บทที่ 1 อุปสรรคในการปฏิบัติธรรม

  • 1.1 อุปสรรคต่อจิตที่เป็นสมาธิ
  • 1.2 นิวรณ์ คืออะไร
  • 1.3 อุปมานิวรณ์ 5
  • 1.4 อุปกิเลส

แนวคิด

1.นิวรณ์ คือ กิเลสระดับกลางที่กั้นใจไม่ให้สงบเป็นสมาธิ มีอยู่ด้วยกัน 5 ประการ คือ กามฉันทะ พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจกุกกุจจะ และวิจิกิจฉา

2.นิวรณ์ 5 ทำให้จิตมัวหมองเหมือนทองคำที่ถูกทำให้ไม่บริสุทธิ์โดย เหล็ก ทองแดง ดีบุก ตะกั่ว เงิน และนิวรณ์ 5 ทำให้บุคคลทำสมาธิได้ไม่ดี อุปมานิวรณ์ทั้ง 5 นั้นเหมือนลูกหนี้ โรค การถูกจองจำในเรือนจำ การเป็นทาส การเดินทางไกลกันดาร

3.อุปกิเลส 11 ประการ เป็นกิเลสอีกตัวหนึ่งที่เป็นอุปสรรคของการปฏิบัติธรรม ทำให้จิตไม่สงบนิ่งเป็นหนึ่งเดียว

วัตถุประสงค์

เพื่อให้นักศึกษาสามารถอธิบายเรื่องต่อไปนี้ได้อย่างชัดเจน

1.อุปสรรคของการปฏิบัติธรรม

2.ความหมาย และลักษณะของนิวรณ์ 5 รวมทั้งอุปมานิวรณ์ 5

3.ความหมาย และลักษณะของอุปกิเลส 11

การปฏิบัติสมาธิแม้ว่าจะไม่ใช่เรื่องยุ่งยาก ที่จะต้องมีการตระเตรียมอุปกรณ์ หรือใช้เครื่องไม้ เครื่องมือต่างๆ มากมาย ไม่ต้องไปแสวงหาเดินทางไกลไปจนรอบโลกไม่ต้องใช้สถานที่ที่ใหญ่โตมโหฬาร ขอเพียงให้มีร่างกายและมีความพร้อมของจิตใจกับที่นั่งพอประมาณก็สามารถที่จะฝึกสมาธิได้แล้ว แต่ทว่าความยากในการทำสมาธินั้นอยู่ที่การต้องต่อสู้กับอารมณ์ ความรู้สึก นึกคิด ภาพ เรื่องราว หรือเหตุการณ์ต่างๆ รวมทั้งสภาพที่ไม่สงบนิ่งที่ปรากฏเกิดขึ้นอยู่ภายในจิตใจนั่นเอง สิ่งเหล่านี้เอง ที่เป็นอุปสรรคตัวสำคัญที่ทำให้การปฏิบัติสมาธิต้องพบกับความยุ่งยาก และใจของเราก็ไม่สามารถที่จะสงบเป็นสมาธิได้ นักปฏิบัติสมาธิจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องศึกษาเรียนรู้และทำความรู้จักกับอุปสรรคที่เป็นตัวขัดขวางสภาวะจิตที่เป็นสมาธิ เพื่อจะได้เข้าใจและหาวิธีแก้ไขได้อย่างเหมาะสม

1.1 อุปสรรคต่อจิตที่เป็นสมาธิ

จากที่ได้ศึกษาพบว่า จิตของเราทุกคนนั้นมีสภาพบริสุทธิ์เป็นธรรมชาติประภัสสร คือผุดผ่อง แต่มาขุ่นมัวไป เพราะกิเลสที่จรมา ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า

“ ปภสฺสรมิทํ ภิกฺขเว จิตฺตํ, ตญฺจ โข อาคนฺตุเกหิ อุปกฺกิเลเสหิ อุปกฺกิลิฏฺฐํ” แปลว่า “ ภิกษุทั้งหลาย จิตนี้เป็นธรรมชาติประภัสสร แต่จิตนี้เศร้าหมองไปเพราะกิเลสทั้งหลายที่จรมา”1)

เมื่อพูดถึงกิเลสที่ครอบงำจิตของสัตว์โลกอยู่นั้น มีอยู่ 3 ชนิด คือ

1.กิเลสอย่างหยาบ คือ กิเลสทุจริตที่ฟุ้งออกมาทางกายและวาจา

2.กิเลสอย่างกลาง คือ กิเลสที่กลุ้มรุมจิตใจให้เดือดร้อนกระวนกระวาย ได้แก่ กิเลสพวกนิวรณ์

3.กิเลสอย่างละเอียด คือ อนุสัยกิเลสที่นอนสงบนิ่งอยู่ในขันธสันดานของแต่ละบุคคล ผู้ซึ่งยังไม่หมดกิเลส

คำว่า “ จิตผุดผ่องหรือประภัสสร” คือ จิตที่ปราศจากอาคันตุกกิเลส (กิเลสที่จรมา) ในที่นี้ จะมุ่งหมายถึงปลอดจากนิวรณ์ 5 อันเป็นกิเลสอย่างกลาง แต่ไม่ได้หมายถึงปราศจากกิเลสโดยประการทั้งปวงเพราะถ้าจิตของเราปราศจากกิเลสทั้งปวงแล้ว เราทุกคนก็ไม่จำเป็นต้องชำระกิเลสอีก เพราะจิตหมดจากกิเลสแล้ว แต่ที่คนเราต้องชำระกิเลสอยู่อีก ก็เพราะจิตยังมีอาคันตุกกิเลสจรเข้ามา ทำให้จิตที่ประภัสสรนั้นเศร้าหมองไป หรือจิตประภัสสรนั้น ยังมีอนุสัยกิเลสนอนเนื่องอยู่ยังไม่บริสุทธิ์สิ้นเชิงนั่นเอง

การที่พูดถึงกิเลสขั้นกลางที่เรียกว่า “ นิวรณ์” ก็เพราะกิเลสนี้เป็นตัวกันจิตที่สำคัญ อันเป็นอุปสรรคต่อการบำเพ็ญสมาธิ เราจึงควรมุ่งศึกษาให้เข้าใจชัด เพื่อมุ่งบำเพ็ญสมาธิพัฒนาจิตของตน ถ้าเราได้รู้จักหน้าตาของกิเลสเหล่านี้ดีแล้ว จะได้มีโอกาสกำจัดได้ง่าย เหมือนกับตำรวจที่จะต้องรู้จักชื่อและหน้าตาของผู้ร้ายเสียก่อน จึงจะจับผู้ร้ายได้ง่าย หากไม่รู้จักหน้าตาหรือประวัติของผู้ร้าย ก็ยากที่จะจับผู้ร้ายนั้นได้ หรือเหมือนกับนายแพทย์ผู้ฉลาด จะต้องตรวจให้รู้จักถึงต้นเหตุของการเจ็บป่วยเสียก่อนจึงจะรักษาโรคนั้นได้ ผู้ฝึกสมาธิก็เหมือนกัน จะต้องศึกษาให้รู้จักหน้าตาของกิเลสอย่างกลางที่ทำจิตของตนให้มัวหมองเสียก่อน จึงจะมีโอกาสกำจัดได้ง่าย หรือได้บ้างในบางคราว หรือสามารถกำจัดได้หมดตามความสามารถของแต่ละท่าน

1.2 นิวรณ์ คืออะไร

กิเลสที่จรมาทำจิตของเราให้มัวหมองและกันจิตไม่ให้บรรลุความดีนี้ เรียกว่า “ นิวรณ์”

นิวรณ์ แปลว่า เครื่องกั้น เครื่องกัน หรือเครื่องขัดขวาง คือ กิเลสที่ปิดกั้นใจไม่ให้บรรลุความดี กัน กั้น หรือขัดขวางไม่ให้ก้าวหน้าในการเจริญภาวนา ทำให้ใจซัดส่าย ไม่ยอมให้ใจรวมหยุดนิ่งเป็นสมาธิ จิตของเรานี้ถ้าถูกนิวรณ์ข้อใดข้อหนึ่งมากั้นเอาไว้แล้ว ก็จะถึงความดี หรือถึงความสงบ ความสุขไม่ได้ เหมือนน้ำซึ่งไหล่บ่าจากภูเขา ทำนบย่อมกั้นน้ำมิให้ไหลบ่าไปตามถนัดฉันใด กิเลสประเภทนิวรณ์นี้ ก็กั้นจิตไม่ให้บรรลุความดี ไม่ให้เราทำสมาธิได้ผล นอกจากนี้ นิวรณ์ยังกันไม่ให้เราได้รับความสุข แต่กันไว้แล้วทำให้เราได้รับความทุกข์ เหมือนกับผู้ร้ายที่ปิดถนนไม่ให้รถผ่าน แล้วปล้นเอาทรัพย์สินหรือทำร้ายผู้โดยสาร ฉะนั้น

นิวรณ์ มีอยู่ 5 อย่าง คือ

1.กามฉันทะ ความรักใคร่ในทางกาม

2.พยาบาท ความปองร้าย ความอาฆาต

3.ถีนมิทธะ ความท้อแท้และความง่วงซึม

4.อุทธัจจกุกกุจจะ ความฟุ้งซ่านและความรำคาญ

5.วิจิกิจฉา ความสงสัยลังเลใจไม่อาจตัดสินใจได้ในแนวปฏิบัติ

1.กามฉันทะ หมายถึงความรักใคร่ในทางกาม บางทีเรียกว่า “ กามราคะ ความติดในกาม” คือ มีความพอใจในกามคุณทั้งห้า อันได้แก่ รูป รส กลิ่น เสียง และสัมผัสทางกายอันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ ในเพศที่ตรงกันข้าม หรือแม้แต่เพศเดียวกัน เมื่อมีมากย่อมทำให้เกิดความหมกมุ่น ครุ่นคิด เพ่งเล็งถึงความน่ารัก น่าใคร่ในกามคุณ เนื่องจากใจยังหลงติดในรสของกามคุณทั้ง 5 นั้น จนไม่สามารถสลัดออกได้ เมื่อเกิดขึ้นกับคนใดก็เผาจิตใจของบุคคลนั้นให้กระวนกระวายเดือดร้อน ท่านจึงเรียกกิเลสชนิดนี้ว่า “ ราคัคคิ - ไฟคือราคะ” ซึ่งแผดเผาใจให้กระวนกระวาย และทำให้มืดมน ไม่เห็นอรรถไม่เห็นธรรม

ใครก็ตามที่ถูกไฟกองนี้เข้าประจำจิตแล้ว บุคคลนั้นยากที่จะหาความสุขได้ แต่จะมีความทุกข์มีความกระวนกระวาย มีความเดือดร้อนต่างๆ

2.พยาบาท คือ ความคิดร้าย ความรู้สึกไม่ชอบใจสิ่งทั้งหลายทั้งปวง ได้แก่ ความขุ่นใจ ความขัดเคืองใจ ความไม่พอใจ ความโกรธ ความผูกโกรธ ความเกลียด ความผูกใจเจ็บ การมองในแง่ร้าย การคิดร้าย มองเห็นคนอื่นเป็นศัตรู ความรู้สึกเหล่านี้ทำให้ใจกระสับกระส่ายไม่เป็นสมาธิ และจัดเป็นไฟประเภทหนึ่ง ซึ่งเกิดขึ้นเผาลนจิตใจของชาวโลกให้เดือดร้อนกระวนกระวาย ท่านเรียกไฟกองนี้ว่า “ โทสัคค - ไฟคือโทสะ”

กิเลสนี้มีความก่อตัวขึ้นมาตามลำดับดังนี้

ครั้งแรก ถ้าไม่พอใจสัตว์หรือบุคคลใดบุคคลหนึ่งแล้ว จิตก็จะเกิด ปฏิฆะ - ความกระทบกระทั่งจิต ถ้าห้ามไว้ไม่อยู่ก็จะพุ่งตัวขึ้นไปเป็น โกธะ - ความโกรธ ถ้ายับยั้งความโกรธไว้ไม่อยู่ก็จะกลายเป็นโทสะ - ความเกรี้ยวกราด อาจจะด่าว่าหรือทำร้ายผู้อื่นที่ตนไม่พอใจ ถ้ายับยั้งโทสะไว้ไม่ได้ก็จะกลายเป็น พยาบาท - ความผูกใจเจ็บ หรือความอาฆาตเคียดแค้น เป็นนิวรณ์ตัวนี้ ถ้าความอาฆาตแค้นนั้นมีมาก ก็จะก่อตัวขึ้นเป็นการจองเวร

ลักษณะของพยาบาทกับการจองเวรต่างกันในข้อที่ว่า พยาบาท - การผูกใจเจ็บนั้น ถ้าสามารถแก้แค้นได้แล้วอาจจะหายได้ ส่วนการจองเวรนั้นแม้ได้แก้แค้นแล้วก็ยังไม่หาย คือต้องล้างผลาญกันไปทุกภพทุกชาติ

การผูกพยาบาทนั้น เหมือนกับการผูกเชือกที่มีเงื่อนเป็น ส่วนการจองเวรเหมือนการผูกเชือกที่มีเงื่อนตาย คือแก้ยาก เวรจึงมีความร้ายแรงกว่าพยาบาท แต่ทั้งหมดนี้ก็เป็นไฟหรือนิวรณ์ที่กั้นจิตของเราไม่ให้เกิดความสงบสุขได้ เมื่อเกิดขึ้นกับผู้ใด ผู้นั้นต้องทำลายนิวรณ์ตัวนี้เสียก่อนจึงจะทำใจให้สงบได้

3. ถีนมิทธะ เป็นนิวรณ์ข้อที่ 3 ถีนะและมิทธะเป็นคำติดกัน แต่มิใช่กิเลสตัวเดียวกันเป็นกิเลสที่มักเกิดขึ้นมาด้วยกันเสมอ กิเลสทั้งสองนี้เป็นกิเลสที่เกิดขึ้นกับใจแล้วทำให้ใจมัวหมอง ถีนะ แปลว่า ความท้อแท้ใจ หรือหดหู่ใจ ถดถอย ท้อแท้ ซบเซา เหงาหงอย มิทธะ แปลว่า ความเกียจคร้านหรือความง่วงซึม ความเฉื่อยชา โงกง่วง อืดอาด ตื้อตัน อาการซึมๆ เฉาๆ ที่เป็นไปทางกาย

กิเลสสองตัวนี้เมื่อเกิดขึ้นจะทำให้ขาดความกระตือรือร้นในการทำกิจกรรมต่างๆ ขาดกำลังใจและความหวังในชีวิตเกิดความเบื่อหน่ายชีวิต ไม่คิดอยากทำสิ่งใดๆ บุคคลที่ใจหดหู่ ย่อมขาดความวิริยะ อุตสาหะในการทำสิ่งต่างๆ ได้แต่ปล่อยให้ความคิดเลื่อนลอยไปเรื่อยๆ จึงไม่สามารถรวมใจเป็นหนึ่งได้เปรียบเหมือนเชื้อราที่จับต้นไม้หรือพืชผักให้เหี่ยวเฉาตาย เพราะเมื่อกิเลสสองตัวนี้จับจิตของคนเราแล้วจะทำให้จิตใจของเราท้อแท้หมดกำลังใจที่จะบำเพ็ญเพียรในการทำความดีให้แก่ตนและสังคม

เราจะทราบว่า บางท่านหรือแม้แต่เราเองในบางวันเกิดท้อแท้ในการปฏิบัติธรรมหรือปฏิบัติงานในชีวิตประจำวัน มักจะเกิดง่วงซึม ทั้งๆที่นอนหรือพักผ่อนมาเพียงพอแล้ว เกิดเกียจคร้านหรือบางทีก็หาวนอนไปเลย อาการเช่นนี้ถ้าไม่มีสาเหตุมาจากร่างกายแล้ว ก็เป็นเพราะจิตถูกเชื้อราคือกิเลสสองตัวนั้น ยึดหน่วงเอาไว้ ทำให้ท้อแท้ หดหู่ ง่วงซึม ไม่อยากพูดกับใคร หมดความสบายใจ ไม่มีความเบิกบาน เพราะถูกถีนมิทธะเกิดขึ้นกับจิตแล้วจับจิตของเราเอาไว้ เป็นนิวรณ์ที่ทำให้จิตท้อแท้ง่วงซึมและเกียจคร้านจึงควรกำจัดเสีย ถ้าไม่กำจัดออกไป จะทำสมาธิให้ดีไม่ได้เลย

4. อุทธัจจกุกกุจจะ เป็นนิวรณ์ข้อที่ 4 อุทธัจจะและกุกกุจจะ เป็นกิเลสฝ่ายอกุศลเช่นกัน มักเกิดขึ้นมาด้วยกัน

อุทธัจจะ แปลว่า ความฟุ้งซ่าน ไม่สงบ ส่าย พล่านไป ยุ่งยากใจ กลุ้มใจ กังวลใจ กุกกุจจะ แปลว่า ความรำคาญ วุ่นวายใจ รำคาญใจ ระแวงใจ เมื่อจิตเกิดความฟุ้งซ่านแล้วคนทั่วไปมักจะรำคาญ เช่น เกิดใจไม่สบาย หงุดหงิดอยู่ตลอดเวลา ถ้าใครมาพูดให้กระทบนิดหน่อยก็รำคาญ หรือบางครั้งแม้เขาพูดดีก็รำคาญ เพราะใจวุ่นวายเสียแล้ว แต่บางคนเป็นเพียงแต่ฟุ้งซ่านหม่นหมองใจแต่ไม่รำคาญ เพราะเกิดแต่อุทธัจจะอย่างเดียว กุกกุจจะยังไม่ได้เกิดด้วยในขณะนั้น แต่บางคนเกิดทั้งสองอย่างคือ มีทั้งฟุ้งซ่าน มีทั้งรำคาญ

กิเลสทั้งสองอย่างนี้เป็นเหมือนเชื้อไวรัส หรือเชื้อหวัดที่ทำให้เราอ่อนเพลียหรือหมดกำลัง จับจิตของคนเรามากที่สุดในชีวิตประจำวัน คนเราที่หาความสุขไม่ได้ในวันหนึ่งๆ ส่วนมากมักถูกกิเลสสองชนิดนี้เป็นตัวการทำให้วุ่นวายใจ และกิเลสทั้งสองตัวนี้เองที่ทำให้คนในเมืองใหญ่ๆ เป็นโรคประสาทกันมาก จนถึงกับรัฐบาลของประเทศนั้นๆ ต้องสร้างโรงพยาบาลโรคประสาทและโรงพยาบาลโรคจิตเพิ่มขึ้น เพราะคนในเมืองใหญ่ๆ ต้องเผชิญกับปัญหาชีวิตมาก ทั้งปัญหาการครองชีพ สังคม และอื่นๆ กิเลสสองชนิดนี้เป็นกิเลสที่ฆ่าความสุขของมนุษย์มากที่สุด

ถ้าเรารู้จักหน้าตาของกิเลสตัวนี้แล้ว ก็พอจะทำลายได้ง่าย แต่ถ้าเราไม่รู้จักมันเสียเลย และไม่กำจัดมันแล้ว กิเลสเหล่านี้ก็เกิดได้ทุกวัน เกิดจำเจ จึงทำให้คนเราบางคนต้องหม่นหมอง ฟุ้งซ่านรำคาญหาความสุขใจมิได้ ทั้งๆ ที่คนบางคนพยายามทำความดี เช่น ให้ทาน รักษาศีล เป็นต้น ซึ่งน่าจะสุขใจได้มาก แต่ก็ไม่อาจทำลายกิเลสกลุ่มนี้ได้ เพราะ ทาน ศีล ไม่มีอำนาจในการทำลายหรือกำจัดนิวรณ์ได้ ต้องใช้สมาธิเท่านั้น จึงจะทำลายกิเลสกลุ่มนี้ได้

5. วิจิกิจฉา ความลังเลสงสัย เป็นนิวรณ์ตัวสุดท้าย จัดเป็นอุปสรรคขัดขวางการพัฒนาจิตที่สำคัญอย่างหนึ่งเหมือนกัน คำว่า “ สงสัย” ในที่นี้ หมายถึงสงสัยในข้อปฏิบัติ เช่น สงสัยว่า บาปบุญจะมีหรือไม่ นรกสวรรค์จะมีหรือไม่ วิธีปฏิบัติกรรมฐานที่ตนเองกำลังปฏิบัติอยู่นี้ ถูกต้องหรือไม่ ทำแล้วจะได้ผลหรือไม่ มีความสงสัยในเรื่องเหล่านั้น

บางคนมีความสงสัยในข้อปฏิบัติกรรมฐานอย่างที่ตนปฏิบัติอยู่ เช่นสงสัยในหลักที่อาจารย์สอนโดยนึกสงสัยอยู่ว่าที่อาจารย์สอนให้นั่งสมาธิแบบนั้นจะถูกหรือเปล่า ภาวนาแบบนี้จะถูกหรือเปล่า เป็นต้น เมื่อสงสัยอยู่อย่างนี้ ก็ทำให้เป็นคนใจลอย และไม่ยอมทำสมาธิ ด้วย เพราะกลัวขาดทุนหรือทำให้เสียคนเป็นต้น เมื่อไม่ยอมทำสมาธิ การพัฒนาจิตหรือการปฏิบัติก็มีไม่ได้

เหมือนกับบุคคลที่ต้องการความก้าวหน้าให้กับชีวิต แต่ลังเลสงสัยในการดำเนินชีวิต ไม่อาจตัดสินใจได้ว่าตนจะทำอาชีพอะไร เช่น จะค้าขายก็ไม่แน่ใจ กลัวจะขาดทุน จะทำเกษตรกรรม ก็กลัวจะขายพืชผลไม่ได้ จะทำงานราชการหรือทำงานส่วนตัว ก็ไม่แน่ใจว่าจะดำเนินได้ดี แล้วไม่ยอมประกอบอาชีพอะไรเลย นอนอยู่กับที่ ย่อมไม่มีความก้าวหน้าในชีวิตไปได้ เพราะมีความลังเลสงสัย

คนที่มีความลังเลสงสัยในชีวิตก็ดี ในการปฏิบัติกรรมฐานก็ดี ท่านเปรียบเหมือนคนที่ยืนอยู่บนทาง 4 แพร่งกลางป่า คือชายคนหนึ่งเดินหลงทางในป่าลึก ยังไม่อาจจะออกจากป่าได้ เดินไปถึงหนทาง 4 แพร่งกลางป่า อันอาจจะออกจากป่าได้ ณ หนทาง 4 แพร่งนั้น มีเสือโคร่ง 4 ตัว ยืนอยู่ทิศละตัว เมื่อชายคนนั้นเหลียวไปทางทิศตะวันออกก็เห็นเสือโคร่งยืนอยู่ จึงหันไปทางทิศใต้ก็เจอเสือโคร่งเข้าอีกตัวหนึ่ง และหันไปทางทิศตะวันตกและทิศเหนือเพื่อจะไปในทางนั้นๆ ก็เห็นเสือโคร่งยืนอยู่เช่นกัน จึงไม่กล้าไปไหนยอมอยู่กับที่ไม่กล้าก้าวไปข้างหน้าได้เลย เพราะมีเสือโคร่งยืนอยู่ คนที่มีความลังเลสงสัยในชีวิตและในการปฏิบัติกรรมฐานก็เหมือนกันจะก้าวหน้าไปไม่ได้เลย เพราะถูกวิจิกิจฉานิวรณ์ อันเปรียบเสมือนหนทาง 4 แพร่ง ที่มีเสือโคร่งยืนอยู่เข้าจับจิตเสียแล้ว ฉะนั้น นิวรณ์ข้อนี้ ท่านจึงให้กำจัดเสีย จึงจะพัฒนาจิตให้สูง ขึ้นได้

นิวรณ์ทั้ง 5 ประการนี้ เป็นตัวการสำคัญที่ทำลายความสงบสุขของเรา เพราะทำให้จิตของคนเรามัวหมองผิดจากปกติไป

1.3 อุปมานิวรณ์ 5

ธรรมชาติของจิตแท้ๆ นั้น ท่านเปรียบเหมือนทองคำเนื้อบริสุทธิ์ ปกติว่าทองคำนั้น หากเป็นทองคำแท้จะมีเนื้อบริสุทธิ์ อ่อน สวยงาม และมีค่ามาก แต่ทองคำนั้นจะไม่บริสุทธิ์ ไม่อ่อน ไม่สวย และมีค่าลดลงได้ ถ้าหากว่าถูกสิ่งปลอมปน 5 ชนิดเข้าปลอมปน ดังในพุทธพจน์ว่า

กิเลสของทอง 5 อย่างนี้ เป็นเครื่องทำทองไม่ให้อ่อน ไม่ให้ควรแก่การงาน ไม่ให้มีสีสุก ให้เปราะและให้ใช้การไม่ได้ดี คือ

1.เหล็ก(อโย)

2.ทองแดง(โลหํ)

3.ดีบุก(ติปุ)

4.ตะกั่ว(สีสํ)

5.เงิน(สชฺฌํ)2)

ถ้าสิ่งทั้ง 5 นี้เข้าปลอมปนในทองคำแล้ว ทองคำนั้นจะไม่สวย ไม่อ่อน และใช้การไม่ได้ดี ข้อนี้ฉันใด จิตของคนเราก็ฉันนั้นเหมือนกัน ซึ่งปกติเป็นจิตประภัสสร ผ่องใส แต่ถูกนิวรณ์ 5 อันเป็นอาคันตุกกิเลสเข้ามาก่อกวนให้เศร้าหมอง ให้วุ่นวาย ให้เดือดร้อน ฉะนั้นทางพระพุทธศาสนาจึงสอนให้กำจัดนิวรณ์ทั้ง 5 ด้วยการทำสมาธิ

นิวรณ์ทั้ง 5 ชนิด เป็นตัวกิเลสที่ทำลายความเจริญก้าวหน้าและความสงบสุขของมนุษย์มาก เพราะเหตุนี้เอง ในพระไตรปิฎกท่านจึงเปรียบกิเลสทั้ง 5 ชนิดนี้ไว้3) ดังนี้

1.กามฉันทะ เปรียบเสมือนลูกหนี้

2.พยาบาท เปรียบเสมือนโรค

3.ถีนมิทธะ เปรียบเสมือนการถูกจองจำในเรือนจำ

4.อุทธัจจกุกกุจจะ เปรียบเสมือนการเป็นทาส

5.วิจิกิจฉา เปรียบเสมือนการเดินทางไกลกันดาร

1.กามฉันทะ เปรียบเสมือนลูกหนี้ คือคนที่เป็นลูกหนี้เขาย่อมไม่โปร่งใจ มักจะกังวลใจ เพราะคิดอยู่เสมอว่า เจ้าหนี้จะมาทวงหนี้บ้าง คิดว่าจะต้องจ่ายดอกเบี้ยมากขึ้นบ้าง หรือคิดว่าหากไม่รีบชำระหนี้เขาอาจจะถูกยึดทรัพย์สินที่นำมาประกันเขาไว้บ้าง จึงไม่สบายใจ เดือดร้อน คนที่ถูกนิวรณ์เข้าครอบงำ ก็เหมือนกัน ย่อมหาความสงบที่แท้จริงไม่ได้

อีกประการหนึ่ง ผู้ที่เป็นหนี้เขา แม้จะถูกเจ้าหนี้ทวงถามด้วยคำหยาบ ก็ไม่อาจโต้ตอบอะไรได้ ต้องสู้ทนนิ่งเฉย เพราะเป็นลูกหนี้เขา แต่ถ้าเมื่อใดชำระหนี้หมดสิ้นแล้ว ย่อมมีทรัพย์เหลือเป็นกำไร ย่อมมีความรู้สึกเป็นอิสระ และสบายใจ อุปมาข้อนี้ฉันใด ผู้ที่สามารถละกามฉันทะ ในจิตใจได้เด็ดขาดแล้ว ย่อมมีความปราโมทย์ยินดีอย่างยิ่ง ฉะนั้น4)

2.พยาบาท เปรียบเสมือนคนที่เป็นโรค คือ ไม่ว่าจะเป็นโรคอะไรก็ไม่สบายทั้งสิ้น เช่น เป็นโรคปวดหัวก็เจ็บที่หัว โรคปวดท้องก็เจ็บที่ท้อง โรคปวดเท้าก็เจ็บที่เท้า เป็นโรคอะไรที่ไหนก็เจ็บที่นั้น ไม่มีความสุขได้ ถ้ามีโรค ข้อนี้ฉันใด ถ้าใครมีโรคคือพยาบาทนิวรณ์เข้ามาทำลายแล้ว ผู้นั้นก็คือคนเป็นโรคจิตนั่นเอง คือโรคจิตที่เป็นอาคันตุกกิเลส ที่เข้ามาเยือนในของเราเป็นคราวๆ

อีกประการหนึ่ง ผู้ที่เป็นโรคต่างๆ มี โรคดี โรคตับ เป็นต้น ย่อมฝืนใจรับโอวาทของพระอุปัชฌาย์ อาจารย์ผู้มีความหวังดีต่อตนฉันนั้น ด้วยเกรงว่าถ้าตนไม่รับฟังโอวาท ก็อาจจะต้องเคลื่อนคลาดจากพรหมจรรย์ ในวันใดวันหนึ่งเป็นแน่แท้ ผู้ที่ฝืนใจรับฟังโอวาทจากพระอุปัชฌาย์อาจารย์ผู้หวังดีต่อตน ย่อมไม่มีความเข้าใจ และซาบซึ้งในโอวาทเหล่านั้นฉันใด ผู้ที่ตกอยู่ในอำนาจพยาบาทนิวรณ์ ก็ไม่ได้พบรสพระธรรมไม่ได้พบความสุขอันเกิดจากฌาน เป็นตน ฉันนั้น5)

3.ถีนมิทธะ เปรียบเสมือนคนที่ติดคุก ใครก็ตามที่ถูกจำขังติดคุกแล้วก็ไม่มีอิสระ ต้องถูกกักขังให้กระวนกระวายเดือดร้อน หมดความปรอดโปร่ง หมดความสงบสุข ฉันใด คนที่ถูกถีนมิทธะนิวรณ์เข้าครอบงำจิตก็เหมือนกัน หมดอิสระ หมดความสงบสุข หมดหนทางที่ตนจะก้าวหน้าไปได้ในด้านจิตใจ

อีกประการหนึ่ง คนที่ถูกจองจำอยู่ในเรือนจำนั้น ย่อมหมดโอกาสที่จะได้รับความบันเทิงจากการเที่ยวดูหรือชมมหรสพต่างๆ ในงานนักขัตฤกษ์ ฉันใด ผู้ที่ตกอยู่ในอำนาจถีนมิทธะนิวรณ์ย่อมหมดโอกาส ที่จะได้รับรู้รสแห่งธรรมบันเทิง คือความสงบสุขอันเกิดจากฌาน ฉันนั้น6)

4.อุทธัจจกุกกุจจะ เปรียบเสมือนคนที่เป็นทาสเขา จะไปไหนตามใจชอบก็ไม่ได้ ต้องคอยรับใช้นายแล้วแต่นายจะสั่ง ไม่เป็นตัวของตัวเอง นายบังคับใช้งานก็ต้องเดือดร้อน อยู่อย่างมีความทุกข์ ไม่จำเป็นต้องพูดถึงเป็นทาสเขาในสมัยโบราณเลย แม้แต่คนที่เป็นคนใช้ประจำบ้านในปัจจุบัน ก็ถูกนายใช้ทำงานอย่างโน้นบ้าง ทำงานอย่างนี้บ้าง ไม่เป็นอิสระแก่ตัว ฉันใด คนที่ถูกอุธัจจะกุกกุจจะนิวรณ์เข้าครอบงำก็เหมือนกัน ก็หาความสุขไม่ได้ เพราะนิวรณ์เกิดเป็นนายใจของตนเสียแล้ว นิวรณ์สั่งให้ทำอย่างโน้นทำอย่างนี้ ตามที่มันครอบงำจิตของเรา เราก็หมดความเป็นอิสระไม่เป็นไทยแก่ตัว เพราะตกเป็นทาสของนิวรณ์เสียแล้ว

อีกประการหนึ่ง ผู้เป็นทาสเขา ถึงแม้ว่าจะไปพักผ่อนดูหนังดูละครก็ต้องรีบกลับเพราะกลัวนายจะลงโทษฉันใด ภิกษุเกิดความฟุ้งซ่านรำคาญในเรื่องวินัยว่า สิ่งที่ตนกระทำไปนั้นจะผิด ถูกประการใด ก็ต้องรีบไปหาพระวินัยธร เพื่อทำศีลของตนให้บริสุทธิ์ จึงไม่ได้เสวยสุขอันเกิดจากวิเวก ฉันนั้น

5.วิจิกิจฉา เปรียบเสมือนคนเดินทางไกลกันดาร ย่อมบุกป่าฝ่าดงข้ามห้วยเหว ทั้งต้องประสบกับสัตว์ป่าและความลำบากนานาชนิด บางครั้งก็ต้องอดหลับอดนอน บางครั้งก็ต้องทนหิวโหย เพราะเป็นทางกันดาร ทั้งย่อมระแวงภัย หวาดกลัว เดือดร้อนระทมทุกข์ ตลอดระยะทางที่ต้องเดินผ่านไป ฉันใด คนที่ถูกวิจิกิจฉานิวรณ์เข้าครอบงำ ก็เช่นกัน ก็หาความสงบสุขมิได้ เพราะวิจิกิจฉานิวรณ์เหมือนสัตว์ป่าที่ดุร้ายเหมือนห้วยเหว เหมือนทางกันดารที่ขวางกั้นอยู่ ไม่อาจจะทำใจของตนให้สงบสุขได้

อีกประการหนึ่ง บุรุษที่เดินทางไกล หากเกิดความสะดุ้งกลัวพวกโจรผู้ร้าย เป็นอุปสรรคต่อการเดินทางไกลของบุรุษฉันใด ความลังเลสงสัยในคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ย่อมเป็นอุปสรรคต่อการบรรลุอริยภูมิของภิกษุ ฉันนั้น

การทำจิตให้ปลอดนิวรณ์ได้ ก็จะทำให้จิตสงบนิ่ง จนกระทั่งเข้าถึงประสบการณ์ภายใน มีความสุข ความสงบและความเย็นกายเย็นใจ และในที่สุดก็จะทำให้เข้าถึงพระรัตนตรัยภายในตัวได้ในที่สุด

1.4 อุปกิเลส

นอกจากนิวรณ์ 5 ประการแล้ว ในการปฏิบัติสมาธิ เมื่อจิตแน่วแน่เป็นสมาธิระดับหนึ่งแล้ว บางท่านอาจจะเห็นนิมิต องค์พระ ดวงแก้ว หรือเห็นความสว่าง แต่เมื่อปฏิบัติไป สมาธินั้นอาจจะถอยลง นิมิตที่เห็นอาจจะเลือนลางไป หรือความสว่างนั้นอาจจะน้อยลงไป หรืออาจจะหายไป ทั้งนี้ก็เพราะในขณะปฏิบัติเราจะพบเจอกับอุปสรรคขั้นต่อไป ที่นอกเหนือจากนิวรณ์ 5 เรียกว่า อุปกิเลส

อุปกิเลส แปลว่า เครื่องเศร้าหมอง สิ่งที่ทำให้ใจเศร้าหมอง ในที่นี้หมายถึง กิเลสที่เกิดขึ้นในขณะปฏิบัติสมาธิ ซึ่งมีอยู่ด้วยกัน 11 ประการ7) คือ

1.วิจิกิจฉา ความลังเลสงสัย ไม่แน่ใจ

2.อมนสิการ ความไม่ใส่ใจไว้ให้ดี

3.ถีนมิทธะ ความท้อแท้ ความเคลิบเคลิ้ม ง่วงเหงาหาวนอน

4.ฉัมภิตัตตะ ความสะดุ้งหวาดกลัว

5.อุพพิละ ความตื่นเต้นด้วยความ

6.ทุฏฐุลละ ความไม่สงบกาย

7.อัจจารัทธวิริยะ ความเพียรจัดเกินไป

8.อติลีนวิริยะ ความเพียรย่อหย่อนเกินไป

9.อภิชัปปา ความอยาก

10.นานัตตสัญญา ความคิดนึกไปในสิ่งต่างๆ เรื่องราวต่างๆ ที่เคยผ่านมาหรือจดจำไว้มาผุดขึ้น

11.รูปานัง อตินิชฌายิตัตตะ ความเพ่งต่อรูปหรือเพ่งในนิมิตนั้นเกินไป

อุปกิเลส ทั้ง 11 ตัวนี้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรา เมื่อครั้งยังเป็นพระโพธิสัตว์ ยังไม่บรรลุธรรมได้ฝึกปฏิบัติสมาธิ ตั้งใจไม่ประมาท ปรารภความเพียร มีใจจดจ่ออยู่กับการปฏิบัติ ก็ได้พบเช่นเดียวกัน บางคราวพระองค์ก็เห็นนิมิต และแสงสว่าง แต่ไม่ช้าทั้งนิมิต และแสงสว่างก็หายไป ซึ่งพระองค์ก็ทรงพิจารณาและได้พบว่าอุปกิเลสทั้ง 11 ตัวข้างต้นตามลำดับ คือ ความลังเลสงสัย ความไม่ใส่ใจไว้ในนิมิต ความง่วง เป็นเหตุให้สมาธิเคลื่อน และทำให้ทั้งนิมิตและแสงสว่างหายไป และได้พิจารณาเห็นต่อไปว่า ความหวาดเสียวก็เป็นเหตุให้สมาธิเคลื่อน เปรียบเสมือนบุรุษเดินทางไกลเกิดมีคนปองร้ายเขาขึ้นที่สองข้างทางเขาจึงเกิดความหวาดเสียว เพราะถูกคนปองร้ายนั้นเป็นเหตุ เมื่อเกิดความตื่นเต้น นิมิตและแสงสว่างก็หายไป เปรียบเหมือนบุรุษแสวงหาแหล่งขุมทรัพย์แห่งหนึ่ง พบแหล่งขุมทรัพย์เข้า 5 แห่งในคราวเดียวกัน เขาจึงเกิดความตื่นเต้น เพราะพบแหล่งขุมทรัพย์ 5 แห่งนั้นเป็นเหตุ ทรงพบต่อว่า ความไม่สงบกาย เป็นเหตุให้สมาธิเคลื่อน ความเพียรจัดเกินไปเปรียบเหมือนบุรุษเอามือทั้ง 2 จับนกคุ่มไว้แน่น นกคุ่มนั้นต้องถึงความตายในมือนั้นเอง ความเพียรย่อหย่อนเกินไปเปรียบเหมือนบุรุษจับนกคุ่มหลวมๆ นกคุ่มนั้นต้องบินไปจากมือเขาได้ เมื่อพระองค์กำจัดอุปกิเลสเหล่านี้ได้ สมาธิจึงดีขึ้น

แต่บางคราวในการปฏิบัติของพระองค์ก็เห็นนิมิตอย่างเดียว บางคราวก็เห็นความสว่างอย่างเดียว ตลอดทั้งกลางคืน และกลางวัน บางคราวก็เห็นความสว่างมาก บางคราวก็เห็นนิมิตมาก พระองค์ก็ทรงพิจารณาว่าเป็นเพราะเหตุใด ก็ทรงรู้เหตุปัจจัยว่าเกิดจากจิตที่เป็นสมาธิ ถ้าเมื่อไรเป็นสมาธิมาก ก็จะเห็นนิมิต และความสว่างมาก เมื่อไรเป็นสมาธิน้อย ก็จะเห็นนิมิตและความสว่างน้อย ซึ่งเหตุที่ทำให้จิตเป็นสมาธิมากหรือน้อยก็เพราะอุปกิเลสทั้ง 11 ประการนี้เอง

ดังนั้น เราจะเห็นได้ว่าในการทำสมาธิ เราต้องพยายามฝึกใจ หมั่นปรารภความเพียร ทำใจให้จดจ่ออยู่กับการปฏิบัติ และให้รู้เท่าทันอุปสรรคที่จะคอยเกิดขึ้นขัดขวางการปฏิบัติของเราไม่ให้เจริญก้าวหน้า ถ้าทำได้เช่นนี้ การปฏิบัติของเราก็จะเจริญรุดหน้าไปตามลำดับ จนกระทั่งเข้าถึงพระรัตนตรัยภายในตัวได้ในที่สุด

1) อังคุตตรนิกาย เอกนิบาต, มก. เล่ม 32 ข้อ 50 หน้า 95.
2) อุปกิเลสสูตร สังยุตนิกาย มหาวารวรรค, มก. เล่ม 30 ข้อ 467 หน้า 248 , อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต, มก. เล่ม 36 ข้อ 23 หน้า 32.
3) ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค, มก. เล่ม 11 ข้อ 126 หน้า 323.
4) ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค, มก. เล่ม 11 หน้า 457.
5) , 6) ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค, มก. เล่ม 11 หน้า 458.
7) อุปกิเลสสูตร มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์, มก. เล่มที่ 23 ข้อ 452-464 หน้า 131-136.
md203/1.txt · แก้ไขครั้งล่าสุด: 2015/03/15 16:55 (แก้ไขภายนอก)
 
เว้นแต่จะได้แจ้งไว้เป็นอื่นใด เนื้อหาบนวิกินี้ถูกกำหนดสิทธิ์ไว้ภายใต้สัญญาอนุญาติต่อไปนี้: CC Attribution-Noncommercial 3.0 Unported
Recent changes RSS feed Donate Powered by PHP Valid XHTML 1.0 Valid CSS Driven by DokuWiki