บทที่ 3 หัวใจแห่งความสำเร็จของการเข้าถึงธรรม

  • 3.1. วิธีการถูกต้อง
    • 3.1.1 วิธีการสังเกต
    • 3.1.2 สังเกตกับความพอดี
  • 3.2. ความต่อเนื่อง
    • 3.2.1 ความสำคัญของความต่อเนื่อง
    • 3.2.2 ผลของความต่อเนื่อง
    • 3.2.3 ปัญหาของความต่อเนื่อง
    • 3.2.4 ภาวนาสูตร

แนวคิด

1.การสังเกตเป็นวิธีการที่ผู้ปฏิบัติควรใช้ตรวจสอบขั้นตอนการปฏิบัติเพื่อให้เกิดความพอดีในทุกๆ ขั้นตอน ตั้งแต่การปรับกาย การนึกนิมิต การใช้คำภาวนา การปรับใจ จนกระทั่งใจหยุดนิ่ง

2.ความต่อเนื่องเป็นหัวใจของการเข้าถึงธรรม เป็นการสั่งสมความพอดี จนในที่สุดก็จะทำให้เข้าถึงธรรมะภายในได้

วัตถุประสงค์

1.เพื่อให้ผู้ศึกษาสามารถอธิบายลักษณะวิธีการสังเกต สามารถนำวิธีการมาปฏิบัติได้ถูกต้อง

2.เพื่อให้ผู้ศึกษาอธิบายความสำคัญและเทคนิควิธีการปฏิบัติสมาธิอย่างต่อเนื่อง

3.เพื่อให้ผู้ศึกษาสามารถนำเทคนิควิธีการสังเกตและการปฏิบัติอย่างต่อเนื่องมาใช้ในการ ปฏิบัติสมาธิ

หลายท่านปฏิบัติธรรมมาเป็นเวลานานแล้ว แต่ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ ทั้งๆ ที่ได้หมั่นพยายาม นั่งสมาธิเรื่อยๆ ในบทเรียนนี้จะได้แนะแนวทางแห่งความสำเร็จของการเข้าถึงธรรมที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโย เคยกล่าวไว้ว่า สิ่งที่ทำให้ประสบความสำเร็จในการเข้าถึงธรรม มี 2 อย่าง คือ

1.วิธีการถูกต้อง

2.ความต่อเนื่องสม่ำเสมอ

3.1 วิธีการสังเกต

ในการนั่งสมาธิ ผู้ปฏิบัติจะได้รับผลจากการปฏิบัติที่ดีได้ จำเป็นที่จะต้องรู้และทำอย่างถูกวิธีการ แต่ในการฝึกปฏิบัติ ฝึกทำกิจกรรมอะไรก็ตาม ผู้ฝึกล้วนจะต้องผ่านการฝึกฝน รวมทั้งการได้ทดลองปรับ จึงจะเกิดเป็นประสบการณ์และนำไปสู่วิธีการที่ถูกต้อง ในการนั่งสมาธิก็เช่นกัน ผู้ฝึกก็ต้องอาศัยความพยายาม ปรับวิธีการอยู่เสมอ สิ่งสำคัญที่จะทำให้เราทราบว่าเราได้ทำถูกวิธีการแล้วหรือยัง ก็คือ การสังเกต เป็นการตรวจสอบการปฏิบัติธรรมในทุกขั้นตอน ที่จะทำให้ผลการปฏิบัติธรรมดียิ่งขึ้น นักปฏิบัติควรหมั่นสังเกต หาเหตุแห่งความบกพร่องและปรับปรุงแก้ไขเรื่อยไป

3.1.1 วิธีการสังเกต

การสังเกตการนั่งสมาธิ ควรทำในทุกขั้นตอน และทำในทุกครั้งที่เราได้เริ่มนั่งสมาธิ จนกระทั่งเรา ได้นั่งสมาธิเสร็จเรียบร้อย วิธีการสังเกตตามที่พระเดชพระคุณพระราชภาวนาวิสุทธิ์ได้แนะนำไว้ มีวิธีการดังต่อไปนี้

1)การปรับกาย

“ เราผ่อนคลายให้สังเกตดีๆ ว่าผ่อนคลายแล้ว มือเราวางอย่างนี้อยู่ในท่าปกติ เค้าเรียกว่าม่ือ อยู่เป็นสุข คือ เวลามืออยู่เป็นสุข มือจะอยู่นิ่งๆ ไม่เกร็งไม่เครียด คราวนี้ก็ผ่อนคลายกล้ามเนื้อบริเวณ ลำตัวของเรา ตั้งแต่ตัวของเรา อก ท้อง ผ่อนคลายให้หมด ขาทั้งสองไปถึงปลายนิ้วเท้า ผ่อนคลายกัน สักหนึ่งนาที ผ่อนคลายให้หมดเลย นี่คือการเตรียมตัว เตรียมร่างกายสำหรับการปฏิบัติธรรม ถ้าหากเราทำอย่างนี้ จนกระทั่งติดเป็นนิสัยแล้ว เวลาต่อไป นั่งครั้งต่อไปก็ง่าย”1)

2)การหลับตา

“ หลับตาของเราเบาๆ หลับพอสบาย ๆ คล้ายกับเรานอนหลับ สังเกตให้ดีๆ ให้หลับพอสบายๆ คล้ายๆ กับเรานอนหลับ โดยอย่าไปบีบหัวตาแบบคนทำตาหยี อย่ากดลูกนัยน์ตา หลับพอสบายคล้ายๆ กับเรานอนหลับ”2)

3)การนึกนิมิต

“ เราก็สังเกตดูตัวของเรา เราถนัดแบบไหน ดูว่าจริตอัธยาศัยของเราถนัดแบบไหน อันที่จริง มันจะเจือกันอยู่ คือ บางคราวอยากนึกนิมิต บางคราวก็ไม่อยากจะนึก แต่เราดูว่าอันไหนเป็นจุดที่นำที่สุด ที่แสดงออกมามากที่สุด ก็ให้ตัดสินใจเอาอย่างนั้น”3) มีตัวอย่าง ในอดีตมีพระเถระองค์หนึ่ง ท่านเป็นลูกศิษย์ของพระสารีบุตร ได้ถูกพระเถระฝึกกัมมัฏฐาน ด้วยการให้ดูศพเป็นนิมิต แต่จริตของท่านไม่ถูกกับศพ จิตของท่านจึงไม่สบาย ฝึกเท่าไหร่ก็ไม่บรรลุเสียที ล่วงไปหลายเดือนจนพระสารีบุตรจนใจ ท่านจึงพาไปหา พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระพุทธองค์ทรงตรวจดูด้วยญาณของพระองค์ก็ทรงทราบว่า ภิกษุรูปนี้เป็นช่างทอง มาถึง 500 ชาติ คุ้นกับของสวยของงาม จะต้องเบี่ยงเบนความสนใจของท่านไปในเรื่องนั้นก่อน เพื่อให้ใจของท่านสบาย เมื่อใจของท่านสบาย จึงค่อยน้อมมาในธรรมอันเป็นที่สิ้นไปของกิเลส เมื่อพระพุทธองค์ทรงเห็นแจ่มแจ้งด้วยญาณของพระองค์ จึงได้ทรงเนรมิตดอกบัวทองคำที่มีสีสันสดสวยมอบให้ท่านหนึ่งดอก แล้วตรัสว่า “ ให้ดูไปเรื่อยๆ นะ” พระภิกษุรูปนั้น เมื่อได้ดอกบัว อารมณ์ของท่านก็เปลี่ยน ใจสบาย เพราะชอบดูดอกบัวนี้มาก “ มันสวยดี” ด้วยใจที่สบายนั่นเอง ทำให้ท่านเกิดอารมณ์ทำสมาธิ แล้วเริ่มต้นทำสมาธิ เพียงไม่นาน ผ่านไปชั่วครู่เดียว ท่านก็ผ่านดวงปฐมมรรค ได้ฌาน ได้เสวยความสุข จากฌานสมาบัติอยู่ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสบโอกาสได้แสดงธรรม ในเวลาไม่นานท่านก็บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์

เพราะฉะนั้น เมื่อนึกนิมิตก็ให้ “ นึกอย่างสบายๆ สังเกตดูไม่ตึงเกินไปและไม่หย่อนเกินไป ตึงเกินไป เป็นอย่างไร ตึงไปแล้วปวดศีรษะ คิ้วขมวดเข้าหากัน คิ้วย่นขมวดเข้าหากันเลย ร่างกายรู้สึกเกร็ง รู้สึกเหนื่อย รู้สึกจะต้องบังคับใจ อย่างนี้เรียกว่าตึงเกินไป และก็ไม่ถูกวิธีด้วย หย่อนเกินไปก็คือ ไม่นึกอันนี้เลย ปล่อยไป คิดเรื่องอื่นเรื่อยเปื่อยไปเลย เพราะฉะนั้นท่านสอนให้นึกอย่างสบายๆ คือ ให้ในใจเรามีภาพของดวงแก้ว เครื่องหมายที่ใสสะอาด”4)

4)การใช้คำภาวนา

“ ให้เสียงของคำภาวนา ดังออกมาจากจุดกึ่งกลางของบริกรรมนิมิต คือ แทนที่จะดังจากที่อื่นลอยๆ ให้เสียงนั้นดังจากจุดกึ่งกลางของบริกรรมนิมิต ดังจากตรงนี้ สัมมาอะระหังๆ ๆ ๆ ให้สังเกตว่า ที่เราภาวนา นั้น ดังที่สมองหรือดังในท้อง ถ้าดังที่สมองก็ยังใช้ไม่ได้ ถ้าดังออกมาจากในท้องในกลางบริกรรมนิมิต ใช้ได้ทีเดียว อย่างนี้ไม่ช้า ไม่เกิน 5 หรือ 10 นาทีเดี๋ยวก็ถึงฝั่งของธรรมะ5)

5)ทำใจเย็น

“ ใจเย็นให้สังเกตตรงนี้ว่า เราไม่เร่งเกินไป ค่อยๆ นึกให้ ปะติดปะต่อกัน จนกระทั่งความใสก็ค่อยๆ เพิ่มขึ้น เพิ่มขึ้น ค่อยๆ เพิ่มทีละเล็กทีละน้อย ให้ใสในใส ใสในใส ใสในใส ชัดในชัด”6)

6)เมื่อใจหยุด

“ ใจหยุดนิ่งสังเกตจากอะไร สังเกตดูว่าใจไม่อยากจะภาวนา และก็ไม่มีความนึกคิดอื่นเข้ามาแทรก อยากจะวางเฉยๆ อยู่ตรงฐานที่ 7 อยู่ในกลางบริกรรมนิมิต อยากจะอยู่เฉยๆ หรือลืมคำภาวนาไป นั่นแหละ วางคำภาวนาแล้ว ใจหยุดแล้ว ถ้าเป็นอย่างนี้ก็ประคับประคองใจที่หยุดที่นิ่งที่ไม่มีคำภาวนาประคอง ไปเรื่อยๆ”7) ถ้าเราหมั่นสังเกตในทุกขั้นตอน จนพบว่าเรามีข้อบกพร่องอะไร ทำไมใจถึงไม่หยุด เราจะได้หาวิธีการแก้ไข และเริ่มลงมือแก้ไข ในไม่ช้าเราก็จะเข้าถึงธรรมได้

3.1.2 สังเกตกับความพอดี

ในเส้นทางของการปฏิบัติธรรมจำเป็นต้องมีการสังเกตเพื่อให้เกิดความพอดี เพราะการปฏิบัติธรรมเป็นการแสวงหาความพอดี ซึ่งความพอดีก็ตรงกับคำว่า ทางสายกลาง หรือ มัชฌิมาปฏิปทา นั่นคือ หนทาง เข้าสู่ความสงบนิ่งภายใน เข้าถึงธรรมะภายใน พระราชภาวนาวิสุทธิ์ได้กล่าวไว้ว่า ”

การปฏิบัติธรรม คือ การแสวงหาความพอดี ความพอดีให้สังเกต เมื่อเรานั่งแล้ว เราสบายใจ ตรึกแค่ดวงใส หยุดที่กลางดวงใสกลางท้องฐานที่ 7 แล้วก็ภาวนาไปเรื่อยๆ อย่างสบายๆ ใจก็เย็นฉ่ำ ไม่เร่งร้อน ไม่เร่งรีบ นี่คือความพอดีอย่างแท้จริง เราจะพบได้เมื่อใจหยุด คือ เราพอดีอย่างเบื้องต้น ค่อยๆ ประคองใจไป ไม่ช้าใจจะหยุดนิ่ง ที่เราเรียกว่า ถูกส่วน ถูกส่วนก็คือความพอดี8)

และเราจะสังเกตว่าเราพอใจกับอารมณ์ อยากจะอยู่กับอารมณ์นี้นานๆ ถึงแม้ยังไม่เห็นอะไรก็ตาม แต่เรารู้สึกพอใจ ชอบอารมณ์นี้ แล้วไม่รู้สึกว่าฝืน หรือพยายามนั่งสมาธิ ไม่เบื่อหน่าย อารมณ์ตอนนี้จะ รู้สึกว่าโปร่ง โล่ง ถึงแม้ยังไม่เบาก็ตาม มันจะโล่งๆ นิ่งๆ รู้สึกว่าสบาย เรียกว่า พอดี9) พระเดชพระคุณพระราชภาวนาวิสุทธิ์ยังได้ให้หลักในการสังเกตความพอดีไว้ว่า

สังเกตจากความพึงพอใจว่า ถ้าเรากำหนดนิมิตขนาดนี้ บริกรรมนิมิตขนาดนี้ เราภาวนา สัมมา อะระหัง อย่างนี้แล้วรู้สึกสบาย มีความพึงพอใจ มีความรู้สึกสบาย แม้นิมิตนั้นจะยังไม่ชัดก็ตาม กำหนดตรึกนึกถึงดวงใส หยุดอยู่ที่กลางความใส พร้อมกับภาวนาในใจไปเรื่อยๆ ภาวนาไปเรื่อยๆ โดยไม่กำหนด ว่าร้อยครั้งจะเอาให้เห็น พันครั้ง หมื่นครั้ง แสนครั้งจะต้องให้เห็น ไม่ต้องไปคิดอย่างนั้นภาวนาไป สัมมา อะระหังไป ใจก็ค่อยๆ ประคองนิมิตไป เห็นไม่ชัด นึกไม่ออก ก็ไม่เป็นไร ให้ใจนิ่งเฉยๆ ให้ใจนิ่งๆ แล้วก็ภาวนาไป สัมมา อะระหังๆ กันไปอย่างนี้”

และพระราชภาวนาวิสุทธิ์ก็ได้อธิบายผลที่เกิดขึ้นจากความพอดีไว้ว่า

“ พอถูกส่วนเข้าเดี๋ยวแสงสว่างก็เกิดขึ้นเองเป็นแสงที่นวลเย็นตาเย็นใจเกิดขึ้นมา เหมือนดวงอาทิตย์ที่ผุดขึ้นมาจากขอบฟ้า ขจัดความมืดทำให้อากาศสว่าง ตั้งแต่ความสว่างเหมือนฟ้าสางๆ แล้วก็สว่างเพิ่มขึ้น เหมือนดวงอาทิตย์ตอน 6 โมงเช้า แสงจากดวงอาทิตย์ตอน 6 โมงเช้า 7 โมง 8 โมง ความสว่างค่อยๆ เพิ่มขึ้นเรื่อยไป ยิ่งใจเราหยุดนิ่งได้นาน หยุดนิ่งอย่างสบายๆ ต่อไปโดยไม่ต้องคิดอะไร ความสว่างก็จะเพิ่มพูน จนกระทั่งไปถึงดวงอาทิตย์ตอนเที่ยงวัน ความสว่างเหมือนกลางวันอย่างนี้ ยิ่งเราทำใจให้หยุดให้นิ่ง ให้เฉยๆ เพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ โดยไม่คิดอะไร ทำนิ่งเฉยๆ เดี๋ยวความสว่างก็จะยิ่งไปกว่านั้นอีก ยิ่งกว่าตอนเที่ยงวัน เพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ ขึ้นอยู่กับการหยุดการนิ่ง เมื่อเราหยุดนิ่งต่อไปอย่างสบายๆ ในกลางความสว่างนั้น เดี๋ยวเราจะเห็นจุดสว่างเล็กๆ เล็กเหมือนดวงดาวในอากาศที่เราเคยมองเห็นในตอนกลางคืน จะเห็นริบๆ ไกลๆ เล็กๆ เล็กเหมือนปลายเข็ม เป็นจุดสว่าง

ถ้าเรานิ่งเฉยๆ เบาๆ สบายๆ โดยไม่ไปบังคับที่จะให้มันชัดเจนเพิ่มขึ้น เหมือนเราลืมตาดูบนท้องฟ้าในยามราตรี เราก็มองดูดวงดาวเฉยๆ ไม่มีความคิดว่าจะให้ดวงดาวเข้ามาใกล้เรา ไม่มีความคิดว่าให้ดวงดาวใหญ่กว่านั้น ไม่มีความคิดว่าให้ดวงดาวสว่างกว่านั้น เราเป็นแต่เพียงมองดูดวงดาวบนท้องฟ้า ด้วยใจที่ปกติธรรมดา ดูเฉยๆ จุดสว่างในกลางกายก็เช่นเดียวกัน ที่จุดเล็กเหมือนปลายเข็ม คล้ายกับดวงดาวในอากาศ พอเรามองไปอย่างธรรมดา สบายๆ เนี่ย ไม่นึกไม่คิดอะไร ในทำนองเดียวกันกับที่ดูดวงดาว บนท้องฟ้า จุดสว่างนั้นก็จะค่อยๆ ขยายเพิ่มขึ้นเอง เข้ามาใกล้เราจนกระทั่งเราดูว่าโตขึ้น และก็โตขึ้นไปเรื่อยๆ โตขนาดพระจันทร์ในคืนวันเพ็ญ เมื่อเรายิ่งนิ่งหนักเข้าก็โตเหมือนดวงอาทิตย์ตอนเที่ยงวัน ดวงนี้แหละเรียกว่าดวงธรรมเบื้องต้น หรือบางครั้งเรียกว่าดวงปฐมมรรค

พระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนีท่านก็ย้ำเสมอๆ ว่า “ ประกอบเหตุ สังเกตผล ทนเอาเถิด ประเสริฐนัก ” ประกอบเหตุ คือ ทำใจให้หยุด ให้นิ่ง อย่างนี้ แค่นี้เท่านั้น แล้วพอหมดรอบก็สังเกตดูว่า เป็นอย่างไรบ้าง ถ้าดี แต่ดียังไม่ได้ดังใจ ก็ทนเอง ก็ทนฝึกกันต่อไป ทนอย่างนี้ นับว่าเป็นสิ่งประเสริฐ

ในเรื่องของการสังเกตเพื่อดูการนั่งแต่ละครั้งว่าประสบความสำเร็จเพียงใด และเราเข้าใกล้ฝั่งแห่งใจหยุดนิ่งเพียงใด พระราชภาวนาวิสุทธิ์ก็ได้ให้หลักง่ายๆ ว่า “ นั่งแล้วต้องไม่เบื่อ นั่งแล้วต้องมีความสุข ทุกครั้ง ตั้งแต่สุข 1 นาที 2 นาที เรื่อยไป อย่างนี้ แปลว่า เราสมหวัง ทำถูกหลักวิชชา แต่ถ้านั่งแล้วเบื่อ ต้องรีบทบทวนแล้ว ว่าเบื่อเพราะอะไร เพราะว่าถ้านั่งถูกหลักวิชชาแล้ว มีแต่นั่งแล้วมีความสุข จนกระทั่งไม่อยากเลิกนั่ง อยากอยู่เฉยๆ”10) ดังนั้น นักศึกษาทุกท่านจึงต้องหมั่นสังเกตทุกครั้งที่นั่ง เพื่อแสวงหาวิธีการที่ถูกต้อง ซึ่งถ้าทำได้ ก็จะเป็นหนทางให้เราเข้าถึงธรรมะภายในได้

3.2 ความต่อเนื่อง

นักปฏิบัติธรรมหลายท่าน นั่งสมาธิไปได้ระยะหนึ่งแล้วมักเลิกไปกลางคัน และบอกว่าไม่มีเวลาบ้าง มีภาระบ้าง อ่อนเพลียจากการทำงานบ้าง บุคคลเหล่านี้แม้จะรักและต้องการเข้าถึงธรรมะเพียงใด ก็ย่อมเข้าไปไม่ถึง ทั้งๆ ที่ธรรมะก็เป็นสิ่งที่มีอยู่แล้วในตัวมนุษย์ทุกคน เพราะไม่ได้ทำอย่างต่อเนื่อง ความต่อเนื่องจึงเป็นหัวใจสำคัญอีกประการหนึ่งที่จะทำให้การปฏิบัติธรรมประสบความสำเร็จ และมีผลต่อ การเข้าถึงธรรมะภายในได้เร็วหรือช้า ดังจะได้กล่าวต่อไป

3.2.1 ความสำคัญของความต่อเนื่อง

1) การฝึกฝนใจให้หยุดนิ่งให้ได้ จะยากในตอนแรก เพราะปกติธรรมดาใจนั้นชอบคิด ชอบเที่ยว วิ่งไปในที่ต่างๆ เพราะฉะนั้นการที่เราฝึกให้ใจมาหยุดนิ่งอยู่ในกลางตัวซึ่งเราไม่คุ้นเคย แต่ว่าเมื่อเราปฏิบัติไปทุกๆ วัน อย่างสม่ำเสมอ ไม่ช้าใจจะค่อยๆ หยุด

2) การนั่งสมาธิอย่างต่อเนื่องจะทำให้จิตใจเราจะถูกขัดเกลาให้สะอาด ให้บริสุทธิ์เพิ่มขึ้น และทำให้ใจคุ้นกับศูนย์กลางกายฐานที่

3) การปฏิบัติธรรมอย่างต่อเนื่องเป็นหัวใจของการเข้าถึง11) เป็นการเตรียมตัวให้พร้อมเสมอ ที่จะเข้าถึงธรรมภายใน แม้ว่าบางวันจะนั่งง่วง หลับ ฟุ้งมากบ้างน้อยบ้างก็ตาม แต่ถ้าหากทำอย่างสม่ำเสมอ จะต้องเข้าถึงทุกคนไม่มีข้อยกเว้นแม้แต่คนเดียว ผู้ที่ไม่เข้าถึงมีอยู่ประเภทเดียวคือผู้ที่ไม่ทำ การประคองใจไว้ในฐานที่ 7 ตลอดเวลา ไม่ว่าอิริยาบถใด ก็ตามเป็นการประคับประคองใจเราให้เข้าถึงดวงธรรมภายใน ได้เร็วที่สุด

4) การที่จะหยุดได้ในห้องปฏิบัติธรรม จะต้องเกิดการสั่งสมความบริสุทธิ์ตลอดเวลา ตั้งแต่ตื่นนอน จนกระทั่งเข้านอน คือ รู้สึกตัวเมื่อไหร่ ก็จะต้องทำความบริสุทธิ์ กาย วาจา ใจ ของเราให้เกิดขึ้น การทำความบริสุทธิ์ กาย วาจา ใจ ให้เกิดขึ้นนี้ จะเป็นอุปการะต่อการปฏิบัติธรรมในห้องอย่างดีมาก

5) การทำอย่างสม่ำเสมออย่างที่พระพุทธเจ้าท่านใช้คำว่า ภาวิตา พาหุลีกตา นึกบ่อยๆ คิดบ่อยๆ ทำเนืองๆ สมาธิจะค่อยๆ ก่อตัวขึ้นทีละเล็กทีละน้อยอย่างที่เราไม่รู้สึกตัวเลย เมื่อสมาธิเต็มเปี่ยม ใจจะหยุด ถูกส่วน12)

3.2.2 ผลของความต่อเนื่อง

ในการนั่งสมาธิในแต่ละวันให้ได้ผล พระราชภาวนาวิสุทธิ์ท่านได้แนะนำว่า ควรเพิ่มสิ่งนี้เป็นภารกิจประจำวัน ในอารมณ์ใดก็ตาม จะหงุดหงิด ขุ่นมัวหรืออารมณ์แจ่มใสก็ตาม ขอให้นั่งเถอะ สุขภาพร่างกาย จะไม่แข็งแรง เจ็บไข้ได้ป่วย ซึ่งก็เป็นเรื่องธรรมดาของสังขารก็ขอให้ปฏิบัติธรรม กลับมาดึกๆ ดื่นๆ แค่ไหน ก็ขอให้ทำ การที่เราทำอย่างสม่ำเสมออย่างนี้จิตใจของเราจะถูกขัดเกลาให้สะอาด ให้บริสุทธิ์ทุกๆ วัน

โดยท่านได้ให้เทคนิคไว้ว่า ให้ขยันอย่างเดียว ขยันอย่างเอาชีวิตเป็นเดิมพัน และท่านกล่าว ยกบทกลอนง่ายๆ ว่า “ ทางป่าวเตียน สามวันก็เศร้า พี่น้องป่าวหากันก็หมอง” หนทางถ้าไม่เดินหญ้าก็รก ทางสายกลางไม่ทำบ่อยๆ ก็แปลกหน้ากัน พี่น้องถ้าไม่ไปมาหาสู่กันก็หมอง เดี๋ยวก็ห่างเหิน เดี๋ยวก็ลืม

จากการนั่งบ่อยๆ และหมั่นฝึกฝนจนเป็นนิสัยเข้าไปในกิจวัตรประจำวัน เป็นการฝึกสมาธิทั้งวันตั้งแต่ตื่นนอนจนกระทั่งเข้านอน ทั้งวันทั้งคืน ทั้งหลับทั้งตื่น ทั้งนั่งนอน ยืนเดิน เข้าห้องน้ำ อาบน้ำ ทานอาหาร หมั่นประคองและทำบ่อยๆ ทำตลอดเวลาตรงจุดที่ได้ แม้หลุดไป ก็ไม่เสียดายหรือเสียใจ ปล่อยเฉยๆ เริ่มต้นใหม่

เมื่อทำได้เช่นนี้ จะทำให้มีผลเกิดขึ้นคือ เกิดอารมณ์สบายต่อเนื่อง ร่างกายจะก็รู้สึกเป็นปล่อง เป็นช่อง เป็นโพรงลงไป ขยาย โปร่ง โล่ง เบา สบายเพิ่มขึ้น ความปลอดโปร่ง เบาสบายจะมาอยู่ในใจเราทีละนิด อย่างที่เราไม่รู้สึกตัว เมื่อมีความสุขเพิ่มขึ้น ความสบายเพิ่มขึ้น ใจจะหยุดนิ่งเองและตกศูนย์ จะถูกดูดเข้าไปข้างในโดยอัตโนมัติ คล้ายๆ กับมีแรงดึงดูดภายใน เมื่อเราฝึกถึงขั้นนี้ดวงปฐมมรรค จะลอยขึ้นมาเองนั่นคือ หากเราสามารถฝึกสมาธิได้ทั้งในอิริยาบถนั่ง และอิริยาบถอื่นๆ จนต่อเนื่อง ย่อมส่งผลให้ การปฏิบัติของเรา เข้าใกล้ฝั่งแห่งความสำเร็จมากขึ้น

3.2.3 ปัญหาของความต่อเนื่อง

แม้ว่าความต่อเนื่องจะเป็นสิ่งสำคัญประการหนึ่งของการเข้าถึงธรรมะภายใน แต่ก็มีนักปฏิบัติสมาธิหลายท่านมักอ้างว่าเราไม่มีเวลา สมาธิเราจึงไม่ก้าวหน้า สิ่งนี้ถือว่าเป็นข้ออ้างของนักปฏิบัติธรรม ทางที่ดีเราควรคิดว่า”

ไม่ว่าเราจะมีภารกิจอันใดก็ตาม อย่าให้สิ่งนั้นมาเป็นข้ออ้าง เป็นข้อแม้เงื่อนไขที่เราจะปฏิเสธในการนั่งสมาธิ”

และเป็นธรรมดาที่การตรึกนึกถึงดวงแก้ว องค์พระ หรือการนำใจมาวางไว้ที่ศูนย์กลางกาย อาจจะเป็นเรื่องยาก ใหม่ๆ เราอาจจะต้องฝืนหน่อย เพราะไม่เคยชิน แต่ถ้าเราฝึกบ่อยๆ ก็จะคุ้นเคย และก็ชินในที่สุด ดังนั้น ในช่วงแรกๆ เราจะต้องพยายามฝึก เตือนตนเสมอๆ ให้เห็นคุณค่าของสมาธิและฝึกไปเรื่อยๆ

นอกจากนี้ในการทำสมาธิ หลายท่านกังวล ไม่ควรทำตลอดเวลา เพราะบางอิริยาบถไม่เหมาะสม การนึกถึงสิ่งที่เป็นกุศลจะเป็นบาปกรรม เช่น ทำสมาธิในห้องน้ำ สิ่งนี้พระเดชพระคุณพระราชภาวนาวิสุทธิ์แนะนำว่า ไม่ใช่บาปกรรม เป็นที่ตั้งแห่งกุศล ใจต้องอยู่ตรงนี้แม้ปัสสาวะหรืออุจจาระ

3.2.4 ภาวนาสูตร

ความต่อเนื่องจะเป็นอุปการะในการเข้าถึงธรรมแม้ในบางครั้งอาจจะดูเหมือนว่าประสบการณ์ภายในไม่ก้าวหน้า แต่ทุกครั้งที่เราได้ทำสมาธิ ใจของเราก็ละเอียดลึกซึ้งไปเป็นลำดับๆ ดังพระสูตรที่พระพุทธองค์ได้ตรัสไว้ว่า”

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุไม่หมั่นเจริญภาวนา แม้จะพึงปรารถนาขอให้จิตหลุดพ้นจากกิเลสอาสวะก็จริง แต่จิตก็ไม่หลุดพ้นได้ เหมือนแม่ไก่มีไข่ 8 ฟอง 10 ฟอง 12 ฟอง เมื่อแม่ไก่กกไม่ดี ให้ความอบอุ่นไม่เพียงพอ ฟักก็ไม่ดี แม้แม่ไก่จะปรารถนาให้ลูกเจาะกระเปาะไข่ออกมาก็ทำไม่ได้

เมื่อภิกษุหมั่นเจริญภาวนา แม้ไม่พึงเกิดความปรารถนาขอให้จิตหลุดพ้นก็จริง แต่จิตก็หลุดพ้น เหมือนแม่ไก่มีไข่ 8 ฟอง 10 ฟอง หรือ 12 ฟอง เมื่อแม่ไก่กกดี ให้ความอบอุ่นเพียงพอ ฟักดี แม้แม่ไก่ จะไม่ปรารถนาให้ลูกเจาะกระเปาะไข่ออกมา ลูกไก่ก็ออกมาโดยสวัสดี

เหมือนรอยนิ้วมือที่ด้ามมีด ย่อมเกิดแก่นายช่างไม้ แต่เขาไม่รู้อย่างนี้ว่า วันนี้ด้ามมีดของเราสึกไปเท่านี้ เมื่อวานสึกไปเท่านี้ เมื่อวานซืนสึกไปเท่านี้ แต่ที่จริงเมื่ออาสวะสิ้นไป ภิกษุนั้นก็รู้ว่าสิ้นไป

เหมือนเรือเดินสมุทรที่เขาผูกหวาย ขันชะเนาะ แล้วแล่นไปตลอด 6 เดือน ถึงฤดูหนาวเข็นขึ้นบก เครื่องผูกประจำเรือ ตากลมและแดดไว้ เครื่องผูกเหล่านั้นถูกฝนซะ ย่อมชำรุดเสียหาย เป็นของเปื่อยไปโดยไม่ยาก ฉันใด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุหมั่นเจริญภาวนาอยู่ สังโยชน์ย่อมระงับไปโดยไม่ยาก ฉันนั้น”13)

จากพระสูตรนี้จะเห็นได้ว่า การไม่ประกอบเหตุ แม้ปรารถนาก็ไม่สมหวัง ดังคำของพระเดชพระคุณ-พระภาวนาวิริยคุณ ว่า “ ความอยากอย่างหนึ่ง ความสำเร็จอีกอย่างหนึ่ง” ในที่นี้หมายถึง หากบุคคลใดต้องการเข้าถึงธรรมกาย เข้าถึงความสุขแท้จริง แต่ไม่หมั่นเจริญภาวนา เอาใจหยุดนิ่งที่ศูนย์กลางกาย อย่างสม่ำเสมอแล้วละก็ แม้หวังก็ไม่สมหวัง”

การประกอบเหตุถูกต้องแม้ไม่ปรารถนาก็สมหวังได้ คือ การหมั่นประกอบเหตุไปเรื่อยๆ ผลก็ จะบังเกิดขึ้นได้โดยไม่ยากนัก ในที่นี้ หมายถึง หากบุคคลใดต้องการเข้าถึงธรรมกาย เข้าถึงความสุข ที่แท้จริง แต่เมื่อหมั่นเจริญภาวนา เอาใจหยุดที่ศูนย์กลางกายอย่างสม่ำเสมอแล้วละก็ แม้ไม่หวังก็ต้องสมหวัง

ทุกครั้งสมาธิที่เราหมั่นเจริญภาวนาได้ก้าวหน้าขึ้นตามลำดับ แต่เราอาจสังเกตไม่ออกหรือไม่มีผู้ชี้แนะอาจจะไม่เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงนั้น เหมือนด้ามมีดที่ใช้บ่อยๆ จนมีรอยนิ้วมือปรากฏ เราบอกไม่ได้ว่าแต่ ละวันด้ามมีดสึกไปวันละเท่าไร เหมือนเชือกที่ค่อยๆ เปื่อยไปทุกวัน เราบอกไม่ได้ว่าแต่ละวันเชือกเปื่อย ไปวันละเท่าไร รู้สึกอีกทีเชือกก็ขาดโดยง่ายแล้ว

มีคำที่ท่านกล่าวไว้ว่า “ ถ้าไม่ถูกวิธีการ แสดงว่า ไม่ใช้สติปัญญา แต่ใช้อารมณ์ ถ้าไม่สม่ำเสมอ แสดงว่า ไม่รักธรรมะจริง” ดังนั้น ขอให้เราเป็นนักศึกษาสมาธิที่หมั่นตรวจสอบ สังเกตหาวิธีการที่ถูกต้อง และหมั่นนั่งสมาธิทุกๆ วัน เพื่อเป็นการสั่งสมพลังอันน่ามหัศจรรย์ เพราะทุกครั้งที่นั่งสมาธิ คือ การเก็บคะแนนชีวิต ให้แก่ตัวของเราเอง และเพื่อวันสมปรารถนาที่จะเข้าถึงธรรมะภายในได้ในที่สุด

1) พระราชภาวนาวิสุทธิ์, พระธรรมเทศนา, 7 กันยายน 2540.
2) พระราชภาวนาวิสุทธิ์, พระธรรมเทศนา, 5 ธันวาคม 2536.
3) พระราชภาวนาวิสุทธิ์, พระธรรมเทศนา, พฤษภาคม 2536.
4) พระราชภาวนาวิสุทธิ์, พระธรรมเทศนา, 2 มกราคม 2537.
5) พระราชภาวนาวิสุทธิ์, พระธรรมเทศนา, 3 มีนาคม 2528.
6) พระราชภาวนาวิสุทธิ์, พระธรรมเทศนา, พฤษภาคม 2530.
7) พระราชภาวนาวิสุทธิ์, พระธรรมเทศนา, 1 พฤษภาคม 2526.
8) พระราชภาวนาวิสุทธิ์, พระธรรมเทศนา, 5 กันยายน 2536.
9) พระราชภาวนาวิสุทธิ์, พระธรรมเทศนา, 23 มีนาคม 2535.
10) พระราชภาวนาวิสุทธิ์, พระธรรมเทศนา, 20 พฤศจิกายน 2548.
11) พระราชภาวนาวิสุทธิ์, พระธรรมเทศนา, 30 พฤษภาคม 2536.
12) พระราชภาวนาวิสุทธิ์, พระธรรมเทศนา, 20 กรกฎาคม 2536.
13) อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต, มก. เล่ม 37 ข้อ 68 หน้า 252.
md204/3.txt · แก้ไขครั้งล่าสุด: 2015/03/15 16:55 (แก้ไขภายนอก)
 
เว้นแต่จะได้แจ้งไว้เป็นอื่นใด เนื้อหาบนวิกินี้ถูกกำหนดสิทธิ์ไว้ภายใต้สัญญาอนุญาติต่อไปนี้: CC Attribution-Noncommercial 3.0 Unported
Recent changes RSS feed Donate Powered by PHP Valid XHTML 1.0 Valid CSS Driven by DokuWiki