บทที่ 6 ความเครียด ความตึงและวิธีแก้ไข

  • 6.1 ลักษณะของความเครียด ความตึง
  • 6.2 สาเหตุของความเครียด ความตึง
  • 6.3 วิธีแก้ไขความเครียด ความตึง
    • 6.3.1 นั่งแล้วตึง
    • 6.3.2 นั่งแล้ว ลุ้น เร่ง เพ่ง จ้อง
    • 6.3.3 กดลูกนัยน์ตา
    • 6.3.4 ตึงที่หัวตา

แนวคิด

1.นักปฏิบัติสมาธิบางคนนั่งสมาธิแล้ว เกิดอาการเครียด ตึง คือ เกร็งที่ร่างกาย ตึงที่หัวตา ปวดศีรษะ ทั้งที่ไม่ได้ป่วย จนบางครั้งทำให้เกิดอาการล้า และเบื่อหน่ายที่จะนั่งสมาธิ

2.สาเหตุของความเครียด มีสาเหตุหลายประการ คือ เกิดจากการบังคับใจ เกิดจากการใช้ตา มองดูกลางท้อง การลุ้น เร่ง เพ่ง จ้อง ความอยาก การบังคับร่างกาย ความกลัวจะไม่ได้ เป็นต้น

3.วิธีการแก้ไข มีหลายวิธี คือ จะแก้ความตึง ให้ลืมเรื่องร่างกาย มุ่งการหยุดใจให้สบายมากกว่ามุ่งจะเห็นภาพ และนั่งแบบพักผ่อน ถ้าลุ้น เร่ง เพ่ง จ้อง ก็ให้วางใจสบายๆ ไม่เร่งประสบการณ์ มีอะไรให้ดูก็ดูไปสบายๆ ถ้ากดลูกนัยน์ตาก็หัดมองแบบปรือๆ ตา หรือใช้การเดินฐานไปเรื่อยๆ จนถึงฐานที่ 7 หรือคิดว่าศูนย์กลางกายขยายโตเท่าฟ้า

วัตถุประสงค์

เพื่อให้นักศึกษาสามารถอธิบายเรื่องต่อไปนี้ได้อย่างชัดเจน

1.ลักษณะของความเครียด ความตึง

2.สาเหตุที่ทำให้เกิดความเครียด ความตึง

3.วิธีแก้ไข และสามารถนำไปใช้แก้ปัญหาความเครียด ความตึง ที่เกิดขึ้นในระหว่างการทำสมาธิได้

เราทั้งหลายต่างก็รู้ว่าเมื่อปฏิบัติสมาธิแล้ว ย่อมก่อให้เกิดความสุข ความสบาย ผ่อนคลาย สงบนิ่ง แต่มีผู้คนหลายๆ คนกับไม่พบประสบการณ์ดังกล่าว แต่กลับพบกับสิ่งที่ตรงกันข้าม ซึ่งทำให้หลายๆ คนเกิดอาการล้า ท้อ ในการที่จะนั่งสมาธิ เพราะรู้สึกว่ายิ่งนั่ง ยิ่งทุกข์ ยิ่งนั่ง ยิ่งเครียด ยิ่งนั่ง ยิ่งหน้าแก่ลงไปทุกวันๆ ซึ่งชี้ให้เห็นว่า ผู้นั้นกำลังเดินผิดทาง ดังนั้น เราจึงควรที่จะได้มาศึกษาเรื่องของความทุกข์ ความเครียด ความผิดทางที่เกิดจากการปฏิบัติสมาธิ และเพื่อที่จะได้หาหนทางแก้ไขกันต่อไป

6.1 ลักษณะของความเครียด ความตึง

ความทุกข์ที่หนักหนาสาหัสสำหรับนักปฏิบัติสมาธิ หลายๆ คนก็คือ ความตึงเครียด ที่มักเกิดขึ้นมาพร้อมๆ กับที่ตนได้เริ่มนั่งสมาธิ หรือบางคนก็เกิดขึ้นหลังจากที่ปฏิบัติมานานระดับหนึ่งแล้ว และบางคนก็เกิดขึ้นมานานติดต่อกันหลายปี จากการศึกษาพบว่าปรากฏการณ์ที่มักเกิดขึ้นของความตึงเครียด คือ บางคนนั่งสมาธิแล้วสามารถกำหนดนิมิตได้ แต่ก็กระด้าง แข็ง หยาบ ไม่ประณีต ไม่มีความสุข และเมื่อเขาได้พยายามเค้นภาพเหล่านี้มากๆ จะทำให้เกิดอาการเครียด ตึง ปรากฏอาการออกมาทางร่างกาย คือ จะตึงตั้งแต่กระบอกตา คิ้ว หน้าผาก ศีรษะ ทั้งเนื้อทั้งตัว นิ้วกระดก ไหล่ยก ท้องเกร็ง นั่งแล้วอึดอัด ไม่สบายใจ และเบื่อหน่ายต่อการนั่ง1)

บางคนเกิดอาการปวดศีรษะเวลานั่ง พอเริ่มนั่งหลับตา ทำสมาธิแทนที่จะได้พบกับความเบาสบาย กลับต้องเจอกับอาการปวดหัว บางคนถึงขนาดคลื่นเหียนอาเจียน ทั้งที่ไม่ได้ป่วย ถึงขนาดต้องใช้ยาแก้ปวดเพื่อบรรเทาอาการดังกล่าว หรือบางคนก็ถึงขนาดป่วยไข้ไปจริงๆ เลยก็มี และที่สำคัญอาการเหล่านี้เองที่ทำให้หลายๆ คนเกิดอาการเบื่อ ล้า เลิกนั่งสมาธิ ดังนั้นจึงควรมาทำความรู้จักสาเหตุของความตึง ความเครียดกันต่อไป

6.2 สาเหตุของความเครียด ความตึง

สาเหตุของความเครียดตึง มีด้วยกันหลายประการคือ

1.บางคนรู้ว่านั่งสมาธิแล้วดี จึงตั้งใจมากเกินไป ทำให้ไม่สบาย เป็นการบังคับใจ

2.บางคนคุ้นเคยกับการเอาลูกนัยน์ตากดลงไปดูในท้อง เพราะว่ารักษากฏเกณฑ์มากเกินไปว่าฐานที่ 7 อยู่กลางท้อง จึงต้องทำอย่างนี้ผิดจากนี้มีความรู้สึกว่าไม่ใช่ แต่วิธีการมองทำไม่เป็น จึงกดลูกนัยน์ตา ทำให้ตึงเครียดขึ้นในระบบประสาทและกล้ามเนื้อ พอตึงเครียดเข้า นั่งก็เมื่อยไม่มีความสุข เลิกจากทำสมาธิก็ไม่สบาย เหนื่อย เมื่อย ยิ่งได้ยินคนอื่นเขานั่งแล้วได้ผล ยิ่งกลุ้มใจ บางครั้งก็น้อยใจ แต่ก็ยังทำอยู่ด้วยวิธีการเดิมเกร็งๆ เครียดๆ หรือ บางคนเห็นนิมิตดวงแก้ว หรือองค์พระ พอออกมานอกห้องก็เกร็ง เอาลูกนัยน์ตากดดู ทำให้เครียด

3.เวลากำหนดบริกรรมนิมิต ไปเพ่ง จ้อง บังคับใจ เพื่อจะเค้นภาพดวงแก้วหรือองค์พระให้บังเกิดขึ้นในกลางกาย เมื่อไปบังคับ ปฏิกิริยาก็เกิดขึ้นที่ร่างกาย เกิดอาการตึง อาการเกร็ง เครียด

4.ตามปกติของคนที่มีความรับผิดชอบการงานในทางโลก เวลาจะมานั่ง ก็มักจะเอาจริงเอาจัง คิดว่าเป็นภาระ เป็นหน้าที่ ก็พยายามที่จะทำให้สมาธิเกิด พยายามจะทำใจให้สงบ พยายามที่จะเค้นภาพให้ชัด จึงทำให้เกิดความตึงเครียดในระบบประสาทและกล้ามเนื้อ

5.บางคนบังคับร่างกาย ตั้งใจจะนั่งให้ท่าสวย ตามแบบแผน ทำให้ไปติดอยู่กับเรื่องของกิริยาท่าทางมากกว่าเรื่องของใจ เลยพยายามนั่งเกร็งท้อง เกร็งมือ เหยียดหลัง ตั้งไหล่ เพื่อรักษาท่านั่งให้ถูกที่สุด โดยลืมไปว่าสมาธินั้นมีใจเป็นใหญ่ จึงทำให้เกร็งและทำให้เกิดความตึงเครียดตามมา

6.ความเครียดที่เกิดจากความอยาก ความอยากสามารถแบ่งออกได้ ดังนี้

6.1)ความอยากก่อนนั่ง คือ รู้ว่านั่งแล้วดี นั่งแล้วได้บุญ นั่งแล้วสวย นั่งแล้วใจจะอิ่มเอิบ ผิวพรรณผ่องใส จึงทำให้เกิดความพยายามอย่างมากก่อนนั่ง แล้วพยายามกดใจให้หยุดนิ่ง พยายามนั่งนิ่ง โดยไม่ขยับตัว ประเภทนี้ใจจะไม่มีโอกาสหยุดนิ่งได้เลย ซ้ำยิ่งนั่งก็จะยิ่งเมื่อย ยิ่งเครียด นั่งแล้วขาดความสุข

6.2)ความอยากที่เกิดขึ้นขณะนั่ง มักเกิดตอนปฏิบัติไปได้สักระยะหนึ่ง จนใจสบาย เริ่มได้ผลให้พอสังเกตได้ แล้วจึงเกิดความรู้สึกอยากรู้ว่านิมิตหรือภาพที่เห็นชัดบ้าง ไม่ชัดบ้างขณะนี้นั้น คืออะไร จะเป็นอย่างไรต่อไปหรือพยายามจะทำให้ดีกว่านี้ ให้ดีที่สุดบางคนอยากเห็นนิมิตให้ชัดเจน อยากได้มากๆ เพราะรู้ว่าดี เห็นคนอื่นเขาได้เราก็อยากได้ ก็เลยเกิดความตั้งใจ พอตั้งใจมากเกินไปก็เกิดความตึงเครียดที่ระบบประสาทกล้ามเนื้อ ดวงตาเริ่มจะปิดสนิท กดลงไปดูข้างล่าง เปลือกตาปิดสนิท เม้มเหมือนคนทำตาหยีจะปิดสนิท ลูกนัยน์ตาก็จะกดลงไปดู แสดงให้รู้ว่ากำลังใช้กำลังระบบประสาทกล้ามเนื้อ ตึงเกินไปก็เครียด พอเครียดก็ไม่ได้ผล2)

7.เกิดจากการ ลุ้น เร่ง เพ่ง จ้อง โดยมีลักษณะดังต่อไปนี้

7.1การลุ้น คือ ลุ้นประสบการณ์ภายใน เช่น ใจกำลังรวม ก็ลุ้นให้ตกศูนย์ ซึ่งอาการลุ้นมีหลายระดับ คือ

1)พวกที่เริ่มต้นใหม่ คือ นั่งแล้วยังไม่เห็นอะไร ก็ลุ้นอยากให้เห็น

2)อีกขั้นหนึ่ง เห็นแต่ไม่ชัด ก็ลุ้นอยากจะให้ชัด

3)ชัดมากๆ แต่อยากให้ชัดมากยิ่งกว่าลืมตาเห็น

4)พอชัดยิ่งกว่าลืมตาเห็น ก็ลุ้นอยากเข้ากลาง

5)พอเข้ากลางได้ ก็ลุ้นอยากเข้าได้เร็วยิ่งๆ ขึ้น

6)พอเข้ากลางได้เร็วแล้ว ก็อยากทิ้งดิ่ง พุ่งขยายได้

7)พอได้ระดับนั้น อยากไปถึงที่หมายที่ได้ยินได้ฟัง

8)พวกที่เคยได้ธรรมะแล้ว พอประมาทธรรมะก็หายไป เมื่ออยากได้เหมือนเดิมก็ลุ้น พอไม่ได้ก็รำคาญ โมโหโทโส

บางท่านมีอาการนั่งแล้วนิ่งๆ ไม่มีความคิดอะไรเลย แต่ก็ไม่มีอะไรให้ดู มันนิ่งเฉยๆ ไม่ค่อยมีความสุขเท่าไร นิ่งไม่ฟุ้ง แต่ไม่นุ่ม

7.2)เร่ง เช่น ภาพกำลังสลัวๆ เราก็เร่งให้ชัดๆ เร็วๆ

7.3)เพ่ง เช่น ภาพภายในต้องให้ใจดู แต่ไปใช้ตาเพ่ง จึงเกิดการปวดตา

7.4)จ้อง เช่น เมื่อองค์พระปรากฏขึ้นก็ใช้กำลังลงไปดู อาการลุ้น เร่ง เพ่ง จ้องนี้ จะส่งผลให้ปวดหัว บางทีก็ถึงกับปวดไปทั้งเนื้อทั้งตัว

8.มีกังวลลึกๆ อยู่ภายในลึกๆ กลัวไม่เห็น กลัวเห็นช้า กลัวจะไม่ได้ กลัวจะทำไม่เป็นในชาตินี้ กลัวจะเข้าถึงช้า กลัวจะไม่ทันใช้ เลยเร่ง จะให้ใจเป็นสมาธิ

6.3 วิธีแก้ไข ความเครียด ความตึง

วิธีแก้ไขความตึงเครียด ซึ่งมีสาเหตุมาจากทั้งความอยาก ความตั้งใจมาก รวมการใช้วิธีการที่ไม่ถูกวิธี มีหลายวิธี ในที่นี้จะได้แนะแนวทางแก้ไขตามสาเหตุต่างๆ

6.3.1 นั่งแล้วตึง

1.ถ้าหากว่าเวลานึกนิมิตอดไม่ได้ที่จะตึง ก็อย่าไปนึก ทำนิ่งๆ ถ้านิ่ง แม้ไม่ได้นึกอะไร แค่หลับตา ก็ยังตึงอยู่ เพราะอดไม่ได้ที่จะมากังวลอยู่ในท้อง ให้หลับตาไม่ต้องนึกอะไร ถ้าไม่ได้นึกอะไร แล้วอดไม่ได้ที่จะคิดถึงศูนย์กลางกาย ทำให้ตึง ให้เอาใจไปอยู่ที่ตรงอื่นก่อน ตรงไหนก่อนก็ได้ที่สบาย แล้วก็คิดว่า ตรงนั้นที่เราทำความรู้สึกแล้วสบาย คือศูนย์กลางกาย คิดอย่างนั้นไปก่อน ทั้งๆ ที่ไม่ใช่ แต่ก็คิดเอาตรงนั้นไปก่อน สบายตรงไหน ให้เอาตรงนั้นไปก่อน3)

2.สำหรับคนช่างลุย ตึง ให้วางสบาย ไม่นึกภาพ ค่อยๆ วางแม้แต่วางมือก็ค่อยๆ วาง สูดลมหายใจเบาๆ เหมือนกับลมหายใจของเรากับจักรวาลเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน อย่าไปนึกภาพ เอาใจวางนิ่งๆ ตรงไหนก็ได้ นิ่งเฉยๆ ให้ลูกนัยน์ตาตั้งอยู่ที่ตั้งดั้งเดิม นิ่งหรือลืมไปว่าเราไม่มีลูกนัยน์ตา ลืมไปว่าไม่มีตัวตนก็ได้ นิ่งๆ เฉยๆ

ถ้ายังไม่ได้ ให้ลองคิดเล่นๆ นึกเอาผมบนศีรษะ ขนตัวของเราเอาไปกองไว้ ผมไว้ทางหนึ่ง ขนทางหนึ่ง เล็บถอดออกไปจากนิ้วเท้านิ้วมือ ลอกหนังออกไปกองไว้ ลอกเนื้อออกไปอีกชั้นหนึ่ง เส้นเอ็น เส้นเลือด เส้นประสาท ดึงออกไป อวัยวะภายใน ลากออกไปไว้คนละที่เหลือแต่โครงกระดูก กะโหลกบนศีรษะไว้ทางหนึ่ง ฟันไว้ทางหนึ่ง กระดูกคอที่มีหลายข้อ ก็เอาไว้คนละทิศคนละทาง กระดูกสันหลัง ไหปลาร้า ซี่โครง กระดูกแขน กระดูกขา สะโพก กระดูกนิ้ว เอาไว้คนละทิศทาง จนรู้สึกว่าร่างกายไม่มี เหลือแต่ใจดวงเดียวที่นิ่งๆ จะทำให้ไม่ตึงเลย นิ่งตรงไหนก็ให้วางใจไว้ตรงนั้น แล้วค่อยย้อนกลับมาฐานที่ 74)

3.บางคน ถ้านึกศูนย์กลางกายในตัวแล้วตึง อดจะใช้ลูกนัยน์ตากดลงไปดูไม่ได้ ให้นึกว่า เราอยู่ในศูนย์กลางกาย คำว่า เราคือร่างกายนี้ ให้สมมติว่าใสเป็นเพชร เป็นองค์พระ เป็นเพชรใสๆ นั่งนิ่งๆ อยู่ในศูนย์กลางกายที่ขยายโตเท่ากับห้อง โตไปจนสุดขอบฟ้า

4.ถ้าเราอยากจะเห็น จนกระทั่งไปเค้น ทำให้ตึง ถ้าจะไม่ให้ตึง เราเพียงแค่ทำความรู้สึกว่า มีองค์พระ มีดวงแก้วในตัว แม้จะไม่เห็น แต่รู้สึกว่ามี ทำทั้งเวลานอกห้องปฏิบัติธรรม และเข้ามาในห้องปฏิบัติธรรม5)

5.อย่าเพิ่งมาคิดว่า ตอนนี้เรากำลังจะตั้งใจนั่งทำสมาธิ จะต้องเอาสมาธิให้บังเกิดขึ้น อย่าเพิ่งไปคิดอย่างนั้นนะ ให้คิดอย่างนี้ คิดว่าเราจะมานั่งพักผ่อน พักผ่อนแบบอริยะ แบบพระอริยเจ้า ผู้ปลดปลงภารกิจทั้งหลายทั้งมวล ออกจากใจหมดแล้ว จะมาอยู่ในโลกส่วนตัวของเรา กายยาววาหนาคืบ กว้างศอก เป็นโลกส่วนตัวเรา6)

6. อย่าตั้งใจมาก ทำเฉยๆ อย่าเพ่ง จ้อง ต้องนั่งให้หน้ายิ้มๆ สดชื่นเบิกบาน ให้กล้ามเนื้อคลี่ออก และจะไม่เครียด อย่าหวังในการที่จะเห็นภาพหรือนิมิต ให้คิดว่าการเห็นเป็นผลพลอยได้ มุ่งทำใจให้หยุดนิ่งสงบอย่างเดียว7)

มีคำกลอนที่พระราชภาวนาวิสุทธิ์ได้รจนาไว้ว่า

“ ง่ายๆ สบายๆ ผ่อนคลาย อย่าตึง อย่าเค้น ง่ายๆ ทำใจเย็นๆ เดี๋ยวเห็น ทำใจสบายๆ”

“ บอกแล้วว่า อย่าคาดหวังใจจะเครียด กายซีเรียส นั่งเท่าไรไม่ได้ผล ได้แต่เพียงทนนั่งและนั่งทน ไม่ได้ผลอย่างที่ใครเขาเห็นกัน เอาอย่างนี้ ทีนี้นั่งเฉยๆ ทำเสบยดั่งเคยสอนจำได้ไหม วางเบาๆ ใจเย็นนั่นเป็นไง เริ่มต้นใหม่อย่างง่ายใจดีดี”

6.3.2 นั่งแล้ว ลุ้น เร่ง เพ่ง จ้อง

1.ทำใจให้นิ่งนุ่มอย่างเบาสบาย

นิ่งแบบกดๆ เพราะฉะนั้นจึงไม่มีอะไรใหม่ๆ มันก็นิ่งเฉยๆ ไม่ค่อยมีความสุขเท่าไหร่ นิ่งอย่างนี้ แต่ก็นิ่งไม่ฟุ้งมันไม่นุ่ม ทำใจให้นุ่มๆ เบาๆ เดี๋ยวมันจะได้วื้ดเข้าไปแล้วขยายกว้างไปไม่มีที่สิ้นสุดเลย ไม่ยั้งไปได้เรื่อยๆ เลย ถ้าหากว่านิ่งไม่ฟุ้งซ่าน ไม่มีความสุขอยู่อย่างนั้นไม่มีอะไรใหม่ แสดงว่าเราหยุดกดๆ เรามีเจือความตั้งใจเข้าไป

2.อย่ากังวลเรื่องการเห็นภาพ

อย่าไปกังวล เรื่องการเห็นภาพ อย่าไปคิดว่าการเห็นภาพนั้นคือการนั่งเราได้ผล หรือได้ยินคนนั้นพูด ทำไมเราไม่เห็นอย่างเขา เราก็อยากเห็นกับเขา ให้มุ่งปรับที่ใจ อย่าไปปรับที่ภาพ ดูเฉยๆ นิ่งๆ พอใจมันนุ่ม แล้วมันสบาย จะเกิดความรู้สึกตรงนี้ แม้ไม่เห็นอะไรก็ไม่ได้ทุกข์ใจ นั่นแหละถูกวิธี ความสุขในรอบนั้นจะเป็นกำลังใจสำหรับ รอบถัดไป ทำอย่างนี้ให้ได้ทุกรอบแล้วจะสมหวัง

3.วางใจนิ่งๆ ในกลางท้องที่เรามั่นใจว่า คือ ศูนย์กลางกายฐานที่ 7

ถ้าหากว่า นึกถึงภาพดวงแก้วแล้ว มันอดลุ้น อดเร่ง อดเพ่ง อดจ้องไม่ได้ ทั้งๆ ที่มันอดได้ แต่ว่าไม่ยอมอด ทำให้ปวดหัว ปวดศีรษะ ปวดไปทั้งเนื้อทั้งตัวเลย ถ้าอย่างนี้ก็ไม่ต้องไปนึกถึงภาพ กำหนดใจหยุดนิ่งๆ ในกลางท้อง ณ จุดที่เรามั่นใจว่า เป็นฐานที่ 7

4.ให้มุ่งที่ใจหยุดแทนการมุ่งเห็นภาพ

“ ความสบาย เบา สบาย ตัวขยาย นานๆ ก็จะเห็นดวง หรือองค์พระรัวๆ ลางๆ สักทีหนึ่งหลวงพ่อ เชื่อว่า การที่เริ่มต้นได้ถูกต้อง แม้มันจะยังไม่ทันใจเราในตอนนี้ แต่ผลต่อไปนั้นจะให้ผลระยะยาวที่ถูกต้อง และเป็นที่พึ่งให้กะเราได้ เราจะมีความสุขต่อการปฏิบัติธรรมเมื่อเราทำได้ถูกต้อง และการเห็นภาพมันจะตามมาเอง มันจะเป็นผลพลอยได้ ซึ่งมันต้องเห็นอยู่ดี เพราะแสงสว่างมันเกิด เกิดเมื่อใจหยุดนิ่งได้ถูกส่วน ที่ใจหยุดนิ่งได้ถูกส่วน เพราะเราทำถูกต้อง ถูกวิธี ดูเหมือนช้า ไม่ค่อยทันใจพวกเรา แต่ความจริงนั้นเร็วมาก

เรามองมุมกลับ เราตรึกองค์พระได้ ดวงแก้วได้ แต่มันแข็ง มันกระด้าง แล้วก็ปวดหัว หน้านิ่ว คิ้วขมวดทุกที แล้วก็ไม่มีประสบการณ์อะไรใหม่ๆ เห็นกระด้างๆ อย่างนี้ แล้วมันก็ไม่ไปไหน ทำให้เราเบื่อหน่าย การเริ่มต้นที่มันยังไม่ถูกต้องสมบูรณ์ มันดีตอนแรก แต่ระยะไกลๆ มันไม่ไปไหน แต่จะทำให้เราเบื่อการนั่ง แล้วพลอยไม่เชื่อว่า คนอื่นที่เขาเข้าถึงกันยังไง เขาไปเห็นกันยังไง จะไม่เชื่อ ดูเหมือนเร็วแต่มันจะช้า

แต่ถ้าหากว่าเริ่มต้นถูกต้องนี้ ดูเหมือนช้าแต่มันจะเร็ว แม้ว่าไม่มีทางลัดอื่นใดก็ตาม แต่ถ้าเราทำถูกต้อง ถูกวิธีการแล้วนี้ มันก็จะลัดของมันไปเอง คือย่นระยะเวลาไปเอง เพราะฉะนั้นให้มามุ่งเรื่องฝึกใจให้หยุด ให้นิ่ง แล้วก็ให้ได้รับความสุขทุกครั้งที่เราปฏิบัติไม่มากก็น้อย หรืออย่างน้อย ก็ไม่ทุกข์ ไม่มึน ไม่ซึม ไม่เกร็ง ไม่เครียด ระบบประสาทกล้ามเนื้อ ไม่เบื่อหน่ายการนั่ง อย่างน้อยก็ต้องให้ได้ขนาดนี้ อย่างดีก็คือให้ได้รับความสุขทุกครั้งแม้แวบเดียว การที่ได้รับความสุขทุกครั้งที่เรานั่ง แม้ไม่นาน นั่นก็เป็นเครื่องยืนยันว่า เราปฏิบัติถูกต้องการปฏิบัติถูกต้อง เป็นสิ่งบ่งชี้ว่า เราจะต้องไปถูกทาง และจะมีประสบการณ์ภายในที่ดีขึ้นไปเรื่อยๆ มาย้ำตรงนี้นะลูกนะ ย้ำตรงนี้ ย้ำตรงนี้ให้เยอะๆ”8)

เพราะฉะนั้นให้มุ่งเรื่องฝึกให้หยุดให้นิ่ง แล้วก็ให้ได้รับความสุขทุกครั้งที่เราปฏิบัติ

5.ทำใจหยุดนิ่งเฉย มองเรื่อยไปไม่ต่อต้านทุกความคิด

“ การทำใจให้หยุดนิ่งเฉยๆ ไม่กำหนดอะไรเลย เหมาะสำหรับ คนที่จินตนาการไม่เป็น สร้างมโนภาพไม่เป็น พอจะนึกถึงดวงแก้ว หรือว่าองค์พระทีไร ปวดหัวทุกที เพราะอดที่จะไปเค้นภาพไม่ได้ ทำให้ปวดหัว แล้วก็ไม่ได้สุขที่เกิดจากสมาธิ พลอยเป็นเหตุให้เบื่อการทำภาวนา และทำให้น้อยใจว่าตัวเราคงจะไม่มีบุญวาสนา ถึงเค้นภาพออกมาไม่ได้”9) มีคำกลอนสอนใจที่พระราชภาวนาวิสุทธิ์ได้ให้ไว้ว่า

“ หากอยากนั่ง O.K. ให้นั่งต่อ ตามใจพ่อสักหน่อยจะได้ไหม เลิกลุ้นเร่งเพ่งจ้องมองเรื่อยไป เห็นอะไรใหม่ไม่ใหม่ก็ช่างมัน แล้วเป็นมิตรกับความคิดทุกๆอย่าง ใจจะว่างโปร่งเบาไม่ฟุ้งฝัน ลูกจะเจอของดี โอ้อัศจรรย์ คือรางวัลตามใจพ่อครั้งนี้เอย”

สูตรสำเร็จการแก้ลุ้น

1.ถ้าใจยังไม่พร้อมที่จะนึก อย่าเพิ่งนึก ให้วางใจเฉยๆ จงคอยด้วยใจที่เยือกเย็น วางใจในที่สบายๆ

2.วิธีรักษานิมิตให้ดูเฉยๆ แม้หายก็ช่างให้หยุด นิ่ง เฉย

3.การดูเฉยๆ จะทำให้ประสบการณ์ดีขึ้นตามลำดับ

4.เห็นแค่ไหนก็ให้พอใจแค่นั้นไปก่อน

5.มีอะไรให้ดู ก็ดูไป ดูไปเรื่อยๆ อย่างสบายๆ โดยไม่คิดอะไรทั้งสิ้น

6.เรามีหน้าที่ดูไม่ใช่ผู้กำกับการแสดง ไม่เจ้ากี้เจ้าการ

7.อย่าไปเพ่ง จำได้แค่ไหนก็เอาแค่นั้น ไม่จำเป็นจะต้องจำได้ 100 เปอร์เซนต์์ จำได้ 10 เปอร์เซ็นต์แล้วต่อจากนั้นก็นึกอย่างสบายๆ โดยไม่ต้องกังวลกับการนึกคิดมากไป

6.3.3 กดลูกนัยน์ตา

1.ปรับการปิดเปลือกตา และฝึกมองเหม่อๆ

“ ถ้ากดลูกนัยน์ตา ก็ปรือๆ นัยน์ตา ปรือๆ ค่อยๆ ปรือๆ ตา ยกเปลือกตาขึ้นสักนิดแล้วเหม่อมองใหม่ ปรับกันอยู่อย่างนี้แหละ ปรับมันทุกรอบ ทุกวัน จนกว่ามันจะไม่กดลูกนัยน์ตา มองไปกลางท้อง ให้เป็นเพียงแค่ความรู้สึกอยู่ที่กลางท้อง”10)

2.ฝึกกำหนดใจไปตามฐานทั้ง 7

หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านมีวิธีการที่จะไม่ให้ลูกนัยน์ตา กดลงไปดู ท่านให้กำหนดตั้งแต่เริ่มต้น ที่ปากช่องจมูก แล้วตอนนี้เราก็มีความรู้สึกว่าง่าย ง่ายกว่าในท้อง ท่านจะให้เริ่มต้นที่ปากช่องจมูก เป็นเครื่องหมายที่ใสบริสุทธิ์ เป็นเพชร ที่ให้เริ่มนึกตรงนี้ รู้สึกจะง่าย เพราะใกล้ต่อลูกนัยน์ตา จะนึกง่าย แล้วก็ให้ภาวนาว่า สัมมาอะระหังๆ สามครั้งที่ปากช่องจมูก แล้วก็เลื่อนไปจนถึงฐานที่ 7

“ ทำปรือตาแล้วมันก็ยังไม่ได้ผล ให้เริ่มสำรวจดูฐานทั้ง 7 ฐาน โดยเริ่มจากฐานที่ 1 ก่อนว่า ใจเราทำความรู้สึกตรงฐานไหนถึงจะสบาย ถ้าสมมุติว่าเราเริ่มปากช่องจมูกฐานที่ 1 ฐานที่ 1 ไม่ต้องคำนึงถึงหญิงซ้าย ชายขวา เอ้านิ่งๆ ไว้ สังเกตดูว่าสบายไหม ถ้าไม่สบาย เลื่อนเปลือกตาขึ้นมาดู ฐานที่ 2 แบบปรือๆ ตา ปรือๆ อย่าปิดสนิท ปรือๆ เรื่อยไปจนถึงฐานที่ 7 และทำสลับไล่จากฐานที่ 7 กลับมาฐานที่ 1

หรือไล่ฐานที่หนึ่งปากช่องจมูกหญิงซ้ายชายขวาฐานที่สองที่หัวตาหญิงซ้ายชายขวา ไล่เรื่อยไปฐานที่สาม สี่ ห้า เลือกเอาฐานหนึ่งสบายตรงไหนก็เอาใจวางไว้ตรงนั้นไปก่อนวางไปก่อนอย่างสบายๆ จะภาวนาสัมมาอะระหัง ประคองใจไปด้วยก็ได้ หรือจะไม่ภาวนาสัมมาอะระหังก็ไม่เป็นไรให้สบายๆ นะ”11)

3.นึกว่าตัวเราใสเป็นเพชร และอยู่ในศูนย์กลางกายที่ขยายสุดขอบฟ้า

จะนึกว่าเราอยู่ในศูนย์กลางกายฐานที่ 7 หรือเอาตัวเราอยู่ในศูนย์กลางกายฐานที่ 7 ที่ขยายแล้ว ขยายโตเต็มห้อง ขยายเต็มสภาสุดขอบฟ้า ศูนย์กลางกายเราขยาย แล้วเราก็สมมุติตัวเราน่ะเป็นศูนย์กลางของสรรพสิ่ง อยู่ในกลางฐานที่ 7 ที่ขยายไปแล้ว กายเราใสเป็นเพชร หรือใสเป็นพระ12)

4.เอาใจหยุดนิ่งเฉยๆอยู่ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ 7

จะเอาเราอยู่กลางกายหรือกลางกายอยู่ในเราก็ได้ ที่สำคัญคือให้รู้สึกสบายๆ หรือจะทำตัวให้สบายทำใจให้สงบ อย่างนี้ก็ได้เดี๋ยวจะพบแสงสว่าง พบดวงธรรมพบกายภายในพบองค์พระธรรมกายอย่างนี้ก็ได้ทำให้ง่ายๆ ธรรมะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแม้ว่าลึกซึ้งแต่เข้าถึงได้ง่ายๆ โดยวิธีการที่ถูกต้องให้มีสติและสบายและก็ความสม่ำเสมอให้ต่อเนื่องกันไป วางใจเบาๆ

6.3.4 ตึงที่หัวตา

1.เบื้องต้นทำสบายๆ นึกว่าเล่นๆ เหมือนเรานั่งฟุ้งซ่านแต่ให้ฟุ้งซ่านเรื่องดวงแก้ว อย่านึกว่าเป็นการทำสมาธิ ให้นึกว่าเป็นนั่งเล่นๆ นั่งคิดอะไรเพลินๆ

2.มีความรู้สึกว่าตรงไหนที่เราวางใจสบาย นั่นคือ ศูนย์กลางกาย ไม่ต้องกังวลว่า จะต้องอยู่ในท้องเป๊ะ เหนือสะดือ 2 นิ้วมือไม่ให้เหลื่อม ไม่ให้ล้ำ แม่แต่มิลลิเมตรเดียว ไม่ต้องให้ถึงขนาดนั้น อย่างนั้นจะเครียดตึง ให้มีความรู้สึกว่าศูนย์กลางกายของเรานี่ขยายไปเต็มห้องเลย ใจอยู่ตรงไหนก็ศูนย์กลางกายเราวางตรงไหนก็ศูนย์กลางกายหมด สบายตรงไหนก็วางตรงนั้น

3.ให้เริ่มต้นจากความรู้สึก ในการเห็นภาพนั้น ก่อนเราขยายศูนย์กลางกายไปเต็มห้องแล้ว หรือคลุมตัวแล้ว ให้มีความรู้สึกว่า ที่ขยายไปนั่นแหละเป็นดวงด้วย มีความรู้สึกว่ามีดวงคุมเหมือนกับเราหลับตาแล้วนั่งอยู่ในห้อง เราก็รู้สึกตัวว่าเราอยู่ในห้อง เราหลับตาเราก็ไม่เห็นห้อง แต่เรารู้ว่าเรานั่งอยู่ในห้อง เหมือนตอนที่เรายังไม่เห็นดวง แต่เราก็รู้สึกว่า เรานั่งอยู่ในกลางดวง จะเห็นหรือไม่เราก็รู้สึกว่านั่งอยู่ในกลางดวง ถ้าเรานึกขยายใจออกไปอย่างนี้ มันจะคลาย สบายมากขึ้น

ทั้งหมดนี้พอเป็นแนวทางเพื่อแก้ไขความตึงเครียด ที่มีสาเหตุมาจากการปฏิบัติที่ไม่ถูกวิธีต่างๆ กัน ดังนั้น ก็ขอให้ทุกท่านที่กำลังเกิดความตึงเครียด จนเบื่อหน่ายที่จะนั่งสมาธิ ได้ลองนำเอาวิธีการเหล่านี้ไปปรับใช้ เพื่อที่จะทำให้เรามีความสุข เบิกบานกับการได้นั่งสมาธิในครั้งหน้า และในครั้งต่อๆ ไป

1) พระราชภาวนาวิสุทธิ์, พระธรรมเทศนา, 6 มิถุนายน 2545.
2) พระราชภาวนาวิสุทธิ์, พระธรรมเทศนา, 5 ตุลาคม 2540.
3) , 5) พระราชภาวนาวิสุทธิ์, พระธรรมเทศนา, 9 กรกฎาคม 2540.
4) พระราชภาวนาวิสุทธิ์, พระธรรมเทศนา, 17 กรกฎาคม 2545.
6) พระราชภาวนาวิสุทธิ์, พระธรรมเทศนา, 2 มีนาคม 2545.
7) พระราชภาวนาวิสุทธิ์, พระธรรมเทศนา, 24 มีนาคม 2535.
8) พระราชภาวนาวิสุทธิ์, พระธรรมเทศนา, 6 มิถุนายน 2541.
9) พระราชภาวนาวิสุทธิ์, พระธรรมเทศนา, 20 พฤษภาคม 2540.
10) , 12) พระราชภาวนาวิสุทธิ์, พระธรรมเทศนา, 24 มิถุนายน 2545.
11) พระราชภาวนาวิสุทธิ์, พระธรรมเทศนา, 7 กรกฎาคม 2545.
md203/6.txt · แก้ไขครั้งล่าสุด: 2015/03/15 16:55 (แก้ไขภายนอก)
 
เว้นแต่จะได้แจ้งไว้เป็นอื่นใด เนื้อหาบนวิกินี้ถูกกำหนดสิทธิ์ไว้ภายใต้สัญญาอนุญาติต่อไปนี้: CC Attribution-Noncommercial 3.0 Unported
Recent changes RSS feed Donate Powered by PHP Valid XHTML 1.0 Valid CSS Driven by DokuWiki