บทที่ 7 ประสบการณ์การเข้าถึงธรรม

  • 7.1 มีกระโถนเป็นนิมิต
  • 7.2 แบ่งเวลาปฏิบัติ ขึ้นชื่อว่าไม่มีเวลาไม่มีในโลก
  • 7.3 มีไก่เป็นครู
  • 7.4 เด็กน้อยนั่งทน
  • 7.5 ไม่จำกัดด้วยเวลา/และสถานที่
  • 7.6 หนูน้อยวัย 4 ขวบ สอนพี่สาววัย 5 ขวบ นั่งสมาธิ
  • 7.7 ทำอะไรก็ได้ยกเว้นคิด
  • 7.8 นักมวยเก่า
  • 7.9 แม่สอนลูก
  • 7.10 สอนแม่ให้เห็นพระ
  • 7.11 ประสบการณ์ต่างศาสนา

แนวคิด

1.การเข้าถึงธรรมไม่ว่าจะเป็นเชื้อชาติ ศาสนา หรือเผ่าพันธุ์ใด ไม่ว่าจะเป็นเด็ก ผู้ใหญ่ วัยชรา ไม่ว่าผู้นั้นจะมีภารกิจมากน้อยเพียงใด ถ้าได้ฝึกสมาธิอย่างจริงจัง และตั้งใจ ให้เวลากับการฝึกฝน ย่อมประสบความสำเร็จในการฝึกสมาธิ เข้าถึงธรรมะที่มีอยู่แล้วในตัวได้ ดังที่มีตัวอย่างที่ปรากฏ ในบทเรียน

วัตถุประสงค์

1.เพื่อให้นักศึกษาสามารถบอกตัวอย่างของผู้ประสบความสำเร็จในการปฏิบัติธรรมได้

2.เพื่อให้นักศึกษาสามารถนำเทคนิคและข้อคิดที่เกิดจากการได้ศึกษาตัวอย่าง นำไปปรับใช้ในการ ฝึกสมาธิในชีวิตประจำวันได้

บางคนอาจคิดว่า การเข้าถึงธรรมเป็นเรื่องยาก แม้กระนั้นก็ตาม การปฏิบัติสมาธิตามวิธีการที่ พระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนีได้แนะนำไว้ ก็ได้ทำให้ได้มีผู้รู้เห็นในธรรมะได้เข้าถึงพระธรรมกายเป็นจำนวนมาก และหากจะย้อนไปศึกษาประวัติของบุคคลเหล่านี้ ท่านทั้งหลายเหล่านั้นก็ไม่ใช่ผู้วิเศษ ที่แตกต่างไปจากพวกเราที่ยังคงเคยนั่งแบบมนุษย์ธรรมดา มีมืด มีเมื่อย มีฟุ้ง มีหลับ มาก่อนทั้งสิ้น แต่อาศัยการฝึกฝนและความเพียรจึงทำให้บุคคลเหล่านั้นได้เป็นผู้รู้เห็นในธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ดังนั้นในบทเรียนนี้จึงได้นำตัวอย่าง ประวัติ การฝึกตัว จนกระทั่งเข้าถึงธรรมของบุคคลเหล่านั้น เพื่อเป็นแรงบันดาลใจในการประพฤติปฏิบัติของนักศึกษาต่อไป

7.1 มีกระโถนเป็นนิมิต

อุบาสิกาทองสุก สำแดงปั้น เป็นแม่ค้า มีลูกอยู่ 2 คน สามีเสียชีวิต ท่านปฏิบัติธรรมะได้ยาก เนื่องจากจะต้องทำมาหากินเลี้ยงลูก อีกทั้งลูกก็ซน ท่านจะใช้วิธีเอาเงินจ้างลูกไปดูหนัง ทำให้มีเวลาได้นั่งสมาธิ แต่นั่งแล้วก็ยังไม่เห็นธรรมะ เพราะอยากเห็นมากเลย นั่งแล้วก็หงุดหงิด กลุ้ม มืด เมื่อย ง่วง ฟุ้ง ก็ท้อ และก็น้อยใจ เพราะไม่เห็นซักทีและท่านก็คร่ำครวญ เราท่าจะแย่ชาตินี้ บุญคงไม่ถึงแน่เลย ท้อไปเรื่อยๆ แต่ก็นั่ง บ่นไปด้วยนั่งไปด้วย

วันหนึ่งมาวัดปากน้ำ เห็นกระโถนของพระ เยอะแยะไปหมด คิดว่า “ กิเลสเรามันคงหนาเหมือนกับไอ้คราบในกระโถนนี้ เราไปขัดกระโถนดีกว่า” เลยหอบกระโถนไปเป็นร้อยใบนำไปท่าน้ำ ขัดไปเรื่อย แล้วก็พูดไปเรื่อยว่า “ กิเลสหนานักให้มันบางลงไปให้มันจางลงไปล้างกระโถนด้วยล้างใจไปด้วย ขัดไปด้วย ใหม่เอี่ยมทีเดียว ใจสบายทีเดียว “ กลับมาพอใจสบายใจแล้ว ท่านก็มานั่งสมาธิ ฝนก็ตกพรำๆ ใจสบาย พอหลับตา พยายามจำองค์พระให้ได้ ไม่เห็นพระ เห็นแต่กระโถนในท้อง เดี๋ยวใบโน้น ใบนี้เปลี่ยนเรื่อยๆ ไปทีละใบสองใบ ออกมาเรื่อยๆ ตอนแรกก็รูปร่างเป็นกระโถน หนักเข้าก็ค่อยๆ ใสขึ้น ใสขึ้นใสขึ้น มีอยู่ใบหยุดนิ่ง นิ่งมาก ท่านก็ดูไปเรื่อยๆ ใสขึ้น ใสขึ้น ปากกระโถนนั้นกลม ท่านมองเข้าไปในกระโถนใส ใจใส ใจสบายมาก

พอเลิกนั่งสมาธิ ท่านเดินมาจะทานอาหารนอกวัด พอขาก้าวขึ้นสะพาน ใจรวมก็เห็นกระโถนแก้วพรึบสว่างโล่ง เข้าถึงพระธรรมกายในตอนนั้น แล้วท่านก็พยายามประคองไปเรื่อยๆ พอไปทานข้าวก็ยังเห็นพระอยู่ ด้วยความไม่เข้าใจคิดว่า “ ทานข้าวไปนี่เดี๋ยวข้าวจะตกไปโดนเศียรพระหรือเปล่าก็ไม่รู้ เดี๋ยวจะบาป กลัวบาป” เพราะไม่เข้าใจเห็นใหม่ๆ ทานไปได้สองคำก็อิ่ม แล้วจึงเข้าไปหาครูที่ท่านสอน ครูก็บอกว่า “ คืนนี้ค้างที่นี่สักคืนเถอะ ทำให้คล่อง คืนนี้อย่านอนเลย ทำให้คล่อง” ยายทองสุกบอกว่า

“ ไม่ได้ ที่บ้านมีลูกอยู่สองคน ยังเล็กอยู่” ครูท่านบอกว่า “ ถ้าแม่คุณตายตอนนี้ลูกก็อยู่ได้ ฉะนั้นให้นั่งไปเถอะ” ท่านก็นั่ง ตัดสินใจอยู่วัด และอธิษฐานเอาบุญคุ้มครองลูก ท่านก็นั่งจนกระทั่งเข้าถึงธรรมะภายในคล่องแคล่ว

นี่ก็เป็นตัวอย่างของนักปฏิบัติธรรมที่ใช้นิมิต ที่ไม่ใช่องค์พระ ดวงแก้ว แต่กระนั้นก็ยึดหลักว่า “ มีอะไร ให้ดู ก็ดูไป ดูไปเรื่อยๆ อย่างสบายๆ” เมื่อท่านไม่ขัดกับประสบการณ์ที่เห็น เห็นกระโถนก็เอากระโถน ในที่สุดท่านก็ใจหยุดนิ่งเข้าถึงธรรมได้ในที่สุด

7.2 แบ่งเวลาปฏิบัติ ขึ้นชื่อว่าไม่มีเวลาไม่มีในโลก

คุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ท่านได้ตัดสินใจแสวงหาธรรมะออกจากบ้าน ตั้งแต่อายุได้ 26 ปี ท่านสละทรัพย์สมบัติทุกอย่างให้พี่น้อง แม่ร้องไห้ ส่งเงินให้ท่านบาทหนึ่ง ท่านก็รับมา ใจตอนนั้นท่านเป็นปกติ ท่านเป็นปกติ เฉยๆ ตอนนั้นเฉยๆ ตามปกติลูกเห็นน้ำตาแม่นี่นะ มันอ่อนไหวนะ มันทนไม่ได้ ต้องใจอ่อน แต่นั้นใจตอนนั้นของท่านผูกพันกับธรรมะมาก และเชื่อว่าสักวันคงจะกลับไปช่วยแม่ได้ เมื่อเข้าถึงธรรมแล้ว

ดังนั้นใจตอนนั้นท่านเป็นปกติ เฉยๆ ไม่ได้คิดอะไรทั้งนั้น คิดอย่างเดียวจะต้องมาให้ได้ อะไรไม่สำคัญทั้งนั้น แต่เป้าหมายสำคัญกว่า นั่นคือความตั้งใจของท่าน แล้วก็มาได้ยินกิตติศัพท์ว่ามีคหบดีท่านหนึ่ง เขาเป็นอุปัฏฐากที่วัดปากน้ำ ได้ยินแค่นี้ ท่านก็ดีใจใหญ่ เลยตัดสินใจจะไปอยู่กับคหบดท่านนี้ จะลำบากแค่ไหนก็แล้วแต่ เราจะยอมตนของเราไปประดุจผ้าขี้ริ้วเช็ดเท้า ยอมตนให้เขาใช้งาน แต่ท่านก็ตั้งเป้าว่าจะเอาท่านคหบดีท่านนั้น เป็นสะพานไปสู่วัดปากน้ำภาษีเจริญ พอเข้าไปในบ้านนั้นเขา ท่านก็ยอมตน ยอมรับใช้เขาทุกอย่าง ไม่ได้คิดว่าจะไปรับใช้อะไรเขา คิดว่าเราจะไปช่วยทำบ้านเขาให้สะอาด ไปช่วยรักษาสมบัติเขาที่มีอยู่นี้ไม่ให้เสื่อมสลาย ท่านคิดอย่างนั้น จะอยู่ที่ไหนจะต้องทำให้สะอาด ต้องมีระเบียบ จะต้องรักษาทรัพย์สมบัติ ในสถานที่นั้นให้อยู่ให้ดี ให้บริบูรณ์เถิด

คิดแค่นั้น แล้วท่านก็ทำอย่างนั้นเลย นี่คือพื้นฐานที่เป็นอัธยาศัยของท่าน แล้วก็ไปทำ ทำด้วยความเหนื่อยยาก แต่ท่านก็ไม่ได้คิดว่ามันลำบาก คิดว่าเหนื่อยแล้วก็นอนพัก เพราะตอนนั้นยังสาวๆ อยู่ พอนั่งพักหายเหนื่อย นอนพักก็หายเหนื่อย จนกระทั่งเจ้าของบ้านเกิดความไว้วางใจ ให้เป็นขุนคลังของบ้าน คุมกำปั่นเงิน เป็นห้องเก็บสมบัติ แก้วแหวนเงินทองเก็บหมด ใครก็เข้าไม่ได้ ลูกหลานก็ไม่ให้เข้า มีเจ้าของทรัพย์กับคุณยายเท่านั้นเข้าไป คอยดูแลทำความสะอาด คอยดูแลรักษาสมบัติ เขาไว้วางใจมาก พอไว้วางใจมากก็รักมาก รักคุณยายเพราะว่าคุณยายทำตัวให้น่ารัก น่าไว้วางใจ

ตอนนั้นคุณยายทองสุกท่านเข้าถึงธรรมะแล้ว ยังเป็นอุบาสิกาเป็นฆราวาสอยู่ หลวงปู่วัดปากน้ำ ก็ส่งออกไปเผยแพร่ธรรมะ คหบดีท่านนี้ท่านก็เป็นลูกศิษย์คุณยายทองสุก ได้เชิญคุณยายทองสุกมาสอนธรรมะที่บ้าน พอคุณยายจันทร์เห็นคุณยายทองสุกแล้วท่านดีใจ เพราะคุณยายทองสุกสามารถสอนธรรมะได้ อยากเข้าใกล้ อยากฟัง อยากปฏิบัติตาม

คุณยายยอมตน ไปคอยดูแลเอาใจใส่คุณยายทองสุก เพื่อจะให้เขาสอนแนะว่า การปฏิบัติธรรมะ คุณยายท่านเข้าไปเอาเสื้อผ้ามาซักให้ รีดให้ ดูแลที่หลับที่นอนให้คุณยายทองสุก เวลาท่านไปพักที่บ้านคหบดี จนกระทั่งคุณยายทองสุกสอนธรรมะให้ สอนธรรมะปฏิบัติให้ คุณยายทองสุกสอนให้วางใจไว้ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ 7 ให้ภาวนา สัมมาอรหัง ให้ทำอย่างนี้ ได้ยินแค่นี้ คุณยายดีอกดีใจ ปลื้มปีติทีเดียว

ไปปฏิบัติธรรมะในห้องก็มี บนดาดฟ้าก็มี อากาศสบาย ทำภาวนา คหบดีท่านก็ยอมให้คุณยายไปปฏิบัติร่วมด้วย เวลาว่างๆ คุณยายจะรีบทำงานบ้านให้เสร็จ เพื่อจะได้หาโอกาสว่างแอบไปนั่งธรรมะ คืองานบ้านก็สมบูรณ์ด้วย แล้วยังมีเวลา เจียดเวลามาปฏิบัติธรรมะ ไม่ให้เจ้าของบ้านเขาอึดอัดใจ คือทำให้ งานทั้งสองอย่างบรรลุเป้าหมายทั้งคู่ ท่านก็แอบไปนั่งธรรมะ แต่การแอบไปนั่งธรรมะ จิตมันรวมได้ยาก เพราะมันระแวง กลัวเจ้าของบ้านเขาจะมาเห็น แต่ขนาดระแวง คุณยายบอกว่า มีอยู่วันหนึ่ง ใจหยุดกึก เห็นจุดเล็กๆ ท่านบอกเล็กนิดเดียว เหมือนดวงดาวในอากาศใสๆ เกิดขึ้น ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ 7 ชีวิตที่อยู่ในบ้านคหบดีจะหาเวลาว่างได้ยาก พอว่างจากงานนี้เขาก็ใช้ให้ทำงานอื่นต่ออีก พอหมดงานนี้ก็ใช้งานโน้น หมดงานโน้นก็ใช้งานโน้นต่อๆ ไปเรื่อยๆ ทำให้หาเวลาว่างยาก และต้องนั่งด้วยความระแวง จนกระทั่งวันหนึ่งนั่งได้ดีมาก เข้าถึงธรรมกาย เห็นตอนนั่งอยู่บนดาดฟ้า

นี่เป็นตัวอย่างของคุณยายผู้เป็นต้นแบบ นักปฏิบัติธรรม ที่มุ่งมั่นจะเข้าถึงธรรมะ แม้ว่าภารกิจจะมีมากสักเพียงใดก็ตาม แต่ก็ยังหาโอกาสสำหรับปฏิบัติธรรมเสมอๆ ไม่เกี่ยงด้วยเวลา สถานที่ และผลแห่งความรักในการนั่งสมาธิ อย่างไม่มีข้อแม้ ข้ออ้าง ทำให้ท่านได้เข้าถึงธรรมะภายในได้ในที่สุด นับเป็นต้นแบบแห่งการปฏิบัติที่สมควรเอาอย่างเป็นอย่างยิ่ง

7.3 มีไก่เป็นครู

มีไก่เป็นครู1)

คุณยายปุกเข้าวัดปากน้ำภาษีเจริญเมื่ออายุสามสิบแปด เป็นชาวสวน ท่านบอกว่าในชีวิต ท่านมีครูอยู่สองคน ครูท่านหนึ่งคือ หลวงพ่อวัดปากน้ำ ครูอีกหนึ่งเป็นไก่ ท่านเล่าให้ฟังว่า พอมาปฏิบัติธรรมะ ที่วัดปากน้ำทุกวันพระและก็ทุกวันพฤหัสฯ นั่งธรรมะกัน มันก็ไม่เห็นสักทีหนึ่ง

จนกระทั่งมีอยู่วันหนึ่ง ท่านไปบ้านสวน มีเตาอยู่ในสวน ท่านได้กลิ่นของไหม้ ก็ไปดูที่เตาปรากฏว่า สะเก็ดไฟจากในเตากระเด็นมาถูกหางไก่ ควันขึ้นกรุ่นเลย ส่วนไก่ไม่ยอมลุก ปรากฏว่าท่านไปยกดู โอ้ มันกำลังกกไข่ มันกำลังกกไข่อยู่ ไม่ยอมลุกเลย ยอมตาย ท่านก็ยังมานึก โอ้โฮ นี่ไก่ขนาดมันเป็นสัตว์เดรัจฉาน เอาชีวิตเป็นเดิมพัน กกไข่กกให้เป็นตัว ถ้าไม่เป็นตัวแล้วก็ไม่เลิกกก เรานี่ยังไม่เอาจริง ยังไม่กกเหมือนแม่ไก่กกไข่

หลวงพ่อวัดปากน้ำ ท่านก็พูดเรื่อย ให้กกเหมือนแม่ไก่ ก็ไม่เข้าใจ มาเห็นตัวอย่างจริงๆ ก็เลยได้คิดว่าคืนนี้ อย่างไรเราก็จะต้องปล่อยชีวิตให้ได้ ถ้าเข้าไม่ถึงธรรมะยอมตาย วันนั้นในยามเย็นท่านกางมุ้ง พอกางมุ้งเสร็จท่านก็คิดว่า เราปล่อยชีวิตแล้ว ทำไมเราจะต้องกลัวยุงกัดเลย ตลบมุ้งขึ้นแล้วก็นั่งอยู่ตรงนั้น ในวันนั้นท่านก็ตั้งใจนั่ง ตั้งแต่ยามเย็น ท่านเล่าให้ฟังบอกว่ายุงเต็มไปหมดเลยมันเกาะเต็มตัวเลย มีความรู้สึกว่าทุกรูขุมขนนี่ มีแต่ปากยุงเต็มไปหมด แต่ท่านก็ไม่ขยับคันก็คัน เจ็บก็เจ็บ ปวดก็ปวดเมื่อยก็เมื่อย มืดก็มืด หลับตาก็ไม่เห็นอะไร มันก็ตื้อๆ อยู่อย่างนั้น พอค่อนรุ่งตอนเช้า ท่านบอกว่าเกือบตายทีเดียว ต่อสู้กับทุกข์เวทนาที่มาจากหลายๆ ทาง

ตอนเข้าค่อนรุ่ง จึงเข้าถึงปฐมมรรค ถึงปฐมมรรค ได้ดวงใสสว่าง เพราะฉะนั้นทุกขเวทนาต่างๆ มันก็หายไปเลย ดับไปเลย นี่ยายปุกท่านเป็นคนเอาจริง เอาจังขนาดนี้ และในที่สุดต่อมาท่านก็เข้าถึง “ ธรรมกาย”

คุณยายปุก เป็นต้นแบบให้เห็นถึงความจริงจัง ว่าถ้าเราเอาจริงไม่ยอมแพ้หรือท้อถอยเสียก่อน ก็ย่อมสามารถเข้าถึงธรรมได้อย่างแน่นอน พระมงคลเทพมุนีจึงได้กล่าวไว้ว่า “ จริงแค่ชีวิตซิ จริงละก็ได้ทุกคน”

7.4 เด็กน้อยนั่งทน

หนูต้น เมื่อคราวเป็นเด็กน้อยอายุสิบเอ็ดสิบสองขวบ ตั้งสัตยาธิษฐานว่า วันนี้จะต้องนั่งให้เห็นธรรมะให้ได้ ไม่ได้ยอมตาย ปรากฏว่านั่งๆ ไป แดดก็ร้อน มดก็กัด เพราะไปเอาเสื่อไปปูอยู่บนรังมด มดกัดทั้งเจ็บ ทั้งคัน ทั้งแสบไปในตัว

ปรากฏว่าพอเอาจริงเอาจังเข้า ธรรมชาติก็เสนอรางวัลมาให้ คือ การเข้าถึงธรรม เป็นรางวัลสำหรับผู้ที่มีกำลังใจที่เข้มแข็ง ชนะอุปสรรคทั้งหลายทั้งมวล ธรรมะก็สว่างโพลงขึ้นมาภายใน สว่างสดใส เบิกบาน แจ่มใส ทันทีที่ความสว่างเกิดขึ้นความมืดก็หมดไป ทันทีที่ความสุขเกิดขึ้น ความทุกข์ก็ละลายหายสูญไปเลย ทันทีที่ความเข้มแข็งเกิดขึ้น ความอ่อนแอก็มลายไปเลยไม่หลงเหลือแม้แต่นิดเดียว มันสู้กันไม่ได้

และตั้งแต่นั้นมาหนูต้นกลายเป็นเด็กที่มีกำลังใจสูงส่ง เพราะว่าเขาได้เคยเอาชีวิตเป็นเดิมพัน ในวันนั้น ประวัติศาสตร์ชีวิตอันงดงามของเขาไปเล่าสู่กันฟังให้กับใครได้ยินได้ฟัง ทุกคนก็ปีติ ทุกคนก็เบิกบานใจ ทุกคนก็อยากจะเอาอย่าง อยากจะเป็นแบบหนูต้น หนูต้นเป็นตัวอย่างเพื่อให้เกิดกำลังใจและสร้างนิสัยที่จะเป็นนักสู้ นักต่อสู้อย่ายอมแพ้กับความปวดความเมื่อยเพียงเล็กๆ น้อยๆ เราต้องเป็นนักสู้เหมือนหนูน้อยหนูต้น อายุสิบเอ็ด สิบสองขวบ ตัดสินใจ ปล่อยชีวิตได้ ถ้าทำได้ก็เข้าถึงธรรมได้

7.5 ไม่จำกัดด้วยเวลา และสถานที่

วันหนี่งมีชายคนหนึ่งเดินมาหาหลวงพ่อ ถามว่า อยากนวดไหม แต่ท่าทางเขาดูเก้ๆ กังๆ ไม่เรียบร้อย หลวงพ่อจึงบอกไม่เอา แล้วเขาก็ถามต่อว่า นั่งสมาธิทำอย่างไร หลวงพ่อจึงสอนให้เขาทำใจหยุดในท้อง แล้วเขาก็หายไป หลวงพ่ออยู่บนกุฎิเปิดหน้าต่างไปดู เห็นเขาปีนในนั่งในครกตำข้าวใบใหญ่ๆ ตั้งอยู่ที่โคนเสา หมดเวลาไปชั่วโมงครึ่ง แล้วเขาก็ปีนขึ้นมาจากครกมาบอกว่า นั่งแล้วไม่เห็นมีอะไรเลยเห็นแต่องค์พระสว่างๆ

อีกท่านหนึ่งเป็นคนงานในวัดพระธรรมกาย ตอนที่เริ่มสร้างวัดใหม่ๆ วันหนึ่งเกิดฝนตกลงมา ทำให้เขาทำงานไม่ได้ เขาจึงไปหลบฝนในบ้านพักเพิงหมาแหงน สักพักหนึ่งเขาก็ออกมาหาหลวงพ่อ เขาบอกว่า หลวงพี่ฝนตกทำงานไม่ได้เลย เข้าไปนั่งพักในร่ม นั่งไปก็ภาวนาไป สัมมา อะระหัง ไปเรื่อยๆ พอใจรวมเห็นมีก้อนเมฆลอยมาเป็นดวงสว่างในท้อง

ทั้ง 2 เรื่องนี้เป็นตัวอย่างที่ทำให้เห็นถึงคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ว่า “ อกาลิโก” ไม่จำกัด ด้วยกาลเวลา หากว่าเราสามารถหยุดใจได้สำเร็จ ไม่ว่าที่ไหน เมื่อไร เราก็สามารถเข้าถึงธรรมได้

7.6 หนูน้อยวัย 4 ขวบ สอนพี่สาววัย 5 ขวบ นั่งสมาธิ

พระอาจารย์รูปหนึ่งได้แนะนำเด็กน้อย 2 คนนั่งสมาธิ น้องชายอายุ 4 ขวบ พี่สาวอายุ 5 ขวบกว่า ที่มากับผู้ปกครองว่า วันนี้จะสอนนั่งสมาธิ แล้วก็แนะนำวิธีการปฏิบัติอย่างง่ายๆ โดยแนะนำว่าให้มองเห็นดวงใสๆ นั่งไปสักพักก็ถามเด็กว่า เห็นดวงแก้วใสไหม สว่างไหม พี่สาวบอกว่า No น้องชายบอก Yes พระอาจารย์ก็คิดว่า อย่างนี้ต้องทดลองดู เราสอนเขานี่ต่างวัยกัน คงยาก พระอาจารย์เลยให้น้องชายแนะนำพี่สาว น้องชายก็หันไปแนะนำพี่สาว 5 ขวบกว่าว่า You ต้อง just say yes พระอาจารย์ถามพี่สาวใหม่ ชัด ใส สว่าง พี่สาวตอบ yes yes ปรากฏว่า พี่สาวเห็นดวงชัดขึ้นมาเลย พอบอกเห็น ก็เห็นชัด แล้วพระอาจารย์ก็ดูว่า เด็กทั้ง 2 จะนั่งได้นานขนาดไหน ปรากฏว่านั่งได้นานเท่าผู้ใหญ่ ไม่กระดิกเลย เห็นดวงชัดใส แจ่มอยู่ในท้อง พอได้ดวงในท้อง เด็กก็ทวงแก้วจริงๆ จากพระอาจารย์บอกว่าในท้องเห็นแล้ว

ตัวอย่างนี้ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของเด็กๆ ที่ปกติไม่ค่อยคิดอะไรเนื่องจากไม่ได้มีประสบการณ์เกี่ยวกับเรื่องทำมาหากิน พบปะผู้คนอะไรมากมาย ดังนั้น จิตใจของเขาจึงยังบริสุทธิ์ innocent อยู่ เพียงบอกให้เขานึกดวงแก้วก็สามารถนึกได้ทันที แต่ถ้าถามผู้ใหญ่ ชัดไหม สว่างไหม คำตอบส่วนใหญ่จะเป็น no แล้วผู้ใหญ่ก็จะคิดแล้วคิดอีก จะชัดก็ไม่ชัด คุ่มๆ ค่ำๆ แต่เด็ก yes อย่างเดียว เพราะฉะนั้นเราจึงควรทำสมาธิด้วยวิธีการง่ายๆ อย่างเด็กๆ ชัด ใช่ ชัวร์ ไว้ก่อน ไม่ว่านิมิตจะรัวๆ ลางๆ ชัดหรือไม่ชัดอย่างไร แล้วมั่นใจประคองนิมิตไปเรื่อยๆ ในไม่ช้าก็จะเข้าถึงธรรมได้เช่นเดียวกับเด็กน้อยทั้ง 2 คนนี้

7.7 ทำอะไรก็ได้ยกเว้นคิด

นักเรียนเกาหลีท่านหนึ่งมาเรียนปฏิบัติธรรมกับคุณอีริค เลอวีน คุณอีริคใช้วิธีการสอนง่ายๆ ว่าคุณจะทำอะไรก็ได้ ยกเว้นคิด อย่าคิดก็แล้วกัน คือ นั่งสมาธิแล้วจะทำอะไรก็ได้ จะเอี้ยวหน้า เอี้ยวหลัง ขยับตัวก็แล้วแต่ อย่าคิด นักเรียนเกาหลีท่านนี้ก็ทำตาม เพราะรู้สึกว่าไม่ยาก แค่อย่างเดียวเท่านั้น ไม่ต้องมีออกกำลังท่านั้นท่านี้ มีท่านั่งท่าเดียว และวิธีการก็ง่าย คือ ยกเว้นคิด เขาก็เลยไม่คิด แล้วก็นั่งนิ่งๆ เฉยๆ ไม่กี่นาทีนักเรียนก็บอกว่า มีดวงให้เห็น ทั้งๆ ที่คุณอีริคไม่ได้บอกอะไรเลย บอกเพียงว่าทำอะไรก็ได้ยกเว้นคิด แต่เขากลับเห็นดวง เขาบอกคุณอีริคว่า ดวงใสจัง ทำไมในกลางท้องเรามีดวงด้วย แล้ววันต่อๆ ไป เขาก็เพิ่มเวลานั่งมากขึ้น เขาบอกว่า ง่ายจังเลย ยกเว้นคิด เขาไม่คิดอะไรเลย ตอนนี้เขาก็สว่างเพิ่มขึ้น เพิ่มมากเข้า ในที่สุดเขาก็เห็นองค์พระ โดยที่คุณอีริคไม่ได้บอกว่า มีอะไรภายใน

นักเรียนคนนั้นเขาก็บอกคุณอีริคว่า เขาเหมือนคนอยู่ในถ้ำมืด เขาก็คิดว่าชีวิตคงมีแต่ความมืด แต่แล้วมีอยู่วันหนึ่ง มีคนแนะนำให้เขาเดินไปที่ปากถ้ำ เขาได้พบแสงสว่าง แล้วก็เห็นโลกกว้างขวางออกไปอย่างไม่มีขอบเขต เขาบอกว่า ประสบการณ์ภายในก็เหมือนอย่างนั้นแหละ และบอกอีกว่า การที่มีสิ่งเหล่านี้แสดงว่ามันมีอยู่ก่อนหน้านี้แล้ว มันเป็นของมันอย่างนั้น ไม่ว่าคุณอีริคจะมาสอนเขาหรือไม่ว่ามาสอนก็ตาม ถ้าออกไปนอกถ้ำแล้วจะต้องเจอแสงสว่าง เจอก้อนเมฆ เจอท้องฟ้าที่กว้างขวาง เจอดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดวงดาว ประสบการณ์ภายในมีอยู่แล้ว เป็นแต่เพียงว่าเราเดินทางเข้าไปเถอะ แล้วเดี๋ยวเราก็จะค้นพบ เป็นสิ่งธรรมดาจริงๆ เลย เขาก็คิดว่า คงจะพบอะไรดีๆ ที่มีอยู่ภายในตัวนี้อีก

จะเห็นได้ว่า นี่เป็นตัวอย่างอานิสงส์ของการไม่คิด เพราะวิธีการที่ดีที่สุดของการปฏิบัติธรรมก็คือ การหยุด นิ่ง เฉย อย่างเบาสบาย ทำอะไรก็ได้ ยกเว้น ความคิด ดังนั้น เราจะได้นำเทคนิคนี้ไปใช้ในการปฏิบัติธรรม พยายามทำด้วยวิธีการง่ายๆ ไร้ความคิด เราจะได้พบประสบการณ์เช่นเดียวกับนักเรียนเกาหลีท่านนี้

7.8 นักมวยเก่า

มีพระอยู่องค์หนึ่ง ก่อนบวชท่านเป็นนักมวยเก่า บู๊มาก เวลาขึ้นเวทีก็ตีลังกาข้ามเลย พอเวลามานั่งสมาธิ ด้วยความที่เป็นนักบู๊เก่า ก็นั่งไม่เห็นสักที หลวงพ่อท่านเลยแนะนำว่า นั่งปล่อยชีวิตไปเลย ตายเป็นตาย แล้วท่านก็ไปนั่งอยู่ใต้ต้นตะขบ ปล่อยชีวิต ปรากฏว่า ท่านเล่าให้ฟังว่า ท่านปวดสุดขีด แทบทนไม่ไหวเลย แต่ก็ไม่กระดิกตัว มันเมื่อยก่อน แล้วก็มาปวด แล้วก็มาปวดเมื่อย แล้วก็มาเจ็บ แสบ ร้อน กระวนกระวาย กระสับกระส่าย ที่กระดูกโดยเฉพาะที่หัวเข่า กล้ามเนื้อเต้น ริกๆๆๆ เลย แล้วท่านก็ ปล่อยไป ปล่อยไปเรื่อย ในที่สุดจิตมันรวม อาการทั้งหมดหายไปเลย องค์พระก็ปรากฏขึ้นมา สว่าง ตอนนี้นั่งเท่าไหร่นี่ไม่เมื่อยเลย นั่งได้ข้ามวันข้ามคืน ไม่เมื่อย

นี่ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของความอดทน สำหรับคนที่ประเภทที่ไม่ค่อยมีกำลังใจนั่ง หรือว่าพอนั่งนิดๆ หน่อยๆ เมื่อยนิด ง่วงหน่อย ก็เลิกแล้ว ถ้าเราอยากได้ธรรมะ บางทีเราก็ต้องยอมสละอารมณ์เหล่านั้น ไปให้หมด ยอมปล่อยชีวิตสักครั้งหนึ่ง ความสำเร็จก็จะเกิดขึ้นได้

7.9 แม่สอนลูก

แม่สอนลูก2)

มีแม่อยู่คนสอนลูกตัวเล็กๆ 8-9 ขวบ ให้นั่งสมาธิเพราะแม่มาวัด พอได้ยินได้ฟังได้ปฏิบัติที่ทาง วัดสอน กลับไปก็ไปสอนลูกที่บ้านว่า ให้นั่งทำใจหยุดในกลาง กลางท้อง หยุดนิ่งเฉยๆ ลูกก็ทำตาม และ ในที่สุด แม่ก็ถามลูกเห็นอะไร ลูกก็บอกเห็นแต่ดวงใสๆ แม่ถามว่า เห็นชัดไหม ลูกบอกว่า ชัด แม่ถามต่อว่า ชัดขนาดไหน ลูกบอกว่า ชัดเหมือนลืมตาเห็น แม่ถามอีกว่า สว่างมั้ย ลูกบอกว่าสว่าง แม่ถามว่า สว่างขนาดไหน ลูกบอกว่า สว่างเหมือนกลางวัน แม่ถามว่า ใสมั้ย ลูกบอกใส แม่ถามว่าใสเหมือนอะไร ลูกบอกเหมือนน้ำแข็ง ใสยิ่งกว่าน้ำแข็งใสๆ แม่ก็ถามลูกเห็นจริงๆ นะเหรอ ลูกบอกเห็นจริง แม่กลับถามแล้วตอนนี้ ลูกทำยังไงล่ะ ลูกก็บอกก็ทำอย่างที่แม่บอก และแม่บอกยังไงล่ะ ก็บอกให้ทำให้ดูไปเฉยๆ ตรงกลาง ก็ดูไปเรื่อยๆ แล้วๆ มันเป็นยังไง ผลัดกันถามแล้วตอนนี้

ลูกก็บอกว่าก็ทำไป ตอนแรกมันก็มืดๆ หนักเข้าตัวมันก็พองๆ โตๆ จนกระทั่งโตเท่าห้อง และมันก็เบาๆ เบาๆ สบาย แล้วมันก็มีจุดเล็กๆ เกิดขึ้น ตอนแรกมันก็ไม่ชัด แล้วลูกทำยังไง ก็ดูไปเฉยๆ แล้วมันเป็นยังไง บอกว่ามันก็ค่อยๆ ชัดขึ้นๆ และก็โตขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งตอนนี้มันชัดเหมือนลืมตาเห็นเลย ใสเหมือนน้ำแข็ง สว่างเหมือนกลางวัน

เพราะฉะนั้นนักปฏิบัติทั้งหลายต้องพยายามทำแบบลูกที่ทำอย่างที่แม่บอกอย่างนั้นแหละ แล้ว ถ้าแม่ทำอย่างที่ลูกบอกนี่ แม่ก็จะเห็นเหมือนอย่างที่ลูกบอก เช่นเดียวกัน เราต้องพยายามทำตาม วิธีที่พระเดชพระคุณพระราชภาวนาวิสุทธิ์บอกไว้ว่า “ หยุดนิ่งเฉยๆ” เดี๋ยวก็จะเข้าถึงตรงนั้นเองเหมือน อย่างแม่สอนลูก และก็ลูกบอกแม่ในภายหลัง

7.10 สอนแม่ให้เห็นพระ

อุบาสกในวัด ท่านหนึ่งอยู่วัดมานาน คิดถึงแม่ จึงคิดกลับไปโปรดคุณแม่ ไปสอนสมาธิให้คุณแม่ แต่ตนเองก็ยังไม่ได้เข้าถึงธรรม พอไปถึงนั่งคุยกับแม่ในมุ้ง แม่ก็บอกว่า “ เอ็งอยู่วัดมาตั้งนาน เอ็งมัวแต่ปั้นพระช้า เดี๋ยวหลวงพ่อท่านก็ว่าเอาหรอก เอ็งทำไมไม่ปั้นให้มันเสร็จๆ เร็วๆ ที่อื่นเขาปั้นได้ตั้งเยอะแยะ อุบาสกออกอุบายว่า “ ก็แม่ไม่ช่วยผมนี่” แม่ก็กล่าวว่า “ เอ้าแม่จะช่วยเอ็งได้ยังไง ปั้นพระแม่จะไปปั้นเป็นได้ยังไง” อุบาสกสอนว่า “ ก็แม่หลับตาดู ให้เห็นองค์พระซิ พระเป็นยังไงแม่จะได้บอกผม”

เสร็จแล้วแม่ก็นั่งหลับตาสักครู่นึง แม่ก็บอกว่า “ เออ แม่เห็นแล้ว” อุบาสกก็เลยสงสัยว่า ทำไมแม่เห็นเร็วนัก อุบาสกจึงแนะว่า “ แม่ลองนึกให้ใหญ่ซิ ก็ใหญ่แล้วนี่ ใหญ่เท่าวัดทองอินทร์ได้ วัดไชโยก็ได้ เอ็งจะให้ใหญ่แค่ไหนล่ะ นี่ ให้ใหญ่แล้วนี่” อุบาสกสอนต่อว่า “ เอ้าแม่ให้เล็กซิ เอ้าเล็กแล้ว เอ็งจะให้ แม่ทำไง นี่ท่านก็เล็ก เดี๋ยวก็ใหญ่”

อุบาสกแนะว่า “ ก็แม่ดูต่อไปในองค์พระซิ” แม่ตอบว่า “ ก็ไม่เห็นมีอะไรมีแต่ดวงกับองค์พระ เดี๋ยวมีดวงในกลาง เดี๋ยวก็มีองค์พระ เอ็งนี่มันจะเป็นยังไง จะให้แม่ดูอะไร ก็มีแต่ดวงมีแต่องค์พระ ไม่เห็นจะมีอะไร เออ แล้ว แล้วเอ็งเห็นมันอย่างงี้ แล้วเอ็งเห็นยังไงล่ะ แม่เห็นอย่างนี้” อุบาสกนิ่ง แล้วบอกว่า ” เอาไว้วันหลังก็แล้วกันแม่”

อีกวันหนึ่ง แม่ถามลูกชายว่า “ เอ็งนั่งเป็นไงบ้าง” ลูกชายตอบว่า “ ผมยังไม่เห็นเลย” แม่จึงร้องทักว่า “ เอ็งไหว้พระทุกวันเอ็งไม่เห็นพระหรือ เอ็งนึกพระไม่ออกจริงๆ หรือ” ลูกชายตอบ “ ไม่ออกครับแม่” แม่เลยสอนลูกชายว่า “ งั้นเอ็งนึกหน้าแม่ซิ” ลูกชายตอบว่า “ หน้าแม่ก็นึกไม่ออก” แม่จึงได้ต่อว่าลูกชายยกใหญ่

ต่อมาอุบาสกท่านนี้ได้มีโอกาสขึ้นไปปฏิบัติธรรมต่อเนื่อง วันนั้นหลวงพ่อให้เขานั่ง แล้วให้เขาหลับตา นึกถึงดวงประทีป เปลวเทียน อุบาสกนึกออกเหมือนเปลวเทียนตั้งไกลๆ สักสิบเมตร ก็เห็นรัวๆ รางๆ มีให้ดูแค่ไหน อุบาสกท่านนี้ก็ดูแค่นั้น คือ เห็นเหมือนเราเอาดวงประทีปไปตั้งเอาไว้ 10 เมตร 20 เมตร ในที่สลัว จะว่าไม่เห็นก็ไม่ใช่ แต่ว่าเห็นมันไม่ค่อยชัด แต่เขาก็มองไปเรื่อยๆ ใจเขาก็ไม่คลางแคลง ไม่สงสัย ไม่ลังเลอะไร อินโนเซ้นต์ (innocent) มองไปเรื่อย เออ มันมีจังหวะหนึ่งนะถูกส่วน จิตรวมวูบลงไป ไอ้เปลวเทียนมันมารวมกัน เป็นแท่งเลย พอเขาดู ตรงปลายแหลมหนักเข้าหนักเข้า เปลวเทียนหายเป็นดวงปฐมมรรคขึ้นมา สุกใสสว่าง หลวงพ่อให้เขานั่งข้ามวันเลย ไม่ได้ให้เขาลุกจากที่เลย จากบ่ายวันนี้ทั้งคืนไปถึง 9 โมงเช้า นั่งติดเลย สว่างเลย เกือบ 24 ชั่วโมง รวดเลย ในที่สุดก็เข้าถึงพระธรรมกายภายในตัว

คุณแม่ของอุบาสกท่านนี้ก็เป็นตัวอย่างสำคัญประการหนึ่งของผู้ที่นึกอย่างง่ายๆ แล้วก็เห็นอย่างง่ายๆ อีกทั้งอุบาสกก็เป็นต้นแบบที่ดี แม้ว่าตนเองจะนั่งสมาธิยังไม่ได้เท่าไหร่ แต่ก็อาศัยความรู้ที่เคยได้ศึกษา มาแนะนำจนคุณแม่เข้าถึงธรรมได้ แต่ในที่สุดด้วยความที่พยายามฝึกสมาธิมาตลอด และทำอย่างง่ายๆ เป็นผู้ดูที่ดีในที่สุดก็เข้าถึงธรรม

7.11 ประสบการณ์ต่างศาสนา

ประสบการณ์ต่างศาสนา3)

อุบาสิกาท่านหนึ่งเกิดในตระกูลที่ไม่ใช่พระพุทธศาสนา เธอได้รับคำเชิญชวนให้ไปปฏิบัติธรรม การปฏิบัติธรรมช่วงสั้น ครั้งละ 7 วัน และผู้ที่เชิญชวนก็อธิบายให้ฟังว่าการปฏิบัติธรรมนั้น ไม่ใช่เป็นการจะไปทำให้เปลี่ยนแปลงศาสนาหรือขัดแย้งความเชื่อถือดั้งเดิม แต่เป็นเพียงวิธีที่ทำให้เข้าถึงความสุขภายในเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับความเชื่อใดๆ ทั้งสิ้น ใครก็ได้ที่ต้องการแสวงหาความจริงและต้องการแสวงหาความสุขที่แท้จริง ก็ไปปฏิบัติได้

อุบาสิกาท่านนี้ก็ไปปฏิบัติธรรม แต่เนื่องจากว่าเธอคุ้นเคยกับความเชื่อดั้งเดิมและไม่คุ้นเคยกับความเชื่อใหม่ ในพิธีกรรมทางพุทธศาสนา เพราะฉะนั้นเมื่อถึงคราวที่เข้าประชุมในห้องปฏิบัติ พุทธศาสนิกชนก็ก้มกราบพระอาจารย์ แต่เธอมีความรู้สึกขัดแย้ง ว่าคำสอนดั้งเดิมนั้น ห้ามไหว้พระ ทั้งๆ ที่พระเป็นคนดี เป็นผู้ที่เห็นภัยในวัฏฏสงสาร เป็นผู้ให้อย่างเดียว และเป็นผู้แสวงหาความบริสุทธิ์ หาความดีตลอดชาติ ไม่เคยไปคิดจะไปเบียดเบียนใคร หรือทำให้ใครเดือดร้อน มีแต่คิดพัฒนาตัวเองให้บริสุทธิ์ยิ่งๆ ขึ้นไป จากความโลภ ความโกรธ ความหลง แต่ถูกสอนให้ปิดหู ปิดตากันมาอย่างนั้นตลอด ว่าของดีอย่างนี้อย่าไปไหว้ อย่าไปพบ อย่าไปเห็น ถ้าเห็นแล้วก็ให้รังเกียจ คือไม่อยากให้พบพระนั่นเอง

เธอก็ไม่ไหว้ไม่กราบ ซึ่งพระอาจารย์และทุกท่านที่ไปนั้นก็ไม่ได้ถือสาเพราะว่า เธอไม่คุ้นเคยกับ พิธีกรรม ประกอบกับข้อห้ามดั้งเดิมนั้นมีอยู่ แต่ก็ทำสมาธิภาวนาด้วยกัน แม้แต่คำภาวนาว่าสัมมาอะระหัง ก็รู้สึกขัดแย้งในใจ ลำบากใจที่จะภาวนา สัมมาอะระหัง เพราะว่ายึดมั่นถือมั่นในคำสอนดั้งเดิมอยู่ กลัวจะไปผิดคำสอนแล้วเป็นบาป บาปแล้วยังไม่พอจะถูกลงโทษเสียอีก เพราะฉะนั้นก็ภาวนาในสิ่งที่ตัวเคารพ นับถืออันสูงสุด ท่านก็ภาวนาของท่านไปด้วยการระลึกนึกถึงชื่อของสิ่งที่สูงสุดนั้น

ภาวนาไปเรื่อยๆ อย่างสบายๆ ใจ ในไม่ช้าใจของท่านก็หยุดนิ่งอยู่ภายใน เข้าไปพบความสว่าง พบดวงธรรมและก็พบพระธรรมกายที่อยู่ในตัวท่าน ถึงตรงนี้เธอก็ปฏิเสธทันทีว่าไม่เอา องค์พระที่ผุดเกิดขึ้นในตัวในตัว ทั้งๆ ที่ไม่ได้มีความตั้งใจเพราะรังเกียจ ไม่อยากให้ขึ้น แต่ว่าจิตของเธอมันเริ่มบริสุทธิ์ เริ่มหยุดนิ่ง ก็เข้าไปถึงสิ่งที่มีอยู่ แต่เธอไม่เข้าใจว่าสิ่งที่มีอยู่นี้มันมีอยู่ก่อนแล้ว ในตอนแรกก็ปฏิเสธ พยายามที่จะรื้อฟื้นจิตขึ้นมาสู่ระดับหยาบอีก จากละเอียดมาสู่ระดับหยาบ แต่เนื่องจากกุศลเก่าของเธอมีมากพอ ก็ตรึงเธอให้ติดอยู่กับพระธรรมกายภายในนั้นตลอดเวลา เธอก็เห็นสิ่งนั้นและก็เป็นสิ่งนั้นด้วย

ความสุขก็ทะลักพรั่งพรูออกมาอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน เธอลุกออกจากห้องปฏิบัติสมาธิ แล้วก็ไปนั่งร้องไห้อยู่ข้างนอกห้อง แต่ว่าเป็นน้ำตาแห่งความปีติ เป็นน้ำตาเย็นที่หลั่งไหลออกมาด้วยความปีติ ที่ได้เข้าถึงสิ่งที่มีอยู่ในตัว พระอาจารย์ได้ไปถามเธอว่าร้องไห้ทำไม เธอก็พูดออกมาซึ่งเป็นประโยคที่น่าฟังทีเดียว บอกว่าได้ค้นพบสิ่งที่มีอยู่ในตัวของท่านเอง ได้ค้นพบแล้ว แม้ว่าจะเริ่มต้นภาวนาด้วยถ้อยคำที่ไม่ใช่สัมมา อะระหังก็ตาม และเดี๋ยวนี้ยังเป็นอยู่เลย ยังเป็นองค์พระอยู่เลย มีความสุขมาก อย่างไม่เคยเป็นมาก่อนในชีวิต มีความปลื้มปีติ ก็ทนไม่ไหว น้ำตาจึงไหลออกมา

อีกท่านหนึ่งเกิดในตระกูลของอิสลาม เป็นมุสลิมที่เคร่งครัด ท่านมีโอกาสได้มาพบปะหลวงพ่อ หลวงพ่อได้พูดคุยกับท่านว่า “ สิ่งที่จะแนะนำนี้เป็นของกลางๆ ของโลก เป็นของกลางของโลกเหมือนดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ ดวงดาว ที่ชาติไหนภาษาไหนก็ลืมตามองเห็นได้ และมีอยู่ในตัวของคุณนั่นแหละ เพราะฉะนั้นจะ ไม่ขัดแย้งกับความเชื่อถือดั้งเดิมเลย คุณเริ่มลงมือปฏิบัติเถิด” แล้วหลวงพ่อก็แนะนำให้เขาทำ โดยถามเขาว่า “ คุณนึกอะไรได้ง่าย ซึ่งเป็นสิ่งที่คุณนึกแล้วจะทำให้คุณมีปีติ มีความสุข มีความสงบได้”

เขาบอกว่า เครื่องหมายหรือสัญญลักษณ์ของศาสนา ที่นับถืออยู่ นึกแล้วมีความสุข มีปีติ มีพลังใจ คือเครื่องหมายของดาวเดือนเสี้ยว หลวงพ่อก็บอกว่า “ เอาเถอะ เอาสิ่งนั้นแหละเป็นนิมิต เป็นที่ยึดที่เกาะ ของใจของคุณ” แล้วหลวงพ่อก็ถามเขาต่อไปอีกว่า “ มีถ้อยคำอันใดที่คุณนึกแล้วมีปีติ มีความสุข มีความเบิกบาน มีพลังใจในการสร้างความดี” เขาบอกว่า ถ้อยคำที่นึกถึงพระผู้เป็นเจ้า คือพระอัลเลาะห์ นึกถึงคำนี้แล้ว ทำให้มีปีติ มีความสุข มีพลัง หลวงพ่อก็แนะนำว่า

“ คุณก็นึกถึงสัญลักษณ์ทางศาสนาของคุณ แล้วนึกภาวนาถ้อยคำว่า พระอัลเลาะห์ แต่ว่าให้นึกอยู่ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ 7 อย่างสบายๆ คุณต้องมีวิธีการนึกที่ถูกต้อง คือ นึกอย่างสบาย นึกไว้ในกลางท้อง แล้วท่องคำภาวนาไป ทำไป ส่วนอะไรจะเกิดขึ้นเดี๋ยวคุณก็เจอเอง เจออะไรแล้วมาเล่าให้หลวงพ่อฟังหลวงพ่อจะรับฟัง”

ท่านนั้นท่านก็นำไปปฏิบัติ ท่านก็ท่องของท่านไป ท่องไปด้วยความเคารพเลื่อมใส ในพระผู้เป็นเจ้า กับสัญญลักษณ์ทางศาสนาของท่าน ท่องไปเรื่อยๆ กระทั่งถึงจุดๆ หนึ่ง ใจมันหยุดนิ่งถูกส่วน บริกรรมนิมิต คือดาวเดือนเสี้ยวก็ดี บริกรรมภาวนาคือคำว่าพระอัลเลาะห์ก็ดี ส่งถึงที่หมาย ก็เกิดสิ่งที่สามขึ้นมา คือใจมันหยุดนิ่งกึ๊กลงไปเลย พอนิ่งถูกส่วนแล้ว แสงสว่างก็เกิดขึ้น ความสุขก็เริ่มพรั่งพรูออกมา และก็เห็นดวงใสๆ

เขาก็ดูต่อไปเพราะเขาไม่รู้เรื่องอะไรมาก่อนเลย เขาก็ดูไปเรื่อยๆ ในที่สุดองค์พระก็ผุดขึ้นมา พอองค์พระผุดเกิดขึ้นมา เขาก็ลืมตาขึ้น ปฏิเสธองค์พระ เขาบอก ไม่เอาๆ ปฏิเสธ แต่ก็เสียดายประสบการณ์ และความสุขที่ได้รับเมื่อสักครู่นี้ รู้สึกมันสบาย มีความสุขจังเลย ที่ได้เห็นแสงสว่าง เห็นดวงธรรม ก็หลับตาลงไปใหม่ พอนิ่งถูกส่วนเห็นแสงสว่างอีก เห็นดวงธรรม เดี๋ยวองค์พระมาอีกแล้ว ท่านมากันใหญ่เลยคราวนี้ เขาก็ลืมตาปฏิเสธ ไม่เอาๆๆ แต่ว่าเสียดายความสุข ก็หลับตาลงไปใหม่ ตอนแรก เกิดองค์พระขึ้นมาทีละองค์ หนักเข้า คราวนี้มาเป็นแถว มีความสุขมาก ก็เลยไปนั่งร้องไห้ แล้วก็พูดออกมาคำหนึ่งว่า สิ่งที่เห็นนี้ คือสิ่งที่มีอยู่จริงในตัว และก็มีความสุข เห็นไหม ท่านไม่ได้ท่องสัมมาอะระหังด้วยซ้ำไป ท่านท่องอัลเลาะห์ ด้วยความเลื่อมใสในศาสนาของท่าน แล้วท่านก็หยุดนิ่ง

ทั้ง 2 ตัวอย่างนี้นี่ก็เป็นตัวอย่างของผู้ปฏิบัติสมาธิ แม้ว่าจะต่างเชื้อชาติ ต่างศาสนา แต่ก็สามารถเข้าถึงสิ่งที่มีอยู่ในตัวได้เช่นเดียวกัน เพราะว่าธรรมะภายในเป็นสิ่งที่มีอยู่แล้ว รอการพิสูจน์จากทุกๆ คน ให้ได้เข้าไปสัมผัสด้วยตนเอง

จากที่ได้ยกมาให้ดูทั้งหมดนี้เป็นตัวอย่างประสบการณ์การเข้าถึงธรรมของนักปฏิบัติธรรมหลายๆ ท่านเพื่อให้นักศึกษาสมาธิได้เห็นแนวทางว่าบุคคลที่เข้าถึงฝั่งแห่งใจหยุดนิ่ง มีวิธีการอย่างไร จะได้นำมาเป็นแนวทางในการฝึกตนเอง และเป็นกำลังใจในการปฏิบัติธรรมต่อไป

1) ไม่ปรากฎชื่อผู้แต่ง, มุขปาฐะ โครงการปฏิบัติธรรมระยะ 3 เดือน, (ปทุมธานี วัดพระธรรมกาย, 2541), หน้า 37.
2) พระราชภาวนาวิสุทธิ์, พระธรรมเทศนา, 7 พฤษภาคม 2538.
3) พระราชภาวนาวิสุทธิ์, พระธรรมเทศนา, 2 กุมภาพันธ์ 2540.
md204/7.txt · แก้ไขครั้งล่าสุด: 2015/03/15 16:55 (แก้ไขภายนอก)
 
เว้นแต่จะได้แจ้งไว้เป็นอื่นใด เนื้อหาบนวิกินี้ถูกกำหนดสิทธิ์ไว้ภายใต้สัญญาอนุญาติต่อไปนี้: CC Attribution-Noncommercial 3.0 Unported
Recent changes RSS feed Donate Powered by PHP Valid XHTML 1.0 Valid CSS Driven by DokuWiki