บทที่ 3 พยาบาทและวิธีแก้ไข

  • 3.1 ลักษณะของพยาบาท
  • 3.2 สาเหตุของพยาบาท
  • 3.3 วิธีแก้ไขพยาบาท
    • 3.3.1 การกำหนดนิมิตในเมตตาเป็นอารมณ์
    • 3.3.2 การประกอบเนืองๆ ซึ่งเมตตาภาวนา
    • 3.3.3 การพิจารณาถึงความที่สัตว์มีกรรมเป็นของๆ ตน
    • 3.3.4 การทำให้มากซึ่งการพิจารณา
    • 3.3.5 ความมีกัลยาณมิตร
    • 3.3.6 การพูดแต่เรื่องที่เป็นที่สบาย

แนวคิด

1.ความพยาบาท คือ ความโกรธเคือง แค้นใจ ผูกใจเจ็บ ผู้ผูกพยาบาทก็เหมือนคนเป็นโรค จะทำกิจอะไรก็ทำไม่ได้ แม้ความพยาบาทที่เกิดขึ้นย่อมปิดกั้นความดีของตัวเอง ทั้งยังปิดกั้นให้ไม่สามารถรับความดีจากผู้อื่น ผู้มีความพยาบาทจึงยากที่จะนั่งสมาธิให้ใจสงบได้

2.สาเหตุของความพยาบาท เกิดจากการกระทบกระทั่งที่เกิดขึ้นในจิต แล้วจึงขยายตัวเป็นความโกรธ เป็นความคิดประทุษร้าย แล้วจึงถึงขั้นผูกใจเจ็บ หรือผูกพยาบาทนั่นเอง

3.วิธีแก้ไขพยาบาท ในพระไตรปิฎกได้ให้ไว้ 6 ประการ คือ การกำหนดนิมิตในเมตตาเป็นอารมณ์ การหมั่นเจริญเมตตา การพิจารณาถึงความที่สัตว์มีกรรมเป็นของตน การพิจารณาให้เห็นโทษภัยของความโกรธ การคบมิตรดีไม่มักโกรธ และการพูดแต่เรื่องที่ทำให้ใจสงบเย็น

วัตถุประสงค์

เพื่อให้นักศึกษาสามารถอภิปรายเรื่องต่อไปนี้ได้ถูกต้องชัดเจน

1.ลักษณะของความพยาบาท

2.สาเหตุที่ทำให้ความพยาบาทเกิดขึ้น

3.วิธีการแก้ไขความพยาบาทที่เกิดขึ้นในขณะทำสมาธิ

ในแต่ละวันเรามักจะมีหลากหลายอารมณ์ที่วิ่งผ่านเข้ามาในใจของเรา ในหลายๆ อารมณ์นั้น หากเราสังเกตให้ดี จะพบว่าหลายครั้งในแต่ละวันที่เราจะมีเรื่องไม่พอใจผ่านเข้ามา ความไม่พอใจนี้มีตั้งแต่ความไม่พอใจ ขัดใจ ตัวเอง เพื่อนร่วมงาน พ่อ แม่ พี่ น้อง ตลอดจนสภาพดินฟ้าอากาศ สภาพแวดล้อม สัตว์ สิ่งของต่างๆ ดูเหมือนมีหลากสิ่งที่คอยทำใจของเราให้คุกรุ่นอยู่บ่อยๆ สิ่งเหล่านี้เองที่ทำให้หลายๆ ครั้ง ที่เรามานั่งหลับตาทำสมาธิ กลับพบภาพที่เราไม่ปรารถนา เสียงที่ไม่ปรารถนา อารมณ์ขุ่นๆ ที่ยังค้างอยู่ติดมา ทำให้การนั่งของเราผ่านไปอย่างทุกข์ทรมาน เหมือนเราต้องแบกอะไรบางอย่างไว้ แทนที่จะเป็นการผ่อนคลายและเข้าถึงความสุขจากสมาธิ ดังนั้น เราจึงควรที่จะมาทำความรู้จักกับอุปสรรคในการทำสมาธิตัวนี้ คือ พยาบาท เป็นนิวรณ์หนึ่งในนิวรณ์ทั้ง 5 ประการ เพื่อที่เราจะได้กำจัดอุปสรรคตัวนี้ออกไป อันจะช่วยส่งเสริมให้ใจของเราหยุดนิ่งอย่างเบาสบายได้มากและรวดเร็วยิ่งขึ้น

3.1 ลักษณะของพยาบาท

พยาบาท แปลว่า โทษเครื่องทำความพินาศ1) คือ ความคิดร้าย ความรู้สึกไม่ชอบใจสิ่งทั้งหลายทั้งปวงได้แก่ความขุ่นใจ ความขัดเคืองใจ ความไม่พอใจ ความโกรธ ความผูกโกรธ ความเกลียด ความผูกใจเจ็บ การมองในแง่ร้าย การคิดร้าย มองเห็นคนอื่นเป็นศัตรู ความรู้สึกเหล่านี้ทำให้ใจกระสับกระส่ายไม่เป็นสมาธิ และจัดเป็นไฟประเภทหนึ่ง ซึ่งเกิดขึ้นเผาลนจิตใจของชาวโลกให้เดือดร้อนกระวนกระวาย

พระพุทธองค์ทรงตรัสถึงความพยาบาทว่าเป็นดุจโรค ที่ทำให้ผู้ที่เป็นโรคกระสับกระส่ายเป็นทุกข์ ว่า

“ เปรียบเหมือนบุรุษจะพึงเป็นผู้มีอาพาธ ถึงความลำบากเจ็บหนัก บริโภคอาหารไม่ได้ และไม่มีกำลังกาย”2)

พระอรรถกถาจารย์3) ได้อธิบายเพิ่มเติมว่า เหมือนอย่างคนกระสับกระส่ายเพราะโรคดี แม้เมื่อเขาให้น้ำผึ้งและน้ำตาลกรวดเป็นต้น ก็ไม่ได้รสของของหวานเหล่านั้น ย่อมบ่นว่าขม ขม เท่านั้น เพราะตนกระสับกระส่ายด้วยโรคดี ฉันใด ผู้มีจิตพยาบาท ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ถ้าเป็นพระแม้อาจารย์และอุปัชฌาย์ผู้หวังดีว่ากล่าวเพียงเล็กน้อย ก็ไม่รับโอวาท กล่าวว่าท่านทั้งหลายวุ่นวายเหลือเกิน เป็นต้น

ลาสิกขาไป เขาไม่ได้รสของพระศาสนาประเภทสุขในฌาน เป็นต้น เพราะเป็นผู้กระสับกระส่ายด้วยความโกรธ เหมือนบุรุษนั้นไม่ได้รสของของหวาน มีน้ำผึ้งและน้ำตาลกรวด เป็นต้น เพราะเป็นผู้กระสับกระส่ายเพราะโรคดี พึงเห็นความพยาบาทเหมือนโรค ด้วยประการฉะนี้

เราจะสังเกตได้ว่า เวลาเราขัดใจใคร เราอยากจะทำร้ายเขา แต่ยังทำไม่ทัน เพราะไม่มีช่องว่างหรือไม่มีเครื่องมือ หรือไม่มีโอกาส จึงผูกใจแค้นไว้ว่า จะทำการแก้แค้นในวันข้างหน้า หรือผูกใจที่จะแก้แค้น อาการเช่นนี้เองเรียกว่า พยาบาท ซึ่งความพยาบาทนั้น จะมีการผูกใจมุ่งที่จะทำความฉิบหายให้เกิดแก่

คนอื่น ไม่ว่าจะทำให้เขาฉิบหายในชื่อเสียง บุตรภรรยาสามี ความสุข หรือแม้กระทั่งให้ฉิบหายจากชีวิต ก็นับว่าเป็นพยาบาททั้งสิ้น

ความพยาบาทนี้เองที่ปิดกั้นความดีไม่ให้เข้ามาสู่ตัวเรา ทั้งยังปิดกั้นความดีของเราไม่ให้แสดงออกไปภายนอก พูดง่ายๆ คือปิดกั้นทั้งความดีใหม่และความดีเก่า ที่ว่ากั้นความดีใหม่นั้น เพราะเมื่อพยาบาทเกิดขึ้นในใจแล้ว ใจเราจะอยู่ในสภาพพิการหรือชำรุด ไม่พร้อมที่จะรับความดี เหมือนตัวเราเป็นไข้ ไม่พร้อมที่จะรับรสอาหารที่น่าอร่อย ยกตัวอย่างเช่น ถ้าก่อนนั่งสมาธิเราผูกพยาบาทใครไว้ เราก็จะรู้สึกใจไม่ปลอดโปร่ง เวลานั่งแทนที่จะนั่งนึกภาวนาว่าสัมมาอะระหัง ก็ไปนึกถึงคำด่าเสียๆ หายๆ จนสะใจ บางทีก็นึกเป็นภาพถึงการได้ลงมือแก้แค้นจนอิ่มใจ แทนที่ใจจะเป็นสมาธิ บางทีกลับกลายเป็นภาพร้อนๆ ปรากฏคุกรุ่นอยู่ในจิตใจ ที่ว่ากั้นความดีเก่า เพราะเมื่อพยาบาทเกิดขึ้นแล้ว เราก็ไม่สามารถแสดงอาการที่ดีๆออกไปได้ บางครั้งก็อาจแสดงอาการที่เสียหายออกไป เช่น อาการเกรี้ยวกราด อาการพูดกระแทกแดกดัน ประชดประชัน เป็นต้น

และการผูกพยาบาทนี้เองไม่ใช่ว่าเราผูกพยาบาทใครบางคน ก็จะทำให้ใจของเราปิดกั้นความดีเฉพาะของผู้นั้นก็หาไม่ แท้ที่จริงเมื่อความพยาบาทเกิดขึ้นกับใจ ก็ทำให้ใจเราไม่พร้อมที่จะรับความดี ไม่ว่าจะมาจากใครๆ ทั้งสิ้น อุปมาเหมือนการที่เราเกลียดคนๆ นั้นแล้วหลับตาเสีย ความจริงเราอาจจะต้องการหลับตาเพื่อไม่ให้เห็นคนที่เราเกลียดเท่านั้น แต่การหลับตานั้นกลับทำให้เราไม่เห็นทั้งคนที่เราเกลียดนั้นและคนอื่นๆ ที่เราไม่เกลียดไปด้วย

3.2 สาเหตุของพยาบาท

ปฏิฆนิมิต เป็นเหตุเกิดของพยาบาท ปฏิฆนิมิต คือ การกระทบกระทั่งทางจิต เพราะจิตของคนบางคนเป็นเสมือนใจที่มีแผล ปกติว่าแผล ถ้าใครกระทบกระทั่งหรือสะกิดเข้าหน่อยหนึ่งก็จะรู้ว่าเจ็บแสบเสียว เพราะมีแผลอยู่ จิตของคนเราที่ถูกพยาบาทเข้าครอบงำก็เหมือนกัน ถ้าใครพูดกระทบกระทั่งจิตเข้า ก็จะรู้สึกไม่พอใจ แล้วเกิดความโกรธขึ้นมาได้ในทันที ตัวปฏิฆนิมิตนี้เองเป็นเหตุให้เกิดโทสะหรือพยาบาทขึ้น เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสไว้ใน สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค ว่า “ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ปฏิฆนิมิต มีอยู่ การไม่ทำให้มากซึ่งโยนิโสมนสิการในปฏิฆนิมิตนั้น นี้เป็นอาหารเพื่อความเกิดแห่งพยาบาทที่ยังไม่เกิด หรือเพื่อทำให้พยาบาทที่เกิดแล้ว ให้เจริญไพบูลย์ยิ่งขึ้น”4)

การเกิดพยาบาทขึ้นนอกจากจะเกิดจากปฏิฆะนิมิตแล้ว หากเราไปศึกษาวงจรของกิเลสสายนี้ทั้งสาย เราก็จะพบว่ามีจุดเริ่มต้นจากสาเหตุเล็กๆ นั่น คือ ความไม่พอใจ แล้วค่อยๆ ขยายตัวเป็นปฏิฆะ โกธะ โทสะ และพยาบาทในที่สุด ดังแผนภาพ

อรติ → ปฏิฆะ → โกธะ → โทสะ → พยาบาท

อรติ แปลว่า ความไม่พอใจ ไม่ชอบ ความไม่ชอบ คือ จุดเริ่มต้นของพยาบาท ความไม่ชอบ เกิดมาพร้อมกับใจของเราที่มีความอยาก เช่น อยากดู อยากฟัง อยากดม อยากลิ้ม อยากกิน อยากนอน แล้วเมื่อไม่ได้สมกับที่อยาก หรือมีอะไรมาขัด ความไม่พอใจก็เกิดขึ้น เช่น อยากจะแต่งตัวสวยๆ แต่พอไปหยิบเสื้อ คนรีดผ้า รีดไม่ดี ทำให้เกิดรอยไหม้ เราก็ไม่พอใจ เป็นต้น

ปฏิฆะ แปลว่า ขัดใจ หมายถึง ความขัดใจ ที่ขัดก็เนื่องจากไม่ชอบ ดังนั้น ปฏิฆะจึงเกิดจากอรติ จิตของเราถ้าเกิดขัดขึ้นมา คิดอ่านอะไรก็ไม่สะดวก คิดไม่โปร่ง จะทำอะไรก็ขัดข้องไปหมด เช่น วันนั้นเกิดทะเลาะกับเพื่อนในตอนเช้า วันนั้นเกือบทั้งวัน ไม่เป็นอันทำอะไร เพราะพอจะทำอะไร จิตก็แวบไปบ้าน ไปตรงที่ขัด ถ้ายังปลดที่ขัดไม่ได้ จิตก็ยังขัดอยู่อย่างนั้น ปฏิฆะนี้ ทำให้จิตกระวนกระวายมากกว่า อรติ ถ้าเปรียบอรติเหมือนจมูก เราได้กลิ่นเหม็นๆ ทำให้ไม่สบายจมูก แต่ปฏิฆะ เหมือนเราถูกคนอุดจมูก ทำให้จำเป็นต้องดิ้นรนเพื่อให้พ้นจากเหตุการณ์นั้น ถ้าสามารถระงับความขัดใจได้ เหตุการณ์ก็สงบลง ถ้าระงับไม่ได้ อาการของจิตจะแปรสภาพเป็น โกธะ

โกธะ หรือ ความโกรธ คือ ความเดือดดาลของจิต ตามธรรมดาอาการของจิตตามปกติต้องทำงาน คือ การคิด ซึ่งการคิดนั้น มีงาน 2 อย่างคือ รับอารมณ์ และปล่อยอารมณ์ จิตที่เป็นปกติ คือ จิตที่ยอมปล่อยอารมณ์เก่า และค่อยๆ รับอารมณ์ใหม่ สลับๆ กันไป แล้วถ้าเกิดมีอะไรมาขัดจังหวะ เช่น กำลังอ่านหนังสืออยู่ มีเด็กมาเล่นเสียงดัง จิตก็ไม่พอใจ และขัดใจแล้ว ก็จะสลัดอารมณ์เดิมออกไป รับอารมณ์ใหม่ คือ ที่เด็กส่งเสียงดังเข้ามาอย่างรวดเร็ว กระแสความคิดจึงสับสน กลับไปมาระหว่างการอ่านหนังสือค้าง กับการไปหาการกระทำของเด็ก การคิดเร็วเกินไป ทำให้ช่วงความคิดสั้นและถี่ เหมือนตีกลอง ถ้าตีช้าๆ ก็เงื้อได้สูงสุดแขน ถ้ารัวถี่ มือที่เงื้อก็สั้นเข้า จิตคนเราก็เหมือนกัน ถ้าโกรธแล้วช่วงความคิดสั้น และ ถี่ อาการอย่างนี้จึงเรียกว่า เดือดดาล ความโกรธ เมื่อเกิดขึ้นแล้วทำให้จิตร้อน ที่ร้อนก็เพราะช่วงความถี่ของความคิดเร็วเกินไป เหมือนเราเอาฝ่ามือถูกับผิวหนังอย่างเร็วและถี่มากๆ จะมีอาการร้อนขึ้นทันที แต่ถึงกระนั้น ความโกรธก็เป็นเพียงความวุ่นวายในตัว ถ้าโกรธจัดๆ ก็อาจถึงตัวสั่น มือสั่น ปากสั่น แต่ถ้า ฝึกใจไว้พอสมควร ก็อาจจะระงับได้ แต่ถ้าระงับไม่ไหว หรือไม่ทันท่วงที จิตก็จะมีอาการ คิดหาทางประทุษร้ายขึ้นมา คือ คิดทำลายสิ่งที่มาทำให้ตัวขัดใจ เรียกว่า โทสะ

โทสะ ได้แก่ความคิดประทุษร้าย คือ คิดทำลาย คิดล้างผลาญ คิดให้เขาเสียหาย ให้ฉิบหายวอดวายไป เช่น ฆ่าเขา หรือฟ้องร้อง ยึดทรัพย์ เผาบ้านเรือน โทสะนี้เมื่อเกิดขึ้นย่อมเป็นโทษทั้งแก่ตนเอง และแก่ผู้อื่น เวลามีโทสะไหม้ใจ พวกพ้องเพื่อนฝูง จนกระทั่ง พ่อแม่ ลูก ก็มองเห็นเป็นศัตรูไปหมด และผลที่สุดแม้แต่ตัวเองก็ไม่เป็นที่พอใจของตัวเอง และเวลาที่จิตถูกครอบงำด้วยโทสะ จะสั่งงานก็ปราศจากเหตุผล และลุกลามไปถึงคนรอบข้างต่อ เปรียบเสมือนลูกระเบิด พอระเบิดก็จะทำลายตัวเองก่อนเป็นอันดับแรก แล้วจึงไปทำลายวัตถุอื่นๆ ต่อไป

พยาบาท เป็นอาการที่ต่อเนื่องจากโทสะ คือ เมื่อคิดทำลายเขา แต่ทำลายไม่ได้ในทันที จึงผูกใจไว้ว่า เอาไว้วันหน้าจะแก้แค้น การผูกใจที่จะแก้แค้นนี้เองเป็นพยาบาท

เราจะเห็นได้ว่าจุดเริ่มต้นของความพยาบาทนี้ เกิดมาจากความไม่พอใจหรือความไม่ชอบซึ่งอาจมีอาการได้หลายรูปแบบ เช่น ความอิจฉาริษยา ความรำคาญ ความหงุดหงิด ความโกรธ ฯลฯ ที่มีทั้งความไม่พอใจต่อรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ทางกาย และความคิดทางใจ

ความไม่พอใจ หรือความรำคาญที่เกิดขึ้นนี้เอง เมื่อเกิดขึ้นกับเราแล้วแม้เพียงเล็กน้อย แล้วถ้าเราสนองความอยากไม่ได้ เราก็จะโทษเหตุภายนอก ว่าสถานการณ์ หรือบุคคลอื่นเป็นสาเหตุ การผลักออกจากตัว และกล่าวโทษนี้เอง ที่ทำให้ผู้อื่นประทับอยู่ในใจเราอย่างลึกซึ้ง มันอาจจะทำให้จิตเราคุกรุ่น อยู่กับอดีตที่เกิดมานานแล้ว และทำลายวินาทีปัจจุบัน ทำลายความสงบของจิตขณะทำสมาธิ

ฉะนั้น เมื่อเราทราบว่าใจที่ถูกกระทบกระทั่ง (ปฏิฆนิมิต) อันเกิดจากความไม่พอใจ และเชื่อมโยงต่อเป็นสาย จนกระทั่งเป็นเหตุให้เกิดพยาบาทขึ้น ก็จงพยายามทำลายต้นเหตุแห่งพยาบาทนี้เสียตั้งแต่จุด เล็กๆ น้อยๆ ที่เกิดขึ้น เพื่อจะได้ทำให้ใจของเราพร้อมที่จะทำสมาธิให้ดียิ่งๆ ขึ้นไป

3.3 วิธีแก้ไขพยาบาท

ในพระไตรปิฎกพระอรรถกถาจารย์ได้กล่าวถึงวิธีการเพื่อละพยาบาทเอาไว้ว่า ธรรม 6 ประการย่อมเป็นไป เพื่อละพยาบาท5) คือ

1.การกำหนดนิมิตในเมตตาเป็นอารมณ์

2.การประกอบเนืองๆ ซึ่งเมตตาภาวนา

3.การพิจารณาถึงความที่สัตว์มีกรรมเป็นของๆ ตน

4.การทำให้มากซึ่งการพิจารณา

5.ความมีกัลยาณมิตร

6.การพูดแต่เรื่องที่เป็นที่สบาย

3.3.1 การกำหนดนิมิตในเมตตาเป็นอารมณ์

การกำหนดนิมิตในเมตตาเป็นอารมณ์ คือ การกำหนดนิมิตที่สนับสนุนให้เกิดเมตตา การแก้ไขพยาบาทนั้นวิธีการโดยตรงที่จะแก้ไขคือการเจริญเมตตา เมตตานั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ ในสังยุตตนิกายมหาวารวรรค ว่า “ เป็นอาหารเพื่อความไม่เกิดแห่งพยาบาทที่ยังไม่เกิด หรือเพื่อละพยาบาทที่เกิดขึ้นแล้ว”6)

3.3.2 การประกอบเนืองๆ ซึ่งเมตตาภาวนา

การประกอบเนืองๆ ซึ่งเมตตาภาวนา คือ การเจริญเมตตาเนืองๆ โดยกำหนดเมตตากัมมัฏฐาน ด้วยการแผ่เมตตาไปทั่วทิศโดยเจาะจงหรือไม่เจาะจง อย่างใดอย่างหนึ่ง ย่อมละพยาบาทได้

วิธีการแผ่เมตตาตามหลักปฏิบัติในคัมภีร์

เมตตา คือ ความปรารถนาดี รักใคร่ในสัตว์ทั้งหลาย เป็นธรรมชาติชนิดที่เกิดขึ้นในจิต มีสภาวะปราศจากความโกรธในสัตว์ผู้เป็นที่รัก ที่ชอบใจ นำความรู้สึกอันนี้มาเป็นอารมณ์ในสมาธิมีอยู่ด้วยกัน 2 ประเภท

ประเภทที่หนึ่ง เป็นที่รักใคร่ชอบใจธรรมดาทั่วไป เช่น หมู่ญาติสนิทมิตรสหาย คนใกล้ชิด คนที่ถูกใจ

ประเภทที่สอง เป็นประเภทที่เกิดขึ้นได้ด้วยการเจริญภาวนา คือในขณะเมื่อเจริญภาวนาด้วยการแผ่เมตตานั้น ในระยะต้นๆ จะกระทำได้ในเฉพาะคนที่รักที่ชอบใจธรรมดา คือในประเภทที่หนึ่ง แต่เมื่อปฏิบัติไปจนถึงขึ้นอุปจารภาวนา (สมาธิเฉียดฌาน) จิตใจในขณะนั้นจะแผ่เมตตาได้ทั่วไปในสัตว์ทั้งหลายหมด แม้ในผู้ที่เป็นศัตรู ผู้ที่ไม่ชอบ เกลียดชัง สัตว์ บุคคลทั้งหมด

เมื่อเรานึกถึงหรือมองดูผู้ใดก็ตามด้วยความรู้สึกเมตตาแล้ว จิตใจจะไม่มีความรู้สึกเกลียดชัง มีแต่ความรักใคร่ ชื่นชม ความรักใคร่ชื่นชมนี้ยังแบ่งออกได้เป็นอีก 2 ชนิด คือ

ชนิดที่ 1 เป็นความรักใคร่ชื่นชม ปรารถนาดีแท้จริง ไม่มีการยึดถือว่าผู้ที่เราคิดแผ่ความปรารถนาดีรักใคร่ให้นั้นมีความสัมพันธ์อย่างใดกับเรา เช่นเป็นบิดา มารดา บุตร ธิดา ภรรยา สามี ญาติพี่น้อง เพื่อน ผู้ร่วมงาน ผู้ร่วมอาชีพ ฯลฯ เมื่อไม่มีการยึดถือ แม้บุคคลเหล่านี้จะย้ายไปไกลห่างจากเรา เราก็ไม่รู้สึกเดือดร้อน คงนึกให้เขาไปอยู่ดีมีสุข ไม่ว่าจะไปอยู่ ณ ที่แห่งใด

ชนิดที่ 2 เป็นความรักใคร่ชื่นชมที่มีการยึดถือว่าผู้นั้นผู้นี้ที่เรารักใคร่นั้น เป็นผู้ที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องในฐานะดังนั้นดังนี้กับเรา แยกจากกันไปจะรู้สึกไม่สบายใจ เสียใจ สภาวะของจิตใจที่มีความรักใคร่ชนิดนี้ ไม่ใช่จิตใจที่ประกอบด้วย ความไม่โกรธ แต่เป็นจิตใจที่ประกอบด้วยอำนาจของโลภะ เมตตาชนิดนี้จึงไม่ใช่เมตตาบริสุทธิ์เหมือนข้อแรก เป็นเมตตาเทียม แต่อย่างไรก็ดีแม้จะเป็นเมตตาเทียมก็มีประโยชน์มาก เมื่อปฏิบัติอยู่บ่อยๆ จะเป็นกำลังอุดหนุนให้ปฏิบัติเมตตาแท้ได้ง่ายขึ้น

ในการแผ่เมตตามีข้อควรปฏิบัติดังต่อไปนี้

1.ละเว้นคนที่ไม่ควรนำมาเป็นอารมณ์ในการแผ่เมตตา

1)คนที่ไม่รัก (ไม่ชอบใจ) และคนที่รักมากเป็นพิเศษ คนที่รู้สึกเฉยๆ ไม่รักไม่ชัง และคนที่ถึงขั้นเป็นศัตรูกัน คนทั้ง 4 ประเภทนี้ ไม่ควรนึกแผ่เมตตาให้ก่อนบุคคลประเภทอื่น ด้วยเหตุผลดังนี้ คือ

คนที่ไม่เป็นที่รัก เมื่อไปนึกถึงก่อน จิตใจของผู้ปฏิบัติจะรู้สึกขุ่นหมอง ไม่สบายใจ อึดอัดขัดข้อง

คนที่รักมากเป็นพิเศษ เมื่อนำมานึกถึงก่อน หากผู้นั้นกำลังมีความทุกข์ยากลำบากประการใดอยู่ แม้แต่เป็นทุกข์เพียงเล็กๆ น้อยๆ ผู้ปฏิบัติจะรู้สึกเป็นทุกข์ เดือดร้อนไปด้วยทันที ถ้าแผ่เมตตาให้คนที่รู้สึกเฉยๆ ไม่รักไม่เกลียด จิตใจจะไม่เบิกบาน ไม่มีกำลัง เพราะคนพวกนี้ไม่มีคุณธรรมให้รู้สึกเคารพรัก อันเป็นเหตุให้เมตตาจิตเกิด ถ้าแผ่เมตตาให้แก่คนที่เป็นศัตรู มีเวรต่อกัน โทสะจะเกิดนำหน้าทันที ข่มจิตให้เกิดเมตตาได้ยากลำบากยิ่ง

2)คนที่มีเพศตรงข้ามกับผู้ปฏิบัติ โดยเฉพาะที่ไม่ใช่ญาติสนิท ไม่ควรนึกแผ่เมตตาให้โดยเจาะจงเฉพาะตัว เพราะราคะอาจจะเกิดขึ้น

3)คนที่ตายไปแล้ว การแผ่เมตตาให้คนที่ตายไปแล้ว นำมาเป็นอารมณ์ในการทำสมาธิไม่ได้ เพราะไม่สามารถทำอุปจารสมาธิ อัปปนาสมาธิ ให้เกิด จึงเป็นการแผ่เมตตาที่ไร้ประโยชน์

2.กำหนดคนที่ควรแผ่เมตตาให้ก่อน คือ

1)ควรแผ่เมตตาให้ตนเองก่อน เพื่อใช้เป็นสักขีพยานว่า ตนเองปรารถนาความสุข เกลียดชังความทุกข์ ผู้อื่นก็เป็นเช่นเดียวกัน ทั้งการแผ่เมตตาแก่ตนเองก่อนผู้อื่น ยังทำจิตใจให้เกิดความแช่มชื่นยินดี ทั้งนี้เพราะความรักต่อสิ่งอื่นๆ แม้จะมีมากเพียงใด ก็ไม่เหมือนความรักตนเอง

เมื่อนึกถึงตนเองก่อน ความปรารถนาในความสุข กลัวความทุกข์ อยากอยู่สบาย อายุยืน ไม่อยากตาย ฯลฯ ย่อมเกิดมีมากขึ้นเป็นพิเศษ ทำให้เมตตาจิตเกิดขึ้นได้ง่าย เกิดแล้วตั้งมั่นอยู่ได้มั่นคง เมื่อแผ่ไปยังสัตว์ทั้งหลายต่อจากตนเองมากเข้า อุปจารสมาธิ และอัปปนาสมาธิย่อมเกิด

2)เมื่อแผ่เมตตาให้ตนเองเป็นสักขีพยานแล้ว จึงแผ่ให้แก่ผู้ที่รักใคร่ชอบพอนับถืออย่างธรรมดา เช่นครูอาจารย์ หรือผู้ที่มีคุณธรรมเทียบเท่า ที่ตนเองรักใคร่ ชอบใจ เคารพสรรเสริญ ระลึกถึงคุณงามความดีที่ได้รับจากบุคคลเหล่านั้น เช่น การที่ท่านให้ทานทั้งวิทยาทาน อามิสทาน ธรรมทานแก่ตน ตลอดจนปิยวาจาที่เคยได้รับมาต่างๆ

3)แผ่เมตตาถึงในบุคคลที่รักยิ่ง เช่น บิดา มารดา บุตรธิดา สามีภรรยา ตามลำดับความรัก

4)แผ่เมตตาไปในบุคคลที่ไม่รู้สึกรักหรือชัง รู้สึกเฉยๆ เป็นกลางๆ

5)แผ่เมตตาไปในคนที่มีเวรต่อกัน

6)เมื่อใดเมตตาจิตของผู้ปฏิบัติเกิดมีเท่าเทียมกันในบุคคลทั้ง 4 ประเภท คือ ตัวเอง คนที่ตนรัก คนที่ตนรู้สึกเฉยๆ และคนที่โกรธกัน ดังนี้แล้ว ให้แผ่เมตตาออกเป็น 3 สถาน คือ แผ่ไม่เฉพาะ แผ่เฉพาะ และแผ่ทั่วทิศทั้ง 10 แผ่ไม่เฉพาะ ได้แก่ สัตว์ทั้งหลายที่ยังข้องอยู่ภพต่างๆ ฯลฯ

แผ่เฉพาะ ได้แก่ หญิงทั้งหลาย ชายทั้งหลาย พระอริยเจ้าทั้งปวง เทวดาทั้งหลาย ฯลฯ แผ่ไปในทิศทั้ง 10

วิธีแผ่เมตตาแก่ตนและคนอื่น

การแผ่เมตตาแก่ตน มี 4 ประการ เวลาคิดแผ่เมตตาจะใช้เพียงประการใดประการหนึ่งก็ได้

อะหัง อเวโร โหมิ ขอข้าพเจ้าจงเป็นผู้ไม่มีศัตรู (ทั้งภายในและภายนอก)

อะหัง อัพยาปัชโฌ โหมิ ขอข้าพเจ้าจงเป็นผู้ที่ไม่มีความพยาบาท (วิตกกังวล เศร้าโศก)

อะหัง อนีโฆ โหมิ ขอข้าพเจ้าจงเป็นผู้ไม่มีความลำบากกาย ลำบากใจ (พ้นจากอุปัทวเหตุ)

อะหัง สุขี อัตตานัง ปริหรามิ ขอข้าพเจ้าจงมีความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้นเถิด

การแผ่เมตตาให้ผู้อื่น มี 4 ประการเช่นเดียวกัน

สัพเพ สัตตา อเวรา โหนตุ

สัพเพ สัตตา อัพยาปัชฌา โหนตุ

สัพเพ สัตตา อนีฆา โหนตุ

สุขี อัตตานัง ปริหรันตุ

ผู้อื่นที่ต้องนึกแผ่เมตตาให้คือ ผู้ที่ในขณะปัจจุบันรู้จักกัน ชอบพอกัน ทำงานร่วมกัน อยู่ด้วยกัน แล้วนึกแผ่เมตตาให้คนประเภทเดียวกันนี้ที่เคยรู้จักเมื่อเดือนที่แล้ว ปีที่แล้ว สิบปี-ห้าสิบปีที่แล้ว ฯลฯ ตามแต่จะนึกได้ จนกระทั่งสัตว์เดรัจฉานก็ไม่เว้น หมดแล้วนึกแผ่กลับทวนมาหาในปัจจุบันอีก กลับไปกลับมาเรื่อยๆ อนึ่งคนเหล่านี้ย่อมมีทั้งที่รักธรรมดา รักมากอย่างยิ่ง ไม่รักไม่เกลียด และที่เกลียดชัง การแผ่ก็ต้องเป็นไปตามลำดับที่กล่าวไว้แล้ว

อย่างไรก็ดีมีปัญหาประการหนึ่ง คือการแผ่เมตตาให้แก่คนที่มีเวรต่อกัน มักจะกระทำได้ไม่ง่ายนัก จิตตั้งเมตตาลงมิใคร่ได้ มักจะเกิดความเคียดแค้นมาแทนที่ ถ้าเป็นเช่นนี้ต้องใช้วิธีแก้ไขดังนี้

หวนกลับไปแผ่เมตตาให้คนเป็นที่รักโดยปกติ มีครูอาจารย์ เป็นต้น อีกครั้ง แล้วจึงแผ่ไปในคนมีเวรต่อกันใหม่อีกหน ถ้ายังกระทำไม่ได้ จิตยังมีโทสะเกิดอยู่ ให้กระทำดังต่อไปนี้คือ กล่าวตักเตือนสั่งสอนตนเองว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสสอนไว้ว่า หากมีโจรร้ายเอาเลื่อยอันคมกล้ามาตัดอวัยวะใหญ่น้อยของผู้ใดแล้ว ผู้นั้นมีใจโกรธเคืองโจรนั้น ชื่อว่าไม่กระทำตามคำสอนของพระองค์ หรือ ใครก็ตามโกรธเคืองเราก่อน แล้วเราไปโกรธตอบ คนโกรธตอบทีหลังนี้เลวกว่าคนแรก หรือ เมื่อมีใครโกรธเคืองเรา เราจงสู้อดทนไม่โกรธตอบ ได้ชื่อว่ามีชัยชนะอันใหญ่หลวงในสงคราม ยากที่ใครจะกระทำได้ คนที่ไม่โกรธตอบ เป็นผู้ประพฤติทั้งประโยชน์ตนและประโยชน์ท่าน คนไม่โกรธมีใจเยือกเย็น ไม่เดือดร้อน พลุ่งพล่านระส่ำระสาย มีความสบายกายสบายใจ เป็นที่สรรเสริญของนักปราชญ์ผู้มีปัญญา เป็นที่รักใคร่ของมนุษย์และเทวดาทั้งหลาย มีโรคภัยไข้เจ็บเกิดขึ้นน้อย ผิวพรรณผุดผ่อง ไม่แก่เร็ว จะตายอย่างมีสติ ตายแล้วย่อมไปสวรรค์ ที่กล่าวนี้เป็นประโยชน์ตน ส่วนประโยชน์ผู้อื่น คือเมื่อไม่โกรธตอบ คนที่โกรธก่อนจะโกรธไปได้ไม่นาน จะคลายหายโกรธลง จิตใจของเขาย่อมสบายขึ้น

แผ่เมตตาให้กับคนที่เราผูกโกรธ หรือผูกพยาบาท ถ้าทำได้นอกจากจะดับทุกข์จากความโกรธได้แล้ว ยังทำให้มีความสุขจากการแผ่เมตตานั้นอีกด้วย และยังจะเป็นการพัฒนาจิตให้สูงขึ้นไปด้วย

วิธีการแผ่เมตตาตามหลักปฏิบัติ

นอกเหนือจากการแผ่เมตตาตามหลักคัมภีร์แล้ว การแผ่เมตตาในขณะทำสมาธิ เราอาจใช้เวลาช่วงหนึ่งก่อนนั่งสมาธิ แผ่เมตตา เพื่อทำให้ใจชุ่มชื่น และเกิดเมตตาจิต อันจะทำให้ใจละความพยาบาท คิดร้ายที่อยู่ในใจออกไป โดยใช้วิธีการแผ่เมตตา ตามที่พระเดชพระคุณพระราชภาวนาวิสุทธิ์ได้แนะนำไว้ว่า

แผ่เมตตาจิตที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความปรารถนาดีต่อสรรพสัตว์ทั้งหลาย แผ่เมตตาจิตโดยนึกเบาๆ ให้สบายๆ ว่าขอให้สรรพสัตว์ทั้งหลาย ที่ไม่มีประมาณเหล่านั้น พ้นจากทุกข์โศกโรคภัย ให้พบแต่ความ สุขกาย สุขใจ มีความสุขทั้งนั่ง ทั้งนอนทั้งยืนทั้งเดิน ทั้งหลับ ทั้งตื่นตลอดวัน ตลอดคืน ตลอดเวลาเลย ที่มี ทุกข์ก็ให้พ้นทุกข์ ที่มีสุขแล้วก็ให้มีความสุขยิ่งๆ ขึ้นไป นึกอย่างสบายๆ แผ่ไปให้หมดเลย นึกอย่างสบาย นึกให้กระแสแห่งความเมตตาของเรา ความปรารถนาดีของเรา เป็นแสงสว่างออกจากร่างกายเรา ออกจากใจของเราประหนึ่งว่าตัวเรา กายเรา ใจเรา เป็นศูนย์กลางของสรรพสัตว์และสรรพสิ่งทั้งหลายเหล่านั้น เราแผ่ออกไปเป็นแสงสว่าง ใหม่ๆ อาจจะเป็นความรู้สึกว่ามีแสงสว่างออกจากภายในกลางกายเรา แล้วแผ่ขยายไปให้ทั่ว เป็นแสงที่ละเอียดอ่อนนุ่มนวล เป็นพลังมวลแห่งความบริสุทธิ์ ความปรารถนาดี ประดุจแสงสว่างแห่งพระจันทร์ในคืนวันเพ็ญ แต่ว่ากระจ่างแจ่มจ้าเหมือนอาทิตย์ตอนเที่ยงวัน คือสว่างประดุจดวงอาทิตย์ตอนเที่ยงวัน แต่ว่าเย็นเหมือนแสงจันทร์ นำความชุ่มชื่น เบิกบานให้เกิดขึ้นแก่สรรพสัตว์ สรรพสิ่งทั้งหลาย

ให้นึกแผ่ไปแล้วก็ทำใจให้นิ่งๆ โล่งๆ ว่างๆ ใจจะได้เหมาะสมที่จะเป็นภาชนะรองรับพระรัตนตรัย เราแผ่ไปอย่างนี้สักหนึ่งหรือสองนาที ลองหัดแผ่ไป โดยเริ่มต้นอาจจะเป็นความรู้สึกว่ามีแสงสว่าง เป็นพลังมวลแห่งความบริสุทธิ์ที่เปล่งประกายเจิดจ้า จากศูนย์กลางกายในกลางท้องของเรา หรือจากตัวของเราขยายกว้างออกไป

ส่วนผู้ที่เข้าถึงปฐมมรรคแล้ว พบกายภายในแล้ว หรือเห็นองค์พระแล้ว ก็เปล่งให้สว่างออกไป ด้วยสภาวธรรมที่เราเข้าถึงนั้น ถ้าผู้ที่เข้าถึงดวง ก็เปล่งให้เป็นดวงสว่าง เป็นพลังมวลแห่งความบริสุทธิ์กระจายกว้างออกไป ถ้าเป็นองค์พระก็ขยายแสงสว่างเป็นพลังมวลแห่งความปรารถนาดีที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความบริสุทธิ์ ขยายออกจากองค์พระออกไป องค์พระจะขยายตามไปด้วย ถ้าเข้าถึงดวงธรรมภายใน ดวงก็จะขยายกว้าง ดวงนั้นเหมือนฟองสบู่หรือฟองแชมพูบางๆ ที่ขยายกว้างออก ตั้งแต่เล็กกว่าตัวเรา เท่าตัวเรา ใหญ่กว่าตัวเรา ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนขยายกว้างออกไปอย่างไม่มีขอบเขต ขยายใหญ่ออกไปจนไม่มีประมาณ

ให้พลังมวลแห่งความบริสุทธิ์ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความปรารถนาดีไปยังมวลมนุษยชาติ โดยไม่จำกัดเชื้อชาติ ศาสนาและเผ่าพันธุ์ ไปยังสรรพสัตว์ทั้งหลายที่มีสองเท้า สี่เท้า มีเท้ามาก มีเท้าน้อย หรือว่าไม่มีเท้า ไปยังสรรพสัตว์ทั้งหลายที่เกิดในกำเนิดทั้งสี่ ทั่วทั้งภพสามเลย ให้พลังมวลแห่งความบริสุทธิ์ ที่ออกจากกายเรา สว่างโพลงไปรอบทิศ ทุกทิศทุกทางเหมือนเรานั่งอยู่กลางอวกาศโล่งๆ และขยายไปรอบทิศ7)

ถ้าใครหมั่นฝึกใจให้เกิดความเมตตาตามวิธีดังกล่าวข้างต้น ความพยาบาทก็จะหมดไปได้ เพราะเมตตาเป็นปฏิปักษ์ต่อพยาบาท ฉะนั้น คนที่มักโกรธ หรือพยาบาทท่านจึงสอนให้เจริญเมตตาอยู่เป็นประจำ ซึ่งเป็นเหตุให้พยาบาทสงบลงได้ และเมตตาก็ยังมีอานิสงส์ที่ทำให้เกิดความสงบสุข และคุณประโยชน์อื่นๆ อีกเป็นอันมาก

3.3.3 การพิจารณาถึงความที่สัตว์มีกรรมเป็นของๆ ตน

การพิจารณาถึงความที่สัตว์มีกรรมเป็นของๆ ตน คือพิจารณาถึงเรื่องกฎแห่งกรรม ว่าสัตว์โลกมีกรรมเป็นของของตน ใครสร้างกรรมอันใดไว้ ย่อมต้องรับผลกรรมนั้นๆ สืบไป การที่เราเจอเหตุการณ์ที่ไม่ดีในครั้งนี้ ก็คงเป็นเพราะกรรมเก่าที่เราได้ทำเอาไว้ สำหรับคนที่ทำไม่ดีกับเราในครั้งนี้นั้น เขาก็จะได้รับผลกรรมนั้นเองในวันข้างหน้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และคิดสอนเตือนตนว่า การโกรธผู้อื่นก็เป็นเช่นเดียวกับผู้ปรารถนาจะจับถ่านไฟที่คุโชน ซี่เหล็กอันร้อนจัดและอุจจาระ เป็นต้น ประหารผู้อื่น ส่วนคนอื่น เขาโกรธเรา เขาจักทำอะไรได้ เขามาด้วยกรรมของตนก็จักไปตามกรรมของเขานั่นแหละ ความโกรธนั้น ก็จักย้อนกลับไปสู่เขานั่นเอง เหมือนประหารผู้ไม่ประหารตอบ และเหมือนขว้างทรายทวนลมฉะนั้น และให้มีความรู้สึกสงสารผู้ที่ทำไม่ดีกับเราในครั้งนี้ ว่าเขาไม่น่าทำอย่างนั้นเลย เพราะเมื่อเขาทำแล้ว ต่อไปเมื่อกรรมนั้นส่งผล เขาก็จะต้องเป็นทุกข์ทรมานเพราะกรรมนั้น

3.3.4 การทำให้มากซึ่งการพิจารณา

การทำให้มากซึ่งการพิจารณา คือ มองโลกในแง่ดีให้เห็นว่าคนที่ทำให้เราไม่พอใจนั้น เขาคงไม่ได้ตั้งใจหรอก เขาคงทำไปเพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือเข้าใจผิด หรือถูกเหตุการณ์บังคับ ถ้าเขารู้หรือเลือกได้เขาคงไม่ทำอย่างนั้น

คิดถึงหลักความจริงที่ว่า คนเราเมื่ออยู่ใกล้กัน ก็ย่อมมีโอกาสที่จะทำในสิ่งที่ไม่ถูกใจคนอื่น ได้เป็นครั้งคราวอยู่แล้ว เพราะคงไม่มีใครสามารถทำให้ถูกใจคนอื่นได้ตลอดเวลา แม้ตัวเราเองก็ยังเคยทำให้คนอื่นไม่พอใจเช่นกัน เพราะฉะนั้น เมื่อคนอื่นทำไม่ถูกใจเราบ้าง ก็ย่อมจะเป็นเรื่องธรรมดา ไม่ควรจะถือโทษผูกโกรธ อาฆาตพยาบาทกันให้เป็นทุกข์กันไปเปล่าๆ

พิจารณาถึงคุณของการให้อภัย ว่าอภัยทานนั้นเป็นบุญอันยิ่งใหญ่ เป็นการทำบุญโดยไม่ต้องเสียอะไรเลย

คิดเสียว่าเป็นการฝึกจิตของตัวเราเองให้เข้มแข็งขึ้น โดยการพยายามเอาชนะใจตนเอง เอาชนะความโกรธ และขอบคุณผู้ที่ทำให้เราโกรธที่ให้โอกาสในการฝึกจิตแก่เรา ให้เราได้สร้างและเพิ่มพูนขันติบารมี

พิจารณาด้วยคำสั่งสอนตักเตือนตนเองอีกว่า การมีโทสะนั้นเป็นเหตุนำเราไปสู่อบายภูมิ การที่เราต้องไปอบายภูมิ ไม่ใช่คนมีเวรทำให้เรา เราทำตัวของเราเอง โดยอำนาจของความโกรธนั้นต่างหาก ทั้งพระพุทธองค์ทรงกล่าวไว้ว่า คนที่จะไม่เคยเป็นมารดา บิดา พี่น้อง บุตรธิดากันในโลกนี้ไม่มี ฉะนั้นคนที่มีเวรกับเรานี้ ชาติใดชาติหนึ่งในอดีตคงจะได้เกี่ยวข้องเป็นญาติกับเรามาแล้ว ไม่ควรถือโทษโกรธเคืองกันเลย

พิจารณาโทษของความโกรธ และการผูกพยาบาท ว่าคนที่โกรธก็เหมือนกับจุดไฟเผาตัวเอง ทำให้ต้องเป็นทุกข์เร่าร้อน หน้าตาก็ไม่น่าดู แถมยังเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจอีกด้วย เพราะฉะนั้นก็มีแต่คนโง่ กับคนบ้าเท่านั้นที่ผูกโกรธเอาไว้ และผลของความโกรธ ผูกพยาบาท อาฆาต เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็ย่อมทำให้เกิดเป็นแผลเป็นติดตัว ติดใจเราไป ยากที่จะลืมเลือน มีตัวอย่างเรื่องของพ่อสอนเด็กน้อยคนหนึ่งให้เป็นแง่คิด ดังนี้

เด็กน้อยคนหนึ่งมีสีหน้าแสดงอารมณ์ไม่ดีนัก พ่อของเขาจึงให้ตะปูกับเขาหนึ่งถุง และบอกกับเขาว่าทุกครั้งที่เขารู้สึกโมโห หรือโกรธใครสักคน ให้ตอกตะปู 1 ตัวเข้าไปกับรั้วที่หลังบ้าน วันแรกผ่านไป เด็กน้อยคนนั้นตอกตะปูเข้าไปที่รั้วหลังบ้านถึง 37 ตัว และก็ค่อยๆ ลดจำนวนลงเรื่อยๆ ในแต่ละวันที่ผ่านไป ก็ลดจำนวนลง น้อยลง น้อยลง เพราะเขารู้สึกว่า การรู้จักควบคุมอารมณ์ของตนเองให้สงบ ง่ายกว่าการตอกตะปูตั้งเยอะ และแล้วหลังจากที่เขาสามารถควบคุมตนเองได้ดีขึ้น ใจเย็นมากขึ้น เขาจึงเข้าไปพบกับพ่อและบอกกับพ่อของเขาว่า เขาสามารถควบคุมอารมณ์ตนเองได้แล้ว ไม่มุทะลุเหมือนแต่ก่อนที่เคยเป็นมา พ่อยิ้ม และบอกกับลูกชายของเขาว่า ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง เจ้าต้องพิสูจน์ให้พ่อรู้ โดยทุกๆ ครั้งที่เขาสามารถควบคุมอารมณ์ ฉุนเฉียวของตนเองได้ ให้ถอนตะปูออกจากรั้วหลังบ้าน 1 ตัว ทุกครั้ง วันแล้ววันเล่า เด็กน้อยคนนั้นก็ค่อยๆ ถอนตะปูออกจากรั้วหลังบ้าน จาก 1 เป็น 2 จาก 2 เป็น 3 จนในที่สุด ตะปูทั้งหมดก็ถูกถอนออกจนหมด เด็กน้อยดีใจมากรีบวิ่งไปบอกกับพ่อเขาว่า ฉันทำได้ ในที่สุดฉันก็ทำจน สำเร็จ พ่อไม่ได้พูดอะไร แต่จูงมือลูกของเขาออกไปที่รั้วหลังบ้าน และบอกกับลูกว่า ทำได้ดีมาก ลูกพ่อ และเจ้าลองมองกลับไปที่รั้วเหล่านั้นสิ เจ้าเห็นหรือไม่ว่า รั้วนั้นมันไม่เหมือนเดิม ไม่เหมือนกับที่มันเคยเป็น จำไว้นะลูก เมื่อใดก็ตามที่เจ้าทำอะไรลงไปโดยใช้อารมณ์ สิ่งนั้นมันจะเกิดเป็นรอยแผลเหมือนกับการเอามีดที่แหลมคมไปแทงใครสักคน ต่อให้ใช้คำพูดว่า “ ขอโทษ” สักกี่หน ก็ไม่อาจลดความเจ็บปวด ไม่อาจลบรอยแผลที่เกิดขึ้นกับเขาคนนั้นได้ ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นเพื่อนหรือคนที่อยู่รอบข้าง ให้ระวังสิ่งที่ทำลงไป ไม่ว่าจะเป็นคำพูด การกระทำ หรือแม้กระทั่งความคิด เพราะสิ่งนั้นเราอาจจะขอโทษ ขออโหสิกรรม และเขาจะยกโทษให้เราหรือไม่ก็ตาม แต่สิ่งที่มันเกิดขึ้น ก็คือรอยร้าวที่เกิดขึ้นในใจของเรา และในใจของเขาอย่างยากที่จะลืมเลือน

3.3.5 ความมีกัลยาณมิตร

ความมีกัลยาณมิตร คือ ต้องหมั่นคบหากัลยาณมิตร ที่มีลักษณะเยือกเย็น ไม่โกรธง่าย ไม่มีปกติว่าร้าย หรือติฉินนินทาผู้อื่น แต่ควรเป็นผู้รักการปฏิบัติธรรม มีความรักและปรารถนาดีต่อทุกคน ไม่มีปกติคิดเล็กคิดน้อย เราก็จะได้ลักษณะดีๆ เช่นนี้มา ทำให้เราใจเย็น และมีความคิดดีๆ ต่อคนรอบข้าง ก็จะทำให้ใจของเราผ่องใส พร้อมที่จะฝึกใจได้อยู่ตลอดเวลา

3.3.6 การพูดแต่เรื่องที่เป็นที่สบาย

การพูดแต่เรื่องที่เป็นที่สบาย ข้อนี้ดูได้จากเรื่องที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราที่ทรงใช้วิธีนี้ในการทำให้ผู้ที่เข้ามาหามีใจสงบลง กล่าวกันว่ามีอยู่ครั้งมีพราหมณ์คนหนึ่งภรรยาของท่านเป็นคนมีศรัทธาในพระพุทธศาสนาชอบทำบุญถวายทานแต่ตัวท่านเป็นคนไม่มีศรัทธา วันหนึ่งมีเหตุให้สองสามีภรรยานี้เถียงกันอย่างรุนแรง ในการทุ่มเถียงนี้ได้มีการพาดพิงถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พราหมณ์โกรธจัด คิดว่าจะจัดการกับพระสัมมาสัมพุทธจึงได้คว้าดาบไป ด้วยมุ่งหมายที่จะฆ่าพระพุทธองค์ ข้อความการสนทนามีสิ่งที่น่าสนใจดังต่อไปนี้

พราหมณ์ถามพระพุทธเจ้าว่า

“ บุคคลฆ่าอะไรได้ ย่อมนอนเป็นสุข ฆ่าอะไรได้ ย่อมไม่เศร้าโศก ข้าแต่พระโคดม พระองค์ย่อมชอบใจการฆ่าธรรมอะไรเป็นธรรมอันเอก”

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า

“ บุคคลฆ่าความโกรธได้ย่อมนอนเป็นสุขฆ่าความโกรธได้ย่อมไม่เศร้าโศก ดูก่อนพราหมณ์พระอริยเจ้าทั้งหลายย่อมสรรเสริญการฆ่าความโกรธ อันมีรากเป็นพิษ มียอดหวาน เพราะว่าบุคคลฆ่า ความโกรธนั้นได้แล้ว ย่อมไม่เศร้าโศก”8)

พราหมณ์พอได้ฟังก็เกิดความเลื่อมใส ขอถึงพระรัตนตรัยว่าเป็นสรณะ และได้ออกบวชจนกระทั่งบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์

กล่าวกันว่าหลังจากนั้นพระพุทธองค์ก็ทรงใช้วิธีเดียวกันกับพราหมณ์ซึ่งเป็นพี่น้องของพราหมณ์คนนี้อีกถึง 3 คนให้ได้ออกบวชตามและได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ทั้งหมด

จะเห็นได้ว่า พระพุทธองค์ทรงใช้การสนทนาปฏิสันถารในการดับความโกรธของคู่กรณี การสนทนาลักษณะนี้จัดเป็นการกล่าวกถาเป็นที่สบาย ซึ่งจะช่วยให้ผู้ฟังที่กำลังมีอกุศลเข้าสิงจิต กลับมีจิตเป็นกุศลได้

1) พ.อ. ปิ่น มุทุกันต์, พุทธศาสตร์ ภาค 2, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย, 2535), หน้า 503.
2) ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค, มก. เล่ม 11 ข้อ 126 หน้า 321.
3) ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค, มก. เล่ม 11 หน้า 457.
4) , 6) สังยุตตรนิกาย มหาวารวรรค, มก. เล่ม 30 ข้อ 359 หน้า 188.
5) ทีฆนิกาย มหาวรรค, มก. เล่ม 14 หน้า 320.
7) พระราชภาวนาวิสุทธิ์, พระธรรมเทศนา, 2 พฤษภาคม 2536.
8) สังยุตตนิกาย สคาถวรรค, มก . เล่ม 25 ข้อ 628-629 หน้า 196.
md203/3.txt · แก้ไขครั้งล่าสุด: 2015/03/15 16:55 (แก้ไขภายนอก)
 
เว้นแต่จะได้แจ้งไว้เป็นอื่นใด เนื้อหาบนวิกินี้ถูกกำหนดสิทธิ์ไว้ภายใต้สัญญาอนุญาติต่อไปนี้: CC Attribution-Noncommercial 3.0 Unported
Recent changes RSS feed Donate Powered by PHP Valid XHTML 1.0 Valid CSS Driven by DokuWiki