บทที่ 2 การปรับกาย

  • 2.1 ความหมายของการปรับกาย
  • 2.2 ความสำคัญของการปรับกาย
  • 2.3 ท่านั่งในการทำสมาธิ
  • 2.4 วิธีการปรับร่างกายให้เหมาะสม
  • 2.5 ประโยชน์จากการปรับร่างกายได้เหมาะสม
  • 2.6 ผลเสียจากการไม่ปรับร่างกายให้เหมาะสม

แนวคิด

1.การปรับร่างกายมีความสำคัญต่อการนั่งสมาธิ เพราะร่างกายที่มีความพร้อมจะทำให้เข้าถึง สมาธิได้ง่าย

2.ท่านั่งในการทำสมาธิจะใช้ท่าใดก็ได้ แต่มีท่านั่งมาตรฐาน คือท่านั่งขัดสมาธิ เอามือขวาทับมือซ้าย นิ้วชี้มือขวาจรดนิ้วหัวแม่มือข้างซ้าย วางไว้บนหน้าตัก ตั้งกายตรง ดำรงสติมั่น

3.วิธีการปรับร่างกาย คือ ให้ผ่อนคลายร่างกายทุกสัดส่วน จนเลือดลมในตัวเดินได้สะดวก และไม่รู้สึกปวดเมื่อย โดยมีข้อควรปฏิบัติ เช่น ให้นึกร่างกายให้ใส หลับตาคล้ายๆ เวลาที่นอนหลับ ถ้าปวดเมื่อย ก็ให้ขยับได้เป็นต้น

4.การปรับร่างกายถือเป็นเรื่องเบื้องต้นที่ผู้ปฏิบัติไม่ควรมองข้าม เพราะถ้าหากเราปรับกายได้ดี ก็จะทำให้นั่งได้นาน ใจเป็นสมาธิ เข้าถึงธรรมได้ง่าย แต่ถ้าไม่ปรับให้เหมาะสมอาจจะทำให้เกิดความล่าช้าในการปฏิบัติ

วัตถุประสงค์

1.เพื่อให้นักศึกษาเห็นความสำคัญของการปรับร่างกายและท่านั่ง

2.เพื่อให้นักศึกษามีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับท่านั่งที่ถูกวิธี

3.เพื่อให้นักศึกษารู้วิธีการในการปรับร่างกายให้เหมาะสมต่อการนั่งสมาธิ

4.เพื่อให้นักศึกษาสามารถนำท่านั่งไปปรับใช้ให้เหมาะสม ในการนั่งสมาธิในชีวิตประจำวัน

ความนำ

มนุษย์มีส่วนประกอบสำคัญ 2 ส่วน คือ กายและใจ ใจเป็นธาตุกายสิทธิ์พิเศษที่อาศัยอยู่ในร่างกาย และมีความสำคัญในการควบคุมความคิด คำพูด และการกระทำของมนุษย์ ในขณะเดียวกันร่างกายก็ถือว่าเป็นฐานรองรับสิ่งที่ใจนั้นแสดงออกมา และเป็นที่อาศัยอยู่ของใจ ฉะนั้นทั้งกายและใจ จึงมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด การฝึกสมาธิแม้ว่าจะเป็นเรื่องของการฝึกใจ แต่ก็จำเป็นต้องอาศัยร่างกายที่พร้อมในการนำใจให้เข้าถึงสมาธิ เปรียบเสมือนรถยนต์ที่มีตัวถังดีย่อมช่วยเสริมให้เครื่องยนต์สามารถทำงานได้เต็มที่ ในทางกลับกันถ้าเครื่องยนต์ดี แต่ตัวถังไม่ดี ประสิทธิภาพของรถยนต์ก็จะลดน้อยถอยลงไป ดังนั้นเราจึงมีความจำเป็นที่จะต้องเรียนรู้เรื่องราวของการปรับร่างกายเพื่อให้เหมาะสมแก่การทำสมาธิ

2.1 ความหมายของการปรับกาย

การปรับกาย หมายถึงการปรับร่างกายให้เหมาะสมกับการทำสมาธิด้วยการปรับท่านั่งให้มีความพร้อมเหมาะสมที่จะเข้าถึงสมาธิ ปรับจนร่างกายและใจมีความสัมพันธ์กัน และพร้อมที่จะเป็นฐานรองรับสภาวธรรมภายในที่เกิดขึ้น

2.2 ความสำคัญของการปรับกาย

1.การปรับร่างกายด้วยการปรับท่านั่งทุกอย่างให้พร้อม พอเหมาะพอดี ให้ผ่อนคลายจนสบายจะทำให้ใจของเราสบายตามไปด้วย

2.การปรับร่างกายจะทำให้เราไม่ปวด ไม่เมื่อย และนั่งได้นาน ถ้าทำได้ถูกส่วนจะรู้สึกว่าสบาย แม้ว่าจะนั่งนาน 1 ชั่วโมงก็จะรู้สึกเหมือนนั่งประเดี๋ยวเดียวเพราะนั่งแล้วไม่เบื่อ ไม่เมื่อย ไม่มึน ไม่ซึม

3.ถ้าหากว่าเราดูเบาไม่ได้ทำความเข้าใจ ก็จะเป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติธรรมในครั้งต่อๆ ไปเพราะฉะนั้น ต้องทำความเข้าใจและจดจำเอาไว้จึงจะทำให้ได้ผลของการปฏิบัติ คือใจจะหยุดนิ่งเข้าถึงความสงบ ความสว่างภายในตัวได้

2.3 ท่านั่งในการทำสมาธิ

การนั่งทำสมาธิจะนั่งอยู่ในท่าใดก็ได้ แต่เมื่อนั่งในท่านั้นแล้ว ร่างกายจะต้องมีความสบายพอสมควร ใจจึงจะเป็นสมาธิเร็ว เช่น ไม่นั่งยองๆ เพราะทำให้เมื่อยง่าย ไม่ควรนั่งพิงฝาเพราะทำให้เผลอสติง่าย ฯลฯ ท่านั่งทำสมาธิที่เหมาะที่สุดและนิยมกันมาตั้งแต่สมัยก่อนพุทธกาลจนกระทั่งปัจจุบัน คือท่านั่งขัดสมาธิ เพราะทำให้ไม่เมื่อยเร็ว เผลอสติได้ยาก ร่างกายไม่โยกเอน ช่วยให้หาศูนย์กลางกายได้ง่าย โดยให้เท้าขวาทับเท้าซ้าย มือขวาทับมือซ้าย ปลายนิ้วชี้ข้างขวาจรดกับนิ้วหัวแม่มือข้างซ้าย ตั้งกายให้ตรง ดำรงสติมั่น แล้วหลับตาพอปิดสนิท

1)นั่งขัดสมาธิ เพราะเป็นท่านั่งที่ทำให้นั่งได้ทน ไม่ปวดเมื่อยหรือเป็นเหน็บชา ร่างกายท่อนบน ไม่โอนเอนไปมา ทำให้หาศูนย์กลางกายฐานที่ 7 ได้ง่าย เป็นท่านั่งที่สง่าและสงบจึงได้ชื่อว่าสมาธิบัลลังก์ อีกประการหนึ่งเป็นท่านั่งที่ช่วยให้ลำไส้และกระเพาะย่อยอาหารได้สะดวกที่สุด โดยนำเอาขาขวาทับขาซ้าย ถ้านั่งขัดสมาธินานๆ รู้สึกเมื่อยขบมาก อาจเปลี่ยนเป็นนั่งพับเพียบบ้างเป็นบางครั้งบางคราวก็ได้

2)มือขวาทับมือซ้าย ปลายนิ้วชี้มือขวาจรดกับนิ้วหัวแม่มือข้างซ้าย ถ้าปลายนิ้วชี้ขวาจรดพอดีกับหัวแม่มือซ้าย จะเกิดประโยชน์อย่างอัศจรรย์ คือ 2.1)อกจะผาย ไหล่ไม่ห่อ คอไม่ตก และหายใจได้สะดวก ไม่ติดขัด ช่วยให้กายตั้งตรง นั่งได้ทน ไม่ปวดเมื่อย 2.2)เป็นนาฬิกาปลุกไปในตัว กล่าวคือ ขณะที่เผลอเพ่งจิตเบาไป จะพาให้ง่วงเคลิ้มโดยไม่รู้ตัว แต่ปลายนิ้วทั้งสองจะเลื่อนมายันกันเองโดยอัตโนมัติ ทำให้รู้ตัวเร็ว ไม่ถึงกับเผลอหลับไปก่อน จะได้หาวิธีแก้ง่วงทันท่วงที

3)ตั้งกายตรง สัตว์ทั้งหลาย เว้นจากมนุษย์แล้ว ได้ชื่อว่าเดรัจฉาน ซึ่งแปลว่า ผู้มีลำตัวไปตามขวาง ที่สัตว์ได้ชื่อเช่นนี้ เพราะสัตว์เหล่านั้นเคลื่อนที่ด้วยอาการทอดกายลง ให้อกขนานไปกับพื้นดิน ไม่ตั้งตรงเช่นกับคน แม้แต่ลิงซึ่งมีรูปร่างคล้ายกับคนมาก บางครั้งก็เดิน 2 เท้าได้คล้ายคน แต่ส่วนมากแล้ว มันก็ยัง ชอบเดิน 4 เท้า ให้อกขนานไปกับพื้นดิน ลิงจึงถูกจัดอยู่ในพวกเดรัจฉาน พวกสัตว์เดรัจฉานนี้ ถึงแม้ว่าจะฉลาดเฉลียวปานใด ก็ฝึกสัมมาสมาธิไม่ได้ เพราะการที่มีลำตัวทอดไปตามขวางนั้น ทำให้หาศูนย์กลางกายฐานที่ 7 ได้ยากที่สุด

สัตว์บางชนิด เช่น นาค ครุฑ กินรี ฯลฯ สามารถจะแปลงเป็นคนและฝึกสมาธิแบบฤๅษีชีไพรได้ แต่ธาตุแท้ดั้งเดิมของสัตว์เหล่านี้มีกายไปตามขวาง ทำให้ไม่สามารถหาฐานที่ 7 พบเช่นกัน จึงหมดโอกาสฝึกสัมมาสมาธิ ดังนั้นสัตว์เหล่านั้นถึงจะแปลงเป็นคนได้พระพุทธศาสนาก็ไม่ยอมให้บวชเป็นพระภิกษุ เพราะไม่อาจบรรลุมรรคผลนิพพานได้

เมื่อได้เกิดเป็นคนมีกายที่ตั้งตรงอยู่แล้ว มีโอกาสหาศูนย์กลางกายได้ง่าย และหาทางไปนิพพานได้เร็วก็ควรจะหาโอกาสรีบปฏิบัติธรรมเสียก่อน ไม่ควรทำความลำบากให้แก่ตัว คือไม่นั่งหลังงอ ไม่ยืนหลังโกง ไม่ก้มกายเลียนแบบสัตว์ ต้องนั่งยืดกายให้ตัวตรงจนหน้าตัดของกระดูกสันหลังทุกๆ ข้อรับกันสนิท เต็มหน้าตัด ประโยชน์จากการตั้งกายตรง คือ ก. ช่วยให้การโคจรของโลหิตและลมหายใจไม่ติดขัด ข. ทำให้นั่งได้ทน ไม่ปวดเมื่อยง่าย ค. หาศูนย์กลางกายฐานที่ 7 ได้ง่าย

4)ดำรงสติมั่น ตั้งแต่ทหารเลว พลเดินเท้า ไปจนถึงแม่ทัพผู้บัญชาการรบ ต่างก็มีความสำคัญแก่กองทัพด้วยกันทั้งสิ้น แต่ที่สำคัญที่สุด คือ แม่ทัพผู้บัญชาการรบ ถ้าแม่ทัพเป็นผู้มีปัญญาเฉียบแหลม มีฝีมือเข้มแข็งแล้ว เป็นอันมั่นใจได้ว่าต้องรบชนะ สติ คือ แม่ทัพใหญ่ในการสู้รบกับกิเลส สติ คือหัวใจของการฝึกสมาธิ ความมุ่งหมายประการสำคัญที่สุดของการฝึกสมาธิ ก็คือต้องการให้เป็นผู้มีสติ ถ้าผู้ใดขาดสติหรือสติฟั่นเฟือนก็ไม่สามารถฝึกสมาธิได้

2.4 วิธีการปรับร่างกายให้เหมาะสม

2.4.1 ขั้นตอนการปรับกาย

1.ให้ใช้ท่านั่งขัดสมาธิโดยเอาขาขวาทับขาซ้าย มือขวาทับมือซ้าย ให้นิ้วชี้ของมือข้างขวาจรดนิ้วหัวแม่มือข้างซ้าย วางไว้บนหน้าตักพอสบายๆ

2.ขยับร่างกายให้พอเหมาะพอดี อย่าให้งุ้มมาข้างหน้ามากเกินไป หรือหงายไปข้างหลัง หรือเอียงไปข้างๆ ตั้งกายให้ตรงพอเหมาะพอดี ไม่ถึงกับยืดเกินไป ต้องปรับให้ดี และหลับตาลงเบาๆ

3.หลับตาแล้ว ให้สำรวจดูว่ามีส่วนใดของร่างกายเกร็งหรือเครียดไหม สำรวจดูให้ทั่ว

4.เมื่อพบว่ามีส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย เกร็งหรือเครียด ก็ให้ขยับเนื้อขยับตัว โดยกะคะเนให้เลือดลมในตัวเดินได้สะดวก

5.ผ่อนคลายกล้ามเนื้อทุกส่วนในร่างกายให้หมด ตั้งแต่กล้ามเนื้อที่เปลือกตา กล้ามเนื้อที่ศีรษะ ต้นคอ บ่า ไหล่ แขนทั้งสอง ลำตัว ตลอดจนกระทั่งขาทั้งสองถึงปลายนิ้วเท้า ให้ผ่อนคลายให้หมด

6.ปรับท่านั่งร่างกาย จนกระทั่งมีความรู้สึกว่านั่งแล้วสบาย เลือดลมในตัวเดินได้สะดวก นี่คือการเตรียมตัว เตรียมร่างกายสำหรับการปฏิบัติธรรม ถ้าหากเราทำอย่างนี้จนกระทั่งติดเป็นนิสัยแล้ว เวลานั่งครั้งต่อไปจะเข้าถึงสมาธิได้ง่าย

2.4.2 ข้อควรปฏิบัติในการปรับร่างกาย

1.วิธีการผ่อนคลายร่างกาย

การผ่อนคลายให้เริ่มจากศีรษะไปจนกระทั่งถึงปลายเท้า แล้วค่อยๆ ทำย้อนกลับขึ้นมา เพื่อให้ร่างกายผ่อนคลายและเป็นการปรับสภาพใจให้กลับมาอยู่กับเนื้อกับตัว

นอกเหนือจากการทำความรู้สึกให้ทุกส่วนของร่างกายผ่อนคลายแล้ว พระราชภาวนาวิสุทธิ์ยังแนะนำให้ทำความรู้สึกว่าในขณะที่ผ่อนคลายร่างกายนั้น ให้นึกว่าอวัยวะแต่ละส่วนนั้นใส จะเป็นการทำให้ใจของเราสะอาด บริสุทธิ์ ผ่องใสไปด้วยซึ่งมีวิธีการปฏิบัติดังนี้

“ เริ่มผ่อนคลายกล้ามเนื้อบริเวณใบหน้าและศีรษะ เราเริ่มต้นจากที่คาง แก้มทั้งสอง ริมฝีปากทั้งล่างและบน ให้ผ่อนคลาย และให้ใสบริสุทธิ์ ประดุจทำด้วยแก้ว ทำด้วยเพชรใสๆ กล้ามเนื้อบริเวณจมูก เปลือกตาทั้งสอง หน้าผาก ให้ผ่อนคลาย และใสบริสุทธิ์ ประดุจทำด้วยแก้ว ทำด้วยเพชรใสๆ กล้ามเนื้อบริเวณใบหูทั้งสอง หนังศีรษะถึงปลายเส้นผม ผ่อนคลายและใสบริสุทธิ์ ประดุจทำด้วยแก้ว ทำด้วยเพชรใสๆ กล้ามเนื้อบริเวณท้ายทอย ลำคอที่กลมคล้ายๆ กับปากถ้วยแก้ว ให้ผ่อนคลายและใสบริสุทธิ์ ประดุจทำด้วยแก้ว ทำด้วยเพชรใสๆ

กล้ามเนื้อบริเวณบ่าทั้งสอง หัวไหล่ทั้งสอง แขนทั้งสอง ฝ่ามือถึงปลายนิ้วมือ ให้ผ่อนคลายใสบริสุทธิ์ ประดุจทำด้วยแก้วทำด้วยเพชรใสๆ กล้ามเนื้อบริเวณลำตัว ทรวงอก ท้อง แผ่นหลัง สีข้างทั้งสอง ผ่อนคลายและใสบริสุทธิ์ ประดุจทำด้วยแก้ว ทำด้วยเพชรใสๆ กล้ามเนื้อบริเวณสะโพกทั้งสอง ขา น่อง สันหน้าแข้ง เท้าถึงปลายนิ้ว ให้ผ่อนคลาย และใสบริสุทธิ์ ประดุจทำด้วยแก้ว ทำด้วยเพชรใสๆ ทำไปช้าๆ อย่างนี้

แล้วก็ย้อนขึ้นจากปลายนิ้วเท้า ฝ่าเท้า ปลีน่อง สันหน้าแข้ง หัวเข่า โคนขาทั้งสองถึงสะโพก ผ่อนคลายและใสบริสุทธิ์ ประดุจทำด้วยแก้ว ทำด้วยเพชรใสๆ กล้ามเนื้อบริเวณท้อง ทรวงอก สีข้างทั้งสอง แผ่นหลัง ให้ผ่อนคลาย ใสบริสุทธิ์ ประดุจทำด้วยแก้ว ทำด้วยเพชรใสๆ กล้ามเนื้อที่ปลายนิ้วมือ ฝ่ามือทั้งสอง แขนถึงหัวไหล่ บ่าทั้งสอง ผ่อนคลาย ใสบริสุทธิ์ ประดุจทำด้วยแก้ว ทำด้วยเพชร กล้ามเนื้อบริเวณลำคอ ท้ายทอย หนังศีรษะถึงปลายเส้นผม ผ่อนคลายและใสบริสุทธิ์ ประดุจทำด้วยแก้ว ทำด้วยเพชรใสๆ ทำไปช้าๆ นึกไปช้าๆ

ใบหูทั้งสอง หน้าผาก เปลือกตา จมูก แก้มทั้งสอง ริมฝีปากทั้งล่างและบนถึงคาง ผ่อนคลายใสบริสุทธิ์ ประดุจทำด้วยแก้ว ทำด้วยเพชรใสๆ ข้างนอกเราใสหมดทั้งตัวแล้วเป็นก้อนแก้ว ก้อนเพชรใสๆ ที่ผ่อนคลาย ในลำตัวของเรา ในร่างกายเรา

สมมุติว่าเราเอาอวัยวะภายในตั้งแต่มันสมองในกะโหลกศีรษะเรื่อยไปเลย ตับไตไส้พุงเอาออกให้หมด ให้เหลือเป็นที่โล่งๆ กลวงๆ เป็นโพรง เหมือนกับท่อน้ำกลวงๆ ที่ไม่มีตะกอนตะกรัน แล้วก็ให้นึกผ่อนคลายภายในให้ใสบริสุทธิ์ ประดุจเป็นท่อแก้ว ท่อเพชรใสๆ ใสบริสุทธิ์ทั้งด้านนอกและด้านใน”1)

2.วิธีการหลับตา

การหลับตามีวัตถุประสงค์ไม่ให้เห็นภาพภายนอก ซึ่งจะพลอยทำให้ใจของเราฟุ้ง เหมือนเราปิดฉากปิดม่านของตา โดยมีวิธีการดังนี้

1.หลับตาของเราเบาๆ คล้ายกับเวลาที่เรานอนหลับ โดยปิดผนังตาเพียงเบาๆ

2.อย่าเม้มตาแน่น อย่าบีบหัวตา และอย่ากดลูกนัยน์ตา หลับตาสักครึ่งลูก ปรือๆ สบายๆ หรือหลับตาประมาณ 80-90%

3.การวางเปลือกตาให้เป็น ถ้าถูกส่วนแล้ว จะเป็นแค่แตะไม่ถึงกับติด แค่สัมผัสเบาๆ เหมือนปรือๆ ตา ถ้าหลับตาไม่เป็น ไปบีบเปลือกตา แบบคนทำตาหยีจะทำให้ปวดศีรษะ มึนศีรษะ แล้วไม่ได้ผล

4.ลืมไปเลยว่าเรามีลูกนัยน์ตา ถ้าหลับตาได้อย่างนี้ จะทำให้เราเห็นภาพภายในได้

ในการหลับตา มีนักปฏิบัติสมาธิบางท่านไม่เข้าใจการปฏิบัติ โดยหลับตาแล้วบีบหัวตา ปิดเปลือกตา จนสนิทแน่น เพื่อที่จะไปเค้นให้เห็นภาพนิมิตได้ชัดเจนทำให้กล้ามเนื้อบริเวณหัวคิ้วมีความรู้สึกคล้ายๆ มีแม่เหล็กติดไว้คนละขั้ว คือ คิ้วขมวดเข้าหากัน และจะเป็นสาเหตุของอาการมึนตึงศีรษะ ปวดตา ตึงต้นคอได้ ทำให้นักปฏิบัติธรรมยิ่งนั่งก็ยิ่งหน้าตาแก่ลงไปทุกวัน และทำให้เกิดอาการล้า จนรู้สึกไม่อยากปฏิบัติสมาธิต่อไป ทั้งนี้ก็เพราะว่าทำผิดวิธี

นอกจากนี้ในการหลับตา นักปฏิบัติบางท่านก็พยายามใช้สายตามองลงไปในกลางท้อง เพื่อให้เห็นภาพนิมิตในกลางท้องชัดเจน ซึ่งพระราชภาวนาวิสุทธิ์ ได้ให้ข้อแนะนำไว้ว่า

“ เริ่มต้นตั้งแต่ปรับลูกนัยน์ตา ต้องอยู่ในองศาเดิม อย่ากดลงไป โฟกัสไปที่ศูนย์กลางกาย อย่างนี้ไม่ถูก คือพยายามที่จะโฟกัส ยิ่งกดลูกนัยน์ตา ยิ่งเครียด ยิ่งเพ่ง คิ้วจะขมวดเข้าหากัน แล้วก็เหนื่อย ไม่ได้ผลอะไรเพราะจิตมันหยาบ

ความจริงเราไม่ต้องใช้ความพยายามอะไร เหมือนเราเดินไป ตาเรามองไปข้างหน้า แต่เราสามารถ รู้ได้ว่าคนข้างๆ ผู้หญิงหรือผู้ชาย โดยทั้งๆ ที่เรามองเหมือนไม่ได้มอง ก็เลยยังมองอยู่ แต่มองด้วยจิตสำนึกลึกๆ มองผ่านอย่างนั้น ทั้งๆ ลูกนัยน์ตาอยู่ในองศาที่มองไปหน้า ดูคน ดูแผ่นป้าย ดูรถรา แต่เรารู้ว่าข้างๆ มีคนอยู่ ผู้หญิง ผู้ชาย เด็ก ผู้ใหญ่ ผู้เฒ่า มองอย่างนั้น มองผ่านๆ

เพราะฉะนั้น เวลาเราหลับตาอย่ากดลูกนัยน์ตา ถ้าเราไม่ฟังผ่าน หรือฟุ้งจนลืมฟังคำๆ นี้ จะมีความหมายมาก คือลูกนัยน์ตาจะอยู่ที่เดิม อยู่ในระดับที่เหมือนเรามองไปข้างหน้า แต่เราปิดแล้วก็ทำความรู้สึกของใจด้วยสำนึกที่ละเอียดอ่อน มองเหมือนไม่ได้มอง แต่ว่าไม่ได้มองก็เหมือนมองคล้ายๆ มีละอองดาวเล็ก หรือเพชรใสๆ ที่มีคุณค่าอย่างมหาศาลมากจนกระทั่งเราไม่กล้าที่จะไปแตะต้อง ไปสัมผัส มันมีคุณค่ามากเหลือเกิน คือเราไม่สามารถไปแตะต้องได้จึงได้แต่มองผ่านๆ”2)

ในเรื่องของการหลับตานี้ แม้ว่าจะเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ไม่ควรมองข้ามเพราะนักปฏิบัติบางท่าน ติดอยู่ที่ตรงนี้ บางทีเป็นสิบปี ยี่สิบปี ทำให้รู้สึกว่าปฏิบัติแล้วไม่ได้อะไร เพราะฉะนั้นเราจึงควรหมั่นสังเกตและค่อยๆ ฝึกปฏิบัติกันต่อไป

3.วิธีการปรับท่านั่ง

1.ในการนั่ง ให้นั่งตั้งกายตรงมั่นคงประดุจขุนเขาที่ตั้งอยู่บนแผ่นดิน ไม่โยกไม่คลอน แม้จะมีลม มาปะทะทั้ง 4 ทิศ หรือรอบทิศก็ไม่หวั่นไหว การที่นั่งได้เช่นนี้ ถือว่าเป็นท่านั่งที่ถูกส่วน คือ ไม่ง่อนแง่น ไม่โยกคลอน แต่ผ่อนคลายสบายหมดทุกส่วน และจะทำให้นั่งได้นาน

2.ปรับท่านั่งให้สบาย จนมีความรู้สึกว่า นั่งแล้วเหมาะแก่การปฏิบัติธรรม ท่านั่งที่สบาย หมายความว่า เราจะนั่งไปนานเท่าไรก็ได้ โดยไม่รู้สึกเบื่อหน่าย ไม่เมื่อย ไม่มึน ไม่ซึม

3.เวลานั่งต้องทำความรู้สึกว่า เรามานั่งผ่อนคลายร่างกายและจิตใจ ไม่ใช่มาตั้งท่าทำสมาธิ เพราะเราใช้ร่างกายมานาน เวลานั่งต้องผ่อนคลายร่างกายให้สบาย ซึ่งท่านั่งของแต่ละคนจะเหมาะสมกับแต่ละคนของใครของคนนั้น ถ้าตั้งใจมากเกินไป จะเอาท่าสวย จะทำให้เกิดความตึงเครียด นั่งแล้วไม่ได้ผล

4.ในกรณีที่นั่งไปแล้วรู้สึกว่าเมื่อย ชา ให้ขยับ เช่น ยกเข่าซ้าย/ขวาขึ้นจากพื้นเล็กน้อยเพื่อ ให้เลือดไหลเวียน หรือเปลี่ยนอิริยาบท ขยับมานั่งขัดสมาธิชั้นเดียว หรือนั่งพับเพียบ อย่างไรก็ได้ แต่อย่าปล่อยให้เมื่อยมากแล้วขยับ เพราะใจจะหลุดจากกลางมาที่ร่างกายส่วนที่เมื่อย หรือชา ก่อนขยับควรทำความรู้สึกว่า ใจอยู่ตรงกลาง

แต่ถ้ารู้สึกว่านั่งแล้วกำลังดี ใจละเอียดเป็นสมาธิมาก ถ้าขยับแล้วใจจะไม่นิ่งและถอยหยาบออกมา ให้ใช้การปรารภความเพียรทำต่อไปก็ได้ เหมือนกับที่พระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนีปฏิบัติ ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 10 ปี พ.ศ. 2460 จนกระทั่งเข้าถึงธรรม

5.สำหรับท่านที่ไม่ถนัดในการนั่งขัดสมาธิในท่ามาตรฐาน ให้นั่งในอิริยาบถที่สบาย คือนั่งอย่างไรก็ได้ ให้มีความรู้สึกว่าเลือดลมเดินได้สะดวก เช่น จะนั่งด้วยท่านั่งขัดสมาธิชั้นเดียวก็ได้ หรืออาจจะหาอาสนะหรือหมอนมารองก้นก็ได้เพื่อช่วยไม่ให้ปวดหลัง หรือจะนั่งพิงข้างฝา นั่งห้อยเท้าหรือ นั่งอย่างไรก็ได้ โดยมีจุดสำคัญอยู่ที่ว่าให้ท่านั่งอยู่ในอิริยาบถที่สบาย เลือดลมในตัวเดินได้สะดวก แต่อย่าให้สบายเกินไปจนเป็นเหตุให้หลับ เช่น นั่งเหยียดขา หรือกึ่งนั่ง กึ่งนอน เพราะจะทำให้ล้มตัวลงนอนได้ในที่สุด หรือทำให้ลำบากเกินไปจนทำให้เกิดความลำบากในการนั่ง อย่างไรก็ตาม ถ้าเรารักษาท่านั่งขัดสมาธิแบบมาตรฐานไว้ได้ เมื่อใจเราเป็นสมาธิแล้ว ท่านี้จะเป็นท่าที่เหมาะสมที่สุด

2.5 ประโยชน์จากการปรับร่างกายได้เหมาะสม

1.การขยับตัว เมื่อขยับให้ดีจะทำให้ไม่ปวด ไม่เมื่อย รู้สึกพอดีๆ มีความรู้สึกขึ้นมาในใจว่ามั่นคง จะนั่งไปยาวนานแค่ไหนก็ได้ และทำให้ไม่มีความรู้สึกว่าฝืนนั่ง หรือพยายามที่จะนั่ง รู้สึกสบายๆ

2.การปรับร่างกาย ถ้าพยายามทำความเข้าใจให้ดีทุกขั้นตอน จะทำให้เกิดผลของการปฏิบัติอย่างที่ปรารถนาไว้ ถ้าหากว่าเริ่มต้นได้ถูกต้องแล้ว เมื่อนำไปทำเองในภายหลังก็จะทำให้ถึงที่หมายได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัย

2.6 ผลเสียจากการไม่ปรับร่างกายให้เหมาะสม

1.ถ้าขยับเนื้อขยับตัวไม่ดี นั่งขึงขังเอาจริงเอาจัง จะทำให้กล้ามเนื้อของร่างกายเกร็ง เครียด และปฏิบัติได้ผลล่าช้า ทำให้เสียเวลา ได้แต่ความอดทนแต่ไม่เข้าถึงธรรม

2.การปรับกายเป็นสิ่งสำคัญ ถ้าดูเบาว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยอาจจะกลายเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ทีเดียว โดยเฉพาะการหลับตาให้เป็นกับการขยับเนื้อขยับตัวปรับร่างกายของเราให้อยู่ในท่านั่งที่สะดวกสบาย เพื่อให้เลือดลมในตัวเดินได้สะดวก ถ้าทำตรงนี้ยังไม่ได้จะมีผลทำให้การเข้าถึงธรรมล่าช้า

3.ถ้ามองผ่านเรื่องการปรับกาย คือหากมองข้ามคำแนะนำเบื้องต้นเหล่านี้ จะทำให้เกิดผลเสียต่อไปในอนาคต คือไม่ประสบความสำเร็จในการเข้าถึงสมาธิ

1) พระราชภาวนาวิสุทธิ์, พระธรรมเทศนา 2 พฤษภาคม 2542.
2) พระราชภาวนาวิสุทธิ์, พระธรรมเทศนา วันที่ 9 ตุลาคม 2545.
md102/2.txt · แก้ไขครั้งล่าสุด: 2015/03/15 16:55 (แก้ไขภายนอก)
 
เว้นแต่จะได้แจ้งไว้เป็นอื่นใด เนื้อหาบนวิกินี้ถูกกำหนดสิทธิ์ไว้ภายใต้สัญญาอนุญาติต่อไปนี้: CC Attribution-Noncommercial 3.0 Unported
Recent changes RSS feed Donate Powered by PHP Valid XHTML 1.0 Valid CSS Driven by DokuWiki