บทที่ 4 นิมิตและการนึกนิมิต

เนื้อหา บทที่ 4 นิมิตและการนึกนิมิต

  • 4.1 ความหมายของนิมิต
  • 4.2 ประเภทนิมิต
  • 4.3 นิมิตที่ไม่ควรนึกถึง
  • 4.4 นิมิตที่แนะนำให้ใช้
  • 4.5 วิธีการนึกนิมิต
  • 4.6 สาเหตุที่นึกนิมิตไม่ออก และวิธีแก้ไข

แนวคิด

1.นิมิตเป็นเครื่องหมายกำหนดใจ ให้มีที่เกาะที่ยึดเป็นตัวนำทางให้เข้าถึงธรรม นิมิตทั้งในแง่ปริยัติและปฏิบัติมี 3 ประการคือ บริกรรมนิมิต อุคคหนิมิตและปฏิภาคนิมิต

2.นิมิตบางอย่างที่เป็นเหตุให้เกิดราคะ โทสะ และโมหะเป็นนิมิตที่ผู้ปฏิบัติไม่ควรนึกถึง

3.วิธีการในการนึกนิมิต คือการนึกนิมิตอย่างเบาๆ สบายๆ และต่อเนื่อง ซึ่งบางคนอาจจะนึก นิมิตไม่ได้ นั่นก็เพราะทำผิดวิธี ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นจะต้องแก้ไข

วัตถุประสงค์

1.เพื่อให้ผู้ศึกษามีความรู้และเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องนิมิตได้อย่างถูกต้อง

2.เพื่อให้ผู้ศึกษารู้ลักษณะและเทคนิคในการนึกนิมิตในการปฏิบัติสมาธิ

3.เพื่อให้ผู้ศึกษาสามารถตรวจสอบนิมิตที่เกิดขึ้นกับหลักวิชาได้อย่างถูกต้อง

ในขณะฝึกปฏิบัติสมาธิ หลายท่านมักจะพบกับสภาวะที่ใจซัดส่ายไปมา บางครั้งก็มีความคิด ที่ปรากฏเป็นภาพของคน สัตว์ สิ่งของ ที่เราเข้าไปเกี่ยวข้อง พบเห็นหรือเคยเจอมา บางครั้งก็อาจปรากฏ เป็นเสียงของคน สัตว์ สิ่งของ เป็นต้น สำหรับผู้ฝึกปฏิบัติใหม่จึงรู้สึกว่าเป็นการยากในการที่จะทำให้ ใจของเราสงบหยุดนิ่ง ดังนั้นในการฝึกปฏิบัติสมาธิเพื่อให้เข้าถึงพระธรรมกายพระเดชพระคุณพระมงคล-เทพมุนีได้แนะนำให้ใช้การนึกนิมิต ซึ่งเป็นสิ่งที่ช่วยทำให้ใจของเราสงบ และเกิดเป็นสมาธิได้ง่าย ดังนั้นเราจึงควรจะได้เรียนรู้เรื่องเกี่ยวกับนิมิต และการนึกนิมิตเพื่อให้สามารถนำไปฝึกปฏิบัติในขณะทำ สมาธิได้

4.1 ความหมายของนิมิต

นิมิต คือเครื่องหมายสำหรับให้จิตกำหนด ประโยชน์ของนิมิตมีไว้เพื่อเป็นที่ยึดที่เกาะของใจเช่นเดียวกับคำภาวนา ทำให้ใจไม่ซัดส่ายไปที่อื่น จะได้หยุดนิ่งอยู่ภายใน นิมิตจึงเปรียบประดุจเป็นยานพาหนะที่จะดึงใจของเราให้หลุดพ้นจากความวุ่นวายในชีวิตประจำวัน แล้วนำไปสู่เป้าหมายคือ เข้าถึงปฐมมรรคภายในซึ่งเป็นดวงธรรมเบื้องต้น

4.2 ประเภทของนิมิต

นิมิตแบ่งเป็น 3 ประเภท คือ

1.บริกรรมนิมิต คือ นิมิตขั้นเตรียมหรือเริ่มต้น ได้แก่ สิ่งใดก็ตามที่กำหนดเป็นอารมณ์์ ในการเจริญสมาธิ เช่น ดวงกสิณที่เพ่งดู ลมหายใจที่กำหนด หรือพุทธคุณที่กำหนดนึกเป็นอารมณ์ว่า อยู่ในใจ เป็นต้น

2.อุคคหนิมิต คือ นิมิตที่ใจเรียนหรือนิมิตติดตา ได้แก่ บริกรรมนิมิตที่เพ่งหรือกำหนด จนเห็น แม่นยำกลายเป็นภาพติดตาติดใจ เช่น ดวงกสิณที่เพ่งจนติดตาหลับตามองเห็น เป็นต้น ภาพที่เห็นอย่างไร นิมิตจะมีสภาพอย่างนั้น

3.ปฏิภาคนิมิต คือ นิมิตเสมือนนิมิตคู่เปรียบ หรือนิมิตเทียบเคียง ได้แก่ นิมิตที่เป็นภาพเหมือน ของอุคคหนิมิต แต่ติดลึกเข้าไปอีก จนเป็นภาพที่สามารถนึกขยายหรือย่อส่วนได้ตามปรารถนา นิมิตจะมีลักษณะที่เปลี่ยนจากของมีสีกลายเป็นของที่มีลักษณะใส

คำอธิบายนิมิตในแง่ของการปฏิบัติ

1.บริกรรมนิมิต1) คือสิ่งที่เราสร้างขึ้น วาดมโนภาพขึ้นมา อย่างเช่นนึกถึงดวงแก้ว เราก็วาดมโนภาพ เป็นดวงกลมๆ ใสบริสุทธิ์ นี่ถ้านึกถึงพระแก้วในขั้นของบริกรรมนิมิต ก็เห็นลัวๆ ลางๆ เป็นเค้าเป็นโครง รูปร่างของท่านไม่ชัดเจนเท่าไร แต่ถ้าหากเราประคองไปเรื่อยๆ อย่างสบายใจ ภาวนาสัมมาอะระหังไปด้วย นึกถึงบริกรรมนิมิตไปด้วย ไม่ช้าบริกรรมนิมิตนั้นจะชัดเจนขึ้น ชัดในขั้นของอุคคหนิมิต

2.อุคคหนิมิต คือนิมิตที่เราจำลองจากข้างนอกเข้าไปสู่ข้างในลักษณะดวงแก้วข้างนอกเป็นอย่างไร ลักษณะดวงแก้วภายใน ในขั้นของอุคคหนิมิตก็จะเป็นอย่างนั้น คือชัดเจนได้ 100 เปอร์เซ็นต์เหมือนลืมตาเห็น ในขั้นที่ชัดเจนเหมือนลืมตาเห็น เรียกว่า อุคคหนิมิต

3.ปฏิภาคนิมิต พอถึงขั้นนี้ นิมิตจะขยายใหญ่ขึ้น แล้วนึกให้เล็กลง ก็เล็กได้ นึกขยายก็ขยายได้ เกิดขึ้นเมื่อใจหยุดนิ่งแน่น ร่างกายเหมือนถูกตรึงติดไว้กับพื้น ไม่ขยับเขยื้อน ใจไม่ซัดส่ายไปคิดเรื่องราวต่างๆ ตรึกติดกับภาพนิมิตนั้น จะเป็นดวงแก้วก็ตามหรือองค์พระก็ตามตรึงติดแน่นเลย สมาธิระดับนี้ ถ้านึกนิมิตเป็นดวงแก้วก็จะใส สว่าง มีแสงออก มีรัศมีออกมา สว่างเจิดจ้า นุ่มนวลฟ่องเบาเหมือนฟองสบู่อย่างนั้น ถ้าเป็นองค์พระก็จะสุกใส ใสยิ่งกว่าเพชร สว่างจนกระทั่งเท่าดวงอาทิตย์ตอนเที่ยงวันหรือยิ่งกว่านั้น

ในขั้นของบริกรรมนิมิตนั้นยังฝืนอยู่2) พอถึงขั้นอุคคหนิมิตจะไม่ฝืน จะเริ่มชอบ พอขั้นปฏิภาคนิมิต จะมีความสนุก มีความเพลิน ใจก็เป็นหนึ่งที่เรียกว่า เอกัคคตา ไม่ซัดส่ายไปที่อื่น ไม่มีความคิดอื่นผ่านเข้ามาในใจ จะมีแต่นิมิตที่สุกใสสว่าง มีชีวิตขึ้นมาทันที

4.3 นิมิตที่ไม่ควรนึกถึง

นิมิตที่ไม่ควรนึกถึงคือสิ่งที่เรานึกถึงแล้วทำให้ใจของเราไม่สงบ และทำให้ใจเลื่อนลอยออกจากศูนย์กลางกายฐานที่ 7 ถือเป็นนิมิตเลื่อนลอยไม่ใช่ของจริง เราสามารถแบ่งนิมิตเหล่านั้นออกง่ายๆ ได้ 3 ประเภทคือ

1.ภาพที่เกี่ยวกับกาม นึกแล้วทำให้ใจเกิดความกำหนัดยินดี อย่างเช่นการที่บางคนนึกถึงแฟนสาว หรือภาพอนาจารต่างๆ

2.ภาพที่เกี่ยวกับพยาบาท นึกแล้วทำให้ใจเกิดโทสะ ความโกรธหรือทำให้เกิดความแค้นเคือง อย่างเช่น ภาพคนที่เป็นคู่เวรคู่อาฆาตกัน ภาพสิ่งของที่เราไม่ชอบ

3.ภาพเกี่ยวกับการเบียดเบียน ที่นึกขึ้นแล้วทำให้เราเกิดอารมณ์ในทางเบียดเบียนให้ผู้อื่นและตนเองเดือดร้อน เช่น นึกถึงภาพสงคราม การฆ่าฟันกัน การตีรันฟันแทง เป็นต้น

สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ไม่ควรนึกถึงเพราะทำให้ใจของผู้ปฏิบัติฟุ้งซ่านไม่เป็นทางมาแห่งความสงบใจได้ จึงไม่ควรนึกถึง

4.4 นิมิตที่แนะนำให้ใช้

ในแง่ของการปฏิบัติ พระเดชพระคุณพระราชภาวนาวิสุทธิ์ ท่านแนะนำว่า ให้เรานึกถึงอะไรก็ได้ ที่ทำให้ใจของเราสงบขึ้น โดยท่านแนะนำให้นึกนิมิต เช่น ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ หรือหยดน้ำใส บนปลายยอดหญ้า หยดน้ำใสบนใบบัว ฟองสบู่ หรือนิมิตที่ผู้ปฏิบัติชอบ ซึ่งสามารถนำใจให้หยุดนิ่งได้ เช่น แตงโม ส้ม บาตรพระ ทุเรียน ซาลาเปา เป็นต้น

สำหรับนิมิตที่นิยมให้นึกกัน ซึ่งสืบมาตั้งแต่ครั้งสมัยพระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนี (สด จันทสโร) ท่านแนะให้ใช้นิมิตที่เป็นนิมิตแสงสว่าง เรียกว่า อาโลกกสิณ ซึ่งนิมิตที่นำมาใช้เป็นหลักในการทำสมาธิมี 2 อย่าง คือ ดวงแก้วใส และองค์พระใส

สาเหตุที่แนะนำให้ใช้นิมิตเช่นนี้ มีผู้อธิบายไว้ว่า3)

1.การวางดวงแก้วไว้ที่ศูนย์กลางกายตลอดวัน ทำให้ใจของเราอยู่ที่ศูนย์กลางกายได้ง่ายขึ้น

2.จะทำให้ใจเป็นบวกหรืออย่างน้อยที่สุดเป็นกลางๆ คือ ช่วยให้จิตเป็นกุศล

3.ดวงแก้วเป็นของที่ใส สะอาด และบริสุทธิ์ คล้ายคลึงกับสภาวะใจที่รวมเป็นหนึ่ง คือ สภาวะของดวงธรรมภายใน ดวงแก้วจะนำใจของเราให้สะอาดและบริสุทธิ์ และจะนำไปสู่การประสบ ความสำเร็จในการปฏิบัติธรรม อีกทั้งจะเป็นการลัดขั้นตอน ช่วยย่นระยะเวลาการเปลี่ยนแปลงของภาพที่เห็น (บริกรรมนิมิต) เนื่องจากนิมิตทุกชนิด เมื่อได้ทำภาวนาไประยะหนึ่ง จิตเกิดความสงบนิ่งดีแล้ว นิมิตทุกชนิด จะเปลี่ยนเป็นของใส เปลี่ยนเป็นแก้ว เพื่อย่นระยะเวลาการเปลี่ยนของภาพ ไม่ต้องรอให้มาถึงจุดนี้ การนึกถึงสิ่งที่มีความใกล้เคียงกัน จะช่วยลดระยะเวลาการปฏิบัติลงได้

4.สำหรับองค์พระแก้วใสก็คล้ายคลึงกับสภาวธรรมภายใน เมื่อใจละเอียดไปตามลำดับ จนกระทั่งเข้าถึงพระธรรมกาย องค์พระแก้วใสจึงเป็นตัวแทนนิมิตที่ทำให้ใจสามารถเข้าไปสู่จุดที่ใจหยุดนิ่ง จนกระทั่งเข้าถึงพระธรรมกาย

ในกรณีที่ยังนึกองค์พระให้ใสไม่ได้ พระเดชพระคุณพระราชภาวนาวิสุทธิ์ ท่านแนะนำให้นึกองค์พระที่เป็นวัสดุอื่นก็ได้ เช่น โลหะ อิฐ หิน และแนะนำวิธีการนึกองค์พระว่าให้นึกเหมือนเรามองจากด้านบน ลงไปด้านล่าง จากเศียรของท่านลงไปที่หน้าตา แขน ตัก และขา จากการศึกษาคำสอนของครูบาอาจารย์ เราสามารถจะสรุปออกมาได้อย่างนี้ว่า การนึกนิมิต สามารถแบ่งการนึกได้ตามลักษณะดังต่อไปนี้ คือ

1.สัณฐานหรือรูปร่างของนิมิต จะเป็นรูปร่างอย่างไรก็ได้ขอเพียงเป็นสิ่งที่สามารถทำให้ใจ ของเราสบายและสงบ แต่ที่ท่านแนะนำก็คือ เป็นองค์พระ หรือดวงแก้ว

2.สีสันของนิมิตจะเป็นสีอะไรก็ได้ เช่น สีแดง สีเหลือง สีเขียว แต่ที่แนะนำให้ใช้ก็คือ สีใส

3.ขนาดของนิมิตจะเล็กหรือใหญ่ก็ได้ แล้วแต่ความชอบใจของคนนึก อาจนึกให้ครอบตัว หรือมีขนาดเล็กเท่าดวงดาวในอากาศก็ได้

4.ตำแหน่งของการนึก ให้วางนิมิตไว้ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ 7 เหนือสะดือ 2 นิ้วมือเราจะเห็นว่าข้อจำกัดของการนึกมีน้อยมาก แล้วแต่ความพอใจของคนปฏิบัติธรรม ขอเพียงให้นึกถึงสิ่งนั้นให้ได้ต่อเนื่องเป็นลำดับไป

4.5 วิธีการนึกนิมิต

การกำหนดนึกนิมิตตามที่ได้รวบรวมมาจากคำสอนของพระเดชพระคุณพระราชภาวนาวิสุทธิ์ มีแนวทางในการปฏิบัติดังต่อไปนี้

1.นึกกำหนดนิมิต เป็น”ดวงแก้วกลมใส” ขนาดเท่าแก้วตาดำ ใสสนิท ปราศจากรอยขีดข่วน หรือ รอยตำหนิใดๆ ขาวใส เย็นตาเย็นใจ ดังประกายของดวงดาว ดวงแก้วกลมใสนี้เรียกว่า บริกรรมนิมิต นึกสบายๆ นึกเหมือนดวงแก้วนั้นมานิ่งสนิทอยู่ ณ ศูนย์กลางกายฐานที่ 7 นึกไปภาวนาไปอย่างนุ่มนวลเป็นพุทธานุสติว่า “ สัมมา อะระหัง” หรือค่อยๆ น้อมนึกถึงดวงแก้วกลมใส ค่อยๆ เคลื่อนเข้าสู่ศูนย์กลางกายตามแนวฐาน โดยเริ่มต้นตั้งแต่ฐานที่หนึ่งเป็นต้นไป น้อมด้วยการนึกอย่างสบายๆ ใจเย็นๆ ไปพร้อมๆ กับคำภาวนา

การนึกจะต่างจากการคิด เพราะการนึกคือการเริ่มต้นอย่างเบาๆ สบายๆ เพลินๆ ไม่มีการเร่งการลุ้น แต่การคิดจะเป็นการนึกที่หนักกว่าและมีขั้นตอน

เมื่อนิมิตดวงใสและกลมสนิทปรากฏแล้ว ณ ศูนย์กลางกาย ให้วางอารมณ์สบายๆ กับนิมิตนั้น จนเหมือนกับว่า นิมิตเป็นส่วนหนึ่งของอารมณ์ หากดวงนิมิตนั้นอันตรธานหายไป ก็ไม่ต้องนึกเสียดาย ให้วางอารมณ์สบายๆ แล้วนึกนิมิตนั้นขึ้นมาใหม่แทนดวงเก่า หรือเมื่อนิมิตนั้นไปปรากฏที่อื่น ที่มิใช่่ศูนย์กลางกาย ให้ค่อยๆ น้อมนิมิตเข้ามาอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่มีการบังคับ และเมื่อนิมิตมาหยุดสนิท ณ ศูนย์กลางกาย ให้วางสติลงไปยังจุดศูนย์กลางของดวงนิมิต ด้วยความรู้สึกคล้ายมีดวงดาวดวงเล็กๆ อีกดวงหนึ่งซ้อนอยู่ตรงกลางดวงนิมิตดวงเดิม แล้วสนใจเอาใจใส่แต่ดวงเล็กๆ ตรงกลางนั้นไปเรื่อยๆ ใจจะปรับจนหยุดได้ถูกส่วน แล้วจากนั้นทุกอย่างจะค่อยๆ ปรากฏให้เห็นได้ด้วยตนเองเป็นภาวะของดวงกลม ที่ทั้งใสทั้งสว่างผุดซ้อนขึ้นมาจากกึ่งกลางดวงนิมิต ตรงที่เราเอาใจใส่อย่างสม่ำเสมอ

2.เทคนิคการนึกนิมิต พระเดชพระคุณพระราชภาวนาวิสุทธิ์ ได้กล่าวเอาไว้ว่า การเห็นเริ่มจาก การนึกก่อน ถ้านึกได้ก็เห็นได้ สิ่งที่เราเห็นได้แล้วเราก็เอามานึกได้4)

3.นึกนิมิตดวงแก้ว ก็นึกแบบนึกดอกกุหลาบ ดอกบัว นึกถึงบ้านที่เราอยู่ คือ อย่าให้มีลีลาหรือมีพิธีรีตองมากมาย การนึกก็นึกอย่างสบายๆ นึกเห็นก็เห็น เพราะใจเป็นธาตุสำเร็จอยู่แล้ว ให้มีความมั่นใจ ความมั่นใจเท่านั้น ที่จะสร้างความมั่นใจต่อๆ ไป

4.ถ้าใจยังไม่พร้อมที่จะนึก อย่าเพิ่งนึก ให้วางใจเฉยๆ จงคอยด้วยใจที่เยือกเย็น วางใจในที่สบายๆ การวางใจเฉยๆ ไม่ใช่ทำให้ช้าหรือเสียเวลา เพราะใจเฉยเป็นใจที่ใกล้กับใจละเอียดแล้ว

5.การนึกให้นึกอย่างธรรมดาๆ ดูธรรมดาเหมือนดูทิวทัศน์ ดูต้นไม้ ภูเขา น้ำตก คลื่นซัดฝั่ง ดวงอาทิตย์ ดวงดาว น้ำค้างที่ปลายยอดหญ้า นึกเหมือนนึกถึงสิ่งที่เราคุ้นเคย อันไหนคุ้นเคยมากก็นึกได้ง่าย อันไหนคุ้นเคยน้อยก็นึกได้ยากหน่อย มันเป็นธรรมดาของสิ่งที่ผ่านเข้ามาในสายตาของเรา อันไหนผ่านมาบ่อย เห็นเจนตาก็นึกง่าย อันไหนผ่านมาน้อย ก็นึกยากหน่อย อย่างไรก็ตามให้นึกอย่าง ธรรมดาๆ สบายๆ

6.ตรึกไปเรื่อยๆ อย่ายอมแพ้ ค่อยๆ ตรึก ค่อยๆ นึก ค่อยๆ คิด ให้ใจของเราคุ้นอยู่กับศูนย์กลางกาย ถ้าหากรู้สึกว่าศูนย์กลางกายเล็กเกินไป ก็นึกให้โตขึ้นมา องค์พระเล็กก็นึกให้องค์พระใหญ่ ตอนที่เราสามารถจินตนาการให้ดวงนั้นชัดใส นึกได้ โตได้ ขยายได้ เล็กได้แสดงว่าใจเราเริ่มละเอียด รักษาสภาพตรงนี้ให้ต่อเนื่อง ประคองภาพที่เห็นทั้งหลับตาลืมตา ประคองไปเรื่อยๆ จนกระทั่งใจกำลังจะ หยุดนิ่งสนิท 100 เปอร์เซ็นต์ มันกึ้กเลย ตอนนี้ทิ้งร่างกายเหมือนไม่มีตัวเลย ตอนนี้เรากับสิ่งนั้นก็เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ชัดใสแจ๋ว

7.ให้นึกอย่างต่อเนื่องคล้ายๆ กับเรานึกถึงของที่เรารักคนที่เรารู้จักเช่น เราชอบแหวนวงหนึ่ง หัวแหวนมีเพชรที่ใสบริสุทธิ์ เราได้มาเราก็เพลิดเพลินในการนึก นึกแล้วอิ่มใจ ปีติใจ เบิกบานใจ หรือ เหมือนชายหนุ่มคิดถึงหญิงสาวหรือหญิงสาวคิดถึงชายหนุ่ม คือนึกถึงทั้งวันทั้งคืน การนึกดวงแก้ว ก็ให้มีความเพลินอย่างนั้น ไม่ต้องมีความรู้สึกว่าเราถูกบังคับให้ภาวนา ถูกบังคับให้นึกนิมิต

8.หากนิมิตอยู่ข้างหน้า และหากใจสบายกับนิมิตที่อยู่ตรงหน้านั้น เราก็เอาใจไว้ตรงนิมิตนั้นไปก่อน แต่เรารู้เป้าหมายแล้วว่า ต้องมาอยู่ที่ฐานที่ 7

9.การเห็นของละเอียดจะต้องค่อยเป็นค่อยไป ค่อยๆ เห็นค่อยๆ ชัด จากกลางจะค่อยๆ ชัดขึ้น จากมืดมิดมามืดมัว เห็นสลัวๆ เห็นเหมือนฟ้าสางๆ แล้วก็เห็นเหมือนลืมตาเห็น จนเรากับสิ่งที่เห็นเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน นี่คือหยุดอย่างสมบูรณ์ 100 เปอร์เซ็นต์

10.วิธีรักษานิมิตให้ดูเฉยๆ แม้หายก็ช่าง5)

4.6 สาเหตุที่นึกนิมิตไม่ออก และวิธีแก้ไข

ในการนึกนิมิต มีนักปฏิบัติธรรมหลายท่านนึกนิมิตไม่ออก ทั้งนี้ก็เพราะ

1.ไม่คุ้นในการนึกถึงนิมิต เช่น ไม่คุ้นกับการนึกองค์พระ หรือดวงแก้ว

2.ไม่เข้าใจคำว่า นึกอย่างสบาย ทำให้ไปเพ่ง คือ กดลูกนัยน์ตาลงไปดู

3.อารมณ์หยาบ เพราะมีความคิดคั่งค้างอยู่ในใจ

ดังนั้น หากเกิดอาการนึกนิมิตไม่ออก ให้ผู้ปฏิบัติแก้ไขด้วยวิธีการดังต่อไปนี้

วิธีแก้ไข 1.ถ้าไม่คุ้นกับการนึกภาพองค์พระ หรือดวงแก้ว ก็ให้วางใจนิ่งๆ เฉยๆ สบายๆ

2.ถ้ากดลูกนัยน์ตาดู ให้หยุดการนึกเสียแล้ว ปรับไม่ให้ใช้นัยน์ตาในการนึก หรืออาจเปลี่ยนมาใช้ การวางใจเฉยๆ แทนไปก่อน

3.ถ้าอารมณ์ยังหยาบให้ทำใจเฉยๆ ไปก่อนยังไม่ต้องนึกนิมิต หรืออาจเปลี่ยนไปทำกิจกรรมอย่างอื่นที่ทำให้ใจละเอียดขึ้นก่อน เช่น ร้อยมาลัย ปัดกวาด เช็ดถูทำความสะอาดข้าวของในบ้าน เป็นต้น

1) พระราชภาวนาวิสุทธิ์, พระธรรมเทศนา, 21 กุมภาพันธ์ 2531.
2) พระราชภาวนาวิสุทธิ์, พระธรรมเทศนา, 20 มิถุนายน 2531.
3) Dhammakaya Foundation, Meditator 's Handbook, Bankkok : Sukhumvit Printing Co., Ltd., Thailand, p” 69.
4) , 5) พระราชภาวนาวิสุทธิ์, พระธรรมเทศนา, วันที่ 19 มีนาคม 2536.
md102/4.txt · แก้ไขครั้งล่าสุด: 2015/03/15 16:55 (แก้ไขภายนอก)
 
เว้นแต่จะได้แจ้งไว้เป็นอื่นใด เนื้อหาบนวิกินี้ถูกกำหนดสิทธิ์ไว้ภายใต้สัญญาอนุญาติต่อไปนี้: CC Attribution-Noncommercial 3.0 Unported
Recent changes RSS feed Donate Powered by PHP Valid XHTML 1.0 Valid CSS Driven by DokuWiki