บทที่ 3 การปรับใจ

  • 3.1 ความหมายของการปรับใจ
  • 3.2 ความสำคัญของการปรับใจ
  • 3.3 ประเภทของการปรับใจ
  • 3.4 วิธีการปรับใจ
  • 3.5การปรับใจตามแนวทางของคุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง

แนวคิด

1.การปรับใจ จะทำให้ผู้ปฏิบัติสมาธิมีสภาพใจที่พร้อมต่อการเข้าถึงสมาธิ คือ ทำให้ใจชุ่มชื่น เบิกบาน สะอาด บริสุทธิ์ ผ่องใส

2.วิธีการปรับใจมี 2 วิธี คือ ในการดำรงชีวิตประจำวันและในขณะทำสมาธิ

3.วิธีการปรับใจในชีวิตประจำวัน มีวิธีปฏิบัติด้วยการหัดมองโลกตามความเป็นจริง มองทุกคนเป็นเพื่อนร่วมโลก มองโลกให้ว่างเปล่า คิด พูด ทำ ในเรื่องละเอียด เลือกคิดและมองแต่สิ่งที่ดี ส่วนวิธีการปรับใจในขณะทำสมาธิ มีหลายวิธีที่เลือกใช้ได้ เช่น ทำใจให้นิ่งๆ ว่างๆ ไม่คิดอะไร นึกถึงธรรมชาติ แผ่เมตตา พิจารณาไตรลักษณ์ นึกคิดในเรื่องที่ทำให้ใจสบาย เป็นต้น นอกจากนี้ในการปรับใจยังมีตัวอย่างการปรับใจของคุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ผู้ซึ่งเป็นนักปฏิบัติธรรมที่มีผลการปฏิบัติดีเยี่ยม

วัตถุประสงค์

1.เพื่อให้ผู้ศึกษาเข้าใจและเห็นความสำคัญในเรื่องการปรับใจ

2.เพื่อให้ผู้ศึกษามีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องวิธีการปรับใจ

3.เพื่อให้ผู้ศึกษาสามารถนำการปรับใจมาใช้ในการปฏิบัติสมาธิ และในชีวิตประจำวัน

ใจ ถือเป็นส่วนสำคัญที่สุดของชีวิต ดังที่มีคำพังเพยกล่าวไว้ว่า “ ใจเป็นนาย กายเป็นบ่าว” เพราะใจเป็นตัวควบคุมความคิด คำพูด และการกระทำของมนุษย์ทุกคน การฝึกสมาธินั้นเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับเรื่องของการฝึกใจ ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าในการฝึกใจนั้นไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่าย เนื่องจากสภาพใจของมนุษย์มีปกติซัดส่ายไปมา เปรียบเสมือนลิงที่คอยกระโดดเกาะกิ่งไม้ กิ่งโน้นกิ่งนี้อยู่เรื่อยไปไม่มีหยุด การจะฝึกใจ ด้วยการทำใจให้สงบนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องเรียนรู้วิธีการในการฝึกใจหรือปรับใจของเราให้ค่อยๆ หยุด ค่อยๆ นิ่ง เสมือนกับการทำให้รถที่วิ่งมาด้วยความเร็วสูง เราจะต้องค่อยๆ แตะเบรกรถ ให้ความเร็วของรถค่อยๆ ลดลง แล้วรถจึงจะหยุด หรือเสมือนกับการหาอุบายค่อยๆ ต้อนลิง และจับลิงให้หยุดนิ่งอยู่กับที่ ดังนั้นเราควรจะได้ศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับการปรับใจให้เหมาะสมแก่การฝึกสมาธิกัน

3.1 ความหมายของการปรับใจ

การปรับใจ หมายถึง การเปลี่ยนแปลงสภาวะของใจให้เหมาะสมต่อสภาวะความเป็นสมาธิ นั่นคือ การเปลี่ยนแปลงใจให้มีสภาวะเบิกบาน แช่มชื่น สะอาด บริสุทธิ์ ผ่องใส เป็นใจที่สบาย ไม่มีความคิดอะไร ปลอดโปร่ง โล่ง เบา

3.2 ความสำคัญของการปรับใจ

ในวิถีชีวิตประจำวันมีเครื่องดึงใจเราออกจากตัวมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวของคน สัตว์ สิ่งของ การงานต่างๆ เป็นต้น เรื่องราวต่างๆ เหล่านี้มีผลทำให้สภาพจิตใจของเราไม่เหมาะกับการปฏิบัติธรรม คือ จิตจะซัดส่าย ดิ้นรน ฟุ้งซ่านไปในอารมณ์ต่างๆ เพราะมีเรื่องกังวลต่างๆ มากมายผูกพันจิตเอาไว้ และเมื่อมานั่งปฏิบัติธรรม ทำให้ปฏิบัติได้ไม่ดี จิตไม่เข้าถึงความเป็นสมาธิ และไม่ได้รับผลจากการปฏิบัติ ดังนั้นเพื่อให้สามารถปฏิบัติธรรมได้ดีจึงต้องมีการปรับใจ ด้วยการทำอารมณ์ให้เกิดความสบาย เมื่อใจสบายก็จะทำให้ใจพัฒนาจนละเอียดอ่อนไปตามลำดับ

3.3 ประเภทของการปรับใจ

การปรับใจ เพื่อการทำสมาธินั้น สามารถแบ่งได้เป็น 2 แบบ คือ

1.การปรับใจในการดำรงชีวิตประจำวันเป็นการปรับความคิด คำพูด และการกระทำของตนเองในชีวิตประจำวันให้เป็นสัปปายะคือ เกื้อหนุนต่อการปฏิบัติธรรม รวมทั้งเป็นการสังเกตเหตุการณ์ต่างๆ รอบตัวที่เกิดขึ้นซึ่งมีผลต่อสภาพใจ เพื่อพิจารณาและแก้ไขเหตุการณ์ภายนอกเหล่านั้นเพื่อรักษาสภาวะใจให้คงที่ อีกทั้งยังเป็นการแก้ไขสิ่งที่จะทำให้เกิดประสบการณ์ที่ไม่ดีขึ้นกับใจ

2.การปรับใจในขณะทำสมาธิเป็นการทำใจให้พร้อมเข้าสู่สภาวธรรมภายใน

3.4 วิธีการปรับใจ

การปรับใจมี 2 แบบตามที่ได้กล่าวมาแล้ว ซึ่งแต่ละวิธีมีวิธีการปรับใจดังต่อไปนี้

3.4.1 วิธีการปรับใจในการดำรงชีวิตประจำวัน

เนื่องจากในแต่ละวัน วิถีชีวิตของเราจำเป็นต้องเกี่ยวข้องกับคน สัตว์ สิ่งของ ตั้งแต่เช้าจรดค่ำ ซึ่งทำให้อารมณ์ของเรามีการเปลี่ยนแปลงขึ้นลงอยู่เสมอๆ บางครั้งก็สุข เบิกบาน ดีอกดีใจ แต่บางครั้งก็หงุดหงิด โกรธ ฟุ้งซ่าน เครียด ทุกข์ใจ ซึ่งทั้งหมดนี้มีผลต่อการปฏิบัติ โดยเฉพาะเมื่อเราจะนั่งสมาธิ ดังนั้นการปรับใจในชีวิตประจำวันนี้จะช่วยรักษาอารมณ์และสภาพของใจเราให้พร้อมต่อการปฎิบัติธรรม ซึ่งมีวิธีการดังต่อไปนี้

1.) หัดมองโลกตามความเป็นจริง

การมองเช่นนี้จะทำให้เราเห็นความเป็นจริงของโลก ไม่ใช่ว่าจะมองในแง่ดีหรือในแง่ร้าย แต่ให้มองว่าความเป็นจริงของโลกนี้มีธรรมอยู่ 8 ประการ ( โลกธรรม 8 ) คือ มีลาภ เสื่อมลาภ มียศ เสื่อมยศ มีคนสรรเสริญ มีคนนินทา มีสุข มีทุกข์ ธรรมทั้ง 8 ประการนี้ จะวนเวียนอยู่ในชีวิตของเราตลอดเวลา เราจะต้องไม่หวั่นไหว ในเวลาที่สิ่งเหล่านี้มากระทบ แต่ให้ทำใจเป็นกลางๆ ทำใจให้นิ่งๆ เหมือนผู้เฒ่าเจนโลกมองโลก

มีเรื่องเล่าว่ามีผู้เฒ่าเจนโลกท่านหนึ่ง อาศัยอยู่ในหมู่บ้าน วันหนึ่งม้าของผู้เฒ่าหายไป ชาวบ้านจึงเข้ามาหาท่านผู้เฒ่าและกล่าวแสดงความเสียใจว่า “ ขอแสดงความเสียใจด้วยที่ม้าของท่านหายไป” ผู้เฒ่าเจนโลกทำหน้าเฉยๆ และบอกว่า “ ในสิ่งที่ไม่ดี อาจจะมีสิ่งที่ดีอยู่ก็ได้” หลังจากผ่านไป 1 สัปดาห์ ม้าตัวนั้นก็ได้กลับมา พร้อมกับพาม้าตัวเมียมาด้วย ชาวบ้านจึงเข้าไปหาท่านผู้เฒ่าและกล่าวแสดงความดีใจว่า “ แต่ก่อนม้าของท่านหายไป เดี๋ยวนี้กลับมาพร้อมกับนำม้าตัวเมียกลับมาด้วย ขอแสดงความยินดีด้วย” ผู้เฒ่าเจนโลกทำหน้าเฉยๆ และบอกว่า “ ในสิ่งที่ดี อาจมีสิ่งที่ไม่ดีอยู่ก็ได้” หลังจากนั้น 3 วัน ลูกชายของท่านผู้เฒ่าได้นำเอาม้าตัวใหม่ไปฝึกขี่ในทุ่งนา แล้วเขาก็พลัดตกจากม้าขาหัก ผู้เฒ่าเจนโลกบอกว่า “ ในสิ่งที่ไม่ดี อาจมีสิ่งที่ดีอยู่ก็ได้” ผ่านไปหลายเดือน ทางการประกาศข่าวแจ้งให้ผู้ชายในหมู่บ้านออกไปเกณฑ์ทหาร เนื่องจากกำลังมีสงครามจลาจลเกิดขึ้นที่ชายแดน ชายในหมู่บ้านต้องออกไปทำการสู้รบหมด ยกเว้น ลูกชายของผู้เฒ่าเจนโลกที่ขาเจ็บจึงไม่ได้ไปสู้รบยังชายแดน

ดังนั้น จากตัวอย่างที่กล่าวมาข้างต้น ทำให้เราเห็นว่า โลกของเรามีดี มีร้าย มีได้ มีเสีย เราจึงควร หัดมองโลกตามความเป็นจริง เพื่อจะได้ทำให้ใจเรามั่นคง ไม่ซัดส่ายไปตามกระแสโลก

2.) มองมนุษย์ทุกคนเป็นเพื่อนร่วมโลก

ให้มองมนุษย์ทุกคนว่าเป็นเพื่อนร่วมทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย จะเป็นใครก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นสามี ภรรยา พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย บุตร ธิดา หรือเพื่อนร่วมงาน ให้มองว่าเป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย เสมอเหมือนกันทุกคน ให้เรามีความปรารถนาดีแก่เพื่อนเราทุกๆ คนที่อยู่ใกล้ จะทำให้เราได้ความสบายใจ ใจเราจะสบาย ไม่หงุดหงิดง่าย ไม่ฉุนเฉียวง่าย ไม่เจ้าอารมณ์ ไม่ว่าเราจะไปที่ไหน อยู่ที่ไหน นั่ง นอน ยืน เดิน ก็จะรู้สึกเหมือนมีมิตรสหายอยู่ล้อมรอบตัว ทำให้เกิดอารมณ์สบายเวลานั่งสมาธิ ใจจะไม่ติดเรื่องจุกจิก เรื่องปลีกย่อยต่างๆ

3.) มองโลกให้ว่างเปล่า

คือมองว่าไม่มีอะไรเป็นแก่นสาร แม้เราจะต้องทำมาหากิน ก็ทำให้เต็มที่ แต่ก็ให้มองว่าในการทำมาหากิน เรามีวัตถุประสงค์ก็เพื่อเอาปัจจัย 4 มาหล่อเลี้ยงร่างกาย เราไม่ควรยึดติด ทุกข์ กังวล เครียด กับการแสวงหา หรือการได้มามากจนเกินไป เรื่องราวของคน สัตว์ สิ่งของรอบๆ ตัวเรา ก็เช่นเดียวกัน มีการเปลี่ยนแปลงไปเสมอ ลูก ภรรยา เพื่อน สิ่งของของเรา เราก็ไม่สามารถบังคับบัญชาให้เป็นไปตามที่เราต้องการได้ทั้งหมด แม้ตัวของเราเองก็ยังไม่สามารถบังคับบัญชาได้ยังต้องเจ็บป่วย ชรา ไปตามกาลเวลา ดังนั้น ในโลกนี้จึงไม่ควรไปยึดติด เป็นจริงเป็นจังกับอะไรมากนัก

4.) การคิด พูด ทำ ในเรื่องละเอียด

เนื่องจากในแต่ละวันเราต้องพบปะกับผู้คน มีเรื่องที่จะต้องคิด ต้องสนทนากันมากมาย สิ่งที่คิด พูดและทำนี้ จะถูกเก็บเป็นภาพเอาไว้ในใจ ถ้าคิด พูด ทำในเรื่องที่ทำให้ใจหยาบก็จะทำให้สภาพใจหยาบกระด้างไปด้วย เรื่องที่ทำให้ใจหยาบมีมากมาย เป็นเรื่องที่เราเจอกันทุกคนเช่น เรื่องบ้าน ครอบครัว ลูก เงินทอง การฆ่ากัน การแก่งแย่ง ชู้สาว การคดโกง และปัญหาต่างๆ เป็นต้น เรื่องเหล่านี้ฟังแล้ว พูดแล้ว จะนำความร้อนใจมาให้ และจะมีผลต่อสภาพจิตใจ เมื่อถึงคราวมานั่งสมาธิก็จะมีผลทำให้ใจไม่สงบ ดังนั้นเราจึงต้องรู้จักคิด พูดและทำเรื่องที่ละเอียด เรื่องละเอียดก็คือ เรื่องเกี่ยวกับการสร้างความดี การสร้างบุญ การปฏิบัติธรรม เป็นต้น สิ่งเหล่านี้จะทำให้ใจละเอียดอ่อน เมื่อถึงเวลามานั่งสมาธิก็จะทำให้นั่งได้ดี

5.) การเลือกคิดและมองแต่สิ่งที่ดี

เนื่องจากเราจะต้องเจอกับคน เหตุการณ์ อารมณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันซึ่งมีทั้งสิ่งที่ดีและไม่ดี สิ่งเหล่านี้จะเข้าไปเก็บเอาไว้ในใจของเรา แม้ว่าใจของเราจะมีอานุภาพมากพอที่จะเก็บเรื่องราวต่างๆ ไว้ได้ แต่ทางที่ดีเราควรจะเลือกเก็บแต่สิ่งที่ดีเอาไว้ในใจ มองแต่ในสิ่งที่ดี เป็นผู้ชาญฉลาดในการรักษาอารมณ์ให้ใสไว้ นอกจากนี้ธรรมชาติของใจเรา เมื่อถึงเวลาคิดก็คิดได้เรื่องเดียว เมื่อเกิดอารมณ์ก็เกิดได้คราวละเพียงอารมณ์เดียว เราจึงควรจะเลือกเก็บแต่สิ่งทีดีงามเอาไว้ในใจ สิ่งเหล่านี้จะทำให้ใจของเราคุ้นกับภาพที่ดีงาม ดังตัวอย่างเรื่องของปลากัดดังต่อไปนี้

ลุงคนหนึ่งมีอาชีพเลี้ยงปลากัด ปลากัดของลุงเป็นที่เลื่องลือว่ามีสีสันสวยงามมาก ไม่ว่าจะส่งเข้าประกวดครั้งใด ก็คว้ารางวัลทุกครั้ง มีผู้สังเกตว่าปลากัดของลุงไม่เพียงแต่มีสีสันสดสวยทั้งสีน้ำเงิน สีเขียว สีม่วง สีแดงเท่านั้น แต่ยังมีสีสันที่แปลกตา เช่น สีเผือก สีชมพู หรือแม้แต่สีทอง

ลุงมักจะถูกถามว่า ได้พันธุ์ปลามาจากไหน หรือมีวิธีปรับปรุงพันธุ์ปลาอย่างไร จึงได้ปลากัดที่สวยงามเช่นนี้ ลุงก็จะตอบว่า ไม่ได้เอาพันธุ์ปลามาจากไหนเลย แต่มีวิธีการปรับปรุงพันธุ์ง่ายๆ คือ อยากได้ปลากัดมีลักษณะสีสันอย่างไร ลุงก็ให้คนวาดรูปปลากัดให้ โดยลุงจะบอกให้เขาระบายสีสันต่างๆ ตามที่ลุงต้องการ จากนั้นลุงก็จะเอารูปวาดไปตั้งไว้ให้แม่ปลากัดดู แม่ปลากัดก็ดูรูปปลากัดสวยๆ นั้นทุกวัน

เมื่อถึงเวลาแม่ปลากัดออกลูกมา ก็จะมีลูกปลากัดส่วนหนึ่งที่มีลักษณะสีสันสวยงามตามแบบที่ลุงต้องการอย่างน่าอัศจรรย์ โดยที่ไม่ต้องใช้วิชาพันธุศาสตร์ ลุงก็สามารถปรับปรุงพันธุ์ปลาได้ โดยการนำวิชาวิทยาศาสตร์ทางใจมาใช้

จากตัวอย่างนี้จะเห็นได้ว่า หากใจได้รับสิ่งที่ดี ก็จะเกิดพลังที่ดี พลังที่สร้างสรรค์สิ่งที่ดีให้เกิดขึ้นได้ ดังเช่น แม่ปลากัดที่คุ้นเคยกับภาพวาดที่มีสีสันสวยงามจนเก็บบันทึกไว้เป็นภาพในใจและในที่สุด ใจก็ควบคุมร่างกายให้สร้างสารพันธุกรรมตามนั้นขึ้นมา ใจของเราก็เช่นกัน สิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเราก็เพราะภาพในใจที่เราสั่งสมมา ดังนั้นเราจึงควรเลือกเหตุการณ์ที่ดีๆ คนที่ดีๆ อารมณ์ที่ดีๆ เก็บไว้อันจะเป็นปัจจัย สนับสนุนต่อการนั่งสมาธิ

3.4.2 วิธีการปรับใจในขณะทำสมาธิ

ในช่วงเวลาที่ทำสมาธิ นอกเหนือจากการปรับใจในขณะที่ดำเนินชีวิตประจำวันในแต่ละวันซึ่งมีผลทำให้ใจพร้อมที่จะเข้าถึงสมาธิแล้ว แม้ในขณะเวลานั่ง หากใจยังไม่พร้อม ก็มีวิธีการที่ใช้ในการปรับใจเพื่อให้ใจเกิดความสบาย ซึ่งความสบายในขณะทำสมาธิ มี 2 ระดับ คือ

1.ความสบายเบื้องต้น หมายถึง ความสบายที่เกิดจากความไม่ลำบาก ไม่เกร็ง ไม่ตึง นิ่งๆ เฉยๆ ไม่สุข ไม่ทุกข์ เหมือนเดินฝ่าเปลวแดดมานั่งใต้ร่มไม้ ยังไม่ถึงกับสบายเลยทีเดียว ความสบายเบื้องต้นนี้จะเป็นฐานทำให้เกิดความสบายที่แท้จริง คือ หากว่าเราสามารถรักษาอารมณ์นิ่งๆ ให้ต่อเนื่อง สม่ำเสมอ ตรงจุด นิ่งๆ เฉยๆ ไม่สุขไม่ทุกข์ไปได้ จะเป็นจุดหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญ ที่จะทำให้เกิดอาการโล่ง โปร่ง เบา และเกิดความสบายที่แท้จริง

2.ความสบายแท้จริง จะเกิดความชุ่มฉ่ำ ซึ่งเป็นผลต่อเนื่องมาจากการรักษาอารมณ์สบายเบื้องต้น ให้ต่อเนื่องกัน คืออารมณ์ที่นิ่งๆ เฉยๆ ต่อเนื่องกันไม่เผลอ ในที่สุดก็จะเข้าไปถึงความสบายที่ แท้จริงอีกระดับหนึ่งคือ มีลักษณะอาการที่ใจเริ่มจะขยาย เริ่มจะละเอียดลงไป จะรู้สึกว่าโล่งใจ ร่างกายเหมือนจะโปร่งๆ กลืนกันไปกับธรรมชาติได้ เหมือนเป็นวัตถุที่โปร่งแสง โปร่งใส โปร่งเบา เหมือนฟองสบู่ ฟองแชมพูที่เป่าเล่น อาการโล่งโปร่งเบา นี่เองคือความสบายที่แท้จริง

วิธีการที่ใช้ในการปรับใจนี้มีหลายวิธี ซึ่งผู้ปฏิบัติสามารถเลือกมาใช้ให้เหมาะสมกับจริตอัธยาศัย ของตน คือ

1.ทำใจให้ว่างๆ ให้นิ่งๆ ให้เฉยๆ ปลดปล่อยวางจากภารกิจ วิธีนี้เป็นวิธีลัดและเร็วที่สุดในการปรับใจ ดังตัวอย่าง

ตัวอย่างที่ 1 ใจที่เหมาะต่อการเข้าถึงธรรมนั้น จะต้องเป็นใจที่ปลอดโปร่ง ว่างเปล่าจากภารกิจทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาเล่าเรียน ธุรกิจการงาน เรื่องครอบครัว หรือเรื่องอะไรทั้งหมดในโลกนี้ ให้ปลด ให้ปล่อย ให้วางไว้ชั่วขณะ ทำประหนึ่งว่าเราอยู่คนเดียวในโลก ไม่มีภารกิจเครื่องกังวลใจ แล้วก็ทำใจให้เบิกบาน แช่มชื่น สะอาด บริสุทธิ์ ผ่องใส1)

ตัวอย่างที่ 2 ให้ทำใจของเราประหนึ่งว่าเราอยู่คนเดียวในโลก ไม่มีภารกิจ ไม่มีเครื่องกังวลใจ ทำความรู้สึกว่า เราตายแล้วจากสิ่งเหล่านั้น ขณะนี้เราอยู่คนเดียวในโลก ไม่มีภารกิจเครื่องกังวลใจอะไรทั้งสิ้น มีแต่กายและใจเท่านั้น ที่เราจะอาศัยประพฤติปฏิบัติ ทำใจหยุดนิ่งให้เข้าถึงธรรมกายภายใน เรามีสมบัติแค่ 2 สิ่งนี้เท่านั้น มีกายแล้วก็ใจ สองสิ่งนี้เท่านั้น ให้ลืมสิ่งแวดล้อมที่อยู่ข้างตัวของเราให้หมด ลืมทุกสิ่งทุกอย่าง แล้วก็เอาใจหยุดนิ่งไปที่ศูนย์กลางกายฐานที่ 7

ถึงแม้ว่าการทำเฉยๆ จะเป็นวิธีที่ดีที่สุด แต่คนทั่วไปไม่คุ้นกับการไม่คิดอะไร ดังนั้นจึงต้องใช้วิธีการ คิดเรื่องต่างๆ เช่นธรรมชาติ บทของธรรมะ หรือเรื่องอื่นๆ เพื่อที่จะทำให้ใจสบาย

2.นึกถึงธรรมชาติ เช่น ภูเขา น้ำตก ทะเล ที่ทำให้อารมณ์รู้สึกสบายปลอดโปร่ง มีอารมณ์ที่ อยากจะนั่งทำภาวนา ดังตัวอย่าง

“ ทำประหนึ่งว่าเราไม่เคยมีความคิดมาก่อน ไม่เคยเจอะเจอกับเหตุการณ์เหล่านั้นมาก่อน คล้ายกับเราอยู่คนเดียวในโลก ทำความรู้สึกอย่างนี้ให้ได้ซักหนึ่งหรือสองนาที ให้มีความรู้สึกว่า เราอยู่คนเดียวในโลกอย่างสบายๆ แล้วให้ลืมสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบข้างเรา อากาศจะอบอ้าวก็ช่างมัน อย่าไปสนใจ นึกว่าเรานั่งอยู่บนยอดเขาสูงๆ ที่มีอากาศที่บริสุทธิ์ มีลมพัดเย็นสบาย แทนที่เราจะนึกว่าอากาศอบอ้าว เราก็คิดว่าเรานั่งอยู่ในที่สูงบนภูเขาสูงๆ มีทิวทัศน์ที่สวยงาม อากาศเย็นสบาย ที่นั่งที่มันไม่นุ่มนวล เราก็นึกว่านั่งอยู่บนพรมที่สบายๆ ที่ให้คิดอย่างนี้เพื่อให้จิตใจปลอดโปร่งสบาย ไม่วิตก ไม่กังวลเรื่องราวอะไรทั้งสิ้น ใจเราจะได้แน่วแน่สู่เส้นทางสายกลางที่จะเข้าถึงพระรัตนตรัยในตัว2)

3.แผ่เมตตา จะทำให้ใจของเราขยาย เบิกบาน และยังเหมาะสำหรับคนที่มักหงุดหงิด โกรธง่าย และมักมีอารมณ์ค้างเกี่ยวกับเรื่องความไม่พอใจในคน สัตว์ สิ่งของที่อยู่รอบตัว แล้วนำมาคิดต่อในขณะทำสมาธิ ดังตัวอย่างต่อไปนี้

ตัวอย่างที่ 1 ทำใจให้เป็นกุศล บริสุทธิ์ ผ่องใส มีความรัก มีความปรารถนาดีต่อสรรพสัตว์และสรรพสิ่งทั้งหลาย และผู้ที่เป็นที่รักของเรา ตั้งแต่รักมาก รักปานกลาง รักน้อยๆ เฉยๆ ไม่ถึงกับเกลียด กระทั่งถึงผู้ที่เราเคยขุ่นมัว เคยขัดเคือง เราจะต้องมีความรู้สึกอย่างนี้กับคนที่เคยทำให้เรา ไม่สบายใจ ช้ำอกช้ำใจ ว่าฉันจะลืมเธอซะ ลืมเรื่องที่เธอเคยทำกับฉันเอาไว้ แล้วยังไม่พอ และขอให้เธอ มีความสุขด้วย ขอให้เธอประสบความสำเร็จในชีวิตทุกๆ ด้านเลย ชีวิตเธอมีความสุข ครอบครัวเธอมีความสุข การงานเธอสำเร็จ สำเร็จทุกอย่างไปเลยแล้วยังไม่พอ จะต้องให้ความรักแก่ตัวของเราเอง โดยความรักที่ยิ่งใหญ่ คือรักตัวเรา รักตัวเรารักอย่างไร อย่าทำร้ายตัวของเรา ด้วยการนำสิ่งที่ทำให้ใจเราร้อน เราเศร้า เป็นทุกข์ ไม่สบายใจ จนกระทั่งท้อ หมดแรงที่จะสร้างความดีต่อไป จะต้องไม่มีอย่างนี้ด้วย3)

ตัวอย่างที่ 2 แผ่เมตตาจิตที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความปรารถนาดีต่อสรรพสัตว์ทั้งหลาย แผ่เมตตาจิตโดยนึกเบาๆ ให้สบายๆ ว่าขอให้สรรพสัตว์ทั้งหลาย ที่ไม่มีประมาณเหล่านั้น พ้นจากทุกข์โศกโรคภัย ให้พบแต่ความสุขกาย สุขใจ มีความสุขทั้งนั่ง ทั้งนอน ทั้งยืน ทั้งเดิน ทั้งหลับ ทั้งตื่นตลอดวัน ตลอดคืน ตลอดเวลาเลย ที่มีทุกข์ก็ให้พ้นทุกข์ ที่มีสุขแล้วก็ให้มีความสุขยิ่งๆ ขึ้นไป นึกอย่างสบายๆ แผ่ไปให้หมด นึกให้กระแสแห่งความเมตตาของเรา ความปรารถนาดีของเรา เป็นแสงสว่างออกจากร่างกาย ออกจากใจของเรา ประหนึ่งว่าตัวเราเป็นศูนย์กลางของสรรพสัตว์และสรรพสิ่งทั้งหลาย แผ่ออกไปเป็นแสงสว่างใหม่ๆ อาจจะเป็นความรู้สึกว่ามีแสงสว่างออกจากภายในกลางกายของเรา แล้วแผ่ขยายไปให้ทั่ว แต่ถ้าใครทำเป็นแล้วมันจะเป็นแสงสว่างจริงๆ ที่เราเห็นแจ้งด้วยใจของเรา เป็นแสงที่ละเอียดอ่อนนุ่มนวล เป็นพลังมวลแห่งความบริสุทธิ์ ประดุจแสงสว่างแห่งพระจันทร์ในคืนวันเพ็ญ แต่ว่ากระจ่างแจ่มจ้าเหมือนอาทิตย์ตอนเที่ยงวัน คือ สว่างประดุจดวงอาทิตย์ตอนเที่ยงวัน แต่ว่าเย็นเหมือนแสงจันทร์นำความชุ่มชื่นเบิกบานให้เกิดขึ้นแก่สรรพสัตว์ สรรพสิ่งทั้งหลาย ให้นึกแผ่ไปแล้วก็ทำใจให้นิ่งๆ โล่งๆ ว่างๆ ใจจะได้เหมาะสมที่จะเป็นภาชนะรองรับพระรัตนตรัย แผ่ไปอย่างนี้ สักหนึ่ง หรือสองนาที4)

4.นึกถึงความจริงของสรรพสิ่งว่าตกอยู่ในกฎของไตรลักษณ์ จะทำให้ใจของเราปลอดโปร่ง ตัดเครื่องผูกพันในใจให้หมดสิ้นไป

ตัวอย่างที่ 1 นึกถึงความจริงของสรรพสิ่งทั้งหลาย ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสสอนเอาไว้ว่า สรรพสิ่งทั้งหลายทั้งมวล จะเป็นสิ่งมีชีวิตก็ตามหรือไม่มีชีวิตก็ตาม ท่านใช้คำว่าสังขารที่มีวิญญาณครอง หรือไม่มีวิญญาณครองก็ตาม ทุกสิ่งในโลกนี้จะเป็นคนเป็นสัตว์เป็นสิ่งของทั้งหมด ต้นไม้ ภูเขา บ้านเรือน โลกของเรา ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดวงดาวในอากาศ ผู้คนทั้งหมด พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย ญาติ สรรพสิ่งทั้งหลายทั้งมวลเหล่านี้ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็เสื่อมสลายไป เปลี่ยนแปลงไปอยู่ตลอดเวลา ไม่เที่ยง ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ไม่ใช่ตัวตน เพราะว่าไม่คงที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ถ้าเป็นตัวตนจริงๆ เป็นสาระเป็นแก่นสารจริงๆ แล้ว ต้องคงที่ ต้องไม่เปลี่ยนแปลง หรือถ้าจะเปลี่ยนแปลงก็ดีขึ้นไป ยิ่งเปลี่ยนแปลงก็ยิ่งดีขึ้นไปตามลำดับ เหมือนเพชรยิ่งแก่ยิ่งแข็ง เหมือนธรรมยิ่งสุขยิ่งใสยิ่งสว่างอย่างนั้น แต่ว่าสิ่งทั้งหลายทั้งมวลไม่เป็นอย่างนั้น มันเปลี่ยนแปลงไปสู่ความเสื่อมสลายอยู่ตลอดเวลา

ให้เราคิดอย่างนี้สักหนึ่งหรือสองนาทีก่อนที่เราจะปฏิบัติธรรม พิจารณาในสิ่งทั้งหลายทั้งมวล แม้กระทั่งร่างกายที่เราอาศัยนั่งปฏิบัติธรรมอยู่นี้ ก็มีสภาพเช่นเดียวกัน คือเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็เสื่อมสลาย ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา เคลื่อนออกมาจากครรภ์มารดา เปลี่ยนแปลง เรื่อยมาจนกระทั่งบัดนี้ แล้วก็จะเปลี่ยนแปลงต่อไปจนกระทั่งไปสู่เชิงตะกอน เปลี่ยนกันไปอย่างนี้ หนึ่งหรือสองนาทีที่เราพิจารณาในสิ่งเหล่านี้ก่อนการฝึกใจให้หยุดให้นิ่ง จะช่วยให้ใจเราปลอดกังวล จะไม่ ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งทั้งหลายทั้งปวง เพราะว่าเราพิจารณาให้เห็นไปตามความเป็นจริง การพิจารณาอย่างนี้จะได้ใจที่ปลอดโปร่ง เป็นใจที่เหมาะต่อการปฏิบัติธรรม และไม่ช้าจะเข้าถึงธรรมะได้5)

ตัวอย่างที่ 2 “ ก่อนที่เราจะปฏิบัติธรรมเพื่อให้เข้าถึงพระธรรมกาย เราต้องทำใจของเรานี่ให้ปลอด กังวล ไม่ติดในคน สัตว์ สิ่งของ โดยพิจารณาด้วยปัญญาบริสุทธิ์ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านสอนเอาไว้และที่เป็นสัจธรรม คือเป็นความจริงว่าสรรพสัตว์และสรรพสิ่งทั้งหลายล้วนมีการเปลี่ยนแปลงเป็นปกติ ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ มีเชื้อแห่งความทุกข์ เป็นบ่อเกิด เป็นแหล่งกำเนิดแห่งความทุกข์ เพราะความไม่เที่ยงนั้นยังไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง เป็นสิ่งที่ไม่ได้มีสาระแก่นสาร เป็นเพียงแค่เครื่องอาศัยชั่วคราวเท่านั้น จะเป็นคน สัตว์ สิ่งของ มีชีวิตหรือไม่มีชีวิต มีวิญญาณครอง หรือว่าไม่มีวิญญาณครอง ล้วนแต่เป็นสิ่งที่ดำรงอยู่ชั่วคราว เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา บังคับบัญชาก็ไม่ได้ อย่าดูอื่นไกล ดูของที่อยู่ในตัวเรา ตั้งแต่เส้นผมบนศีรษะ จะให้มันสวยมันงาม เหมือนเราอยู่ในวัยเจริญ ไม่ให้เปลี่ยนแปลง ไม่ให้มันเปลี่ยนสี ไม่ให้มันหลุดร่วง ให้มันสวยงาม คงอยู่ดั้งเดิมเหมือนวัยเจริญ มันก็เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา และในที่สุดก็หลุดร่วงไป ฟันในปากก็ดี ในทำนองเดียวกัน ดวงตาก็ดี แต่เดิมนั้นก็ดูสดใส สดสวย ดูอะไรก็ชัดเจน ตอนหลังก็เปลี่ยนแปลงไปสู่ความไม่ชัดเจน เป็นฝ้าเป็นฟางดูแล้วไม่สวยงาม ผิวพรรณวรรณะแต่เดิมก็เต่งตึง ตอนหลังก็เหี่ยวย่น เราเห็นสัจธรรมตรงนี้ว่ามันตกอยู่ในไตรลักษณ์ อยู่ในสภาวะที่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา จึงเป็นเพียงแค่เครื่องอาศัย จึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรจะยึดมั่นถือมั่นว่านี่คือสาระ คือแก่นสาร คือของจริงของแท้

เมื่อเรารู้ว่ามันเป็นเพียงแค่อาศัยและมีคุณสมบัติดังกล่าว ของอยู่ในตัวเราก็ดี เสื้อผ้า ปากกา แว่นตา ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาไปสู่จุดสลายทั้งสิ้น เสื้อผ้าแต่เดิมก็มาจากต้นไม้ มาจากดิน มาจากต้นไม้ จากต้นไม้ก็มาสู่โรงงาน จากโรงงานก็มาสู่ร้านค้า จากร้านค้าก็มาสู่ตัวเรา จากตัวเราอยู่ไปนานๆ เข้า เกิดการเปลี่ยนแปลงชำรุดก็ลงไปสู่ที่พื้นบ้าน ไปเป็นผ้าขี้ริ้วเช็ดเท้าบ้าง เช็ดโน่นเช็ดนี่อะไรต่างๆ แล้วในที่สุดก็ลงไปสู่ถังขยะ จากถังขยะก็แปรสภาพออกไปสู่ดิน แยกย้ายสลายกันไป ไปสู่จุดสลายทั้งสิ้น

ปากกา แว่นตา อะไรต่างๆ ทรัพย์สินเงินทอง จะเป็นตึกรามบ้านช่อง รถราอะไรต่างๆ ต้องย้อน กลับไปสู่จุดสลายทั้งหมด มันมา มันอยู่ แล้วมันก็ไป เกิดขึ้น ตั้งอยู่แล้วเสื่อมสลาย เมื่อเราเข้าใจอย่างนี้ ใจเราจะได้เบาสบาย ปลอดกังวล เสื้อเรา แต่ไม่ใช่เสื้อของเรา ร่างกายเราแต่ไม่ใช่ร่างกายของเรา บ้านเราแต่ก็ไม่ใช่บ้านของเรา เพราะฉะนั้นเราจะบังคับบัญชาอะไรให้ได้ดังใจปรารถนาของเรามัน เป็นไปไม่ได้ นึกคิดก็ทุกข์เปล่า

พอเราคิดอย่างนี้เข้าใจ ก็จะได้ปลอดโปร่ง สบาย เมื่อเราเห็นว่าสรรพสิ่งทั้งหลายเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา พระพุทธเจ้าสอนอย่างนี้เพื่อให้มองมุมกลับตรงกันข้ามว่า เมื่อเราอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่เป็นสาระแก่นสาร เราก็ควรจะมุ่งแสวงหาสิ่งที่เป็นสาระแก่นสาร ซึ่งมีคุณสมบัติเป็นนิจจัง สุขัง อัตตา คงที่ไม่เปลี่ยนแปลง เป็นอมตะ เป็นแหล่งกำเนิดแห่งความสุขแล้วก็เป็นอิสระจากกิเลส เป็นชีวิตที่แท้จริงของเรา เป็นตัวจริงของเรา6)

5.นึกคิดในเรื่องที่ทำให้ใจสบาย ตามที่พระพุทธเจ้าท่านแนะนำสั่งสอนไว้ ซึ่งมีอยู่ถึง 10 วิธี เรียกว่าอนุสติ 10 คือ พุทธานุสติ ธัมมานุสติ สังฆานุสติ สีลานุสติ จาคานุสติ เทวตานุสติ อุปสมานุสติ มรณานุสติ กายคตาสติ และอานาปานสติ ในที่นี้จะยกมาบางตัวอย่างที่มีการใช้กันมากในการปฏิบัติธรรมเพื่อให้เข้าถึงพระธรรมกาย

1.พุทธานุสติ คือการระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้าอยู่เนืองๆ โดยยึดเอาคุณของพระพุทธเจ้า เป็นอารมณ์ในการภาวนา

“ ฝึกหัดปรับใจทุกๆ วัน ทุกๆ ครั้งที่เราปฏิบัติ เพราะฉะนั้นตอนนี้ใช้เวลา 1 หรือ 2 นาที ปรับให้ดี ให้สบายๆ ให้ทั้งกาย ทั้งใจปลอดโปร่ง หายใจให้สบายๆ แล้วก็สมมติสร้างบรรยากาศว่า เป็นบรรยากาศที่เหมาะสมต่อการปฏิบัติธรรม โดยเราสมมติเราทุกคนได้เข้าเฝ้าเฉพาะพระพักตร์องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นั่งปฏิบัติธรรมต่อหน้าพระองค์ เฉพาะพระพักตร์ทีเดียว7)

2.จาคานุสติ คือ ระลึกถึงการบริจาคทานของตน ที่เป็นไปโดยบริสุทธิ์อยู่เนืองๆ ในที่นี้ หมายถึง การทำบุญกุศลต่างๆ

“ ต้องนึกถึงเรื่องที่ทำให้สบาย อย่างเช่นในตอนนี้ เราได้ผ่านวันมาฆบูชามหาสมาคมกันมา นับถึงวันนี้ก็ 9 วัน 10 วันเต็ม เหตุการณ์ที่ผ่านไปวันนั้น ถ้าหากว่าเราเป็นนักสร้างบารมีที่ดี เราก็จะเลือก เก็บเกี่ยวเอาในสิ่งที่จะทำให้เราเกิดความบันเทิงใจ คือนึกถึงแต่ภาพที่เรามีความสุขใจกันตั้งแต่เช้าวันนั้นเรื่อยไปเลยว่า ตอนเช้าเราได้ปฏิบัติธรรม ตอนบ่ายได้ถวายผ้าป่า ตอนเย็นก็หล่อรูปเหมือนหลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ พระมงคลเทพมุนี ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย ตอนเย็นวันนั้นก็รวมกันจุดมาฆประทีป บูชาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และพระสาวก 1,250 รูป ในวันนั้น ให้นึกถึงแต่สิ่งที่ทำให้ใจเราเบิกบาน8)

3.5 การปรับใจตามแนวทางของคุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง

คุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง เป็นนักปฏิบัติธรรมที่ปฏิบัติธรรมได้ดี สามารถฝึกใจจนใจเป็นสมาธิในทุกอิริยาบถ ไม่จำกัดด้วยเวลา โอกาสและสถานที่ และท่านได้รับผลแห่งการฝึกปฏิบัติสมาธิอย่างดีเยี่ยม ถือเป็นต้นแบบของนักปฏิบัติธรรม ในที่นี้จึงขอยกตัวอย่างแนวทางในการปรับใจตามที่คุณยายแนะนำ

1.เวลาเข้าที่ นั่งธรรมะแล้ว เรื่องทุกอย่างต้องทิ้งให้หมด มีธรรมะอย่างเดียว เรื่องอื่นพักไว้ก่อน ต้องตั้งเข็มทิศให้ตรงว่า นั่งธรรมะจะมาเอาธรรมะเรื่องอื่นไม่เอา

2.การปรับใจจะปรับเฉพาะในรอบนั่งไม่ได้ ต้องปรับใจนอกรอบด้วย คือต้องพยายามนึกถึงธรรมะ ทุกอิริยาบถ ไม่ว่าจะนั่งนอนยืนเดิน ต้องตรึกบ่อยๆ ทุกเวลา เมื่อถึงเวลานั่งธรรมะจริงๆ ก็จะไปได้อย่างรวดเร็ว

3.ธรรมะเป็นของเยือกเย็น จะเข้าถึงธรรมะได้ต้องทำด้วยใจที่เยือกเย็น ห้ามบังคับหรือใช้กำลังต้องใจเย็นๆ อย่างเดียว ทำใจให้อารมณ์ดี อารมณ์สบาย ห้ามนั่งด้วยอารมณ์ฉุนเฉียว โมโหโทโส หรือนั่งด้วยความอยากเห็นโดยเด็ดขาด ต้องนั่งด้วยใจเย็นๆ

3.5 การปรับใจตามแนวทางของคุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง

คุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง เป็นนักปฏิบัติธรรมที่ปฏิบัติธรรมได้ดี สามารถฝึกใจจนใจเป็นสมาธิในทุกอิริยาบถ ไม่จำกัดด้วยเวลา โอกาสและสถานที่ และท่านได้รับผลแห่งการฝึกปฏิบัติสมาธิอย่างดีเยี่ยม ถือเป็นต้นแบบของนักปฏิบัติธรรม ในที่นี้จึงขอยกตัวอย่าง แนวทางในการปรับใจตามที่คุณยายแนะนำ

1.เวลาเข้าที่นั่งธรรมะแล้ว เรื่องทุกอย่างต้องทิ้งให้หมด มีธรรมะอย่างเดียว เรื่องอื่นพักไว้ก่อน ต้องตั้งเข็มทิศให้ตรงว่า นั่งธรรมะจะมาเอาธรรมะ เรื่องอื่นไม่เอา

2.การปรับใจจะปรับเฉพาะในรอบนั่งไม่ได้ ต้องปรับใจนอกรอบด้วย คือต้องพยายามนึกถึงธรรมะทุกอิริยาบถ ไม่ว่าจะนั่ง นอน ยืน เดิน ต้องตรึกบ่อยๆ ทุกเวลา เมื่อถึงเวลานั่งธรรมะจริงๆ ก็จะไปได้อย่างรวดเร็ว

3.ธรรมะเป็นของเยือกเย็น จะเข้าถึงธรรมะได้ต้องทำด้วยใจที่เยือกเย็น ห้ามบังคับหรือใช้กำลังต้องใจเย็นๆ อย่างเดียว ทำใจให้อารมณ์ดี อารมณ์สบาย ห้ามนั่งด้วยอารมณ์ฉุนเฉียว โมโหโทโส หรือ นั่งด้วยความอยากเห็นโดยเด็ดขาด ต้องนั่งด้วยใจเย็นๆ

1) พระราชภาวนาวิสุทธิ์ พระธรรมเทศนา 22 พฤษภาคม 2529.
2) พระราชภาวนาวิสุทธิ์ พระธรรมเทศนา 7 มิถุนายน 2530.
3) พระราชภาวนาวิสุทธิ์ พระธรรมเทศนา 9 พฤษภาคม 2540.
4) พระราชภาวนาวิสุทธิ์, พระธรรมเทศนา, 2 พฤษภาคม 2536.
5) พระราชภาวนาวิสุทธิ์, พระธรรมเทศนา, 22 พฤษภาคม 2536.
6) พระราชภาวนาวิสุทธิ์, พระธรรมเทศนา, 23 มกราคม 2543.
7) พระราชภาวนาวิสุทธิ์, พระธรรมเทศนา วันอาทิตย์ต้นเดือน ตุลาคม 2531.
8) พระราชภาวนาวิสุทธิ์, พระธรรมเทศนา, 5 ธันวาคม 2536.
md102/3.txt · แก้ไขครั้งล่าสุด: 2015/03/15 16:55 (แก้ไขภายนอก)
 
เว้นแต่จะได้แจ้งไว้เป็นอื่นใด เนื้อหาบนวิกินี้ถูกกำหนดสิทธิ์ไว้ภายใต้สัญญาอนุญาติต่อไปนี้: CC Attribution-Noncommercial 3.0 Unported
Recent changes RSS feed Donate Powered by PHP Valid XHTML 1.0 Valid CSS Driven by DokuWiki