สีเหลือง) โลหิตกสิณ (สีแดง) โอทากสิณ (สีขาว)

5.5.3 โมหจริตและวิตกจริต

เป็นลักษณะของผู้ที่มีอารมณ์ตกอยู่ในอำนาจความหลงและครุ่นคิดตัดสินใจอะไรไม่เด็ดขาด ท่านให้เจริญอานาปานสติอย่างเดียว

อานาปานสติ คือ การเอาสติกำหนดลมหายใจเข้าออกเป็นอารมณ์

5.5.4 สัทธาจริต

ผู้ที่มีความประพฤติตั้งอยู่บนความเชื่อ เชื่อโดยปกติ บูชาความเชื่อ ท่านให้เจริญกัมมัฏฐาน 6 อย่าง ที่เรียกว่าอนุสติ (อารมณ์ดีงามที่ควรระลึกถึงเนืองๆ) มีพุทธานุสติ ธัมมานุสติ สังฆานุสติ สีลานุสติ จาคานุสติ เทวตานุสติ

ก.พุทธานุสติ ระลึกถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและพิจารณาคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นอารมณ์

ข.ธัมมานุสติ ระลึกถึงพระธรรมและพิจารณาคุณของพระธรรมเป็นอารมณ์

ค.สังฆานุสติ ระลึกถึงพระสงฆ์และพิจารณาคุณของพระสงฆ์เป็นอารมณ์

ง.สีลานุสติ ระลึกพิจารณาศีลของตนที่ได้ประพฤติไม่ด่างพร้อย

จ.จาคานุสติ ระลึกถึงทานที่ตนได้บริจาค พิจารณาคุณธรรมคือ ความเผื่อแผ่เสียสละที่มีในตนเป็นอารมณ์

ฉ.เทวตานุสติ ระลึกถึงเทวดา คือพิจารณาถึงคุณธรรมของตนเปรียบเทียบกับคุณธรรมของเทวดาทั้งหลายเป็นตัวอย่าง

5.5.5 พุทธิจริต

คนมีปัญญาเฉลียวฉลาด คิดอะไรเป็นเหตุเป็นผล และมีปฏิภานไหวพริบดี ท่านให้เจริญกัมมัฏฐาน 4 อย่าง คือ มรณานุสติ อุปสมานุสติ อาหาเรปฏิกูลสัญญา จตุธาตุววัตถาน

ก.มรณานุสติ คือ การระลึกถึงความตาย ความแตกดับของสังขารเป็นอารมณ์

ข.อุปสมานุสติ คือ การระลึกถึงธรรมเป็นที่สงบคือพระนิพพาน พิจารณาคุณของพระนิพพานอันเป็นที่หายร้อน ดับกิเลส ปราศจากทุกข์ เป็นอารมณ์

ค.อาหาเรปฏิกูลสัญญา การพิจารณาความเป็นปฏิกูลของอาหาร

ง.จตุธาตุววัตถาน การพิจารณาธาตุทั้ง 4 ที่ปรากฏในร่างกาย จนกระทั่งเห็นเป็นแต่เพียงกองธาตุ โดยปราศจากความจำว่าเป็น ชาย หญิง สัตว์ บุคคล เรา เขา

กัมมัฏฐานที่เหมาะกับจริตทั้ง 6 จัดเป็นหมวดไว้ 5 หมวด รวมกัมมัฏฐานที่เหมาะสมกับจริต โดยเฉพาะจริตนั้นๆ รวมได้ 30 อย่าง หรือ 30 กอง กัมมัฏฐานทั้งหมดมี 40 กอง ที่เหลืออีก 10 กอง เป็นกัมมัฏฐานกลาง คือ กัมมัฏฐานที่เหมาะสมกับทุกจริต

กัมมัฏฐานที่เหมาะสมกับทุกจริต

เป็นกัมมัฏฐานที่เป็นกลางๆ ไม่ว่าบุคคลนั้นจะหนักไปทางจริตประเภทไหน ก็สามารถเลือกสรรมาปฏิบัติได้อย่างเหมาะสม ประกอบด้วย อรูปกัมมัฏฐาน 4 ภูตกสิณ 4 อาโลกสิณ 1 อากาสกสิณ 1 รวมเป็น 10 อย่าง

ก.อรูปกัมมัฏฐาน 4 คือ การเอาอารมณ์ที่ไม่มีรูปมาเป็นที่ตั้งแห่งการทำงานของใจ ประกอบด้วย

1.อากาสานัญจายตนะ กำหนดช่องว่างอันหาที่สุดมิได้ ซึ่งเกิดจากการเพิกกสินออกไปเป็นอารมณ์

2.วิญญาณัญจายตนะ กำหนดวิญญาณหาที่สุดไม่ได้ คือ เลิกกำหนดที่ว่าง เลยไปกำหนดวิญญาณที่แผ่ไปสู่ที่ว่างแทนเป็นอารมณ์

3.อากิญจัญญายตนะ กำหนดภาวะไม่มีอะไรเลย คือ เลิกกำหนดวิญญาณเป็นอารมณ์เลยไปกำหนดความไม่มีอะไรเลยเป็นอารมณ์

4.เนวสัญญานาสัญญายตนะ เข้าถึงภาวะมีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ เลิกกำหนดแม้แต่ภาวะไม่มีอะไรเลยเป็นอารมณ์

สำหรับอรูปกัมมัฏฐานนี้ ใช้ได้เฉพาะผู้ที่เพ่งกสิณจนได้ฌานที่ 4 มาแล้ว จึงจะสามารถเจริญกัมมัฏฐานหมวดนี้ได้

ข. ภูตกสิณ 4 (กสิณ คือ มหาภูตรูป) มีปฐวี (ดิน) อาโป (น้ำ) เตโช (ไฟ) วาโย (ลม)

ค. อาโลกสิณ กำหนดแสงสว่างเป็นอารมณ์ การกำหนดนิมิตเป็นดวงแก้วใส หรือองค์พระแก้วใส ก็เป็นกสิณในข้อนี้

ง. อากาสกสิณ กำหนดช่องว่างเป็นอารมณ์

ดังจะเห็นได้ว่า กัมมัฏฐานที่เป็นกลางๆ เหมาะกับทุกคนในโลก มีเพียง 10 อย่าง นอกเหนือจากนั้นต้องเลือกให้เหมาะกับจริต จึงจะก้าวหน้าในการปฏิบัติ ในบรรดา 10 อย่างนี้ ตัดอรูปกัมมัฏฐาน 4 ออกไป เพราะผู้ที่สามารถนำมาปฏิบัติได้ต้องได้รูปฌาน 4 เสียก่อน จึงเหลือเพียง 6 อย่าง คือ ภูตกสิณ 4 อาโลกสิณ 1 อากาสกสิณ 1

พระมงคลเทพมุนีท่านได้เลือกเอาอาโลกสิณ คือ ดวงแก้วใสและองค์พระแก้วใสมาเป็นหลักในการสอนภาวนา เพื่อให้เหมาะกับคนทุกจริตในโลก นับเป็นวิธีการที่ชาญฉลาดยอดเยี่ยมเป็นอย่างมาก ถือเป็นอุปการคุณอย่างยิ่งต่อนักปฏิบัติทั้งหลายในยุคนี้ ที่ได้มาประสบพบวิธีการที่ลัดและตรงที่สุดในการมุ่งตรงต่อหนทางพระนิพพาน

                           จากที่อธิบายมาทั้งหมดสามารถสรุปเป็นตารางได้ดังนี้
                           
                                                      
จริต อิริยาบถ กิจจะ โภชนะ ทัสสนะ ธัมมปวัตติ กัมมัฏฐานที่เหมาะสม
ราคจริต เรียบร้อย งานสะอาด ชอบรสหวาน ชอบของสวยงาม เจ้าเล่ห์ โอ้อวด อสุภะ 10
นุ่มนวล สวยงาม มัน อร่อย ไพเราะ ถือตัว แง่งอน กายคตาสติ 1 ภูตกสิณ
ไม่รีบร้อน เป็นระเบียบ สีสันน่ากิน ตลก ขบขัน พิถีพิถัน ชอบยอ อาโลกกสิณ อากาสกสิณ
โทสจริต ไปพรวดๆ งานสะอาดแต่ ชอบเปรี้ยว เค็ม ขม ขอบดูชกต่อย มักโกรธ ผูกโกรธ วรรณกสิณ 4
รีบร้อน ไม่เรียบร้อย ไม่สำรวย ฝาดจัด ลบหลู่บุญคุณ ภูตกสิณ พรหมวิหาร 4
กระด้าง มุ่งแต่ในสิ่งที่ ปรารถนา รับประทานเร็ว คำโต ตีเสมอ มักริษยา อาโลกกสิณ อากาสกสิณ
โมหจริต เชื่อง งานหยาบ ไม่เลือกอาหาร เห็นดีก็ว่าดีด้วย มีแต่ง่วงเหงาหาวนอน อานาปานสติ
ซึม ไม่ถี่ถ้วน อย่างไหนก็ได้ เห็นว่าไม่ดีก็ว่า ไม่เป็นเรื่องเป็นราว ภูตกสิณ
เหม่อ คั่งค้าง เอาหมด ไม่ดีตามไปด้วย ช่างสงสัย อาโลกกสิณ
ลอย เอาดีไม่ได้ มูมมาม เข้าใจอะไรยาก อากาสกสิณ
วิตกจริต เชื่องช้า งานไม่เป็นส่ำ ไม่แน่นนอน เห็นตาม ฟุ้งซ่าน โลเล อานาปานสติ
คล้าย จับจดแต่พูด เดี๋ยวรัก เดี๋ยวเกลียด ภูตกสิน
โมหจริต เก่ง คิดไว อย่างไหนก็ได้ หมู่มาก ชอบคลุกคลี อาโลกกสิณ
พูดไว กับหมู่คณะ อากาสกสิณ
สัทธาจริต แช่มช้อย เรียบร้อบ หวาน มัน ชอบของ เบิกบานในการบุญ อนุสติ 6
ละมุน สวยงาม สวยงามอย่างเรียบ (ส่วนราคจริตนั้น ภูตกสิณ
ละม่อม เป็นระเบียบ หอม ไม่โลดโผน เบิกบานต่อการได้หน้า) อาโลกกสิณ
อากาสกสิณ
พุทธิจริต ว่องไวและ งานเรียบร้อย เปรี้ยว เค็ม ดูด้วยความ ว่าง่ายไม่ดื้อ มรณานุสติ อุปสมานุสติ
เป็นระเบียบและ ขม เผ็ด พินิจและ มีสติสัมปชัญญะ อาหาเรปฏิกูล
เรียบร้อย เป็นประโยชน์ พอกลมกล่อม พิเคราะห์ มีความเพียร ภูตกสิณ จตุธาตุฯ
ไม่จัดนัก รู้เร็ว อาโลกกสิณ อากาสกสิณ

นักศึกษาควรศึกษารายละเอียดของจริตทั้ง 6 ประเภท และวิเคราะห์ตนเองว่า มีจริตเช่นไร เหมาะกับกัมมัฏฐานชนิดไหน เพื่อสามารถปฏิบัติให้ถูกกับจริตและสามารถได้ผลแห่งการปฏิบัติอย่างรวดเร็ว ยิ่งไปกว่านั้น สำหรับอาจารย์ผู้ให้กัมมัฏฐาน ยิ่งมีความจำเป็นต้องรู้จริตของผู้รับกัมมัฏฐานเพื่อให้กัมมัฏฐานที่ถูกจริตต่อไป

1) วิมุติมรรค (หน้า 58.)
md305/5.txt · แก้ไขครั้งล่าสุด: 2015/03/15 16:55 (แก้ไขภายนอก)
 
เว้นแต่จะได้แจ้งไว้เป็นอื่นใด เนื้อหาบนวิกินี้ถูกกำหนดสิทธิ์ไว้ภายใต้สัญญาอนุญาติต่อไปนี้: CC Attribution-Noncommercial 3.0 Unported
Recent changes RSS feed Donate Powered by PHP Valid XHTML 1.0 Valid CSS Driven by DokuWiki