บทที่ 4 กิจเบื้องต้นก่อนการเจริญกัมมัฏฐาน

เนื้อหา บทที่4 กิจเบื้องต้นก่อนการเจริญกัมมัฏฐาน

  • 4.1 ตั้งอยู่ในศีลอันบริสุทธิ์
  • 4.2 ตัดมหาปลิโพธ 10 ประการ
  • 4.3 เข้าไปหากัลยาณมิตรผู้ให้กัมมัฏฐาน
    • 4.3.1 คุณสมบัติของกัลยาณมิตร
    • 4.3.2 ความสำคัญของกัลยาณมิตร
    • 4.3.3 การเข้าหากัลยาณมิตร
    • 4.3.4 แนวทางการเลือกอาจารย์สอนกัมมัฏฐาน
  • 4.4 เว้นสถานที่ที่ไม่เหมาะสมต่อการเจริญสมาธิ
  • 4.5 ตัดความกังวลเล็กๆ น้อยๆ
  • 4.6 มีอัชฌาสัย 6 ประการของพระโพธิสัตว์
  • 4.7 การรับกัมมัฏฐาน

แนวคิด

การทำกิจเบื้องต้นก่อนการเจริญกัมมัฏฐานคือ การตั้งอยู่ในศีล การตัดปลิโพธ การเข้าหากัลยาณมิตร การเว้นสถานที่ที่ไม่ไม่เหมาะสมต่อการเจริญสมาธิ การตัดความกังวลเล็กๆน้อยๆ การมีอัธยาศัย6 และการรับกัมมัฏฐานประสบความสำเร็จ

วัตถุประสงค์

1. เพื่อให้นักศึกษาสามารถอธิบายกิจเบื้องต้นก่อนการเจริญกัมมัฏฐาน

2.เพื่อให้นักศึกษาสามารถนำความรู้ในบทนี้มาใช้เป็นหลักปฏิบัติก่อนการเจริญกัมมัฏฐานในชีวิตรประจำวัน

กิจเบื้องต้นก่อนการเจริญกัมมัฏฐาน

การเตรียมตัวให้พร้อมก่อนการเจริญกัมมัฏฐาน เป็นสิ่งที่ช่วยเกื้อกูลส่งเสริมสนับสนุนให้เกิดผลดีต่อการปฏิบัติธรรม โบราณาจารย์ผู้เจริญกัมมัฏฐาน จึงได้วางแบบแผนการเตรียมตัวนี้ไว้ให้ผู้ฝึกปฏิบัติ ทั้งหลายได้ศึกษา ในคัมภีร์วิสุทธิมรรคกล่าวถึงหลักเบื้องต้นในการเตรียมความพร้อมก่อนการเจริญสมาธิ ไว้ 6 ประการ คือ

1.ตั้งอยู่ในศีลอันบริสุทธิ์

2.ตัดมหาปลิโพธ 10 ประการ

3.เข้าไปหากัลยาณมิตรผู้ให้กัมมัฏฐาน

4.เลือกกัมมัฏฐานที่เหมาะแก่จริตของตน

5.เว้นสถานที่ที่ไม่เหมาะแก่การเจริญสมาธิ

6.ตัดความกังวลเล็กๆ น้อยๆ

ทั้ง 6 ประการข้างต้น มีรายละเอียดที่น่าสนใจ ให้นักศึกษาได้พิจารณาและน้อมนำไปปฏิบัติ สำหรับในบทเรียนนี้จะกล่าวถึงเพียง 5 ประการ ยกเว้นเรื่องของจริตที่จะกล่าวในบทต่อไป และจะขอกล่าวเพิ่มเติมอีก 2 เรื่อง คือ อัชฌาสัย 6 และการรับกัมมัฏฐาน ซึ่งมีความสำคัญต่อการฝึกสมาธิเช่นเดียวกัน

4.1 ตั้งอยู่ในศีลอันบริสุทธิ์

การรักษาศีลให้บริสุทธิ์จะส่งผลให้จิตใจของเราปลอดกังวล และจะส่งผลให้จิตใจสงบหยุดนิ่ง ได้ง่าย เพราะศีลจะชำระจิตไม่ให้น้อมไปสู่ทางฝ่ายต่ำ สามารถอดทนต่ออำนาจอารมณ์และสิ่งยั่วยุต่างๆ ที่จะทำให้น้อมไปสู่ทางฝ่ายต่ำ นอกจากนี้ศีลยังป้องกันความหวั่นไหวแห่งจิต และความเดือดร้อนที่เกิดขึ้น ดังที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนอานนท์ ศีลที่เป็นกุศล มีอวิปฏิสารเป็นผล มีอวิปฏิสารเป็นอานิสงส์Ž1) ความหวั่นไหว และความเดือดร้อนใจเป็นปฏิปักษ์ต่อสมาธิ ดังนั้นเมื่อรักษาศีลดีแล้ว จิตก็จะเป็นสมาธิได้ง่าย

เพราะฉะนั้น หลักการเบื้องต้นของผู้ที่เจริญสมาธิต้องเป็นคนมีศีลและสามารถรักษาศีลให้บริสุทธิ์ ตามสภาวะของตน

สมาธิในพระพุทธศาสนาเป็นสัมมาสมาธิ เพราะเกิดจากศีลเป็นพื้นฐาน อันจะนำไปสู่ปัญญา หากบุคคลใดปรารถนาสมาธิเพื่อเป็นบาทไปสู่ปัญญาอันจะทำให้ตรัสรู้และพ้นทุกข์ได้ พึงศึกษาสมาทานและดำรงมั่นอยู่ในศีล เป็นสำคัญ

โดยสรุปแล้วศีลที่บุคคลควรรักษามี 3 ระดับใหญ่ๆ คือ

1.ศีล 5 (ศีลระดับพื้นฐาน) เป็นศีลพื้นฐานอันสำคัญยิ่ง เพราะการที่เราจะรักษาความเป็นปกติของมนุษย์เอาไว้ได้นั้น ต้องรักษาศีล 5 เป็นอย่างน้อย

2.ศีล 8 (ศีลระดับกลาง) เป็นศีลที่รักษาในวันอุโบสถหรือในโอกาสพิเศษตามที่ต้องการ เพื่อเป็นการยกระดับจิตให้ประณีตยิ่งขึ้น

3.ปาริสุทธิศีล (ศีลระดับสูง) เป็นศีลสำหรับผู้ที่มุ่งความบริสุทธิ์ เช่น พระภิกษุ เพราะเป็น การเกื้อกูลต่อการทำสมาธิและปัญญาให้เกิดขึ้น

4.2 ตัดมหาปลิโพธ 10 ประการ

ปลิโพธ แปลว่า ความกังวล เป็นสิ่งผูกพันหน่วงเหนี่ยวใจให้พะวักพะวน ไม่ปลอดโปร่ง

ในคัมภีร์วิสุทธิมรรคแสดง มหาปลิโพธ (ความกังวลใหญ่) ไว้ 10 อย่าง คือ

1.อาวาส หมายถึง ที่อยู่ วัดวาอาราม สิ่งของเครื่องใช้ในอาวาส และการงานที่เกี่ยวเนื่อง

2.กุละ หมายถึง ตระกูล หรือบุคคลที่สนิทสนมคุ้นเคยกันมาก

3.ลาภ หมายถึง สิ่งของที่โยมถวายด้วยใจที่เลื่อมใส หรือสิ่งของที่ได้มา

4.คณะ หมายถึง มีคณะศิษย์ที่ต้องสอน ยุ่งอยู่กับงานสอนและแก้ความสงสัยของเขา

5.กรรม หมายถึง การงาน โดยเฉพาะการก่อสร้าง

6.อัทธานะ หมายถึง การเดินทางไกล เพราะมีกิจธุระ

7.ญาติ หมายถึง ญาติทางบ้าน หรือญาติทางวัด คือ พระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์ ลูกศิษย์

8.อาพาธ หมายถึง ตนเองป่วยไข้

9.คันถะ หมายถึง ปริยัติ หรือสิ่งที่เล่าเรียน

10.อิทธิ หมายถึง ฤทธิ์ของปุถุชน

มหาปลิโพธ 10 ประการนี้ ถ้าผู้ปฏิบัติธรรมยังข้องติดอยู่แล้วไม่อาจตัดกังวลจากใจได้ ย่อมเป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติ และยากที่จะเกิดความก้าวหน้าในการเจริญสมาธิ ดังอุทาหรณ์จากเรื่องราวของพระเถระผู้อยู่ในถูปาราม

มีเรื่องเล่าว่า กุลบุตร 2 คน เดินทางออกจากเมืองอนุราธปุระไปบวช ณ วัดชื่อว่า “ ถูปาราม” เมื่อบวชแล้ว รูปหนึ่งเรียนมาติกาได้คล่อง 3 มาติกา แล้วพอครบ 5 พรรษา ได้ไปอยู่ที่ชนบทชื่อว่า “ ปาจีนขัณฑราชี” ส่วนอีกรูปหนึ่งยังคงอยู่ที่ถูปารามนั้น รูปที่อยู่ ณ ปาจีนขัณฑราชี อยู่นานจนเป็น พระเถระจึงคิดว่า ที่นี้ เหมาะสมแก่การปฏิบัติธรรมมาก น่าจะชวนภิกษุผู้สหายมาอยู่ด้วย จึงเดินทางจากชนบทนั้นมายังถูปาราม

พระเถระผู้สหาย พอเห็นท่านมาถึงถูปาราม จึงต้อนรับพาเข้าสู่ที่พัก พระเถระผู้มาจากปาจีนขันฑ-ราชี เมื่อเข้าสู่ที่พัก ก็คิดว่า สักครู่ สหายของเราคงส่งเนยใสหรือน้ำอ้อย หรือน้ำปานะอย่างใดอย่างหนึ่งมาให้ แต่จนดึกท่านก็ไม่ได้รับ

พอรุ่งเช้า จึงคิดอีกว่า เดี๋ยวสหายเราคงส่งข้าวต้มและกับที่พวกอุปัฏฐากจัดถวาย ปรากฏว่าไม่มี จึงคิดต่อไปอีกว่า เออนะ ถ้าไม่มีใครจัดถวาย พวกอุปัฏฐากคงคอยถวาย เมื่อสหายเราเข้าไป บิณฑบาตกระมัง จึงเข้าไปบิณฑบาตในเมืองกับพระเถระผู้สหาย แต่ปรากฏว่าท่านทั้งสองได้ข้าวต้มเพียงกระบวยเดียว จึงเดินไปนั่งดื่มในโรงฉันยังไม่กลับวัด ท่านก็ยังคิดอยู่อีกว่า ข้าวต้มประจำไม่มีในเวลาฉันข้าวสวย คนทั้งหลายคงจะมาถวายอาหารอย่างประณีต แต่แล้วก็ไม่มี ท่านก็ได้อาหารที่ไปบิณฑบาตมาเพียงเท่านั้น จึงทนนิ่งต่อไปไม่ไหว พูดว่า

“ อาวุโส! ท่านเลี้ยงอัตภาพมาอย่างนี้ตลอดเวลาหรือ”

เมื่อพระเถระผู้สหายรับว่าเป็นอย่างนั้น จึงเอ่ยปากชวนว่า “ ที่ชนบทปาจีนขัณฑราชี เป็นที่ผาสุก เราอยู่ที่นั้นกันเถิด”

พระเถระผู้สหายรับปากตกลงไป จึงเดินออกจากพระนครทางประตูทิศใต้ เดินไปตามทางที่จะไปหมู่บ้านช่างหม้อเลย ไม่เดินกลับวัดก่อน

พระเถระผู้มาจากชนบทปาจีนขัณฑราชีจึงท้วงว่า “ อาวุโส! ทำไมท่านเดินมาทางนี้เล่า”

พระเถระผู้สหายตอบว่า “ ท่านกล่าวชวนไปชนบทปาจีนขัณฑราชีมิใช่หรือ จะไปที่นั้นก็ต้องเดินไปทางนี้นะสิ”

ท่านจึงประหลาดใจที่ภิกษุผู้สหายไม่ไปเก็บของที่วัด จึงถามว่า”ในที่ท่านอยู่มานานถึงเพียงนี้ อติเรกบริขาร2) อย่างหนึ่งไม่มีเลยหรือ”

พระเถระผู้สหายรับว่า “ ไม่มีเลย อาวุโส ตั่งเตียงก็เป็นของสงฆ์ เราก็เก็บเรียบร้อยแล้ว ของอะไรอื่นผมไม่มี จึงไม่จำเป็นต้องกลับวัดก่อน”

พระเถระผู้มาจากชนบทจึงบอกว่า “ แต่ไม้เท้าและกระบอกน้ำมัน รองเท้า ถลกบาตรของผมยังมีอยู่ที่นั้น”

พระเถระผู้สหายกล่าวว่า”อาวุโส! ท่านมาพักอยู่วันเดียว ยังมีของมาไว้ ถึงเพียงนี้เชียวหรือ”พระเถระผู้มาจากชนบทรับว่าอย่างนั้น มีจิตเลื่อมใสไหว้พระเถระผู้สหายแล้วกล่าวว่า

“ ท่านผู้เจริญ สำหรับพระภิกษุอย่างท่านแล้ว การอยู่ป่าย่อมเป็นไปได้ทุกแห่ง ขอท่านจงอยู่ในถูปารามนี้เถิด อย่าต้องไปชนบทกับผมเลย”

ดังนี้แล้ว รุ่งขึ้นก็ถือบาตรจีวรกลับไปรูปเดียว

จากเรื่องนี้ มหาปลิโพธใดๆ ย่อมไม่มีแก่พระเถระผู้อยู่ในถูปาราม เพราะท่านเป็นผู้มักน้อย สันโดษ เที่ยวไปประดุจนกน้อยในอากาศ

4.3 เข้าไปหากัลยาณมิตรผู้ให้กัมมัฏฐาน

ในการเจริญสมาธิโดยเฉพาะสำหรับผู้เริ่มต้น การเข้าไปหาครูบาอาจารย์ที่สามารถแนะนำการ ปฏิบัติให้ได้ถือว่ามีส่วนสำคัญมาก เพราะความสำเร็จโดยตรงจากการเจริญสมาธิส่วนใหญ่ เนื่องมาจากครูบาอาจารย์ผู้มีประสบการณ์ สามารถที่จะแนะนำแนวทางในการเจริญสมาธิ ดังนั้นบุคคลผู้ตั้งใจเจริญสมาธิควรเข้าไปหาครูบาอาจารย์ที่จะให้คำแนะนำและอบรมเบื้องต้นเกี่ยวกับการเจริญสมาธิให้บริบูรณ์เสียก่อน แล้วจึงจะเริ่มปฏิบัติต่อไป

4.3.1 คุณสมบัติของกัลยาณมิตร

ครูบาอาจารย์ผู้ที่สามารถสอนกัมมัฏฐาน และคอยเป็นกัลยาณมิตรให้แก่ผู้เจริญสมาธิได้ ต้องประกอบด้วย กัลยาณมิตตธรรม 7 ประการ คือ

1. ปิโย หมายถึง บุคคลผู้มีความน่ารักน่าเลื่อมใส เป็นที่ชื่นชมของทุกคน เพราะเป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์ เป็นนักให้ ให้ทั้งปัจจัย 4 ความรู้และความปลอดภัย เป็นผู้มีปกติยิ้มแย้มแจ่มใสและอารมณ์ดีอยู่เสมอ มีมารยาทงาม ทำให้ใครๆ เห็นก็รู้สึกรัก ประดุจพระจันทร์วันเพ็ญ ชุ่มเย็นชวนมอง

2.ครุ หมายถึง บุคคลผู้ที่น่าเคารพ น่าเกรงใจ เพราะมีศีล สมาธิและการถือธุดงค์ มีความอ่อนน้อมถ่อมตน วางตัวได้เหมาะสม เป็นที่พึ่งที่ยึดเหนี่ยวจิตใจได้ทุกเมื่อ ประดุจขุนเขาตระหง่านมั่นคง

3.ภาวนีโย หมายถึง บุคคลผู้น่าสรรเสริญเทิดทูน เพราะมีจิตใจเที่ยงธรรม ปราศจากอคติ 4 คือ ไม่มีความลำเอียงในบรรดาสหธรรมิกและลูกศิษย์ เหมือนดวงอาทิตย์เป็นใหญ่ในท้องฟ้า

4.วตฺตา หมายถึง บุคคลผู้ฉลาดพร่ำสอน สามารถอบรมลูกศิษย์ให้ดีได้ และคอยปกป้อง ลูกน้อยให้ปลอดภัย อุปมาเหมือนแม่ไก่สอนลูกให้หาอาหาร

5.วจนกฺขโม หมายถึง บุคคลผู้อดทนต่อถ้อยคำ ยอมรับคำตักเตือนจากสหธรรมิกและ ลูกศิษย์ มีนิสัยไม่เอาเรื่องใคร อุปมาดั่งแผ่นดินไม่สะทกสะท้านหวั่นไหวในของหอมและของเหม็นที่ ราดรด

6.คมฺภีรญฺจ กถํ กตฺตา หมายถึง บุคคลผู้สามารถแถลงเรื่องล้ำลึก คือสามารถถ่ายทอดธรรมะที่ลึกซึ้งยากแก่การเข้าใจให้เป็นเรื่องง่ายเข้าใจได้ชัดเจน เช่น ขันธ์ 5 อริยสัจ 4 ปฏิจจสมุปบาท 12 อุปมาเหมือนจุดไฟในที่มืด หงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่คนหลงทาง

7.โน จฏฺฐาเน นิโยชเย หมายถึง บุคคลผู้ไม่ชักนำไปในทางเสื่อม เพราะมีความมั่นคงสม่ำเสมอในธรรม ไม่ชักชวนในสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ แม้เพียงครั้งเดียว อุปมาเหมือนตาชั่งมาตรฐาน คงเส้นคงวา

คุณธรรมทั้ง 7 ประการดังกล่าวนี้ สำคัญมากต่ออาจารย์ผู้สอนภาวนา หากขาดข้อใดข้อหนึ่งไป ก็ไม่อาจจะได้ชื่อว่ากัลยาณมิตรที่สมบูรณ์

4.3.2 ความสำคัญของกัลยาณมิตร

ในพระไตรปิฎกพระพุทธองค์ทรงแสดงถึงความสำคัญของกัลยาณมิตรไว้ เป็นต้นว่า

“ ภิกษุทั้งหลาย เรายังไม่เล็งเห็นธรรมอันอื่นแม้สักอย่างหนึ่ง ซึ่งจะเป็นเหตุให้อริยมรรคประกอบด้วยองค์ 8 ที่ยังไม่เกิด ย่อมเกิดขึ้น หรือเกิดขึ้นแล้ว ย่อมถึงความเจริญบริบูรณ์ เหมือนความเป็นผู้มีกัลยาณมิตรดี”3)

ในทุติยอัปปมาทสูตร พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสแก่พระเจ้าปเสนทิโกศลว่า ครั้งหนึ่ง พระอานนท์ได้กราบทูลพระพุทธองค์ว่า

“ ความเป็นผู้มีมิตรดีมีสหายดีมีจิตน้อมไปในคนที่ดี เป็นคุณกึ่งหนึ่งแห่งพรหมจรรย์” พระพุทธองค์ตรัสว่า

“ ความเป็นผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีจิตน้อมไปในคนที่ดี เป็นทั้งหมดของพรหมจรรย์”4)

มีตัวอย่างการได้กัลยาณมิตรที่ดีที่จะช่วยให้การปฏิบัติธรรมดี คือ ในครั้งหนึ่งพระเมฆิยซึ่งกำลังทำหน้าที่อุปัฏฐากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้รับพุทธานุญาตให้ไปบิณฑบาตที่มีหมู่บ้านชันตุ ในขณะเดินทางกลับ ได้พบสวนมะม่วงที่น่ารื่นรมย์ใกล้ๆ กับแม่น้ำแห่งหนึ่ง จึงทูลถามพระพุทธองค์ว่า จะไปเจริญสมาธิที่นั่นได้หรือไม่ พระพุทธองค์ตรัสว่า ให้รอจนกว่าจะมีพระภิกษุมาดูแลพระองค์แทน แต่หลังจากพระเมฆิยะทูลขอ 3 ครั้ง พระพุทธองค์ก็ทรงอนุญาต พระเมฆิยะไปที่นั้นและนั่งเจริญสมาธิใต้ต้นมะม่วงต้นหนึ่ง แต่พระ- เมฆิยะรู้สึกประหลาดใจที่พบอกุศลวิตกขึ้นในจิตอย่างไม่ขาดสาย จึงกลับไปเฝ้าพระพุทธองค์และ กราบทูลถึงความล้มเหลวในการทำสมาธิ พระพุทธองค์ทรงอธิบายถึงเหตุให้ผู้บำเพ็ญเพียรที่ยังมีสมาธิิ ไม่แก่กล้า จะสามารถบรรลุธรรมจนหลุดพ้นได้ จะต้องประกอบด้วยธรรม 5 ประการคือ5)

1.ได้กัลยาณมิตร คือ มิตรดี สหายดี

2.ความบริสุทธิ์แห่งศีล

3.เป็นผู้ได้การพูดคุยที่สมควร เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความมักน้อย สันโดษ ไม่คลุกคลีด้วยหมู่ ปรารภความเพียร เป็นต้น

4.เป็นผู้ปรารภความเพียร บากบั่น ไม่ทอดธุระเพื่อละอกุศลธรรม เจริญกุศลธรรม

5.การได้รับความรู้ที่จะนำไปสู่วิปัสสนา

พระพุทธองค์ทรงอธิบายต่อว่า ผู้ที่มีข้อแรก คือ กัลยาณมิตร จะสามารถมี 4 ข้อที่เหลือในไม่ช้าในเรื่องนี้เป็นตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของบุคคลที่จะเจริญสมาธิ จำต้องอาศัยอาจารย์ ที่เป็นกัลยาณมิตรที่จะสามารถพิจารณาสภาพจิตและนิสัยของตน เพื่อจะได้อธิบายเทคนิควิธีการปฏิบัติ ให้เหมาะสมกับตน

4.3.3 การเข้าหากัลยาณมิตร

ดังได้กล่าวแล้วว่า กัลยาณมิตรมีความสำคัญต่อผู้เจริญสมาธิ บุคคลผู้จะเจริญสมาธิควรเข้าไปหากัลยาณมิตร ในคัมภีร์วิสุทธิมรรค ท่านได้ให้หลักในการเข้าหากัลยาณมิตรไว้ว่า ในช่วงเวลาที่พระ- สัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระชนม์อยู่ พระกัมมัฏฐานที่ได้รับจากอาจารย์นั้นถือว่าได้รับมาอย่างดี แต่เพราะ เรื่องนี้เป็นไปไม่ได้ เราจึงควรรับพระกัมมัฏฐานจากพระอรหันต์ และจากพระอรหันต์ผู้ได้บรรลุฌานที่ 4 และฌานที่ 5 โดยวิธีเจริญพระกัมมัฏฐาน และจากผู้ได้บรรลุพระอรหันต์โดยการเจริญวิปัสสนาบนพื้นฐานคือฌาน ถ้าไม่มีบุคคลเช่นนั้น เราควรไปหาบุคคลต่อไปนี้ตามลำดับ คือ พระอนาคามี พระสกทาคามี พระโสดาบัน เมื่อไม่มีบุคคลเหล่านี้เราควรไปหาผู้ที่ได้บรรลุฌานแล้ว หรือไปหาอาจารย์ผู้รู้พระไตรปิฎก สองปิฎก หรือแม้ปิฎกเดียว เมื่อไม่สามารถพบบุคคลเช่นนั้น เราควรไปหาบุคคลผู้สามารถท่องจำนิกายหนึ่งในบรรดานิกายทั้งหลายพร้อมด้วยอรรถกถาของนิกายนั้น และบุคคลผู้คู่ควรแก่ความนับถือ ผู้อยู่บนเส้นทางแห่งความเจริญ

ถ้าบุคคลเช่นนั้นอยู่ในอารามเดียวกัน โดยบังเอิญก็เป็นการดียิ่ง ถ้าไม่เป็นเช่นนั้น เราควรไป แสวงหาเขา ศิษย์ควรใช้ชีวิตอยู่ในอารามที่พบอาจารย์นั้นเป็นเวลาหลายวัน และหลังจากทำหน้าที่ของ ศิษย์ต่ออาจารย์แล้ว ควรขอพระกัมมัฏฐานจากอาจารย์ผู้มีลักษณะและนิสัยที่เหมาะสมที่สุด

4.3.4 แนวทางการเลือกอาจารย์สอนกัมมัฏฐาน

ในการหาครูบาอาจารย์ที่มีลักษณะดังที่ได้กล่าวแล้ว อาจจะต้องอาศัยเวลาและการพิจารณา อย่างมาก พระภาวนาวิริยคุณ (หลวงพ่อทัตตชีโว) ให้แนวทางในการเลือกพระอาจารย์ หรือสำนักในการ ปฏิบัติธรรม พอเป็นหลักง่ายๆ ไว้ว่า

“ ก่อนที่จะเลือกสำนักปฏิบัติธรรมนั้น ถ้าจะให้ดีควรจะหาความรู้จากพระไตรปิฎกเสียก่อน เพื่อเป็นหลักในการปฏิบัติต่อไปในวันข้างหน้า และเป็นหลักในการเลือกสำนักด้วย เพราะว่าพระไตรปิฎกนั้น ได้รวบรวมคำสอนภาคทฤษฎีเอาไว้อย่างเรียบร้อยบริบูรณ์ เมื่อมีความรู้ขั้นพื้นฐานจากพระไตรปิฎกแล้ว จากนั้นจึงค่อยไปเลือกสำนักปฏิบัติ

คราวนี้ ในการเลือกสำนักปฏิบัตินั้น ก็มีวิธีเลือกง่ายๆ ให้ดูเจ้าสำนักเป็นเกณฑ์ว่า เจ้าสำนักนั้น มีความประพฤติ มีข้อปฏิบัติถูกต้องตามพระไตรปิฎกที่เราเรียนมาหรือไม่ ถ้าท่านมีความประพฤติมีการปฏิบัติเรียบร้อยบริบูรณ์ดีงาม สมกับที่เราได้อ่านมาจากพระไตรปิฎกแล้วก็เลือกสำนักนั้นแหละเป็นสำนักที่เราควรจะมอบกายถวายชีวิต ให้ท่านอบรมเป็นกัลยาณมิตรเคี่ยวเข็ญกันต่อไป

อย่างไรก็ตาม โดยทั่วไปแล้วโอกาสที่เราจะได้เข้าไปสนทนา ได้เข้าไปใกล้ชิดกับเจ้าสำนักต่างๆ บางทีก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนกัน เพราะยิ่งเป็นสำนักใหญ่ เจ้าสำนักท่านก็มีงานมีภาระรับผิดชอบมาก หลวงพ่อขอแนะนำวิธีเลือกสำนักอีกวิธีหนึ่ง คือ ลองศึกษาความประพฤติ การปฏิบัติจากลูกศิษย์ที่ใกล้ชิดของท่าน จะเป็นพระหรือฆราวาสก็ตาม ถ้าเป็นไปตามหลักเกณฑ์ 6 ประการนี้แล้ว ก็มอบกายถวายชีวิตเข้าไปเป็นลูกศิษย์ได้เลย

คุณสมบัติ 6 ประการ ซึ่งสำนักที่ได้มาตรฐานจริงๆ จะต้องมี คือ

1.เจ้าสำนักเองรวมทั้งลูกศิษย์ในสำนักนั้น ไม่มีนิสัยชอบว่าร้ายหรือโจมตีการปฏิบัติธรรมของสำนักอื่น ถ้าท่านยังมีนิสัยชอบว่าร้ายอยู่ แสดงว่า คุณธรรมของท่านก็ยังไม่พอ แล้วท่านจะมาสอนเราได้อย่างไร

2.ท่านจะต้องไม่มีนิสัยชอบในลักษณะที่เรียกว่า นักเลง หรือชอบข่มขู่คนอื่น อะไรทำนองนั้น ท่านควรจะมีวิธีการสอนประเภทที่เรียกว่า ชี้แจงเหตุแสดงผลได้ลุ่มลึกไปตามลำดับ ไม่ใช่บังคับให้เชื่อ หรือขู่ให้เชื่อ

3.สังเกตดูด้วยว่าศีลของท่าน มารยาทของท่านงามดีไหม สมกับที่จะมาเป็นพระอาจารย์สอนเรา ได้หรือยัง การจะดูว่ามารยาทงามหรือไม่งาม ศีลงามหรือไม่งามนั้น เราเทียบจากพระวินัยในพระไตรปิฎกที่เราเรียนมา อย่าไปถือเอาความถูกใจเราเป็นเกณฑ์ ต้องเอาความถูกต้องเป็นเกณฑ์จึงจะใช้ได้

4.เจาะลึกไปถึงเรื่องอาหารการขบฉันของท่าน คือ ต้องดูว่าวัดนี้ สำนักนี้ จุกจิกจู้จี้ในเรื่องอาหาร บ้างหรือเปล่า หรือบริโภคกันฟุ่มเฟือยสุดโต่ง เช่น ต้องสั่งจากภัตตาคารมาประเคน ถ้าอย่างนั้นถอย ออกมาดีกว่า

5.ดูสถานที่การปฏิบัติธรรมของเขาจริงๆ ว่าออกในลักษณะไหน ถ้าออกในลักษณะโอ่อ่าเกินไป เดี๋ยวจะเกิดนิสัยฟุ้งเฟ้อกลับมา แต่ว่าถ้าซอมซ่อเกินไปปล่อยให้สกปรกรกรุงรังอย่างนั้นก็ไม่สมควร เพราะในพระศาสนานี้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเคร่งครัดในเรื่องของความสะอาด ความมีระเบียบ ตลอดจนกระทั่ง ความร่มรื่นของสถานที่ปฏิบัติธรรมด้วย เราจึงต้องดู

6.เจ้าสำนักเอง ท่านรักการฝึกสมาธิมากแค่ไหน ถ้าฝึกสมาธิกันแค่วันละชั่วโมง สองชั่วโมง หรือว่าฝึกกันไปตามมีตามเกิด คุณอย่าไปฝากตัวเป็นศิษย์ท่านเลย ถ้าเป็นสำนักที่ตั้งใจฝึกสมาธิกันอย่าง จริงๆ จังๆ ก็ใช้ได้ ถ้าเป็นสำนักที่ไม่ตั้งใจฝึกสมาธิกันอย่างจริงจัง ย่อมไม่สามารถที่จะรักษาคุณธรรมที่กล่าวไว้แล้วข้างต้นทั้ง 5 ประการได้สมบูรณ์หรอก

คุณสมบัติข้อที่ 6 นี้เป็นข้อที่สำคัญมากที่สุด ที่จะยืนยันว่าสำนักที่เราจะไปปฏิบัตินั้น ต้องมีการฝึกการสอน มีการอบรมสมาธิอย่างจริงจัง เจ้าสำนักเอง ก็ทุ่มเทฝึกสมาธิด้วย เป็นผู้นำในการฝึก และ สมาธินั้นก็เป็นสมาธิในพระพุทธศาสนา ถ้าไปพบสำนักใดมีคุณธรรม 6 ประการนี้อยู่ครบบริบูรณ์แล้วละก็ เข้าไปสมัครเป็นลูกศิษย์ในสำนักนั้นได้เลย รับรองไม่ผิดหวังแน่นอน”

4.4 เว้นสถานที่ที่ไม่เหมาะสมต่อการเจริญสมาธิ

เมื่อแสวงหากัลยาณมิตรได้แล้ว พึงหาสถานที่ที่เหมาะสมต่อการเจริญสมาธิ เว้นสถานที่ ที่ไม่เหมาะต่อการเจริญสมาธิ ในคัมภีร์วิสุทธิมรรคได้แสดงลักษณะของสถานที่ที่ไม่เหมาะสมต่อการ เจริญสมาธิไว้ 18 ประการ ได้แก่

1.มหาวาสํ ที่อยู่อาศัยกว้างขวางใหญ่โตมาก ลำบากในการดูแลรักษา และถ้าผู้อยู่ด้วยกัน มีจำนวนมาก อยู่ด้วยกันด้วยความไม่สงบ ก็จะส่งเสียงอื้ออึง รบกวนการปฏิบัติธรรม แต่ถ้าหากที่นั้นเป็นที่ใหญ่ มีผู้อยู่ด้วยกันด้วยความสงบสุข มีความสามัคคีกัน รักการปฏิบัติธรรม ก็ถือว่าเป็นสถานที่เหมาะสม ในการอยู่เพื่อปฏิบัติธรรม

2.นวาวาสํ ที่อยู่อาศัยที่กำลังสร้างใหม่ ทำให้ต้องช่วยกันทำการก่อสร้าง อีกทั้งยังอาจจะมีเสียงเครื่องจักรกล หรือผู้คนที่ทำการก่อสร้าง ทำให้ไม่เหมาะแก่การปฏิบัติธรรม

3.ชราวาสํ สถานที่ที่ชำรุดทรุดโทรมมาก ทำให้ต้องช่วยกันซ่อมแซมไม่มีที่สิ้นสุด อีกทั้งอาจจะไม่สะอาด และต้องคอยระมัดระวังความไม่ปลอดภัยที่อาจจะเกิดขึ้นจากอุบัติเหตุของสิ่งก่อสร้างที่ตกหล่น หรือพังลงมาทำอันตรายได้ ย่อมทำให้ไม่เอื้อต่อการปฏิบัติธรรม

4.ปนฺถนิสฺสิตตฺตํ สถานที่ที่ติดกับถนนหนทาง ทำให้มีคนสัญจรไปมาพลุกพล่าน และอาจจะเป็นที่พักของผู้แวะเวียนมาเยี่ยมเยียน ซึ่งจะทำให้เสียเวลากับการต้อนรับดูแลมากจนไม่มีเวลาปฏิบัติธรรม

5.โสณฺฑี สถานที่ที่ใกล้สระน้ำโดยเฉพาะสระน้ำสาธารณะ ซึ่งอาจจะมีผู้คนมาเล่นน้ำ หรือนำ น้ำนั้นไปใช้ในกิจต่างๆ ทำให้มีเสียงดังรบกวนการปฏิบัติธรรม

6.ปณฺณํ สถานที่ที่ใกล้สวนผักต่างๆ ย่อมมีการทำไร่ ทำสวน มีกิจกรรมหลากหลาย เช่น มีการเพาะปลูก มีการเก็บเกี่ยวผลผลิตเกิดขึ้น เป็นต้น ทำให้มีเสียงเครื่องจักรกล คนงาน ซึ่งจะเป็นอุปสรรคต่อการประพฤติธรรม

7.ปุปผํ สถานที่ที่ใกล้สวนดอกไม้ โดยเฉพาะในสถานที่สวนสาธารณะ ที่มักจะมีผู้คนพลุกพล่านมาชื่นชมกับความงามของดอกไม้หรือมาเก็บดอกไม้ ทำให้จอแจไปด้วยผู้คน และอาจจะมีเสียงตามมาได้ แต่ในกรณีที่สวนดอกไม้ปลูกไว้ในเขตปฏิบัติธรรม เพื่อสร้างบรรยากาศการปฏิบัติธรรมให้แก่ผู้พบเห็น ก็จะเป็นคุณประโยชน์เอื้อต่อการปฏิบัติธรรมได้

8.ผลํ สถานที่ที่ใกล้สวนผลไม้ ในคราวที่ต้นไม้มีผล อาจจะได้รับการรบกวนจากผู้มาเก็บผลไม้ หรือบางครั้งอาจจะเป็นแหล่งเพาะพันธุ์แมลงวัน แมลงหวี่ มดหรือแมลงต่างๆ ซึ่งจะรบกวนในการ ปฏิบัติธรรมได้

9.ปฏฺฐนียตา สถานที่ที่คนชอบไปมากราบไหว้ อาจจะเป็นสถานที่ที่น่าสนใจทางประวัติศาสตร์ สถานที่เหล่านี้อาจจะก่อให้เกิดความกังวลใจได้ เนื่องจากผู้คนที่ไปมากราบไหว้บูชาอย่างไม่ขาดสาย หรือมาเยี่ยมเยียน การจะทำสมาธิได้นานๆ จึงไม่ค่อยได้รับผลดีนัก

10. นครสนฺนิสฺสิตฺตา สถานที่ที่ติดกับตัวเมือง มีผู้คนเวียนไปมาทำให้วุ่นวาย และอาจจะมี สิ่งแวดล้อมต่างๆ ที่มักยั่วกิเลส และอุปสรรคอื่นๆ นานัปการ

11. ทารุสนฺนิสฺสิตฺตา สถานที่ที่ติดกับป่าไม้ฟืน อาจได้รับการรบกวนจากผู้มาเก็บฟืนหรือ ตัดต้นไม้เพื่อจุดประสงค์ต่างๆ

12. เขตฺตสนฺนิสฺสิตฺตา สถานที่ที่ใกล้กับที่นา เสียงอื้ออึงของชาวนาก่อให้เกิดความรำคาญ วัวควายเข้ามาเพ่นพ่าน

13. วิสภาคานํ ปุคฺคลานํ อตฺถิตา สถานที่ที่มีบุคคลไม่ถูกกันอยู่ ก่อให้เกิดความกระทบกระทั่ง ทำให้ใจไม่สงบเป็นสมาธิ

14. ปฏฺฏนสนฺนิสฺสิตฺตา สถานที่ที่อยู่ใกล้ท่ารถ ท่าเรือ ผู้คนไปมาขวักไขว่ ทำให้รบกวนการ ปฏิบัติได้

15. ปจฺจนฺตสนฺนิสฺสิตฺตา สถานที่ที่ติดกับชายแดน ซึ่งห่างไกลจากความเจริญ อาจจะมีผู้คน ที่ไม่เลื่อมใสในพระพุทธศาสนา หรือไม่เข้าใจในการปฏิบัติ อาจจะขัดขวางการปฏิบัติธรรมได้ หรืออาจจะมีปัจจัย และสิ่งจำเป็นอื่นๆ หาได้ลำบาก

16. รชฺชสีมนฺตรสนฺนิสฺสิตฺตา สถานที่ที่เป็นชายแดนประเทศ อาจจะมีการสู้รบ หรือมีอันตรายทางด้านการเมืองมารบกวน

17. อสปฺปายตา สถานที่ที่ไม่สัปปายะ ไม่ปลอดภัย เช่น มีโจรภัย อุทกภัย เป็นต้น

18. กลฺยาณมิตฺตานํ อลาโภ สถานที่ที่หากัลยาณมิตรไม่ได้ ไม่มีอุปัชฌาย์อาจารย์ หรือผู้ที่มีความสามารถในการคอยให้คำแนะนำและสั่งสอนในเรื่องของการปฏิบัติธรรมได้

ลักษณะอาวาสเหมาะสม ประกอบด้วยองค์ 5 คือ

1. มีหนทางไปมาสะดวกสบาย คือ ไม่ไกลหรือไม่ใกล้จากหมู่บ้าน ที่ปฏิบัติธรรมที่ไม่อยู่ไกลเกินไปนั้นจะมีประโยชน์6) ดังต่อไปนี้

1) ไม่ทำให้ร่างกายอ่อนเพลียเพราะการเดินทางไกล เมื่อร่างกายไม่อ่อนแอ ทำให้กายสบาย เมื่อกายสบาย จิตจะสงบได้ง่ายมากขึ้น นั่งทำกัมมัฏฐานก็จะไม่หลับง่าย

2) เมื่อยามป่วยไข้ฉุกเฉิน อาจทำให้การรักษาทำได้ทันท่วงที เพราะถ้าอาการป่วยอย่างถึงชีวิต การมาถึงมือหมอทันการณ์ก็อาจทำให้รักษาชีวิตไว้ได้ หรือไม่ก็อาจทำให้อาการป่วยไม่เรื้อรังเสียเวลา การปฏิบัติธรรมซึ่งบางครั้งอาการป่วยอาจยืดเยื้อเรื้อรังไปนานเป็นอาทิตย์หรือเป็นปีๆ แต่เมื่อได้รับ การรักษาที่ทันท่วงทีก็จะทำให้โรคนั้นหายได้ภายใน 2-3 วัน ไม่เป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติธรรม

2.ไม่มีเสียงอึกทึก คือ กลางวันก็ไม่จอแจด้วยผู้คน กลางคืนก็เงียบสงัด

3.ไม่มีสัตว์ร้าย สัตว์เลื้อยคลานหรือแมลงมารบกวน

4.มีปัจจัย 4 พอเพียง ไม่ลำบากขัดสน

5.มีพระภิกษุพหูสูต หรือนักปฏิบัติธรรมผู้เป็นกัลยาณมิตร สามารถให้คำแนะนำเรื่อง การปฏิบัติธรรมได้

การได้ที่อยู่ซึ่งประกอบด้วยคุณสมบัติ 5 ประการนี้ เรียกว่า อาวาสสัปปายะ เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับความสำเร็จในการเจริญสมาธิ พระภิกษุในบวรพระพุทธศาสนา ผู้ซึ่งสละสมบัติในทางโลกทุกอย่าง อยู่อย่างอนาคาริก คือผู้ไม่มีเรือนแล้ว ควรแสวงหาสถานที่เงียบสงบประกอบด้วยคุณสมบัติข้างต้นเพื่อปฏิบัติธรรม แต่สำหรับผู้ที่ยังต้องครองเรือน แต่ปรารถนาที่จะเจริญสมาธิก็ควรพยายามที่แสวงหาที่ที่จะทำให้สมาธิเกิดขึ้น เช่น สถานที่เงียบสงบ ปราศจากผู้คน เมื่อไม่สามารถหาที่เช่นนั้นได้ ก็ควรใช้ห้องพักสักห้องหนึ่งในบ้านของตนใช้เป็นห้องสำหรับเจริญสมาธิ

เป็นที่แน่นอนว่าหากได้สถานที่ที่มีลักษณะพิเศษซึ่งเหมาะแก่การเจริญสมาธิดังที่ได้กล่าวแล้ว ก็จะทำให้ผู้ปฏิบัติได้รับจากการปฏิบัติอย่างสูงสุด แต่สำหรับผู้มีความตั้งใจจริงในการปฏิบัติธรรม เป็นผู้เต็มเปี่ยมด้วยศรัทธา มีฉันทะ มีความเพียรพยายามในการปฏิบัติ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตาม เขาก็ย่อมจะสามารถทำที่นั้นให้เป็นที่เหมาะแก่การเจริญสมาธิได้

4.5 ตัดความกังวลเล็กๆ น้อยๆ

ในคัมภีร์วิสุทธิมรรคได้แสดงถึงขุททกปลิโพธ หรือความกังวลเล็กๆ น้อยๆ ของนักบวช ซึ่งเมื่อ เกิดขึ้นแล้วย่อมเป็นอุปสรรคแก่การปฏิบัติธรรมได้ จึงควรตัดความกังวลเล็กๆ น้อยๆ ก่อนหน้าจะลงมือ ปฏิบัติ เช่น

1.ปลงผม ตัดเล็บ ปลงหนวดที่ยาวเสียให้เรียบร้อย

2.จัดการปะชุนจีวรที่ใช้สึกหรอคร่ำคร่าไปแล้วนั้น ให้มั่นคงเรียบร้อยดีขึ้น ถ้าเนื้อผ้าฉีกขาดไป ก็จัดการเย็บเสียใหม่

3.เมื่อสีของจีวรนั้นเก่าจางไป ก็ต้องจัดการย้อมสีเสียให้เรียบร้อย

4.ถ้าจีวร เครื่องนุ่งห่มสกปรก พึงซักให้สะอาดเรียบร้อย

5.ถ้าในบาตรมีสนิม ก็ต้องทำการรมบาตรเสียใหม่ให้ดีขึ้น หรือถ้าเครื่องใช้ประจำตัวสกปรก ไม่เรียบร้อย ก็พึงชำระเสียให้เรียบร้อย

ในส่วนของฆราวาส การตัดปลิโพธเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ก็ได้แก่ การจัดเก็บข้าวของเครื่องใช้ ในบ้านให้เรียบร้อย การดูแลทำความสะอาดบ้าน เครื่องนุ่งห่ม ตลอดจนอุปกรณ์เครื่องใช้งานต่างๆ ให้สะอาด การทำความสะอาดร่างกายให้สะอาดก่อนการปฏิบัติธรรม สิ่งเหล่านี้แม้ว่าดูจะเหมือนเป็น สิ่งเล็กน้อย แต่หากท่านใดได้ทำสิ่งเหล่านี้ให้เสร็จเรียบร้อยก่อน ใจก็จะสบายไม่ต้องกังวลถึงเรื่องเหล่านี้ในเวลาปฏิบัติธรรมอยู่

และที่สำคัญการทำความสะอาดสิ่งของภายนอกให้เรียบร้อย และการชำระกายให้สะอาดเรียบร้อยจะทำให้จิตใจสบาย สะอาดผ่องแผ้ว แม้สมาธิที่เกิดขึ้นก็จะแจ่มชัด อุปมาเหมือนกับแสงสว่างแห่งประทีปที่เกิดจากตัวตะเกียงที่มีไส้และน้ำมันที่สะอาดหมดจด ไม่มีเขม่าควันสกปรก

ในเรื่องนี้มีคุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง เป็นต้นแบบที่ดียิ่ง ซึ่งท่านมัก มีปกติจัดข้าวของ โดยจะวางของเรียงจากเล็กไปหาใหญ่ ดูแลทำความสะอาดเสื้อผ้าที่ใช้นุ่งห่ม จนดูเหมือนใหม่อยู่เสมอ มีปกติทำความสะอาดสิ่งของทั้งภายนอกและภายใน เช่น บันไดท่านก็ถูทั้งข้างบน และใต้บันไดด้วย สิ่งเหล่านี้ท่านบอกว่า ยายฝึกเป็นนิสัย ถ้าหยาบทำได้ละเอียด ละเอียดก็จะละเอียดด้วย คือ ถ้าเรื่องภายนอกร่างกายเราสามารถจัดการได้ดี การนั่งสมาธิซึ่งเป็นเรื่องของการฝึกจิตที่ต้องอาศัยความละเอียดอ่อน ก็จะสามารถทำได้ดีด้วย

4.6 มีอัชฌาสัย 6 ประการของพระโพธิสัตว์

อัธยาศัย 6 ประการนี้ เป็นอุปนิสัยของพระโพธิสัตว์ ที่ทำให้ฝึกปฏิบัติสมาธิได้ดี ประกอบด้วย

1.อโลภัชฌาสัย พระโพธิสัตว์ทั้งหลายเป็นผู้มีอัชฌาสัย ประกอบด้วยอโลภะ (ไม่โลภ) เห็นโทษของโลภะเป็นปกติ ไม่มีนิสัยโลภในคน สัตว์ สิ่งของ ของผู้อื่น

2.อโทสัชฌาสัย พระโพธิสัตว์ทั้งหลายเป็นผู้มีอัชฌาสัย ประกอบด้วยอโทสะ (ไม่โกรธ) เห็นโทษของโทสะเป็นปกติ มีความเมตตาปรารถนาดีกับทุกๆ คน

3.อโมหัชฌาสัย พระโพธิสัตว์ทั้งหลายเป็นผู้มีอัชฌาสัย ประกอบด้วยอโมหะ (ไม่หลง) เห็นโทษของโมหะเป็นปกติ เป็นผู้มีสติปัญญา ไม่หลงเลอะเลือน เห็นผิดเป็นผิด เห็นถูกเป็นถูก เห็นทุกสิ่งตามความเป็นจริง

4.เนกขัมมัชฌาสัย พระโพธิสัตว์ทั้งหลายเป็นผู้มีอัชฌาสัยในเนกขัมมะ(การออกบวช) เห็นโทษในการครองเรือนอยู่โดยปกติ

5.ปวิเวกกัชฌาสัย พระโพธิสัตว์ทั้งหลายเป็นผู้มีอัชฌาสัยในการปลีกวิเวก เห็นโทษใน สังคณิกา (ความระคนด้วยหมู่คณะ)

6.นิสสรณัชฌาสัย พระโพธิสัตว์ทั้งหลายเป็นผู้มีอัชฌาสัยในนิสสรณะ (ความออกจากทุกข์) เห็นโทษในภพและคติทั้งปวงอยู่โดยปกติ

พระอริยบุคคลทั้งหลาย ทั้งพระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี พระอรหันต์ พระปัจเจก-พุทธเจ้า และพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และในอนาคต ท่านทั้งหลายเหล่านี้สามารถ บรรลุคุณวิเศษที่ตนพึงบรรลุได้ เพราะมีอัชฌาสัย 6 ดังนั้นผู้ปฏิบัติสมาธิพึงเป็นผู้มีอัชฌาสัยอันถึงพร้อมด้วยคุณธรรมเหล่านี้

4.7 การรับกัมมัฏฐาน

ผู้ปฏิบัติเมื่อได้กัลยาณมิตรผู้ให้กัมมัฏฐาน พึงมอบตนแด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือแก่พระอาจารย์ เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่น และไม่เกิดความสะดุ้งกลัวใดๆ ในขณะบำเพ็ญกัมมัฏฐาน และเพื่อให้ได้ความอนุเคราะห์ช่วยเหลือจากอาจารย์ผู้สอนกัมมัฏฐาน ไม่ต้องเสียเวลาในการลองผิดลองถูกด้วยตนเอง ผู้ปฏิบัติ พึงมอบตัวแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า และพระอาจารย์ดังที่กล่าวไว้ในคัมภีร์วิสุทธิมรรคว่า

“ กุลบุตรผู้เริ่มบำเพ็ญเพียร เข้าไปหากัลยาณมิตรผู้บอกกัมมัฏฐาน พึงถวายตัวแด่พระพุทธเจ้าหรืออาจารย์ เป็นผู้มีอัธยาศัยถึงพร้อม เป็นผู้มีอธิมุตติ (ความตั้งใจ) ถึงพร้อมแล้วจึงขอกัมมัฏฐาน”7)

ในการถวายตนนั้น ควรถวายตนด้วยคำว่า

“ อิมาหํ ภควา อตฺตภาวํ ตุมฺหากํ ปริจฺจชามิ”ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพระพุทธเจ้าขอสละอัตภาพนี้แด่พระองค์

“ อิมาหํ ภนฺเต อตฺตภาวํ ตุมฺหากํ ปริจฺจชามิ”ข้าแต่อาจารย์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าขอสละอัตภาพนี้แก่ท่านเมื่อได้มอบอัตภาพแด่อาจารย์แล้ว พึงเป็นผู้ที่อาจารย์ห้ามปรามได้ ไม่เป็นผู้ทำตามอำเภอใจ เป็นผู้ว่าง่ายและเป็นผู้ใกล้ชิดอาจารย์อยู่เสมอ เมื่อเป็นเช่นนี้ย่อมได้รับความสงเคราะห์ด้วยอามิสและธรรมะจากอาจารย์ ย่อมบรรลุธรรมสมปรารถนาถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ในพระพุทธศาสนา เหมือนดังเรื่องต่อไปนี้ เป็นอุทาหรณ์

อันเตวาสิกของพระจูฬปิณฑปาติกติสสเถระ

ครั้งนั้นพระภิกษุ 3 รูป เข้ามากราบพระเถระเพื่อมอบตัวเป็นศิษย์ ภิกษุ รูปหนี่งกราบเรียนว่า

“ ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ถ้าเพื่อประโยชน์แก่ท่านอาจารย์แล้วละก็ กระผมสามารถ กระโดดลงในเหวลึก 100 ชั่วคนได้”รูปที่สองกราบเรียนว่า

“ ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ถ้าเพื่อประโยชน์แก่ท่านอาจารย์แล้วละก็ กระผมสามารถ ถูอัตภาพนี้ เริ่มตั้งแต่ ส้นเท้าเข้าที่ลานหิน จนตัวสึกไปไม่เหลือเลยได้”

รูปที่สามกราบเรียนว่า

“ ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ถ้าเพื่อประโยชน์แก่ท่านอาจารย์แล้วละก็ กระผมสามารถ กลั้นลมหายใจเข้าออก จนสิ้นชีวิตได้”

พระเถระเห็นว่า พระภิกษุทั้ง 3 รูปเป็นผู้สามารถสอนได้ จึงบอกกัมมัฏฐานให้ และทั้ง 3 รูปก็ตั้งอยู่ในโอวาทของท่าน จนบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ นี้คืออานิสงส์แห่งการมอบตนแด่อาจารย์

การมอบตัวแด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าและแด่อาจารย์ ตามที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น กล่าวตามแนว วิสุทธิมรรค ซึ่งท่านมุ่งถึงพระภิกษุผู้บำเพ็ญกัมมัฏฐานในพระพุทธศาสนาเป็นสำคัญ แต่ฆราวาสผู้มุ่งปฏิบัติกัมมัฏฐาน แม้จะถวายตัวแด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าและแด่อาจารย์ผู้สอนกัมมัฏฐาน ก็ย่อมมีผลดีเช่นกัน ถึงแม้ว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะปรินิพพานไปนานแล้ว การถวายตัวแด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือระลึกนึกถึงพระพุทธองค์ ก็เป็นการสร้างกำลังใจและป้องกันความสะดุ้งกลัวในการปฏิบัติ

แต่อย่างไรก็ตาม ในการเริ่มเจริญสมาธิ แม้ผู้ปฏิบัติจะไม่ได้ถวายตัวแด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือแด่อาจารย์ผู้สอนกัมมัฏฐาน ก็ย่อมปฏิบัติได้ผลเช่นกัน เพราะหลักสำคัญอยู่ที่การปฏิบัติจริงและ ปฏิบัติได้ถูกต้อง แต่ผู้ที่มอบกายถวายชีวิตแด่พระพุทธองค์และแด่อาจารย์ผู้สอนกัมมัฏฐานของตน ย่อมมีแต่ผลดีไม่มีผลเสีย ดังได้กล่าวมาแล้ว

หลักเบื้องต้นในการเจริญสมาธิภาวนาดังที่กล่าวมาแล้วนี้ ทุกประการมีความสำคัญทุกข้อ ขอให้ นักศึกษาศึกษาให้เข้าใจและฝึกฝนปฏิบัติให้เกิดขึ้นในตัวให้ได้ จึงจะสามารถปฏิบัติธรรมได้ดียิ่งๆ ขึ้นไป เหมือนการตอกเสาเข็มที่ต้องตอกให้ครบทุกต้น แต่ละต้นต้องตอกให้แน่นแข็งแรง จึงจะรองรับอาคาร ที่จะสร้างขึ้นได้

1) อังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต, มก. เล่มที่ 38 ข้อที่ 1 หน้า 1.
2) สิ่งของเครื่องใช้ ที่นอกเหนือจากอัฏฐบริขาร
3) สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค, มก. เล่มที่ 30 ข้อ 165 หน้า 91.
4) สังยุตตนิกาย สคาถวรรค, มก. เล่มที่ 24 ข้อ 382 หน้า 482.
5) อังคุตตรนิกาย นวกนิบาต, มก. เล่มที่ 37 ข้อ 207 หน้า 708.
6) พระเทพวิสุทธิกวี, 2538 บทอบรมกรรมฐาน, กรุงเทพฯ, หน้า 97.
7) พระเทพวิสุทธิกวี, การพัฒนาจิต, (กรุงเทพฯ : มหามกุฏราชวิทยาลัย), 2543 หน้า 61.
md305/4.txt · แก้ไขครั้งล่าสุด: 2015/03/15 16:55 (แก้ไขภายนอก)
 
เว้นแต่จะได้แจ้งไว้เป็นอื่นใด เนื้อหาบนวิกินี้ถูกกำหนดสิทธิ์ไว้ภายใต้สัญญาอนุญาติต่อไปนี้: CC Attribution-Noncommercial 3.0 Unported
Recent changes RSS feed Donate Powered by PHP Valid XHTML 1.0 Valid CSS Driven by DokuWiki