บทที่ 6 ประสบการณ์ภายใน

  • 6.1 ความหมายและลักษณะของประสบการณ์ภายใน
    • 6.1.1 ความหมาย
    • 6.1.2 ลักษณะของประสบการณ์ภายใน
  • 6.2 ความสำเร็จของการเข้าถึงธรรม
    • 6.2.1 คุณค่าของประสบการณ์ภายใน
    • 6.2.2 ความสำเร็จของการเข้าถึงธรรม
  • 6.3 ประเภทของประสบการณ์ภายใน
    • 6.3.1 ประสบการณ์ภายในเมื่อใจเริ่มหยุด
    • 6.3.2 ประสบการณ์ภายในเมื่อใจตกศูนย์
    • 6.3.3 ประสบการณ์ภายในเมื่อใจหยุด
    • 6.3.4 ประสบการณ์ภายในพิสดาร
  • 6.4 การประคับประคองและพัฒนาประสบการณ์
    • 6.4.1 การประคับประคองประสบการณ์ภายใน
    • 6.4.2 การพัฒนาประสบการณ์ภายใน

แนวคิด

1.ประสบการณ์ภายในเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติสมาธิ มีหลายระดับ โดยระดับที่ศึกษา คือ ประสบการณ์ภายในก่อนเข้าถึงดวงปฐมมรรค เป็นระดับที่มีการเปลี่ยนแปลงสภาวะใจ จากค่อยๆ สบาย ไปสู่ภาวะหยุดนิ่ง และใจขยายไปอย่างไม่มีขอบเขต จนกระทั่งเกิดความสว่างภายใน

2.ประสบการณ์ทุกประสบการณ์ที่เกิดขึ้นในการนั่งแต่ละครั้งไม่ว่าจะดีหรือไม่ดี ล้วนเป็นสิ่งที่มีคุณค่า เพราะเป็นเครื่องบ่งบอกสภาพของใจ และการที่เราสั่งสมประสบการณ์เหล่านั้นไปเรื่อยๆ ในที่สุดก็จะทำให้ได้เข้าถึงธรรมในที่สุด

3.ประสบการณ์ภายในของผู้ฝึกปฏิบัติสมาธิ สามารถแบ่งออกได้เป็นขั้นๆ คือ ประสบการณ์เมื่อใจเริ่มหยุด ประสบการณ์เมื่อใจตกศูนย์ ประสบการณ์เมื่อใจหยุดนิ่ง รวมถึงประสบการณ์ที่พิสดารนอกทางสายกลาง

4.วิธีการประคับประคองประสบการณ์ และพัฒนาประสบการณ์ภายในที่ดี คือ ให้มีความสุขกับการนั่งสมาธิ ยอมรับและพอใจในทุกประสบการณ์

วัตถุประสงค์

1.เพื่อให้นักศึกษาสามารถอธิบายความหมาย และลักษณะของประสบการณ์ภายในได้อย่างถูกต้อง

2.เพื่อให้นักศึกษาสามารถอธิบายคุณค่าของประสบการณ์ภายใน และขั้นตอนแห่งความสำเร็จของการเข้าถึงธรรมได้

3.เพื่อให้นักศึกษาสามารถบอกลักษณะประเภทของประสบการณ์ภายในได้

4.เพื่อให้นักศึกษาสามารถอธิบายวิธีการประคับประคองและพัฒนาประสบการณ์ภายในได้

เป็นธรรมดาของการเดินทางที่ผู้เดินทางมักจะได้พบเจอประสบการณ์แปลกๆ ใหม่ๆ ทิวทัศน์สองข้างทาง ป่าเขา ลำเนาไพร ตลอดจนผู้คนที่สัญจรผ่านไปผ่านมา ล้วนเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้เดินทางได้รับความตื่นตา ตื่นใจ หรือบางครั้งก็อาจจะมีประสบการณ์ที่สร้างความตื่นเต้น หวาดกลัว ผ่านการเดินทางที่คดเคี้ยวผจญภัย ไม่ว่าประสบการณ์การเดินทางทั้งหมดจะเป็นอย่างไร แต่ทั้งหมดก็เป็นสิ่งที่ผู้เดินทางจะต้องผ่านไปเพื่อสู่จุดหมายปลายทางของการเดินทาง

ในการเดินทางเข้าสู่เส้นทางสายกลาง ด้วยการเจริญสมาธิภาวนาก็เช่นเดียวกัน ย่อมจะต้องเจอประสบการณ์แปลกๆ ใหม่ๆ ที่อาจเกิดขึ้นจากการนั่งสมาธิ ซึ่งบางประสบการณ์เราก็อาจจะไม่เคยเจอมาก่อน ในชีวิตประจำวัน และอาจจะทำให้เราคิดว่าเป็นสิ่งผิดปกติที่เกิดขึ้นกับตัวเรา ซึ่งในความเป็นจริง ประสบการณ์เหล่านี้ล้วนเป็นขั้นตอนของการปรับความละเอียดของใจ จนกระทั่งเข้าไปถึงจุดหมายปลายทาง คือ พระรัตนตรัยภายใน ดังนั้น เพื่อให้นักปฏิบัติสมาธิได้ทำความรู้จักกับประสบการณ์ดังกล่าว พอที่จะเป็นความรู้ไปสู่การปฏิบัติ และเพื่อเสริมสร้างความมั่นใจการปฏิบัติสมาธิว่าถูกต้องเพียงไร ในบทเรียนนี้ จึงจะได้ให้นักศึกษาได้เรียนรู้เกี่ยวกับประสบการณ์ที่เกิดขึ้นจากการนั่งสมาธิกัน

6.1 ความหมายและลักษณะของประสบการณ์ภายใน

6.1.1 ความหมาย

ประสบการณ์ภายใน (inner experience) หมายถึงสิ่งที่ปรากฏขึ้นในสมาธิหรือระหว่างการปฏิบัติธรรม ทั้งที่ปรากฏเป็นลักษณะของสภาวะอารมณ์ หรือสภาวะธรรมในแต่ละระดับ ซึ่งสามารถแบ่งประสบการณ์ภายในออกเป็น 3 ระดับ ดังนี้

ระดับแรก เป็นปรากฏการณ์ของประสบการณ์ภายในก่อนที่จะเข้าถึงดวงปฐมมรรค

ระดับที่สอง เป็นประสบการณ์ภายในตั้งแต่ดวงปฐมมรรค จนถึงกายต่างๆ ที่มีทั้งหมด 18 กาย

ระดับที่สาม เป็นประสบการณ์ในระดับการศึกษาวิชชาธรรมกาย

ในบทเรียนนี้ จะเน้นการศึกษาประสบการณ์ภายในในระดับแรกเป็นสำคัญ

6.1.2 ลักษณะของประสบการณ์ภายใน

ในการนั่งสมาธิ เมื่อเราได้พยายามฝึกใจ จนกระทั่งใจเริ่มนิ่งหยุด ประสบการณ์ของการฝึกใจจะค่อยๆ ปรากฏเกิดขึ้นดังต่อไปนี้

เมื่อทำใจสบายได้อย่างต่อเนื่องคือ หยุด นิ่ง ไปเรื่อยๆ กายและใจจะเริ่มละเอียดอ่อน โปร่งเบา รู้สึกขยายคล้ายลอยอยู่ในอวกาศ เบาสบายจนบางที บางคนถึงกับลืมลมหายใจ หรือคล้ายไม่ได้หายใจ ทำให้ตกใจ เกรงว่าจะตายไปจริงๆ แต่ความจริงเป็นเพราะความสบายของใจ ทำให้ลมหายใจค่อยๆ ละเอียดอ่อน แล้วหยุดนิ่งอย่างมีความสุข แล้วความสุข ความสบายนั้น ขยายพองโตกลืนไปกับบรรยากาศรอบตัว

เมื่อใดนั่งแล้วมีอาการสบายอยากนั่งต่อไปอีกนานๆ อยากนั่งทำใจให้หยุดนิ่งต่อไป เรื่อยๆ เช่นนี้ แสดงว่าทำถูกวิธีแล้ว

หากยังสามารถรักษาความหยุด นิ่ง สบาย ว่าง โล่ง โปร่ง เบา ต่อไปได้อีก ความสบายก็จะค่อยๆ เพิ่มขึ้นๆ จนสามารถเข้าถึงความสบายอย่างแท้จริง เป็นความสบายอย่างไม่เคยประสบมาก่อน มีความรู้สึกว่าร่างกายละเอียดอ่อน กายขยาย ใจขยายจนไม่มีขอบเขต

คำว่าไม่มีขอบเขต คือ ความรู้สึกในกายหยาบซึ่งประกอบด้วยเลือดเนื้อของเราหมดไป คล้ายไม่มีร่างกาย ไม่มีตัวตน กลมกลืนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับบรรยากาศโดยรอบได้ โดยใจยังคงหยุดนิ่ง อยู่ตรงศูนย์กลางกายอย่างมั่นคง

ใจหยุด คือ การที่เราสามารถมองเฉยๆ อยู่นิ่งๆ ที่ศูนย์กลางกาย แต่ไม่ใช่การหยุดอยู่กับที่ การหยุดภายในต่างจากการหยุดภายนอก ยิ่งหยุดมาก จะยิ่งเห็น ยิ่งรู้สึกถึงการเคลื่อนเข้าสู่ความสว่างภายในมาก อุปมาเหมือนรถยนต์ต้องมีคันเร่งเป็นตัวเพิ่มความเร็ว ส่วนมนุษย์จะมีการหยุดภายในเป็นตัวเร่งการขับเคลื่อน ให้เข้าไปสู่ความละเอียดอ่อนได้เร็วมากขึ้น

หากยังคงดำเนินความหยุด นิ่ง เบา สบายต่อไปได้อีก ความสบายจะยิ่งเพิ่มขึ้น กายและใจจะสงบ นิ่ง ความราบเรียบของกายและใจ จะผสมผสานกันแน่วแน่ นิ่งสนิทนิ่งเหมือนถูกตรึงติดกับพื้น เป็นการหยุดนิ่งที่ไม่อึดอัด ไม่บีบบังคับ แต่กลับยิ่งเบาสบาย กายนั่งนิ่งจริง แต่ใจเบิกบาน ขยายใหญ่โต มีความรู้สึกพึงพอใจ ความสุขจะปรากฏเอ่อท้นขึ้นมาตอนนี้ เป็นความสุขที่ไม่เคยพบเห็น ไม่เคยได้รับ สุขอย่างปลอดโปร่ง ปลอดกังวล ไม่มีเรื่องคน สัตว์ สิ่งของ เข้ามารบกวนใจ ราวกับนั่งอยู่คนเดียวในโลก โดยมีตัวของเราเป็นศูนย์กลางของสรรพสิ่งทั้งหลาย เป็นความสุขละเอียดอ่อนประณีต ที่ไม่อาจหาได้จากที่ใดๆ ในโลก

จากนั้น ปล่อยใจให้ดื่มด่ำกับความสุขที่บังเกิดขึ้นด้วยความรู้สึกปกติ แล้วใจของเราจะค่อยๆ ปรับเข้าสู่ความเป็นหนึ่ง หยุดสนิท หยุดความคิดทั้งหลายทั้งมวล คือ ไม่มีความคิดทั้งหลายไหลเข้ามารบกวน หยุดโดยไม่ต้องตั้งใจ ไม่ต้องบังคับ เป็นการหยุดอย่างนุ่มเบา เป็นความสุขที่แปลกใหม่ เพราะ ความเห็น ความจำ ความคิด ความรู้ มารวมหยุด สามัคคีเป็นจุดเดียวกันโดยธรรมชาติ ทำให้ใจของเรายิ่งแนบแน่นสนิทลงไปในกลางยิ่งขึ้น ไปเรื่อยๆ เห็น จำ คิด รู้ ยิ่งสนิทมากขึ้นเท่าไร ใจยิ่งสบาย ใจยิ่งขยาย กว้างใหญ่มากขึ้น เมื่อหยุดได้ที่ความสว่างจะค่อยๆ บังเกิดขึ้นที่ศูนย์กลางกาย เริ่มต้นจากสว่างเพียงเล็กน้อยเหมือนฟ้าสาง จนกระทั่งสว่างเหมือนเที่ยงวัน เป็นความสว่างที่มาพร้อมกับความสุขสบาย ความสว่างจะเจิดจ้าแจ่มใส ไปตามลำดับของการหยุดนิ่งของใจ เป็นความสุข ความแจ่มใส แช่มชื่นเบิกบานที่ไม่เคยพบ ไม่เคยเห็น เพราะเป็นความสว่างภายใน ที่จะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อใจของเราหยุดนิ่งอย่างละเอียดอ่อนแล้วเท่านั้น

เมื่อหยุดนิ่งอย่างนี้ยิ่งขึ้นไปอีก เห็น จำ คิด รู้ จะยิ่งสนิทกันอย่างถูกส่วนจนกระทั่งใจตกศูนย์ ตกวูบเข้าไปในศูนย์กลางกาย เป็นความรู้สึกคล้ายถูกผลักตกจากที่สูงหรือคล้ายนั่งอยู่ปากเหวแล้วตกวูบลงไป พอตกวูบลงไปเท่านั้น ความบริสุทธิ์เบื้องต้นก็จะปรากฏให้เห็นด้วยใจ เป็นดวงใสสว่างขนาดตั้งแต่ดวงดาวเล็กๆ บนท้องฟ้า ดวงจันทร์ในคืนวันเพ็ญ จนกระทั่งโตขนาดดวงอาทิตย์

ดวงกลมใสสว่างดวงนี้เรียกว่า ดวงปฐมมรรค หรือดวงธรรม อันเป็นหนทางเบื้องต้นของพระอริยเจ้า จากนี้เป็นต้นไป หากรักษาความหยุดนิ่งต่อไปได้ จะมีความรู้ตัวอยู่ตลอดเวลา คือ ใจจะอยู่กับตัวอย่างเต็มที่ เป็นการมีสติที่แท้จริง ไม่ต้องใช้ความพยายามในการนั่ง มีทั้งสติและสัมปชัญญะต่อเนื่องกันไปไม่ขาดตอน อยู่ตรงกึ่งกลางของดวงธรรมนั้นนั่นเอง

ณ จุดนี้ ควรทำให้ได้ทุกเวลา ทุกวันไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ไม่ว่าจะทำอะไร ลืมตาหรือหลับตาให้ตรึกระลึกถึงดวงธรรมกลมๆ ใสๆ อย่างสบายๆ เสมอ ยิ่งสบายเท่าไรจะยิ่งตรึกระลึกได้อย่างเป็นธรรมชาติ มากเท่านั้น ต้องทำให้เกิดความชำนาญ คือ ตรึกตลอดเวลาควบคู่ไปกับลมหายใจ จนกลายเป็นอัตโนมัติ แม้ไม่ได้นึก ก็สามารถเห็นได้จนกลมกลืนกันไปกับชีวิตประจำวัน เช่นเดียวกับลืมตาแล้วมองเห็น ท้องฟ้า ต้นไม้ คน สัตว์ สิ่งของ ฉะนั้น

ถ้าสามารถทำให้หยุดนิ่งยิ่งขึ้นไปอีก จุดสว่างจะยิ่งขยายตัวกว้างออกไป ใหญ่โตเท่ากับพระจันทร์วันเพ็ญหรือพระอาทิตย์ตอนเที่ยงวัน ทั้งสุกใส ทั้งโตใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ดวงธรรมกลางกายยิ่งโต ยิ่งขยายออกไปมากเท่าไร ความสุข ความบริสุทธิ์ก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น มากจนเกิดความรู้สึกว่ากายใจของเราบริสุทธิ์ เกลี้ยงเกลาทั้งภายนอกภายใน สว่างจนกลมกลืนกันไปหมด ทั้งความรู้สึกที่กายหยาบกับความใสสว่างที่ศูนย์กลางกาย เป็นความบริสุทธิ์ที่แท้จริงของดวงจิต ความบริสุทธิ์ที่มากับความสุข ความใสสว่างที่ทำให้ใจแจ่มกระจ่างสดใส สดชื่น และมีพลังไม่รู้จบ

ในที่สุดเราก็จะสัมผัสได้กับแหล่งที่ทำให้ใจมีคุณภาพ สามารถรู้ได้ด้วยตัวเองอย่างแจ่มชัดถึงความแตกต่างจากใจเดิมสมัยที่ยังถูกครอบงำด้วยกามฉันทะ ความพยาบาท ความลังเลสงสัย ง่วงเหงาหาวนอน ท้อถอย ตลอดจนความฟุ้งซ่านรำคาญใจ

ความบริสุทธิ์นี้สามารถทำให้รู้ได้ด้วยตัวเองว่า ใจที่ถูกครอบงำมาแต่เดิมเช่นนั้น ไม่สามารถเข้าถึงหรือสัมผัสความสุขภายใน รองรับความสุขไม่ได้ มีแต่ความสับสนวุ่นวายและไม่มีคุณภาพ

ดวงธรรมจะทำหน้าที่กลั่นกรองใจให้มีคุณภาพ รองรับความสุขได้เต็มที่ ยิ่งใจสบาย ใจจะยิ่งหยุดนิ่ง ยิ่งเกลี้ยงเกลา ยิ่งถูกส่วนขึ้นไปเรื่อยๆ อย่างค่อยเป็นค่อยไป คล้ายเวลากล่อมเด็กให้นอนหลับ ใจจะถูกกล่อมอย่างนุ่มนวลด้วยความบริสุทธิ์ สว่างใส จนนิ่งเบา รู้สึกเพลิดเพลิน ไม่เบื่อหน่าย เห็นคุณค่าของธรรมะด้วยตัวเอง และมีความรักในธรรมะอย่างซาบซึ้ง ซึ่งจะยิ่งเป็นการส่งเสริมให้ใจหยุดเข้าสู่ภายใน เข้าถึงประสบการณ์ภายในศูนย์กลางกายได้ชัดเจนมากขึ้น สมบูรณ์ขึ้น เป็นการเพิ่มคุณภาพให้ชีวิต เพิ่มคุณค่าให้จิตใจ ให้ความงดงามในการดำรงชีวิต และเข้าถึงชีวิตที่เป็นสุขจริงได้ด้วยดวงธรรม

6.2 ความสำเร็จของการเข้าถึงธรรม

ประสบการณ์ภายในเป็นเครื่องชี้วัดความสำเร็จของการเข้าถึงธรรม ดังนั้นทุกประสบการณ์ที่เกิดขึ้น จึงเป็นสิ่งที่นักศึกษาควรให้ความสำคัญและสนใจ เพื่อให้เป็นหนทางไปสู่การเข้าถึงธรรมะภายในได้

6.2.1 คุณค่าของประสบการณ์ภายใน

ในเรื่องประสบการณ์ของการปฏิบัติธรรม ไม่ว่าประสบการณ์ที่เกิดขึ้น จากการนั่งสมาธิจะเป็นอย่างไร เริ่มแรกอาจจะฟุ้ง เมื่อย ง่วง หลับ หรือใจหยุดนิ่งมากขึ้น จนกระทั่งเกิดความ โปร่ง โล่ง เบา สบาย หรือสว่าง เป็นต้น ทุกๆ ประสบการณ์ ล้วนเป็นสิ่งที่มีคุณค่าทั้งสิ้น เพราะเป็นเครื่องวัดสภาพใจของผู้ปฏิบัติว่าเป็นอย่างไร พระเดชพระคุณพระราชภาวนาวิสุทธิ์ ได้กล่าวไว้ว่า “ ทุกๆ ประสบการณ์มีคุณค่าไม่ ว่าเราจะมีความรู้สึกว่าวันนี้เรานั่งหยาบไป นั่งไม่ดีเลย สู้เมื่อวานไม่ได้ก็ตาม หรือวันนี้ดีเท่าเดิมก็ตาม หรือดีกว่าก็ตาม ทุกประสบการณ์มีคุณค่า เหมือนกระจกส่องจิตสำนึกเรา ว่าช่วงไหนจิตเราบริสุทธิ์มากหรือน้อย ถ้าช่วงไหนใจมีความบริสุทธิ์มาก ประสบการณ์ก็ต้องดี”1)

ดังนั้น ประสบการณ์ภายในจึงเป็นสิ่งที่เราควรพอใจ ไม่ว่าประสบการณ์เช่นนั้น จะเป็นเช่นไร เพราะเท่ากับว่าเราได้ทำการสั่งสมความหยุดนิ่งให้มากยิ่งๆ ขึ้นไป

6.2.2 ความสำเร็จของการเข้าถึงธรรม

ในการปฏิบัติธรรมนั้น หลายท่านคาดหวังว่าจะต้องได้ผลที่ดีเยี่ยม เห็นดวงธรรมภายใน หรือกายภายในจึงจะได้ชื่อว่าประสบความสำเร็จในการนั่งสมาธิ แต่ในความเป็นจริงนั้น ความสำเร็จของการนั่งสมาธิ ได้เริ่มเกิดขึ้นตั้งแต่ที่ได้มีความคิดเริ่มนั่งสมาธิแล้ว ดังที่พระเดชพระคุณพระราชภาวนาวิสุทธิ์ ได้อธิบายขั้นตอนแห่งความสำเร็จของการเข้าถึงธรรมไว้ว่า

ขั้นตอนแรก ก็คือ ความคิดที่อยากจะปฏิบัติธรรม อยากเข้าถึงธรรมกาย นี่คือความสำเร็จในขั้นหนึ่งทีเดียว เพราะคนในโลกจำนวนหลายพันล้านคนไม่ได้คิดอย่างนี้ ไม่ได้คิดยังไม่พอยังไม่รู้จักด้วยซ้ำไป เอารวบเข้ามาใกล้ๆ ในประเทศไทยที่เป็นชาวพุทธก็มีไม่มากที่จะคิดอย่างนี้ เพราะความคิดนี้ มาจากแหล่งแห่งความบริสุทธิ์ภายใน กระตุ้นจิตสำนึกให้เราคิดอย่างนี้

ขั้นที่สอง คิดแล้วทำ คือเดินเข้ามา คิดแล้วทำ ตั้งแต่ตื่นนอนเรื่อยมา จนกระทั่งมาเข้าห้องปฏิบัติธรรม

ขั้นที่สาม มาถึงแล้วก็มานั่งขัดสมาธิคู้บัลลังก์ นั่งขัดสมาธิกันแล้วก็หลับตาเบาๆ

ขั้นที่สี่ หลับตาแล้วก็นึกถึงคำภาวนา หรือนึกนิมิต หรือวางใจนิ่งๆ เฉยๆ นี่คือความสำเร็จไปอีกขั้นหนึ่ง เพราะการทำอย่างนี้ กาย วาจา ใจ จะถูกกลั่นให้บริสุทธิ์ไปตลอดเวลาทันทีที่เราหลับตาแล้วก็ภาวนา

ขั้นที่ห้า พอเรานิ่ง เรานั่งภาวนาไป เดี๋ยวฟุ้งบ้าง ไม่ฟุ้งบ้าง เดี๋ยวไม่ฟุ้ง เดี๋ยวฟุ้ง เดี๋ยวสัมมา อะระหัง เดี๋ยวนึกนิมิต เดี๋ยวนิ่งเฉย เดี๋ยวฟุ้งบ้าง ไม่ฟุ้งบ้าง

ขั้นที่หก นั่งไปเรื่อยๆ ฟุ้งน้อยลง หลับน้อยลง ตึงน้อยลง ท้อน้อยลง คือ ไม่ท้อมากกว่าท้อหรือไม่หลับมากกว่าหลับ ไม่ฟุ้งมากกว่าฟุ้ง นี้ก็คือความสำเร็จไปอีกขั้นหนึ่ง

ขั้นที่เจ็ด จนกระทั่งความฟุ้ง ความง่วง ความท้ออะไรต่างๆ เหล่านั้นหมดไป เดี๋ยวใจนิ่งอยู่ในกลางความมืดอย่างเดียว โดยไม่เห็นอะไรเลย นี้ก็เป็นความสำเร็จไปอีกระดับหนึ่ง

ขั้นที่แปด ถ้าเรานิ่งต่อไปกลางความมืด ไปเรื่อยๆ ตัวที่ทึบๆ นี่เริ่มขยาย เริ่มโปร่งขึ้น หายใจรู้สึกสะดวกขึ้น คล่องขึ้น โปร่ง ไม่อึดอัด ไม่คับแคบ รู้สึกตัวมันบางๆ นี่คือความสำเร็จไปอีกขั้นหนึ่ง

ขั้นที่เก้า แม้ยังไม่เห็นอะไรเลย ขั้นที่โปร่งก็ค่อยๆ โล่งขึ้น แล้วก็เบา ตัวเริ่มขยาย บางครั้งรู้สึกว่าร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงขยายบ้าง ออกไปด้านข้าง หรือยืดขึ้นเหมือนตัวยืดขึ้น หรือย่อลงมาติดพื้น หรือมีความรู้สึกเคว้งคว้างบ้าง เอียงไปเอียงมาโคลงเคลงบ้าง ขนลุกบ้าง นี่เป็นความสำเร็จไปอีกขั้นหนึ่ง

ขั้นที่สิบ ไปต่อไปเรื่อยๆ จนกระทั่งหายไปเลย เหมือนอยู่ในกลางอวกาศโล่งๆ แต่ยังไม่เห็นอะไร นี่คือความสำเร็จไปอีกขั้นหนึ่ง

ขั้นที่สิบเอ็ด เมื่อเรายังคงนิ่งอยู่ทำวิธีเดิมอย่างนั้นแหละ นิ่งอย่างเดียว ไม่ไปเอ๊ะๆ อ๊ะๆ ทำเฉยๆ หรือถ้าเอ๊ะหนึ่งแล้วมันหาย เอ๊ะสองอย่าให้มันเกิด เดี่ยวความสว่างก็ค่อยๆ มา ความสว่างเดี๋ยวมาเดี๋ยวหาย นี่คือความสำเร็จไปอีกขั้นหนึ่ง

ขั้นที่สิบสอง ความสว่างอยู่นานขึ้นหายน้อยลงมีความรู้สึกเวลาหมดไปเร็วอยากนั่งนานๆ ไม่ต้องฝืนนั่ง ไม่ต้องพยายามนั่ง รู้สึกอยากนั่ง สมัครใจนั่งเอง นี่คือความสำเร็จไปอีกขั้นหนึ่ง

ขั้นที่สิบสาม ความสว่างค่อยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งสว่างไปหมด มีความสุขอิ่มเอิบ เบิกบาน นี่เป็นความสำเร็จไปอีกขั้นหนึ่ง

ขั้นที่สิบสี่ เราก็ทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ความสำเร็จจะเป็นไปตามขั้นตอน จนกระทั่งเห็นจุดเล็กกลาง ความสว่างที่สว่างจ้ามาก นี่ก็เป็นความสำเร็จไปอีกขั้นหนึ่ง ความสำเร็จจะมีไปทุกขั้นตอน

เพราะฉะนั้นตั้งแต่ตื่นนอนเรื่อยมา จนกระทั่งเข้าห้องปฏิบัติธรรมรวมกันเป็นความสำเร็จของเรา ทุกขั้นตอน ความสำเร็จสิ่งหนึ่งที่เรามองไม่เห็น และเราก็ไม่รู้ว่าเราได้สิ่งนี้ คือจิตที่บริสุทธิ์ขั้นไปเรื่อยๆ จนเกิดเป็นกระแสธารแห่งบุญอยู่ภายในตัวของเรา2)

ดังนั้นขอให้เราภาคภูมิใจทุกครั้งที่เราได้เริ่มมีความคิดว่าจะนั่งและได้เริ่มลงมือนั่งสมาธิแล้ว เท่ากับว่าเราได้กำความสำเร็จแห่งการเข้าถึงธรรมไว้เรียบร้อยแล้ว

6.3 ประเภทของประสบการณ์ภายใน

ในการนั่งสมาธิ ผู้นั่งอาจจะมีประสบการณ์หลากหลายรูปแบบที่เกิดขึ้นกับสภาวะจิตที่ค่อยเป็นค่อยไปเปลี่ยนแปลงไปสู่ความหยุดนิ่ง เป็นภาวะที่ เห็น จำ คิด รู้ ของใจรวมนิ่งสนิทเป็นหนึ่งเดียวกัน ในที่นี้จึงได้นำตัวอย่างประสบการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะทำสมาธิมาแนะนำให้ได้รู้จักกัน

6.3.1 ประสบการณ์ภายในเมื่อใจเริ่มหยุด

1.พอใจหยุดนิ่งถูกส่วนเข้า จิตก็ขยาย อาการขยายของจิตหรือของใจนี้ เรียกว่า ความเบิกบาน แล้วผลแห่งความที่ใจมันขยาย กว้างขวางออกไป ก็จะนำมาซึ่งความสุข ความสดชื่น คือ ความสบายกาย สบายใจ มีความสดชื่น นี่เพียงหยุดในเบื้องต้นที่ยังไม่ได้เห็นอะไรเลย ก็จะมีอาการอย่างนี้

2.เมื่อจิตเริ่มหยุดมากขึ้น อาจจะมีอาการขนลุกซู่ซ่าขึ้นมา น้ำหูน้ำตาไหล ใจเต้นตึกตักหรือบางทีมีความรู้สึกตัวชาๆ ชาที่ก้นกบ ที่เข่า ที่ขา มันชาไปทั้งแถบ ซึ่งอาจทำให้เราตกใจกัน หรือมีความรู้สึก ส่วนข้างล่างหาย มือไม้หนัก หนักแล้วก็ชา ชาแล้วเบาหายเลย นั่นเป็นอาการที่ใจมันกำลังจะหยุด มันจะติดที่ศูนย์กลางกายแล้ว มันใกล้เกือบจะถูกส่วนแล้ว

3.เกิดอาการตัวโยกรู้สึกตัวโยกตัวโคลง เหมือนเรานั่งเรือโต้คลื่นหรือนอนในเปลแล้วใครไกวเปล เป็นเพราะใจเข้าใกล้ศูนย์กลางกายเข้าไปแล้ว ตัวโคลง ตัวหมุน เป็นอาการที่ใจปรับจากภาวะหยาบเข้าไป สู่ความละเอียดภายใน

4.เกิดอาการอึดอัด เหมือนลมหายใจจะขาด เพราะกำลังเปลี่ยนจังหวะการหายใจ จากการหายใจ ทางจมูกมาเป็นการหายใจทั้งตัว หรือเปลี่ยนจากการหายใจหยาบเป็นละเอียด ลมไม่หยุด แต่ใจกำลังจะหยุด

5.ตัวยืด หรือตัวย่อลง เป็นเพราะความบริสุทธิ์ของใจที่เกิดขึ้น ความบริสุทธิ์ทางไหนมากกว่าก็ไปทางนั้นก่อน เช่น ความบริสุทธิ์ข้างบนมากก็ขยายข้างบน เราจะรู้สึกว่าตัวยืดขึ้น ถ้าความบริสุทธิ์ข้างล่างมาก เราจะมีความรู้สึกว่าตัวย่อลง ถ้าความบริสุทธิ์ไปข้างๆ ก็จะมีความรู้สึกว่าตัวเราขยายทั้งตัว กลืนไปกับบรรยากาศ

6.ตัวโล่งๆ โปร่งๆ เหมือนร่างกายที่ปราศจากอวัยวะภายใน เป็นช่องโล่งๆ โปร่งๆ แล้วความรู้สึกจะของเราก็จะขยายคือตัวจะพองโตขึ้นขยายขึ้น คล้ายๆ อยู่กลางอวกาศคือมันจะเวิ้งว้าง มันจะเคว้งคว้าง กว้าง พูดง่ายๆ ใจเริ่มกว้างขวาง เป็นอิสระ คล้ายๆ ว่าจะเริ่มออกมาจากที่แคบ ไปสู่ที่โล่งกว้าง ตัวจะขยาย ความรู้สึกว่าสิ่งแวดล้อมขยายไปพร้อมกับร่างกาย ความรู้สึกของเราก็จะขยายตาม มันพอง มันโต เมื่อรักษาอารมณ์สบายได้ต่อเนื่องสม่ำเสมอ โดยไม่คำนึงว่าจะได้อะไร เห็นอะไร หรือเป็นอะไร ไม่ช้าก็จะเข้าถึงความถูกส่วน

7.เมื่อเราประคองให้ใจหยุดนิ่งต่อไปอีก ใจก็จะหยุดได้สนิทเพิ่มขึ้น เมื่อหยุดได้สนิทเพิ่มขึ้นแสงสว่าง ก็จะเกิดขึ้น คล้ายๆ ฟ้าสางๆ จนกระทั่งสว่างเหมือนดวงอาทิตย์ตอน 6 โมงเช้า 7 โมง 8 โมง เรื่อยไปเลยตามลำดับ3)

6.3.2 ประสบการณ์ภายในเมื่อใจตกศูนย์

เมื่อเรารักษาอารมณ์สบายของใจที่หยุดนิ่งอย่างสม่ำเสมอ ไม่เผลอไปคิดเรื่องอื่น พอถูกส่วน ใจก็จะตกศูนย์วูบลงไป เหมือนตกจากที่สูง นั่งแล้วเหมือนตกวูบจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ หรือเหมือนตกเหว ซึ่งบางทีอาจทำให้ตกใจกลัว บางคนก็ตกลงไปในกลางกายอย่างนิ่มนวล บางคนก็พรวดพราดวูบลงไป ที่ตกใจ มักจะตกใจตอนที่เกิดอาการวูบลงไป คล้ายๆ เรานั่งอยู่ปากเหว แล้วหล่นลงไปในเหว ถ้าคนที่นุ่มนวล ก็คล้ายๆ กับนั่งรถมาเร็วๆ ลงจากสะพานวูบลงไป ที่เป็นเช่นนี้เป็นเพราะใจปรับสภาพ จากภาวะหยาบไปสู่ภาวะละเอียด แต่เคลื่อนไปเร็ว เลยทำให้ตกใจ เหมือนการเหยียบคันเร่งรถ และประสบการณ์การเคลื่อนเข้าไปภายในเป็นประสบการณ์ที่ดี เพราะใจกำลังเคลื่อนเข้าไปถึงพระรัตนตรัย อย่างที่ได้ยินคำว่า ไตรสรณคมน์ ไตร แปลว่า สาม สรณะ แปลว่า ที่พึ่งที่ระลึก คมนะ คือ การเคลื่อนเข้าไป แล่นเข้าไป อาการเหมือนเราถูกดูดเข้าไป เคลื่อนเข้าไป เพื่อจะไปถึงพระรัตนตรัยที่มีอยู่แล้วภายในตัวของเรา

บางคนโดนดูดเร็วมาก รู้สึกเหมือนถูกบีบย่อให้ตัวเล็กลงเท่ามด เท่าปลายเข็ม แสดงว่าใจหยุดนิ่งได้สนิทอย่างที่เราไม่รู้ตัว ใจวางถูกส่วนเองไปอย่ากระทันหัน ยิ่งบริสุทธิ์มาก ยิ่งถูกดูดมาก สิ่งบริสุทธิ์ภายใน ที่ไม่ได้แสดงตัวให้เห็นจะดึงดูดสิ่งบริสุทธิ์ที่เหมือนกันเข้าไปหา เหมือนกระแสแม่เหล็กที่ดึงดูดสิ่งที่เป็นชนิดเดียวกัน คลื่นเดียวกันเข้าไปหากัน

6.3.3 ประสบการณ์ภายในเมื่อใจหยุด

พอหยุดนิ่งถูกส่วนเข้า ก็จะเข้าถึงดวงปฐมมรรค ปรากฏเกิดขึ้นมาในกลางใจของเรา ตรงศูนย์ กลางกายฐานที่ 7 เป็นจุดสว่าง อย่างเล็กขนาดดวงดาวในอากาศ อย่างกลางขนาดพระจันทร์ในคืนวันเพ็ญ อย่างใหญ่ขนาดพระอาทิตย์ตอนเที่ยงวัน ซึ่งการที่เราเข้าถึงดวงปฐมมรรค ถือเป็นความสำเร็จที่จะนำไปสู่พระนิพพานได้ ถ้าหากเราอาศัยการดำเนินจิตของเรา เข้าไปสู่ภายในตามลำดับ ตรงกลางของดวงปฐมมรรค พอถูกส่วนก็จะพบกายภายใน เป็นกายที่มีอยู่แล้วในตัว ซ้อนกันอยู่ภายในตามลำดับ คือ

กายมนุษย์ละเอียด ที่หน้าตาเหมือนกับตัวเรา ซ้อนอยู่ในกลางกายของมนุษย์หยาบ ในกลางกาย มนุษย์ละเอียด เราก็จะเข้าถึงกายทิพย์ ในกลางกายทิพย์ เราก็จะเข้าถึงกายรูปพรหม ในกลางกายรูปพรหม ก็มีกายอรูปพรหมซ้อนอยู่ ในกลางกายอรูปพรหม ก็มีกายธรรมโคตรภูซ้อนอยู่ภายใน ในกลางกายธรรมโคตรภู มีกายธรรมพระโสดาซ้อนอยู่ภายใน ในกลางกายธรรมพระโสดามีกายธรรมพระสกิทาคามีซ้อนอยู่ภายใน ในกลางกายธรรมพระสกิทาคามี มีกายธรรมพระอนาคามีซ้อนอยู่ภายใน ในกลางกายธรรมพระอนาคามี มีกายธรรมพระอรหัตซ้อนอยู่ภายใน

สำหรับกายต่างๆ ที่ปรากฎขึ้นนี้ เป็นสภาวธรรมที่เกิดขึ้น จากความละเอียดของใจไปตามลำดับขั้น ในที่นี้จะไม่อธิบายรายละเอียดไว้ แต่ขอให้นักศึกษาตั้งใจปฎิบัติไปรู้ และเห็นสิ่งเหล่านี้ด้วยตัวเอง

6.3.4 ประสบการณ์ภายในพิสดาร

ในการนั่งสมาธิ บางครั้งประสบการณ์ที่เกิดขึ้นอาจจะมีลักษณะที่แปลก และพิสดารไปจากที่กล่าวข้างต้น ซึ่งประสบการณ์เหล่านี้บางอย่างก็เป็นประสบการณ์ที่ถูกต้อง แต่บางครั้งก็เป็นประสบการณ์ ที่ยังไม่ตรงเส้นทางสายกลาง นักศึกษาจึงควรได้ศึกษาประสบการณ์แปลกๆ เพื่อการปฏิบัติที่ถูกต้องยิ่งๆ ขึ้นไป

1.นั่งสมาธิไปแล้วเห็นเป็นภาพผี กะโหลก เป็นภาพเทพบุตรเทพธิดา เป็นต้น ในการเห็นเช่นนี้ พระเดชพระคุณพระราชภาวนาวิสุทธิ์ได้กล่าวว่า

“ ถ้าเข้ากลางไม่แท้จริงจะเห็นเป็นกระโหลกบ้าง เห็นเป็นผีเป็นสาง เห็นภาพเทพบุตรเทพธิดา เรื่องอย่างนี้มันมีทุกยุคไม่ใช่เรื่องแปลก แต่ที่เห็นไม่ใช่เรื่องจริง บางคนก็ชัดมากบางคนก็ชัดน้อย แต่ที่เห็นนั้นไม่จริง มันเป็นเหมือนข้อสอบ ที่ทดสอบเราว่าเราจะผ่านหรือไม่ ถ้าสอบไม่ผ่านเราก็ติดใจในภาพนั้นๆ แล้วจะเกิดการยินดียินร้ายในภาพนั้นๆ ถ้าภาพดีเราก็ยินดี ภาพไม่ดีเราก็ยินร้าย ไม่ชอบ วิตกกังวล เช่นว่า เห็นคนโน้นคนนี้มาขอส่วนบุญบ้าง ขออะไรต่ออะไรสารพัด เราเข้าใจว่าอย่างนั้น แต่ความจริงเป็นสัญญาเก่าลึกๆ มันเป็นเหมือนเมล็ดพืชแห่งสัญญานั้น ที่ฝังอยู่ลึกๆ ในใจนั้น เมื่อได้โอกาสก็จะเจริญงอกงาม ออกมาเป็นภาพ”

2.บางคนนั่งสมาธิไปกายมนุษย์ละเอียดหลุดออกไปกระทบเตียง ตกใจสะดุ้ง แล้วบางครั้งมีเทวดา มาชวนไปอยู่ด้วย การเห็นเช่นนี้ก็เป็นประสบการณ์ที่ไม่ควรยึดถือเป็นจริงเป็นจัง ดังที่พระเดชพระคุณพระราชภาวนาวิสุทธิ์ แนะนำว่า

“ ตอนแรกให้เขาน้อมมาก่อน เป็นไปได้เวลาใจหยุด เนื่องจากอะไรก็ได้ แล้วมันหลุดไปก็มี เห็นจริงแต่ที่เห็นนั้นไม่จริง ให้เปลี่ยนสิ่งที่เห็นไม่จริง คือ การดูเฉยๆ สบายๆ ไม่ต้องคิดอะไร กายนั้นพูดจาดี หรือไม่ดี ก็ให้เฉยๆ ดูเฉยๆ ทำตัวเป็นผู้ดูที่ดี ดูสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยใจที่เป็นปกติ เฉยๆ คือสิ่งที่เขาเห็นจริง แต่สิ่งที่เห็นมันไม่จริง”4)

3.เห็นผี เห็นสาง เยอะแยะ เป็นแดนมาร ที่มีปราสาท มีอยู่ห้องหนึ่งมีผีมีสางเยอะแยะ

พระเดชพระคุณพระราชภาวนาวิสุทธิ์ได้กล่าวไว้ว่า “ ความกลัวไม่มีในเส้นทางสายกลาง ถ้ายังกลัว อยู่แสดงว่ายังไม่เข้ากลาง ยังเข้าข้างๆ แต่เข้าใจว่าเข้ากลาง ถ้าเห็นดวง ถ้าเห็นองค์พระอย่างนี้แสดงว่าเข้ากลาง ถ้าเข้าข้างๆ จะเห็นอย่างอื่น เหมือนเราขับรถบนถนน ถ้ามองดูข้างๆ ก็จะเห็นเสาไฟ เห็นต้นไม้ เห็นเสาโทรเลข เห็นควายอยู่ในนา สารพัดของพวกนี้ไม่ได้เอาไว้กลางถนน มีไหมเสาไฟฟ้าอยู่กลางถนน อะไรสารพัด ตึกรามบ้านช่องมีไหม ไม่มีแต่มันมีอยู่ข้างทาง ทางสายกลางภายในก็เช่นเดียวกัน ทางของพระอริยเจ้า ก็ต้องเห็นพระอริยเจ้า ก็อริยมรรคน่ะ ก็ต้องมีแต่พระอริยะ”5)

6.4 การประคับประคองและพัฒนาประสบการณ์ภายใน

สิ่งสำคัญอย่างยิ่ง ที่จะทำให้การปฏิบัติสมาธิได้ผล ผู้ฝึกจะต้องพยายามรักษาประสบการณ์ภายในที่เกิดนั้นให้ได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อการพัฒนาที่ยิ่งๆ ขึ้นไป หรืออย่างน้อย ก็จะไม่ได้ต้องกลับไปเริ่มต้นใหม่ ในที่นี้จึงได้นำเทคนิคในการประคับประคอง และการพัฒนาประสบการณ์ภายในมาอธิบายดังต่อไปนี้

6.4.1 การประคับประคองประสบการณ์ภายใน

1) เวลานั่งให้นั่งอย่างมีศิลปะ ศิลปะก็คือการรู้จักทำ รู้จักใช้ เหมือนอย่างแม่ครัว ผู้มีศิลปะในการปรุงอาหารที่รู้จักปรุงอาหารให้น่าเคี้ยวน่ากิน ใจของเราก็เช่นเดียวกัน ควรปรับปรุงให้ศูนย์กลางกายยอมรับ โดยให้ใจป้วนเปี้ยนอยู่ใกล้ศูนย์กลางกาย ศูนย์กลางกายก็จะคุ้นเคยและยอมรับใจของเราได้ อย่ากังวลว่าเราจะต้องเห็นความสว่าง ดวงแก้ว หรือองค์พระ แม้ว่าเราต้องการเห็นก็ตาม

2) เมื่อเห็นทางเดินให้ส่งใจไปก่อน “ เมื่อจะเข้ากลางต้องเข้าสบายๆ ถ้าเร่งจะเหนื่อย เพราะเป็นการบีบลมหายใจ การตกวูบของใจต้องให้มีสติประกอบ มิฉะนั้นใจจะหลุดจากนิมิตได้ ควรเชื่อมั่นในสิ่งที่ดี ความเชื่อมั่นจะสร้างพลังความคิด ทำพลังงานให้มีตัวตน เช่นเราเห็นดวง เห็นนิมิตเป็นแสงๆ ถ้าคิดว่าไม่ใช่สิ่งนั้นจะเลือน แต่ถ้าคิดว่าถึงอย่างไรก็เป็นของเราและทำให้เรามีความสุข ตรงกับที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า ธรรมะทำให้เกิดสุข ถ้าเราสั่งสมความเชื่อมั่นไปเรื่อยๆ เพียงนึกอย่างเดียวก็มีตัวตน ชีวิตจิตใจถูกต้อง สัมผัสได้ ความเชื่อมั่นเป็นผลดีอย่างยิ่ง

3) เวลาเห็นองค์พระภายใน อย่าไปขัดใจท่านนะ ตามใจท่าน ดูอย่างสบายๆ อีกหน่อยท่านจะตามใจเรา ดูอย่างนี้ไปก่อน หลวงพ่อทำมาแล้ว ก็ดูไปมันก็ขัดใจเหมือนกัน เพราะเราอยากเห็นพระสวยๆ ได้ลักษณะมหาบุรุษใสเป็นเพชร ไม่มีให้ดูหรอก บางทีก็ไม่เต็มองค์ เศียรมามั่ง ขามั่ง มือมั่ง ก็อย่าไปขัดใจท่าน ใหม่ๆ เราไปเจ้ากี้เจ้าการขัดใจท่านก็ไม่ได้ผล6)

4) เพราะฉะนั้นทุกประสบการณ์ ใจต้องนิ่ง ไม่กระเพื่อมเลย ต้องนิ่งเหมือนเราเอาน้ำใส่แก้วเต็มเปี่ยมเลย จะเดินบนซุปเปอร์ไฮเวย์ ก็ไม่กระฉอก ตกหลุม ตกห้วย ตกเหว ขึ้นเขาไม่กระฉอกเลยอย่างนั้นแหละ ให้ทำอย่างนี้แหละ ประเดี๋ยวจะชัดใสแจ่ม สว่างทีเดียวอยู่ในกลางตัว7)

5) เมื่อขยับเปลี่ยนอิริยาบถ กลับมาแม้จิตหยาบกว่าเดิม ก็อย่าไปกังวลกับมัน ก็ช่างมัน ให้เริ่มต้นใหม่อย่างง่ายๆ และอย่าไปเสียดายประสบการณ์ที่ดีกว่า เปลี่ยนอิริยาบถไม่ต้องเสียดายมัน เดี๋ยวพอเราทำถูกวิธี เดี๋ยวมันก็จะไปถึงจุดตรงนั้นอีกในภายหลัง8)

6.4.2 การพัฒนาประสบการณ์ภายใน

1.”เอาสิ่งล่าสุดเป็นจุดเริ่มต้นใหม่ หมายถึงว่า เราต้องจำวิธีการนะ ว่าตอนนั้นที่เราทำได้ผลดีที่สุด ได้ดีที่สุดนั้นเราทำอย่างไร จึงมีประสบการณ์อย่างนั้น แล้วก็จำเพื่อจะได้เอามาทำต่อ เราจะได้ไม่ต้องมาเริ่มต้นใหม่ ต่อจากจุดที่เราทำได้ถูกต้องแล้วมีประสบการณ์ที่ดี ดีมากๆ จนเราประทับใจ เราต้องจำวิธีการเอาไว้ อย่าจำเอาอารมณ์อย่างเดียว”9)

2.”ถ้าเกิดฟุ้งก็ให้ดูไปเรื่อยๆ อย่าไปคิดต่อว่าคืออะไร ประกอบด้วยอะไร เกิดอย่างไร อยู่ที่ไหนให้ดูไปเรื่อยๆ โดยไม่ปฏิเสธภาพที่เกิดขึ้น โดยไม่ต้องคิดอะไรเลย ให้ภาพเปลี่ยนไปเรื่อยๆ มันไม่ให้เราดูนานหรอก ใจก็จะเริ่มคุ้นกับภาพภายใน ซึ่งชัดบ้าง ไม่ชัดบ้าง ให้ดูไปเรื่อยๆ จากชัดน้อย ชัดมาก ก็ดูไปเรื่อยๆ จนชัดมากๆ ถ้าเกิดเป็นแสง จากแสงน้อย แสงมาก พอเราเฉยๆ ไม่ปฏิเสธภาพที่เกิดขึ้น ไม่ปรุงแต่ง ใจก็จะเริ่มหยุดนิ่งเฉยๆ”

3.”เมื่อรักษาอารมณ์สบายได้ต่อเนื่องสม่ำเสมอ โดยไม่คำนึง ว่าจะได้อะไร เห็นอะไร หรือเป็นอะไร ไม่ช้าก็จะเข้าถึงความถูกส่วน พอถูกส่วนใจก็จะหยุด พอหยุดก็ตกศูนย์วูบเข้าไป ดวงธรรมก็บังเกิดขึ้น”

4.วิธีการปฏิบัตินั้น ต้องทำอย่างสบายๆ ความจริงแล้วไม่ว่าจะอยู่ในห้องหรือนอกห้อง มันเป็นหน้าที่ของเราโดยเฉพาะ หน้าที่ของทหารอาสาสมัครกองทัพธรรม ที่จะศึกษาวิชชาธรรมกายค้นหาที่สุดแห่งธรรม เป็นหน้าที่ทั้งในห้องและนอกห้องและนอกห้องจริงๆ แล้วเป็นหน้าที่ของเราตลอดเวลา เหตุที่ประสบการณ์ ต่างกัน ทั้งๆ ที่หน้าที่ติดตัวเราตลอด เพราะว่านอกห้องเราทำอย่างสบาย ๆ มีความสุขในการทำ ในห้องนี้เราทำตั้งใจมากเกินไป10)

5.เรื่องความกังวลอะไรต่างๆ ให้มันคลี่คลายออกไปให้หมด การพึงใจในประสบการณ์ของเราในแต่ละช่วงแต่ละตอน ทุกหนทุกแห่ง จะสร้างประสบการณ์ที่ดีขึ้นจะเป็นการพัฒนาประสบการณ์ของเราให้สูงขึ้นๆ ให้ละเอียดขึ้นไปเรื่อยๆ แค่เราทำความพึงพอใจในประสบการณ์ที่เรามีอยู่ พูดง่ายๆ คือสันโดษในสิ่งที่เรามีอยู่ด้วยความพึงพอใจ ถ้าเราพึงพอใจแล้วอะไรจะเกิดขึ้น ใจเราไม่ได้กระสับกระส่าย ไม่ทุรนทุราย ไม่มีความรู้สึกว่าเรามีคู่แข่ง เพราะฉะนั้นใจของเราจะสบาย พอใจสบายเข้าจิตมันก็ละเอียดลุ่มลึกไปตามลำดับ มันก็ค่อยเป็นค่อยไปเรื่อยๆ11)

แม้ว่าประสบการณ์ภายในเป็นสิ่งที่เราควรศึกษา เพื่อความเข้าใจในการปฏิบัติที่ถูกต้อง แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ควรจำไปเป็นเพียงทฤษฎีเพื่อถ่ายทอดเล่าสู่กันฟัง หรือเป็นความจำเพื่อนำไปสอบ สิ่งสำคัญก็คือประสบการณ์ทั้งปวงล้วนต้องอาศัยการปฏิบัติจึงเกิดขึ้น เป็นสิ่งที่พระพุทธองค์เรียกว่า “ ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ” คือ พึงรู้ได้เฉพาะตน ดังนั้น หลังจากที่นักศึกษาได้ศึกษาแล้ว ควรนำความรเหล่านี้ไป เพื่อใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติให้ได้มากที่สุด ด้วยการหยุดนิ่งเฉยๆ โดยไม่สนใจว่าประสบการณ์ ที่จะเกิดขึ้นจะเป็นอย่างไร ถ้าทำได้เช่นนี้การศึกษาของเราก็จะเอื้อต่อความก้าวหน้าของการประพฤติปฏิบัติที่ยิ่งๆ ขึ้นไป

1) , 2) , 6) , 7) , 8) พระราชภาวนาวิสุทธิ์, พระธรรมเทศนา, 9 กรกฎาคม 2540.
3) พระราชภาวนาวิสุทธิ์, พระธรรมเทศนา, 5 กรกฎาคม 2535.
4) พระราชภาวนาวิสุทธิ์, พระธรรมเทศนา, 14 กันยายน 2537.
5) พระราชภาวนาวิสุทธิ์, พระธรรมเทศนา, 25 กันยายน 2537.
9) พระราชภาวนาวิสุทธิ์, พระธรรมเทศนา, 19 ตุลาคม 2537.
10) , 11) พระราชภาวนาวิสุทธิ์, พระธรรมเทศนา, 4 สิงหาคม 2537.
md204/6.txt · แก้ไขครั้งล่าสุด: 2015/03/15 16:55 (แก้ไขภายนอก)
 
เว้นแต่จะได้แจ้งไว้เป็นอื่นใด เนื้อหาบนวิกินี้ถูกกำหนดสิทธิ์ไว้ภายใต้สัญญาอนุญาติต่อไปนี้: CC Attribution-Noncommercial 3.0 Unported
Recent changes RSS feed Donate Powered by PHP Valid XHTML 1.0 Valid CSS Driven by DokuWiki