บทที่ 5 การเห็นกับความใจเย็น

  • 5.1 การเห็นภาพภายใน
    • 5.1.1 การเห็นด้วยตากับการเห็นด้วยใจ
    • 5.1.2 ระดับของการเห็นด้วยใจ
    • 5.1.3 ตัวอย่างการเห็นภาพองค์พระภายใน
    • 5.1.4 ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนของการเห็น
    • 5.1.5 สิ่งที่ช่วยให้การเห็นภายในดีขึ้น
    • 5.1.6 การดูกับการเห็นภาพภายใน
    • 5.1.7 ผลของการดูที่ถูกวิธี
  • 5.2 ความใจเย็น
    • 5.2.1 ความหมาย
    • 5.2.2 เทคนิคการสร้างความใจเย็น
    • 5.2.3 ความใจเย็นกับการเห็นภาพภายใน
    • 5.2.4 ตัวอย่างความใจเย็น

แนวคิด

1.การเห็นภาพภายนอกเป็นการเห็นด้วยตา เป็นการเห็นที่สามารถเห็นได้ชัดเจน 100 % แต่การเห็นด้วยใจเป็นการเห็นภาพภายใน การเห็นจะค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไป ค่อยๆ ชัด จนกระทั่งชัดได้มากกว่าลืมตาเห็น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความละเอียดของใจของแต่ละคน

2.ความใจเย็นเป็นการสั่งสมความสงบ ความบริสุทธิ์ จากการปฏิบัติสมาธิ โดยที่ไม่ได้เร่งรีบ เร่งร้อน เร่งประสบการณ์ภายในให้เกิดขึ้น จนกระทั่งความบริสุทธิ์ค่อยๆ เพิ่มมากขึ้นจนกระทั่งเข้าถึงธรรมะภายในได้ในที่สุด

วัตถุประสงค์

1.เพื่อให้นักศึกษาสามารถอธิบายลักษณะการเห็นภาพภายในและภายนอกได้อย่างถูกต้อง

2.เพื่อให้นักศึกษาสามารถอธิบายความหมายและความสำคัญของเทคนิคการทำใจให้เย็นได้

3.เพื่อให้นักศึกษาสามารถนำเทคนิคการเห็นและความใจเย็นมาใช้ในการปฏิบัติสมาธิ

การเห็นและความใจเย็นนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญอีกประการหนึ่งเพราะหลายๆ ท่านไม่ยอมพยายามทำให้ความเข้าใจในเรื่องของการเห็นหรือมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับเรื่องการเห็น โดยเฉพาะในการปฏิบัติตามที่พระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนีได้แนะนำให้ใช้การนึกนิมิต ส่งผลให้ประสบปัญหาในเรื่องการเห็นภาพภายใน อีกทั้งในเรื่องของการปฏิบัติ นักปฏิบัติมักจะคาดคิดเสมอในเรื่องของเวลากับประสบการณ์ที่เกิดขึ้นว่าเหมือนกับการทำงานในทางโลก คือ ยิ่งเร่งทำใช้กำลังมากเท่าไร ผลก็ยิ่งต้องมากขึ้น ซึ่งความเข้าใจเหล่านี้เป็นสิ่งที่ยังไม่ถูกต้องนักในเรื่องของการปฏิบัติธรรม ในบทเรียนนี้เราจึงจะได้ศึกษาเรื่องเกี่ยวกับการเห็น และความใจเย็นว่าเป็นอย่างไร

5.1 การเห็นภาพภายใน

5.1.1 การเห็นด้วยตากับการเห็นด้วยใจ

ในการปฏิบัติสมาธิที่ใช้การนึกนิมิต ผู้ปฏิบัติมักประสบปัญหาเกี่ยวกับการเห็นภาพนิมิต มีความเข้าใจไม่ถูกต้องเกี่ยวกับเรื่องเห็น ทำให้การปฏิบัติธรรมไม่ก้าวหน้า และในบางครั้งอาจทำให้ผู้ปฏิบัติธรรมเกิดความตึงเครียด และเกิดความเบื่อหน่ายในการปฏิบัติธรรมตามมา ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องมาเรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องการเห็นด้วยตา และการเห็นด้วยใจ

1) สิ่งที่คล้ายกัน

การเห็นด้วยตากับการเห็นด้วยใจ มีสิ่งที่คล้ายกัน ก็คือ จะต้องมีแสงสว่างเกิดขึ้น อย่างเช่น เราเห็นวัตถุภายนอกได้ ก็เพราะว่ามีแสงสว่างเกิดขึ้น จะเป็นแสงอาทิตย์ แสงจันทร์ แสงดาว หรือแสงที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้นก็ตาม เมื่อมีแสงขึ้น แล้วเราจึงเห็นภาพนั้น เห็นคน เห็นสัตว์ เห็นสิ่งของ การเห็นภายใน ก็เช่นเดียวกัน จะมีแสงสว่างภายในเกิดขึ้น จึงทำให้เราเห็นดวงธรรม เห็นกายภายใน เห็นพระธรรมกาย นี่คือสิ่งที่คล้ายกัน

2) สิ่งที่ต่างกัน

ความต่างกัน ก็คือ การเห็นด้วยตา เป็นการเห็นโลกภายนอก จะเห็นชัดเจน ถ้าลืมตา ก็เห็นทันที ถ้าเทียบเป็นเปอร์เซ็นต์ ลืมตาจะเห็น 100%

การเห็นด้วยใจ เป็นการเห็นโลกภายใน คือ การนึกทางใจเห็นภาพอยู่ทางใจ ถ้าสามารถลืมตาเห็นอะไรได้ เราก็สามารถนึกได้ เมื่อนึกภาพได้ ก็เห็นได้ แต่การเห็นนั้นจะเริ่มต้นจากการค่อยๆ เห็น แม้ในสิ่งที่เราคุ้นเคยก็ตาม เช่น นึกถึงแปรงสีฟัน ขันล้างหน้า กะละมัง จานข้าว ก็นึกได้ แต่ไม่ชัดเหมือนลืมตาเห็น อุปมาเหมือนเอาวัตถุไปตั้งไว้ในที่ไกลๆ เราจะค่อยๆ เห็น เราจะเห็นไม่ค่อยชัดเหมือนคนสายตาสั้นถอดแว่นแล้วก็ดูวัตถุ จะมองเห็นไม่ค่อยชัด หรือเหมือนการนึก ดอกบัว บางคนนึกได้ 5% 10% 50% นานๆ ในร้อยในพันคน จะมีสักคนหนึ่งเห็นได้ 100%

สรุปก็คือ การเห็นวัตถุภายนอกเราจะเห็นได้ทันทีที่เราลืมตาเห็น ในขณะที่มีแสงสว่างเกิดขึ้น แต่การเห็นภายในนั้น มันจะค่อยๆ เห็น จากรัวๆ ลางๆ จนกระทั่งชัดขึ้นมา ชัดน้อยกว่าลืมตาเห็น ชัดเท่าลืมตาเห็น แล้วก็ชัดยิ่งกว่าลืมตาเห็น จะแตกต่างกันตรงนี้

3) วิธีการเห็นที่แตกต่างกัน

เวลาที่เราจะทำให้เห็นภาพภายในชัดเจน จะแตกต่างจากวิธีการเห็นภาพภายนอก ภายนอกเราอยากจะมองอะไรให้ชัด เราต้องเพ่ง ต้องจ้อง ต้องทำตาหยีๆ จึงจะเห็นได้ชัด แต่ถ้าภายใน ถ้าขืนเอาวิธีการแบบนี้ คือ เพ่ง จ้อง ทำตาหยีไปใช้ เพื่อให้ชัด ก็จะไม่ชัด และผลที่ได้คือจะมืด แล้วก็มองไม่เห็น

แสงสว่างภายในซึ่งจะเป็นเหตุให้เราได้เห็นภาพภายในนั้น จะเกิดขึ้นได้ ใจต้องละเอียด ใจต้องหยุด ใจต้องนิ่ง ถ้าใจหยุด ใจนิ่งอย่างสบายๆ แสงสว่างจะเกิดขึ้น นี่คือวิธีการทำให้แสงสว่างภายในบังเกิดขึ้น เราจะเอาไฟฉายไปส่อง เอาสปอตไลท์ไปดู หรือจะทำอย่างไรก็แล้วแต่ ทำไม่ได้ ต้องใช้วิธีหยุดใจของเรา นิ่งๆ นุ่มๆ ให้ละเอียดอ่อน ให้นุ่มนวล แล้วใจจะเกิดแสงสว่าง

ความสว่างจะเกิดเมื่อความละเอียดของใจซึ่งเกิดจากการหยุดนิ่งบังเกิดขึ้น และความสว่างจะค่อยๆ สว่างขึ้น คล้ายกับความสว่างของดวงอาทิตย์ในยามเช้า ตั้งแต่ตอนตี 5 เรื่อยไปจนถึงตอนเที่ยงวัน สว่างที่สุดก็คือตอนเที่ยงวัน แต่ภายในนั้น ความสว่างจะไม่มีที่สิ้นสุด ไม่ใช่สว่างแค่เที่ยงวันเท่านั้น แต่จะสว่างแล้วสว่างอีก เพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ จนกระทั่งสว่างคล้ายกับเอาดวงอาทิตย์มาวางเรียงกันเต็มท้องฟ้า แล้วดูได้โดยไม่แสบตา นั่นคือ ความสว่างภายในที่มีการเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ โดยไม่มีที่สิ้นสุด สิ่งที่เห็นภายนอก จะทึบ จะหยาบ แต่สิ่งที่เห็นภายในจะละเอียด ความละเอียดสังเกตจากความใส ตั้งแต่ใสน้อย ไปสู่ความใสมาก ใสเหมือนน้ำใสๆ ใสเหมือนกระจกที่เราส่องหน้า ใสเหมือนน้ำแข็ง ใสเหมือนเพชร แล้วในที่สุด ก็จะใสยิ่งกว่าเพชร ความใสยิ่งกว่าเพชรก็คือความใสของดวงธรรม ของกายภายใน ซึ่งเกิดจากความบริสุทธิ์ เมื่อใจของเราหยุดนิ่งได้ถูกส่วน

5.1.2 ระดับของการเห็นด้วยใจ

การเห็นด้วยใจจะมี 3 ระดับ คือ

1.ชัดน้อยกว่าลืมตาเห็น

2.ชัดเท่ากับลืมตาเห็น

3.ชัดมากกว่าลืมตาเห็นซึ่งเหมือนกับการเอาแว่นขยายที่มีกำลังมากๆ มาส่องดูวัตถุ ขยายได้มากเท่าไรเราจะเห็นความชัดเจนของวัตถุได้มากเท่านั้น

5.1.3 ตัวอย่างการเห็นภาพองค์พระภายใน

ถ้านึกเป็นองค์พระก็เหมือนจำลองพระแก้วใสๆ มาอยู่ในกลางท้อง แต่ว่าจะมีแต่ความใสอย่างเดียว ใสทึบๆ ใสเหมือนกระจก ใสเหมือนน้ำแข็ง เมื่อจิตของเราละเอียดมากกว่านี้ไปเรื่อยๆ นิมิตนั้นจะมั่นคงยิ่งขึ้น จากความใสธรรมดาก็ค่อยๆ เริ่มใสมีแสง ค่อยๆ มีความสว่างออกมาทีละน้อย เหมือนเอาวัตถุที่เป็นแก้วเป็นเพชรไปตั้งไว้กลางแดด เมื่อกระทบแสงก็มีความสว่างออกมา แต่เป็นความสว่างที่ไม่แสบตา ดูแล้วเย็นตาเย็นใจ พอถึงขั้นนี้ภาพนิมิตจะเปลี่ยนไป จากตอนแรกที่นึกสร้างเป็นมโนภาพ ก็เปลี่ยนเป็นการเห็นจริง เห็นเหมือนวัตถุภายนอก

5.1.4 ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนของการเห็น

ผู้ปฏิบัติมักไม่คุ้นกับการนึกด้วยใจ เมื่อเอามาใช้ในการปฏิบัติธรรม นึกดวงแก้ว นึกองค์พระ มักไม่ยอมรับ คิดว่านึกเห็น จริงๆ แล้ว การเห็นธรรมะเห็นได้ด้วยใจเท่านั้น อาจจะน้อยกว่าลืมตาเห็น เท่ากับลืมตาเห็นหรือมากกว่าลืมตาเห็น

เนื่องจากการเห็นภายในจะค่อยเป็น ค่อยไป ค่อยๆ เห็น ค่อยๆ ชัด ค่อยๆ เป็น ไม่ใช่ปุ๊บปั๊บ เห็นชัดขึ้นมาเลย ตรงนี้ที่เราไม่คุ้น และมักอดทนกันไม่ค่อยได้ ใจเย็นไม่พอ พอไม่ค่อยชัด ก็ใช้วิธีทางโลกที่คุ้นเคย คือ ใช้กำลังบังคับ ไปลุ้น เร่ง เพ่ง จ้อง ทำให้ไม่สมหวัง

นอกจากนี้ยังมีบางท่านกล่าวว่า การเห็นภายในก็คือการติดนิมิต ซึ่งในที่นี้อยากจะชี้แจงให้เข้าใจว่า การเห็นภายในนั้นคล้ายกับการเห็นภายนอกอยู่อย่างหนึ่ง คือ เมื่อแสงสว่างเกิดขึ้น แสงสว่างเป็นเครื่องมือเป็นอุปกรณ์ให้เราได้เห็นนิมิต ได้เห็น คน สัตว์ สิ่งของ เราไม่ได้ติดในแสงสว่างนั้น เพราะแสงนั้นมีเพียงแค่ให้เห็นให้ดูเท่านั้น เมื่อแสงสว่างเกิดขึ้น เราเห็นต้นไม้ ก็ไม่ใช่หมายถึงว่าเราจะต้องติดต้นไม้ เห็นรถ เห็นคน เห็นตึกรามบ้านช่อง เราไม่ได้คิดอะไรสักสิ่งเลย เป็นแต่เพียงว่าเราได้เห็น เห็นสิ่งนั้น สิ่งนี้เท่านั้น การเห็นภายในก็เช่นเดียวกัน เมื่อใจหยุดถูกส่วน แสงสว่างบังเกิดขึ้น แสงสว่างนั้นก็เป็นเครื่องมือให้เราได้เห็น สิ่งที่มีอยู่แล้ว เช่น ดวงธรรม กายมนุษย์ละเอียด กายทิพย์ กายพรหม กายอรูปพรหม หรือกายธรรม เพราะฉะนั้น มีให้ดู แต่เราไม่ได้ติดอะไร คือ มีอะไรให้ดูก็ดูไปเรื่อยๆ ตามเห็นกันไปเรื่อยๆ ดูไปอย่างสบายๆ1)

5.1.5 สิ่งที่ช่วยให้การเห็นภายในดีขึ้น

1)ความต่อเนื่อง ต้องมีชั่วโมงวางใจตรงกลางให้มากๆ นึกถึงบริกรรมนิมิตบ่อยๆ ในทุกอิริยาบถ เมื่อทำได้อย่างนี้ใจจะคุ้นกับศูนย์กลางกาย ไม่ช้าความสมหวังก็จะเกิดขึ้น

2)ความสบาย ความสบายใจจะช่วยให้การนึกถึงภาพนั้นได้ต่อเนื่อง แล้วจะช่วยให้ภาพนั้นเข้มขึ้น คมชัดขึ้น แล้วในที่สุดจะมาถึงจังหวะหนึ่ง คือใจหยุด ตอนที่นึกแรกๆ ใจเย็นจะยังไม่หยุด แต่ใจจะอยู่ที่ ศูนย์กลางกาย อยู่อย่างต่อเนื่อง เมื่อเราเพิ่มความสบายใจในการนึก ใจที่อยู่แล้วจะอยู่นานขึ้นๆ จนกระทั่ง อยู่อย่างสนิทอยู่กับที่ เรียกว่า หยุด ภาพที่เราสร้างมโนภาพในตอนแรกจะเปลี่ยนจากการนึกมาเป็นการเห็นอย่างแท้จริง ซึ่งเรายอมรับว่า เราเห็นจริงๆ

5.1.6 การดู กับการเห็นภาพภายใน

เมื่อเรารู้จักวิธีการเห็นภาพภายในแล้ว ในขั้นต่อไป ควรจะเรียนรู้เทคนิคเกี่ยวกับการดูเพื่อให้การทำสมาธิ ไปถึงฝั่งแห่งใจสงบหยุดนิ่งได้อย่างสมบูรณ์

1) อย่าไปเน้นให้ชัด ดูเฉยๆ อย่างเดียว มีให้ดูแค่ไหน ก็ดูแค่นั้น ให้ทำตัวเป็นผู้ดู ไม่ใช่เป็นผู้กำกับ ที่จะไปเจ้ากี้เจ้าการให้ชัด ให้ใส ให้สว่าง ให้อยู่กับเรานานๆ ให้ใหญ่ ให้โต ให้เข้าคล่อง ให้เร็วแรง เราไม่มีหน้าที่อย่างนั้น หน้าที่ของเรา เราคือผู้ดู มีอะไรให้ดูก็ดูไป ดูไปเรื่อยๆ อย่างสบายๆ ที่ศูนย์กลางกาย โดยไม่ต้องคิดอะไรทั้งสิ้น นี่คือสูตรสำเร็จ

2) เวลาดูเหมือนเราเดินเล่น ผ่านสิ่งต่างๆ ระหว่างทาง มีอะไรให้ดูก็ดูไป ดูแล้วเฉยๆ ไม่ต้องคิดอะไร ถ้าเราทำใจว่า ทันทีที่หลับตา จะเห็นความมืดเป็นภาพแรก คำว่าผิดหวังจะไม่เกิด เพราะเราไม่ได้หวังผิด จะผิดหวังก็ต่อเมื่อเราไม่ได้ทำต่างหาก

3) เมื่อเกิดความมืดให้ดู ก็ดูความมืด มีวัตถุก้อนทึบๆ ให้ดู จะทรงกลม หรือรูปทรงอื่นๆ ก็ดูเรื่อยไป มีแสงสว่างเกิดขึ้นมา ก็ดูเรื่อยไป ใจจะโล่ง เป็นปล่อง เป็นช่อง เป็นโพรง เราก็มองตรงกลางเรื่อยไป มองเฉยๆ มีหลุมลึกเป็นบ่อบ้าง เป็นหุบเหว และมีอาการคล้ายจะหล่นลงไป ก็อย่าฝืน ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ ถ้าจะวูบลงไป ก็ปล่อยไป ไม่ลุ้น ไม่ดัน ลงไปได้แค่ไหนก็ไม่ต้องสนใจ ลงแล้วมันถอนขึ้นมา ก็ไม่ต้องสนใจ มีดวงให้ดูเราก็ดูดวงไป ดวงใสแค่ไหนเราก็ดูไปเรื่อย ดูไปตรงกลาง ภาพนั้นจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ บางครั้งภาพองค์พระเปลี่ยนไปเป็นดวงแก้ว หรือบางครั้งเรากำหนดดวงแก้ว แต่เปลี่ยนไปเป็นองค์พระ ก็ดูไปเรื่อยๆ ด้วยใจที่เบิกบาน จากเปลี่ยนก็จะไปสู่ไม่เปลี่ยน จากภาพอนิจจังไปเป็นภาพนิจจัง

4) ถ้าเห็นองค์พระเห็นแต่เศียรพระ เราก็มองเศียรไป มองไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็จะเข้าไปอยู่ในกลางขององค์พระได้เอง เข้าไปได้อย่างสบาย ถ้าเห็นแต่พระพักตร์ก็ดูคลุมๆ ไปก่อน ดูเฉยๆ ไม่ต้องคิดอะไร อย่าไปคิดว่า ทำไมเห็นแต่เศียร ทำไมไม่เห็นทีเดียวทั้งองค์ แค่นี้ก็ไม่ต้องคิด มีให้ดูแต่เศียร ก็ดูแต่เศียร มีให้ดูตรงไหน ก็ดูตรงนั้น พอเราวางใจเฉยๆ ก็จะเห็นชัดทั้งองค์ขึ้นมาเองในภายหลัง

5) บางคนเมื่อประคองใจให้หยุดนิ่งต่อเนื่องแล้วเกิดความสว่าง หรือวงนิมิตขึ้นมาเอง เมื่อเกิดขึ้นมาแล้ว ให้ประคองโดยทำใจเฉยๆ ไม่ตื่นเต้น ไม่ดีใจจนเกินไป รักษาหยุดกับนิ่งไว้นาน ๆ ไม่ยินดี ไม่ตื่นเต้น เดี๋ยวจะสว่างเอง จากมืดๆ ไปสู่สว่าง ถ้าเราไม่กังวลหรือไปกลุ้มเมื่อมีแสงสว่างให้ดู ก็ดูแสงสว่างเรื่อยไป ต่อไปแสงสว่างก็จะเปลี่ยนไป เป็นจุดสว่างบ้าง เป็นดวงใสบ้าง ดวงใหญ่บ้าง ดวงเล็กบ้าง ให้ดูต่อไปเรื่อยๆ อย่างสบาย

6) เมื่อเห็นแล้วหายอย่าเสียดาย อย่าไปวิ่งไล่จับ เพราะกลัวจะไม่อยู่ ให้ดูเฉยๆ หายไปก็ไม่เป็นไร

7) เมื่อดูไป ใจก็จะเริ่มคุ้นกับภาพภายในซึ่งชัดบ้าง ไม่ชัดบ้าง ก็ให้ดูไปเรื่อยๆ จากชัดน้อยจนชัดมาก ดูไปจนชัดมากๆ ถ้าเป็นแสงสว่างก็จากแสงน้อยไปจนแสงมาก เมื่อเราเฉยๆ ไม่ปฏิเสธภาพที่เกิดขึ้น และไม่ปรุงแต่ง ใจก็จะเริ่มหยุด นิ่ง เฉย

ในเรื่องของการดูนี้ หลวงพ่อวัดปากน้ำเล่าให้ฟังว่า “ ตอนที่ท่านเริ่มต้นใหม่ๆ นั่งหลับตาไป เห็นใบไม้ ภูเขา ผู้คน เกิดขึ้น ท่านก็ดูเรื่อยไป ไม่หยุด ดูเรื่อยไป จะเป็นต้นไม้ ภูเขา คนสัตว์สิ่งของ มันก็เปลี่ยนไปเรื่อย ภาพสุดท้ายจะเป็นดวงธรรม เป็นจุดสว่างบ้าง เป็นกายภายใน”2) พระเดชพระคุณพระราชภาวนาวิสุทธิ์กล่าวว่า “ การที่มีภาพให้ดู แสดงว่าเราเข้าถึงขณิกสมาธิ เป็นสมาธิอ่อนๆ แล้ว ไม่อย่างนั้นภาพจะไม่เกิด การที่กลุ่มควันสีขาวเกิดขึ้นมา นี่เข้าถึงขณิกสมาธิ ต่อไปมันจะเริ่มแนบแน่นเรื่อยๆ ต่อไปอุปจารสมาธิ อัปปนาสมาธิแน่นลงไป ที่นี้จะทำให้แน่น เราก็ดูเฉยๆ ดูเรื่อยไป เดี๋ยวก็เปลี่ยนไป จนกระทั่งใจหยุดนิ่งจุดสว่างเกิดขึ้นเลย”3)

5.1.7 ผลของการดูที่ถูกวิธี

ในสมัยหลวงพ่อวัดปากน้ำ เวลาท่านบวชพระ ท่านสอนนาคในโบสถ์ ท่านก็ถามนาคว่า

“ เธอจำปอยผมที่เธอปลงผมไว้ได้มั้ย”

นาคนั่งกระโหย่งเท้าต่อหน้าท่านท่ามกลางสงฆ์ หลับตานิ่งสักพักตอบว่า

“ จำได้ครับ”

หลวงพ่อวัดปากน้ำถามว่า

“ เธอนึกถึงปล่อยผมไว้ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ 7 นึกได้มั้ย ปอยผมโคนชี้ไปทางไหน ปลายชี้ทางไหน”

นาคก็รายงานให้ท่านฟัง แล้วท่านก็สอนนาคว่า

“ เอาใจหยุดที่ตรงปอยผม ซึ่งปอยผมมันเป็นกระจุกๆ ขึ้นสับสน มองไปเรื่อยๆ ทำใจให้หยุดนิ่ง”

นาคนั่งกระโหย่งเท้า ท่านก็ถามไปเรื่อยๆ ว่า

“ เห็นอะไร”

นาคก็ตอบว่า

“ ปอยผมเปลี่ยนสีจากดำเป็นขาว”

ท่านก็บอกว่า

“ ทำใจให้หยุดต่อไปอีก”

ปอยผมจากสีขาวก็เปลี่ยนเป็นใส พอหยุดต่อไปดูเรื่อยไป ปอยผมก็ใส ตอนนี้ตัวเริ่มเบา ก็รวมวูบลงไปกลายเป็นดวงธรรม โตเท่าผลมะนาวเขื่องๆ

นาคก็รายงานให้ท่านฟัง ใช้เวลาชั่วโมงครึ่ง นั่งกระโหย่งเท้า ท่ามกลางสงฆ์

พอได้ดวงปฐมมรรค ท่านบอกว่า

“ นี่ ต้นทางมรรคผลนิพพาน จำไว้ให้ดี บวชคราวนี้มีอานิสงส์มาก ทั้งพ่อแม่ ทั้งหมู่ญาติ ทั้งตนเอง เพราะบวชคราวนี้เป็นไปเพื่อบรรลุมรรคผลนิพพานต่อจากนี้ไป เธอเอาผ้ากาสาวพัสตร์ไปครองได้”4)

นี่ก็เป็นตัวอย่างของการดูที่ถูกวิธี ไม่ว่าจะเริ่มต้นด้วยภาพนิมิตของสิ่งใด แต่สุดท้ายด้วยการดูอย่าง ถูกวิธีและเข้าใจก็จะสามารถเข้าถึงดวงธรรมได้ในที่สุด

5.2 ความใจเย็น

นักปฏิบัติหลายท่าน มีความรู้สึกกลัวเสียเวลา กลัวว่านั่งแล้วถ้าไม่ได้ธรรมะ ไม่เห็นธรรมะ หรือไม่ได้ประสบการณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง จะเป็นการสูญเปล่า จึงมักตั้งเงื่อนไขให้เกิดขึ้นในใจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเวลา หรือประสบการณ์ที่เกิดขึ้น ส่งผลให้การปฏิบัตินั้นได้ผลไม่เต็มที่ หรือบางครั้งก็ดูเหมือนไม่ได้ผล แต่กลับได้รับความลำบากมากขึ้นตามมา ดังนั้น ความใจเย็นจึงเป็นสิ่งที่นักปฏิบัติทั้งหลายควรให้ความสำคัญ และได้ศึกษาต่อไป

5.2.1 ความหมาย

พระเดชพระคุณพระราชภาวนาวิสุทธิ์ท่านได้ให้ความหมายคำว่า ใจเย็นในการนั่งสมาธิไว้ดังนี้

ใจเย็นๆ ก็คือความรู้สึกที่เกิดขึ้นมาในใจว่า เรามีหน้าที่ที่เราจะภาวนาอย่างนี้ไปเรื่อยๆ เราไม่มีความกังวล ไม่มีความฟุ้งซ่านทุกข์ร้อน ใจเย็นๆ ก็คือความรู้สึกที่เกิดขึ้นมาในใจว่า เรามีหน้าที่ที่เราจะภาวนาอย่างนี้ไปเรื่อยๆ สัมมาอะระหังไป นึกถึงดวงใสไป และก็เราจะไม่มีความกังวลว่าดวงใสจะเกิดขึ้น ชัดเจนเหมือนลืมตาเห็นเมื่อไหร่ เราไม่กังวลเลยว่าดวงใสๆ บริสุทธิ์ของบริกรรมนิมิต มันจะเห็นได้ชัดเจนเท่ากับเราลืมตาเห็นนี่เมื่อไหร่จะอีกกี่ร้อยปีหรือพันปี เราก็ไม่ได้กังวล ใจของเราก็ไม่เป็นทุกข์ด้วยในการที่เราภาวนา แม้ว่าเรายังกำหนดนิมิตได้ยังไม่ชัดเจน ก็ไม่เป็นทุกข์เป็นร้อน ไม่วิตกไม่กังวล ไม่รำคาญใจ ไม่หงุดหงิด งุ่นง่านไม่ฟุ้งซ่านรำคาญใจ นั่นแหละเรียกว่าใจเย็นๆ5)

ใจเย็น หมายความว่า ใจที่สุขุมรอบคอบ มีพลัง มีสติ มีปัญญา มีความคิดอ่านด้วยความเบิกบาน ไม่มีความเครียด ความเซ็ง ความเบื่อ ความกลุ้ม ใจเยือกเย็นสบาย มีความสุขในทุกอิริยาบถ ไม่ว่าจะนั่ง นอน ยืน เดิน6)

5.2.2 เทคนิคการสร้างความใจเย็น

1) พระเดชพระคุณพระราชภาวนาวิสุทธิ์ได้ให้หลักสังเกตอาการความใจเย็นว่า จะไม่ลุ้นอยากได้เร็วๆ ไม่เร่งร้อน เร่งรีบ ไม่กลัวช้า ไม่กลัวไม่ทันใจ ท่านสอนให้ทำความเข้าใจว่า ให้เราเข้าใจว่า ความบริสุทธ์นี้ ต้องค่อยเป็นค่อยไป ไม่ใช่รีบเร่ง ค่อยๆ สั่งสมรวบรวมกว่าจะเป็นปึกแผ่น ให้อยู่ตรงจุดที่สบายที่สุดไปก่อนไม่ต้องไปคิดว่า กลัวจะไม่ทันเพื่อน ยิ่งกลัว เราจะเกิดการเร่งโดยไม่รู้ตัว แล้วจิตหยาบ เราจะไม่แข่งกับใคร แม้ตัวเราเองก็ไม่แข่ง อาการของจิตในลักษณะนี้เป็นอาการของจิตที่เหมาะแก่การเข้าถึงธรรม

2) ให้เราคิดว่า เรากำลังสะสมความดี สะสมความเบาสบาย สะสมความสุขในการนั่ง โดยไม่คำนึงถึงเรื่องผล เหมือนการรดน้ำต้นไม้7) ถ้าเรามีความรู้สึกค่อยเป็นค่อยไปเหมือนได้สมบัติทั้งโลก ใจเราจะไม่เร่าร้อน ค่อยพัฒนาอย่างมีความสุข แล้วจะเข้าใจทุกประสบการณ์ และนำไปสู่ความมั่นคง

3) การปฏิบัติธรรมเพื่อให้เข้าถึงธรรมกายนั้น เราจะต้องฝึกนิสัยใหม่ให้เป็นคนที่ใจเยือกเย็น ใจใส ใจสบายอย่างเยือกเย็น อย่าเร่งร้อน ต้องทำแบบค่อยเป็นค่อยไป อย่าไปมีความตั้งใจมากเกินไป แม้ว่าส่วนลึกๆ ของใจเรา เราอยากได้ธรรมกายจริงๆ เราอยากเข้าถึงจริงๆ เราอยากเห็นพระธรรมกายจริงๆ เพราะเราได้ยินได้ฟังคนโน้นคนนี้ที่เข้าถึงเค้าพูดกัน เค้ามีความสุข เค้ามีความเบิกบาน เราก็อยากจะเข้าถึงกับเค้าบ้าง ไม่ว่าเราจะพยายามยังไงก็แล้วแต่ ส่วนลึกๆ ก็ยังเกิดความรู้สึกอย่างนี้ ก็ให้อยู่ในส่วนลึกของใจ ความอยากอย่างนี้ อยากที่จะได้ อยากที่จะเห็น อยากที่จะเป็นธรรมกาย ให้มันอยู่ส่วนลึกๆ แล้วพยายามหักห้ามใจที่จะเผลอทะยานอยากได้เร็วๆ พยายามหักห้ามใจไว้ โดยการทำใจให้ใสเยือกเย็น แล้วก็สอนตัวของเราเองทุกๆ ครั้งที่ปฏิบัติธรรม ทุกๆ วัน ว่าวิวัฒนาการหรือการเจริญเติบโตของสรรพสิ่งทั้งหลาย ก็จะต้องเป็นไปแบบค่อยเป็นค่อยไป อย่างเช่นเราปลูกต้นไม้ เมื่อเราฝังเมล็ดลงไปในดิน หน้าที่ของเรา เพียงแค่รดน้ำทุกวัน ส่วนการเจริญเติบโตก็เป็นหน้าที่ของเมล็ดผลไม้นั้น ซึ่งจะเจริญเติบโตแบบค่อยเป็น ค่อยไป เราก็มีหน้าที่รดน้ำไปทุกวัน ความเจริญเป็นหน้าที่ของต้นไม้ ทำไปอย่างนี้ จนกระทั่งวันหนึ่งผลแห่ง ความเพียรของเราปรากฏเกิดขึ้น ต้นไม้นั้นก็ให้ดอกให้ผล การเจริญเติบโตของร่างกายเราก็เช่นเดียวกัน เราก็รับประทานอาหารไปแบบค่อยเป็นค่อยไป ร่างกายก็ค่อยๆ เจริญเติบโตทีละเล็กทีละน้อย เราสังเกตไม่ออกหรอกว่าอาหารมื้อหนึ่ง จะทำให้ร่างกายเราโตวันละกี่เซนติเมตร เรานึกไม่ออก แต่เผลอๆ เราก็เปลี่ยนจากวัยทารก มาเป็นวัยเด็ก วัยรุ่น วัยหนุ่มสาว เจริญเติบโตขึ้นมาเรื่อยๆ

การปฏิบัติธรรมก็เช่นเดียวกัน เราจะเร่งรีบเร่งร้อนไม่ได้ เหมือนต้นไม้ เหมือนร่างกายของเราจะค่อยๆ เจริญเติบโตไป ทางจิตใจเมื่อเราทำสมาธิทุกๆ วัน ปฏิบัติธรรมทุกวัน ฝึกใจหยุดใจนิ่งให้มีชั่วโมงหยุด ชั่วโมงนิ่ง ชั่วโมงกลางให้มากๆ เหมือนนักบินมีชั่วโมงบิน สมาธิก็จะค่อยๆ ถูกสะสมไปทีละเล็ก ทีละน้อย ใจของเราที่หยาบก็จะค่อยๆ ถูกขัดเกลาให้ละเอียดไปทีละเล็กทีละน้อย สิ่งที่เป็นมลทินของใจเรา ที่ไม่บริสุทธิ์ก็จะถูกขัดเกลาไปเช่นเดียวกันทีละเล็กทีละน้อย ในที่สุดก็บริสุทธิ์ขึ้น และละเอียดขึ้น และสักวันหนึ่งเราก็จะสมหวัง8)

4) พระเดชพระคุณพระราชภาวนาวิสุทธิ์ ได้แนะว่า ให้เราวางเฉยๆ จะสบายเอง วางธรรมดาๆ เฉยๆไม่ได้หมายถึงช้า หรือไม่สมหวัง เฉยๆ แล้วใจจะละเอียดเอง จำอารมณ์นั้นไว้ เฉยๆ สิ่งเหล่านี้จะผ่านตัวเราไป ถ้าของหลวงพ่อคือดูธรรมดา การไม่ฝืน การไม่ต่อต้าน จนเกิดความสบาย จิตจะละเอียดใจรวมเอง

5) อาการของจิตที่คิด หากมีความคิดเกิดขึ้น ให้คิดว่า ความคิดอะไรเกิดขึ้นมาก็ช่าง เราอย่าไปฝืน ไปต้านสิ่งนั้น เราอยากได้ปลาแต่กลับได้งู อยากเห็นดวงธรรมแต่กลับเห็นต้นไม้ อยากเห็นองค์พระกลับ เห็นคน ทำใจของเราให้เย็นกับสิ่งที่เกิดขึ้นเสมอ

6).เราควรฝึกทำความพอใจในประสบการณ์ทุกประสบการณ์ ปล่อยไปอย่างสบายๆ พอเรารู้ตัว จึงกลับมาภาวนาใหม่อย่างง่ายๆ เพราะเป็นธรรมชาติของใจที่จะนึกคิดตลอดเวลา หรือความสุขที่เคยได้ แม้หายไปก็ช่างมัน ให้เริ่มต้นใหม่ เหมือนกับเราไม่เคยเจอสิ่งเหล่านี้มาก่อนเลย ใจจะสบาย เบิกบานเป็น กลางๆ เดี๋ยวจะเบาไปสู่ภาวะนั้นเอง อย่างง่ายๆ อย่าไปติดของเก่าทำเฉยๆ9)

ถ้าใจใสแล้ว แม้อยู่โดดเดี่ยว ก็ไม่เดียวดาย

อยู่ที่วิเวกก็ไม่วังเวง อยู่ที่วุ่นวายก็ไม่วอกแวก

ถูกกระแทกก็ไม่กระทั้น ถูกกระทบก็ไม่กระเทือน

5.2.3 ความใจเย็นกับการเห็นภาพภายใน

ในการเห็นภาพภายใน ผู้ปฏิบัติจะค่อยๆ เห็นมาตามลำดับ ดังนั้น ในการปฏิบัติให้ได้ผลดี ผู้ปฏิบัติต้องมีความใจเย็น คือ มีความรู้สึกเกิดขึ้นมาในใจว่า เรามีหน้าที่ที่จะภาวนาเราไปเรื่อยๆ จะนึกออกหรือไม่ออก จะเห็นหรือไม่เห็นก็ไม่เป็นไร และเมื่อนึกถึงนิมิตดวงใสได้ ก็ไม่มีความกังวลว่าดวงใสจะเกิดขึ้นชัดเจนเหมือนลืมตาเห็นเมื่อไหร่ จะอีกกี่ร้อยปีหรือพันปีก็ไม่กังวล ไม่เป็นทุกข์ ไม่วิตกกังวล ไม่รำคาญใจ ไม่หงุดหงิด งุ่นง่าน ฟุ้งซ่าน รำคาญใจ ไม่ช้าพอใจสบาย ใจเป็นกลางๆ ก็จะหยุดนิ่งอยู่ภายในเอง

ใจเย็น ใจหยุด ใจบริสุทธิ์ ทำใจให้หยุดนิ่ง เฉยๆ สบายๆ และให้มีเสียงภาวนาออกมาจากในท้องว่า สัมมา อะระหังๆ นิมิตไม่ต้องสนใจ ให้หยุดนิ่งเป็นพอแล้วอย่าไปกังวลว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป ไม่เป็นไร ไม่ต้องคิด ให้เอาใจหยุดนิ่งดูเฉยๆ ส่วนดวงแก้วไม่ใสก็ไม่เป็นไร ไม่ต้องคิดอะไรอีกเช่นกัน ดูเฉยๆ ไม่ต้องคิดอะไร อย่าฝืน ให้ปล่อยไปเรื่อยๆ ใจหยุดนิ่งอย่างเดียวนิมิตหายก็ช่าง ดวงแก้วมีเป็นล้านๆ ดวง ให้วางใจ เฉยๆ หยุดกับนิ่งเฉยๆ แม้ว่าทางจะอยู่ข้างหน้าก็ตาม สังเกตอารมณ์สบาย อารมณ์เย็นๆ ไปบังคับไม่ถูกวิธี ให้ปล่อยใจเรื่อยๆ ภาวนาเรื่อยๆ ว่า สัมมา อะระหัง ใจสบายๆ ใจเย็นๆ ถ้านึกแล้วไม่สบายก็ให้วางเฉยๆ นึกเฉยๆ เดี๋ยวแสงสว่างก็มาเอง ดวงแก้วก็มาเอง

อย่าละทิ้งคำว่า อย่างสบายๆ ใจเย็นๆ ใจต้องเย็น ถึงจะเห็นภาพ ถ้าใจไม่เย็นไม่เห็นภาพ ถ้าใจร้อนๆ อยากจะได้เร็วๆ เห็นเร็วๆ เป็นเร็วๆ แต่ทำผิดวิธี ไปบีบไปคั้นทั้งร่างกายทั้งจิตใจจะให้เห็นภาพ อย่างนี้ไม่เห็น แต่จะเกิดความเครียด ไม่เกิดประโยชน์อะไร ต้องค่อยๆ ประคองไป ทำไปช้าๆ

5.2.4 ตัวอย่างความใจเย็น

พระราชภาวนาวิสุทธิ์เล่าว่า ท่านนั่งช่วงแรกไม่ได้ผล จึงคิดว่า นั่งไม่เห็นเห็นอะไรเลย บุญคงน้อย จึงไม่เห็น ท่านได้รำพึงรำพันให้คุณยายฟัง จนกระทั่งหมดอารมณ์รำพึงแล้ว คุณยายก็บอกว่า “ คุณต้องทำใจเย็นๆ ถ้าใจเย็นเดี๋ยวจะเห็นภาพ พอท่านบอกอย่างนั้น ท่านก็ไปลองทำใจเย็น แต่ก็เย็นได้ประเดี๋ยวเดียว เพราะมันยังอยากเห็นอยู่ ก็ไปบ่นให้คุณยายฟังอีก ท่านก็บอกว่ามันก็เป็นทางเดียวที่จะเห็น เพราะมันเป็นอย่างนั้น คุณก็ทำได้อย่างเดียว คือคุณต้องใจเย็น ถ้าคุณรักที่จะเข้าถึงความสุขภายใน รักที่จะฝึกใจให้หยุดนิ่ง ให้ได้เหมือนอย่างยาย รักที่จะเข้าถึงกายธรรม รักที่จะศึกษาวิชชาธรรมกาย รักที่อยากจะหลุดพ้น คุณต้อง ใจเย็นๆ มันมีวิธีเดียว คุณไปทำมาเถอะ”

ท่านก็กลับมาก็มานั่งทำใจเย็น มันก็ค่อยๆ ลดลง ไม่ได้เย็นฮวบฮาบ มันเย็นตอนที่ปลงตก คือเราไปทำวิธีด้วยใจร้อนๆ แล้วมันไม่เคยได้ผลเลย ทำไปกลุ้มไป ปวดหัวไป บ่นไป รำพึงรำพันไป น้อยใจไปก็วนๆ อยู่อย่างนั้น ไม่เคยที่มีประสบการณ์ใหม่ๆ เลย ไม่มีความสุขเลยจากการนั่ง จนกระทั่งมีความเห็นผิดเกิดขึ้นเลยว่า ที่คนอื่นเค้าเห็น เห็นจริงรึเปล่าก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ทำไมเราก็นั่งหลับตาเหมือนเขาทำไมมันไม่เห็น เขาพูดส่งเดชรึเปล่าก็ไม่รู้ มันเกิดความเห็นผิดเข้า ในที่สุดก็มารำพึงให้คุณยายฟัง ท่านก็พูดคำเดิมอีกนั่นแหละว่า คุณ คุณต้องใจเย็นๆ เพราะการเห็นภายในนั้นมันแตกต่างจากภายนอก ภาพมันจะค่อยๆ เกิด ค่อยๆ เห็น ค่อยๆ เป็น คุณต้องใจเย็นๆ ทำให้อารมณ์ดีสิ อารมณ์สบาย นั่งธรรมะ เรามาแสวงหาอารมณ์ดีอารมณ์สบาย ไม่ใช่มานั่งแบบโมโหโทโสฉุนเฉียว เจ้าอารมณ์อะไรอย่างนั้นมันผิดวิธีŽ

ท่านได้เล่าต่อว่า ในที่สุดก็นั่งกันไปอย่างนั้น เชื่อคุณยายท่านมั่งไม่เชื่อมั่งแต่ก็เคารพท่าน ก็นั่งกันไปจนกระทั่งทำด้วยวิธีการที่เราทำแล้วไม่ได้ผล มีอยู่วันหนึ่งได้นั่งเฉยๆ ไม่เอาอะไรทั้งสิ้น ดวงก็ไม่เอาองค์พระก็ไม่เอา เพราะไปเค้นภาพแล้วมันไม่เกิด นั่งเฉยๆ ตอนแรกๆ ก็ภาวนาสัมมาอะระหังไปเรื่อยๆ ตอนหลังก็ขี้เกียจภาวนาก็นั่งเฉยๆ ตอนแรกมันก็ฟุ้งมาก แล้วก็ฟุ้งน้อย อยู่ๆ ไปมันอยู่เฉยๆ

ไม่ต้องทำอะไรเลย ไม่ฟุ้ง ใจนิ่งเฉย นิ่งของมันไปเอง นิ่ง ตอนนี้ตัวโล่ง ขนลุกซู่เลย ตัวโล่ง ตัวโปร่งเบาสบาย ก็ทำเฉยๆ อย่างนั้น เพราะไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ก็เฉยๆ ทำเป็นไม่สนใจ พอทำเป็นไม่สนใจ แปลกทีเดียว ของภายในเนี่ยพอทำเป็นสนใจแล้วไม่เกิด พอทำเป็นไม่สนใจคราวนี้เกิดเลย โล่ง โปร่ง เบาสบาย แสงสว่างเกิดล่ะตอนนี้ ดีใจจนเนื้อเต้นทีเดียว เห็นแสงสว่างแล้ว โอ้แสงสว่างอะไรมันเกิดภายในได้ มันไม่ใช่ภายในท้อง มันภายในที่โล่งๆ ว่างๆ เกิดสว่างแล้วมันก็สว่างเพิ่มขึ้นไปได้เรื่อยๆ ก็ไม่รู้จะทำยังไงก็ทำเฉยๆ ไปเรื่อยๆ มันก็วูบเข้าไปเห็นดวงธรรมเลย แล้วก็เห็นองค์พระ10)

จะเห็นได้ว่า การเห็นภาพภายในกับความใจเย็น เป็นเทคนิควิธีในการปฏิบัติสมาธิที่เราควรหมั่นตรวจตรา และทำให้ได้ทุกครั้งในขณะที่นั่งสมาธิ เพราะถ้าเราทำได้แล้ว นอกจากจากจะทำให้เราได้รับความสุขจากการนั่งสมาธิเป็นรางวัล ยังจะส่งผลถึงการเข้าถึงธรรมะภายในได้ในที่สุด

1) พระราชภาวนาวิสุทธิ์, พระธรรมเทศนา, 5 พฤศจิกายน 2538.
2) , 3) , 4) พระราชภาวนาวิสุทธิ์, พระธรรมเทศนา, 24 มีนาคม 2535.
5) พระราชภาวนาวิสุทธิ์, พระธรรมเทศนา, 2 กันยายน 2533.
6) พระราชภาวนาวิสุทธิ์, พระธรรมเทศนา, 6 มีนาคม 2536.
7) พระราชภาวนาวิสุทธิ์, พระธรรมเทศนา, 19 มีนาคม 2536.
8) พระราชภาวนาวิสุทธิ์, พระธรรมเทศนา, 6 มิถุนายน 2536.
9) พระราชภาวนาวิสุทธิ์, พระธรรมเทศนา, 16 มีนาคม 2536.
10) พระราชภาวนาวิสุทธิ์, พระธรรมเทศนา, 6 พฤศจิกายน 2538.
md204/5.txt · แก้ไขครั้งล่าสุด: 2015/03/15 16:55 (แก้ไขภายนอก)
 
เว้นแต่จะได้แจ้งไว้เป็นอื่นใด เนื้อหาบนวิกินี้ถูกกำหนดสิทธิ์ไว้ภายใต้สัญญาอนุญาติต่อไปนี้: CC Attribution-Noncommercial 3.0 Unported
Recent changes RSS feed Donate Powered by PHP Valid XHTML 1.0 Valid CSS Driven by DokuWiki