บทที่ 7 เทคนิคการวางใจ

  • 7.1 ความหมายของการวางใจ
  • 7.2 ความสำคัญของการวางใจ
  • 7.3 ฐานที่ตั้งของใจ
  • 7.4 วิธีการวางใจไว้ที่ศูนย์กลางกาย
  • 7.5 เทคนิคการปรับใจวางใจให้เข้าสู่ภายใน
  • 7.6 วิธีฝึกการวางใจในชีวิตประจำวัน
  • 7.7 ผลเสียจากการวางใจไม่เป็น

แนวคิด

1.การวางใจที่ถูกวิธี จะทำให้ใจของเราเข้าถึงสมาธิ และเข้าถึงพระธรรมกายได้ ถ้าวางใจไม่ถูกที่ ก็จะทำให้ไม่เข้าถึงพระธรรมกาย

2. ศูนย์กลางกายฐานที่ 7 ถือเป็นฐานที่ตั้งถาวรของใจที่เราจะนำเอาใจไปวางไว้ โดยมีวิธีการ คือ เมื่อใจยังไม่หยุด ให้ใช้วิธีการสำรวจทางเดินของจิต และนำใจมาวางไว้ที่ศูนย์กลางกายอย่างเบาสบาย วางใจให้พอดีๆ ไม่ตึง ไม่หย่อนเกินไป วางเบาๆ เหมือนขนนกแตะผิวน้ำ หรือเหมือนใจแตะปุยนุ่นปุยสำลี ส่วนเมื่อใจหยุดนิ่งแล้ว ให้แตะใจเข้ากลางของกลางเรื่อยไป

3.ในชีวิตประจำวัน เราควรหมั่นฝึกวางใจไว้ที่ศูนย์กลางกายตั้งแต่ตื่นนอนจนกระทั่งเข้านอน ถ้าเราฝึกจนคุ้นจะทำให้เราวางใจเป็น ซึ่งถ้าเราวางใจไม่เป็น และไม่หมั่นฝึกวางใจ จะทำให้เสียเวลาปฏิบัติ ใจจะเป็นสมาธิได้ช้า

วัตถุประสงค์

1.เพื่อให้ผู้ศึกษาเห็นความสำคัญของการวางใจที่ถูกต้อง

2.เพื่อให้ผู้ศึกษามีความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับฐานที่ตั้งของใจและวิธีการวางใจที่ถูกต้อง

3.เพื่อให้ผู้ศึกษาสามารถนำหลักการวางใจไปใช้ในการปฏิบัติสมาธิ และใช้ในชีวิตประจำวัน

ดังที่เคยกล่าวไว้แล้วว่า ใจของเราเหมือนกับลิงที่วิ่งวุ่นไปมา มักจะซัดส่ายอยู่เสมอ เราเองกำลังเรียนรู้ในการฝึกหัดจับลิงให้ค่อยๆ หยุดนิ่งอยู่กับที่ หลักที่จะจับลิงไว้ไม่ให้ดิ้นรนไปมามีความสำคัญ ถ้าหากเราได้หลักที่มั่นคง ลิงก็จะไม่วิ่งไปไหนต่อไหนได้อีก แต่ถ้าได้หลักที่ไม่มั่นคง ลิงอาจจะวิ่งวุ่นต่อไปได้ เราจึงควรจะต้องเรียนรู้หลักหรือที่ที่ควรจะนำใจไปวางไว้ว่าอยู่ ณ จุดไหน และมีวิธีการทำให้ใจอยู่ ณ ที่นั้นอย่างไร

7.1 ความหมายของการวางใจ

การวางใจ หมายถึง การนำใจของเรามาตั้งไว้ ณ ฐานที่ตั้งของใจ คือศูนย์กลางกายฐานที่ 7 เพื่อให้ใจของเราเข้าถึงความเป็นสมาธิ และเข้าถึงกลางหรือเส้นทางสายกลางอันเป็นเส้นทางที่จะนำใจ ให้เข้าสู่หนทางภายใน จนกระทั่งเข้าถึงพระธรรมกายในที่สุด

7.2 ความสำคัญของการวางใจ

จากที่เคยศึกษามาแล้วว่าประเภทของสมาธิจำแนกตามการวางใจได้ 3 ประเภท ได้แก่ ประเภทวางใจไว้นอกร่างกาย วางใจในตัวส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย และวางใจไว้ในร่างกายที่ศูนย์กลางกาย

วิธีปฏิบัติที่มีอยู่ในโลกมีหลายวิธี แต่ที่ปรากฏในวิสุทธิมรรคมี 40 วิธี ซึ่งแต่ละวิธีสามารถปฏิบัติเพื่อให้เข้าถึงพระธรรมกายได้ทั้งสิ้น แต่ที่ไม่เข้าถึงพระธรรมกาย และไม่รู้จักคำว่าธรรมกาย เพราะวางใจไม่ถูกที่ คือ เอาใจส่งออกไปข้างนอกบ้าง เอาใจไปตั้งไว้ที่ฐานอื่นบ้าง ไม่ได้ตั้งไว้ที่ฐานที่ 7 จึงทำให้ไม่พบพระธรรมกาย การเข้าถึงพระธรรมกายจะเกิดขึ้นเมื่อวางใจถูกส่วนอยู่ตรงที่ศูนย์กลางกาย

ดังนั้น การวางใจไว้ถูกที่ จึงมีความสำคัญมากต่อการปฏิบัติธรรมเพื่อให้เข้าถึงพระธรรมกาย วิธีการวางใจประเภทเดียวที่จะทำให้เข้าถึงพระธรรมกายได้ คือจะต้องวางใจไว้ ณ ศูนย์กลางกายฐานที่ 7

7.3 ฐานที่ตั้งของใจ

ฐานที่ตั้งของใจ ตามที่พระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนี แนะนำไว้มีอยู่ 7 ฐาน คือ

ฐานที่ 1 ปากช่องจมูก ถ้าเป็นหญิงก็ตรงปากช่องจมูกซ้าย ถ้าเป็นชายก็ตรงปากช่องจมูกขวา

ฐานที่ 2 เพลาตา บริเวณที่น้ำตาไหล ถ้าเป็นหญิงก็ตรงเพลาตาซ้าย ถ้าเป็นชายก็ตรง เพลาตาขวา

ฐานที่ 3 ในกลางกั๊กศีรษะตรงจอมประสาท ได้ระดับพอดีกับตา แต่อยู่ข้างใน (นึกเอาเส้นด้าย 2 เส้น ขึงให้ตึงจากกึ่งกลางระหว่างหัวตาทั้งสองข้างทะลุท้ายทอย กกหูซ้ายทะลุหูขวา ตรงจุดตัดคือ กลางกั๊ก)

ฐานที่ 4 ช่องเพดาน บริเวณเหนือลิ้นไก่ ตรงที่รับประทานอาหารแล้วอาหารสำลัก

ฐานที่ 5 ปากช่องคอ เหนือลูกกระเดือก อยู่ตรงกลางช่องคอพอดี

ฐานที่ 6 ศูนย์กลางกายระดับสะดือ ตรงกับสะดือแต่อยู่กลางตัว ฐานที่ตั้งจิตทั้ง 6 ฐานนี้ เป็นเพียงฐานที่ตั้งจิตได้ชั่วคราว จึงไม่ควรตั้งไว้นานเกินไป จนกระทั่งกลายเป็นนิสัย ต้องรีบหาโอกาสเลื่อนไปตั้งไว้ที่ฐานถาวร ทันทีที่จิตเริ่มหยุด คือ ฐานที่ 7

ฐานที่ 7 ศูนย์กลางกายที่ตั้งจิตถาวรอยู่ตรงเหนือฐานที่ 6 โดยย้อนกลับขึ้นมาข้างบน 2 นิ้วมือ (นึกขึงเส้นด้วย 2 เส้น ขึงให้ตึงจากสะดือทะลุหลังจากเอวซ้ายทะลุเอวขวา ตรงเหนือจุดตัดขึ้นไป 2 นิ้วมือ คือ ฐานที่ 7 โดย 2 นิ้วมือในที่นี้ หมายถึง การนำนิ้วชี้กับนิ้วกลางวางซ้อนกัน)

ฐานที่ตั้งของใจที่เป็นฐาน ในการวางใจในการปฏิบัติธรรมให้เข้าถึงพระธรรมกาย คือ ฐานที่ 7 ซึ่งอยู่ ณ ศูนย์กลางกายของทุกๆ คน

7.4 วิธีการวางใจไว้ที่ศูนย์กลางกาย

การวางใจด้วยการทำใจให้หยุด นิ่ง เฉยๆ ณ ฐานที่ 7 มีวิธีการในการปฏิบัติดังต่อไปนี้

7.4.1 การวางใจเมื่อใจยังไม่หยุด

1) สำรวจทางเดินของจิต

ในการวางใจไว้ที่ศูนย์กลางกาย บางครั้งเป็นการยากสำหรับผู้ฝึกใหม่ เพราะไม่รู้ว่า ศูนย์กลางกาย ฐานที่ 7 อยู่ ณ จุดใด และในการฝึกใจมักมีเรื่องคิดต่างๆ มากมาย ทำให้ไม่สามารถวางใจเฉยๆ ณ ศูนย์กลางกายฐานที่ 7 ได้ จึงต้องใช้วิธีการวางใจ ณ ฐานต่างๆ เพื่อให้ใจสงบ จนกระทั่งสามารถวางใจไว้ ณ ฐานที่ 7 ได้ ดังตัวอย่างต่อไปนี้”เรามาเริ่มสำรวจดูฐานทั้ง 7 ฐาน โดยเริ่มจากฐานที่ 1 ก่อนว่า ใจเราทำความรู้สึกตรงฐานไหนถึงจะสบาย ถ้าสมมุติว่าเราเริ่มปากช่องจมูกฐานที่ 1 โดยไม่ต้องไปคำนึงถึงหญิงซ้าย ชายขวา นิ่งๆ ไว้ ลองดูว่าสบายไหม ถ้าไม่สบาย เลื่อนเปลือกตาขึ้นมาดู ฐานที่ 2 แบบปรือๆ ตานะ ปรือๆ อย่าปิดสนิท

ดูฐานที่ 2 ลองดูว่าสบายไหม ถ้าใครสบายฐานไหนเอาตรงนั้นนะ ถ้าสบายเราก็อยู่ตรงนี้ นิ่ง จะภาวนา สัมมาอะระหัง ด้วยก็ได้ ไม่ภาวนาก็ไม่เป็นไร ถ้าฐานที่ 2 ยังไม่สบาย ค่อยๆ เหลือบ เหลือบตา เหลือกค้างขึ้นไป เหมือนเรามองเกาะขอบหน้าผาก เรื่อยขึ้นไป ไปลองอยู่ถึงฐานที่ 3 ไหม ลองดู เพราะฐานที่ 3 อยู่กลางกั๊กศีรษะระดับเดียวกับหัว ถ้าไม่ถึง มันอยู่กลาง อยู่ด้านบนศีรษะ ก็อยู่ตรงนั้นก่อน หรือค่อนสุดตรงไหล่ผม สมมุติไปได้แค่นั้น ก็ให้เอาตรงนั้นก่อน นิ่งเฉยๆ ถ้าสบายก็อยู่ตรงนั้นไปเรื่อยๆ เดี๋ยวมันก็มาลงเอง เพราะเป้าหมายสุดท้ายเราคือ เราจะเอาใจมาวางไว้ฐานที่ 7 แต่เราเริ่มต้นจากฐาน ที่ 1, 2 เอาพอถึง ได้แค่ 2 ครึ่ง ไม่ถึง 3 เอาแค่ 2 ครึ่ง ก็เฉยๆ อยู่ตรงนั้นไปก่อน

ถ้ารู้สึกโปร่ง ก็เลื่อน สมมุติเลื่อนมาฐานที่ 3 มากลางกั๊กศีรษะได้ก็อยู่ อยู่ตรงนั้น นิ่ง ใครชอบ ฐานที่ 4 ก็เลื่อนมา ถ้ารู้สึกว่า ฐานที่ 4 สบาย เพดานปาก ช่องปากที่อาหารสำลัก ก็อยู่ตรงนี้ นิ่งเฉย ๆ ใจใสๆ ภาวนา สัมมาอะระหัง ก็ได้ ไม่ภาวนาก็ไม่เป็นไร

แล้วลองค่อยๆ เลื่อนมาฐานที่ 5 ปากช่องคอเหนือลูกกระเดือก เริ่มยาก ไม่เป็นไร ปล่อยไป กลางท้องเหมือนกลืนเข้าไปอยู่กลางท้อง ตรงฐานที่ 6 เพราะฐานที่ 6 กับ 7 มันใกล้กัน มันห่างกันแค่ 2 นิ้วมือ ถ้าฐานที่ 6 ได้ 7 ก็ได้ มันใกล้กัน เราก็ทึกทักเอาก็แล้วกัน ฐานที่ 7 นิ่ง ใช่เลย ประมาณนี้เลย นิ่งเฉยอยู่ตรงนี้”1)

2) การนำใจไว้ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ 7 อย่างเบาสบาย

พระเดชพระคุณพระราชภาวนาวิสุทธิ์กล่าวไว้ว่า “ ในการวางใจไว้ที่ศูนย์กลางกายนั้น จะว่ายาก ก็ยาก จะว่าง่ายก็ง่าย วางใจให้มันเป็น แต่ไม่ทิ้งหลัก สบายๆ วางสบายๆ เบาๆ สบายๆ อย่างต่อเนื่อง”2)

โดยในการวางใจให้นิ่งๆ เฉยๆ ให้รักษาความสงบให้ต่อเนื่อง พระเดชพระคุณพระราชภาวนาวิสุทธิ์ แนะว่า อย่ากลัวว่าไม่ได้ ใจไม่สงบไม่เป็นไร นึกไม่ออกก็ไม่เป็นไรให้รักษาใจนิ่งๆ ไว้ก่อน

นอกจากนี้ในการวางใจที่ศูนย์กลางกายฐานที่ 7 นอกจากต้องไม่ทิ้งหลักสบายๆ เบาๆ อย่างต่อเนื่องแล้ว ก็ไม่ควรกังวลกับศูนย์กลางกายมากเกินไป ไม่ต้องกังวลว่ามันตรงไม่ตรง ให้ทึกทัก เอาจุดที่สบาย เฉพาะตรงนั้น คือศูนย์กลางกายก็พอ ศูนย์กลางกายฐานที่ 7 จะเห็นชัด ก็ต่อเมื่อใจหยุดนิ่งแล้ว แต่ถ้าใจยังไม่หยุดไม่นิ่งก็ให้คาดคะเนประมาณเอาว่า เป็นศูนย์กลางกายฐานที่ 7 อยู่กลางท้องของเรา

ในกรณีถ้าใจนิ่งๆ เฉยๆ ณ จุดที่สบาย และเรามีความพึงพอใจแล้ว แต่อยู่ตรงอื่น ก็ให้อยู่ตรงนั้น ไม่ต้องแสวงหาศูนย์กลางกาย ให้เอาโลกเป็นศูนย์กลาง เพราะตอนนั้นมันจะเคว้งคว้าง เหมือนอยู่ในอวกาศ ให้นิ่งอย่างเดียว คิดว่าโลกคือศูนย์กลางกาย แล้วก็นิ่งๆ และอย่าคิดว่า นิ่งนานขนาดนี้แล้ว ทำไมไม่มีอะไร ให้ดู ต้องไม่มีความคิดแบบนี้ ไม่ว่าจะนิ่งนานแค่ไหน ว่างๆ ไปอย่างนั้น เรื่อยๆ ไม่ช้าเดี๋ยวก็เห็นที่หมายเอง เดี๋ยวใจจะเคลื่อนไปสู่จุดที่ต้องการเอง แต่ถ้าหากเราคิดว่า ไม่เห็นอะไรเลย เมื่อไหร่มันจะมีสักที จิตมันจะถอยมานับหนึ่งใหม่ เพราะจิตหยาบ ให้ดูนิ่งๆ เฉยๆ สบายๆ

หรือในการวางใจที่ศูนย์กลางกาย เราอาจจะทำความรู้สึกว่า “ เราอยู่ในศูนย์กลางกายฐานที่ 7 ที่ขยายกว้างออกไปเต็มห้อง เต็มสภา หรือสุดขอบฟ้า รู้สึกว่าจะสบาย สบายอย่างไร ให้เอาอย่างนั้นไปก่อน เริ่มต้นตรงไหนก็ได้ แต่ตอนท้ายต้องศูนย์กลางกายฐานที่ 7”3)

3) เทคนิคการวางใจ

1.วางใจนิ่งๆ นุ่มๆ สบายๆ เหมือนเราเอาเข็มเย็บผ้าค่อยๆ วางบนผิวน้ำมันลอยได้ หรือ เหมือนเราเอาเข็มกรีดบนใบบัวเบาๆ ถ้ากดแรง ก็ทะลุ กรีดเบาๆ มันก็เป็นรอย หรือเหมือนขนนกค่อยๆ ลอยลงมาสัมผัสบนผิวน้ำโดยไม่จม4) หรือเหมือนแตะสัมผัสปุยนุ่น ปุยสำลีเบาๆ

2.ทำใจหลวมๆ เหมือนใส่เสื้อผ้าหลวมๆ ทำหลวมๆ สบายๆ พอสบายแล้วจะมีประสบการณ์ เกิดขึ้น จะเป็นแสงสว่าง ตัวขยาย ตัวหาย ตกจากที่สูง ตัวลอย ตัวโยก ตัวโคลง ตัวเบา หรืออะไรก็แล้วแต่ อย่าขยับตัว ทำเฉยๆ กับทุกสิ่งที่เกิดขึ้น

3 อารมณ์ที่จะหยุดนิ่งจะคล้ายๆ กับตอนใกล้จะหลับ หรือเหมือนตื่นจากหลับ ต่างแต่ว่าถ้าหลับ ขาดสติ แต่ถ้าหยุดนิ่งอารมณ์จะละเอียด มีสติ เบาสบาย ไม่ได้คิดเรื่องอะไร ปล่อยวางจากอารมณ์อื่นทั้งหมด ดังนั้นก่อนจะหลับ กับเมื่อตื่นนอน ให้ลองสังเกตและประคองใจเราให้นิ่งๆ เฉยๆ อย่างสบายๆ เดี๋ยวจะเปลี่ยนจากกำลังจะหลับ มาตื่นตัวภายใน จะสดชื่น เบิกบาน ใจจะขยาย สบาย จะเป็นความสบาย ที่เราชอบแม้ไม่เห็นอะไร5)

4.ให้แตะแผ่วๆ เข้ากลางของกลาง นิ่งๆ พอเราวางใจได้ถูกส่วน ใจของเราจะขยายกว้างออกไปเองโดยอัตโนมัติ คล้ายๆ กับเอาก้อนกรวดโยนลงไปในน้ำ แล้วน้ำก็จะเป็นระลอกออกไปโดยรอบเป็นวงกลม ขยายออกไป กว้างออกไป จนกระทั่งสุดแรงของมัน6)

4) วิธีสังเกตการวางใจ

การวางใจมี 3 ลักษณะ คือ

1.วางใจเบาเกินไป

2.วางใจหนักเกินไป

3.วางใจพอดีๆ เบาสบาย มีความสุข

วิธีสังเกต คือ

1.วางใจเบาเกินไป หรือวางใจหย่อนเกินไป จะขาดสติ เผลอเรื่อยไปคิดเรื่องอื่น ปล่อย ให้เรื่องราวต่างๆ เข้ามาแทรกหรือปล่อยให้ฟุ้งเคลิ้ม สาเหตุที่วางใจเบา เพราะยังไม่รู้ว่าจะวางที่ตรงไหน ใจไม่มีที่เกาะ นั่งไปสักพักจะรู้สึกง่วงหรือเคลิ้มๆ ให้ลองขยับเนื้อขยับตัว สูดลมหายใจลึกๆ หรือภาวนาถี่ๆ จนหายง่วง หรือกำหนดนิมิตให้ใสสว่าง ถ้ายังไม่หายให้ลืมตา แล้วหลับตาทำสมาธิต่อ ถ้าไม่หายจริงๆ ควรลุกไปเดิน ล้างหน้าล้างตา แล้วกลับมาทำสมาธิต่อ

2.วางใจหนักเกินไป คือตั้งใจมากเกินไป ความตั้งใจจะทำให้เกิดความเพ่ง ความเพ่งจะก่อให้เกิด ความตึงเครียด ให้เอาร่างกายของเราเป็นเกณฑ์ ตัวของเราเป็นครูอย่างดี ถ้าตึงเกินไปจะรู้สึกเครียด คือ ปวดศีรษะ มึนศีรษะ ปวดกระบอกตา จะตึงไปหมดทั้งร่างกาย ต้นคอหัวไหล่ตึงหมด หรือ บางท่าน เห็นนิมิตแล้ว แต่รู้สึกว่าไม่มีประสบการณ์ใหม่ๆ แสดงว่า วางใจหนักเกินไป หรือเผลอกดใจควรปรับใจ ด้วยอารมณ์สบาย คลายความตั้งใจ หาอารมณ์สบาย

3.วางใจพอดี ถ้าวางใจพอดีจะไม่ตึงไม่หย่อน ไม่มีอาการเครียดทางร่างกาย และไม่มีอาการ เผลอสติ ใจจะเบาสบาย มีความสุขทุกครั้งที่นั่ง แม้บางครั้งไม่เห็นอะไร การวางใจพอดี เกิดจากการปรับใจทุกครั้งที่นั่ง แม้ว่าจะนั่งได้ดีแล้วก็ต้องปรับใจ การปรับใจทำให้เกิดความเบาสบาย และความเบาสบายก็ถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุดของการฝึกสมาธิ

ในการวางใจอย่างถูกวิธี พอดีๆ นี้ จะทำให้เรารู้สึกว่า เวลาผ่านไปรวดเร็ว ซึ่งเป็นสิ่งที่ยืนยันว่า เราทำถูกแล้ว เมื่อเราวางใจเป็น จะเริ่มสนุกในการนั่ง รู้สึกผ่อนคลายตั้งแต่เริ่มนั่ง เหมือนเวลาหมดไปเร็ว ใจใสละเอียด เพราะทุกครั้งที่นั่ง ใจจะสะสมความใส ความละเอียด แม้บางครั้งฟุ้งก็ถือว่าเป็นประสบการณ์ ที่ดี เพราะเราจะได้เรียนรู้ว่าวางใจอย่างไรจึงเบาสบาย วางใจอย่างไรจึงฟุ้งหรือหลับ

และเมื่อเรากำหนดนิมิต ภาพนิมิตจะละเอียดขึ้น ใสขึ้น บางเบาขึ้น ขยายได้ เคลื่อนไหวได้ ด้วยอาการขยายกว้างและผุดเกิดขึ้นมา แสดงว่า เราวางใจดีแล้ว ถ้ารักษาอารมณ์นี้ต่อไปเรื่อยๆ ใจจะยิ่งใสบริสุทธิ์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

7.4.2 การวางใจเมื่อใจหยุดนิ่งแล้ว

พอใจเราหยุดนิ่งได้ถูกส่วน กายจะเบา ใจจะเบา ร่างกายรู้สึกเป็นปล่อง เป็นช่อง เป็นโพรงลงไป พอถูกส่วนก็จะมีดวงใสๆ ปรากฏเกิดขึ้นมาในกลางหยุดนิ่ง อย่างเล็กขนาดดวงดาวในอากาศ อย่างกลาง ขนาดพระจันทร์ในคืนวันเพ็ญ อย่างใหญ่ขนาดพระอาทิตย์ตอนเที่ยงวัน เกิดขึ้นที่ศูนย์กลางกายฐานที่ 7 เป็นดวงใสบริสุทธิ์ประดุจเพชรลูกที่เจียระไนแล้ว ไม่มีขนแมว ไม่มีตำหนิ กลมรอบตัว

เมื่อถึงดวงใส ก็แตะไปตรงจุดกึ่งกลาง แตะเบาๆ ใครเห็นท่อ เห็นดวงผุดก็แตะกลางดวง กลางท่อนั้นเบาๆ ใครเห็นองค์พระก็แตะเข้าไปในกลางองค์พระเบาๆ เห็นจุดสว่างกลางองค์พระก็แตะลงไปตรงจุดสว่างกลางองค์พระ แตะเบาๆ สบายๆ นิ่งๆ อย่าตั้งใจมาก เอาแค่ตั้งใจมั่น ทำไปเรื่อยๆ อย่างสบายๆ จรดให้ต่อเนื่องอย่างสบายๆ

7.5 เทคนิคการปรับใจวางใจให้เข้าสู่ภายใน

ในการปรับใจและวางใจจนกระทั่งใจละเอียดอ่อน นุ่มนวลไปตามลำดับ จนกระทั่งใจเป็นสมาธิ เข้าไปสู่ภายใน พระเดชพระคุณพระราชภาวนาวิสุทธิ์ ได้แนะนำไว้ดังต่อไปนี้

1.ในการปรับใจให้หยุด ต้องไม่เร่งประสบการณ์ ไม่มีความตั้งใจมากเกินไป ไม่ได้อยากจะให้เร็ว ไม่ได้อยากจะให้ช้า หรืออยากจะให้ใสสว่างอะไรเลย มีแต่ใจที่หยุดนิ่งเฉยๆ วางเฉย ดิ่ง นิ่งอยู่ตรงนั้น สังเกตว่า ใจที่นิ่งๆ ในเบื้องต้นจะเหมือนว่างๆ โปร่งๆ โล่ง เบา สบาย ว่างจากเรื่องราวทั้งหลายทั้งปวง ว่างจากคน สัตว์ สิ่งของ มีความรู้สึกว่าเรามีสติระลึกอยู่กับตัวของเรา กายของเรา และให้ทำความรู้สึกผ่อนคลาย สบายๆ ใจก็ผ่อนคลาย กายก็ผ่อนคลาย ผ่อนคลายไปสู่ความสบาย ความนิ่ง ความเฉย เราประคองอยู่แค่ตรงนั้น ณ จุดที่รู้สึกว่างๆ โล่งๆ โปร่งๆ นิ่งๆ เฉยๆ รักษาอารมณ์นี้ ไปเรื่อยๆ เบาๆ ไม่มีความรู้สึกว่าอยากเห็นหรืออยากจะไม่เห็น ความอยากจะเข้าไปหรือไม่เข้าไปก็ไม่มี รู้สึกพอใจในอารมณ์ตรงนั้น เราประคองอารมณ์ตรงนี้ให้ต่อเนื่อง ทำนิ่งๆ

2.เราจะสังเกตว่าพอใจเรานิ่ง ได้อารมณ์ที่นิ่งๆ เฉยๆ ต่อเนื่องแล้ว เกิดความรู้สึก เกิดความสว่างๆ เหมือนเป็นความกระจ่างในใจ ใจจะเริ่มกระจ่างขึ้นมา อารมณ์จะเคลียร์ ใจจะเริ่มใส แล้วก็เกิดความสว่างขึ้นมา เหมือนเป็นความสว่างกระจ่างใจ เหมือนกับว่าตัวของเรามีความสว่างอยู่ เบื้องต้นก็เป็นความสว่าง เหมือนความสว่างยามเช้า ความสว่างนิ่มเหมือนอยู่ในหมอกขาวๆ เหมือนกับความสว่างที่ค่อยๆ กระจ่างขึ้นมา แม้ว่ายังไม่เห็นอะไรเลย ยังเป็นภาพขาวๆ กระจ่างๆ เราก็รักษาตรงนั้นไว้ให้ต่อเนื่อง ในเบื้องต้นความสว่างมันเกิดขึ้นอย่างนี้ก่อน เดี๋ยวจะพัฒนาไปเอง

3.รักษาอารมณ์นิ่งเฉยๆ ไปเรื่อยๆ ประสบการณ์จะเป็นอะไรก็ช่าง ความสว่างจะเกิดขึ้น ก็นิ่งอยู่ตรงนั้น พอถูกส่วนมากเข้าๆ อาจจะเห็นเป็นจุดใสเหมือนดวงดาวในอากาศเกิดขึ้นในกลางความกระจ่างนั้น หรือบางทีเป็นดวงใสๆ สว่างๆ ขยายออกมาจากกลางนั้น ใสสว่างกระจ่างขึ้นมา

4.พอเรามองดวงใสไปเรื่อยๆ จะเห็นทางสายกลางเป็นจุดใส เหมือนดวงดาวในอากาศ จุดเล็กๆ ใสๆ เกิดขึ้นกลางดวงธรรมนั้น แล้วเราก็มองไปเรื่อยๆ เบื้องต้นเราก็เห็นเหมือนมองภายนอกไปก่อน บางครั้งเหมือนมองจากข้างบน บางครั้งเหมือนมองใกล้ลงไป

5.แค่มองไปเฉยๆ นี่แหละคือการวางใจที่ถูกต้องในการเข้ากลาง มองไปเฉยๆ เดี๋ยวจุดใสสว่าง ตรงกลางค่อยๆ ขยายเป็นดวงใหม่ เดี๋ยวกลายเป็นองค์พระที่ขยายออกมาในกลางดวงนั้น เราก็จะเห็นจุดใสแล้วขยายออกมาในกลางเข้าไปเรื่อยๆ เลย เห็นเข้าไปเรื่อยๆ เป็นลำดับๆ เราก็หยุดนิ่งเฉย เดี๋ยวอารมณ์มันจะปรับไปเอง ใจของคนเรานี้แปลก เพียงแค่ทำความหยุดนิ่งเดี๋ยวจะปรับเข้าสู่สมดุลกลับเข้าสู่ความบริบูรณ์ของอารมณ์ภายในเอง โดยที่เราไม่ต้องไปพยายามปรุงแต่งหรือไปสร้างแต่อย่างใดทั้งสิ้น มันจะเกิดขึ้นมาเองโดยธรรมชาติ แล้วเราจะรู้ถึงอารมณ์ที่ละเมียด ละไม อ่อนนุ่ม อ่อนโยน รู้สึกว่า ความสุขภายใน มันไหลผ่านออกมาจากตรงนั้น นุ่มนวล เบิกบาน ถ้าปล่อยเข้ากลางได้ก็ปล่อยเข้ากลางไป คือ มองเฉยๆ เดี๋ยวประสบการณ์ทุกอย่างจะเกิดขึ้นเอง

6.เพียงแค่หยุดนิ่งเฉยๆ มองไปเดี๋ยวทุกอย่างเกิดขึ้นมาเอง เราจะไม่ต้องใช้กำลังไปช่วยให้ภาพ เกิดขึ้นใดๆ ทั้งสิ้น อย่างนี้จะเป็นธรรมชาติแล้วจะมีความสุข จะเกิดการพัฒนาไปตามลำดับ ความใสสว่าง ก็จะมากขึ้น ความสุขก็มากขึ้น ความชัดก็มากขึ้น ผ่านเข้าไป จนบางครั้งเหมือนตัวของเราหลุดเข้าไปสู่ภายใน

7.ทำไปสบายๆ ไม่ต้องรีบร้อน ทำความรู้สึกว่าคอยได้ จะคอยเป็นกี่ปี 10 ปี 20 ปี หรือเป็นร้อยปี พันปี เราก็รอได้ เราก็รอนิ่งอยู่อย่างนั้น ไม่ได้สนใจเรื่องเวลา เป็นผู้ที่ไม่มีกาลเวลามาบังคับ มีแต่ความรู้สึก ว่ามันนิ่งเฉยๆ ได้ นานแสนนาน ประคับประคองอารมณ์ตรงนี้ไว้ มันจะนิ่งเฉย เดี๋ยวดวงธรรมก็ผุดซ้อน ขยายผ่านออกมา เดี๋ยวองค์พระก็ผุดซ้อนขยายผ่านขึ้นมา หรือว่าภายในก็ผุดซ้อนขยายผ่านขึ้นมา ใจของเราจะดำเนินไปตามลำดับ เข้าไปสู่ภายใน ใสสว่างเพิ่มมากขึ้น ใสสว่างเอง โดยที่ไม่ต้องใช้ความพยายามใดๆ ทั้งสิ้น

7.6 วิธีฝึกการวางใจในชีวิตประจำวัน

ในการฝึกสมาธิในชีวิตประจำวันเพื่อให้ใจคุ้นกับการวางใจ ให้ฝึกเอาใจหยุดนิ่งไปที่ศูนย์กลางกาย ฐานที่ 7 ให้ถือว่าจุดนี้เป็นตำแหน่งสุดท้ายที่เราจะต้องเอาใจมาวางไว้ตลอดเวลาไม่ว่าจะหลับตา ลืมตา นั่ง นอน ยืน เดิน กิน ดื่ม ทำ พูด คิด เหยียดแขน คู้แขน ถ่ายปัสสาวะ อุจจาระ หรือจะทำภารกิจอะไรก็ตาม ให้ทำอย่างสบายๆ มีสติและสม่ำเสมอ ต่อเนื่องกันไป แล้วก็หมั่นสังเกตดูว่าสบายจริงหรือไม่ หมั่นปรับกาย วาจา ใจของเราตลอดเวลา จนกระทั่งใจอยู่ในสภาวะที่พอเหมาะพอดี เมื่อพอเหมาะพอดีแล้ว ใจจะถูกส่วนเอง และในไม่ช้าก็จะเข้าถึงสิ่งที่มีอยู่ในตัว

ในช่วงก่อนนอนและตื่นนอน ก็เป็นช่วงที่เราควรจะฝึกวางใจไว้ที่ศูนย์กลางกาย เนื่องจากเป็นช่วงที่มีสภาวะใจใกล้เคียงกับขณะที่ใจหยุดนิ่ง โดยก่อนนอนให้เราเอาใจใส่ แตะแผ่วๆ ที่ศูนย์กลางกาย เรื่อยไปจนหลับ เวลาตื่น สิ่งแรกที่ควรนึกถึงก่อนอื่น คือ ศูนย์กลางกายฐานที่ 7 จะได้คุ้นกับศูนย์กลางกายและวางใจเป็น

นอกจากนี้ การทำการบ้าน 10 ข้อ ก็สามารถช่วยทำให้ตัวของเราคุ้นกับการวางใจ ไว้ ณ ศูนย์กลางกายฐานที่ 7 ถือเป็นบทฝึกอย่างดีเยี่ยม ในการฝึกรักษาใจให้ได้ตลอดทั้งวัน ซึ่งการบ้านทั้ง 10 ข้อนั้น เคยได้กล่าวไว้แล้วในสมาธิ 1 คือ

1.นำบุญไปฝากคนที่บ้าน

2.จดบันทึกผลการปฏิบัติธรรม

3.ก่อนนอนนึกถึงบุญที่สั่งสมมาทั้งหมด

4.เวลานอนหลับให้หลับในอู่แห่งทะเลบุญ

5.เวลาตื่นนอนให้ตื่นในอู่แห่งทะเลบุญ

6. เมื่อตื่นแล้วให้รวมใจเป็นหนึ่งกับองค์พระ 1 นาที ใน 1 นาทีนั้น ให้นึกว่าเราโชคดี ที่รอดตายมาได้อีกหนึ่งวัน ขอให้สรรพสัตว์ทั้ง หลายจงมีความสุข อันตัวเรานั้น ตายแน่ ตายแน่

7.ทั้งวันให้ทำความรู้สึกว่า ตัวเราอยู่ในองค์พระ องค์พระอยู่ในตัวเรา ตัวเราเป็นองค์พระ องค์พระเป็นตัวเรา

8.ทุก 1 ชั่วโมง ขอ 1 นาที เพื่อหยุดใจ นึกถึงดวง องค์พระ หรือทำใจนิ่งๆ ว่างๆ ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ 7

9.ทุกกิจกรรมตั้งแต่ตื่นนอน ไม่ว่าจะเป็นการล้างหน้า อาบน้ำ แต่งตัว รับประทานอาหาร ล้างจาน กวาดบ้าน ออกกำลังกาย ขับรถ ทำงานให้นึกถึงดวง หรือองค์พระไปด้วย

10.สร้างบรรยากาศให้ดี สดชื่น ด้วยรอยยิ้มและปิยวาจา

7.7 ผลเสียจากการวางใจไม่เป็น

การวางใจนี่สำคัญมาก ถ้าใครวางใจไม่เป็น สิบปีก็ไม่ได้ผล บางคนตลอดชีวิตไม่พบเลย แสงสว่างเป็นอย่างไร7) เพราะการเข้าถึงธรรมจะว่ายากก็ยาก จะว่าง่ายก็ง่าย อยู่ที่ว่าเราวางใจได้ถูกส่วน วางกันเป็นหรือเปล่า ทั้งนี้เพราะศูนย์กลางกายก็เป็นสิ่งที่มีอยู่แล้วในตัว การวางใจจึงถือเป็นศิลปะ คือต้องรู้จักใช้ รู้จักทำ เหมือนแม่ครัว ผู้มีศิลปะในการปรุงอาหาร ที่รู้จักปรุงอาหารให้น่าเคี้ยวน่ากิน ใจของเราก็เช่นกัน ควรปรับปรุงศูนย์กลางกายให้ยอมรับ โดยให้ใจป้วนเปี้ยนอยู่ใกล้ศูนย์กลางกาย แล้วก็จะคุ้นเคย และยอมรับใจของเราได้

ถ้าเราไม่ฝึกจรดใจที่ศูนย์กลางกายตลอดเวลา เวลานั่งใจจะรวมได้ช้า ต้องมัวปัดของเก่าออก ทำให้เสียเวลา

ดังนั้น เราจึงต้องหมั่นตรวจตราดูตัวเองอย่างสม่ำเสมอ อย่าให้สิ่งที่เศร้าหมองเข้ามา เคลือบแคลงแฝงในจิตใจของเรา ให้ใจใส เยือกเย็น สังเกตว่าทำอย่างไรถึงจะเข้าถึงตรงจุดที่สบาย โล่ง โปร่ง เบา สังเกตแล้วทำให้ได้ ให้หมั่นสังเกตว่าเรามีข้อบกพร่องอะไร ทำไมใจถึงไม่หยุด พบแล้วต้องแก้ไข เมื่อทำได้เช่นนี้ เราจะก็สมหวังในการปฏิบัติธรรม

1) พระราชภาวนาวิสุทธิ์, พระธรรมเทศนา, 24 มิถุนายน 2545.
2) พระราชภาวนาวิสุทธิ์, พระธรรมเทศนา, 17 มีนาคม 2536.
3) พระราชภาวนาวิสุทธิ์, พระธรรมเทศนา, 16 กันยายน 2545.
4) พระราชภาวนาวิสุทธิ์, พระธรรมเทศนา, 6 กรกฎาคม 2540.
5) พระราชภาวนาวิสุทธิ์, พระธรรมเทศนา, 5 มิถุนายน 2545.
6) พระราชภาวนาวิสุทธิ์, พระธรรมเทศนา, 11 มีนาคม 2530.
7) พระราชภาวนาวิสุทธิ์, พระธรรมเทศนา, 24 มกราคม 2536.
md102/7.txt · แก้ไขครั้งล่าสุด: 2015/03/15 16:55 (แก้ไขภายนอก)
 
เว้นแต่จะได้แจ้งไว้เป็นอื่นใด เนื้อหาบนวิกินี้ถูกกำหนดสิทธิ์ไว้ภายใต้สัญญาอนุญาติต่อไปนี้: CC Attribution-Noncommercial 3.0 Unported
Recent changes RSS feed Donate Powered by PHP Valid XHTML 1.0 Valid CSS Driven by DokuWiki