บทที่ 5 อุทธัจจกุกกุจจะและวิธีแก้ไข

  • 5.1 ลักษณะของอุทธัจจกุกกุจจะ
  • 5.2 สาเหตุของอุทธัจจกุกกุจจะ
    • 5.2.1 เจตโสอวูปสมะ
    • 5.2.2 ปลิโพธ
    • 5.2.3 สาเหตุ 5 ประการ
  • 5.3 วิธีแก้ไขอุทธัจจกุกกุจจะ
    • 5.3.1 ตามคัมภีร์
    • 5.3.2 ตามหลักปฏิบัติ

แนวคิด

1.อุทธัจจกุกกุจจะ คือ ความฟุ้งซ่าน และรำคาญใจ พระพุทธเจ้าอุปมาเหมือนคนที่เป็นทาส ความฟุ้งที่เกิดขึ้นมีทั้งที่เป็นภาพ เป็นเสียง หรือเป็นทั้งภาพและเสียง ที่มีปริมาณความฟุ้งมากน้อยแตกต่างกัน แต่ไม่ว่าจะรูปแบบใดมื่อเกิดความฟุ้งซ่านย่อมทำให้ใจไม่สงบ ไม่ได้ผลจากการปฏิบัติ

2.สาเหตุของความฟุ้งซ่าน เกิดจากใจที่ไม่สงบ ทำให้เกิดความวิตกกังวล หวาดกลัว เป็นต้น โดยมีเรื่องที่ทำให้กังวลอยู่ 10 ประการ ที่เป็นเครื่องทำให้ใจไม่สงบ นอกจากนี้ยังเกิดจากไม่คุ้มครองในทวารอินทรีย์ทั้งหลาย ไม่รู้ประมาณในอาหาร ไม่ประกอบความเพียรเป็นเครื่องตื่นอยู่ ไม่เห็นแจ้งในกุศลธรรมทั้งหลาย และไม่หมั่นประคองใจไว้กลางกายทั้งกลางวัน และกลางคืน

3.วิธีการแก้ไขความฟุ้ง ในอรรถกถาให้วิธีการไว้ 5 ประการ คือ ความสดับฟังธรรมะให้มาก ความสอบถามผู้รู้ การหมั่นรักษาศีล คบผู้เจริญ มีกัลยาณมิตร และพูดเรื่องที่สบาย นอกจากนี้ในขณะนั่งสมาธิ มีวิธีการแก้ไขหลายประการ เช่น ดูความคิดไปเรื่อยๆ นึกดวงแก้ว องค์พระ และภาวนา ไล่ฐานทั้ง 7 ถ้าฟุ้งมากให้ลืมตา แล้วค่อยหลับตา หรือใช้การพิจารณาความไม่เที่ยงของชีวิต หรือความตาย

วัตถุประสงค์

เพื่อให้นักศึกษาสามารถบอกถึงความหมายของเรื่องต่อไปนี้ได้

1.ลักษณะของอุทธัจจกุกกุจจะ

2.สาเหตุที่ทำให้เกิดอุทธัจจกุกกุจจะ

3.วิธีแก้ไขและสามารถนำไปใช้แก้ปัญหาอุทธัจจกุกกุจจะที่เกิดขึ้นในระหว่างทำสมาธิ

ไม่ว่าจะเป็นนักปฏิบัติใหม่ หรือนักปฏิบัติเก่าที่ฝึกสมาธิมานานพอสมควร ต่างก็จะพบว่า อุปสรรคตัวสำคัญตัวหนึ่ง ที่ทำให้ใจของเราไม่เคยหยุดนิ่ง เข้าถึงความเป็นสมาธิ นั่นคือความฟุ้ง บางคนฟุ้งมาก ถึงขนาดตั้งแต่เริ่มต้นของการนั่ง จนกระทั่งจบรอบการนั่ง ใจไม่ได้หยุดนิ่งเลย บางคนก็ฟุ้งในช่วงแรก และใจค่อยๆสงบขึ้น แต่บางคนก็อาจจะเกิดอาการฟุ้งหลังจากที่นั่งไปนานๆ ซึ่งทั้งหมดนี้ เราต่างก็เคยเจอกันไม่มากก็น้อย สารพันความคิดที่ปรากฏขึ้นมาในใจเหล่านี้นี่แหละ นับเป็นอุปสรรคตัวสำคัญตัวหนึ่ง ที่ทำหลายๆคน รู้สึกเบื่อที่จะนั่งสมาธิ บางครั้งรู้สึกว่านั่งแล้วไม่ได้อะไรเลย เพราะมีแต่ความคิดผุดขึ้นมา ซึ่งความฟุ้งซ่านนี้เป็นนิวรณ์หนึ่งในนิวรณ์ 5 เช่นกัน ดังนั้น เราจึงควรจะได้มาทำความรู้จักกับอุปสรรคตัวนี้ และจะได้หาวิธีการแก้ไขต่อไป

5.1 ลักษณะของอุทธัจจกุกกุจจะ

โดยปกติธรรมชาติของจิตใจมนุษย์มีสภาพกวัดแกว่ง ซัดส่ายไปในอารมณ์ต่างๆ หวั่นไหวในทุกสภาวะอารมณ์ที่มากระทบ ไม่ว่าจะเป็นดีใจ เสียใจ เมื่อจิตหวั่นไหว สภาวะของจิตที่เคยเป็นประภัสสร คือ ใส สว่างบริสุทธิ์ก็จะมัวหมอง ไม่บริสุทธิ์สะอาด ทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานของใจลดลง เมื่อจิตเกิดความคิดฟุ้งซ่าน ปัญญาย่อมอ่อนกำลัง เมื่อปัญญาอ่อนกำลัง ก็ไม่สามารถพิจารณาให้เห็นประโยชน์ของตน ประโยชน์ของผู้อื่น ประโยชน์ของทั้งสองฝ่าย ไม่สามารถรู้เห็นตามความเป็นจริงได้

ดังมีอุปมาไว้ใน สังคารวสูตร1)ว่า จิตที่ถูกอุทธัจจะกุกกุจจะครอบงำ เปรียบเหมือนภาชนะใส่น้ำที่ถูกลมพัดไหวกระเพื่อมเป็นคลื่น คนตาดีมองดูเงาหน้าของตนในภาชนะน้ำนั้น ไม่รู้เห็นตามความเป็นจริง ความฟุ้งซ่านรำคาญใจ ทางภาษาบาลี เรียกว่า อุทธัจจกุกกุจจะ เป็นนิวรณ์ข้อที่ 4

อุทธัจจกุกกุจจะ2) มาจากคำสองคำผสมกัน คือ

อุทธัจจะ หมายถึง ความฟุ้งซ่าน อึดอัด กลัดกลุ้ม กังวล ทำให้เกิดความเครียด ความหงุดหงิด ในคำไทย ใช้ว่า

อุทธัจจะ คือ ความฟุ้งซ่าน ความประหม่า ความขวยเขิน

กุกกุจจะ หมายถึงความรำคาญใจ ความวิตก กังวล ทำให้อึดอัด กลุ้มใจ

อุทธัจจะกุกกุจจะ แปลรวมกันว่า ความฟุ้งซ่านและรำคาญ

ในพระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคิณี3) ได้อธิบายลักษณะของอุทธัจจะ และกุกกุจจะไว้ว่า

อุทธัจจะ เป็นความฟุ้งซ่านแห่งจิต ความไม่สงบแห่งจิต ความวุ่นวายใจ ความพล่านแห่งจิต

กุกกุจจะ เป็นความสำคัญว่าควรในของที่ไม่ควร ความสำคัญว่าไม่ควรในของที่ควร

ความสำคัญว่ามีโทษในของที่ไม่มีโทษ ความสำคัญว่าไม่มีโทษในของที่มีโทษ การรำคาญ กิริยาที่รำคาญ ความรำคาญ ความเดือดร้อนใจ ความยุ่งใจ

ความฟุ้งซ่านรำคาญใจ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเปรียบเสมือนคนที่เป็นทาส4) โดยมีคำอธิบายว่า ขึ้นชื่อว่าคนที่เป็นทาส ย่อมต้องก้มหน้าทำงานไปตามคำสั่งของนายเงิน เช่นเมื่อมีกิจรีบด่วนเกิดขึ้น นายเงินสั่งด้วยถ้อยคำอันดุร้าย ว่า “ เฮ้ย …ไอ้ขี้ข้า แกจงรีบไปทำสิ่งนั้นโดยเร็ว ถ้าขืนชักช้าข้าจะตัดมือและเท้าของเจ้า” แต่พอได้ยินคำสั่ง ย่อมขมีขมัน รีบลนลานไปทำงานตามคำสั่งทันที ไม่อิสระแก่ตน แม้เมื่อมีมหรสพแสนสนุก ก็ไม่มีโอกาสที่จะได้ดูได้เห็นอย่าง สบายเหมือนคนอื่น เพราะค่าที่ตนเกรงความผิด โดยที่ตนไม่เป็นอิสระ ต้องคอยมาทำงานตามที่นายสั่ง

อุปมาข้อนี้ฉันใด คนที่มีอุทธัจจกุกกุจจะ เข้าครอบงำดวงใจ ก็ย่อมเป็นเช่นนั้น เช่นเมื่อตนต้องการบำเพ็ญสมณธรรม จึงเข้าไปสู่ป่าอันเป็นสำนักปฏิบัติ อยู่กับเพื่อนนักปฏิบัติธรรมด้วยกัน โดยหมายว่า ตนต้องการวิเวก ครั้นได้พบความผิดพลาดเล็กน้อย แห่งเพื่อนปฏิบัติธรรมหรือของตนเอง ซึ่งความผิดพลาดนั้น จะเข้าถึงขั้นความเป็นโทษหรือไม่ตนก็ไม่รู้ ก็ให้เกิดความอุดอู้ฟุ้งซ่านรำคาญใจ ทำลายความวิเวกเสียเอง เพราะทนอดใจไม่ไหว วิ่งเข้าสู่สำนักของพระวินัยธร เพื่อจะให้ท่านชำระอธิกรณ์เช่นนี้ ความเสวยวิเวกสุข และการปฏิบัติธรรมที่มุ่งหมายไว้จักมีมาแต่ที่ไหน เพราะเขาถูกนายคืออุทธัจจะกุกกุจจะ มันใช้ให้เที่ยววิ่งพล่านลนลาน รีบกระทำกิจอื่นนอกเหนือจากการปฏิบัติธรรม อันเป็นกิจโดยตรง ต่อเมื่อได้บำเพ็ญภาวนา จนสามารถละอุทธัจจกุกกุจจะได้ ก็ย่อมเป็นไท มิใช่ทาส

ประเภทของความฟุ้ง

โดยธรรมชาติของใจมนุษย์นั้น เมื่อไม่หยุดนิ่งแล้ว อาการที่เกิดขึ้นมาในใจเวลาที่เราฟุ้ง จะมีการฟุ้ง 3 แบบ คือ

1.ฟุ้งเป็นภาพ เป็นเรื่องราวชัดเจน

2.ฟุ้งเป็นเสียงของความคิด คิดโน่นคิดนี่ เหมือนพูดกับตัวเอง เสียงโน่นเสียงนี่ เป็นสัญญาจำเอาไว้ ทบทวนคิดไป แล้วแต่ที่เราจะปรุงแต่งไป

3.ฟุ้งมีทั้งภาพและเสียงประกอบกัน

ความฟุ้งนี้ก็มีระดับแตกต่างกัน คือ

1.ฟุ้งหยาบ คือ ความฟุ้งที่บังคับไม่ได้ เป็นภาพ และเสียง หรือเป็นทั้งภาพและเสียง

2.ฟุ้งละเอียด คือ ใจหยุดนิ่ง แต่เริ่มมีความคิดว่าจะนึกอะไร หรือบางคนคิดว่าใจนิ่งขนาดนี้แล้วไม่เห็นอะไร เช่น คิดว่าใจเรานิ่งขนาดนี้แล้ว ไม่ฟุ้งแล้ว มันน่าจะมีอะไรให้เห็น ให้น่าชื่นใจหรือได้เห็นอย่างที่คนอื่นเห็นบ้าง ทำไมเราไม่เห็นอย่างนั้น หรือคิดว่ามันนิ่งหรือเปล่า เช่นนี้ เป็นความฟุ้งละเอียด ฟุ้งภายใน ถึงแม้ว่าจะเป็นกุศลก็ตาม แต่ว่าเป็นความฟุ้ง

ความฟุ้งซ่านที่แสดงตัวนี้ สำหรับผู้ฝึกใหม่มักปรากฏเป็นความคิดที่ควบคุมไม่ได้ เกิดขึ้นอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย จนบางครั้งอาจจะเกิดความรู้สึกไม่เป็นสุขและคิดเร็ว ความคิดแล่นไปเรื่อย คิดถึงเรื่องในอนาคต สร้างสถานการณ์ขึ้น และนึกถึงผลลัพธ์ของสิ่งที่อาจจะไม่เกิดขึ้น ทำให้เกิดความกลัวและความกังวล หรืออาจจะคิดถึงล่วงหน้าไปอนาคตสองวัน สองสัปดาห์ สองปี สิบปี หรือจิตอาจจะไปขุดคุ้ยความจำเก่าๆ ขึ้นมา ทำให้เกิดความรู้สึกผิด หรือเศร้าใจหงุดหงิดขึ้นมาในใจ สิ่งนี้ทำให้จิตล่องลอยไปไม่อยู่กับปัจจุบัน และอาจจะทำให้เกิดอาการหงุดหงิดทำให้อยากเลิกนั่งสมาธิ ไม่สามารถนั่งนิ่งๆ ได้แม้ไม่รู้สึกเมื่อยแต่อย่างใด

คนบางคนก็มีความฟุ้งซ่านมาก มักคิดอะไรเรื่อยเปื่อยจนกระทั่งลืมตัว และก็เข้าใจว่าจิตของตนเป็นสมาธิดี เพราะสามารถนั่งได้นานๆ นั่งได้นิ่งๆ และก็รู้สึกว่าสบาย คนประเภทนี้เมื่อออกจากสมาธิมาแล้ว เขาก็จะบอกว่าเขาไม่ได้คิดอะไรเลย ใจของเขาว่าง การที่บอกว่าไม่ได้คิดอะไร ก็เพราะความคิดของเขาฟุ้งซ่านมากจนกระทั่งไม่ทราบว่าตัวเองคิดอะไรออกมาบ้าง แบบเดียวกับคนที่นอนหลับแล้วก็ฝันเปะปะเรื่อยเปื่อย ตื่นขึ้นมาแล้วก็จำอะไรไม่ได้ ก็เลยเข้าใจว่าตนเองไม่ได้ฝัน ดังนั้นคนที่ฟุ้งซ่านแบบนี้จึงหลงเข้าใจผิดว่าสมาธิของตัวเองดี

5.2 สาเหตุของอุทธัจจกุกกุจจะ

5.2.1 เจตโสอวูปสมะ

ในพระไตรปิฎก พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้กล่าวถึงสาเหตุของความฟุ้งไว้ว่า “ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราไม่เห็นธรรมอื่นสักอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นเหตุเกิดขึ้นแห่งอุทธัจจกุกกุจจะที่ยังไม่เกิดก็ดี เป็นเหตุเป็นไปเพื่อความยิ่งใหญ่ขึ้นแห่งอุทธัจจกุกกุจจะที่เกิดแล้วก็ดี เหมือนดังเจตโสอวูปสมะ (ความไม่เข้าไปสงบแห่งจิตด้วยสมถะและวิปัสสนา)”5)

คือใจของคนเราถ้าไม่สงบ เช่น ตกใจกลัว มีความหวาดเสียว มีความกังวล ผิดหวัง มีความสะเทือนใจ เมื่อสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นใจก็ไม่สงบ เหมือนกับคลื่นในมหาสมุทร ไม่สงบ มีระลอกคลื่นอยู่ตลอดเวลา ความที่ใจไม่สงบนี้เอง เป็นต้นเหตุให้ใจเกิดอุทธัจจะกุกกุจจะ ความฟุ้งซ่านและความรำคาญ

5.2.2 ปลิโพธ

นอกจากนี้ในคัมภีร์วิสุทธิมรรค ยังได้กล่าวถึงปลิโพธ หรือเครื่องกังวล ว่าเป็นเหตุทำให้ใจฟุ้งซ่าน นั่งสมาธิไม่ได้ผล ซึ่งมีอยู่ 10 ประการ คือ

1.อาวาสปลิโพธ ความกังวลห่วงใยในที่อยู่

2.กุลปลิโพธ ความกังวลห่วงใยในตระกูล

3.ลาภปลิโพธ ความกังวลห่วงใยในเรื่องการได้ทรัพย์สมบัติ

4.คณปลิโพธ ความกังวลห่วงใยในหมู่คณะ

5.กัมมปลิโพธ ความกังวลห่วงใยในกิจการงานต่างๆ

6.อัทธานปลิโพธ ความกังวลห่วงใยในการเดินทาง

7.ญาติปลิโพธ ความกังวลห่วงใยในเครือญาติ

8.อาพาธปลิโพธ ความกังวลห่วงใยในความป่วยไข้

9.คันถปลิโพธ ความกังวลห่วงใยในการศึกษาเล่าเรียน

10.อิทธิปลิโพธ ความกังวลห่วงใยในอิทธิฤทธิ์

1.กังวลเรื่องที่อยู่

บรรดาปลิโพธทั้ง 10 นี้ อาวาสปลิโพธ หมายถึง ความกังวลในที่อยู่อาศัย เช่น ห้องนอน หรือบ้านเรือน ซึ่งที่อยู่อาศัยท่านจัดเป็นความกังวล ซึ่งทำให้ต้องมีภาระรับผิดชอบ เช่นต้องไปบำรุงรักษา ให้มันอยู่ในสภาพดี หรือถ้าเป็นวัตถุที่ก่อให้เกิดความยึดถือ หรือถ้ามันกระตุ้นให้สะสมของใช้ส่วนตัวชนิดต่างๆ ในการเจริญสมาธิจะต้องตัดการยึดถือเรื่องความสะดวกสบายในที่อยู่ทั้งหมดออกไป และในตอนเริ่มต้นต้องมีความสงบส่วนตัว และยอมขาดแคลนสิ่งจำเป็นบางอย่าง

โทษแห่งการอยู่บ้าน

ในคัมภีร์พุทธวงศ์ นักพรตชื่อสุเมธ ได้ออกจากบ้านเรือนอันหรูหราของตนและไปยังภูเขาธรรมกะ ในเทือกเขาหิมาลัย เพื่อปฏิบัติสมาธิ ณ ที่นั้น เขาพบกระท่อมหลังหนึ่งทำด้วยใบไม้ แต่เขารำพึงว่า มีโทษแห่งการอยู่ในบ้านอยู่ 8 อย่าง แม้ว่าจะเล็กน้อยหรือเป็นธรรมดาอย่างไรก็ตาม โทษเหล่านั้นพระอรรถกถาจารย์ท่านกล่าวไว้ดังต่อไปนี้

1.การพบและการสร้างบ้านเรือนก่อให้เกิดความลำบาก

2.บ้านเรือนจะต้องซ่อมแซมเสมอ

3.จะต้องสละให้แก่พระเถระรูปใดๆ

4.บ้านเรือนทำให้ร่างกายอ่อนแอและเบาบาง โดยป้องกันไม่ให้ร่างกายถูกความหนาว-ร้อน

5.บ้านเรือนให้โอกาสคนทำความชั่ว

6.บ้านเรือนก่อให้เกิดความโลภ เพราะจิตคิดอยู่เสมอว่า มันเป็นของฉันŽ

7.การอยู่ในบ้านเรือนเหมือนกับมีเพื่อนคอยก่อความลำบากให้ตน

8.บ้านเรือนจะต้องมีสัตว์อื่นๆ มาร่วมอยู่อาศัย บ้านจึงเป็นที่รองรับสัตว์ผู้ทำลายทั้งหลายและสิ่งอื่นทำนองนี้

ประโยชน์ 10 ประการแห่งการอยู่โคนต้นไม้

ต่อไปเขาก็รำพึงถึงประโยชน์ 10 ประการ ซึ่งเกิดจากการอยู่ภายใต้ต้นไม้ดังนี้

1.สามารถจัดหาต้นไม้ได้โดยง่าย สิ่งที่จำเป็นก็คือจะต้องไปยังต้นไม้ต้นใดต้นหนึ่ง

2.ไม่ต้องเอาใจใส่มากนัก สามารถกวาดพื้นดินและทำให้เหมาะสมและใช้การได้

3.ปราศจากสิ่งรบกวน

4.ไม่ต้องมีสิ่งปิดบัง อันเป็นเหตุให้ทำความชั่วได้

5.ร่างกายไม่ถูกแสงแดดในอากาศกลางแจ้ง แต่ก็เป็นที่กำบังบ้างพอสมควร

6.ไม่มีความคิดที่จะเป็นเจ้าของ

7.ความอยากอยู่ครองเรือนถูกตัดออกไป

8.ไม่ต้องมีรั้ว จึงเหมือนกับบ้านที่คนอื่นก็สามารถมาอยู่ได้

9.ผู้ที่อยู่ใต้ต้นไม้ย่อมได้รับความสุขและความสันโดษ

10.ผู้เจริญสมาธิจะพบต้นไม้ได้ทุกแห่งที่ไป จึงไม่จำเป็นต้องคิดเรื่องที่อยู่อาศัย

คำกล่าวของนักปราชญ์

นักปราชญ์ทั้งหลายจึงกล่าวว่า

1.”แล้วข้าพเจ้าก็ละทิ้งกระท่อมมุงด้วยใบไม้ซึ่งเต็มไปด้วยสิ่งชั่วร้ายทั้งหลาย 8 ประการ และก็เข้าไปหาโคนต้นไม้ต้นหนึ่ง ซึ่งให้คุณธรรม 10 ประการ”

2.”ข้าพเจ้าไม่อนุญาตให้หว่านหรือปลูกพืช เพื่อใช้เป็นอาหารของข้าพเจ้า แต่ผลไม้ที่หล่นจากต้นไม้ให้ประโยชน์มากมายแก่ข้าพเจ้า”

3.”ข้าพเจ้าบำเพ็ญเพียรฝึกสมาธิ นั่ง ยืน และเดินไปมา ข้าพเจ้าได้บรรลุอภิญญาก่อนที่ 7 วันจะผ่านไป” การบำเพ็ญสมาธิ ซึ่งเป็นความสำเร็จอันแท้จริงในการฝึกจิต จำเป็นจะต้องมีความพยายามอันแรงกล้าและความสงบสงัดเต็มที่ ห่างจากฝูงชนที่ส่งเสียงดังและไม่สงบ

2.ความกังวลเรื่องตระกูล

ครอบครัว หรือตระกูล หมายถึงเครือญาติหรือผู้อุปถัมภ์ค้ำชูทั้งหลาย บุคคลผู้อยู่ใกล้ชิดกับครอบครัวของเครือญาติ หรือผู้อุปถัมภ์ของตน อาจพบว่า เครือญาติดังกล่าวเป็นอุปสรรค เพราะว่าเมื่อบุคคลมีความเกี่ยวข้องกับเครือญาติอย่างใกล้ชิด ถึงกับว่าเมื่อเครือญาติมีความสุขก็มีความสุขด้วย และเมื่อเครือญาติมีทุกข์ก็เป็นทุกข์ด้วย เมื่อไม่มีเครือญาติเหล่านั้น ดังนั้นจึงจำเป็นต้องปลีกออกจากเครือญาติ และตัดความกังวล โดยคิดว่า เมื่อเรานั่งสมาธิเสร็จ ก็ต้องไปพบไปเห็นกันอีก จึงควรตัดความกังวล ถ้าตัดไม่ได้ จิตก็ไม่สงบ

3.ความกังวลเรื่องทรัพย์สมบัติ

ปัจจัย 4 คือ เครื่องนุ่งห่ม อาหาร ที่อยู่ และยารักษาโรค ถ้าบุคคลได้สิ่งเหล่านี้มา ก็จะต้องเสียเวลาในการดูแลรักษา คอยระมัดระวัง บางครั้งอาจต้องใช้เวลาทั้งวันในงานสังคม ซึ่งทำให้เป็นอุปสรรคในการปฏิบัติธรรม หรือบางคนอาจคิดว่า เมื่อเรามานั่งสมาธิ การค้าขาย ซึ่งเคยได้กำไร สิ่งที่เคยทำเคยได้ผลกำไรอยู่ก็อาจจะหมดไป เงินทองของเราก็จะร่อยหรอไป เมื่อคิดอย่างนี้ก็ไม่มานั่งสมาธิ เพราะฉะนั้น ต้องตัดความกังวลในลาภสักการะหรือทรัพย์สมบัติที่หามาได้นี้ เพราะสิ่งเหล่านี้เมื่อเรามีคุณความดี มีสิ่งที่เราได้รับในทางใจแล้วก็เกิดขึ้นได้เอง และทรัพย์สมบัติเหล่านั้น ก็ไม่ใช่จุดมุ่งหมายที่แท้ เพราะยังอาจนำภัยมาให้ด้วย

4.ความกังวลเรื่องหมู่คณะ

คือมีความกังวลถึงคนที่ตัวมีความเกี่ยวข้อง เช่น เป็นครูก็คิดถึงลูกศิษย์ หรืออยู่ในสำนักงานก็คิดถึงผู้เกี่ยวข้องในการงาน บางทีผู้นั้นเกิดเจ็บไข้ได้ป่วย ไม่มีผู้ดูแล ก็จะทำให้จิตมีความกังวล จิตก็ไม่อาจสงบได้ เพราะฉะนั้น จะต้องตัดความกังวลในข้อนี้ให้ได้

5.ความกังวลเรื่องกิจการงานต่างๆ

กิจกรรมต่างๆ ที่อ้างถึงในที่นี้เป็นภาระที่จำเป็นจะต้องทำ เช่นการซ่อมบำรุงอาคารสถานที่ การสร้างอาคารใหม่ ผู้ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเช่นนี้ จะต้องรู้ว่าช่างไม้และคนงานอื่นๆ ได้ทำงานที่ได้รับมอบหมายไปแล้วหรือยัง และเขาจะต้องยุ่งอยู่กับกิจกรรมน้อยใหญ่ ดังนั้น กิจกรรมเหล่านั้นจึงเป็นปลิโพธ ที่จะต้องตัดออกไป บางท่านเป็นชาวสวน ชาวไร่ ก็คิดว่า ตอนนี้ฝนไม่ตก น้ำก็ไม่มี กังวลว่าสวนจะเสียหาย ถ้าค้าขายก็คิดว่า การค้าขายจะเสียหาย ถ้ามานั่งสมาธิ จะไม่มีคนดูแล โดยทำนองดังนี้ ถ้างานที่จะต้องทำมีอยู่เล็กน้อย ก็ควรรีบทำให้เสร็จ แต่ถ้ามีมาก หรือเป็นงานสาธารณประโยชน์ที่มีงานติดพัน ถ้าหากสามารถหาผู้มีความรู้ความสามารถให้ดูแลแทนได้ก็ควรมอบให้เป็นภาระแก่ผู้นั้น เพื่อเราจะได้มีโอกาสทำสมาธิบ้าง และเมื่อปลีกตัวมาแล้ว ก็ให้ตัดกังวล อย่าไปคิดถึงอยู่ในขณะที่เรากำลังนั่งภาวนา เพราะเป็นตัวกันไม่ให้จิตสงบได้

6.ความกังวลเรื่องการเดินทาง

หมายถึง การเดินทางไกลก็จะเหนื่อยอ่อน ทำให้ไม่สามารถนั่งสมาธิได้ดี เช่น เตรียมตัวเดินทางไปต่างจังหวัดบ้าง ต่าง ประเทศบ้าง ก็มีความกังวลเรื่องการเดินทาง ยิ่งเดินทางไกลเพียงใด ความกังวลก็มีมากเพียงนั้น เพราะฉะนั้น ผู้นั่งสมาธิต้องตัดความกังวลเรื่องการเดินทางเสีย เมื่อนั่งสมาธิแล้ว ทำตามกำหนดแล้วก็เดินทาง

7.ความกังวลเรื่องเครือญาติ

ความกังวลในข้อนี้เป็นความกังวลที่อาจตัดได้ง่าย เพราะทุกคนเกิดมาต่างก็มีพ่อแม่ ญาติ พี่น้อง ซึ่งถ้ามีการป่วย หรือความลำบากเกิดขึ้นแก่ญาติเหล่านั้น ก็เป็นปลิโพธสำหรับผู้ปฏิบัติ ทำให้ต้องคอยกังวลว่า ใครจะดูแลพ่อแม่ หรือผู้ที่เกี่ยวข้องนั้น เป็นต้น ดังนั้น ผู้ปฏิบัติควรตัดความกังวล ทำให้เขาหายป่วยด้วยการดูแลรักษาเยียวยาให้หาย หลังจากหายจึงควรไปเจริญสมาธิภาวนา

8.ความกังวลเรื่องความป่วยไข้

โรคที่เกิดขึ้น เราต้องรีบบำรุงรักษาให้หาย แต่บางท่านรักษาไม่หาย เพราะบางคนเป็นโรคชนิดเรื้อรัง โรคบางอย่างเราควรรักษาให้หายเสียก่อน แล้วมาปฏิบัติกรรมฐาน แต่โรคหรือการป่วยไข้บางอย่างนั้น เราจะรอให้หายแล้วมาปฏิบัติกรรมฐานนั้นเป็นไปไม่ได้ เราทุกคนเกิดมา ย่อมมีการป่วยไข้เป็นธรรมดา เพราะถือว่าการป่วยไข้ ไม่ใช่อุปสรรคอย่างสำคัญต่อการปฏิบัติ แต่จะทำให้ได้พิจารณาสภาพธรรม เห็นความไม่เที่ยงได้ชัด เพราะฉะนั้น ความกังวลเรื่องป่วยไข้ถือว่าเป็นตัวอุปสรรคในการปฏิบัติธรรมของเรา เว้นไว้แต่เราป่วยหนักจริงๆ ตรงนี้ก็ไม่เป็นไร

9.ความกังวลเรื่องการศึกษา

การเอาใจใส่ หรือท่องบ่นบางสิ่งบางอย่างจัดเป็นความกังวล นอกจากนี้บางทีก็คำนึงถึงบทเรียนที่ครูให้ทำ ส่งผลมีความกังวล เราก็จะต้องตัดกังวล คิดว่าการปฏิบัติสมาธิจะช่วยทำให้การศึกษาดีขึ้น ทั้งด้านความจำ และความคิด

10.ความกังวลเรื่องอิทธิฤทธิ์

การที่บุคคลมีจิตตั้งมั่น สามารถได้หูทิพย์ ตาทิพย์ สามารถแสดงความสามารถพิเศษต่างๆ ได้ ทำให้มีคนมาพบปะ มาขอให้ช่วยเหลือมาก ทำให้เกิดความกังวลได้

ความกังวลทั้ง 10 ข้อนี้ หากเกิดขึ้นในใจ และไม่สามารถตัดความกังวลไปได้ แม้จะพยายามทำสมาธิตลอด ก็อาจจะไม่ประสบความสำเร็จได้

ความกังวลนี้เป็นนิวรณ์ชนิดหนึ่ง นิวรณ์ชนิดนี้เป็นนิวรณ์ที่ทำให้ใจของเราส่ายอยู่ ฟุ้งซ่านอยู่ตลอดเวลา เพราะฉะนั้น เราต้องตัดความกังวลนี้ นอกจากนี้ ก็ควรตัดความกังวลเล็กๆน้อยๆ เช่น ถ้าหากเสื้อผ้าสกปรกก็ซักเสีย ร่างกายไม่สะอาดก็ให้อาบน้ำเสีย ให้จิตใจสบาย ห้องไม่สะอาดก็กวาดให้เรียบร้อย สถานที่บริเวณไม่เรียบร้อยก็เก็บกวาดให้เรียบร้อย เพื่อจิตใจจะได้มองแล้วแช่มชื่นสบาย ให้ตัดความกังวลเล็กๆ น้อยๆ ด้วย

5.2.3 สาเหตุ 5 ประการ

นอกจากนี้ในพระไตรปิฎก ยังได้กล่าวถึงการที่ภิกษุมีกายหนัก ไม่เห็นแจ้งธรรม ซึ่งก็คือ การที่ภิกษุมีใจไม่สงบเป็นสมาธิ ไม่เข้าถึงธรรมะภายใน ซึ่งพระพุทธองค์ก็ชี้แจงว่า เกิดจากสาเหตุ 5 ประการ6) ดังนี้คือ

1.ไม่คุ้มครองในทวารอินทรีย์ทั้งหลาย

2.ไม่รู้ประมาณในโภชนะ

3.ไม่ประกอบความเพียรเป็นเครื่องตื่นอยู่

4.ไม่เห็นแจ้งในกุศลธรรมทั้งหลาย

5.ไม่ประกอบการเจริญโพธิปักขิยธรรมทั้งกลางวัน และกลางคืน

1.ไม่คุ้มครองในทวารอินทรีย์ทั้งหลาย

การไม่คุ้มครองในทวารอินทรีย์ทั้งหลายก็คือ การไม่ระมัดระวังสิ่งต่างๆ ที่ผ่านเข้ามาทางตา หู จมูก ลิ้น กาย เข้ามาสู่ใจ หากไม่รู้จักเลือกรับแต่เฉพาะสิ่งที่เป็นประโยชน์เข้ามาสู่ใจของเราแล้ว ก็จะทำให้จิตใจของเราร้อนรุ่ม กระวนกระวาย ตัวอย่างเช่น ชอบดูภาพสยดสยอง ก็จะทำให้เกิดความฟุ้งซ่านขึ้น และเมื่ออยู่คนเดียวในที่มืด ก็อาจจินตนาการถึงภาพ สยดสยองที่ตนเองชอบดู ปรุงแต่งจิตจนเห็นต้นไม้กลายเป็นปิศาจไปได้ เป็นต้น

ทวารเป็นทางเข้ามาของสื่อที่เราได้รับอยู่ 6 ทาง คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ตาต้องเลือกดูในสิ่งที่ควรดู หูฟังในสิ่งที่ควรฟัง จมูกดมในสิ่งที่ควรดม ลิ้นลิ้มรสในสิ่งที่ควรลิ้ม เอากายสัมผัสในสิ่งที่ควรสัมผัส ใจรับสิ่งที่ควรรับ ถ้าสื่อที่เข้ามาทางทวารใดแล้วเป็นเหตุให้เราเกิดความฟุ้งซ่าน ต้องพยายามหลีกเลี่ยงสิ่งเหล่านั้นเสีย

พระเดชพระคุณพระราชภาวนาวิสุทธิ์ ได้ขยายความเรื่องใจรับในสิ่งที่ควรรับทำให้ใจไม่สบาย เลยเป็นเหตุให้เมื่อเข้ามานั่งสมาธิต้องหาอารมณ์สบายไปเรื่อยๆ ท่านกล่าวว่า ทำไมฟุ้ง ทำไมคิดหลายเรื่อง เพราะจิตกำลังหาที่สบาย เมื่อยังไม่พบที่ชอบก็แสวงหาต่อไป เมื่อพบที่ชอบก็หยุด เหมือนนกกระโดดหากิ่งไม้ จากกิ่งนั้นไปกิ่งนี้ พอพบที่ชอบก็หยุดŽ

การที่เราเกิดมาในโลก ได้เห็นโลกทำให้เราได้สั่งสมภาพเหล่านั้นเก็บไว้ในใจ เมื่อถึงเวลาภาพนั้น ก็มาปรากฏ พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชภาวนาวิสุทธิ์ ท่านเรียก7) ภาพที่เราคุ้น คน สัตว์ สิ่งของ สิ่งที่ไม่ได้เรื่องได้ราว สิ่งที่ค้างอยู่ในใจจะปรากฏว่า “ ฟุ้ง” เพราะใจแสวงหาที่พัก เลยฟุ้งไปเรื่อย แสวงหาไปเรื่อย เลยเกิดภาพเยอะแยะ ทั้งมีชีวิตและไม่มีชีวิต

การสะสมภาพโดยที่เราไม่ฝึกใจให้อยู่ที่ศูนย์กลางกาย เมื่อปฏิบัติจึงเกิดความยากโดยเฉพาะผู้ใหญ่ พระเดชพระคุณหลวงพ่อ ท่านกล่าวว่า8) “ ที่มันยาก เพราะเราไม่คุ้นเคยเลยที่จะเอาใจมาอยู่ตรงนี้ มันมีแต่ออกไปทางลูกนัยน์ตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย นึกคิดเรื่อยเปื่อยไป แต่พอให้เอามาอยู่ตรงนี้ ที่ฐานที่ 7 มันจึงยากตอนแรก ยากสำหรับผู้ใหญ่ ง่ายสำหรับเด็ก เพราะว่าเด็กนั้นน่ะ ระบบประสาทของเขา ทั้งกาย วาจา ใจ ยังบริสุทธิ์อยู่ ยังไม่ได้รับการหล่อหลอมด้วยระบบของความคิดว่าจะเอาอย่างไร จะทำอย่างไร เอาที่ไหน เอากะใคร อะไรต่างๆ เหล่านี้เป็นต้น คิดว่าจะเอายังไง เอาที่ไหน เอากับใคร มันเลยทำให้ใจฟุ้ง เพราะฉะนั้น ความฟุ้ง คิดไปในเรื่องต่างๆ เพราะจิตกำลังหาที่สบาย เมื่อยังไม่พบที่ชอบก็แสวงหาต่อไป เมื่อพบที่ชอบก็หยุด เหมือนนกกระโดดหากิ่งไม้ จากกิ่งนั้นไปกิ่งนี้ พอพบที่ชอบก็หยุด การที่มีความคิดเหลือเฟือ ไม่ใช่ว่าฝึกจิตไม่ได้ เพราะความคิดเป็นกระบวนการอย่างหนึ่งของจิต และเมื่อความฟุ้งเกิดขึ้น อาจเห็นเป็นภาพที่เราคุ้น เช่น คน สัตว์ สิ่งของ ทั้งมีชีวิตและไม่มีชีวิต เป็นสิ่งที่ค้างอยู่ในใจ หรืออาจได้ยินเป็นเสียงดังออกมา ซึ่งอันที่จริงแล้วความฟุ้งไม่ได้เป็นอุปสรรคมากมายสำหรับการทำสมาธิ เพราะเราเป็นมนุษย์ธรรมดา จำต้องเจอเป็นธรรมดา ถ้าเราเข้าใจ และไม่ไปสนใจ ทำเฉยๆ จากฟุ้งมาก ก็จะฟุ้งน้อย จากฟุ้งน้อย ก็จะหายฟุ้ง และไม่ช้าใจก็จะหยุดนิ่งเอง”

2.ไม่รู้ประมาณในโภชนะ

การไม่รู้จักประมาณในการบริโภคก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่จะทำให้จิตเกิดความฟุ้งซ่านขึ้นได้ หากเราบริโภคอาหารน้อยเกินไป ก็จะทำให้จิตกระสับกระส่ายเพราะความหิว แต่หากเราบริโภคอาหารมากเกินไปก็จะทำให้ร่างกายอึดอัดเป็นต้น ในเรื่องการบริโภคอาหารให้พอดีนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงโปรดแนะนำแก่พระราชาปเสนทิ โดยให้ใช้หลักให้ลดลงวันละคำ คือพอรับประทานไปรู้สึกว่าอีกคำหนึ่งจะอิ่มก็ให้หยุดเสีย พอมื้อต่อไปก็ตัดอาหารเท่าที่ลดในวันแรกนั้นออก แล้วก็หยุดก่อนอิ่ม 1 คำเช่นเดียวกัน ลดลงอย่างนี้จนรู้สึกสบายแล้วจึงถือเป็นมาตรฐาน

3.ไม่ประกอบความเพียรเป็นเครื่องตื่นอยู่

โดยปกติบุคคลผู้มีอัธยาศัยเป็นคนขยันหมั่นเพียรเป็นนิจ จิตใจมักไม่ฟุ้งซ่านเพราะต้องจดจ่อกับสิ่งที่ตนกระทำ ต่างจากบุคคลผู้เกียจคร้าน ปล่อยเวลาให้ผ่านไปเปล่าๆ โดยมิได้ทำอะไรให้เป็นชิ้นเป็นอัน จิตใจของเขาย่อมฟุ้งซ่านสับสนพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแนะนำให้ประกอบความเพียรโดยการฝึกให้มีสติอยู่กับตนตลอดเวลา เมื่อสติอยู่กับตนเองตลอดเวลาแล้วความฟุ้งซ่านก็ยากที่จะบังเกิดขึ้น

4.การไม่เห็นแจ้งในกุศลธรรมทั้งหลาย

ธรรมทั้งหลายของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นธรรมที่จะรู้เห็นได้ด้วยการลงมือประพฤติปฏิบัติ หากไม่ลองประพฤติปฏิบัติก็ย่อมไม่เห็นแจ้งในกุศลธรรมทั้งหลาย เมื่อไม่เห็นแจ้งในกุศลธรรม ความฟุ้งซ่านย่อมเข้าครอบงำจิตได้

5.ไม่ประกอบการเจริญโพธิปักขิยธรรมทั้งกลางวัน และกลางคืน

ไม่เจริญโพธิปักขิยธรรมตามการปฏิบัติ คือ การไม่หมั่นนั่งสมาธิ เอาใจจรดศูนย์กลางกายทั้งกลางวัน กลางคืน นั่นเอง

5.3 วิธีแก้ไขอุทธัจจกุกกุจจะ

วิธีแก้ไขอุทธัจจกุกกุจจะในที่นี้จะยกมาจากทั้งคัมภีร์ และจากการฝึกปฏิบัติจริง

5.3.1 ตามคัมภีร์

ในอรรถกถา ได้กล่าวถึงธรรม 6 ประการ ย่อมเป็นไปเพื่อละ อุทธัจจกุกกุจจะ9) คือ

1.ความสดับมาก

ความสดับมาก ในที่นี้ก็คือความเป็นพหูสูต ได้เรียนได้ฟังมามาก แต่การได้เรียนได้ฟังในที่นี้ มุ่งเน้นการเรียนและการศึกษาธรรมะที่จะช่วยให้เราได้เข้าใจเรื่องราวเกี่ยวกับตัวเอง และธรรมชาติตามที่ท่านผู้รู้แจ้งโลกอย่างองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านได้รู้ จึงเป็นการรู้ที่จะเป็นหนทางดับทุกข์ ใครได้ยินได้ฟังมาก ก็จะทำให้ไม่ปล่อยจิตปล่อยใจฟุ้งซ่าน ไปในเรื่องราวของโลก แต่จะกลับมาย้อนมองดูตัวเอง เพื่อจะหาหนทางพ้นทุกข์ ด้วยการแสวงหาความสุขจากการหยุดใจ ซึ่งเป็นสุขที่เที่ยงแท้ และเป็นสุขอย่างสูงสุด

2.ความสอบถาม

คือ การหมั่นเข้าหาผู้รู้ที่มีคุณธรรม เพื่อสอบถามปัญหา ท่านจะได้แนะแนวทางที่จะไขข้อข้องใจให้ ทำให้เราหมดความสงสัย ไม่เก็บเรื่องราวต่างๆ ไปนึกคิดเอง บางคนนั่งคิดเรื่องต่างๆ ทั้งวันทั้งคืน เป็นการฝันทั้งกลางคืนและกลางวัน ทำให้ใจไม่หยุดนิ่งสงบเป็นสมาธิ เมื่อเวลามานั่งก็คิดต่อเป็นเรื่องเป็นราว ดังนั้น การสอบถามโดยเฉพาะจากผู้รู้ก็จะทำให้ใจเราตัดความคิดต่างๆ หมดข้อสงสัย ถึงเวลานั่ง ใจก็จะเป็นสมาธิรวดเร็ว

3.ความชำนาญในวินัย

วินัยในข้อนี้หมายถึง วินัยในทางธรรม ซึ่งมีทั้งของนักบวช ที่เรียกว่า ปาริสุทธิศีล รวมทั้งของฆราวาส คือ ศีล 5 ซึ่งศีลนี้ถือเป็นเครื่องควบคุมกาย และวาจาให้เรียบร้อย อันเป็นพื้นฐานของสมาธิ ดังนั้น หากผู้ใดมีความชำนาญ คือ ได้นำเอาศีลหรือวินัยมาประพฤติปฏิบัติ เพื่อควบคุมความประพฤติของตนเองทั้งทางกายและวาจาได้เป็นอย่างดี ย่อมเป็นพื้นฐานให้ใจสงบได้รวดเร็ว ไม่ฟุ้งซ่าน เพราะการที่กาย วาจาสงบไม่ประพฤติสิ่งที่ไม่ดี ไม่ว่าจะเป็นการฆ่า ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดปด ดื่มสุราเมรัย เป็นต้น ย่อมส่งผลให้ใจสงบได้ เป็นหนทางให้เข้าถึงสมาธิได้ง่าย

4.ความคบผู้เจริญ

ผู้เจริญในที่นี้หมายถึงผู้มีประสบการณ์ โดยเฉพาะผู้ที่มีวัยวุฒิ ผ่านโลกมามาก และถ้าท่านยิ่งได้ศึกษาเรื่องราวต่างๆทั้งในโลก และในทางธรรม ท่านก็จะมีภูมิรู้ ภูมิธรรม เป็นต้นแบบทั้งทางด้านความประพฤติ และคุณธรรมที่จะช่วยให้เราได้ฝึกฝนอบรมตนเองตาม และย่อมจะสามารถแนะนำสิ่งที่ดีงามให้ได้ และยิ่งถ้าท่านเจริญด้วยการปฏิบัติธรรม มีผลการนั่งสมาธิที่ก้าวหน้าก็จะทำให้เรามีกำลังใจปฏิบัติธรรมให้ก้าวหน้าได้อย่างท่านไปด้วย

5.ความมีกัลยาณมิตร

กัลยาณมิตรจะช่วยตักเตือน แนะนำสิ่งที่ดีงามให้แก่เรา โดยเฉพาะถ้าเรากำลังว้าวุ่น มากไปด้วยความคิด ท่านก็จะสามารถแนะแนวทางให้เราแก้ไขได้

6.การเจรจาแต่เรื่องที่เป็นที่สบาย

เรื่องที่สบายต่อใจที่ไม่ฟุ้งซ่าน ก็เป็นเรื่องของความควร ไม่ควร ทั้งควร ไม่ควรในการคิด พูด ทำ เพราะสิ่งทั้งหลายถ้าลองได้ลงมือกระทำไปทางใดทางหนึ่ง ย่อมปรากฏเป็นภาพให้เกิดขึ้นในใจ หากเราได้คนที่คอยพูดคุยแต่เรื่องที่ดี ชวนให้มักน้อย สันโดษ ชอบสงัด ไม่คลุกคลีด้วยหมู่ ปรารภความเพียร ย่อมทำให้เราไม่ไปปล่อยใจฟุ้งซ่าน ให้ใจไม่สงบ แต่จะทำให้มีกำลังใจที่จะนำใจมาอยู่กับเนื้อกับตัวของเราเอง

5.3.2 ตามหลักปฏิบัติ

ที่กล่าวมาในคัมภีร์ข้างต้น เป็นข้อควรปฏิบัติที่จะทำให้ใจของเราไม่ฟุ้งซ่าน เป็นการรักษาวัตรปฏิบัติในชีวิตประจำวัน แต่ในกรณีเมื่อเรามานั่งสมาธิ เกิดอารมณ์ และความคิดมากมายที่วิ่งพล่านเข้ามา ก็มีหลักในการแก้ไข ดังต่อไปนี้

1.ดูไปเรื่อยๆ

พระเดชพระคุณพระราชภาวนาวิสุทธิ์ ได้ให้กำลังใจแก่ผู้ปฏิบัติ ที่เมื่อเกิดอาการฟุ้งท่านกล่าวว่า “ การที่มีความคิดเหลือเฟือ ไม่ใช่ว่าฝึกจิตไม่ได้ เพราะความคิดเป็นกระบวนการอย่างหนึ่งของจิต” เมื่อเราจับแง่คิดได้อย่างนี้แล้ว ท่านจึงกล่าวต่อไปว่า ดูไปเรื่อยๆ อย่าไปคิดต่อว่าคืออะไร ประกอบด้วยอะไร เกิดอย่างไร อยู่ที่ไหน ให้ดูไปเรื่อยๆ โดยไม่ปฏิเสธภาพที่เกิดขึ้น โดยไม่ต้องคิดอะไรเลย ให้ภาพเปลี่ยนไปเรื่อยๆ10)

นอกจากนี้ ท่านยังแนะนำว่า11) “ เราเป็นมนุษย์ธรรมดาต้องยอมรับว่า เราก็ต้องทำแบบมนุษย์ธรรมดา นับตั้งแต่นั่งไป ตั้งแต่มันฟุ้งมาก จนกระทั่งฟุ้งน้อย ฟุ้งน้อยกระทั่งหายฟุ้ง หายฟุ้งแล้วตัวมันก็โล่ง โปร่ง เบา สบาย แต่มันยังมืดอยู่ เราก็นิ่งต่อไปอย่างสบายๆ” มีคำกลอนที่ท่านได้เขียนไว้ว่า

“ ถ้าความคิดเกิดขึ้นมาให้ไหลผ่าน

อย่าต่อต้านก็จะหายถ้าไม่สน

เหมือนกระจกคันฉ่องส่องใจตน

ให้รู้ว่าดวงกมลเป็นอย่างไร

บางช่วงใจของเราไม่ผ่องผุด

แต่บางช่วงใจบริสุทธิ์แสนสดใส

จงเฝ้าเพียรเรียนรู้ให้เข้าใจ

จะมีสิ่งใหม่ใหม่ให้เราดู”

พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านแนะนำว่า12) “ ที่จริงความฟุ้งก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคอะไรหรอก ถ้าเราเข้าใจ ถ้าเราไม่ไปสนใจมัน ทำเฉยๆ และทำอย่างที่หลวงพ่อแนะอย่างนี้ ไม่ช้าใจของเราก็จะหยุดนิ่งเอง จะหยุดนิ่งอยู่ที่กลางกาย จะนิ่งเฉย พอใจนิ่ง ไม่ช้าก็เริ่มโล่ง เริ่มโปร่ง เริ่มเบาสบายอย่างแท้จริง เป็นความสบายที่เราไม่เคยเจอมาก่อน เป็นรางวัลสำหรับการที่เราเอาชนะความสุขได้”

ต่อจากนั้นท่านแนะนำอีกว่า13) สมมุติว่าเอาชนะความฟุ้งไปก่อนได้แล้ว ใจนิ่ง แต่มันก็ยังตกอยู่ในความมืดอยู่ จนพึงพอใจความมืด ที่ไม่มีความฟุ้งนั้นไปก่อนนะ อย่าไปคิดว่า ใจเราทำไมไม่นิ่ง น่าจะมีอะไรมาให้เห็นเช่นแสงสว่างหรือดวง หรือกายหรือองค์พระอย่างที่คนอื่นเขาเห็น อย่าไปคิดนะลูกนะ ความคิดชนิดนี้ก็ต้องไม่คิด เพราะนี่เป็นความฟุ้งละเอียด คือไม่ชัดเจนจนกระทั่งเรารู้ว่าเป็นความฟุ้ง และจะเผลอเกิดขึ้นมาว่า เราก็ไม่ฟุ้งนะ นิ่งก็นิ่ง สบายก็สบาย น่าจะมีอะไรมาให้ดูบ้างนะ พอคิดอย่างนี้เท่านั้นแหละ จิตก็ถอยออกมาหยาบ เพราะว่าใจเราเริ่มคิดแล้ว”

2.นึกนิมิต ดวงแก้ว องค์พระ และบริกรรมภาวนา

สำหรับคนที่มีอัธยาศัยชอบคิด ชอบฟุ้งซ่านไปในเรื่องราวต่างๆ ถ้าหากว่ากำหนดบริกรรมนิมิต คือ นึกถึงดวงแก้วใสๆหรือพระแก้วใสๆ องค์ใดองค์หนึ่งมาเป็นที่ยึดที่เกาะของใจ ก็จะช่วยทำให้ใจไม่ฟุ้งซ่าน คือ แทนที่จะไปคิดเรื่องคน เรื่องสัตว์ สิ่งของ เหตุการณ์ต่างๆกลับมาคิดเรื่องดวงแก้ว หรือว่าองค์พระแทน14)

ถ้ายังอดที่จะไปคิดเรื่องอื่นไม่ได้ ก็ให้นึกบริกรรมภาวนาในใจเป็นเสียงที่ละเอียดอ่อนเหมือนเสียงสวดมนต์ในใจหรือเพลงที่เราชอบ เป็นเสียงที่ละเอียดอ่อนโดยไม่ได้ใช้กำลังท่องบ่น เบาๆ ค่อยๆ ประคองใจไป ด้วยคำว่า สัมมา อะระหัง ไปเรื่อยๆ จนกว่าใจจะหยุดนิ่ง

การที่เรานึกนิมิตเป็นภาพ ดวงแก้ว องค์พระ จะทำให้ภาพนิมิตเข้าไปแทนที่ภาพที่ฟุ้งซ่านในใจแทน ใจก็จะไม่มีภาพอื่นเข้ามายุ่งเกี่ยว ส่วนนึกภาวนาว่าสัมมา อะระหัง จะช่วยไปแทนที่เสียงของความคิดต่างๆ ก็จะทำให้ใจสงบ หยุด นิ่ง เข้าสู่ภายในได้

3.ไล่ฐานใจทั้ง 7 ฐาน

มีบางท่านแม้จะใช้การภาวนาแล้ว ใจก็ยังฟุ้งอยู่ ยังคิดเรื่องต่างๆ อยู่ ให้ทำการสำรวจทางเดินของจิตทั้งเจ็ดฐาน คือ เริ่มสำรวจดูฐานทั้ง 7 ฐาน โดยเริ่มจากฐานที่ 1 ไล่ไปฐานที่ 2 โดยให้เอาใจมาตั้งไว้ที่ปากช่องจมูก หญิงข้างซ้าย ชายข้างขวา ภาวนาสัมมา อะระหัง 3 ครั้ง แล้วก็เลื่อนขึ้นไปที่หัวตา หญิงก็ยังอยู่ที่หัวตาซ้าย ชายอยู่ที่หัวตาข้างขวา ภาวนา สัมมาอะระหัง 3 ครั้ง ให้เหลือบตาช้อนขึ้นไป ความเห็นจะได้ตามกลับเข้าไปข้างใน แล้วก็ไปอยู่ที่กลางกั๊กศีรษะ ระดับเดียวกับหัวตาของเรา ภาวนา สัมมาอะระหัง 3 ครั้ง เลื่อนลงมาที่ฐาน 5 ภาวนาในใจ สัมมาอะระหัง 3 ครั้งก็เลื่อนลงไปเหมือนกลืนเข้าไปเลย ให้ไปหยุดอยู่ที่ฐานที่ 6 ตรงจุดตัดของเส้นด้ายทั้งสอง ระดับเดียวกับสะดือ ตรงฐานที่ 6 ให้หยุดให้นิ่ง เหมือนกลืนลงไปเลย ภาวนา สัมมาอะระหัง 3 ครั้ง

เมื่อปักหลักใจตั้งอยู่ฐานที่ 7 แล้วยังฟุ้งอยู่ ให้เลื่อนถอยหลังไปฐานที่ 6 แล้วภาวนา3 ครั้ง แล้วเลื่อนถอยหลังมาฐานที่ 5 ภาวนา 3 ครั้ง ตรึกถึงดวงใส บริสุทธิ์ แล้วก็เลื่อนมาที่เพดานปาก ตรึกนึกถึงดวงใส ใจหยุดไปกลางดวงใส พร้อมภาวนา 3 ครั้ง แล้วก็เลื่อนไปที่หัวตา ตรึกนึกถึงดวงใส แล้วก็เลื่อนมาที่ปากช่องจมูก เราจะทำอย่างนี้สักกี่ครั้งก็ได้ จากฐานที่ 1 มาฐานที่ 7 จากฐานที่ 7 มาฐานที่ 1 คือฝึกให้รู้จักทางเดินของใจ เดินบ่อยๆ ในเส้นทางนี้ให้คล่อง จะทำให้ใจไม่ค่อยฟุ้ง15)

4.ลืมตาดู แล้วค่อยหลับตา

ถ้าฟุ้งมาก ให้ลืมตาดูดวงแก้ว ดูภาพพระ ดูธรรมชาติ ดูต้นไม้ ถ้ากลางคืนก็ดูความมืด ให้สบายใจ พอหายฟุ้งก็ค่อยๆ หรี่ตาเบาๆ น้อมใจไปหยุดนิ่ง อยู่ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ 7

“ จะฟุ้งน้อยฟุ้งมากไม่ยากดอก

เดี๋ยวจะบอกเคล็ดลับไว้ใช้แก้

เพียงค่อยๆ ลืมตาเท่านั้นแล

ฟุ้งว่าแน่ก็ยังแพ้แค่ลืมตา”

5.ใช้การพิจารณาให้เห็นความเป็นจริงของชีวิต

ให้พิจารณาว่า สรรพสัตว์ สรรพสิ่งทั้งหลาย สิ่งมีชีวิตก็ตาม ไม่มีชีวิตก็ตาม ล้วนแต่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วเสื่อมสลายไป สู่จุดสลายหมดทุกอย่าง จะเป็นคนสัตว์ สิ่งของ ล้วนไปสู่จุดสลายหมด มาอยู่แล้วก็ไป มนุษย์ก็เหมือนกัน เมื่อมาเกิดแล้วก็ค่อยๆ แก่ ค่อยๆ เสื่อมไปเรื่อยๆ ในที่สุดก็ตายแยกสลายไป จะเป็นผู้หญิง ผู้ชาย มียศถาบรรดาศักดิ์สูงถึงแค่ไหน มาอยู่แล้วก็ไปทั้งนั้น ต้นไม้ก็เหมือนกัน จากเมล็ดก็เติบโต มีราก ลำต้น กิ่ง ก้าน ใบ ดอก ผล แก่แล้วก็เสื่อมสลายไป สัตว์ก็เหมือนกัน เกิดขึ้น เจริญเติบโต แล้วก็เสื่อมสลายไป ตายเหมือนกันหมด ต้นหมากรากไม้ ล้วนเสื่อมหมด ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดวงดาวในอากาศ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ เสื่อมสลายหมด ทุกอย่างไปสู่จุดสลายทั้งสิ้น ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เมื่อนึกคิดอย่างนี้ ก็จะทำให้เรารู้ว่าเรามีชีวิตเพื่อการหยุดนิ่งเท่านั้น

หรือนึกถึงความหมายว่า ความตายจะมาปรากฏเมื่อไหร่ก็ไม่ทราบ ถ้าสมมุติว่าเราจะตายในตอนช่วงนี้ เราจะนึกคิดอะไรเป็นสรณะ เป็นที่พึ่ง ที่ช่วยให้เราพ้นจากความทุกข์เข้าถึงความสุขได้ ตั้งแต่ทุกข์ ในสังสารวัฏ หรือทุกข์ที่เกิดจากขันธมาร หรือทุกข์ในอบาย เป็นต้น เมื่อคิดได้อย่างนี้ เดี๋ยวใจก็แล่นเข้า สู่ภายใน ยึดพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง แต่ว่าอย่าถึงกับนึกตลอด นึกแค่พออารมณ์ของเราเข้าสู่ระดับสายกลาง เบาสบาย พอได้อารมณ์ที่เป็นกลางๆ แล้ว ก็ตรึกนึกถึงดวงใส ภาวนาไปเรื่อยๆ16)

1) อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต, มก. เล่ม 36 ข้อ 416 หน้า 193.
2) ทองดี สุรเตโช, พระธรรมกิตติวงศ์, พจนานุกรมเพื่อการศึกษาพุทธศาสตร์ ชุด คำวัด, (กรุงเทพฯ : เลี่งเชียง, 2548), หน้า 1384.
3) อภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี, มก. เล่ม 76 ข้อ 352 หน้า 442.
4) พระพรหมโมลี (วิลาส ญาณวโร), ภาวนาทีปนี, (กรุงเทพฯ : วัดยานนาวา วัดดอน วัดพระธรรมกาย, 2544), หน้า 52.
5) อังคุตตรนิกาย เอกนิบาต, มก. เล่ม 32 ข้อ 15 หน้า 47.
6) อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิกาย, มก. เล่ม 36 ข้อ 56 หน้า 136.
7) พระราชภาวนาวิสุทธิ์, พระธรมเทศนา, 4-16 กรกฎาคม 2537.
8) พระราชภาวนาวิสุทธิ์, พระธรรมเทศนา, 10 ตุลาคม 2545.
9) ทีฆนิกาย มหาวรรค, มก. เล่ม 14 หน้า 324.
10) พระราชภาวนาวิสุทธิ์, พระธรรมเทศนา, 4 กรกฎาคม 2537.
11) พระราชภาวนาวิสุทธิ์, พระธรรมเทศนา, 30 พฤษภาคม 2545.
12) พระราชภาวนาวิสุทธิ์, พระธรรมเทศนา, 5 มีนาคม 2528.
13) พระราชภาวนาวิสุทธิ์, พระธรรมเทศนา, 26 กรกฎาคม 2545.
14) พระราชภาวนาวิสุทธิ์, พระธรรมเทศนา, 7 พฤษภาคม 2538.
15) พระราชภาวนาวิสุทธิ์, พระธรรมเทศนา, 24 มีนาคม 2535.
16) พระราชภาวนาวิสุทธิ์, พระธรรมเทศนา, 27 พฤษภาคม 2534.
md203/5.txt · แก้ไขครั้งล่าสุด: 2015/03/15 16:55 (แก้ไขภายนอก)
 
เว้นแต่จะได้แจ้งไว้เป็นอื่นใด เนื้อหาบนวิกินี้ถูกกำหนดสิทธิ์ไว้ภายใต้สัญญาอนุญาติต่อไปนี้: CC Attribution-Noncommercial 3.0 Unported
Recent changes RSS feed Donate Powered by PHP Valid XHTML 1.0 Valid CSS Driven by DokuWiki