บทที่ 5 การใช้คำภาวนา

  • 5.1 ความหมายของการภาวนา
  • 5.2 ความสำคัญของการภาวนา
  • 5.3 คำภาวนาที่ใช้
  • 5.4 เหตุผลที่ใช้คำว่า สัมมา อะระหัง
  • 5.5 วิธีการภาวนา
  • 5.6 อานิสงส์ของการภาวนา

แนวคิด

1.การภาวนา เป็นการนึกถึงถ้อยคำ โดยจะเป็นเสียงที่ละเอียดอ่อนดังขึ้นมาในใจ เพื่อช่วยให้ใจ ไม่สับสนฟุ้งซ่าน และทำให้ใจหยุดนิ่งที่ศูนย์กลางกายได้

2.คำภาวนาที่พระมงคลเทพมุนีเลือกใช้ คือคำว่า “ สัมมา อะระหัง” เพราะเป็นถ้อยคำที่ใช้แทนพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นผู้บริสุทธิ์ ห่างไกลจากกิเลส

3.ในการภาวนา ให้นึกเป็นเสียงภาวนาดังมาจากศูนย์กลางกาย โดยให้เสียงคำภาวนาแผ่วเบา คล้ายเสียงสวดมนต์ในใจ และทำไปเรื่อยๆ จนกว่าใจจะหยุดนิ่ง

วัตถุประสงค์

1.เพื่อให้ผู้ศึกษามีความรู้ ความเข้าใจในคำภาวนา และการใช้คำภาวนา

2.เพื่อให้ผู้ศึกษาเข้าใจความหมาย และเหตุผลของการใช้คำภาวนาว่า สัมมาอะระหัง

3.เพื่อให้ผู้ศึกษาสามารถนำคำภาวนาไปใช้ในการฝึกสมาธิได้อย่างถูกต้อง

โดยปกติในเวลาทำสมาธิ เรามักจะพบกับใจที่ยังมีสภาพซัดส่าย และคิดไปในเรื่องราวต่างๆ ความคิดที่ปรากฏออกมาพร้อมกับใจที่ซัดส่าย บางครั้งก็เป็นภาพคน สัตว์ สิ่งของ สถานที่ หรือ บางครั้งก็เป็นเสียงต่างๆ ปรากฏขึ้นมากมาย ในการปฏิบัติสมาธิเพื่อให้ใจของเราสงบนั้น กรณีที่เป็นภาพความคิดปรากฏเกิดขึ้น ได้แนะนำไว้ในบทเรียนที่แล้วว่าให้ใช้การนึกนิมิต สำหรับในกรณีของความคิดที่เผยตัวออกมาเป็นเสียงนั้น พระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนีได้ แนะนำให้ใช้วิธีการภาวนาเพื่อช่วยทำให้ใจของเราสงบหยุดนิ่งได้ง่าย ดังนั้นเราจึงควรจะได้ศึกษา เรียนรู้การภาวนาเพื่อนำไปใช้ฝึกปฏิบัติในขณะทำสมาธิ

5.1 ความหมายของการภาวนา

ภาวนา1) แปลว่า ธรรมที่ควรกระทำให้เจริญขึ้น คือให้เกิดขึ้นบ่อยๆ ในสันดานของตน

วิเคราะห์ตามศัพท์พระบาลีท่านว่า “ ภาเวตัพพาติ = ภาวนา” แปลความว่า ธรรมที่บัณฑิตทั้งหลายพึงทำให้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกและครั้งหลังๆ ให้ติดต่อกันเป็นนิจจนถึงเจริญขึ้น

ข้างต้นที่ท่านแปลอย่างนี้ ก็เพราะภาวนาเป็นธรรมที่อำนวยประโยชน์ให้ผู้กระทำได้รับความสุขกาย สุขใจทั้งในภพนี้และภพหน้า ตลอดจนกระทั่งพ้นจากวัฏฏสงสาร

ดังนั้นการใช้คำภาวนา หรือที่เรียกว่า “ การบริกรรมภาวนา” ก็คือ การนึกถึงคำภาวนาอย่างต่อเนื่องเป็นการนึกถึงถ้อยคำที่เป็นเสียงดังละเอียดอ่อนขึ้นมาในใจ

5.2 ความสำคัญของการภาวนา

การภาวนาโดยปกติมักจะใช้ควบคู่กับการนึกนิมิต เพื่อช่วยให้ใจไม่สับสน ฟุ้งซ่าน เพราะการภาวนา จะช่วยส่งเสริมใจให้เกาะเกี่ยวติดแน่นอยู่กับศูนย์กลางกายฐานที่ 7 ได้อย่างมั่นคงและต่อเนื่อง ถ้าจะเปรียบ ก็คือ คำภาวนานั้นเหมือนเรือหรือแพที่นำบุคคลข้ามฝั่ง นอกจากนี้ในการทำภาวนาจะช่วยทำให้ใจมาอยู่กับเนื้อกับตัว ทำให้ใจเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับกายของเรา

5.3 คำภาวนาที่ใช้

ในการใช้คำภาวนาในการทำสมาธิ มีคำภาวนาให้เลือกใช้ได้มากมาย เช่น พุทโธ ธัมโม สังโฆ สัมมา-อะระหัง ยุบหนอ-พองหนอ เป็นต้น ซึ่งแต่ละคำล้วนมีวัตถุประสงค์เดียวกันคือ เป็นอุปกรณ์เพื่อช่วยให้ใจหยุด ซึ่งในการใช้คำภาวนาแต่ละอย่างนั้น ส่วนใหญ่ผู้ปฏิบัติมักจะเลือกใช้ถ้อยคำที่ได้ยินได้ฟังแล้ว ทำให้ใจสงบ หยุดนิ่ง คือ เป็นถ้อยคำที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่ดีงาม เช่น พระพุทธเจ้า หรือเป็นถ้อยคำที่ทำให้สติอยู่กับเนื้อกับตัว เช่น ยุบหนอ พองหนอ แม้ว่าคำภาวนาจะมีมากมาย แต่ พระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนี ท่านได้เลือกและให้ใช้คำว่า “ สัมมา อะระหัง”

5.4 เหตุผลที่ใช้คำว่า สัมมา อะระหัง

พระมงคลเทพมุนีสอนให้บริกรรมภาวนาว่า สัมมา อะระหัง เป็นบทพุทธคุณ การที่ใช้คำนี้เป็นพุทธานุสติในการเจริญสมาธิเพราะพุทธานุสตินี้เป็นธรรมประการต้นที่พระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนี สนใจปฏิบัติและสอนสานุศิษย์เป็นพิเศษทุกครั้งที่ปฏิบัติธรรมจะต้องให้ใจระลึกถึงพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์ เพราะพุทธานุสติเป็นธรรมให้จิตตื่น ให้จิตสว่าง ให้จิตมีกำลัง มีความกล้าที่จะปฏิบัติธรรมสืบต่อไป

ธรรมดาจิตของบุคคลถ้าไม่มีอะไรยึดแล้ว จิตจะคอยแต่ฟุ้งซ่าน ทำให้สงบอยู่ไม่ได้ จึงต้อง มีพุทธคุณยึด เมื่อมีพุทธคุณยึดแล้ว จะหลับก็ตาม จะตื่นก็ตาม จิตย่อมอยู่ในการรักษา เพราะพุทธานุภาพย่อมรักษาคนที่มีสติระลึกถึงพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์อยู่เป็นนิตย์ ดังพุทธภาษิตว่า

สุปฺปพุทฺธํ ปพุชฺฌนฺติ สทา โคตมสาวกา

เยสํ ทิวา จ รตฺโต จ นิจฺจํ พุทฺธคตา สติ

แปลว่า สติที่ไปในพระพุทธเจ้ามีแด่พระสาวกของพระโคดมเหล่าใดทั้งวันทั้งคืน พระสาวกของพระโคดมเหล่านั้นจะหลับก็ตาม จะตื่นก็ตาม ชื่อว่า ตื่นแล้วด้วยดี

อาศัยเหตุนี้พุทธานุสติจึงเป็นคุณธรรมที่ทำให้เกิดความสุขใจแก่ผู้ปฏิบัติธรรมเป็นประการแรก ดังนั้นพระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนีจึงสนใจ และเป็นที่รู้กันทั่วไปว่า ท่านเตือนพุทธบริษัทเสมอๆ ว่าอย่าให้เป็นคนว่าง ควรมีพระพุทธคุณเป็นอารมณ์ แม้จะยังไม่บรรลุอริยผลเบื้องสูงก็ตาม แม้เมื่อละโลก ก็มีสุคติเป็นที่ไป ดังพุทธพจน์ว่า

เยเกจิ พุทฺธํ สรณํ คตา เส น เต คมิสฺสนฺติ อปายภูมึ

ปหาย มนุสฺสํ เทหํ เทวกายํ ปริปูเรสฺสนฺติ

แปลว่า ชนเหล่าใดถึงซึ่งพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ ชนเหล่านั้นแลจักไม่ไปสู่อบาย เมื่อเขาละร่างกายนี้แล้วก็จะไปเพียบพร้อมอยู่ในเทวสมาคม

สัมมา อะระหังเป็นถ้อยคำที่ศักดิ์สิทธิ์ สืบทอดกันมายาวนานเป็นพันปี ให้ไว้สำหรับผู้มีบุญ ในกาลก่อน กว่าจะได้คำนี้มาจะได้ด้วยความยากลำบาก ต้องบอกกันแบบมีพิธีการมาก เพื่อให้รู้คุณค่าของคำๆ นี้

ความหมายของคำว่า สัมมาอะระหัง

1.สัมมา อะระหัง เป็นคำสากลที่ใช้ได้กับทุกคนในโลก โดยไม่ขัดแย้งกับความเชื่อใดๆ

คำว่าสัมมา แปลว่า ถูกต้อง ดีงาม ที่ถูกที่ชอบ เช่น มีความเห็นถูก คิดถูก พูดถูก ทำถูก เป็นสิ่งที่ถูกต้องดีงาม

อะระหัง แปลว่า ห่างไกลจากสิ่งชั่วร้าย ความโลภ ความโกรธ ความหลง ความโกรธ ความโศกเศร้า ความคับแค้นใจ ความร่ำพิไรรำพัน ความอาลัย หรือห่างไกลจากบาปอกุศล

สัมมา อะระหัง จึงแปลรวมๆ ว่า ทำสิ่งที่ถูกต้องดีงาม และไกลจากสิ่งชั่วร้าย จากบาปอกุศล ความโลภ ความโกรธ ความหลง

2.สัมมา อะระหัง เป็นภาษาบาลี มีศัพท์ควบคู่กันอยู่ 2 ศัพท์คือ สัมมาคำหนึ่ง กับอะระหังคำหนึ่ง

2.1สัมมา เป็นศัพท์ที่มีความหมายสูง แปลว่า ชอบ ดีงาม ถูกต้อง ในพระพุทธคุณ 9 บท ท่านเอาศัพท์ นี้เข้าคู่กับสัมพุทโธ เป็นสัมมาสัมพุทโธ แปลว่า ผู้ตรัสรู้เองโดยชอบ นอกจากใช้ในบทพุทธคุณแล้วยังใช้ ในอริยมรรคมีองค์ 8 ด้วย โดยมีคำว่า สัมมา ควบองค์มรรค อยู่ทุกข้อเป็นสัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ เป็นต้น ทำให้ความหมายของมรรค 8 หมายถึง ถูกต้อง สิ่งที่ดีงาม ตั้งแต่เห็นถูก คิดถูก พูดถูก ทำถูก เป็นต้นเรื่อยไป

2.2ส่วนศัพท์ว่า อะระหัง เป็นพุทธคุณบทต้น แปลว่า พระพุทธองค์ทรงเป็นพระอรหันต์ เมื่อรวมเป็นสัมมาอะระหัง จึงแปลว่า พระพุทธองค์ทรงเป็นพระอรหันต์โดยชอบ

นอกจากนี้ อะระหัง ยังแปลว่าไกลจากสิ่งที่ไม่ดีทั้งหลาย หมายถึง ไกลจากกิเลส คือ กิเลสไปไกลๆ เพราะใจของเราห่างจากกิเลส ห่างจากความมืด ห่างจากความทุกข์ทรมาน ห่างจากความเลว ห่างจากสิ่งไม่ดี มีแต่ความบริสุทธิ์ล้วนๆ จึงได้ชื่อว่า อะระหัง คือ มีแต่ความบริสุทธิ์ล้วนๆ ไม่มีสิ่งที่ เป็นมลทินเข้าไปเจือปนเลยแม้แต่นิดเดียว ถ้าเป็นเพชร ก็เป็นเพชรที่ใส ไม่มีมลทิน ไม่มีขีด ไม่มีข่วน ไม่มีไฝฝ้า เป็นเพชรที่ใสทั้งเนื้อทั้งแววทั้งสี สวยงามไม่มีที่ติทีเดียว

คำว่า อะระหัง นี้ยังเป็นคำแทนของพระธรรมกาย ซึ่งเป็นผู้บริสุทธิ์หลุดพ้นจากกิเลสอาสวะทั้งหลาย เป็นผู้รู้แจ้งเพราะเห็นแจ้ง ญาณทัศนะเกิด เพราะว่ามีธรรมจักขุมองเห็นสว่างไสว เห็นถึงไหน รู้ถึงนั่น เป็นผู้ตื่นอยู่ตลอดเวลา ไม่งัวเงีย ไม่เหมือนอยู่ในโลกของความฝัน ตื่นมาสู่โลกแห่งความเป็นจริง คือรู้เรื่องความจริงทั้งหมด เห็นว่าอะไรเป็นจริง อะไรไม่จริงก็เห็นว่ามันไม่จริง อะไรจริงก็เห็นว่ามันจริง หลุดพ้นจากสิ่งเหล่านั้นจนกระทั่งใจขยายไม่มีที่สิ้นสุดที่เรียกว่าเบิกบานเหมือนอาการบานของดอกไม้

ดอกไม้ที่น้ำเลี้ยงดอกไม้มันเต็มที่ก็ขยายส่งกลิ่นหอมไปไกลทีเดียว ขยายออกไป ใจที่เบิกบาน คือใจที่หลุดจากข้อง จากที่แคบ จากภพทั้งหลาย จากสิ่งที่ทำให้อึดอัดที่ทำให้คับแคบ ให้วิตกกังวล เซ็ง เครียด เบื่อ กลุ้ม อะไรต่างๆ หลุดหมดเป็นอิสระ เป็นตัวของตัวเองอย่างแท้จริง ขยายไปไม่มีที่สิ้นสุด

สัมมา อะระหัง โดยสรุปแล้วหมายถึง การเข้าถึงสิ่งอันประเสริฐ หรือสิ่งประเสริฐสูงสุดที่มนุษย์จะพึงเข้าถึงได้ คือพระธรรมกายในตัวนั่นเอง จากที่กล่าวมาข้างต้น ทำให้เห็นว่า คำว่า สัมมา อะระหัง จึงเป็นถ้อยคำที่ถูกกลั่นกรองและคัดเลือกแล้ว เพื่อนำมาใช้เป็นคำภาวนาที่เหมาะสมที่สุดในการภาวนา

5.5 วิธีการภาวนา

1. ภาวนาที่ศูนย์กลางกาย

ให้เสียงดังออกมาจากในกลางท้อง ตรงศูนย์กลางกายที่กลางท้อง แล้วก็นึกถึงดวงใส ให้เห็นดวงใสชัดทีเดียว เสียงภาวนาดังออกมาจากตรงกลางดวงใสๆ ในท้อง จะเข้าถึงหนทางเบื้องต้นที่จะไปสู่อายตนนิพพาน เป็นดวงใสสว่างกลมรอบตัวทีเดียว ใสบริสุทธิ์ยิ่งกว่าเพชร เมื่อใจหยุดนิ่งดีแล้ว มีความละเอียดอ่อน มีความบางเบาเหมือนไม่มีมวลของเนื้อแก้วเลยทีเดียว อย่างเล็ก ขนาดดวงดาวในอากาศ อย่างกลางขนาดพระจันทร์คืนวันเพ็ญ อย่างใหญ่ก็ขนาดพระอาทิตย์ตอนเที่ยงวัน พอเราภาวนา ถูกส่วนนิ่ง พอถูกส่วนเข้าจะเห็นดวงธรรมอย่างนี้

2. ภาวนาคล้ายเสียงที่ละเอียดอ่อน

พระเดชพระคุณพระราชภาวนาวิสุทธิ์แนะนำให้ภาวนาในใจว่า สัมมา อะระหังๆ ๆ โดยให้เสียงของคำภาวนาดังออกมาจากจุดกึ่งกลางขององค์พระ ให้เสียงของคำภาวนาเป็นเสียงที่ละเอียดอ่อน คล้ายๆ กับเสียงเพลง ที่ดังก้องอยู่ในใจเรา ให้ภาวนาอย่างนี้เรื่อยๆ จนกว่าเราจะเกิดความรู้สึกว่าไม่อยากจะภาวนาอยากจะวางใจเฉยๆ ให้หยุดนิ่งอยู่ภายในกลางดวงแก้วหรือองค์พระ ถ้าเกิดความรู้สึกอย่างนี้เราก็ไม่ต้องภาวนาต่อ ให้ตรึกถึงดวงใส ใจอยู่ที่กลางดวงใส ในกรณีที่นึกดวงแก้ว องค์พระไม่ออกก็ให้ภาวนา2)

ข้อควรระวัง อย่าท่องคำภาวนาโดยใช้กำลังแต่ให้เป็นเสียงที่ละเอียดอ่อนที่ดังออกมาจากกลางดวงใสๆ คล้ายๆ เสียงสวดมนต์ในใจ ในบทที่เราคล่อง หรือเสียงเพลงที่เราชอบที่ดังในใจโดยที่ไม่ได้ตั้งใจ

3. ภาวนาเรื่อยไป

สัมมา อะระหัง ๆ ภาวนาเรื่อยไปด้วยความเคารพ ระลึกนึกถึงพระรัตนตรัย ให้นั่ง เอาใจหยุดนิ่ง ให้ใจใสบริสุทธิ์อย่างนี้เป็นวิธีการเตรียมการที่จะให้ใจบริสุทธิ์ผ่องใสเหมาะสมที่จะเป็นภาชนะรองรับบุญใหญ่ที่จะบังเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นให้ภาวนาไปเรื่อยๆ ภาวนาสัมมา อะระหัง ๆ ๆ สังเกตดูว่าดังออกมาจากในกลางท้องแล้วหรือยัง กลางเครื่องหมายที่ใส สะอาดบริสุทธิ์ ประดุจเพชรลูกที่เจียระไนแล้ว ไม่มีขีดข่วนคล้ายขนแมว โตเท่ากับแก้วตาของเรา สัมมา อะระหัง ๆ ๆภาวนาอย่างสบายๆ ไปเรื่อยๆ จะกี่สิบกี่ร้อย กี่พัน กี่หมื่น กี่แสน กี่ล้านครั้งก็ได้3)

4. การทำภาวนาเหมือนกับการขี่จักรยาน4)

เราสามารถเปรียบเทียบการทำภาวนาก็เหมือนกับการขี่จักรยาน ใหม่ๆ ก็ขี่แล้วล้ม ล้มแล้วก็จับมาขี่ใหม่ ขี่ใหม่ล้มอีก เข่าถลอกปอกเปิกมั่ง ล้มแล้วก็ลุกขึ้นมาจับจักรยานขี่ใหม่ ทำกันไปอย่างนี้เรื่อยๆ ไม่ช้าก็จะขี่จักรยานได้ ใหม่ๆ ก็นึกได้บ้าง ฟุ้งบ้าง ง่วงบ้าง เมื่อยบ้าง มืดบ้าง ก็ไม่เป็นไร ก็ทำไปเรื่อยๆ

5. สิ้นสุดการภาวนา

การทำภาวนาควรภาวนาไปจนกว่าใจจะสงบนิ่ง ไม่อยากภาวนาต่อ อยากจะทำใจให้นิ่งเฉยๆ หรือภาวนาไปจนกว่าคำภาวนา สัมมา อะระหัง จะกลืนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับดวงแก้วใสๆ ภายในกลางกาย

เมื่อคำภาวนารวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับดวงแก้วแล้วในตอนนั้น คำภาวนาหรือเสียงของคำภาวนานั้นจะเลือนหายไปเอง เหมือนเราลืมภาวนา แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่ลืมภาวนา แต่ว่ามันเลือนไปเพราะคำภาวนากลืนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับดวงธรรมใสๆ สิ่งที่ปรากฏเกิดขึ้นคือ เห็นดวงใสขึ้นมาแทน ชัดเจนแจ่มใสโดยไม่มีคำภาวนา

ถ้าภาวนาถึงระดับนี้ใช้ได้แล้ว แต่ถ้าภาวนาไปเรื่อยๆ แล้วยังมีความคิดอื่นผ่านเข้ามา เดี๋ยวเห็นดวง เดี๋ยวดวงหาย อะไรต่างๆ เหล่านี้ต้องภาวนาต่อไป

5.6 อานิสงส์ของการภาวนา

การภาวนาเพื่อให้ใจเป็นสมาธินี้มีอานิสงส์มาก มีตัวอย่างเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับโยมลุงของพระราชภาวนาวิสุทธิ์ ท่านได้เล่าให้พระราชภาวนาวิสุทธิ์ฟังว่า ท่านเคยป่วยอยู่ ป่วยปวดท้องมาก ไม่ทราบว่าเป็นอะไร เมื่อไปเอ็กซ์เรย์หมอก็พบว่ามีนิ่วอยู่ในถุงน้ำดีต้องผ่าตัด ท่านก็เข้าโรงพยาบาล แล้วก็เตรียมตัวผ่าตัด เนื่องจากท่านอายุมากก็ไปอยู่ก่อนล่วงหน้า 2-3 วัน วันทั้งวันท่านไม่ได้ทำอย่างอื่นเลย ท่านไม่ได้คิดว่าให้มันหายหรือให้มันไม่หาย หรือกังวลว่ามันจะหายไหม จะหายได้ด้วยวิธีใด ท่านไม่ได้คิด เรื่องลูกเรื่องหลานก็ไม่คิดเพราะคิดไปก็ไม่ช่วยอะไร พลอยเป็นทุกข์ไปด้วย สู้ทำสมาธิดีกว่า ระหว่าง ที่นอนรอคอยเตรียมการผ่าตัด

ท่านก็ภาวนา สัมมา อะระหัง นึกถึงหลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ และก็นึกถึงพระหลานชาย เพราะความที่คุ้นเคยกับพระหลานชายก็นึกง่าย หลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ท่านมาไม่ทันเห็น เห็นแต่ในรูป แต่ก็มีความเคารพในองค์ท่านอย่างมาก แล้วก็ภาวนา สัมมา อะระหัง อย่างนั้นไปเรื่อยๆ ไม่ได้คิดอะไร คิดแต่จะภาวนาเพราะว่ายังไงก็ต้องผ่าตัดอยู่แล้วก็ไม่คิดอะไร สัมมา อะระหัง ๆ ไปเรื่อยๆ อย่างสบายๆ ใจ กระทั่งวันรุ่งขึ้นจะต้องผ่าตัด

ตอนที่เข้าห้องน้ำ ท่านบอกว่าพอถ่ายออกมาได้ยินเสียงดังแก๊ง ไม่ทราบอะไร เอามือคว้าไม่ทัน แต่ว่าอาการที่ปวดท้องนั้นมันหายไป แต่ท่านก็ยังไม่ทราบว่าเป็นอะไร มีความรู้สึก เอ๊ะ! เราหายปวดท้อง เมื่อขึ้นไปนอนอยู่บนเตียงผ่าตัด ก่อนผ่าตัดท่านได้บอกกับคุณหมอว่า คุณหมอครับ ขอผมพูดอะไรหน่อยได้ไหม คุณหมอท่านก็เข้าใจว่าคงจะนึกว่าจะสั่งอะไรถึงลูกถึงหลาน ท่านพูดว่า คุณหมอ ครับผมขอพูดอะไรหน่อยได้ไหม คุณหมอบอกว่าได้ ผมมีความรู้สึกว่าผมหายแล้วนะ ว่าไอ้นิ่วในถุงน้ำดีมันหลุดตอนที่ผมเข้าห้องส้วม แต่ผมคว้าไม่ทันเลยไม่มีพยานมาให้หมอดู คุณหมอครับ ผมว่าหายแล้ว เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ช่วยเอาผมไปเอ็กซ์เรย์อีกครั้งเถอะก่อนผ่าตัด

หมอก็เลยเอาไปเอ็กซ์เรย์แล้วก็ขำๆ ด้วย ขำคนป่วย คือขำโยมลุงของหลวงพ่อ เมื่อไปเอ็กซ์เรย์ดู ปรากฏว่า นิ่วมันไม่มี มันหายไป หมอก็ถามว่า ลุงใช้คาถาอะไรทำไมมันหายไป มันจะเป็นไปได้อย่างไร มันคนละทางกัน นิ่วมันอยู่ในถุงน้ำดี ไอ้ที่ขับถ่ายมันลำไส้นะ มันคนละทางกันนะ มันมามันไปยังไง ลุงใช้คาถา อะไรหรือลุง ทำยังไง ลุงก็ตอบว่า ผมก็ไม่ได้ทำอะไร ผมนอนอยู่เพื่อเตรียมการผ่าตัดอยู่ว่างๆ ผมก็นึกภาวนา สัมมา อะระหัง อย่างเดียวเท่านั้น ก็นึกถึงหลวงพ่อวัดปากน้ำฯ กับพระหลานชาย ก็เห็น เห็นเหมือนฝัน แต่ไม่ได้ฝัน ว่ามายืนบนหัวเตียงนอน แล้วหลวงพ่อวัดปากน้ำก็เอามือลูบศีรษะผม ท่านลูบศีรษะบอกว่าหาย ทำให้ผมมีกำลังใจ บอกว่าผ่าตัดนี้หมอคงเอาออกได้ ผมก็คิดแค่นั้นว่า สัมมา อะระหัง และมันก็เป็นอย่างนี้ ผมก็อธิบายไม่ได้เพราะมันคนละทางกัน คือจากถุงน้ำดีไปออกลำไส้ ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าเป็นไปได้อย่างไร แต่เอาเป็นว่าผมหายแล้ว ขอบพระคุณคุณหมอที่กรุณาที่จะเตรียมการต่างๆ

แต่ผมขอร้องอย่างเดียวนะหมอ อย่าไปบอกใครได้ไหม ว่าผมทำด้วยวิธีการ สัมมา อะระหัง เพราะเค้าจะหาว่ามีอภินิหารอะไร มาพูดอย่างนี้ เดี๋ยวผมก็ไม่ค่อยสบายใจ เอาแต่เพียงว่าตอนนี้ผมหายก็แล้วกันด้วยวิธีการอย่างนี้

โยมลุงท่านนี้ เล่าให้ฟังด้วยน้ำตาที่มีความปีติ นึกทีไรก็ปีติ แล้วก็อัศจรรย์ใจ ในคำภาวนาสัมมา อะระหังกับบารมีหลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ และท่านมีความคิดว่า ถ้าเรามีความชื่อมั่นในสิ่งที่ดีงาม สิ่งที่เหนือธรรมชาติ เหมือนกฎเกณฑ์ที่ใครๆ คาดไม่ถึงก็จะต้องเกิดขึ้น อย่างที่ได้เกิดขึ้นกับตัวท่านเองมาแล้ว

เราจะเห็นแล้วว่า คำว่าสัมมา อะระหังนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก เป็นเรื่องสำคัญ และมีอานิสงส์มากจึงขอแนะนำนักปฏิบัติสมาธิให้ภาวนาตามที่คุณลุงท่านได้ใช้ภาวนา

1) อุบาสิกาถวิล (บุญทรง) วัติรางกูล, เราคือใคร, กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์กรุงเทพฯ, 2530, หน้า 223.
2) , 3) พระราชภาวนาวิสุทธิ์, พระธรรมเทศนา, 7 กันยายน 2540.
4) พระราชภาวนาวิสุทธิ์, พระธรรมเทศนา, 3 ธันวาคม 2538.
md102/5.txt · แก้ไขครั้งล่าสุด: 2015/03/15 16:55 (แก้ไขภายนอก)
 
เว้นแต่จะได้แจ้งไว้เป็นอื่นใด เนื้อหาบนวิกินี้ถูกกำหนดสิทธิ์ไว้ภายใต้สัญญาอนุญาติต่อไปนี้: CC Attribution-Noncommercial 3.0 Unported
Recent changes RSS feed Donate Powered by PHP Valid XHTML 1.0 Valid CSS Driven by DokuWiki