บทที่ 1 อิทธิบาท 4

  • 1.1 ฉันทะ
    • 1.1.1 ฉันทะในการทำงาน
    • 1.1.2 ฉันทะในแนวทางการปฏิบัติสมาธิ
    • 1.1.3 เหตุให้เกิดฉันทะบางประการ
  • 1.2 วิริยะ
    • 1.2.1 วิริยะในการปฏิบัติสมาธิ
    • 1.2.2 วิริยะ 3 ระดับ
    • 1.2.3 วิธีการสร้างให้มีความวิริยะ
  • 1.3 จิตตะ
    • 1.3.1 จิตตะในแนวการปฏิบัติสมาธิ
    • 1.3.2 วิธีการสร้างจิตตะ
  • 1.4 วิมังสา
    • 1.4.1 วิมังสาในแนวทางการปฏิบัติสมาธิ

แนวคิด

1.ธรรมะที่เป็นข้อปฏิบัติแห่งความสำเร็จในกิจใดๆ ก็ตามเรียกว่า อิทธิบาท อันประกอบด้วย ฉันทะ ความพอใจ วิริยะ ความเพียรพยายาม จิตตะ ความใฝ่ใจจดจ่อ และวิมังสา ความพิจารณาไตร่ตรองปรับปรุงให้ดีขึ้น

2.อิทธิบาท 4 เป็นคุณธรรมที่ควรนำมาใช้ในการประกอบกิจการงานต่างๆ และนำมาใช้ในการปฏิบัติธรรม ถ้าเราสามารถฝึกคุณธรรมนี้ให้เกิดขึ้นแล้ว การงานต่างๆ จะสำเร็จสมความมุ่งหมายในการปฏิบัติสมาธิก็จะทำให้เข้าถึงธรรมได้ในที่สุด

วัตถุประสงค์

1.เพื่อให้นักศึกษาสามารถอธิบายความหมายเหตุและลักษณะของอิทธิบาท 4 ได้

2.เพื่อให้นักศึกษาสามารถนำความรู้ในเรื่องของอิทธิบาท 4 มาประยุกต์ใช้กับการปฏิบัติสมาธิ

ธรรมะที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ คือ อิทธิบาท 4 ซึ่งเป็นสูตรแห่งความสำเร็จของธรรมะในพระพุทธาสนาที่จะนำความสุขมาสู่ตัวเรา ไม่ว่าจะเป็นกิจการงานทางโลก หรือว่างานทางธรรมก็ตามอิทธิบาท 4 มาจาก อิทธิ แปลว่า ฤทธิ์ หรือว่า ความสำเร็จ บาท แปลว่า ทางไป อิทธิบาท1) แปลว่า คุณเครื่องให้สำเร็จความประสงค์หรือทางไปสู่ความสำเร็จ ประกอบด้วยองค์ 4 คือ

1.ฉันทะ พอใจรักใคร่ในสิ่งนั้น

2.วิริยะ เพียรประกอบสิ่งนั้น

3.จิตตะ เอาใจฝักใฝ่ในสิ่งนั้นไม่วางธุระ

4.วิมังสา หมั่นตริตรองพิจารณาเหตุผลในสิ่งนั้น

1.1 ฉันทะ

ฉันทะ2) แปลว่า ความพอใจรักใคร่ หมายความว่า พอใจ รักใคร่ที่จะทำความดี ด้วยความ เต็มใจและตั้งใจอย่างแรงกล้า ซึ่งความดีที่ควรทำนั้นมีประการต่างๆ ตัวอย่างเช่น การศึกษาศิลปวิทยา ทางโลกและทางธรรม การประกอบกิจเครื่องเลี้ยงชีวิต การปฏิบัติพระธรรมพระวินัยคุ้มครองจิตใจให้สงบ แช่มชื่น จนกระทั่งการทำจิตให้หมดจดจากกิเลส

1.1.1 ฉันทะในการทำงาน

ฉันทะในการทำงาน3)

ฉันทะ ความรักความพอใจ ที่จะทำงาน คือ มีงานเมื่อไหร่ ก็จะทำด้วยความเต็มอกเต็มใจด้วยความสุขใจ เต็มใจทำ ฉันทะนี้มีความสำคัญอย่างมากๆ ต่อการทำงานทุกๆ อย่าง ลองนึกถึงตัวเราเอง ถ้าเราทำงานชิ้นไหนด้วยความรัก สนุกกับงาน งานนั้นย่อมประสบความสำเร็จได้ง่าย ในทางกลับกัน ถ้ามีงานชิ้นไหนทำด้วยความฝืนใจ ไม่อยากทำเลยจริงๆ ถูกบังคับให้ทำ ถูกสั่งให้ทำ ต้องจำใจทำ ผลที่ได้จะไม่เท่ากัน ค่าที่เกิดขึ้นจะไม่เท่ากัน ความสำเร็จก็ไม่เท่ากัน เหมือนพวกทหารอาสากับทหารเกณฑ์ไปสู้รบแล้ว ประสิทธิภาพไม่เท่ากัน พวกทหารอาสาจะทำด้วยใจ และทำได้ดีกว่า เป็นต้น

1.1.2 ฉันทะในแนวทางการปฏิบัติสมาธิ

พระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนีได้ให้ความหมายโดยสรุปไว้ คือ4)

“ ปักใจ” ท่านได้ขยายความว่า “ ต้องปักใจรักการนี้จริงๆ ประหนึ่งชายหนุ่มรักหญิงสาว ใจจดจ่อ ต่อหญิงคู่รัก ฉะนั้น” การรักสมาธิต้องมีใจเฝ้าคะนึงถึงด้วยความรักอย่างจริงๆ

พระเดชพระคุณพระราชภาวนาวิสุทธิ์ได้กล่าวสอนแนวทางการวัดฉันทะในใจเราว่า มีมาก แค่ไหนด้วยการให้ถามตัวเองว่า “ เรารักในการเข้าถึงพระธรรมกายมากแค่ไหน” เป็นการให้ทบทวน ถึงฉันทะในตัวเราและประเมินตัวเองบ่อยๆ เมื่อเราได้ตระหนักถึงความรักในการเข้าถึงพระธรรมกาย เราก็จะเกิดวิริยะมีความเพียรขึ้น แล้วเราจะเริ่มปฏิบัติเพื่อให้เข้าถึงพระธรรมกายอย่างจริงจัง

การปฏิบัติธรรมต้องระวังเรื่องของความอยาก เพราะถ้าความรักมีมากเกินไป จนกลายเป็นความอยาก ความสุขในการทำสมาธิก็จะไม่เกิด จะได้ความเครียดมาแทน ฉะนั้น ผู้ทำสมาธิจึงพึงสังวรและระวัง อย่าให้ฉันทะกลายเป็นตัณหา คือ ความอยาก

พระเดชพระคุณพระราชภาวนาวิสุทธิ์ได้ขยายความในเรื่องนี้ไว้ดังนี้5)

“ ฉันทะคือความรักในการปฏิบัติธรรม อยากเข้าถึงธรรมได้อย่างเย็นๆ มีความผูกสมัคร รักใคร่ในธรรม อยากให้เข้าถึงดวงธรรม อยากถึงธรรมกาย อยากเข้ากลางได้ อยากได้สุขที่เกิดจาก การหยุดการนิ่งภายใน มีแค่ฉันทะพอ อย่าให้ฉันทะมีมากจนกระทั่งไปเป็นความอยาก ถ้าอยากมากเกินไปแล้วกลุ้ม ถ้านั่งไม่ได้ผลแล้วเบื่อ พอเบื่อแล้วก็โทษนั่นโทษนี่ น้อยอกน้อยใจกันไป เพราะฉะนั้นให้มี ฉันทะแค่นั้นพอ มีความรักมีความชอบมีความพึงพอใจที่จะเข้าถึงธรรมอย่างเย็นๆ เบาๆ สบาย พอฉันทะซึ่งเป็นหัวเรือใหญ่ เป็นหัวหน้าทีมตั้งขึ้นได้ เดี๋ยววิริยะความเพียรจะมาเอง”

1.1.3 เหตุให้เกิดฉันทะบางประการ

การกระทำให้เกิดฉันทะมีอยู่หลายประการอย่างเช่น การมองให้เห็นคุณค่าของการปฏิบัติธรรม การมองให้เห็นคุณของการออกจากภพและการมองให้เห็นภัยที่มีอยู่ในภพ เหมือนพระโพธิสัตว์ของเราที่ท่านมองเห็นโทษของความแก่ ความเจ็บ และความตายว่าเป็นภัย ท่านจึงไม่อยากกลับมาเกิดอีก และมองเห็นว่าเพศสมณะมีคุณที่จะทำให้เราออกไปจากภพที่มีความเกิด ความแก่ ความเจ็บ และความตายนี้

พระโมคคัลลานะและพระสารีบุตรเมื่อครั้งที่ท่านเป็นคฤหัสถ์ ขณะที่กำลังดูการแสดงบนเวที ซึ่งทุกคนกำลังสนุกสนานกับการแสดงอยู่ แต่ท่านทั้งสองกลับมองว่าไม่นานคนแสดงก็ต้องตาย แม้ตัวท่านทั้งสองก็ต้องตายจึงออกบวช ตั้งใจปฏิบัติธรรม ในเรื่องของการมองให้เห็นคุณของการออกจากภพและโทษของการอยู่ในภพนี้ เพื่อให้เข้าใจได้ชัดเจนขึ้น จะขอนำตัวอย่างของพระมิลลกะ6) ที่ท่านได้กัลยาณมิตรจึงทำให้ท่านเกิดฉันทะในการทำความเพียร

เล่ากันมาว่า ในเวลาเป็นคฤหัสถ์ พระเถระนั้นเลี้ยงชีพด้วยการกระทำปาณาติบาต เป็นนายพรานอยู่ในป่า วันหนึ่ง กำลังเคี้ยวกินเนื้อที่ปิ้งไว้บนถ่าน เที่ยวไปในที่ใกล้บ่วงถูกความกระหายครอบงำจึงไปสู่วิหารของพระเถระผู้อยู่ป่ารูปหนึ่ง เปิดหม้อน้ำดื่มที่ตั้งอยู่ในที่ไม่ไกลของพระเถระผู้กำลังจงกรมอยู่ ไม่ได้เห็นน้ำติดก้นโอ่ง เกิดอารมณ์โกรธ กล่าวว่า “ ภิกษุ พวกท่านฉันโภชนะที่คฤหบดีให้แล้วก็หลับไป ไม่จัดตั้งน้ำไว้แม้เพียงนิ้วมือหนึ่งในหม้อน้ำ นั่นเป็นสิ่งไม่ถูกต้อง”

พระเถระกล่าวว่า “ ผมได้ตั้งหม้อน้ำดื่มไว้เต็มแล้ว แล้วจึงไปตรวจดู เห็นหม้อน้ำยังเต็มจึงบรรจุสังข์สำหรับใส่น้ำดื่มจนเต็มได้ให้แล้ว ท่านดื่มน้ำที่เต็มสังข์ที่สอง คิดว่า หม้อเต็มน้ำอย่างนี้ อาศัยการกระทำของเราเกิดเป็นเหมือนกระเบื้องร้อน ในอนาคต ตัวของเราจะเป็นอย่างไร เมื่อนายพรานฟังแล้ว มีจิตสลด ทิ้งธนูแล้วกล่าวว่าขอท่านโปรดบวชให้กระผมเถิดครับ” พระเถระให้ท่านบรรพชา

เมื่อท่านทำสมณธรรมอยู่ สถานที่ที่ฆ่าเนื้อและสุกรเป็นอันมาก และสถานที่ดักบ่วง และฟ้าทับเหว ย่อมปรากฏ เมื่อท่านกำลังระลึกถึงสถานที่นั้นอยู่ เกิดความเร่าร้อนในร่างกาย ใจท่านไม่ดำเนินไปตามแนว พระกัมมัฏฐาน เป็นเหมือนโคโกง ฉะนั้น ท่านคิดว่า โดยภาวะเป็นภิกษุเราจะทำอย่างไร ถูกความไม่ยินดียิ่งบีบคั้น ไปหาพระเถระ ไหว้แล้วกล่าวว่า “ ท่านครับ ผมไม่อาจทำสมณธรรมได้” ลำดับนั้น พระเถระกล่าว กับท่านว่า “ ท่านจงทำการฝีมือ” ท่านรับว่า “ ครับ” แล้วตัดไม้สดมีไม้มะเดื่อ เป็นต้น ทำเป็นกองใหญ่ แล้วถามว่า “ ผมจะทำอย่างไรต่อ” “ จงเผามัน” ท่านก่อไฟในทิศทั้ง 4 ก็ไม่สามารถ จะเผาได้ จึงกล่าวว่า “ ผมทำไม่ได้ครับ” พระเถระกล่าวว่า “ ถ้าเช่นนั้น จงหลีกไป” แล้วใช้ฤทธิ์ เอามือแหวก แผ่นดิน หยิบเศษไฟ จากมหานรก ทิ้งไปบนกองไม้สด ชั่วพริบตาเดียวกองไม้ใหญ่เพียงนั้นก็ไหม้วูบ หายไปเหมือนไม้แห้ง พระเถระแสดงเปลวไฟแก่ท่านแล้วกล่าวว่า “ ถ้าท่านจะสึก ท่านจะไหม้ในที่นี้” ท่านเกิดความสังเวชปนกับความกลัวมหานรกอย่างจับใจ ตั้งแต่ท่านได้เห็นเปลวไฟ ท่านตัวสั่นถามว่า “ ท่านครับ พระพุทธศาสนาเป็นเหตุนำออกจากทุกข์แน่หรือครับ” พระเถระกล่าวว่า “ อย่างนั้น” พระมิลลกะกล่าวว่า “ ท่านครับ เมื่อพระพุทธ-ศาสนาเป็นเหตุนำออกจากทุกข มิลลกภิกษุ จะทำตนให้พ้นทุกข์ ท่านอย่าคิดไปเลย” ตั้งแต่นั้นมา ท่านมิลลกะเพียรพยายามทำสมณธรรม บำเพ็ญวัตรปฏิบัติ ได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต ในขณะที่วางฟางที่ชุ่มน้ำไว้บนศีรษะ นั่งหย่อนเท้าทั้งสองลงในแอ่งน้ำนั่นเอง

เราจะเห็นแล้วว่า เมื่อเรามองให้เห็นคุณของการออกจากภพ และโทษภัยของวัฏฏะ จะทำให้เรา เกิดฉันทะในการทำความเพียรขึ้นได้ มีกำลังใจที่จะปฏิบัติ ดังนั้น เราจึงควรหมั่นทำให้ฉันทะของเรา เกิดขึ้นบ่อยๆ ให้น้อมไปในการปฏิบัติธรรมให้มาก เมื่อเริ่มต้นด้วยฉันทะอันดีงามแล้ว นั่นย่อมแสดง ถึงความสำเร็จที่จะมาถึง เหมือนอาทิตย์อุทัย เป็นที่มาของแสงสว่างฉันนั้น

1.2 วิริยะ

วิริยะ7) โดยคำศัพท์แล้วมาจากคำว่า วีระ แปลว่า กล้า ก็คือ มีความกล้าที่จะผจญกับอุปสรรค ทุกชนิด เห็นอุปสรรคแล้วมีความรู้สึกเหมือนทารกเห็นขนม หรือเห็นอุปสรรคต่างๆ แล้วมีความรู้สึกเหมือนทารกเห็นไอศกรีม เห็นช็อคโกแลต เห็นแล้วก็อยากจะกิน อยากจะลิ้มลอง อยากจะพิสูจน์ วิริยะเมื่อเกิดขึ้นกับใครแล้ว จะทำให้มีความขยันหมั่นเพียรและความพากเพียรบากบั่นในการทำงานนั้นๆ ไม่ยอมแพ้ต่อความเกียจคร้าน ความขี้เกียจ ความเฉื่อยชา ซึมเซา คือบางทีขี้เกียจ อยากจะพัก อยากจะนอน อยากจะเล่น แต่ก็ไม่ยอมแพ้ต่อความอยากเหล่านั้น ไม่ขี้เกียจแข็งใจสู้ ต้องทำไปไม่ยอมแพ้ นี่คือ วิริยะ

วิริยะมีความสำคัญต่อการทำงานทางใจ คือ จะให้สำเร็จได้ต้องมีวิริยะความพากเพียร นั่งนึก อย่างเดียวไม่สำเร็จ ต้องลงมือทำถึงจะสำเร็จ ถ้าคิดแล้วไม่ทำก็เป็นการสร้างวิมานในอากาศ คิดแล้วต้องทำงานทางใจ ถึงจะสำเร็จได้ ถ้าเรามีวิริยะความสำเร็จที่เกิดขึ้นจะเกิดขึ้นอย่างเราคาดไม่ถึงเลยทีเดียว

1.2.1 วิริยะในการปฏิบัติสมาธิ

วิริยะ ในการทำสมาธินั้น พระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนีท่านให้คำจำกัดความไว้ว่า8) “ บากบั่น” ท่านได้ขยายความไว้ว่า “ ต้องบากบั่นพากเพียรเอาจริงเอาจัง”

พระเดชพระคุณพระราชภาวนาวิสุทธิ์ได้ขยายความวิริยะไว้ว่า9)

“ ขยันนั่งขยันทำใจหยุดนิ่ง ไม่ว่ามีเวลาซัก 1 หรือ 2 นาทีก็ฝึกไปเรื่อย ทำยังไงจะปล้ำใจ ให้มันหยุดนิ่งอยู่ภายใน ไม่ว่าจะมีเวลา 1 นาที 2 นาที 5 นาที 10 นาที ในรถในเรือ ที่ไหนก็แล้วแต่ บนเครื่องบิน ห้องน้ำห้องท่า ทำหมดฝึกไปเรื่อยๆ ฝึกตั้งแต่ยังคุ่มๆ ค่ำๆ นึกอะไรไม่ออก ใจยังฟุ้งซ่านอยู่ ก็จะค่อยๆ ฝึกไปเรื่อยๆ นี่ความขยันมาแล้ว พอความขยันมาใจก็จรดจ่อ ขบวนที่ 3 ก็ตามมา”

1.2.2 วิริยะ 3 ระดับ

เราสามารถจัดแบ่งวิริยะได้เป็น 3 ระดับดังนี้ คือ

วิริยะระดับเบื้องต้น คือ การเริ่มต้นทำสมาธิตั้งแต่เริ่มนั่งบ้างไม่นั่งบ้าง แต่ก็เริ่มต้นด้วย การกล้าเปลี่ยนแปลงตัวเองด้วยการนั่งทีละน้อย และกล้าที่จะทำให้ตัวเองก้าวหน้าในการทำความดี ด้วยการทำสมาธิ

วิริยะระดับกลาง เป็นการนั่งสมาธิทุกวันไม่ขาด นั่งเรื่อยๆ แต่จะเข้าถึงเมื่อไหร่นั้นก็เป็นเรื่องของใจ แต่มีความเพียรทำอย่างสม่ำเสมอ เป็นความกล้าที่เพิ่มขึ้นในการทำ จะทำความดีอย่างต่อเนื่อง และจริงจัง ผู้ที่ทำได้อย่างนี้ ไม่วันใดก็วันหนึ่ง ต้องได้บรรลุแน่นอน

วิริยะระดับสูง คือ การทำสมาธิอย่างเอาชีวิตเป็นเดิมพัน ตั้งมั่นว่าเมื่อนั่งลงไปแล้วไม่ได้ยอมตายกันทีเดียว ในทางพระพุทธศาสนาจัดว่าเป็นปรมัตถบารมี ถ้าไม่ได้ยอมตาย เป็นการนั่งทำความเพียรแบบเด็ดขาด เรียกว่าไม่ได้ตายเถิด การนั่งแบบนี้จะขึ้นอยู่กับบารมี บางคนก็ตายจริง บางคนก็ไม่ตาย แต่ถึงแม้ จะตายแต่ยังทำไม่ได้ในภพนี้ ก็จะไปได้ในชาติหน้า ตัวอย่างของบุคคลผู้มีความเพียรอย่างเอาชีวิตเป็นเดิมพัน ในพระไตรปิฎกก็มีกล่าวไว้ ในที่นี้จะขอ ยกกลุ่มบุคคลที่มีลักษณะดังกล่าวนี้ ดังต่อไปนี้

เรื่องของภิกษุ 7 รูป

ในอดีตเล่ากันมาว่า ในภัทรกัปนี้ พระพุทธเจ้าทรงพระนามว่า กัสสปะ ได้เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว พระองค์ทรงยังศาสนธรรมให้รุ่งโรจน์ ข่มขี่เดียรถีย์ผู้หลอกลวง ทรงแนะนำเวไนยสัตว์ แล้วเสด็จปรินิพพานพร้อมทั้งพระสาวก ครั้นเมื่อพระโลกนาถพร้อมทั้งพระสาวกปรินิพพานแล้ว เมื่อศาสนธรรม กำลังจะสูญสิ้นอันตรธาน ทวยเทพและมนุษย์พากันสลดใจ สยายผม มีหน้าเศร้าคร่ำครวญว่า ดวงตา คือ พระธรรมจะดับแล้ว เราจะไม่ได้เห็นท่านผู้มีวัตรดีงามทั้งหลาย เราจะไม่ได้ฟังพระสัทธรรม โอหนอ พวกเราเป็นคนมีบุญน้อย ครั้งนั้น พื้นปฐพีทั้งหมดนี้ ทั้งใหญ่ทั้งหนา ได้ไหวสั่นสะเทือน สาครสมุทร ดุจเหือดแห้ง แม่น้ำครวญครางน่าสงสาร อมนุษย์ตีกลองดังทั่ว 4 ทิศ อสนีบาตอันน่ากลัว ตกลงโดยรอบ อุกกาบาตตกจากท้องฟ้า ดาวหางปรากฏ เกลียวแห่งเปลวไฟ มีควันพวยพุ่ง หมู่สัตว์ร้องครวญคราง อย่างน่าสงสาร

ในขณะนั้นมีภิกษุ 7 รูป เห็นเหตุการณ์เหล่านั้น เกิดความสลดใจ คิดว่าความอันตรธานแห่งพระศาสนายังไม่มีเพียงใด พวกเราจะกระทำที่พึ่งแก่ตนเพียงนั้น ไหว้พระเจดีย์ทองคำแล้ว เข้าไปสู่ป่า เห็นภูเขาลูกหนึ่ง จึงกล่าวว่า “ ผู้มีอาลัยในชีวิตจงกลับไป ผู้ไม่มีอาลัยจงขึ้นภูเขาลูกนี้” พาดบันไดแล้ว แม้ทั้งหมดขึ้นสู่ภูเขานั้น ผลักบันไดทิ้งแล้วกระทำสมณธรรม

บรรดาภิกษุเหล่านั้น พระสังฆเถระบรรลุพระอรหัตโดยล่วงไปราตรีเดียวเท่านั้น พระเถระนั้น เคี้ยวไม้ชำระฟันชื่อนาคลดาในสระอโนดาต นำบิณฑบาตมาแต่อุตตรกุรุทวีป แล้วกล่าวกับภิกษุเหล่านั้นว่า “ ผู้มีอายุทั้งหลาย พวกท่านเคี้ยวไม้ชำระฟันนี้ บ้วนปากแล้ว จงฉันบิณฑบาตนี้”

ภิกษุ ท่านผู้เจริญก็พวกเราทำกติกากันไว้อย่างนี้ว่า “ ภิกษุใดบรรลุพระอรหัตก่อน ภิกษุทั้งหลาย ที่เหลือ จะฉันบิณฑบาตที่ภิกษุนั้นนำมาหรือ”

พระเถระกล่าวว่า ผู้มีอายุ “ ข้อนั้นไม่มีเลย”

ภิกษุทั้งหลายกล่าวว่า “ ถ้าเช่นนั้น แม้พวกเราจะยังคุณวิเศษให้เกิดเหมือนท่าน แล้วจะนำอาหารมาบริโภคเอง” ดังนี้แล้วก็ไม่รับ

ในวันที่ 2 พระเถระองค์ที่ 2 บรรลุอนาคามิผล พระเถระนั้นนำบิณฑบาตมาแล้วก็นิมนต์ภิกษุรูปอื่นให้ฉันอย่างนั้นเหมือนกัน ภิกษุเหล่านั้นกล่าวอย่างนี้ว่า “ ท่านผู้เจริญ ก็พวกเราทำกติกากันไว้อย่างนี้ว่าพวกเราจะไม่บริโภคบิณฑบาตที่พระมหาเถระนำมาแต่จะบริโภคบิณฑบาตที่พระอนุเถระนำมาหรือ”

พระเถระองค์ที่ 2 กล่าวว่า “ ผู้มีอายุ ข้อนั้นไม่มีเลย”

ภิกษุเหล่านั้นกล่าวว่า “ เมื่อเป็นเช่นนั้น แม้พวกเรายังคุณวิเศษให้เกิดเหมือนท่านแล้ว อาจเพื่อบริโภคด้วยความเพียรแห่งบุรุษของตนได้ จึงจะบริโภค” ดังนี้แล้วก็ไม่รับ บรรดาภิกษุเหล่านั้น ภิกษุผู้บรรลุพระอรหัตปรินิพพานแล้ว ภิกษุผู้เป็นอนาคามีบังเกิดในพรหมโลก ภิกษุอีก 5 รูปไม่อาจยังคุณวิเศษให้บังเกิดได้ ผ่ายผอมแล้ว มรณภาพ ในวันที่ 7 บังเกิดในเทวโลก ในสมัย ของพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันนี้ จุติ(ตาย) แปลว่า เคลื่อนจากเทวโลกนั้นแล้ว เกิดในตระกูลต่างๆ

เมื่อได้มาเกิดในภพสุดท้าย ภิกษุรูปหนึ่งได้เป็นพระราชา พระนามว่า ปุกกุสาติ ฟังธรรมจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยการพบกันครั้งแรกก็ได้เป็นพระอนาคามี มรณภาพแล้วได้ไปสู่พรหมโลก

ท่านที่เหลือ ได้เกิดมาเป็นพระกุมารกัสสปะ พระทารุจีริยะ พระทัพพมัลลบุตร พระสภิยะ ทั้ง 4 องค์ ได้เป็นพระอรหันต์ โดยการฟังธรรมจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพียงครั้งเดียวเท่านั้น

จากข้างต้นเราจะเห็นได้ว่า การทำความเพียรแบบเอาชีวิตเป็นเดิมพันนั้น ได้ผลเร็วเห็นทันตา แต่ต้องใช้ความเพียรอย่างสูงจึงจะทำได้ ดังนั้นในประวัติศาสตร์จึงมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ทำได้ ในยุคของเราก็มีพระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนีที่เป็นตัวอย่างแก่เรา

1.2.3 วิธีการสร้างให้มีความวิริยะ

เราจะต้องป้องกันศัตรูตัวร้ายที่มาทำร้ายวิริยะ คือ อบายมุข ทั้งการสูบบุหรี่ ดื่มเหล้า การเที่ยวเตร่เฮฮา การสูบบุหรี่ต่างๆ ความเจ้าชู้ คบคนไม่ดีความเกียจคร้านต่างๆ ใครเคยดื่มเหล้าหัวราน้ำ ต้องเพลา ต้องเลิกต้องงด ฯลฯ เพราะสิ่งเหล่านี้ทำให้เสียสุขภาพ เมื่อสุขภาพไม่ดีพอถึงคราวจะทำงาน ก็ไม่อยากทำ ดื่มเหล้าเมามาตื่นเช้าก็ยังมึนอยู่ ยังไม่สร่าง ทำให้ขยันไม่ออกเพราะสภาพร่างกายไม่พร้อม พักผ่อนไม่พอ ร่างกายไม่แข็งแรง ต้องเว้นอบายมุขเสียก่อน เมื่อสุขภาพดี จึงจะทำการงานได้

ในการคิดจะทำสมาธิ ต้องลงมือทำทันที ส่วนใหญ่เสียเวลาตรงตั้งท่าเยอะ พอคิด ใช้เวลาตั้งท่า หลายวัน พอเริ่มจะทำก็เหนื่อยเสียก่อน คิดจนเหนื่อย มีลูกเล่นมาก ทำได้หน่อยเดียวเลยเลิก พอคิดปั๊บ ต้องทำเลย จะรู้สึกสนุกและอยากจะทำต่อ เหมือนเด็กเรียนหนังสือเด็กที่ขยันเรียนหนังสือ เรียนเสร็จ กลับมาบ้านทบทวนแบบฝึกหัดทบทวนแบบเรียน การบ้านมีทำ พอถึงคราวไปเรียนใหม่จะอยากเรียนต่อ เพราะความรู้เก่าก็แน่น ความรู้ใหม่ก็ดูมาล่วงหน้า อยากจะเรียน ถึงคราวเรียนสบตาครูอย่างเดียว กลัวครูจะไม่ถาม อยากให้ถามพร้อมจะตอบ คนที่ทำสมาธิบ่อยๆ จะรู้สึกมีความสุขกับการทำสมาธิ และอยากนั่งให้ยิ่งๆ ขึ้นไป เช่นนี้

1.3 จิตตะ

จิตตะ หมายถึง มีใจจดจ่อ ไม่วอกแวก เรียกว่าตั้งใจทำ ไม่ใช่ว่าขยันแต่ไม่ตั้งใจทำ ไม่ใช่ว่าขยัน ไปอย่างนั้น ใจคิดโน่นคิดนี่ งานก็ไม่เกิด เกิดก็ไม่เต็มที่ คนที่ขาดจิตตะ เปรียบเหมือนน้ำประปาที่ ไหลๆ หยุดๆ เปิดน้ำไหลกะปริบกะปรอย รองน้ำตั้งนานกว่าจะเต็มโอ่ง เพราะความที่มันคอยฟุ้งซ่าน บางตอนมันก็คิด ซักพักก็ไปฟุ้งถึงเรื่องอื่น กว่าจะได้ผลงานน้ำสักโอ่งรอตั้งนาน แต่ความคิดของคน มีจิตตะ ความคิดของเขาจะไหล เห็นโล่งโปร่ง เปรียบเหมือนน้ำก็ไหลโจ๊ก พักเดียว เต็มโอ่งเลย ไม่มีขาด ไม่มีหยุด เต็มกำลังเต็มแรง ใช้เวลาเท่ากันแต่ประสิทธิภาพอาจแตกต่างกันหลายเท่าตัว

การทำงานของจิตตะเป็นการทำงานอย่างต่อเนื่องในกิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่ง ซึ่งคนที่มีจิตตะอย่างสมบูรณ์ไม่ว่าจะกระทำกิจใด ก็จะพัฒนาแนวทางการทำกิจกรรมนั้นๆ อย่างต่อเนื่อง ไปจนกว่า จะสำเร็จ ลักษณะการทำซ้ำๆ บ่อยๆ เป็นลักษณะที่สำคัญของจิตตะ การทำสมาธิซ้ำๆ จนเกิดเป็นนิสัยขาดไม่ได้ ซึ่งเป็นการแสดงว่าคนๆ นั้น มีจิตตะที่สมบูรณ์ ซึ่ง จะแตกต่างจากวิริยะที่เป็นความกล้าในการเปลี่ยนแปลง แต่จิตตะเป็นการตอกย้ำซ้ำๆ ในงานนั้นๆ เหมือนกับการตีทำลายหินที่ขวางทางน้ำ ซึ่งกว่าจะได้น้ำก็ต้องเอาค้อนตีซ้ำๆ ลงไป การตีก้อนหินใหญ่ ในแต่ละครั้งนั่นเองหมายถึงความสำเร็จที่รออยู่ จนในที่สุดการตีบ่อยๆ นั้น ก็ทำหินแตกได้น้ำมากิน การทำสมาธิก็เช่นกัน เมื่อทำซ้ำๆ ไป ย่อมใกล้ความสำเร็จและเมื่อประกอบกับวิมังสาในการพัฒนา การปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง ก็จะเป็นเหตุให้การทำสมาธิประสบผลสำเร็จได้

ในเรื่องนี้มีตัวอย่างในพระไตรปิฎกว่า ในสมัยที่พระพุทธองค์ทรงเป็นพระโพธิสัตว์นั้น ได้เกิดเป็นพ่อค้า ครั้งหนึ่งได้เดินทางไปผ่านไปทางทะเลทราย ในวันนั้นเป็นวันสุดท้ายที่ดูจากระยะทางแล้วต้องพ้นจาก ทะเลทรายในวันนี้แน่นอน ทุกคนต่างก็มีความมั่นใจว่า ต้องผ่านไปได้ เพราะเหลืออีกไม่ไกล ปกติการเดินทางในทะเลทรายมักจะเดินทางกันตอนกลางคืน เพราะอากาศกลางวันร้อนมากจึงต้องหลบพักผ่อนอยู่ ในเต็นท์คืนนั้นเป็นคืนสุดท้ายที่ทุกคนกะว่าอย่างไรก็คงพ้นทะเลทราย จึงต่างพากันพักผ่อนและปล่อย ให้โคทำงานพาเดินไปโดยมีคนทำหน้าที่ดูควบคุมเส้นทางเอาไว้ 1 คน

เนื่องจากความประมาท คนที่ทำหน้าที่คุมเส้นทางก็พลอยผล็อยหลับไปด้วย โคซึ่งปัญญาก็น้อย จึงเดินไป ตามใจตัวเอง หมุนเกวียนให้เดินทางย้อนกลับเส้นทางเดิม กว่าจะรู้ตัวตื่นก็ปรากฏว่า ย้อนกลับมาที่เดิมเรียบร้อย ก็เช้าพอดี คนส่วนใหญ่พากันเข่าอ่อนคิดว่า ตายแน่คราวนี้ เนื่องจากน้ำที่เตรียมมาหมดพอดี เมื่อขาดน้ำก็ไม่สามารถจะหุงหาอาหารได้ พากันนอนรอความตายอยู่ มีแต่เพียงพระโพธิสัตว์เท่านั้น ที่คิดว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร ท่านเดินไปเดินมาอยู่แถวนั้นก็เหลือบไปเห็นกอหญ้าอยู่กอหนึ่ง พลันความคิดก็กระจ่าง ท่านจึงให้ช่วยกันขุดทราย เอาน้ำจากใต้ดินมาใช้ แต่ว่าเมื่อขุดไปจนจะถึงน้ำ ปรากฎว่ามีก้อนหิน ก้อนใหญ่ขวางทางอยู่จึงเป็นเหตุให้ทุกคนสิ้นหวังกลับไปนอนหมด แต่พระโพธิสัตว์ไม่ยอมแพ้ ด้วยจิตตะ ที่ฝึกมาดีแล้ว ท่านพิจารณาเห็นก้อนหินมีลักษณะที่จะกระทำอะไรได้สักอย่าง จึงเรียกคนใชคนสำคัญมา สั่งว่า จงทุบหินนี้ คนใช้นั้น เป็นคนที่ไม่มีข้อแม้ แม้ตนเองจะรู้ว่า แทบไม่มีทางเลย ก็ทุ่มทุบลงไปในที่สุด หินนั้นก็แตกจริงๆ และทุกคนก็รอดตายเพราะน้ำนั้น เราจะเห็นว่า จิตตะนั้นเป็นตัวทำให้เกิดความเพียรมี ความสม่ำเสมอในการทำการงาน ความเพียรที่สม่ำเสมอ มีความสำคัญ ในการเปลี่ยนแปลง ให้หลายสิ่ง หลายอย่างเป็นไปอย่างที่หวังได้

1.3.1 จิตตะในแนวการปฏิบัติสมาธิ

จิตตะนั้นพระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนีได้ให้10) ความหมายโดยสรุปไว้คือ “ วิจารณ์” ท่านได้ขยายความว่า “ วิจารณ์ตรวจดูการปฏิบัติให้ถูกต้อง ตามแนวสอนของอาจารย์ให้ดีที่สุด” คือต้องตรวจดู การปฏิบัติ ทำตามคำที่ครูสอน ครูสอนไว้อย่างไร ก็ดำเนินตามแนวนั้นไม่ปฏิบัติผิดจากกัน

พระเดชพระคุณพระราชภาวนาวิสุทธิ์ ได้ขยายเพิ่มขึ้นอีกว่า11)

“ ถ้ามีจิตตะ ใจจะจรดจดจ่ออยู่ที่กลางกาย อยู่ที่กลางของความสบาย อยู่ที่ใจหยุดใจนิ่ง”

1.3.2 วิธีการสร้างจิตตะ

จิตตะจะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยบรรยากาศรอบตัวเป็นส่วนช่วย ลองสังเกตดู ถ้าเรามาวัด ก็เป็นบรรยากาศของการปฏิบัติธรรม การนั่งสมาธิการฟังเทศน์ สิ่งนี้ก็ถือเป็นเรื่องปกติ เพราะบรรยากาศ ทุกอย่างเอื้อให้นึกถึงเรื่องบุญ เรื่องธรรมะ เรื่องบุญเรื่องกุศล แต่ถ้าใครไปชายทะเล บรรยากาศ ความรู้สึก ก็จะไปอีกแบบ ใจก็จะคิดไปอีกเรื่อง ฉะนั้น บรรยากาศรอบตัวจะมีผลต่อความรู้สึกนึกคิด ของตัวเราเอง

เพราะฉะนั้นในการสร้างจิตตะ ถ้าเราต้องการจะทำสิ่งใด ต้องสร้างบรรยากาศรอบตัวให้เอื้อต่อ สิ่งนั้น เช่น จะนั่งสมาธิ ก็ต้องสร้างบรรยากาศการปฏิบัติธรรม จัดสถานที่ให้อำนวยต่อการปฏิบัติ พูดคุยกันเรื่องธรรมะ และสิ่งสำคัญประการหนึ่งของบรรยากาศ ก็คือ บรรยากาศพื้นฐานให้ใจสบาย ใจสงบ ซึ่งจะเป็นพื้นฐานในการทำกิจกรรมทางโลกทุกอย่าง ก็ต้องเริ่มจากการรักษาความสะอาด ความเป็นระเบียบเรียบร้อย อย่ามองเป็นเรื่องเล็กน้อยว่าการรักษาความสะอาดไม่เห็นจะมีอะไร ความสะอาดสำคัญมาก เพราะสิ่งที่เราเห็น จะส่งผลต่อตัวเราทั้งความคิด คำพูด และการกระทำได้

1.4 วิมังสา

วิมังสา12) แปลว่า ความตริตรองพิจารณาเหตุผลในสิ่งนั้นๆ หมายความว่า ใช้ปัญญาสอดส่องเทียบเคียงเปรียบเทียบ ทั้งเหตุ ทั้งผลในความดีต่างๆ ที่ตนกระทำแล้ว คือ ย้อนกลับไปดูว่าตนได้ทำเหตุปลูกฉันทะ ใช้วิริยะ ได้ตั้งจิตตะในการนั้นๆ ไว้มากน้อยเท่าไรแล้วได้ผลเท่าไร แม้ในปัจจุบันกำลังทำเหตุ คือ ปลูกฉันทะเป็นต้นไว้เท่าไร ต่อไปคงจะได้ผลเท่าไร

ถ้าได้ทำเหตุ คือ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ ไว้ดีในเบื้องต้น ก็ย่อมได้รับผล คือ ความสำเร็จในชั้นนั้นๆ เป็นลำดับมาและถ้าไม่ละเหตุดังกล่าวนั้นเสียในปัจจุบัน ก็ย่อมได้ผลคือความสำเร็จในชั้นสูงต่อไปในอนาคต แม้ในการปฏิบัติธรรมสะสางกิเลส ถ้ามีเหตุคือฉันทะเป็นต้นบริบูรณ์ ก็ย่อมจะได้รับผลดีเป็นชั้นๆ ถ้ามีเหตุไม่บริบูรณ์ ก็ย่อมได้รับผลไม่ดี คือละกิเลสไม่ได้

อีกประการหนึ่ง กิจกรรมใดๆ จะสำเร็จมากน้อยเพียงใด หรือไม่สำเร็จ เพราะเหตุใด ตนเอง จะต้องสอบสวน เปรียบเทียบด้วยตนเองเป็นดีที่สุด พระพุทธเจ้าตรัสเตือนไว้ว่า ปฏิมํเสตมตฺตนา จงพิจารณาสอบสวนด้วยตนเอง

เมื่อบุคคลพิจารณาสอบสวนการกระทำของตนด้วยตน ก็ย่อมเข้าใจตนเอง สามารถปรับตนเอง ให้ถูกต้อง ทำงานให้ถูกต้อง ทั้งคดีโลกคดีธรรม ก็ย่อมสำเร็จกิจตามวัตถุประสงค์ที่ไม่เหลือวิสัยทุกประการ

1.4.1 วิมังสาในแนวทางการปฏิบัติสมาธิ

ในแนวทางการปฏิบัติของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ทรงใคร่ครวญถึงแนวทางการปฏิบัติ ของพระองค์อยู่เสมอ กว่าการตรัสรู้ธรรมของพระองค์จะเกิดขึ้นได้ทรงใช้วิจารณญาณ ในการใคร่ครวญ ทำการทดลองอยู่ถึง 6 ปี ในที่สุด ก็บรรลุพระสัพพัญญุตญาณ

วิมังสานั้น พระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนีได้ให้13) ความหมายโดยสรุปไว้คือ “ ทดลอง” ท่านได้ขยายความว่า “ ทดลองในที่นี้ ได้แก่ หมั่นใคร่ครวญสอดส่องดูว่า วิธีการที่ทำไปนั้นมีอะไรขาดตกบกพร่องบ้าง รีบแก้ไข อย่างนั้นไม่ดีเปลี่ยนอย่างนี้ลองดูใหม่ เช่น นั่งภาวนาในที่นอนมักจะง่วง ก็เปลี่ยนมานั่งเสียที่อื่น เป็นต้น”

วิมังสา ในแนวการปฏิบัติพระเดชพระคุณพระราชภาวนาวิสุทธิ์14) ได้ขยายความคำว่า วิมังสา ไว้ดังนี้

“ วิมังสามาแล้ว ตรวจตราปรับปรุงวิธีการ ปรับปรุงใจว่า ทำไมเราถึงนั่งแล้วไม่หยุด ทำไมเมื่อวานนั่งดี วันนี้ทำไมนั่งไม่ดี หรือวันนี้นั่งดีทำอย่างไรถึงจะดีตลอดไป หรือเราได้ยินได้ฟังคนนั้นเขาหยุด เขานิ่ง เขามีความสุข เขาเข้าถึงดวงธรรมภายใน ทำอย่างไรเราถึงจะเข้าถึง เราตึงเกินไป เราหย่อนเกินไปไหม วิมังสามันก็จะมาตอนนี้”

ธรรมทั้ง 3 ประการข้างต้น คือ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ ต้องมีวิมังสาเป็นตัวช่วย เพราะถ้ามีฉันทะ ไม่พอดี คือ หย่อนเกินไป ไม่ค่อยจะรักในการปฏิบัติธรรมเท่าที่ควร หรือมีฉันทะมากเกินไปจนกลายเป็นความอยาก การปฏิบัติจะผิดวิธี และไม่สำเร็จผล เช่นเดียวกันหากมีความเพียรย่อหย่อน ไม่ค่อยได้ทำ หรือมีความเพียรจัดเกินไปจนร่างกายบอบช้ำ การปฏิบัติจะสัมฤทธิผลได้ยาก

อีกประการหนึ่ง ถ้าหากทำไปเรื่อยๆ มีจิตตะ แต่ถ้าไม่ได้พัฒนาแนวทางการปฏิบัติ การปฏิบัติก็ จะไม่ก้าวหน้า

ท่านโสณะเป็นพระสาวกผู้เลิศทางด้านการทำความเพียร แต่ในช่วงต้น ท่านทำความเพียรจัดเกินไป จนร่างกายบอบช้ำ จึงไม่สามารถบรรลุธรรมได้ การปฏิบัติของท่านนั้น ว่ากันว่า ถึงขั้นเลือดตกยางออก กันทีเดียว มีเรื่องเล่าว่า ในช่วงต้นท่านได้ทำความเพียร ทั้งกลางวันและกลางคืน เป็นเหตุให้เกิดความง่วงอย่างมาก เมื่อเกิดความง่วงขึ้น ท่านจึงเริ่มเดินจงกรม และการเดินจงกรมของท่าน ก็เดินเท้าเปล่า เนื่องจากพระสมัยนั้นไม่ใส่รองเท้า เป็นเหตุให้เท้าของท่านแตก เมื่อเท้าของท่านแตก จนเดินไม่ได้ ท่านก็ไม่ละความเพียรยังคงเดินต่อไปด้วยเข่า และในที่สุดก็ต้องคลาน สถานที่ท่านทำความเพียรจนพื้นที่ที่ทำ ความเพียรเป็นสีแดงด้วยเลือดของท่าน สถานที่นั้นเป็นเหมือนลานเชือดโค ท่านพิจารณาเห็นว่า ท่านทำความเพียรอย่างหนักประกอบด้วยฉันทะ วิริยะ จิตตะอย่างยิ่ง แต่ก็ไม่ทำให้ท่านบรรลุได้ ด้วยวิมังสาที่ยังไม่สมบูรณ์ของท่าน ท่านจึงคิดว่า สงสัยเรานั้นจะไม่มีบุญได้บรรลุเป็นแน่ เพราะเราถึงทำความเพียรอย่างนี้แล้ว ก็ยังไม่บรรลุ เกิดความท้อใจ จึงคิดสึกไปเป็นคฤหัสถ์ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเห็นด้วยพระมหากรุณาธิคุณ จึงทรงเสด็จมาเพื่อเป็นกัลยาณมิตรให้แก่ท่าน ด้วยการมาเติมวิมังสาให้สมบูรณ์ โดยใช้อุปมาของพิณ 3 สาย ดังเนื้อเรื่อง ที่จะยกมาเป็นตัวอย่าง15)

ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบปริวิตกแห่งใจของท่านพระโสณะด้วยพระทัย แล้วทรง หายตัวจากภูเขาคิชฌกูฏไปปรากฏตรงหน้าของท่านพระโสณะที่ป่าสีตวัน ทรงประทับนั่งบนอาสนะที่ ได้ปูแล้ว แม้ท่านพระโสณะถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วได้นั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสถามท่านพระโสณะว่า “ ดูก่อนโสณะ ท่านหลีกออกเร้นอยู่ในที่ลับ เกิดปริวิตก แห่งใจอย่างนี้ หรือว่าสาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าเหล่าใดเหล่าหนึ่ง เป็นผู้ปรารภความเพียร เราก็เป็นผู้หนึ่งในจำนวนสาวกเหล่านั้น ก็แต่ว่าจิตของเรายังไม่หลุดพ้นจากอาสวะ เพราะไม่ยึดมั่นถือมั่น ก็โภคทรัพย์มีอยู่ในสกุลของเรา เราอาจเพื่อใช้สอยโภคทรัพย์และทำบุญได้ หรือมิฉะนั้น เราควรบอกคืนสิกขา สึกมาเป็นคฤหัสถ์ ใช้สอยโภคทรัพย์และทำบุญดีกว่า”

ท่านพระโสณะทูลว่า “ อย่างนั้น พระเจ้าข้า”

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า “ ดูก่อนโสณะ ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นอย่างไร ท่านเมื่อก่อน ยังอยู่ครองเรือน เป็นผู้ฉลาดในการดีดพิณ ใช่หรือไม่”

ท่านพระโสณะทูลว่า “ ใช่ พระเจ้าข้า”

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า “ ดูก่อนโสณะ ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นอย่างไร ก็เมื่อใดสายพิณของท่านตึงเกินไป เมื่อนั้น พิณของท่านย่อมมีเสียงไพเราะหรือ ย่อมควรแก่การใช้งานหรือไม่”

ท่านพระโสณะทูลว่า “ ไม่เป็นเช่นนั้น พระเจ้าข้า”

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า “ ดูก่อนโสณะ ท่านสำคัญความข้อนั้นเป็นอย่างไร เมื่อใดสายพิณของท่านหย่อนเกินไป

ท่านพระโสณะทูลว่า “ ไม่เป็นเช่นนั้น พระเจ้าข้า”

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่าดูก่อนโสณะ “ ดูก่อนโสณะ ก็เมื่อใด สายพิณของท่านไม่ตึงเกินไป ไม่หย่อนเกินไป ขึงให้ตึงปานกลาง เมื่อนั้น พิณของท่านย่อมมีเสียงไพเราะ หรือย่อมควรแก่การใช้งานหรือไม”่

ท่านพระโสณะทูลว่า “ อย่างนั้น พระเจ้าข้า”

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า “ ดูก่อนโสณะ ฉันนั้นเหมือนกัน ความเพียรที่ปรารภมากเกินไป ย่อมเป็นไปเพื่อความฟุ้งซ่าน ความเพียรที่ย่อหย่อนเกินไป ย่อมเป็นไปเพื่อความเกียจคร้าน ดูก่อนโสณะ เพราะฉะนั้นท่านจงตั้งความเพียรให้สม่ำเสมอ จงตั้งอินทรีย์ให้สม่ำเสมอ และจงถือนิมิตในความสม่ำเสมอนั้น”

ท่านพระโสณะทูลรับพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ครั้งนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงกล่าวสอนท่านพระโสณะด้วยพระโอวาทนี้แล้วทรงหายจากป่าสีตวันไปปรากฏที่ภูเขาคิชฌกูฏ เปรียบเหมือนบุรุษผู้มีกำลังเหยียดแขน ที่คู้ หรือพึงคู้แขนที่เหยียด ฉะนั้น

ต่อมา ท่านพระโสณะได้ตั้งความเพียรให้สม่ำเสมอ ได้ตั้งอินทรีย์ให้สม่ำเสมอ และได้ถือนิมิต ในความสม่ำเสมอนั้น ต่อมาท่านอยู่ผู้เดียว ไม่ประมาท มีความเพียร ตั้งใจแน่วแน่ ทำให้แจ้งที่สุดแห่งพรหมจรรย์อันยอดเยี่ยม ก็ท่านพระโสณะได้เป็นพระอรหันต์รูปหนึ่งในจำนวนพระอรหันต์ทั้งหลาย

จากข้างต้น ท่านพระโสณะเป็นตัวอย่างที่ดีที่เราควรยึดถือเป็นแบบอย่าง เราจึงควรมีวิมังสา หมั่นพิจารณาในการที่จะปรับการปฏิบัติของเราให้พอเหมาะพอสม และให้มีผลการปฏิบัติธรรมที่ก้าวหน้าขึ้น พระเดชพระคุณพระราชภาวนาวิสุทธิ์มักจะบอกว่า พวกเรามักจะลืม เวลาปฏิบัติจริง จึงมักเดินตามแนวทางเดิมซึ่งเป็นวิธีที่ผิด และเป็นอย่างนี้ซ้ำๆ โดยที่เราไม่ได้ปรับปรุงให้ดีขึ้น จึงเป็นเหตุให้บางคนต้องยืดเวลาการเข้าถึงธรรมออกไป เป็น 5 ปี 10 ปี บางคนถึง 20 ปี

เพราะฉะนั้น ให้เราได้ตั้งมั่นในอยู่ในธรรม 4 คือ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา หรือที่พระเดช- พระคุณพระมงคลเทพมุนีได้ให้คำสรุปไว้ว่า ปักใจ บากบั่น วิจารณ์ และทดลอง ธรรม 4 ประการก็จะบังเกิดขึ้นในตัวของเราทุกคน หากเรามีธรรมทั้ง 4 ประการนี้ครบถ้วน ไม่ว่าจะมีภารกิจมากน้อยเพียงใดก็ตามจะ สมความปรารถนาเข้าถึงความสุขภายในอย่างง่ายๆ เพราะฉะนั้น ให้มีฉันทะมีความรักที่จะเข้าถึงธรรม วิริยะ ความเพียรในทำสมาธิ จิตตะ จิตใจฝักใฝ่ในการทำเพียรอย่างต่อเนื่อง และวิมังสา หมั่นทำการทดลองและพัฒนาแนวทางการปฏิบัติให้เป็นไปในแนวทางที่ตั้งไว้

1) อภิธรรมปิฎก วิภังค์, มก. เล่ม 35, หน้า 292.
2) คณาจารย์เลี่ยงเชียง, แบบประกอบนักธรรมตรี อธิบายธรรมวิภาค ปริเฉทที่ 1, (กรุงเทพฯ : เลี่ยงเชียง, 2536), หน้า 94.
3) พระมหาสมชาย ฐานวุฑฺโฒ, “ อิทธิบาท 4”, ไม่ระบุวันเดือนปี(เทปตลับ)2 ตลับ.
4) , 8) , 10) , 13) มรดกธรรม กัณฑ์ที่ 2 หน้า 64.
5) , 9) , 11) , 14) พระราชภาวนาวิสุทธิ์, พระธรรมเทศนา, 3 ตุลาคม 2536.
6) สารัตถปกาสินี อรรถกถาสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค, มก. เล่ม 27 หน้า 177.
7) พระภาวนาวิริยคุณ, พระธรรมเทศนา, 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2541.
12) คณาจารย์โรงพิมพ์เลี่ยงเชียง, แบบประกอบนักธรรมตรี อธิบายธรรมวิภาค ปริเฉทที่ 1, (กรุงเทพฯ : เลี่ยงเชียง, 2536), หน้า 95-96.
15) โสณสูตร อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต, มก. เล่ม 36 ข้อ 326 หน้า 706.
md204/1.txt · แก้ไขครั้งล่าสุด: 2015/03/15 16:55 (แก้ไขภายนอก)
 
เว้นแต่จะได้แจ้งไว้เป็นอื่นใด เนื้อหาบนวิกินี้ถูกกำหนดสิทธิ์ไว้ภายใต้สัญญาอนุญาติต่อไปนี้: CC Attribution-Noncommercial 3.0 Unported
Recent changes RSS feed Donate Powered by PHP Valid XHTML 1.0 Valid CSS Driven by DokuWiki