บทที่ 4 เทคนิคการวางใจในขณะฟังธรรม

  • 4.1 ความสำคัญของการฟังธรรม
  • 4.2 ปัจจัยแห่งความสำเร็จของการฟังธรรม
    • 4.2.1 ผู้แสดงธรรม เป็นผู้มีความสามารถในการแสดงธรรมให้ผู้ฟังเข้าใจได้
    • 4.2.2 ผู้ฟังต้องมีความพร้อมในการฟังธรรม
    • 4.2.3 อุปนิสัยของผู้ฟังที่สั่งสมมาในอดีต
    • 4.2.4 การสั่งสมนิสัยในปัจจุบัน
  • 4.3 การปล่อยใจตามเสียงของผู้นำ
    • 4.3.1 เสียงของผู้นำสมาธิมีประโยชน์อย่างไร
    • 4.3.2 ทำไมเสียงของผู้นำจึงจำเป็น
    • 4.3.3 เทคนิคของการปล่อยใจตามเสียงผู้นำสมาธิภาวนา
    • 4.3.4ประโยชน์ที่ผู้ฝึกสมาธิจะพึงได้จากการฝึกด้วยการฟังเสียงผู้นำ

แนวคิด

1.การฟังธรรม มีความสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของมนุษย์ เพราะการฟังสิ่งที่เป็นธรรมะย่อมสามารถยกระดับจิตใจของมนุษย์ได้สูงสุด จนกระทั่งบรรลุมรรคผลนิพพาน แต่การ ฟังธรรมจนบรรลุมรรคผลนิพพานเช่นนี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ยาก เพราะจะต้องมีผู้รู้อย่างพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบังเกิดขึ้น

2.ปัจจัยแห่งความสำเร็จที่จะทำให้การฟังธรรมเกิดผลสำเร็จได้นั้น มีทั้งปัจจัยจากตัวผู้แสดงธรรม ที่มีความสามารถในการแสดงธรรม และสามารถแสดงได้ตามอัธยาศัย ผู้ฟัง และปัจจัยจากตัวของผู้ฟังธรรม ที่จะต้องมีความพร้อม และมีอุปนิสัยที่สั่งสมมา

3.การปล่อยใจตามเสียงของผู้ฟังขณะทำสมาธิเป็นการทบทวนแนวทางปฏิบัติให้ผู้เริ่มปฏิบัติได้ปฏิบัติได้ถูกต้อง และช่วยประคองใจผู้ปฏิบัติสมาธิให้สามารถวางใจไว้ ณ ฐานที่ตั้งใจ อันจะช่วยทำให้เกิดความสงบ ความสบาย เป็นผลให้ผู้ปฏิบัติได้รับความสุข ความสำเร็จจากการนั่งสมาธิ

วัตถุประสงค์

1.เพื่อให้ผู้ศึกษาสามารถอธิบายความสำคัญของการฟังธรรมได้

2.เพื่อให้ผู้ศึกษาอธิบายปัจจัยที่มีผลต่อความสำเร็จของการฟังธรรม

3.เพื่อให้ผู้ศึกษาสามารถอธิบายเทคนิคของการปล่อยใจตามเสียงของผู้นำในขณะทำสมาธิ

ในชีวิตประจำวันแต่ละวัน สำหรับผู้รักความเจริญก้าวหน้าในชีวิต พัฒนาชีวิตให้สูงส่งด้วยคุณธรรม มักจะหาโอกาสฟังธรรมเสมอๆ ไม่ว่าจะเป็นธรรมะเพื่อการดำเนินชีวิต หรือเพื่อการทำสมาธิ การฟังธรรมแม้ว่าจะเป็นเรื่องธรรมดาที่เราอาจพบเห็นได้ทั่วไป แต่ในการฟังธรรมนั้นก็มีหลายสิ่งหลายอย่างที่น่าสนใจ เพราะการฟังธรรมอาจจะทำให้เรามีวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปได้ การเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างไร และการฟังธรรมทำอย่างไรจึงจะทำให้มีสิ่งที่ดีเกิดขึ้นกับตัวเรา เราจะได้มาศึกษากันในบทเรียนต่อไป

4.1 ความสำคัญของการฟังธรรม

เราทราบกันดีแล้วว่า ธรรมชาติอย่างหนึ่งของมนุษย์ทุกคนประกอบด้วยจิตหรือใจสิงสถิตอยู่ในตัวของเรา และใจของเรานั้น แม้ไม่อาจจะเห็นได้ด้วยตาว่าใจมีลักษณะอย่างไร อยู่ตรงไหน แต่เราก็ทราบกระบวนการทำงานของใจที่ทำหน้าที่รับรู้อารมณ์ต่างๆ คิด จดจำ และรับรู้ไว้ ทั้งนี้ใจจะมีช่องทางติดต่อ กับโลกภายนอกและทำหน้าที่ดังกล่าวได้ โดยผ่านทางช่องทาง 5 ช่องทาง คือ ตา หู จมูก ลิ้น และกาย

อารมณ์หรือสิ่งที่ผ่านเข้ามาในช่องทางทั้งห้านี้ มีความสำคัญ เพราะสามารถเปลี่ยนแปลงสภาพ จิตใจของมนุษย์ได้ ไม่ว่าจะความสุข ความทุกข์ ดีใจ เสียใจ รวมไปถึงความคิด คำพูด และการกระทำ โดยเฉพาะอารมณ์ที่ผ่านมาทางหูและตา1)

ในที่นี้เราจะขอพูดถึงอารมณ์ที่ผ่านมาทางหู เพราะหูเป็นเพียงอวัยวะเดียวในช่องทางทั้ง 5 ที่ไม่สามารถจะสั่งให้ปิดกั้น หรือเลือกที่จะรับอะไรหรือไม่รับอะไร ต่างจากตาที่สามารถหลับได้ ถ้าได้พบอารมณ์ที่ไม่พึงพอใจ จมูกก็สามารถกั้นไม่ให้ได้กลิ่นที่ไม่น่าปรารถนาได้ ลิ้นถ้ารู้ว่าไม่ดี ไม่อร่อยก็คายทิ้งได้ สัมผัสก็สามารถเลือกที่จะสัมผัสสิ่งดีหรือไม่ดีได้ แต่หูต้องทนรับฟังสิ่งต่างๆ ไม่ว่าจะดีหรือไม่ดี เสียงที่ผ่านมาทางหู แล้วแปรเป็นการรับรู้จึงถือเป็นเรื่องสำคัญที่จะทำให้สามารถพัฒนาจิตใจของเราให้สูงขึ้นหรือต่ำลงก็ได้

และเป็นสิ่งที่น่าสนใจว่า การฟังในพระพุทธศาสนานั้นถือว่าเป็นสิ่งที่ช่วยยกระดับจิตใจของมนุษย์ได้สูงสุดจนกระทั่งหมดกิเลส เป็นพระอรหันต์ การฟังในที่นี้ ก็คือ การฟังธรรมนั่นเอง

ธรรมในที่นี้ หมายถึง สิ่งที่ดีงามตั้งแต่เรื่องคุณธรรม เรื่องของการทำความดี เรื่องที่ฟังแล้วทำให้ใจสูงขึ้น การฟังธรรมจึงเป็นการฟังสิ่งที่ดีงาม เพื่อจะยกใจของผู้ฟังให้ดีขึ้นสูงขึ้น

และการฟังธรรมนั้น ไม่ใช่เพียงรับคำพูดของผู้แสดงธรรม แต่ยังเป็นการซึมซับเอาความสงบ ความรู้แจ้งที่ถ่ายทอดผ่านกระแสเสียงอันทรงธรรมมาก่อกุศลจิตในปัจจุบัน ทำนองเดียวกับคนในโลกชอบฟังดนตรีที่ตนโปรดไม่อิ่มไม่เบื่อ ผู้ปรารถนาธรรมย่อมชอบฟังธรรมจากผู้ทรงคุณบ่อยๆ มิรู้หน่ายเช่นกัน แม้จะฟัง ซ้ำแล้วสักกี่รอบก็ตามที

ในสมัยพุทธกาล มีผู้แสดงธรรมได้อย่างยอดเยี่ยมอย่างพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อพระองค์ทรงแสดงธรรมจบ จะมีผู้บรรลุธรรมขั้นต่างๆ เป็นจำนวนมาก เราจึงคุ้นเคยกับคำว่า พุทธสาวก พุทธสาวิกา อรหันตสาวก คำว่า สาวก นี้ล้วนเป็นคำที่บ่งถึง ผู้ฟัง นั่นคือ บุคคลเหล่านั้นล้วนอาศัยการฟังธรรม จึงได้บรรลุธรรมตามพระพุทธเจ้าไป ดังนั้น การฟังธรรม จึงถือเป็นสิ่งสำคัญของบุคคลที่จะพัฒนาคุณภาพชีวิต ทั้งการฝึกฝนขัดเกลาแก้ไขนิสัยในตัวเอง และในการปฏิบัติธรรมเพื่อบรรลุธรรม

ในพระไตรปิฎก ได้กล่าวไว้ว่า การที่ชนทั้งหลาย มีท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ผู้ซึ่งมีศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ได้สร้างบุญในพระศาสนามากมาย ที่ได้ทำบุญเช่นนั้น ก็เพราะได้ฟังธรรม ถ้าไม่ได้ฟัง ก็หาทำได้ไม่ ท่านได้อธิบายว่า ถ้าว่ามนุษย์เหล่านี้ไม่พึงฟังธรรม เขาก็ไม่พึงถวายข้าวยาคูประมาณกระบวยหนึ่งบ้าง ภัตประมาณทัพพีหนึ่งบ้าง นอกจากนี้ เว้นพระพุทธเจ้าและพระปัจเจกพุทธเจ้าเสีย แม้พระสาวกทั้งหลายมีพระสารีบุตรเป็นต้น ผู้ประกอบด้วยปัญญาซึ่งสามารถนับหยาดน้ำได้ ในเมื่อฝนตกตลอดกัลป์ทั้งสิ้น2) ก็ยังไม่สามารถจะบรรลุโสดาปัตติผลเป็นต้น โดยธรรมดาของตนได้ ต่อฟังธรรมที่พระอัสสชิเถระเป็นต้น แสดงแล้ว จึงทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล และทำให้แจ้งซึ่งสาวกบารมีญาณ ด้วยพระธรรมเทศนาของพระศาสดา3)

นั่นคือ แม้ว่าบุคคลนั้นจะมีบุญในตัวมากพอที่จะบรรลุธรรมได้ แต่ถ้าหากยังขาดกัลยาณมิตรอย่างพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และเหล่าพระสาวกคอยชี้แนะ ก็จะไม่สามารถบรรลุธรรมได้

นอกจากนี้ การฟังธรรม ถือเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยากสำหรับมนุษย์ มีพุทธพจน์ได้กล่าวไว้ว่า.

“ กิจฺโฉ มนุสฺสปฏิลาโภ กิจฺฉํ มจฺจานชีวิตํ

กิจฺฉํ สทฺธมฺมสฺสวนํ กิจฺโฉ พุทฺธานมุปฺทาโท”

“ ความได้อัตภาพเป็นมนุษย์ เป็นการยาก, ชีวิตของสัตว์ทั้งหลาย เป็นอยู่ยาก,

การฟังพระสัทธรรมเป็นของยาก การอุบัติขึ้นแห่งพระพุทธเจ้าทั้งหลายเป็นการยาก”4)

การฟังพระสัทธรรมในข้อนี้ เป็นธรรมที่สามารถทำให้ผู้ฟังสามารถปฏิบัติจนหมดกิเลส เข้าสู่ พระนิพพานได้ซึ่งการฟังธรรมเช่นนี้จะเกิดในยุคที่มีผู้รู้อย่างพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบังเกิดขึ้น ซึ่งการที่จะมีผู้รู้อย่างพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบังเกิดขึ้นนั้น เป็นช่วงเวลาที่น้อยมากเมื่อเทียบกับระยะเวลาที่มีทั้งหมด ในบางยุคก็ไม่มีพระพุทธเจ้าบังเกิดขึ้น ดังนั้นการฟังสัทธรรมจึงป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ยาก

อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันการฟังธรรมยังมีความสำคัญต่อการขัดเกลาตนเอง เพื่อยกระดับจิตใจและเพื่อผลสำเร็จในการปฏิบัติธรรม

4.2 ปัจจัยแห่งความสำเร็จของการฟังธรรม

เราได้ศึกษามาแล้วว่า การฟังธรรมนั้นส่งผลให้ผู้รับฟัง สามารถบรรลุผลสูงสุดได้จนกระทั่งหมดกิเลส เข้าสู่พระนิพพาน ทั้งนี้มีองค์ประกอบที่ทำให้การฟังธรรมนั้นสำเร็จหรือไม่ ดังนี้ คือ

4.2.1 ผู้แสดงธรรม เป็นผู้มีความสามารถในการแสดงธรรมให้ผู้ฟังเข้าใจได้

สามารถนำใจของผู้ฟังให้รู้แจ้งเห็นจริงตามไปได้ ในที่นี้มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นผู้สูงสุด เนื่องจากพระองค์ทรงบำเพ็ญบารมีมานับภพนับชาติไม่ถ้วน ก็เพื่อที่จะตรัสรู้และจะได้แสดงธรรมโปรดสัตว์ เพื่อให้หมดจากกิเลสอาสวะเข้าสู่พระนิพพาน ด้วยบุญบารมีที่สั่งสมมาเมื่อพระองค์ทรงแสดงธรรม สามารถทำให้ผู้ฟังบรรลุธรรมตามไปได้ ทั้งนี้โดยบุคลิกภาพส่วนตัวของพระองค์ พระองค์ทรงมีลักษณะหลายประการที่ทำให้การแสดงธรรมประสบความสำเร็จ เช่น พระองค์เป็นที่ตั้งแห่งความศรัทธา ได้ลักษณะมหาบุรุษ 32 ประการ อนุพยัญชนะ 80 พระองค์ อีกทั้งยังเป็นผู้มีเสียงดุจเสียงพรหม ประกอบด้วยองค์ 8 ประการ5) คือ

1.เป็นเสียงไม่ขัดข้อง

2.เป็นเสียงผู้ฟังทราบได้ง่าย

3.เป็นเสียงไพเราะ

4.เป็นเสียงน่าฟัง

5.เป็นเสียงกลมกล่อม

6.เป็นเสียงไม่แปร่ง

7.เป็นเสียงลึก

8.เป็นเสียงก้องกังวาน

สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยที่ช่วยให้ผู้ฟังเกิดความศรัทธาเลื่อมใส ตั้งใจฟังธรรมโดยเคารพ และที่ สำคัญการแสดงธรรมของพระองค์ ทรงแสดงธรรม และกลั่นกรองถ้อยคำออกมาจากแหล่งความรู้ อันบริสุทธิ์ ทำให้ผู้ฟังเมื่อน้อมนำใจฟังธรรมย่อมได้บรรลุธรรมตามไปได้

นอกจากนี้ พระพุทธเจ้ายังทรงมีพระปรีชาญาณสาารถแสดงธรรมตามจริตอัธยาศัยของผู้ฟัง ทราบว่าผู้ใดควรฟังธรรมเรื่องใด หมวดใด อันตรงกับพื้นฐานความรู้ ความเข้าใจดั้งเดิม แล้วก็สามารถแสดงธรรม จนผู้นั้นบรรลุธรรมได้ มีตัวอย่างเรื่องของกุลบุตรท่านหนึ่งได้บวช และฟังธรรมจาก พระสารีบุตร แต่ไม่สามารถบรรลุธรรมได้ พระสารีบุตรจึงได้ส่งลูกศิษย์ไปในสำนักของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าได้ทรงนิรมิตดอกปทุมทอง ค่อยๆ เหี่ยว จนภิกษุนั้นเกิดความสลดสังเวช แล้วจึงตรัสคาถาเรื่อง การตัดตัณหา ทำให้กุลบุตรบรรลุธรรมได้6) นี่ก็เป็นตัวอย่างประการหนึ่ง

ชฎิล 3 พี่น้อง มีอุรุเวลกัสสปะเป็นต้น ท่านเหล่านี้บวชเป็นฤาษีบำเพ็ญตบะทางด้านบูชาไฟ นับถือไฟว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พระพุทธองค์ได้ทรงแสดงธรรมเกี่ยวกับไฟแก่เหล่าชฎิล ไฟที่พระองค์ทรงแสดงไม่ใช่ไฟภายนอก แต่เป็นไปภายในที่มีพิษร้ายแรงคือ ไฟคือ ราคะ โทสะ และโมหะ ทรงให้ดับไฟ เหล่านี้เสีย ก็จะถึงที่สุดทุกข์ได้7) เมื่อชฎิลฟังแล้วก็บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ไปได้

พระวักกลิเป็นบุคคลที่จัดอยู่ประเภทราคจริต ท่านชอบติดตามดูพระรูปกายของพระพุทธเจ้า ดังนั้นเมื่อพระองค์ทรงแสดงธรรมโปรดท่าน ก็ทรงแสดงเรื่องขันธ์ 5 ที่ตกอยู่ในไตรลักษณ์จนท่าน ไดบรรลุอรหัตตผล เป็นต้น

4.2.2 ผู้ฟังต้องมีความพร้อมในการฟังธรรม

มีเรื่องเล่าว่า มีอุบาสก 5 คน มาฟังธรรมกับพระพุทธเจ้า แต่ก็ได้ผลต่างกัน อุบาสกคนหนึ่ง นั่งหลับ คนหนึ่งนั่งขีดเขียนแผ่นดิน คนหนึ่งเขย่าต้นไม้ คนหนึ่งแหงนคอดูอากาศ อีกคนหนึ่งฟังธรรม โดยเคารพ คนทั้ง 4 นั้น ไม่ได้รับผลจากการฟังธรรม ไม่ได้บรรลุธรรมใดๆเลย แต่คนสุดท้ายได้บรรลุ โสดาปัตติผล8) ดังนั้น ความพร้อมในการฟังธรรมจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ หากผู้ฟังไม่พร้อม มีนิวรณ์ 5 เข้าครอบงำ มีจิตฟุ้งซ่านกระสับกระส่าย จิตไม่เป็นสมาธิ การฟังธรรมก็ไม่อาจจะบรรลุผลได้

4.2.3 อุปนิสัยของผู้ฟังที่สั่งสมมาในอดีต

ในที่นี้รวมถึงอุปนิสัยที่อาจจะเกิดขึ้นในภพก่อนๆ จนกระทั่งอุปนิสัยในปัจจุบันมีผลต่อการฟังธรรม และได้รับผลจากการฟังธรรม ว่าจะมีได้มากน้อยเพียงไร พระพุทธเจ้าได้จัดแบ่งอุปนิสัยที่สั่งสมไว้ในภพก่อนๆ ที่มีผลต่อการฟังธรรมไว้ดังนี้9) คือ

1)อุคฆฏิตัญญูบุคคล คือ บุคคลที่ตรัสรู้ธรรม ขณะที่ท่านยกหัวข้อขึ้นแสดงธรรม หมายถึง บุคคลที่เพียงแค่ยกหัวข้อธรรมขึ้นแสดง โดยที่ยังไม่ได้ทำการอธิบายในรายละเอียด ก็สามารถเข้าใจ ปฏิบัติตามได้ จนกระทั่งสามารถบรรลุธรรม ในที่นี้มีเรื่องของพระพาหิยเถระเป็นตัวอย่าง ท่านเป็นบุคคลที่ไปเข้าเฝ้าพระพุทธศาสดาขอฟังธรรม ในขณะที่พระองค์กำลังเสด็จบิณฑบาต พระพุทธองค์ได้ทรงตรัสห้ามถึง 3 ครั้ง ว่ายังไม่ใช่เวลาฟังธรรม แต่พาหิยะก็ได้อ้อนวอนขอให้พระองค์ทรงแสดงธรรม พระพุทธองค์จึงทรงแสดงธรรมสั้นๆ ว่า

“ ดูก่อนพาหิยะ เพราะเหตุนั้นแล ท่านพึงศึกษาอย่างนี้ว่า เมื่อเห็นจักเป็นสักว่าเห็น เมื่อฟังจักเป็นสักว่าฟังเมื่อทราบจักเป็นสักว่าทราบ เมื่อรู้แจ้งจักเป็นสักว่ารู้แจ้ง ดูก่อนพาหิยะ ท่านพึงศึกษาอย่างนี้แล ดูก่อนพาหิยะ ในกาลใดแล เมื่อท่านเห็นจักเป็นสักว่าเห็น เมื่อฟังจักเป็นสักว่าฟัง เมื่อทราบจักเป็นสักว่าทราบ เมื่อรู้แจ้งจักเป็นสักว่ารู้แจ้ง ในกาลนั้น ท่านย่อมไม่มี ในกาลใด ท่านไม่มีในกาลนั้น ท่านย่อมไม่มีในโลกนี้ ย่อมไม่มีในโลกหน้า ย่อมไม่มีในระหว่างโลกทั้งสอง นี้แลเป็นที่สุดแห่งทุกข์”10)

เพียงเท่านี้พาหิยะก็สามารถปล่อยใจตามพุทธดำรัสจนกระทั่งบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ หมดกิเลสโดยสิ้นเชิง นี่ก็เป็นตัวอย่างประการหนึ่งของบุคคลที่มีอุปนิสัยสั่งสมมาข้ามภพข้ามชาติ เปรียบเสมือนกองไฟที่มีเชื้อ มีไฟอยู่พร้อม เหลือเพียงรอคนไปจุด ไปกระตุ้นก็สามารถสว่างพรึบติดได้เลย

2)วิปจิตัญญูบุคคล คือ บุคคลตรัสรู้ธรรม ต่อเมื่อท่านแจกแจงความโดยพิสดาร คือ ต้องมีการอธิบายขยายความจำแนกวิธีการ หัวข้อธรรมให้ละเอียดแล้วจึงจะเข้าใจ ปฏิบัติตามจนกระทั่งบรรลุธรรมได้ ดังเช่นตัวอย่าง พระปัญจวัคคีย์ได้ฟังพระศาสดาตรัสว่า ขันธ์ 5 เป็นอนัตตา แล้วทรงอธิบายว่าถ้าขันธ์ 5 เป็นอัตตาแล้วไซร้ ขันธ์ 5 นั้นก็จะไม่พึงเป็นไปเพื่อความลำบาก และจะพึงปรารถนาได้ตามใจว่า ขอจงเป็น อย่างนี้เถิด อย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย พระพุทธองค์ได้อธิบาย แจกแจงให้เห็นจนกระทั่งพระปัญจวัคคีย์ได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์11)

3)เนยยบุคคล คือ บุคคลตรัสรู้ธรรมตามลำดับขั้นตอน ต้องเรียน ต้องสอบถาม ต้องใส่ใจโดยแยบคาย เมื่อได้ศึกษาไตร่ตรองจนเข้าใจ จึงนำไปปฏิบัติ และบรรลุธรมได้

4)ปทปรมบุคคล คือ บุคคลฟังมาก พูดมาก ทรงจำมาก สอนมาก ยังไม่ตรัสรู้ธรรมในชาตินั้น

4.2.4 การสั่งสมนิสัยในปัจจุบัน

การสั่งสมนิสัยในปัจจุบันนั้นก็เป็นอีกประการหนึ่ง ที่จะทำให้ผู้ฟังนั้นบรรลุธรรมหรือไม่ พระพุทธเจ้าได้ตรัสถึงบุคคลเมื่อฟังธรรมแล้ว ควรที่จะเข้าถึงธรรม12) ไว้ดังนี้ คือ

1.บุคคลย่อมไม่เป็นผู้ลบหลู่คุณท่านฟังธรรม

2.เป็นผู้อันความลบหลู่ไม่ครอบงำ ไม่มีจิตแข่งดีฟังธรรม

3.เป็นผู้ไม่แสวงโทษ ไม่มีจิตกระทบในผู้แสดงธรรม ไม่มีจิตกระด้าง

4.เป็นผู้มีปัญญา ไม่โง่เขลา

บุคคลผู้มีปัญญานี้ ยังอาจแบ่งได้ 3 ระดับ13) คือ

(1)บุคคลมีปัญญาดังหม้อคว่ำ คือ ขณะฟังธรรมหรือเมื่อเลิกฟังก็ไม่ใส่ใจ เหมือนราดน้ำลงไปบนหม้อคว่ำ น้ำย่อมไหลไปไม่ขังอยู่

(2)บุคคลมีปัญญาดังหน้าตัก คือ ขณะฟังธรรมก็ใส่ใจ เหมือนวางของไว้บนหน้าตัก พอลุกขึ้น ของนั้นก็ตกไป

(3)บุคคลมีปัญญามาก เหมือนหม้อหงาย คือ ขณะฟังธรรมหรือเลิกฟังก็ยังใส่ใจอยู่ เหมือนเทน้ำลงไปในหม้อ น้ำย่อมขังอยู่

5.ไม่เป็นผู้มีความถือตัวว่าเข้าใจในสิ่งที่ยังไม่เข้าใจ

สำหรับอุปนิสัยของการฟังธรรมเพื่อเข้าถึงธรรมในพุทธพจน์นี้จะเห็นว่า คนที่จะฟังธรรมจาก พระพุทธองค์ หรือแม้แต่จากคนอื่นก็ตาม จะต้องไม่หลบหลู่ผู้ฟัง มีความยอมรับในตัวของผู้แสดงธรรมอันจะทำให้ผู้ฟังเกิดความต้องการที่จะฟังธรรมจากผู้แสดงธรรมคือ มีความพอใจยินดีในการที่จะฟังธรรม การยอมรับ นับถือศรัทธาและทำตามผู้แสดงธรรมนั้น ผู้ฟังจำเป็นต้องมีศรัทธา และปัญญาเป็นตัวผลักดัน

การน้อมศรัทธานั้น ตามปกติแล้วจะเน้นไปที่พระพุทธคุณเป็นหลัก ในขณะฟังนั้นเองจะเห็นอาการของศรัทธา ปัญญาทำงานประสานกัน ลักษณะของคนที่ฟังธรรม จนนำไปสู่ผลตามที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ ทรงแสดงเป็นรูปของกระบวนการทางจิต ไว้ดังนี้

“ บุคคลผู้มีศรัทธาย่อมเข้าไปหาสัตบุรุษ เมื่อเข้าไปหาย่อมนั่งใกล้ เมื่อนั่งใกล้ย่อมฟังธรรม ในขณะฟังธรรม ย่อมเงี่ยหูลงฟัง ในขณะที่เงี่ยหูลงฟังย่อมพิจารณาข้อความ เมื่อพิจารณาย่อมเกิดความรู้ความเข้าใจ เมื่อเกิดความรู้ความเข้าใจย่อมน้อมนำไปประพฤติปฏิบัติ เมื่อปฏิบัติธรรม สมควรแก่ธรรม ปฏิบัติชอบยิ่ง ปฏิบัติตามธรรม ย่อมได้รับผลจากการปฏิบัติตามสมควรแก่เหตุ”14)

จากอาการที่ทรงแสดงเป็นรูปกระบวนการข้างต้น ทำให้เราพบว่าสภาพจิตของผู้ฟังในขณะนั้นว่า ได้มีการปรับการพัฒนา การเพิ่ม หลักธรรมสำคัญ 5 ประการ คือ

1.สัทธา ความเชื่อมั่นในพระพุทธคุณ ในตัวผู้แสดงธรรม ให้เพิ่มพูนขึ้นจนทำลายความไม่เชื่อ ความสงสัย ความโลภ ความโกรธ ให้สงบลงไปตามลำดับ

2.วิริยะ ความกล้าหาญ เข้มแข็งทางกายและจิต จนสามารถขจัดความเกียจคร้าน ความเห็นแก่ความสะดวกสบาย ความเพลิดเพลินในสิ่งที่ตนสัมผัสในขณะนั้นๆ ให้คลายลงไปตามลำดับ

3.สติ ความระลึกได้ ระลึกทัน นึกออก จนกลายเป็นผู้มีสติที่ช่วยให้ตื่นตัวอยู่ทุกขณะ ย่อมทำหน้าที่ขจัดความขาดสติ ความหลงลืม ความเผลอเรอ ความเลอะเลือน ออกไปตามลำดับ

4.สมาธิ ความตั้งใจมั่น มีกำลังเพิ่มขึ้นจนสามารถขจัดความฟุ้งซ่าน ความซัดส่ายของจิต จนสามารถสงบนิวรณ์ 5 ประการ ไปได้ตามลำดับขั้นตอนของสมาธิ

5.ปัญญา ความรอบรู้ ที่จะต้องมีกำลังในการขจัดความหลง ความไม่รู้ออกไป จนมีความรู้เห็นตามความเป็นจริง ลด ละ ตัณหา มานะ ทิฏฐิลงได้มากพอควร เป็นปัญญารักษาตนเอง คุ้มครองตนเองได้

หลักธรรมทั้ง 5 ประการนี้ เรียกว่า พละ แปลว่า ธรรมเป็นกำลัง ที่สามารถขจัดอำนาจอิทธิพลของอกุศล ที่ตรงกันข้ามกับตน จนจิตใจมีความมั่นคงในธรรมนั้น ที่เรียกว่า อินทรีย์ คือ เป็นใหญ่ในหน้าที่ของตนเอง15)

ที่กล่าวมาข้างต้นนี้ จะทำให้เห็นว่าการฟังธรรมจะเกิดผลสูงสุด คือ ผู้แสดงธรรมต้องมีคุณธรรม มีภูมิรู้ภูมิธรรมที่จะแสดงธรรมได้ ทั้งผู้ฟังธรรมก็ต้องมีคุณสมบัติเพียงพอที่จะรองรับธรรมะได้ และในการฟังธรรมนั้น หากผู้ฟังสามารถปล่อยใจไปตามกระแสธรรมได้ ก็ย่อมทำให้บรรลุธรรมขั้นใดขั้นหนึ่งแม้ในขณะฟังธรรมนั้นเอง ในการฟังธรรมเพื่อปฏิบัติสมาธิก็เช่นกัน การฟังธรรมและปล่อยใจทำตามผู้นำ ผู้มีประสบการณ์ในการทำสมาธิก็สามารถที่จะน้อมนำใจของผู้ฟังให้เข้าถึงฝั่งแห่งใจหยุดนิ่ง สามารถบรรลุธรรมได้

4.3 การปล่อยใจตามเสียงของผู้นำ

นับเป็นเรื่องธรรมดามาก ที่ผู้ฝึกปฏิบัติสมาธิใหม่ทุกคนจะยังไม่สามารถประคับประคอง หว่านล้อม น้อมนำ หรือควบคุมความคิดของตนเองได้ ทั้งนี้เพราะยังไม่แม่น และยังไม่มั่นคงในตำแหน่งที่ตั้งของใจ คือ จุดศูนย์กลางกายฐานที่เจ็ด จึงทำให้เมื่อลงมือปฏิบัติสมาธิทีไร ใจของผู้ฝึกใหม่จะมีปกติไม่ยอมอยู่กับที่ ไม่มั่นคงทุกที และเพราะว่าใจไม่อยู่กับที่หรือไม่มั่นคงนี่เองที่เป็นเหตุให้ใจมักเผลอวิ่งตามเรื่องราวของความคิดที่ผ่านเข้ามาออกไปภายนอกที่ตั้งได้เรื่อยๆ เพราะธรรมชาติของใจหากไม่ตั้งอยู่ ณ ศูนย์กลางกายฐานที่เจ็ด ย่อมมีแต่จะคิดวนไปวนมาในเรื่องราวต่างๆ ที่ล้วนผ่านเข้ามาเพื่อชักนำใจให้หลุดออกจากที่ตั้งทั้งสิ้น เป็นเหตุให้บางคนแม้นั่งสมาธิเป็นเวลานานแต่ใจกลับสับสนอลหม่านกับเรื่องร้อยแปด ใจไม่สงบ ไม่เป็นสมาธิเลย หรือไม่ก็เป็นบ้าง คือ สามารถนำใจไปวางที่ศูนย์กลางกายฐานที่เจ็ดได้บ้างเป็นครั้งคราว ครั้งละนิดๆ หน่อยๆ นับได้เพียงชั่วนาทีหรือวินาที ซึ่งเมื่อเทียบกับเวลาที่ลงนั่งทั้งหมดแล้วแทบจะถือว่าไม่ได้เป็นสมาธิเลย เหล่านี้ล้วนเป็นเหตุให้ผู้ฝึกใหม่พากันท้อทอย หมดแรงหมดกำลังใจ พากันเห็นสมาธิเป็นของยาก หรือเห็นเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้

เมื่อเป็นเช่นนี้ “ เสียงของผู้นำสมาธิ” จึงเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับผู้ฝึกปฏิบัติใหม่ เพราะผู้ฝึกใหม่ย่อมติด ย่อมพอใจ ย่อมชอบที่จะปล่อยใจไปตามเสียงต่างๆ ไปตามเรื่องราวต่างๆ ที่มาจากภายนอกอยู่แล้วเป็นปกติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเวลาหลับตา เพราะเมื่อตาปิดภาพต่างๆ ที่จะทำให้เกิดความคิดย่อมเป็นไปไม่ได้ เวลานี้นี่เองที่หูจะเข้ามาทำหน้าที่แทน คือ นำเสียงที่ได้ยินมาแปลงเป็นความคิด เป็นภาพพจน์ เข้ามาสู่กระแสใจของผู้ฝึกได้

โดยเหตุนี้ จึงแทนที่จะปล่อยให้หูของผู้ฝึกใหม่ได้ยินเสียงอื่นๆ เสียงต่างๆ ที่อาจนำมาซึ่งภาพ และความคิดที่ไม่เกิดผลดี ที่เป็นโทษหรือรบกวนความสงบของผู้ฝึกใหม่ เทคนิคการใช้เสียงของผู้ที่มีกำลังใจมากกว่า มีประสบการณ์การทำสมาธิที่ดีกว่าหนักแน่นมั่นคงกว่ามาน้อมนำในขณะหลับตาจึงเป็นสิ่งจำเป็น

4.3.1 เสียงของผู้นำสมาธิมีประโยชน์อย่างไร

เพราะใจของผู้ฝึกใหม่ยังไม่มั่นคง มักฟุ้งซ่านออกนอกศูนย์กลางกายฐานที่เจ็ดอยู่เสมอเสียงของผู้นำจะเข้ามาทำหน้าที่ดังต่อไปนี้ คือ

1)ประหนึ่งเป็นรั้วเตี้ยๆ กั้นล้อมใจไว้หลวมๆ พอสบายเพื่อไม่ให้ใจ เผลอวิ่งแล่นออกไปภายนอก

2)ทำหน้าที่คอยหว่านล้อมน้อมนำใจของผู้ฝึกให้คล้อยตาม ให้นึกตาม ให้ทำตาม ด้วยถ้อยคำและน้ำเสียงที่นุ่มนวล

3)โดยส่วนใหญ่เสียงของผู้นำสมาธิมักเป็นเสียงของพระอาจารย์ พระภิกษุผู้ชำนาญการปฏิบัติสมาธิภาวนา มีความบริสุทธิ์กายวาจาใจ มีศีลาจริยวัตรงดงาม จึงเป็นเสียงที่มีอานุภาพอันเกิดจากความบริสุทธิ์ภายในสามารถน้อมใจเขาเหล่านั้นให้ชื่นชุ่มนุ่มนวล

4)เป็นเสียงที่เปล่งออกมาแหล่งของความสงบ คือ ศูนย์กลางกายฐานที่เจ็ด จึงมีพลานุภาพสามารถนำใจของเขาเหล่านั้นไปไว้ยังศูนย์กลางกายฐานที่เจ็ดได้โดยง่าย ง่ายกว่าการทำเองโดยลำพัง

5)การทำสมาธิ เป็นเรื่องของการใช้ใจ เสียงของผู้นำสมาธิที่ออกมาแหล่งของความสงบภายใน จึงเท่ากับเป็นการสื่อสารกันระหว่างใจกับใจมากกว่า เพียงแต่ใช้สัญญาณเสียงเป็นเครื่องช่วยน้อมนำในเบื้องต้นเท่านั้น เปรียบเสมือนการฟังเพลงที่ผู้ร้อง ร้องด้วยจินตนาการอันบรรเจิด ผู้ฟังย่อมได้ภาพพจน์ จากการฟังเพลงนั้นมากกว่า ดีกว่า การรับฟังจากผู้ร้องที่ร้องโดยขาดจินตนาการ

4.3.2 ทำไมเสียงของผู้นำจึงจำเป็น

ในกรณีที่ผู้ทำสมาธิเป็นผู้ฝึกใหม่ เป็นนักเรียนที่ยังไม่ชำนาญ แม้ได้ฟังแนวทางการปฏิบัติแล้ว แต่หากต้องคิดน้อมนำด้วยตัวเอง คิดกุศโลบายในการชักชวนใจไปวาง ณ ที่ตั้ง คือ ศูนย์กลางกายฐานที่เจ็ดเอง ความคิดทั้งหลายเหล่านั้นจะกลายเป็นเชือกที่คอยดึงใจออกจากที่ตั้ง อีกทั้งจะกลายเป็นการใช้สมองในการทำสมาธิ เพราะมักมีบ่อยครั้งที่ผู้ปฏิบัติใหม่ มักใช้ความคิด เมื่อใช้ความคิดมากๆ เข้า จะกลาย เป็นความพยายาม กลายเป็นการกดใจ บังคับใจ ทำให้ใจยิ่งเหนื่อยล้า แทนที่จะได้พักผ่อนกลับกลายเป็นได้ความเหนื่อย ได้ความปวดศีรษะ ได้ความมึนงงมาแทน ซึ่งนั่นผิดวิธี ผิดวัตถุประสงค์ เพราะใจเท่านั้น ที่เป็นอุปกรณ์ในการปฏิบัติสมาธิภาวนา

การนำนั่งสมาธิจึงเป็นการทบทวน แนวการปฏิบัติที่ถูกต้องให้แก่ผู้เริ่มปฏิบัติ ให้ปฏิบัติได้ถูกต้องมากขึ้น ให้ผู้ปฏิบัติดำเนินตามแนวทางการปฏิบัติที่ถูกต้อง โดยไม่ต้องกังวลในเรื่องหลักวิชชา

เมื่อผู้เริ่มทำสมาธิ เริ่มทำตามไปเรื่อยๆ ในที่สุดใจจะเกิดความคุ้นชินกับศูนย์กลางกาย คุ้นชินกับ การวางอารมณ์นุ่มๆ สบายๆ ณ จุดนั้น ทำให้นำใจไปวางไว้ ณ ศูนย์กลางกายฐานที่เจ็ดได้โดยไม่รู้ตัว คือ เป็นไปเองอย่างเป็นธรรมชาติ ได้รับทั้งความสงบ ความนิ่งและนุ่มนวลเบาสบายไปในขณะเดียวกัน ซึ่งกว่าจะรู้ตัว ก็ทำได้ไปเสียแล้ว

อีกเพราะโดยปกติสำหรับผู้ที่ยังกำลังฝึกตนหรือผู้ฝึกใหม่ ใจย่อมฝักใฝ่แต่จะออกนอกตัว หูได้ยินอะไรก็จะปล่อยใจให้ไปตามเสียงนั้นๆ เพราะยังประคองใจของตนเองไม่ได้ ทั้งมีความเคยชินที่จะปล่อยใจไปตามเสียงอยู่แล้วซึ่งถือเป็นสิ่งปกติของมนุษย์ ดังนั้น เมื่อมีเสียงหนึ่งมาน้อมนำขณะหลับตา ใจของผู้ฝึกใหม่จึงยินดีและเต็มใจที่จะคล้อยไปตามเสียงนั้น คือ ทำตามเสียงนำนั้นไปโดยดุษฎี เป็นเหตุให้ผลของปฏิบัติ แม้ไม่เกิดผลดีมากโดยฉับพลัน แต่ก็สามารถทำให้เกิดความสงบ เกิดความสบายได้โดยง่าย ทำให้เวลาของ การหลับตาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ผ่านไปอย่างสบายๆ ไม่อึดอัด และไม่เป็นการบังคับเคร่งเครียดกับตนเอง จนเกินไป และพลอยทำให้เกิดความรัก ความพอใจที่จะปฏิบัติธรรม

4.3.3 เทคนิคของการปล่อยใจตามเสียงผู้นำสมาธิภาวนา

อันดับแรกคือต้องหาที่นั่งอันสมควร สัปปายะที่สุด คือ สบายที่สุดเท่าที่จะหาได้ ทำอารมณ์ ทำร่างกายให้พร้อมที่จะปฏิบัติสมาธิภาวนา ดังที่ได้กล่าวมาแล้วในชุดวิชานี้ เปิดเสียงให้พอสบาย ไม่ดังเกินไป ไม่ค่อยเกินไป เพราะถ้าดังไปจะทำให้เกิดความไม่สบายหู ถ้าค่อยไปทำให้ต้องเงี่ยหูฟัง ไม่เกิดความสบายและทำให้การได้ยินไม่ต่อเนื่อง

เมื่อทรุดตัวลงนั่ง หลับตาแล้ว สิ่งที่พึงกระทำ คือ การปล่อยใจตามเสียงของผู้นำ ซึ่งมีเทคนิคดังต่อไปนี้ 1)เปิดเสียงให้พอได้ยิน ไม่ดังเกินไป ไม่ค่อยเกินไป ดังได้อธิบายไว้แล้วในเบื้องต้น

2)ไม่คิดโต้แย้ง หรือ ไม่เกิดความลังเลสงสัยในคำพูดนั้น หรือหากเกิดขึ้นก็ให้ละเอาไว้ก่อน ยังไม่ต้องคิดหาคำตอบในเวลานั้น

3)ฟังไปเรื่อยๆ ทำตามไปเรื่อยๆ นึกภาพตามไปเรื่อยๆ ประหนึ่งเป็นเด็กน้อยไร้เดียงสา กำลังนั่งฟังนิทานและจินตนาการตามไปอย่างเพลิดเพลิน

4)ขณะฟังให้ทำความรู้สึกประหนึ่งว่าเสียงนั้นไหลผ่านสองหูของเราลึกเข้าไปประชุมรวมกัน ภายในตรงศูนย์กลางกายฐานที่เจ็ด

5)ทำตามเสียงที่แนะนำไป ทำได้แค่ไหนให้พอใจแค่นั้น เช่น เสียงแนะนำให้นึกเหมือนมีพระจันทร์ดวงใหญ่ส่องแสงสว่างนวลอยู่ในกลางกาย ก็ให้นึกตามไป พระจันทร์จะเล็กใหญ่แค่ไหน สุดที่ใจของเราจะทำได้ ขอให้นึกว่าเป็นพระจันทร์ก็แล้วกันเป็นใช้ได้ ส่วนแสงจะริบหรี่หรือนวลสว่างเพียงใดก็เท่าที่ทำได้เหมือนกัน สำคัญคือขอให้ได้นึกเท่านั้นเป็นใช้ได้

6)อย่ากังวลว่าทำไม่ได้ หรือที่กำลังทำอยู่นี่ถูกไหม ใช่หรือเปล่า ขอให้คิดอย่างเดียวว่าได้ทำตามแล้วก็พอ

4.3.4 ประโยชน์ที่ผู้ฝึกสมาธิจะพึงได้จากการฝึกด้วยการฟังเสียงผู้นำ

1)ทำให้คลายความวิตกว่าจะทำไม่ได้ เพราะอย่างน้อยก็ได้นึกตามเสียงไปอยู่แล้ว

2)ไม่ต้องกังวลกับเวลา เพราะฟังเสียงไปเรื่อยๆ สบายๆ จบเมื่อใดก็เมื่อนั้น

3)ถึงแม้จะทำตามไม่ได้ทั้งหมด แต่การปล่อยใจตามเสียงย่อมทำให้ใจอยู่ภายในได้มากกว่าทำ ด้วยตัวเอง

4)ได้ความสงบ ได้ความสบายจากการฟังเสียงของผู้นำ อย่างน้อยย่อมทำให้ไม่เกิดความเครียดจากการปฏิบัติสมาธิภาวนา

5)แม้ทำได้มากบ้าง น้อยบ้าง ก็ถือว่าเป็นกรณียกิจ ถือว่าเป็นบุญ ถือว่าได้บุญ เพราะการฟังเสียงผู้นำสมาธิ ถือเป็นหนึ่งในมงคลชีวิต คือ “ การฟังธรรม”

ดังนั้นการฝึกสมาธิด้วยการฟังเสียงผู้นำจึงถือเป็นกุศโลบายอย่างหนึ่ง ที่จะทำให้การฝึกสมาธิได้ผลเร็ว เกิดความสงบเร็วและไม่เกิดความเครียดที่มาจากการใช้ความพยายาม หรือจากการนำความคิด เข้าบังคับตนเอง และเป็นหนทางที่จะทำให้สามารถเข้าถึงธรรมะภายในได้

1) พ.ท. ปิ่น มุทุกันต์, มงคลชีวิต ภาค 3, (กรุงเทพฯ : พับลิเคชั่น, 2519), หน้า 137.
2) เป็นปัญญาประเภทภาวนามยปัญญา ปัญญาที่เกิดจากการภาวนา.
3) ขุททกนิกาย ธรรมบท, มก. เล่ม 43 หน้า 326-327.
4) ขุททกนิกาย ธรรมบท, มก. เล่ม 42 หน้า 329.
5) ขุททกนิกาย มหานิเทส, มก. เล่ม 66 ข้อ 886 หน้า 531.
6) ขุททกนิกาย ธรรมบท, มก. เล่ม 43 หน้า 128-130.
7) วินัยปิฎก มหาวรรค, มก. เล่ม 6 หน้า 87-106.
8) ขุททกนิกาย ธรรมบท, มก. เล่ม 47 หน้า 42.
9) อังคุตตรนิกาย จตุกนิบาต, มก. เล่ม 35 หน้า 350.
10) ขุททกนิกาย อุทาน, มก. เล่ม 44 ข้อ 49 หน้า 126.
11) วินัยปิฎก มหาวรรค, มก. เล่ม 6 ข้อ 20 หน้า 52.
12) อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต, มก. เล่ม 36 ข้อ 153 หน้า 322.
13) อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต, มก. เล่ม 34 หน้า 98.
14) มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์, มก. เล่ม 21 ข้อ 657 หน้า 352.
15) พระราชธรรมนิเทศ (ระแบบ ฐิตญาโณ), พุทธวิธีเผยแผ่พระพุทธศาสนา, (กรุงเทพฯ : พรศิวการพิมพ์, 2542.). หน้า 84-85.
md204/4.txt · แก้ไขครั้งล่าสุด: 2015/03/15 16:55 (แก้ไขภายนอก)
 
เว้นแต่จะได้แจ้งไว้เป็นอื่นใด เนื้อหาบนวิกินี้ถูกกำหนดสิทธิ์ไว้ภายใต้สัญญาอนุญาติต่อไปนี้: CC Attribution-Noncommercial 3.0 Unported
Recent changes RSS feed Donate Powered by PHP Valid XHTML 1.0 Valid CSS Driven by DokuWiki