บทที่ 6 การรักษาสมาธิ

เนื้อหา บทที่ 6 การรักษาสมาธิ

  • 6.1 ที่อยู่อาศัยที่เหมาะสมและไม่เหมาะสม
  • 6.2 สถานที่ควรไป(โคจร) และไม่ควรไป(อโคจร)
  • 6.3 ถ้อยคำอันไม่สมควร และสมควร
  • 6.4 บุคคลที่ไม่สมควรและสมควร
  • 6.5 อาหารที่ไม่ควรและควรบริโภค
  • 6.6 อากาศที่ไม่สบายและสบาย
  • 6.7 อิริยาบถที่ไม่สบายและสบาย

แนวคิด

1.บุคคลควรประคองสมาธิให้ได้ตลอดทั้งวัน โดยการจะรักษาสมาธิไว้ได้นั้น จะเกี่ยวพันกับกิจกรรมประจำวัน

2.กิจกรรมรักษาสมาธิมีอยู่ 7 หัวข้อคือ

1) อาวาส ที่อยู่ ที่อาศัย ที่หลับและที่นอน

2) โคจร สถานที่ที่ควรไป

3) ภัสสะ ถ้อยคำ

4) ปุคคละ บุคคล

5) โภชนะ อาหาร

6) อุตุ ฤดู

7) อิริยาบถ การเดิน นั่ง นอน

โดยกิจกรรมทั้ง 7 หัวข้อจะทำให้สามารถรักษาสมาธิได้ตลอดทั้งวัน

วัตถุประสงค์

1.เพื่อให้ผู้ศึกษามีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักการประคองรักษาสมาธิ

2.เพื่อให้ผู้ศึกษาสามารถนำมาใช้ในการทำสมาธิ เพื่อให้สามารถประคองนิมิตไว้ได้

การประคองรักษาสมาธิ มีความสำคัญในการเกื้อหนุนให้การนั่งสมาธิในรอบต่อๆ ไปได้ผลดี การที่เรารักษาสมาธิของเราให้ต่อเนื่องจะทำให้ใจของเรามีความละเอียดประณีตไปตามลำดับจนเมื่อใจของเรามีความละเอียดเพียงพอ ก็จะเข้าถึงธรรม การที่เราจะรักษาสมาธิได้ต่อเนื่องตลอดทั้งวันนั้น การทำกิจกรรมของเราในแต่ละวันมีความสัมพันธ์กันอย่างยิ่ง สิ่งที่เราคิดพูดทำทุกอย่างจะมีผลต่อการรักษาสมาธิของเราให้คงอยู่ต่อไป เนื้อหาในบทเรียนจะให้คำแนะนำว่า เราควรจะทำอย่างไรในชีวิตประจำวันเพื่อให้สมาธิของเรามีความละเอียดอยู่ตลอดเวลา

สิ่งที่เหมาะสมและไม่เหมาะสมต่อการเจริญภาวนา

นักศึกษาควรเรียนรู้สิ่งที่ไม่เหมาะแก่การเจริญสมาธิ(อสัปปายะ) และสิ่งที่เหมาะแก่การ เจริญภาวนา(สัปปายะ) ที่เป็นเครื่องช่วยในระหว่างประคองใจรักษาสมาธิของเราให้คงอยู่ ในคัมภีร์วิสุทธิมรรค ได้อธิบายไว้ว่าเป็นสิ่งที่จะช่วยทำให้รักษาสมาธิของเราไว้ได้ คือช่วยรักษานิมิต ในการทำสมาธิ ตั้งแต่เบื้องต้นจนถึงขั้นเป็นปฏิภาคนิมิต ซึ่งแบ่งออกเป็น 7 หัวข้อ1) คือ

1.อาวาส ที่อยู่ ที่อาศัย ที่หลับและที่นอน

2.โคจร สถานที่ที่ควรไป

3 ภัสสะ ถ้อยคำ

4.ปุคคละ บุคคล

5.โภชนะ อาหาร

6.อุตุ ฤดู

7.อิริยาบถ การเดิน นั่ง นอน

6.1 ที่อยู่อาศัยที่เหมาะสมและไม่เหมาะสม

มีข้อแนะนำว่า ผู้ปฏิบัติเข้าไปพักอาศัยอยู่ในสถานที่ใด นิมิตที่ยังไม่เกิดก็ไม่เกิดขึ้น ที่เกิดขึ้นแล้ว ก็สูญหายไป สติที่ยังไม่ปรากฏก็ไม่ปรากฏขึ้น จิตใจที่ยังไม่สงบ ยังไม่ตั้งมั่น ก็ยังคงไม่มั่นคงเหมือนเดิม สถานที่เหล่านั้นเป็น “ อสัปปายะ” ไม่เหมาะสมแก่ผู้ปฏิบัติ

ส่วนสถานที่ใด ผู้ปฏิบัติเข้าไปพักอาศัยอยู่แล้ว นิมิตที่ยังไม่เกิดขึ้นก็เกิดขึ้น ที่เกิดขึ้นแล้วก็ตั้งมั่น อยู่ได้ไม่หายไป สติที่ยังไม่ปรากฏก็ปรากฏขึ้น จิตใจที่ยังไม่สงบไม่ตั้งมั่น ก็มีความสงบตั้งมั่นได้ สถานที่เหล่านั้นเป็น “ สัปปายะ” แก่ผู้ปฏิบัติ

สถานที่อยู่จึงมีผลต่อความละเอียดของใจ ลักษณะของพื้นที่ที่เป็นสัปปายะมีข้อแนะนำ ดังต่อไปนี้ คือ

1.ความสะอาดของสถานที่ปฏิบัติธรรม

สถานที่ที่สะอาดจะมีผลทำให้สภาพจิตใจผ่องใสมากขึ้น ผู้ปฏิบัติธรรมควรเลือกสถานที่ หรือควรทำสถานที่ที่อยู่นั้นให้สะอาด เพราะจะมีผลทำให้จิตใจของเราสะอาด คือสะอาดทั้งภายนอกและสะอาดทั้งภายใน

ดังตัวอย่างที่เราจะพบได้จากคุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูงที่ท่านมีคุณธรรมในการดูแลรักษาความสะอาดอย่างสูง โดยอาคารสถานที่ สิ่งของของท่านทุกอย่างจะมีความสะอาดทุกด้าน ตั้งแต่ด้านบนหลังคาจนถึงใต้ถุนบ้าน นิสัยความรักในการทำความสะอาด ทำให้จิตใจของท่านหยุดนิ่งได้ง่าย

2.ความเป็นระเบียบเรียบร้อยของสถานที่ปฏิบัติธรรม ควรเลือกหรือควรดูแลสถานที่ ให้มีความเป็นระเบียบ ไม่รกรุงรัง ซึ่งจะทำให้จิตใจผ่องใสขึ้น

6.2 สถานที่ควรไป (โคจร) และไม่ควรไป (อโคจร)

โคจร คือ บุคคลหรือสถานที่ที่บุคคลควรไปมาหาสู่ หมู่บ้านหรือท้องถิ่นที่เข้าไปแล้วมีผลทำให้กิเลส ที่นอนเนื่องอยู่ภายในเกิดฟุ้งขึ้น ใจที่ไม่สงบจะก่อให้เกิดอันตรายแก่ผู้ปฏิบัติ และเป็นเหตุนำความเศร้าหมองมาสู่ใจนานาประการ สถานที่นั้นเป็นสถานที่ไม่ควรไป สำหรับสถานที่ที่ไม่เหมาะแก่นักปฏิบัติสมาธิในการเข้าไปอันจะเป็นเหตุให้ธรรมะหายไป คือแหล่ง ของสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับอบายมุขทั้ง 6 ประการ ได้แก่

1.สถานที่เที่ยวกลางคืน การเที่ยวกลางคืน หมายถึงการไปเที่ยวเตร็ดเตร่หาความสำราญในเวลากลางคืน ตามแหล่งบริการ ที่ส่งเสริมให้เกิดตัณหาราคะ ความกำหนัดและกามารมณ์ ปัจจุบันแหล่งบริการประเภทนี้มีอยู่มากมายทั้งในเมืองใหญ่และในชนบท และมีชื่อเรียกต่างๆ กันไป เช่น บาร์ ผับ อาบอบนวด ดิสโก้เธค ไนต์คลับ ฯลฯ

2.สถานที่ที่มีการละเล่น การดูการละเล่น หมายถึงการดูมหรสพต่างๆ นั่นเอง พึงเข้าใจว่า พระพุทธองค์ไม่ได้ทรงห้าม เรื่องนี้โดยเด็ดขาด อาจจะไปดูบ้างเป็นครั้งคราวเพื่อเป็นการพักผ่อนหย่อนใจไม่ถือว่าเป็นเรื่องเสียหาย สิ่งที่พระพุทธองค์ทรงชี้โทษ คือการหมกหมุ่นกับสิ่งบันเทิงเริงรมย์เหล่านี้ ทำให้ใจหมกหมุ่น คิดวนอยู่กับสิ่งเหล่านี้ ซึ่งมีผลทำให้ใจเศร้าหมอง เมื่อใจเศร้าหมองก็เป็นเหตุปิดทางมรรคผลและไปสู่อบาย ซึ่งลักษณะของผู้ที่เป็นอย่างนี้ จะเป็นดังนี้ คือ

1)รำที่ไหนไปที่นั่น

2)ขับร้องที่ไหนไปที่นั่น

3)ประโคมที่ไหนไปที่นั่น

4)เสภาที่ไหนไปที่นั่น

5)บรรเลงที่ไหนไปที่นั่น

6)เถิดเทิงที่ไหนไปที่นั่น

ใครก็ตามที่มีพฤติกรรมอย่างนี้ย่อมฟ้องว่า ใจของเขาหมกหมุ่นและฟุ้งซ่านเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้ ทำให้ใจของเขาเศร้าหมองอยู่เนืองๆ ธรรมะจะไม่ก้าวหน้าและเข้าถึงธรรมได้ยาก

3.สถานที่มีการเล่นการพนัน

การเล่นการพนันมีแต่โทษอย่างเดียว หาคุณไม่ได้ ผู้ที่ติดการพนันจะมีใจที่เศร้าหมองอย่างมากเพราะจิตของผู้เล่นการพนัน เป็นมิจฉาสมาธิอย่างแรง เนื่องจากผู้ที่เข้าวงการพนันทุกคนต่างหวังที่จะเข้าไปได้ ไม่มีใครหวังที่จะเข้าไปเสีย นั่นคือ มุ่งที่จะทำให้คนอื่นฉิบหายนั่นเอง แต่ในที่สุด ความฉิบหายก็ย้อนมาสู่ตนเองอย่างหนีไม่พ้น ใครก็ตามที่เข้าไปมีส่วนร่วมย่อมทำให้จิตเศร้าหมอง นอกจากไม่ได้สัมมาสมาธิแล้วตายไปยังไปตกนรกลึกคือไปนรกขุม 6

4.สถานที่ที่บุคคลเสพสุรา

เป็นสถานที่ที่รวมของผู้ที่มีใจเศร้าหมอง ขาดสติ

5.สถานที่มีคนพาล

ท่านกล่าวกันว่า บุคคลที่อยู่ใกล้คนชั่ว จิตใจจะซึมซับความชั่วได้ง่ายกว่าความดีเพราะมีลักษณะตามกระแส ดังนั้นใครก็ตามที่คบคนชั่วเป็นมิตร ย่อมจะถูกชักนำให้ทำความชั่วได้ง่ายเป็นทางมา แห่งความเสื่อมของมรรคผลนิพพาน

ดังตัวอย่างของบุตรเศรษฐี2) ที่มีทรัพย์ถึง 160 โกฏิ3) แต่เพราะอาศัยมิตรที่เป็นพาลชักชวน เข้าสู่วงเหล้า ภายหลังจึงต้องเป็นขอทานและเสื่อมจากมรรคผล พระพุทธองค์ทรงตรัสว่าหากเขาได้เข้า สู่เพศพรหมจรรย์ตั้งแต่ยังหนุ่ม จะได้เป็นพระอรหันต์ แต่หากไม่บวชแต่ยังหนุ่ม มาบวชเมื่อเริ่มมีอายุ จะได้เป็นพระอนาคามี ถ้าหากในบั้นปลายก่อนทรัพย์จะหมดไป ได้เข้ามาบวชแล้วจะได้เป็นพระสกทาคามี แต่สุดท้ายกลับต้องพลาดจากมรรคผลเพราะอาศัยคนพาล

ท่านจึงว่า การคบคนพาลนั้นเป็นโทษมากเพราะเป็นการปิดทางมรรคผลนิพพาน

6.สถานที่ที่เป็นที่รวมของคนเกียจคร้านในการทำงาน

การทำงานและการประกอบอาชีพเป็นหน้าที่ของทุกคนเนื่องจากทุกคนมีชีวิตอยู่ได้ด้วยปัจจัย 4 การทำงานประกอบอาชีพก็เพื่อหาทรัพย์สินมาเป็นเครื่องแลกเปลี่ยนกับปัจจัย 4 เพื่อสงเคราะห์ ญาติมิตรเพื่อนฝูง ตลอดจนเพื่อบริจาคเป็นทานกุศล สั่งสมบุญไว้ในภพเบื้องหน้าต่อไป

คนที่เกียจคร้านในการทำงานหรือทำงานคั่งค้าง เกียจคร้านในการทำมาหากิน ปล่อยเวลาให้ล่วงไปโดยเปล่าประโยชน์ ถือว่าเป็นคนที่ตายแล้วทั้งทางด้านความคิดและความดี

คนบางคนเกียจคร้านในการทำมาหากินทั้งๆ ที่ยากจน แล้วยังหาวิธีเอาตัวรอดด้วยการเอาเปรียบผู้อื่น ทำลายสังคมและสิ่งแวดล้อมเพื่อประโยชน์ของตัว คนที่เป็นคนเกียจคร้านจึงเอาดีไม่ได้ เพราะกิเลส ที่นอนเนื่องอยู่ย่อมเบียดบังใจ ทำให้เห็นธรรมะในตัวได้ยาก

โคจรและอโคจรสำหรับพระภิกษุสงฆ์

โคจร4) หมายถึง บุคคลหรือสถานที่ซี่งพระภิกษุควรไปมาหาสู่ หรือสิ่งที่พระภิกษุควรเข้าไปเกี่ยวข้อง พระภิกษุที่ตั้งอยู่ในโคจรควรเข้าไปเฉพาะที่ที่ควรไปเท่านั้น เช่นสถานที่ หรือบุคคลที่อำนวยประโยชน์ต่อการศึกษา ค้นคว้าหรือการประพฤติพรหมจรรย์ของพระภิกษุโดยตรง

โคจรแบ่งออกเป็น 3 ลักษณะ5) ได้แก่

1.โคจรที่ควรเข้าไปอาศัย

2.โคจรที่ควรรักษา

3.โคจรที่ควรใส่ใจ

1.โคจรที่ควรเข้าไปอาศัย หมายถึง กัลยาณมิตรที่ถึงพร้อม ด้วยกถาวัตถุ 10 ประการ ดังจะกล่าวถึงต่อไป

2.โคจรที่ควรรักษา หมายถึงมรรยาทหรืออาจาระที่ดีงามของพระภิกษุ เช่น การเดินสงบเสงี่ยม สายตาทอดลงต่ำ ไม่เหลียวซ้ายแลขวา ดูหญิงดูชาย หรือสิ่งของต่างๆ จนปราศจากความสำรวม

3.โคจรที่ควรใส่ใจ คือที่ที่ใจควรเที่ยวไป ในที่นี้ท่านหมายถึงสติปัฏฐาน 4 คือ

1)กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน หมายถึงการตั้งสติตามเห็นกายในกายหรือกายต่างๆ ที่ซ้อนกัน อยู่ในกายมนุษย์นี้ นับตั้งแต่กายมนุษย์ละเอียดหรือกายฝัน จนกระทั่ง ถึงกายธรรมระดับต่างๆ

2)เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน หมายถึงการตั้งสติตามเห็นเวทนาในเวทนา คือ ความรู้สึกสุขทุกข์ หรือไม่สุขไม่ทุกข์ ของกายต่างๆ ที่ซ้อนกันอยู่ในกายมนุษย์นี้

3)จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน หมายถึงการตั้งสติตามเห็นจิตในจิต คือดวงจิตของกายต่างๆ ที่ซ้อนกันอยู่ในกายมนุษย์

4)ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน หมายถึงการตั้งสติตามเห็นธรรมในธรรม คือดวงธรรม ที่ทำให้เป็นกายต่างๆ ตั้งแต่กายมนุษย์จนถึงกายธรรม

ตรงกันข้ามกับโคจรคืออโคจร

อโคจรหมายถึงบุคคลหรือสถานที่ที่ซึ่งพระภิกษุไม่ควรเข้าไปมาหาสู่ มี 6 อย่าง คือ

หญิงแพศยา(โสเภณี) หญิงหม้าย สาวเทื้อ(สาวแก่) ภิกษุณี บัณเฑาะก์ และร้านสุรา

ในสภาพสังคมปัจจุบัน อโคจรนั้นมีอยู่มากมายเกินกว่า 6 อย่างดังกล่าว เช่น ในโรงมหรสพ สถานเริงรมย์ต่างๆ และศูนย์การค้า เป็นต้น พระภิกษุไม่ควรจะเข้าไปเพราะเป็นเหตุแห่งความฟุ้งซ่านทางใจ การนึกนิมิตจะเห็นผิดได้ง่ายเพราะได้จดจำสิ่งที่ไม่เป็นทางมาแห่งกุศล และอันตรายย่อมเกิดแก่ ภิกษุที่เที่ยวไปในที่ที่ไม่ควรไป

อย่างไรก็ตาม สถานที่อโคจร ถ้าเขานิมนต์ด้วยกิจอันสมควร พระภิกษุก็สามารถไปปฏิบัติ หน้าที่ในฐานะนักบวชได้ แต่จะต้องไม่ไปด้วยเรื่องอื่นนอกจากกิจนิมนต์ เช่นไปสนทนาปราศรัยอย่างสามัญชนทั่วไป เพราะอาจจะถูกเข้าใจว่ามีความประพฤติผิดพระธรรมวินัย เป็นพระภิกษุที่น่ารังเกียจ

6.3 ถ้อยคำอันไม่สมควรและสมควร

ถ้อยคำอันไม่สมควร

สำหรับถ้อยคำอันไม่สมควรนั้นท่านแบ่งไว้เป็นสองส่วนคือ

1.ติรัจฉานกถา ติรัจฉานกถาเป็นถ้อยคำที่เป็นเครื่องขัดขวางกับมรรคผลนิพพานนั้น มีดังนี้

1)พูดเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวกับกษัตริย์ รวมถึงราชตระกูล

2)พูดเรื่องโจรต่างๆ

3)พูดเรื่องมหาอำมาตย์ราชมนตรีที่เป็นคณะรัฐบาล

4)พูดเรื่องทหารตำรวจ

5)พูดเรื่องภัยต่างๆ

6)พูดเรื่องยุทธศาสตร์การรบ

7)พูดเรื่องอาหารการกิน มีข้าวและกับเป็นต้น

8)พูดเรื่องเครื่องดื่มต่างๆ เช่น น้ำดื่มและสุรา

9)พูดเรื่องเสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่มต่างๆ

10)พูดเรื่องที่หลับที่นอน

11)พูดเรื่องระเบียบดอกไม้ต่างๆ

12)พูดเรื่องกลิ่นหอมต่างๆ

13)พูดเรื่องวงศ์ญาติ

14)พูดเรื่องยวดยานต่างๆ

15)พูดเรื่องหมู่บ้านต่างๆ

16)พูดเรื่องนิคมต่างๆ

17)พูดเรื่องจังหวัดต่างๆ

18)พูดเรื่องชนบทต่างๆ

19)พูดเรื่องผู้หญิง

20)พูดเรื่องผู้ชาย

21)พูดเรื่องความกล้าหาญ

22)พูดเรื่องถนนสายต่างๆ และผู้คนในถนนสายนั้น

23)พูดเรื่องท่าน้ำหรือเรื่องของคนรับใช้

24)พูดเรื่องวงศาคณาญาติที่ล่วงลับไปแล้ว

25)พูดเรื่องอื่นๆ โดยเว้นจากเรื่องแรกและเรื่องหลัง

26)พูดเรื่องใครเป็นผู้สร้างโลกหรือแผนที่โลก

27)พูดเรื่องมหาสมุทรเป็นคำถามว่า ทำไมมหาสมุทรจึงเรียกว่าสาคร คำตอบก็คือเพราะพระเจ้าสาครเป็นผู้สร้าง เป็นต้น

28)พูดเรื่องความเจริญและความเสื่อมว่า การกระทำดังนี้เป็นเหตุแห่งความเสื่อม การกระทำดังนี้เป็นเหตุแห่งความเจริญ เป็นต้น

29)พูดเรื่องป่า

30)พูดเรื่องภูเขา

31)พูดเรื่องแม่น้ำ

32)พูดเรื่องเกาะต่างๆ

ติรัจฉานกถาทั้ง 32 ประการดังที่ได้กล่าวมานี้ แม้ว่าบางอย่างจะเป็นประโยชน์ในทางโลกได้ก็จริง แต่ทว่าในด้านทางธรรมที่เกี่ยวกับการปฏิบัติแล้ว ถือว่าเป็นอุปสรรคอย่างยิ่ง ฉะนั้นพระพุทธองค์จึงตรัสว่าเป็นติรัจฉานกถา ส่วนในด้านการปริยัตินั้นส่วนมากก็คงเป็นอุปสรรคได้เช่นเดียวกัน กล่าวคือ ทำให้ไม่ได้รับผลดีเต็มที่จากการศึกษานั้นๆ ดังนั้น จึงเป็นติรัจฉานกถาฝ่ายด้านปริยัติอีกด้วย

ในติรัจฉานกถาทั้ง 32 นี้ ถ้าหากว่าได้กล่าวปรารภถึงคุณงามความดีของพระมหากษัตริย์ หรือผู้ใดผู้หนึ่งก็ตามที่มีการปฏิบัติดีปฏิบัติชอบก็ดี หรือปรารภถึงผู้มีอิทธิพลยิ่งใหญ่ก็ดี หรือผู้ที่พรั่งพร้อมด้วยทรัพย์ศฤงคารบริวารมากมายปานใดก็ดี เหล่านี้ล้วนแต่ต้องตกอยู่ในห้วงแห่งความตายด้วยกันทั้งนั้น แต่ถ้ายกขึ้นมากล่าวเปรียบเทียบ ประกอบการอธิบายข้อธรรมบางอย่างบางประการ ไม่จัดว่าเป็นโทษแต่ประการใด คงมีแต่การได้รับประโยชน์แต่ฝ่ายเดียว แต่ถึงกระนั้นก็ตาม สำหรับนัก ปฏิบัติแล้ว ถ้าไม่มีหน้าที่ ก็ไม่จำเป็นต้องนำเอาเรื่องเหล่านี้มาคุยสนทนากันแต่อย่างใดทั้งสิ้น

2.วิคคาหิกกถา

ส่วน “ วิคคาหิกกถา” คือถ้อยคำที่ทำให้เกิดการทะเลาะวิวาทกัน เช่น ท่านเป็นผู้ถูกข้าพเจ้าข่มไว้ ข้าพเจ้าดีกว่าท่าน เป็นต้น มุ่งหมายให้เกิดการทุ่มเถียงกันไม่มีที่จบสิ้น เพราะการทุ่มเถียงกันย่อมเป็นการ ก่อโทสะให้เกิดขึ้นในใจของทั้งสองฝ่าย

วิคคาหิกกถา ล้วนแต่เป็นโทษ ไร้ประโยชน์ ทั้งฝ่ายด้านปริยัติและปฏิบัติ ตลอดจนถึงฝ่ายทางโลก กล่าวคือในระหว่างที่ยังมีชีวิตอยู่ก็จะทำลายความดีงามและความเจริญของตน พร้อมกับทำลายความสามัคคีของหมู่คณะอีกด้วย ครั้นถึงคราวที่จะละจากโลกนี้ไปก็ต้องไปสู่ทุคติภูมิอีก

ดังนั้น ผู้ที่มีความประสงค์ใคร่จะวางตนเป็นบัณฑิตหรือสัปบุรุษ ก็ควรเว้นจากถ้อยคำที่เป็นวิคคาหิกกถาเหล่านี้เสีย

ถ้อยคำอันควรพูด

กถาวัตถุ 10 ประการ

ทางที่ถูกต้องคือควรเว้นคำพูดที่ทำให้ใจเศร้าหมองเสีย แต่ควรพูดแต่คำที่เป็นประโยชน์ต่อใจ เอื้อต่อสภาวธรรมภายใน คือ ดวงธรรม องค์พระ ในทางพระพุทธศาสนาท่านแบ่งไว้ 10 ประการเรียกว่า กถาวัตถุ

กถาวัตถุ 10 ชื่อว่า ภัสสสัปปายะ เป็นถ้อยคำไม่ขัดกับมรรคผลนิพพาน มี 10 ประการ ดังนี้คือ

1)พูดเรื่องความมักน้อยในกามคุณ 5 ประการ ไม่พูดเรื่องมักมากในกามคุณ 5 ประการ อันได้แก่ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ที่ผ่านเข้ามาทาง ตา หู จมูก ลิ้น และกาย

2)พูดเรื่องความพอใจตามมีตามได้ในสิ่งของของตนที่ได้มา หรือที่เกิดจากการมีความพอใจ ยินดีในทรัพย์ที่ได้มาโดยบริสุทธิ์

3)พูดเรื่องความสงัดทางกาย วาจา ใจ คือ การหลีกเร้นเข้าหาที่วิเวกในการปฏิบัติธรรม เช่น เดินทางไปปฏิบัติธรรมนอกสถานที่ เช่น ในถ้ำ ในป่าหรือรีสอร์ท เป็นต้น

4)พูดเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับกามคุณอารมณ์ เรื่องเพศ เรื่องกาม

5)พูดเรื่องการขยันหมั่นเพียรในการทำความดี ในการสร้างบารมี

6)พูดเรื่องศีลที่ตนหรือผู้อื่นรักษาในทางสรรเสริญยกย่อง

7)พูดเรื่องสมาธิ คือพูดเรื่องการทำสมาธิ ผลของการปฏิบัติธรรม

8)พูดเรื่องปัญญา อาจเป็นธรรมะที่ได้ฟังมาจากพระอาจารย์

9)พูดเรื่องวิมุตติ คือ พูดเรื่องผลการปฏิบัติของผู้เข้าถึงสภาวธรรมภายในเพื่อเป็นกำลังใจในการปฏิบัติธรรมเพิ่มมากขึ้น

10)พูดเรื่องวิมุตติญาณทัสสนะ

กถาวัตถุ 10 ประการดังกล่าวมาแล้วนี้ แม้จะเป็นถ้อยคำที่ไม่ขัดกับมรรคผลนิพพานแต่ประการใด ก็จริง สำหรับนักปฏิบัติไม่ควรพูดมาก ควรพูดแต่พอประมาณ เพื่อจะได้รักษาสมาธิและปฏิภาคนิมิต ดังนั้น ท่านอรรถกถาจารย์จึงได้สั่งไว้ว่า แม้เป็นกถาวัตถุ 10 ก็ตาม ก็จง พูดแต่พอประมาณ อย่าให้มากเกินไปนัก

6.4 บุคคลที่ไม่สมควรและสมควร

บุคคลที่ไม่สมควรแก่การเข้าไปสนทนาปราศรัยในขณะที่กำลังปฏิบัติอยู่นั้น มีอยู่ 2 จำพวก คือ

1)บุคคลที่มีปกติชอบบำรุง ประคบประหงม ตกแต่งร่างกาย เพื่อให้เกิดความกำหนัดยินดี แก่ฝ่ายตรงข้าม ไม่ได้ตกแต่งตนเพื่อมุ่งให้เกิดความน่าเลื่อมใสของใจ

2)บุคคลที่มีปกติชอบคุยชอบพูดแต่ในติรัจฉานกถา 32

ทั้ง 2 จำพวกนี้ย่อมทำให้ใจของผู้ปฏิบัติ เกิดความหม่นหมอง ไม่สงบ เพราะฉะนั้นบุคคลจำพวกนี้จึง จัดเป็นบุคคลที่ไม่ควรเข้าใกล้

บุคคลที่สมควรแก่การเข้าไปสนทนาปราศรัยในขณะที่กำลังปฏิบัติอยู่นั้น ก็มีอยู่ 2 จำพวก คือ

1)บุคคลที่มีปกติไม่ใคร่คุยไม่ใคร่พูด ในเรื่องติรัจฉานกถา

2)บุคคลที่ถึงพร้อมด้วยศีล สมาธิ และปัญญา

ทั้ง 2 จำพวกนี้ย่อมทำให้จิตใจของคู่สนทนา เกิดความสงบ เยือกเย็น ผ่องใสได้ ฉะนั้นบุคคลจำพวกนี้ จึงจัดเป็นบุคคลสัปปายะ

6.5 อาหารที่ไม่ควรบริโภคและควรบริโภค

อาหารที่ไม่ควรบริโภคและควรบริโภคในขณะที่กำลังปฏิบัติภาวนา เช่นผู้ปฏิบัติบางท่านได้รับประทานอาหารที่มีรสหวานซึ่งไม่ถูกปากทำให้ไม่มีความชุ่มชื่นผาสุกใจ จิตใจไม่มั่นคง แต่เมื่อได้อาหาร ที่มีรสเปรี้ยวแล้วจะรู้สึกชุ่มชื่นผาสุกใจ ทำให้จิตใจมั่นคงและถาวรยิ่งขึ้น ฉะนั้นอาหารที่มีรสหวานนั้นจึงเป็น “ อสัปปายะ” ส่วนอาหารที่มีรสเปรี้ยวนั้นเป็น “ สัปปายะ”

บางท่านเมื่อได้รับประทานอาหารที่มีรสเปรี้ยวแล้วไม่ถูกปาก ไม่มีความชุ่มชื่นผาสุกใจ จิตใจไม่มั่นคง แต่เมื่อได้อาหารที่มีรสหวานแล้วก็รู้สึกชุ่มชื่นผาสุกใจ ทำให้จิตใจถาวรและมั่นคงยิ่งขึ้น ฉะนั้นอาหารที่มีรสเปรี้ยวนั้นจึงเป็น “ อสัปปายะ” ส่วนอาหารที่มีรสหวานเป็น “ สัปปายะ” แก่ผู้ปฏิบัตินั้น เป็นต้น

6.6 อากาศที่ไม่สบายและสบาย

อากาศที่ไม่สบายและสบายในขณะที่กำลังปฏิบัติอยู่นั้น ผู้ปฏิบัติบางท่านเมื่อได้รับอากาศร้อน แล้วก็รู้สึกไม่ใคร่สบายใจ จิตใจที่ยังไม่แจ่มใสตั้งมั่นก็กลับหงุดหงิดฟุ้งซ่านขึ้นมา แต่ถ้าได้รับอากาศเย็นก็รู้สึกสบาย จิตใจที่ยังไม่แจ่มใสไม่ตั้งมั่นก็กลับแจ่มใส ตั้งมั่น สงบ ระงับ แล้วก็ถาวรยิ่งๆ ขึ้นไป ฉะนั้นอากาศร้อนจึงเป็น “ อสัปปายะ” อากาศเย็นเป็น “ สัปปายะ”แก่ผู้ปฏิบัตินั้น

บางท่านเมื่อได้รับอากาศเย็นแล้วรู้สึกไม่สบาย จิตใจที่ยังไม่แจ่มใสไม่ตั้งมั่นก็กลับกระสับกระส่าย ขุ่นหมองยิ่งขึ้น จิตใจที่สงบระงับแจ่มใสตั้งมั่นแล้วก็กลับหงุดหงิดฟุ้งซ่านขึ้นมา แต่ถ้าได้รับอากาศร้อนแล้ว ร่างกายก็รู้สึกสบาย จิตใจที่ยังไม่แจ่มใสไม่ตั้งมั่น ก็กลับแจ่มใส ตั้งมั่น สงบ ระงับ แล้วก็ถาวรยิ่งๆ ขึ้นไป ฉะนั้นอากาศเย็นจึงเป็น “ อสัปปายะ” อากาศร้อนเป็น “ สัปปายะ” แก่ผู้ปฏิบัติ เป็นต้น

6.7 อิริยาบถที่ไม่สบายและสบาย

ในอิริยาบถ 4 อย่างนั้น ผู้ปฏิบัติบางท่านเมื่อทำการปฏิบัติอยู่ในอิริยาบถนอนแล้วก็ทำให้ รู้สึกง่วงเหงาหาวนอน ไม่ใคร่จะได้รับผลดี แต่ถ้าทำการปฏิบัติอยู่ในอิริยาบถอื่นๆ กลับรู้สึกว่าสบายกาย สบายใจ ทั้งได้รับผลดี ไม่มีนิวรณ์เกิดขึ้นกวนใจ บางท่านก็ไม่สบายกายสบายใจเมื่อปฏิบัติในอิริยาบถเดิน แต่ถ้าอยู่ในอิริยาบถนั่งกับยืนแล้วรู้สึกสบายกายสบายใจ อิริยาบถนั้นก็จัดเป็นสัปปายะแก่ผู้ปฏิบัตินั้น

อนึ่ง ในการปฏิบัติ จริงๆ แล้วต้องปฏิบัติเจริญภาวนาทุกๆ อิริยาบถอย่างต่อเนื่อง แต่ถ้าหาก เราอยู่ในอิริยาบถใดแล้วสัปปายะแก่การทำสมาธิ ก็ให้อยู่ในอิริยาบถนั้นมาก อิริยาบถอื่นๆ ก็ลดลงตามส่วน

อิริยาบถที่สัปปายะแก่บุคคลส่วนใหญ่ คือการนั่ง เพราะสามารถอยู่ในท่านั่งได้นานที่สุด โดยมีสติมั่นคงเป็นสมาธิดีทีสุด และหากนั่งขัดสมาธิไประยะหนึ่งแล้วเกิดอาการเมื่อย ก็อาจเปลี่ยนเป็นนั่งพับเพียบได้ตามสมควรแก่สัปปายะ

ผู้ปฏิบัติที่กำลังประคองรักษานิมิตอยู่ โดยเว้นจากอสัปปายะ 7 แล้วเสพสัปปายะ 7 ประการ ตามที่ได้อธิบายมาแล้วนี้ บางท่านก็เข้าถึง “ ปฐมมรรค” หรือ”ปฐมฌาน” ได้ แต่หากว่าบางท่านยังไม่เข้าถึง พึงบำเพ็ญ “ อัปปนาโกศล” 10 ประการให้เกิดขึ้นในตนอย่างบริบูรณ์

อัปปนาโกศล 10

อัปปนาโกศล 10 ประการ มีดังต่อไปนี้

1.จงชำระร่างกายและเครื่องนุ่งห่มให้สะอาด ตลอดจนทำการปัดกวาดเช็ดถูสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ ให้หมดจด สะอาดสะอ้าน แล้วจัดวางให้เป็นระเบียบเรียบร้อยดูเย็นตา

2.กระทำอินทรีย์ทั้ง 5 มีศรัทธากับปัญญา วิริยะกับสมาธิ ให้เสมอกันในหน้าที่ของตนๆ โดยเฉพาะสำหรับสตินั้น ต้องกระทำให้มากยิ่งกว่าธรรมทั้งปวง เพราะกุศลธรรมเหล่านั้นย่อมมีสติเป็นที่พำนัก เป็นเครื่องป้องกันรักษาไม่ให้จิตตกไปสู่นิวรณ์ได้

ตัวอย่างเช่น ถ้ามีศรัทธามากกว่า อินทรีย์อีก 4 อย่างน้อย ผลก็คือวิริยะซึ่งทำหน้าที่ประคองสติ สมาธิซึ่งทำหน้าที่ไม่ฟุ้งซ่าน ปัญญาซึ่งทำหน้าที่รู้เห็น แต่ละอย่างๆ ไม่อาจทำหน้าที่ของตนได้เต็มขีดขั้น ดังนั้นต้องลดศรัทธาลงด้วยวิธีไม่ใส่ใจ

3.มีความฉลาดในนิมิต คือ

ประการที่ 1 ฉลาดในการทำนิมิตที่ยังไม่เกิดให้เกิด (ฉลาดให้เกิด)

ประการที่ 2 ฉลาดในการรักษานิมิตที่เกิดแล้วมิให้เสื่อม (ฉลาดรักษา)

4.ประคองจิตในเวลาควรประคอง คือ ถ้าเห็นว่าจิตหดหู่ ท้อถอย ตกไปในความเกียจคร้าน ต้องประคองจิตใจด้วยการเจริญธรรมะ 3 ประการ คือ

1)ธัมมวิจยะ นึกถึงธรรมะที่พระเดชพระคุณท่านสอน ตริตรองธรรม แล้วนำมาสอนตน ให้เกิดกำลังใจ

2)สร้างสมาธิ หักดิบนั่งสมาธิทำความเพียรเรื่อยไป จนใจผ่องใส มีความเบิกบาน

3)สร้างปีติ โดยนึกถึงบุญที่เราได้สร้างไว้ ให้เกิดปีติอิ่มเอมใจ

5.จิตฺตนิคฺคโห ข่มจิตในเวลาควรข่ม คือถ้าเห็นว่าจิตใจฟุ้งซ่าน เพราะศรัทธา วิริยะ ปัญญากล้า ต้องข่มจิตไว้ด้วยการเจริญธรรมะ 3 ประการ คือ

1)ปัสสัทธิ หลับตา ใจให้สงบจากความโลภ ความโกรธ และความหลง

2)สมาธิ ทำจิตของตนให้ตั้งมั่น

3)อุเบกขา วางเฉยจากอารมณ์เรื่องราวกวนใจต่างๆ

6.เวลาใดรู้สึกว่ามีความเบื่อหน่ายในการเจริญภาวนา เวลานั้นควรปลูกความเชื่อ เลื่อมใส ในการเจริญภาวนา เพื่อยังจิตใจให้ร่าเริง โดยนึกถึงสังเวควัตถุ คือเรื่องที่ทำให้เกิดความสังเวชสลดใจ ได้แก่การ พิจารณาเห็นทุกข์ต่างๆ แล้วสลดหรือนึกถึงคุณของพระรัตนตรัย

7.เวลาใดจิตใจไม่มีการท้อถอย ไม่ฟุ้งซ่าน ไม่เบื่อหน่ายในการเจริญภาวนา เวลานั้นควรประคองใจไว้ให้นิ่งเฉย โดยไม่ต้องยกจิต ข่มจิต และทำจิตใจให้ร่าเริงแต่อย่างใดทั้งสิ้น

8.อสมาหิตปุคฺคลปริวชฺชนํ เว้นจากบุคคลที่มีจิตใจไม่สงบ มีความประพฤติเหลาะแหละ วอกแวก ไม่มั่นคงในการงาน เตร็ดเตร่เที่ยวไปในสถานที่ต่างๆ

9.จงคบหาสมาคมกับผู้ที่มีความประพฤติมั่นคง ไม่จับจด มีจิตผ่องใส ตั้งมั่น

10.จงน้อมใจอยู่แต่ในเรื่องฌานสมาธิ คือมีความพยายาม ดูนิมิต สืบต่อเนื่องกันอยู่เรื่อยๆ ไม่ขาดสาย

นอกจากบำเพ็ญ “ อัปปนาโกศล” 10 ประการแล้ว ให้ระวัง “ อุปกิเลส” ของสมาธิ 11 ประการ ที่อาจเกิดขึ้นได้ในระหว่างการประคองใจรักษานิมิตดังนี้ คือ

1.วิจิกิจฉา ความลังเล หรือความสงสัย

2.อมนสิการ ความไม่ใส่ใจไว้ให้ดี

3.ถีนมิทธะ ความท้อ และความเคลิบเคลิ้มง่วงนอน

4.ฉิมภิตัตตะ ความสะดุ้งหวาดกลัว

5.อุพพิละ ความตื่นเต้นด้วยความยินดี

6.ทุฏฐุลละ ความไม่สงบกาย ความคะนองหยาบ

7.อัจจารัทธวิริยะ ความเพียรจัดเกินไป

8.อติลีนวิริยะ ความเพียรย่อหย่อนเกินไป

9.อภิชัปปา ความอยาก

10.มานัตตสัญญา ความนึกไปในสิ่งต่างๆ

11.รูปานํ อตินิชฌายิตัตตะ ความเพ่งต่อรูปจนเกินไป

ความเพียร 3 ประเภทเปรียบเทียบกับผึ้ง 3 จำพวก

ในการฝึกหัดจิตใจประคองรักษานิมิต ควรใช้ความเพียรแต่พอปานกลาง อย่าให้กล้านัก เพราะจะทำให้เป็นเหตุแห่งความฟุ้งซ่าน อย่าให้อ่อนนัก เพราะจะเป็นเหตุแห่งความเกียจคร้าน ท่านเปรียบเทียบไว้กับผึ้งดังนี้

ผึ้งจำพวกที่ 1 ไม่ฉลาด รู้ว่าดอกไม้ที่นั้น หรือที่โน้นบานแล้วก็บินไปอย่างรวดเร็ว ทำให้บินเลย ดอกไม้นั้นไป ครั้นรู้ตัวว่าบินเลยไปเสียแล้วก็บินย้อนกลับมา กว่าจะถึง ผึ้งตัวอื่นก็เคล้าเกสรดอกไม้ไปหมดแล้ว ตนก็ไม่ได้เกสร

ผึ้งจำพวกที่ 2 ไม่ฉลาด บินไปช้าๆ พอไปถึงผึ้งตัวอื่นก็เคล้าเกสรไปหมดแล้ว ตนก็ไม่ได้เกสรเช่นเดียวกันกับพวกที่ 1

ผึ้งจำพวกที่ 3 ฉลาด บินไปไม่ช้านัก ไม่เร็วนัก คลึงเคล้าเอาเกสรได้สมปรารถนา

ผู้ทำความเพียรจัดไป ก็เหมือนกับ ผึ้งจำพวกที่ 1

ผู้ทำความเพียรอ่อนไป ก็เหมือนกับ ผึ้งจำพวกที่ 2

ผู้ทำความเพียรปานกลางสม่ำเสมอ ก็เหมือนกับ ผึ้งจำพวกที่ 3 สามารถบรรลุอัปปนาสมาธิ เข้าถึงปฐมมรรค หรือปฐมฌาน ได้สมปรารถนา

1) วิสุทธิวรรค, พระพุทธโฆสาจารย์, (กรุงเทพมหานคร : ธรรมบรรณาคาร, 2466), หน้า 270.
2) ชราวรรค, ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท, เล่ม 42 ข้อ 21 หน้า 181.
3) 1 โกฏิ มีค่าเท่ากับ 10 ล้าน.
4) เผด็จ ทตฺตชีโว พระภาวนาวิริยคุณ, พระแท้, (กรุงเทพมหานคร : มูลนิธิธรรมกาย, 2540), หน้า 137.
5) ส. ธรรมภักดี (นามแฝง), พระวิสุทธมรรค เผด็จ เล่ม 1, (กรุงเทพมหานคร : ลูก ส. ธรรมภักดี, 2525.) หน้า 25.
md102/6.txt · แก้ไขครั้งล่าสุด: 2015/03/15 16:55 (แก้ไขภายนอก)
 
เว้นแต่จะได้แจ้งไว้เป็นอื่นใด เนื้อหาบนวิกินี้ถูกกำหนดสิทธิ์ไว้ภายใต้สัญญาอนุญาติต่อไปนี้: CC Attribution-Noncommercial 3.0 Unported
Recent changes RSS feed Donate Powered by PHP Valid XHTML 1.0 Valid CSS Driven by DokuWiki