md305:3 [Dou book online]
 

บทที่ 3 สมถะและวิปัสสนาตามหลักคำสอนพระมงคลเทพมุนี

เนื้อหา บทที่ 3 สมถะและวิปัสสนาตามหลักคำสอนพระมงคลเทพมุนี

  • 3.1 สมถกัมมัฏฐาน
    • 3.1.1 ความหมายของสมถะ
    • 3.1.2 วิธีปฏิบัติสมถกัมมัฏฐาน
    • 3.1.3 ผลของสมถะ
    • 3.1.4 ระดับของสมถะ
    • 3.1.5 การศึกษาสมถะ
  • 3.2 วิปัสสนากัมมัฏฐาน
    • 3.2.1 ความหมายของวิปัสสนา
    • 3.2.2 วิธีการศึกษาวิปัสสนา
    • 3.2.3 ผลของวิปัสสนา
  • 3.3 ความแตกต่างของสมถะและวิปัสสนา
    • 3.3.1 สมถะและวิปัสสนาในกายต่างๆ
    • 3.3.2 ความแตกต่างของการเห็นในกายต่างๆ

แนวคิด

1.พระมงคลเทพมุนีได้อธิบายลักษณะของสมถะไว้ว่า หมายถึง การทำใจให้หยุด มีวิธีการคือการ รวมความเห็น ความจำ ความคิด ความรู้ ไว้ที่ศูนย์กลางกายให้ได้ โดยมีบริกรรมนิมิตเป็นดวงแก้วใส และบริกรรมภาวนาว่า สัมมา อะระหัง เข้าช่วย ผลแห่งการเจริญสมถะย่อมทำให้เข้าถึงปฐมฌาน คือ ดวงปฐมมรรค และเข้าถึงกายมนุษย์ละเอียด กายพรหม กายอรูปพรหมไปตามลำดับ

2.การเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐาน คือ การเห็นแจ้งด้วยธรรมจักขุของพระธรรมกาย รู้ได้ด้วย ญาณของพระธรรมกาย เกิดจากการเข้าถึงพระธรรมกาย และใช้ตา และญาณของพระธรรมกายพิจารณา ไตรลักษณ์ และเมื่อใช้ธรรมจักขุและญาณของพระธรรมกายพิจารณาอริยสัจ ในกายมนุษย์ละเอียด กายทิพย์ กายพรหม กายอรูปพรหม ทำให้บรรลุมรรคผลไปตามลำดับขั้น

3.ในหลักปฏิบัติสมถะและวิปัสสนากัมมัฏฐานของพระมงคลเทพมุนี จัดแบ่งกาย 8 กาย ตั้งแต่กายมนุษย์ถึงกายอรูปพรหมละเอียด ว่าเป็นสมถะ กาย 10 กาย ตั้งแต่กายธรรมโคตรภูหยาบ จนถึง กายธรรมพระอรหัตต์ละเอียดเป็นวิปัสสนา

วัตถุประสงค์

1.เพื่อให้นักศึกษาเข้าใจและสามารถอธิบายความหมาย วิธีการปฏิบัติ และผลที่เกิดจากการปฏิบัติ สมถะและวิปัสสนากัมมัฏฐานตามหลักคำสอนของพระมงคลเทพมุนีได้

2.เพื่อให้นักศึกษาเข้าใจและสามารถอธิบายความแตกต่างของสมถะและวิปัสสนากัมมัฏฐานตามหลักคำสอนของพระมงคลเทพมุนีได้

สมถะและวิปัสสนาตามหลักคำสอนพระมงคลเทพมุนี

ในทางพระพุทธศาสนามีวิชชาหลายอย่างด้วยกัน คือ วิชชา 3 วิชชา 8 วิชชา แปลว่า ความรู้แจ้ง ที่เมื่อบุคคลใดได้เข้ามาศึกษาแล้ว ย่อมรู้แจ้ง รู้แจ้งในอะไร รู้แจ้งในชีวิตของเราว่า เราเกิดมาเพื่ออะไร ตายแล้วไปไหน ที่สุดของชีวิตต้องการอะไร โดยสรุปก็คือ เราจะรู้ความต้องการที่แท้จริงของตัวเรา

ในทางพระพุทธศาสนา มีวิชชาอยู่ 2 อย่าง ที่ถือเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะถ้าไม่รู้วิชชานี้แล้ว การเกิดมาเป็นมนุษย์ ย่อมเรียกว่า สมบูรณ์ ไม่ได้เลย วิชชา 2 อย่างนั้น เรียกว่า วิชชาภาคิยธรรม คือ สมถะ และวิปัสสนา

พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) ท่านได้พยายามบอกทุกคนที่เข้ามาหา ให้เจริญสมถะวิปัสสนา เพราะท่านได้ทราบชัดถึงหนทางที่ดำเนินอยู่ ว่าสิ่งที่ถูกต้องคืออะไร ท่านยืนยันในเรื่องสมถะวิปัสสนาที่สอนว่าต้องเดินตามแนวที่ท่านให้ไว้นี้ ถ้าไม่เข้าตามแนวนี้ แสดงว่ายังปฏิบัติไม่ถูกตัววิปัสสนา ท่านได้กล่าวเอาไว้ว่า

“ ที่เรามาเรียนสมถะวิปัสสนาวันนี้ ต้องเดินแนวนี้ ผิดแนวนี้ไม่ได้ และก็ต้องเป็นอย่างนี้ ผิดอย่างนี้ไปไม่ได้ ผิดอย่างนี้ไปก็เลอะเหลว ต้องถูกแนวนี้”1)

เพื่อความเข้าใจในหลักสมถะและวิปัสสนาตามหลักคำสอนของพระมงคลเทพมุนี จะได้อธิบาย ในรายละเอียดต่อไป

3.1 สมถกัมมัฏฐาน

3.1.1 ความหมายของสมถะพระมงคลเทพมุนี

พระมงคลเทพมุนี ได้กล่าวเอาไว้ว่า สมถะ เป็นวิชชาเบื้องต้น2) แปลว่าสงบ แปลว่าระงับ แปลว่าหยุด แปลว่านิ่ง คือ การทำใจให้หยุด ให้สงบ อธิบายเพิ่มเติมได้ว่า เมื่อใครเริ่มต้นในการปฏิบัติธรรม หยุด แปลว่านิ่ง คือ การทำใจให้หยุด ให้สงบ อธิบายเพิ่มเติมได้ว่า เมื่อใครเริ่มต้นในการปฏิบัติธรรม ผู้นั้นก็ชื่อได้ว่าเริ่มต้นเรียนสมถะ เมื่อใดที่สามารถทำใจให้สงบได้ก็ชื่อว่า ได้สำเร็จสมถะในขั้นเบื้องต้น สมถะนั้น มีหลายระดับขั้นตั้งแต่เบื้องต้นจนถึงสูงสุด เป็นเรื่องที่ต้องเรียนตลอดชีวิต พระเดชพระคุณ- พระมงคลเทพมุนีท่านกล่าวเอาไว้ว่า

“ ผู้พูดนี้ได้ศึกษามาตั้งแต่บวช พอบวชออกจากโบสถ์แล้วได้วันหนึ่ง รุ่งขึ้น อีกวันหนึ่งก็เรียนทีเดียว เรียนสมถะทีเดียว ไม่ได้หยุดเลย จนกระทั่งถึงบัดนี้”3)

ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะสมถะเป็นของลึกซื้ง มีรายละเอียดมาก การจะเรียนให้หมดสิ้นไป เป็นการทำได้ยาก เราอาจจะเปรียบได้ว่า สมถะที่มีสอนกันอยู่ในพระไตรปิฎก เป็นเหมือนกับใบไม้ในกำมือ แต่จริงๆ แล้ว สมถะในแนวปฏิบัตินั้นเป็นความรู้ที่เป็นดุจใบไม้ของป่าใหญ่ทั้งป่า ดังที่พระพุทธองค์ได้ตรัสเอาไว้ว่า

“ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน ใบประดู่ลาย 2-3 ใบ ที่เราถือด้วยฝ่ามือกับใบที่บนต้น อย่างไหนจะมากกว่ากัน”

ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า “ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ใบประดู่ลาย 2-3 ใบ ที่ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงถือด้วยฝ่าพระหัตถ์มีประมาณน้อย ที่บนต้นมากกว่า พระเจ้าข้า”

พระพุทธเจ้าตรัสว่า “ อย่างนั้นเหมือนกัน ภิกษุทั้งหลาย สิ่งที่เรารู้แล้วมิได้บอกเธอทั้งหลายมีมาก”4)

3.1.2 วิธีปฏิบัติสมถกัมมัฏฐาน

พระมงคลเทพมุนีอธิบายวิธีการของสมถะว่า ต้องใจหยุด ท่านกล่าวว่า”พอใจหยุดเท่านั้นถูกตัวสมถะแล้ว หยุดนั่นแหละเป็นตัวสมถะ หยุดนั่นเองเป็นตัวสำเร็จ ทั้งทางโลกและทางธรรมสำเร็จหมด โลกที่จะได้รับความสุข ใจต้องหยุดตามส่วนของโลก ธรรมที่จะได้รับความสุข ใจต้องหยุดตามส่วนของธรรม”5)

(1) หลักการทำสมถะให้เกิดขึ้น

ท่านได้อธิบายหลักการของการทำสมถะหรือทำใจให้หยุดไว้ว่า

ต้องทำให้ใจหยุดก่อน ตรงตามความหมายว่า สงบนิ่ง ใจ ประกอบด้วยความเห็น ความจำ ความ-คิด ความรู้ รวมกันเป็นจุดเดียว อยู่ที่เบาะน้ำเลี้ยงหัวใจ ความเห็น อยู่ที่ท่ามกลางกาย ความจำ อยู่ที่ท่ามกลาง เนื้อหัวใจ ความคิด อยู่ที่ท่ามกลางดวงจิต ความรู้ อยู่ที่ท่ามกลางดวงวิญญาณ

4 อย่างนี้รวมเข้าเป็นจุดเดียวกัน เรียกว่า ใจ คำที่เรียกว่า ใจ นี่แหละเราต้องบังคับให้หยุดเป็นจุดเดียวกัน เห็น จำ คิด รู้ สื่อ อย่างนี้ ต้องมารวมหยุดเป็นจุดเดียวกันอยู่กลางกายมนุษย์ สะดือทะลุหลัง ขวาทะลุซ้าย กลางกั๊กข้างใน สะดือทะลุหลังเป็นด้ายกลุ่มไปเส้นหนึ่งตึง ขวาทะลุซ้ายเป็นด้ายกลุ่มไป เส้นหนึ่งตึงตรงกัน ตึงทั้ง 2 เส้น ตรงกลางจรดกัน ที่กลางจรดกันนั้นแหละเรียกว่า กลางกั๊ก กลางกั๊ก นั้นแหละ ถูกกลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ ใสบริสุทธิ์เท่าฟองไข่แดงของไข่ไก่ ถูกกลางดวงพอดี

เห็น จำ คิด รู้ 4 อย่าง จรดอยู่กลางกั๊กนั้น กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ มีที่ตั้ง แห่งเดียวเท่านั้น

ใจ ที่เขาบอกว่า ตั้งใจ เราจะต้องเอาใจไปหยุดตรงนั้นทีเดียว ถึงจะถูกเป้าหมายใจดำ ที่เขาบอกว่าตั้งใจ ต้องเอาใจไปหยุดตรงกลางนั้น เมื่อเอาใจไปหยุดอยู่กลางนั้นได้แล้ว ก็ใช้สัญญาจำให้มั่น หยุดนิ่งบังคับให้นิ่งเชียว ถ้าไม่นิ่งก็ต้องใช้บริกรรมภาวนาบังคับไว้ บังคับให้ใจหยุด บังคับหนักเข้า หนักเข้า หนักเข้า พอถูกส่วนเข้า ใจหยุดนิ่ง ใจหยุด หยุด พอใจหยุดเท่านั้นแหละถูกตัวสมถะแล้ว หยุดนั่นแหละเป็นตัวสมถะ

พระมงคลเทพมุนีได้อธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับการทำใจให้หยุดว่า จะต้องหยุดให้ถูกที่ คือ ต้องหยุดที่ศูนย์กลางกาย จึงจะเป็นสมถะที่แท้ ท่านกล่าวไว้ว่า

“ ใจที่หยุดต้องถูกกลางนะ ถ้าไม่ถูกกลางใช้ไม่ได้ ต้องหยุดเข้าสิบ เข้าศูนย์ เข้าส่วน ถูกสิบ ถูกศูนย์ ถูกส่วน ถ้าหยุดกลางกายเช่นนั้นถูกสิบ พอถูกสิบเท่านั้นไม่ช้าจะเข้าถึงศูนย์ พอถูกสิบแล้วก็จะเข้าถึงศูนย์ทีเดียว โบราณท่านพูดกันว่า เห็นสิบแล้วเห็นศูนย์ เป็นเค้ามูลสืบกันมา เที่ยงแท้แน่นักหนา ตั้งอนิจจา เป็นอาจิณ จุติแล้วปฏิสนธิ ย่อมเวียนวนอยู่ทั้งสิ้น สังขาราไม่ยืนยิน ราคีสิ้นเป็นตัวมา นี่สิบ ศูนย์นี้เป็นตัวสำคัญนัก”6)

(2) วิธีการทำใจหยุด

พระมงคลเทพมุนีท่านสอนวิธีการในการทำใจหยุด หรือทำสมถะเอาไว้ว่า

“ ต้องมีบริกรรมภาวนา กับบริกรรมนิมิตเป็นคู่กัน บริกรรมนิมิตให้กำหนดเครื่องหมายเป็นดวงใสเหมือนกับเพชรลูกที่เจียระไนแล้ว ไม่มีขนแมว โตเท่าแก้วตา แล้วให้กำหนดไว้ตามฐานต่างๆ เริ่มต้นจากฐานที่ 1 ผู้หญิงกำหนดเข้าปากช่องจมูกซ้าย ผู้ชายกำหนดเข้าปากช่องจมูกขวา แล้วให้บริกรรมภาวนาประคองบริกรรมนิมิตนั้นไว้ว่า สัมมา อะระหัง แล้วกำหนดบริกรรมนิมิตเลื่อนไปยังฐานที่ 2 ที่เพลาตา หญิงอยู่ซีกข้างซ้าย ชายอยู่ซีกข้างขวา ตรงหัวตาที่มูลตาออก ตามช่องลมหายใจเข้าออกข้างใน แล้วให้บริกรรมประคองเครื่องหมายที่เพลาตานั้นว่า สัมมา อะระหัง สัมมา อะระหัง สัมมา อะระหัง 3 ครั้งแบบเดียวกัน

แล้วเลื่อนเครื่องหมายตรงลำดับเพลาตาเข้าไป กลางกั๊กศีรษะข้างใน ไม่ให้ค่อนซ้ายขวาหน้าหลังล่างบน กลางกั๊กพอดี (นี่เรียกว่าฐานที่ 3) แล้วบริกรรมประคองเครื่องหมายที่กลางกั๊กศีรษะข้างในว่า สัมมา อะระหัง สัมมา อะระหัง สัมมา อะระหัง 3 ครั้ง ตรงนี้มีลัทธิพิธี ต้องกลับตาไปข้างหลังให้ตาค้างเหมือนคนชัก จะตาย เราหลับตาอยู่ ตาช้อนขึ้นข้างบนเหลือบขึ้นข้างบนเหลือบๆ ไป จนค้างแน่น ให้ความเห็นกลับไปข้างหลัง แล้วค่อยๆ ให้เห็นกลับเข้าข้างใน พอตาเห็นกลับ เข้าข้างใน ก็เลื่อนเครื่องหมาย (ฐานที่ 3) ไปที่ปากช่องเพดาน (ฐานที่ 4) ที่รับประทานอาหารสำลัก อย่าให้ล้ำให้เหลื่อมพอดี แล้วบริกรรม ประคองเครื่องหมาย ที่ปากช่องเพดาน (ฐานที่ 4) ที่รับประทานอาหารสำลักนั้นว่า สัมมา อะระหัง สัมมา อะระหัง สัมมา อะระหัง 3 ครั้ง แล้วก็เลื่อนเครื่องหมายไปที่ปากช่องคอ (ฐานที่ 5) เหนือลูกกระเดือก เหมือนกลางกั๊กปากถ้วยแก้ว ตั้งไว้ปากช่องคอ บริกรรมประคองเครื่องหมายที่ปากช่องคอนั้นว่า สัมมา อะระหัง สัมมา อะระหัง สัมมา อะระหัง 3 ครั้ง

แล้วเลื่อนไปกลางตัว (ฐานที่ 6) สุดลมหายใจเข้าออก สะดือทะลุหลัง ขวาทะลุซ้าย กลางกั๊กพอดี แล้วบริกรรมที่กลางตัวนั้นว่าสัมมา อะระหัง สัมมา อะระหัง สัมมา อะระหัง 3 ครั้ง แล้วเลื่อนเครื่องหมายถอยหลัง (จากฐานที่ 6) มาที่เหนือกลางตัวเรานี้ขึ้นไป 2 นิ้วมือ (ฐานที่ 7) ฐานที่ 7 นั้นมีศูนย์ 5 ศูนย์ ศูนย์กลาง ศูนย์ข้างหน้า ศูนย์ข้างขวา ศูนย์ข้างหลัง ศูนย์ข้างซ้าย ศูนย์กลาง คือ อากาศธาตุ ศูนย์ข้างหน้า คือ ธาตุน้ำ ศูนย์ข้างขวา คือ ธาตุดิน ศูนย์ข้างหลัง คือ ธาตุไฟ ศูนย์ข้างซ้าย คือ ธาตุลม เครื่องหมายใสสะอาดตรงช่องอากาศขาดกลางตรงนั้นเรียกว่า ศูนย์

เราก็ต้องทำใจของเราให้นิ่ง ให้หยุด ทำใจให้หยุดอยู่ศูนย์กลาง ทำใจให้หยุด หยุดก็เข้ากลางหยุด กลางของกลาง ซ้ายขวา หน้าหลัง ล่างบน นอกใน ไม่ไป กลางของกลาง กลางของกลาง นิ่ง”

3.1.3 ผลของสมถะ

เมื่อใจหยุด หรือที่พระมงคลเทพมุนีกล่าวว่า เข้าสิบแล้วก็ตกศูนย์ ตกศูนย์ คือ ใจหยุด พอใจหยุดเรียกว่าเข้าสิบ จะปรากฏผลแห่งการปฏิบัติ คือ เห็นเป็นดวงใสเท่าดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ผุดขึ้น ท่านกล่าวเพิ่มเติมไว้ว่า

“ นั่นตกศูนย์แล้ว เข้าสิบแล้ว เห็นศูนย์แล้ว เรียกว่า เข้าสิบแล้วเห็นศูนย์ พอเห็นศูนย์ ใจก็หยุดอยู่กลางศูนย์นั้นแหละ กลางดวงใส เท่าดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์นั้น ดวงนั้นแหละเรียกว่า ดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน หรืออีก นัยหนึ่ง ดวงนั้นแหละเรียกว่า ดวงปฐมมรรค หนทางเบื้องต้นมรรค ผล นิพพาน จะไปสู่มรรคผลนิพพาน ต้องเข้ากลางดวงนั้นแห่งเดียว ไปได้ทางเดียว ทางอื่นไม่มี”7)

ดวงปฐมมรรคนี้เอง ท่านเรียกว่า ปฐมฌานเบื้องต้น หลังจากที่เข้าถึงดวงปฐมมรรคแล้ว พอใจหยุดนิ่งต่อไป ที่เรียกว่า การเข้ากลาง ก็จะเข้าถึงสภาวธรรมภายในที่ละเอียดไปตามลำดับ พระมงคลเทพมุนีได้กล่าวไว้ว่า

“ พอหยุดถูกส่วนเข้าเท่านั้นแหละ เกิดขึ้นมาอีกดวงหนึ่งเป็นดวงศีล โตเท่า ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์เหมือนกัน หยุดอยู่กลางดวงศีลนั้นแหละ พอถูกส่วนเข้า เท่านั้น เกิดขึ้นอีกดวงหนึ่ง เรียกว่า ดวงสมาธิ โตเท่าดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์เหมือนกันหยุดอยู่กลางดวงสมาธินั่นแหละ พอถูกส่วนเข้าเท่านั้นเกิดขึ้นอีกดวงหนึ่งเท่าดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์เหมือนกัน เรียกว่า ดวงปัญญา หยุดอยู่กลาง ดวงปัญญานั่นแหละ พอถูกส่วนเข้าเกิดขึ้นอีกดวงหนึ่งเรียกว่า ดวงวิมุตติ หยุดอยู่กลางดวงวิมุตตินั่นแหละ พอถูกส่วนเข้าเกิดขึ้นอีกดวงหนึ่งเรียกว่า ดวงวิมุตติญาณทัสสนะ”8)

และเมื่อใจหยุดเข้ากลางต่อไป ก็จะเข้าถึงกายมนุษย์ละเอียด เมื่อเอาใจหยุดเข้ากลางดวงธรรม ที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ละเอียดขนาดเท่าฟองไข่แดงของไก่ จนเกิดดวงปฐมมรรคของกายมนุษย์ละเอียด เข้ากลางต่อไป ก็จะเข้าถึงดวงศีล ดวงสมาธิ ดวงปัญญา ดวงวิมุตติ ดวงวิมุตติญาณทัสสนะ เข้าถึง กายทิพย์ ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายทิพย์โตขึ้นเป็น 3 เท่า เอาใจจรดที่ศูนย์กลางกายฐานที่ 7 ของกายทิพย์หยาบ จิตตกศูนย์ รวมกับดวงธรรมที่ฐานที่ 6 เป็นปฐมมรรคของกายทิพย์หยาบ เข้ากลางดวงนี่ ผ่านดวงธรรมอีก 5 ดวง ดังกล่าวแล้ว จะเข้าถึงกายทิพย์ละเอียด เอาใจหยุดไปที่ศูนย์กลางกายฐานที่ 7 ของกายทิพย์ละเอียด จนตกศูนย์รวมกับดวงธรรมกายทิพย์ละเอียดขนาดโตเป็น 4 เท่าฟองไข่แดงของไก่ เป็นดวงปฐมมรรคที่ฐาน ที่ 7 ของกายทิพย์ละเอียด ปฏิบัติต่อไปก็จะเข้าถึงกายรูปพรหมหยาบ ซึ่งมีดวงธรรมขนาดโตเป็น 5 เท่า เมื่อเกิดดวงปฐมมรรคและเข้ากลางผ่านดวงธรรม 5 ดวงดังกล่าวแล้ว จะเข้าถึงกายรูปพรหมละเอียด มีดวงธรรมประจำกายโต 6 เท่า กายอรูปพรหมหยาบ ดวงธรรมขนาดโตเป็น 7 เท่า และกายอรูปพรหม-ละเอียดโต 8 เท่า

กายภายในทั้ง 7 กาย นี้เป็นผลแห่งสมถะ หรือใจหยุดที่เกิดขึ้นตามลำดับ นอกจากนี้ท่านยังได้อธิบายสภาวะของฌานในกายแต่ละกายไว้ในพระธรรมเทศนาเรื่องสมาธิ ว่า

“ ใจหยุดกลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์เป็นดวงใส พอถูกส่วนมีดวงผุดขึ้นมากลางดวง วัดเส้นผ่าศูนย์กลาง 2 วา หนาคืบ มีกายมนุษย์ละเอียดอยู่กลางดวง ใจของกายมนุษย์ละเอียดหยุดนิ่งอยู่กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ละเอียด เห็นดวงจิตของตัวเอง….. เกิดปีติชอบอกชอบใจ เต็มส่วนของปีติ มีความสุขกายสบายใจ แล้วนิ่งเฉย เกิดแต่วิเวก เป็นปฐมฌานของกายมนุษย์ละเอียด ใจขยายจากปฐมฌานของกายมนุษย์ละเอียด ใจของกายมนุษย์ละเอียดก็หยุดนิ่งอยู่ที่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ละเอียด หยุดนิ่งกลางดวงจิตที่เห็นใสนั่น พอถูกส่วนเข้าเกิดขึ้นอีกดวง เรียกว่า ทุติยฌาน เข้าถึงกายทิพย์หยาบ เข้าถึงกายทิพย์ละเอียด อาศัยกายทิพย์หยาบเข้าฌาน ใจของกายทิพย์ละเอียดขยายจากฌานที่ 2 ทุติยฌานเกิดดวงผุดขึ้นมาเป็น ฌานที่ 3 ตติยฌาน เข้าถึงกายรูปพรหมหยาบ ใจของกายรูปพรหมละเอียดขยายจากตติยฌาน หยุดนิ่งกลางดวงถูกส่วนมีผุดขึ้นมาอีกดวงหนึ่งเป็นดวงที่สี่ จตุตถ-ฌาน เข้าถึงกายอรูปพรหม เข้าอรูปฌาน คือ อากาสานัญจายตนะ วิญญาณัญ-จายตนะ อากิญจัญญายตนะ เนวสัญญานาสัญญายตนะ”9)

โดยสรุปผลแห่งการปฏิบัติสมถะหรือใจหยุดของพระมงคลเทพมุนีในเบื้องต้น คือ การเข้าถึง ดวงปฐมมรรคภายใน และเข้าถึงกายมนุษย์ละเอียดที่เป็นปฐมฌาน และเข้าถึงกายทิพย์ อันเป็นทุติยฌาน เข้าถึงกายรูปพรหมอันเป็นตติยฌาน เข้าถึงกายอรูปพรหมอันเป็นจตุตถฌาน

3.1.4 ระดับของสมถะ

พระมงคลเทพมุนีได้แบ่งระดับของสมถะ ไว้ในพระธรรมเทศนาเรื่อง “ สมาธิ” ไว้ว่ามี 2 ระดับ คือ

1.สมาธิโดยปริยายเบื้องต่ำ ท่านถือเอาตามพระบาลีที่ว่า พระอริยสาวกในพระธรรมวินัย ทำให้ปราศจากอารมณ์ทั้ง 6 ทางตา (รูปารมณ์) ทางหู (สัททารมณ์) ทางจมูก (คันธารมณ์) ทางลิ้น (รสารมณ์) ทางกาย (โผฏฐัพพารมณ์) ทางใจ (ธรรมารมณ์) ไม่ได้เกี่ยวแก่ใจเลย ได้สมาธิในความตั้งมั่น ได้ความที่ จิตเป็นหนึ่ง

สมาธิโดยปริยายเบื้องต่ำนี้เป็นสมถะในเบื้องต้น เป็นการเริ่มปฏิบัติธรรม เพื่อให้ใจมีความสงบใจ สบายใจในระดับเบื้องต้น แต่ใจยังไม่หยุดนิ่งเต็มที่ คือ จากเริ่มแรกเป็นการกำหนดบริกรรมนิมิต คือ สิ่งที่กำหนดในระยะแรกสุดเพื่อภาวนา ไม่ว่าจะเป็นองค์พระ ดวงแก้ว หรือวัตถุนิมิตใดๆ อันอยู่ขั้นขณิกสมาธิ เมื่อประคองรักษาสมาธิอย่างต่อเนื่อง จิตก็ตั้งมั่นเริ่มเป็นอุปจารสมาธิ ก็จะเห็นบริกรรมนิมิต ติดอยู่ภายในใจเป็นมโนภาพ แม้หลับตาก็จะเห็นชัดเหมือนหรือยิ่งกว่าลืมตาเห็น คือ บริกรรมนิมิตได้เปลี่ยนเป็นอุคคหนิมิต และจากอุคคหนิมิตที่ตั้งมั่นยิ่งขึ้นจนกระทั่งเป็นอุปจารสมาธิอย่างสมบูรณ์ ก็จะเปลี่ยนเป็น ปฏิภาคนิมิต ปรากฏเป็นนิมิตใสสว่างสามารถขยายให้ใหญ่หรือย่อให้เล็กลงได้ โดยนิมิตทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นที่ศูนย์กลางกาย ผู้ปฏิบัติจะเห็นได้ชัดเจน จากขั้นตอนตั้งแต่บริกรรมนิมิต จนถึงขั้นปฏิภาคนิมิตนี้ถือว่า เป็นสมาธิโดยปริยายเบื้องต่ำ

2.สมาธิโดยปริยายเบื้องสูง เมื่อใจจรดอยู่ที่ศูนย์กลางกายถูกส่วนแล้ว ความทะยานอยาก ทั้งหลายก็จะดับหายไป ใจที่ปล่อยวางจากสิ่งภายนอกจะดิ่งกลับไปที่ฐานที่ตั้งดั้งเดิม คือ ศูนย์กลางกายฐาน ที่ 7 เมื่อใจติดแน่นกับดวงใสที่ศูนย์กลางกายฐานที่ 7 (ปฏิภาคนิมิต) ใจหยุดถูกส่วนจะตกศูนย์ลงไปที่ฐาน ที่ 6 รวมกับดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ขนาดเท่าไข่แดงของฟองไข่ไก่ แล้วลอยขึ้นมาเป็นดวงใสสว่าง อย่างเล็กเท่ากับดวงดาวในอากาศ อย่างกลางเท่ากับพระจันทร์ในคืนวันเพ็ญ อย่างใหญ่เท่ากับพระอาทิตย์ ตอนเที่ยงวัน ดวงนี้เรียกว่า ดวงปฐมมรรค เป็นต้นทางของทางสายกลาง หรือเรียกว่า ดวงธัมมานุปัสสนาสติ-ปัฏฐาน เพราะเกิดจากการตั้งสติกำหนดพิจารณาเห็นธรรมภายใน หรือเรียกว่า เอกายนมรรค เพราะเป็นทางเอกสายเดียวที่จะดำเนินใจผ่านเข้าไปถึงพระนิพพานได้ สมาธิที่เกิดขึ้นเป็นสมาธิระดับอัปปนาสมาธิ คือ ปฐมฌาน มีองค์ 5 คือ วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา ปฐมมรรคนี้เป็นจุดเริ่มของสมาธิในปริยาย เบื้องสูง

3.1.5 การศึกษาสมถะ

ตลอดตั้งแต่กายมนุษย์ถึงกายอรูปพรหมละเอียด แค่นี้เรียกว่า สมถะ10) คือ เมื่อเราหยุดใจได้ เข้าถึงดวงปฐมมรรคในกายมนุษย์ เมื่อใด เมื่อนั้น จึงเรียกว่า เป็นการเริ่มต้นสมถะแล้ว ตามคำของ พระมงคลเทพมุนี ที่ว่า

“ พอใจหยุดเท่านั้นแหละถูกตัวสมถะแล้ว หยุดนั่นแหละเป็นตัวสมถะ” และเมื่อเข้าต่อไปจนถึงกายมนุษย์ละเอียด กายทิพย์หยาบ กายทิพย์ละเอียด กายรูปพรหมหยาบ และสุดท้าย ที่กายอรูปพรหม-ละเอียด ก็เป็นอันสิ้นสุดภูมิของสมถะ แต่นั้นจึงเป็นขั้นของวิปัสสนา

การศึกษาสมถะในแนวทางปฏิบัติจึงเป็นการศึกษาตั้งแต่ปฐมมรรคในกายมนุษย์หยาบ จนถึง กายอรูปพรหมละเอียด พระมงคลเทพมุนีกล่าวว่า เมื่อจิตของเราเข้าถึงขั้นใด ก็อาศัยศึกษาจากภูมิจิต ชั้นนั้นๆ ท่านใช้คำว่า เอากายนั้นๆ เป็นแบบ ซึ่งท่านได้กล่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ว่า11)

“ เราจะต้องยึดกายมนุษย์นี่เป็นแบบ เข้าไปถึงกายมนุษย์ละเอียด ต้องยึดกายมนุษย์ละเอียดนี่เป็นแบบ เข้าไปถึงกายทิพย์ ต้องยึดกายทิพย์นั่นเป็นแบบ เข้าไปถึงกายทิพย์ละเอียด ต้องยึดกายทิพย์ละเอียดเป็นแบบ จะโยกโย้ไปไม่ได้ เข้าไปถึงกายรูปพรหม ต้องยึดกายรูปพรหมเป็นแบบ เข้าไปถึงกายรูปพรหม-ละเอียด ต้องยึดกายรูปพรหมละเอียดเป็นแบบ เข้าไปถึงกายอรูปพรหม ต้องยึดกายอรูปพรหมเป็นแบบ เข้าไปถึงกายอรูปพรหมละเอียด ต้องยึดกายอรูป-พรหมละเอียดเป็นแบบ”

ดังนั้น การศึกษาในแต่ละกายนั้น คือการศึกษาในขั้นสมถะ การบำเพ็ญสมถะนั้น ส่งจิตเพ่งดวงปฐมมรรคตรงศูนย์ คือกึ่งกลางกายภายในตรงกลางพอดี ไม่เหลื่อมซ้ายขวา หน้าหลัง แล้วเลื่อนสูงขึ้น 2 นิ้ว เมื่อถูกส่วนก็จะเห็น กายมนุษย์ กายทิพย์ กายรูปพรหม กายอรูปพรหมเป็นชั้นๆ ซ้อนกันอยู่ภายในตามลำดับ

จากกายมนุษย์เข้าไป พิจารณาประกอบธาตุธรรมถูกส่วนรูปจะกะเทาะล่อนออกจากกัน เห็นตามลำดับเข้าไป คือ กายมนุษย์กะเทาะออกเห็นกายทิพย์ กายทิพย์กะเทาะออกเห็นกายรูปพรหม กายรูปพรหม กะเทาะออกเห็นกายอรูปพรหม จากเนื้อหาดังกล่าวข้างต้นเป็นสมถกัมมัฏฐานที่พระมงคลเทพมุนีได้แสดงไว้

3.2 วิปัสสนากัมมัฏฐาน

3.2.1 ความหมายของวิปัสสนา

พระมงคลเทพมุนีได้อธิบายความหมายของวิปัสสนาว่า เห็นวิเศษ เห็นแจ้ง หรือเห็นต่างๆ ท่านอธิบายลักษณะการเห็นว่า หมายถึง การเห็นในรูป แจ้ง คือ แจ่มแจ้งโดยสามัญลักษณะว่าเป็นของไม่เที่ยง เต็มไปด้วยทุกข์และเป็นอนัตตา คือไม่ใช่ตัวตน สัตว์ บุคคล เรา เขา12)

วิปัสสนาคำนี้ แปลตามศัพท์ว่า เห็นแจ้ง เมื่อแยกออกจากกันจึงได้คำว่า เห็น กับคำว่า แจ้ง โดยการเห็นนั้นเป็นการเห็นนามรูปด้วยตาธรรมกาย

พระมงคลเทพมุนีได้อธิบายถึงการเห็นด้วยตาธรรมกายจึงถือว่าเป็นวิปัสสนาเพราะว่า ดวงวิญญาณหรือดวงรู้ในกายมนุษย์เล็กเท่ากับดวงตาดำข้างใน ใสเกินใสอยู่ในกลางดวงจิต ดวงจิตอยู่ใน เบาะน้ำเลี้ยงหัวใจ ดวงจิตอยู่ที่ไหน ดวงวิญญาณอยู่ที่นั่น ในกลางดวงจิตนั้น แม้ในกายต่างๆ คือ กายทิพย์ กายรูปพรหม กายอรูปพรหม ดวงวิญญาณก็จะใหญ่เท่ากับดวงตาดำข้างในแต่ละกาย ทำให้ความรู้มีขีดจำกัด ดวงวิญญาณเท่านั้นไม่อาจทำให้เห็นอริยสัจได้ ความรู้ของดวงวิญญาณก็รู้อย่างคนตาบอด รู้ผิดเป็นถูก รู้ถูกเป็นผิด เพราะไม่ได้รู้ด้วยปัญญา แต่ดวงวิญญาณของธรรมกายได้กลับเป็นดวงญาณที่ใหญ่โต วัดเส้นผ่าศูนย์กลางเท่าหน้าตักธรรมกาย การที่ดวงญาณเท่าหน้าตักธรรมกาย นี้เรียกว่า จกฺขุกรณี เห็นเป็นปกติ คือ เห็นเบญจขันธ์ทั้ง 5 ในกายมนุษย์ กายมนุษย์ละเอียด กายรูปพรหม รูปพรหมละเอียด อรูปพรหม อรูปพรหมละเอียด ว่าเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา การเห็นด้วยตาธรรมกาย รู้ด้วยญาณธรรมกาย เห็นด้วยตาของพระพุทธเจ้า รู้ด้วยญาณของพระพุทธเจ้า เป็นการรู้และเห็นที่ตรงตามความจริง

การรู้เห็นที่จะเกิดขึ้นเป็นขั้นวิปัสสนาได้ ต้องอาศัยกายธรรม ซึ่งมีธรรมจักขุ ที่สามารถมองเห็นสภาพภพ ทั้งในกามภพ รูปภพ และอรูปภพ และญาณที่มีความรู้กว้างขวาง

3.2.2 วิธีการศึกษาวิปัสสนา

วิปัสสนาที่กล่าวไว้ในพระไตรปิฎกมีอยู่ 6 อย่าง หรือที่ภาษาพระเรียกว่า มีภูมิ 6 ได้แก่ ขันธ์ 5 อายตนะ 12 ธาตุ 18 อินทรีย์ 22 อริยสัจ 4 ปฏิจจสมุปบาท

การศึกษาวิปัสสนาในแนวทางปฏิบัติ เป็นการศึกษาตั้งแต่กายธรรมโคตรภู จนถึงกายธรรม- พระอรหัต เมื่อจิตของเราเข้าถึงขั้นใด ก็อาศัยศึกษาจากภูมิจิตชั้นนั้นๆ ท่านใช้คำว่า เอากายนั้นๆ เป็นแบบ13)

เข้าไปถึงกายธรรมยึดกายธรรมเป็นแบบ กายธรรม รูปเหมือนกับพระปฏิมากร ที่เขาปั้นไว้ในโบสถ์วิหารการเปรียญ เขาทำแบบไว้อย่างนั้น เข้าถึงกายธรรมละเอียด

ยึดกายธรรมละเอียดเป็นแบบ เข้าถึงกายธรรมพระโสดา

ยึดกายธรรมพระโสดาเป็นแบบ เข้าถึงกายธรรมพระโสดาละเอียด

ยึดกายธรรมพระโสดาละเอียดเป็นแบบ เข้าถึงกายธรรมพระสกทาคา

ยึดกายธรรมพระสกทาคาเป็นแบบ เข้าถึงกายธรรมพระสกทาคาละเอียด

ยึดกายธรรมพระสกทาคาละเอียดเป็นแบบ เข้าถึงกายธรรมพระอนาคา

ยึดกายธรรมพระอนาคาเป็นแบบ เข้าถึงกายธรรมพระอนาคาละเอียด

ยึดกายธรรมพระอนาคาละเอียดเป็นแบบ เข้าถึงกายธรรมพระอรหัต

ยึดกายธรรมพระอรหัตเป็นแบบ เข้าถึงกายธรรมพระอรหัตละเอียด

ยึดกายธรรมพระอรหัตละเอียดเป็นแบบ นี้เป็นหลักฐานในพระพุทธศาสนา

3.2.3 ผลของวิปัสสนา

วิปัสสนา ในแนวทางการปฏิบัติ เมื่อสิ้นเส้นทางของสมถะ ผู้ปฏิบัติจะเข้าถึงพระธรรมกายโคตรภู ซึ่งนั่นถือว่า เป็นการเริ่มต้นวิปัสสนา และจบลงที่กายธรรมพระอรหัต ตามคำของพระมงคลเทพมุนีที่ว่า ตั้งแต่กายธรรมโคตรภูทั้งหยาบทั้งละเอียด จนกระทั่งถึงกายพระอรหัตทั้งหยาบทั้งละเอียดนี้ ขั้นวิปัสสนา ตั้งแต่กายธรรมโคตรภู เมื่อถึงพระอรหัตนี้แล้ว หลุดจากกิเลสหมด ไม่มีกิเลสเหลือเลย เสร็จกิจในพระพุทธศาสนา ทั้งสมถวิปัสสนา ไม่เสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์ ดังคำที่ท่านกล่าวว่า

“ นี่ต้องนับว่าวิชชาวัดปากน้ำ วิชชาสมถวิปัสสนาเดินให้ถูกแนวนั้นทีเดียว เข้าถึงธรรมกายให้ได้ เข้าถึงธรรมกายเป็นลำดับไป ยิ่งใหญ่ไพศาลนับประมาณไม่ได้ จะไปพบพระพุทธเจ้า พระนิพพาน พระอรหันต์ ก็จะรู้ตัวทีเดียว ว่า อ้อ! เราเกิดมาเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา ได้รู้จักของจริง เห็นของจริงอย่างนี้ ไม่เสียทีที่พ่อแม่อาบน้ำป้อนข้าวมา อุ้มท้องมาไม่หนักเปล่า แม้บุคคลที่จะทูนไว้ ด้วยเศียรเกล้าก็ไม่เมื่อยเปล่า ไม่หนักเปล่า”14)

(1) การพิจารณาไตรลักษณ์

การพิจารณาเห็นไตรลักษณ์ของพระมงคลเทพมุนี เป็นการเห็นด้วยธรรมจักขุ หรือตาของ พระธรรมกาย รู้ด้วยญาณของพระธรรมกาย คือ ใช้ธรรมจักขุและญาณของพระธรรมกายพิจารณาดู ขันธ์ 5ให้เห็นถึงความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวตน ซึ่งพระมงคลเทพมุนีอธิบายลักษณะของการเห็น ที่เกิดขึ้นว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เรียกว่า ขันธ์ 5

รูป จะกล่าวในที่นี้ เฉพาะรูปหยาบๆ คือสิ่งซึ่งธาตุทั้ง 4 ดิน น้ำ ลม ไฟ ประกอบกันเข้า รวมกันเป็นก้อนเป็นชิ้น เห็นด้วยตา เช่น ร่างกายมนุษย์ และสัตว์ ที่เรียกว่ารูป เพราะเหตุว่า เป็นของที่จะต้อง แตกสลายไปด้วยเหตุต่างๆ มีหนาวและร้อนเป็นต้น หนาวจัด เย็นจัด จนเกินขีด หรือถูกร้อนจนเกินขีด ย่อมแตกสลายไป พิจารณาละเอียดเข้า จนเห็นชัดว่านี่มิใช่ตัวตน เรา เขา สักแต่ว่าธาตุประชุมตั้งขึ้นแล้วก็ดับไป

ตาธรรมกายนั้นเห็นชัดเจน เห็นเกิดเห็นดับติดกันไป คือ เห็นเกิดดับๆ เกิดดับๆ คู่กันไป ที่เห็นว่า เกิดดับๆ นั้นเหมือนฟองน้ำ ที่เมื่อเราเอาของฝาด เช่น เปลือกนุ่นมาต้มแล้วรินใส่อ่างไว้ เบื้องต้นจะเห็นเป็น น้ำเปล่าๆ ต่อมาเมื่อเอามือแกว่งเร็วๆ จนน้ำแตกออก เกิดเป็นฟองน้ำ จะเห็นในฟองนั้น เป็นเม็ดเล็กๆ จำนวนมากติดต่อกันเป็นพืด เมื่อเราดูต่อไป จะเห็นว่าเม็ดเล็กๆ นั้น พอตั้งขึ้นแล้วก็แตกย่อยไปเรื่อยๆ ไม่อยู่นานเลย การเห็นเช่นนี้ จึงจะเป็นเหตุให้สามารถปล่อยอุปาทานคือความยึดมั่นถือมั่นได้

เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณอีก 4 กองนั้นก็ทำนองเดียวกัน

ทุกข์เป็นของมีและขึ้นประจำกับขันธ์ 5 เป็นของธรรมดา แต่ที่เราเดือดร้อนก็เป็นเพราะไป ขืนธรรมดาของมันเข้า ขันธ์ 5 เป็นอนิจจังไม่เที่ยง ย่อมแปรผันไปตามธรรมดาของมัน เกิดแล้ว มันก็ต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตาย

เมื่อมันถึงคราวแก่ เราไม่อยากจะแก่หรือไม่ยอมแก่ อาการของมันที่แสดงออกมามีผมหงอก เป็นต้น ถ้าเราขืนขันธ์ 5 ตะเกียกตะกายหายามาย้อมมันไว้ จึงต้องเป็นทุกข์ ลำบาก ถ้าเราปล่อยตามเรื่องของมัน ก็ไม่มีอะไรมาเป็นทุกข์อีกต่อไป

สิ่งไม่เที่ยงจะให้เที่ยง สิ่งที่ไม่ใช่ตัวตนก็ยังขืนยึดว่าเป็นตัวตน เหตุที่ให้ขืนธรรมดาของขันธ์ 5 นี้เรียกว่า อุปาทาน ถ้าปล่อยอุปาทานได้ การขืนธรรมดาก็ไม่มี

ยกตัวอย่าง พระปัญจวัคคีย์ตอบคำถามของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ตรัสถามว่า เมื่อขันธ์ 5 มีอาการแปรผันไปเป็นธรรมดา แก่ เจ็บ ตาย เช่นนี้แล้ว ขันธ์ 5 นี้ จะเรียกว่าเป็นของเที่ยงไหม

ตอบว่าไม่เที่ยง เมื่อไม่เที่ยงแล้ว เป็นทุกข์หรือเป็นสุข

ตอบว่าเป็นทุกข์ พระพุทธเจ้าข้า

ถ้าเช่นนั้นควรละหรือจะยึดเป็นตัวตน

ไม่ควร พระพุทธเจ้าข้า

อะไรเล่าเป็นเหตุให้เกิดอุปาทาน

ตัณหานั่นเอง ได้แก่ กามตัณหา ความทะยานอยากเกี่ยวด้วยอารมณ์ 6 มีรูป เป็นต้น

ภวตัณหา ความทะยานอยากเป็นไปในอารมณ์ 6 ประกอบด้วยสัสสตทิฏฐิ ถือว่าเที่ยงถาวร

วิภวตัณหา ความทะยานอยากเป็นไปในอารมณ์ 6 ประกอบด้วยอุจเฉททิฏฐิ ถือว่าขาดสูญ เมื่อละตัณหาได้ อุปาทานก็ไม่มี

แต่ลำพังขันธ์ 5 อย่างเดียว ไม่ใช่ตัวทุกข์ ได้ในคำว่า ปญฺจุปาทานกฺขนฺธา ทุกฺขา รวมความก็ว่า ปล่อยอุปาทานไม่ได้ เป็นทุกข์ ปล่อยได้ หมดทุกข์

ถอดกายทิพย์ออกเสียจากมนุษย์ กายมนุษย์ก็ไม่มีเรื่อง จะมีใครเป็นทุกข์ และในที่สุดจะต้อง ปล่อยอุปาทานให้หมดทั้งในกายทิพย์ กายรูปพรหม และอรูปพรหม คงเหลือแต่ธรรมกายเท่านั้น

นี่เป็นตัวอย่างการเห็นไตรลักษณ์ในขันธ์ 5

(2) การบรรลุมรรคผล

เมื่อได้เข้าถึงพระธรรมกายแล้ว ใช้ตาของพระธรรมกายพิจารณาอริยสัจ 4 ในกายมนุษย์ ทั้งหยาบและละเอียดให้เห็นจริงว่าความเกิด แก่ เจ็บ ตาย ของมนุษย์เป็นทุกข์ เห็นความไม่เที่ยง ไม่คงทนอยู่ที่เปลี่ยนแปรผันไป เห็นว่าขันธ์ เราจะบังคับให้เป็นสุข ไม่ให้เป็นทุกข์บังคับไม่ได้ ไม่อยู่ในบัญชา ของใคร การเห็นนี้เป็นการเห็นด้วยตาของพระธรรมกาย รู้ด้วยญาณ เมื่อเห็นด้วยตาธรรมกายว่า กายมนุษย์ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตาแล้ว ก็รู้เห็นเหตุให้เกิด คือ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา เห็นเหตุเกิด และเหตุดับ รู้เห็นถึงนิโรธ อันเป็นข้อปฏิบัติให้ถึงความดับได้ ด้วยศีล สมาธิ ปัญญา เห็นด้วยตาธรรมกาย รู้ด้วยญาณของธรรมกาย ถูกส่วนธรรมกายโคตรภู จะกลับเป็นพระโสดา

เมื่อตาธรรมกายพระโสดา ญาณธรรมกายของพระโสดาเห็นทุกข์ เหตุเกิดทุกข์ ความดับทุกข์ ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ เห็นไม่เที่ยง เป็นทุกข์ในกายทิพย์ เห็นทุกข์ เห็นเหตุเกิดทุกข์ เห็นความดับทุกข์ เห็นข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ในกายทิพย์ละเอียดเข้าแล้ว ถึงขนาดเข้า จะกลับจากพระโสดาเป็น พระสกทาคา

ตาธรรมกายพระสกทาคาทั้งหยาบทั้งละเอียด เห็นทุกข์ เหตุเกิดทุกข์ ความดับทุกข์ ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ในกายรูปพรหม รูปพรหมละเอียด ตามความเป็นจริง ถูกลักษณะเข้า กลับเป็นพระอนาคา

เมื่อตาของพระอนาคา ญาณของพระอนาคาเห็นรู้ ทุกข์สัจ สมุทัยสัจ นิโรธสัจ มรรคสัจ ในกายอรูปพรหม อรูปพรหมละเอียดหนักเข้า เห็นตามความจริงเข้า ถูกหลักถูกส่วนเข้าจริงๆ ถึงขนาด ก็จะกลับจากพระอนาคาทั้งหยาบทั้งละเอียด เป็นพระอรหัต เมื่อถึงพระอรหัตแล้ว เป็นผู้เย็นแล้ว มี อาสวะสิ้นแล้ว กิจที่จะต้องทำ ไม่ต้องทำแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มีอีก15)

การพิจารณาเช่นนี้ท่านเรียกว่า เสร็จกิจสิบหก ไม่ตกกันดาร เรียกว่า นิพพานก็ได้ คือ การพิจารณาอริยสัจ 4 ในกายต่างๆ จนบรรลุอรหัตผล

3.3 ความแตกต่างระหว่างสมถะและวิปัสสนา

วิปัสสนาเป็นขั้นสูงกว่าสมถะ พระมงคลเทพมุนีท่านแปลว่า เห็นแจ้ง เป็นธรรมเบื้องสูง วิปัสสนาต้องอาศัยทางสมถะเป็นรากฐานก่อนจึงจะก้าวขึ้นสู่ชั้นวิปัสสนาได้

3.3.1 สมถะและวิปัสสนาในกายต่างๆ

1.กายมนุษย์ สมถะ
2.กายมนุษย์ละเอียด
3.กายทิพย์
4.กายทิพย์ละเอียด
5.กายรูปพรหม
6.กายรูปพรหมละเอียด
7.กายอรูปพรหม
8.กายอรูปพรหมละเอียด
9.กายธรรมโคตรภู วิปัสสนา
10.กายธรรมโคตรภูละเอียด
11.กายพระโสดา
12.กายพระโสดาละเอียด
13.กายพระสกทาคา
14.กายพระสกทาคาละเอียด
15.กายพระอนาคา
16.กายพระอนาคาละเอียด
17.กายพระอรหัต
18.กายพระอรหัตละเอียด

เมื่อนักศึกษาได้ศึกษาข้อมูลมาแล้ว นักศึกษาอาจสรุปกายต่างๆ ออกได้เป็น 18 กาย และสามารถแยกสมถะและวิปัสสนาออกได้ดังแผนผังต่อไปนี้

3.3.2 ความแตกต่างของการเห็นในกายต่างๆ

พระมงคลเทพมุนีได้อธิบายถึงการเห็นในกายต่างๆ ว่ามีความแตกต่างกัน การเห็นในระดับ ของภูมิสมถะนั้นแตกต่างจากการเห็นในระดับของวิปัสสนา เพราะการเห็นในระดับวิปัสสนานั้นแจ่มแจ้งกว่า จึงเป็นเหตุให้สามารถกำจัดกิเลสได้ และการเห็นในระดับวิปัสสนานั้นต้องเห็นด้วยตาของพระธรรมกาย เท่านั้น ซึ่งท่านได้อธิบายลักษณะการเห็นในภูมิของสมถะและวิปัสสนาไว้ดังนี้

(1) การเห็นในกายมนุษย์

การเห็นรูปด้วยตามนุษย์ อย่างเช่น พระยสะกับพวกไปพบซากศพ และช่วยกันเผา ขณะเผาได้ เห็นศพนั้นมีการแปรผันไปต่างๆ เดิมเป็นตัวคนอยู่เต็มทั้งตัว รูปร่าง สี สัณฐานก็เป็นรูปคน ครั้นถูก ความร้อนของไฟเผาลน สีก็ดำด่างแปรไป ดำจนคล้ายตะโก หดสั้นเล็กลงทุกทีๆ แล้วแขนขาหลุดจากกัน จนดูไม่ออกว่าเป็นร่างคน หรือสัตว์ ไม่เพียงเท่านั้น ครั้นเนื้อถูกไฟกินหมดก็เหลือแต่กระดูกเป็นท่อนเล็กท่อนน้อย ในที่สุดกระดูกเหล่านั้น แห้งเปราะแตกจากกัน ล้วนเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย จนดูไม่ออกว่าเป็นกระดูกสัตว์ หรือกระดูกมนุษย์

พระยสะปลงสังเวชถึงความเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แห่งสังขารร่างกายที่เป็นซากศพนั้น แม้กระนั้นก็ยังไม่ทำให้บรรลุมรรคผล จนกว่าจะได้ไปพบพระพุทธเจ้าจึงบรรลุมรรคผล นี่ก็เป็นหลักฐานที่ยืนยันว่าเห็นด้วยตามนุษย์ ไม่ทำให้บรรลุมรรคผลได้ อย่างมากก็เป็นเพียงปัจจัย เพื่อจะให้บรรลุมรรคผลเท่านั้น

(2) การเห็นในกายทิพย์

การเห็นในกายทิพย์มีความวิเศษกว่าในกายมนุษย์ ซึ่งไม่สามารถมองด้วยตามนุษย์ได้ ตามนุษย์มองไม่เห็น ต้องหลับตาของมนุษย์ แล้วส่งใจไปจดจ่ออยู่ที่ศูนย์ดวงปฐมมรรค ในชั้นกายทิพย์ เมื่อถอดกายไปยังที่ต่างๆ ได้รู้เห็นเหตุการณ์ เหมือนตาเห็น คล้ายกับนอนหลับฝัน เห็นทั้งๆ ตื่นอยู่

คนธรรมดาทั่วไป เวลานอนหลับย่อมไม่รู้สึกตัว จะตื่นเมื่อไรก็ไม่สามารถกำหนดได้ แต่ถ้าถึงชั้น กายทิพย์แล้วจะต้องการให้หลับเมื่อไร ก็หลับได้ จะให้ตื่นเมื่อไร ก็ทำให้ตื่นขึ้นได้ตามใจชอบ พวกฤๅษีที่ได้บำเพ็ญฌาน เขาก็ทำได้ แต่ทั้งนี้ก็ยังอยู่ในขั้นสมถะนั้นเอง

เห็น จำ คิด รู้ มีอยู่ในดวงปฐมมรรคนั้น แต่ตาของกายทิพย์ก็มองเห็นอย่างธรรมกายไม่ได้ เพราะเหมือนอยู่ในกระเปาะไข่ ไม่สามารถเห็นโลกตามความเป็นจริงได้

(3) การเห็นในกายพรหม อรูปพรหม

ส่วนพวกที่บำเพ็ญได้จนถึงชั้นรูปฌาน และอรูปฌาน เป็นพวกพรหมอยู่ในพรหมโลก ก็ยังอยู่ ในภพของตัวเองเหมือนลูกไก่อยู่ในไข่เหมือนกัน ยังไม่สามารถเห็นโลกอย่างแจ่มแจ้งเหมือนกับพระธรรมกายได้ จึงเรียกกันว่า ฌานโลกีย์ ยังเรียกวิปัสสนาไม่ได้ เป็นเพียงขั้นสมถะ แต่นั่นก็ยังเป็นรากฐานให้ก้าวขึ้นสู่ ขั้นวิปัสสนาได้

สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรา ก็ได้เรียนฌานมาแล้วจากในสำนักฤๅษี กล่าวคือ อาฬารดาบส และอุทกดาบส ก็ได้ผลเพียงแค่นั้น พระองค์เห็นว่ายังมีอะไรดียิ่งกว่านั้น จึงได้ประกอบพระมหาวิริยะ บำเพ็ญเพียรต่อไป จนในที่สุดพระองค์ได้บรรลุวิปัสสนาวิชชา เมื่อถึงขั้นนี้แล้วจึงมองเห็นสามัญลักษณะ เห็นนามรูปด้วยตาธรรมกาย เพราะพระองค์ทะลุกระเปาะไข่ คือ โลกออกมาได้แล้ว สภาพเหตุการณ์ทั้งหลาย พระองค์รู้เห็นหมด แต่มิใช่รู้ก่อนเห็น พระองค์เห็นก่อนรู้ทั้งสิ้น

โดยสรุปแล้ว การเห็นด้วยตาของกายมนุษย์ ตากายทิพย์ ตารูปพรหมและอรูปพรหมก็เป็นเพียงปัจจัยเพื่อให้บรรลุมรรคผลเท่านั้น ต้องเห็นด้วยตาธรรมกายจึงจะบรรลุมรรคผลได้

และการเห็นด้วยตากายมนุษย์ กายมนุษย์ละเอียด กายทิพย์ กายทิพย์ละเอียด กายรูปพรหม รูปพรหมละเอียด กายอรูปพรหม อรูปพรหมละเอียด เห็นเท่าไรก็เห็นไป เรียกว่าอยู่ในหน้าที่สมถะทั้งนั้น ไม่ใช่วิปัสสนา ถ้าวิปัสสนาละก็ต้องเห็นด้วยตาธรรมกาย นั่นแหละเป็นตัววิปัสสนาจริงๆ

1) มูลนิธิพุทธภาวนาวิชชาธรรมกาย, ชีวประวัติ ผลงานและรวมพระธรรมเทศนา 63 กัณฑ์, กรุงเทพฯ : เทคนิค 19, 2528 หน้า 284.
2) มูลนิธิพุทธภาวนาวิชชาธรรมกาย, ชีวประวัติ ผลงานและรวมพระธรรมเทศนา 63 กัณฑ์, กรุงเทพฯ : เทคนิค 19, 2528 หน้า 272.
3) , 5) มูลนิธิพุทธภาวนาวิชชาธรรมกาย, ชีวประวัติ ผลงานและรวมพระธรรมเทศนา 63 กัณฑ์, กรุงเทพฯ : เทคนิค 19, 2528 หน้า 272-273.
4) สีสปาสูตร, สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค มก. เล่มที่ 31 ข้อ 1712 หน้า 449.
6) มูลนิธิพุทธภาวนาวิชชาธรรมกาย, ชีวประวัติ ผลงานและรวมพระธรรมเทศนา 63 กัณฑ์, กรุงเทพฯ : เทคนิค 19, 2528 หน้า 274.
7) , 8) มูลนิธิพุทธภาวนาวิชชาธรรมกาย, ชีวประวัติ ผลงานและรวมพระธรรมเทศนา 63 กัณฑ์, กรุงเทพฯ : เทคนิค 19, 2528 หน้า 274, 297.
9) มูลนิธิพุทธภาวนาวิชชาธรรมกาย, ชีวประวัติ ผลงานและรวมพระธรรมเทศนา 63 กัณฑ์, กรุงเทพฯ : เทคนิค 19, 2528 หน้า 187-189.
10) , 11) มูลนิธิพุทธภาวนาวิชชาธรรมกาย, ชีวประวัติ ผลงานและรวมพระธรรมเทศนา 63 กัณฑ์, กรุงเทพฯ : เทคนิค 19, 2528 หน้า 284-285.
12) มูลนิธิพุทธภาวนาวิชชาธรรมกาย, ชีวประวัติ ผลงานและรวมพระธรรมเทศนา 63 กัณฑ์, กรุงเทพฯ : เทคนิค 19, 2528 หน้า 15.
13) มูลนิธิพุทธภาวนาวิชชาธรรมกาย, ชีวประวัติ ผลงานและรวมพระธรรมเทศนา 63 กัณฑ์, กรุงเทพฯ : เทคนิค 19, 2528 หน้า 285.
14) มูลนิธิพุทธภาวนาวิชชาธรรมกาย, ชีวประวัติ ผลงานและรวมพระธรรมเทศนา 63 กัณฑ์, กรุงเทพฯ : เทคนิค 19, 2528 หน้า 432.
15) มูลนิธิพุทธภาวนาวิชชาธรรมกาย, ชีวประวัติ ผลงานและรวมพระธรรมเทศนา 63 กัณฑ์, กรุงเทพฯ : เทคนิค 19, 2528 หน้า 6.
md305/3.txt · แก้ไขครั้งล่าสุด: 2015/03/15 16:55 (แก้ไขภายนอก)
 
เว้นแต่จะได้แจ้งไว้เป็นอื่นใด เนื้อหาบนวิกินี้ถูกกำหนดสิทธิ์ไว้ภายใต้สัญญาอนุญาติต่อไปนี้: CC Attribution-Noncommercial 3.0 Unported
Recent changes RSS feed Donate Powered by PHP Valid XHTML 1.0 Valid CSS Driven by DokuWiki