บทที่ 1 หลักการปฏิบัติเพื่อให้เข้าถึงพระธรรมกาย

  • 1.1 การบรรลุธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
  • 1.2 การบรรลุธรรมของพระมงคลเทพมุนี
  • 1.3 การปฏิบัติตามทางสายกลาง
  • 1.4 วิธีการฝึกจิตตามทางสายกลาง
  • 1.5 พระธรรมกาย
  • 1.6 วิธีปฏิบัติเพื่อให้เข้าถึงธรรมกาย

แนวคิด

1.พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสั่งสมบารมีมา 20 อสงไขยแสนมหากัป ทรงบรรลุธรรมสิ้นกิเลสอาสวะได้ในชาติสุดท้ายก็ด้วยการฝึกจิตดำเนินตามหลักทางสายกลาง หรือมัชฌิมาปฏิปทา

2.พระมงคลเทพมุนี ได้นั่งสมาธิเอาชีวิตเป็นเดิมพันจนกระทั่งเข้าถึงพระธรรมกายและค้นพบว่า สิ่งที่ท่านเข้าถึงนั้นดำเนินไปตามทางสายกลาง ตามแนวทางการบรรลุธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

3.การฝึกจิตดำเนินตามเส้นทางสายกลางจะเกิดขึ้นได้ด้วยวิธีการหยุดใจ โดยมีฐานที่หยุดใจอยู่ ณ ศูนย์กลางกายของตัวหรือที่เรียกว่า ศูนย์กลางกายฐานที่ 7

วัตถุประสงค์

1.เพื่อให้นักศึกษามีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเส้นทางการบรรลุธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

2.เพื่อให้นักศึกษามีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการบรรลุธรรมของพระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร)

3.เพื่อให้นักศึกษามีความเข้าใจในหลักการปฏิบัติเพื่อให้เข้าถึงพระธรรมกาย

1.1 การบรรลุธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสร้างบารมีมานานนับได้ 20 อสงไขย แสนมหากัป เมื่อบารมีเต็มเปี่ยมแล้ว ในภพชาติสุดท้ายจึงได้บรรลุธรรมเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เส้นทางการบรรลุธรรมในภพชาติสุดท้ายนั้น เริ่มตั้งแต่ในตอนต้นแห่งชีวิตครั้งยังเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ ท่านได้เสวยสุขจากความเพียบพร้อมด้วยความสุขทางโลกที่ได้รับจากการเป็นราชบุตรซึ่งกำลังจะได้รับสืบทอดตำแหน่งพระราชาผู้มีอำนาจสูงสุดในแว่นแคว้นและในอีก 7 วัน ก็จะได้เป็นถึงพระเจ้าจักรพรรดิครอบครองราชสมบัติอันยิ่งใหญ่ แต่พระองค์ก็ได้ทรงพิจารณาเห็นแล้วว่าแนวทางแห่งการเข้าถึงความเป็นพระเจ้าจักรพรรดิไม่สามารถที่จะนำตนและบุคคลอื่นให้เข้าถึงความสุขที่แท้จริงได้ พระองค์จึงทรงตัดสินพระทัยสละชีวิตในพระราชวังที่สมบูรณ์ด้วยกามคุณต่าง ๆ ประพฤติตนเฉกเช่นนักบวช ปลงผมและหนวด นุ่งห่มผ้ากาสายะ และแสวงหาวิถีทางเพื่อให้เข้าถึงความหลุดพ้นจากทุกข์

ในการแสวงหาของพระองค์ กล่าวกันว่า พระองค์ได้ทรงพบกับดาบสสองท่าน คือ อาฬารดาบสและอุทกดาบส และก็ได้ลองฝึกปฏิบัติสมาธิตามแนวทางของทั้งสองท่านจนกระทั่งได้อภิญญา 51) สมาบัติ 8 สามารถแสดงฤทธิ์โดยประการต่าง ๆ ได้ ซึ่งถือว่าปฏิบัติได้จนสิ้นภูมิรู้ครูอาจารย์ แต่พระองค์ก็พบว่า หาใช่หนทางที่พระองค์ปรารถนาไม่ ทั้งยังไม่ใช่หนทางที่ทำให้หลุดพ้นจากทุกข์ได้อย่างแท้จริง จึงได้ทดลองด้วยการบำเพ็ญทุกกรกิริยาอย่างอุกฤษฏ์ตามที่ปฏิบัติกันมากในสมัยนั้น ทรงทดลองปฏิบัติทุกวิธี สุดท้ายจึงได้ทดลองอดพระกระยาหารเป็นเวลาหลายเดือน แต่ก็ยังไม่ค้นพบหนทางหลุดพ้น เมื่อพิจารณาใคร่ครวญอย่างถ่องแท้แล้วว่าไม่อาจนำตนให้พ้นจากทุกข์จึงทรงเลิกปฏิบัติในขณะนั้น ได้ทรงระลึกถึงวันที่พระองค์ยังทรงพระเยาว์ได้ทรงนั่งที่ใต้ร่มไม้หว้าที่มีบรรยากาศอันเป็นที่สบาย และได้เข้าถึงสภาวะจิตที่เป็นสมาธิแน่วแน่ จึงได้พิจารณาเห็นถึงการปฏิบัติที่เป็นทางสายกลาง ไม่ตึง ไม่หย่อนเกินไปว่าน่าจะเป็นทางบำเพ็ญเพียรเพื่อการหลุดพ้น

ในวันตรัสรู้ พระองค์ได้รับข้าวมธุปายาส ซึ่งเป็นข้าวปรุงรสที่สมบูรณ์ด้วยคุณค่าทางโภชนาหารจากนางสุชาดา เมื่อได้เสวยข้าวมธุปายาส ทำให้ร่างกายสดชื่นมีกำลังแล้ว พระองค์ทรงรับเอาฟ่อนหญ้าจากพราหมณ์ผู้หนึ่งและได้มาปูลาดใต้โคนไม้ศรีมหาโพธิ์ แล้วอธิษฐานจิตด้วยบุญฤทธิ์ ทำให้ฟ่อนหญ้านั้นเป็นรัตนบัลลังก์สูง 18 ศอก ทรงนั่งขัดสมาธิคู้บัลลังก์ ณ ภายใต้ควงไม้ศรีมหาโพธิ์ และได้เริ่มตั้งความเพียรเป็นจาตุรังควิริยะว่า “ แม้เนื้อเลือดจะแห้งเหือดหายไป เหลือแต่กระดูก หนังก็ตามที หากไม่บรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณแล้วจะไม่ลุกจากที่นี้เป็นเด็ดขาด” และด้วยการบำเพ็ญเพียรทางจิตในคืนวันเพ็ญ เดือนวิสาขะนั้นเอง ในปฐมยามคือยามแรก ในตอนหัวค่ำพระองค์ก็ทรงเข้าถึงพระธรรมกาย อันเป็นกายตรัสรู้ที่พระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ ได้บรรลุบุพเพนิวาสานุสติญาณ สามารถที่จะระลึกชาติของพระองค์เองได้ ในยามที่ 2 เมื่อเวลาเข้าใกล้เที่ยงคืนทรงเข้าถึง แจ่มแจ้งในจุตูปปาตญาณ รู้แจ้งในการเกิดและการตายของสัตว์ที่ได้ทำกรรมต่างๆ กัน ซึ่งทำให้มีกำเนิดสูงต่ำต่างกัน และก่อนใกล้รุ่ง ทรงเข้าถึงอาสวักขยญาณสามารถกำจัดกิเลสให้หมดไปประดุจพระอาทิตย์กำจัดความมืดให้หมดสิ้นไป เข้าถึงความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้หลุดพ้นจากการครอบงำของกิเลสทั้งหลายเข้าสู่ความเป็นอิสระแท้จริงของชีวิต

หนทางที่ทำให้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่พระองค์ทรงค้นพบนั้น เรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทา คือทางสายกลาง เป็นหนทางหรือข้อปฏิบัติที่ไม่ตึงเกินไปจนสร้างความลำบากแก่ตน(อัตตกิลมถานุโยค) ไม่หย่อนเกินไปจนเป็นการพอกพูนกามกิเลส(กามสุขัลลิกานุโยค)

มัชฌิมาปฏิปทานี้ ในธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ซึ่งเป็นพระสูตรที่กล่าวถึงปฐมเทศนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ได้ตรัสกับพระปัญจวัคคีย์ ให้ได้ทราบถึงทางที่ทำให้พระองค์ตรัสรู้ไว้ว่าหมายถึง “ อริยมรรคมีองค์ 8 คือ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปโป สัมมาวาจา สัมมากัมมันโต สัมมาอาชีโว สัมมาวายาโม สัมมาสติ สัมมาสมาธิ”2)

มรรคมีองค์ 8 นี้เอง ที่พระพุทธองค์ตรัสว่า “ ปฏิปทาสายกลาง ไม่เข้าไปใกล้ที่สุดสองอย่างนั้น ตถาคตได้ตรัสรู้แล้วด้วยปัญญาอันยิ่ง ทำดวงตาให้เกิด ทำญาณให้เกิดย่อมเป็นไปเพื่อความสงบเพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน”3)

1.2 การบรรลุธรรมของพระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร)

พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) หรือที่รู้จักกันในนามว่า หลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ผู้ดำเนินรอยตามพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านได้ปรารภการบวชตั้งแต่อายุ 19 ปี และได้อุปสมบทครองผ้ากาสาวพัสตร์ เมื่ออายุ 22 ปี หลังจากบวชแล้วก็ตั้งใจศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัยตามการศึกษาภาคปริยัติที่ทางคณะสงฆ์ส่งเสริม เช่น ศึกษาคัมภีร์มูลกัจจายน์ ธรรมบท คัมภีร์สารสังคหะ วิสุทธิมรรค จนกระทั่งแตกฉานพอที่จะสามารถแปลบาลีได้สมความตั้งใจ ควบคู่ไปกับการฝึกปฏิบัติสมาธิกับพระอาจารย์ตามสำนักต่างๆ เช่น หลวงพ่อเนียม วัดน้อย จังหวัดสุพรรณบุรี เจ้าคุณสังวรานุวงษ์ วัดราชสิทธาราม พระครูญาณวิรัติ (โป๊) วัดพระเชตุพน พระอาจารย์สิงห์ วัดละครทำ จนกระทั่งเป็นที่รับรองของอาจารย์ว่าร่ำเรียนได้เท่าอาจารย์ และมอบภาระให้เป็นผู้สอนต่อได้ แต่ท่านไม่พอใจในความรู้ที่มีอยู่จึงค้นคว้าต่อไป

ล่วงเลยไป 11 พรรษา หลังจากที่เรียนพระปริยัติจนพอแก่ความต้องการจึงเริ่มลงมือปฏิบัติอย่างจริงจังด้วยหวนรำลึกว่า “ ในเมื่อเราตั้งใจจริงๆ ในการบวช จำเดิมอายุสิบเก้า เราได้ปฏิญาณตนบวชจนตาย ขออย่าให้ตายในระหว่างการบวช บัดนี้ก็ได้บอกลามาถึง 15 พรรษา ย่างเข้าพรรษานี้แล้ว ก็พอแก่ความประสงค์ของเราแล้ว บัดนี้ของจริงที่พระพุทธเจ้าท่านรู้ท่านเห็น เราก็ยังไม่ได้บรรลุ ยังไม่รู้ไม่เห็น สมควรแล้วที่จะต้องกระทำอย่างจริงจัง”4)

เมื่อตกลงใจดังนั้นแล้ว ในกลางพรรษาที่ 12 ในวันเพ็ญเดือน 10 ปี พ.ศ. 2460 ณ วัดโบสถ์บน ต.บางคูเวียง จ.นนทบุรี หลวงพ่อท่านได้ตั้งใจปฏิบัติธรรมเอาชีวิตเป็นเดิมพัน ดำเนินรอยตามพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยการตั้งสัจจอธิษฐานว่า “ ถ้าเรานั่งลงไปครั้งนี้ไม่เห็นธรรมที่พระพุทธเจ้าต้องการ เป็นอันไม่ลุกจากที่นี้ จนหมดชีวิต”5) ด้วยการทำความเพียรอย่างไม่อาลัยในชีวิต ดำเนินจิตเข้าไปในหนทางสายกลาง ในที่สุดท่านก็ได้เข้าถึงธรรมภายในที่เรียกว่า “ พระธรรมกาย” อันเป็นสิ่งที่ยืนยันพระดำรัสขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ตรัสไว้แก่เหล่าสาวกว่า “ ธรรมกาย เป็นชื่อของตถาคต”6)

1.3 การปฏิบัติตามทางสายกลาง

ดังที่กล่าวไว้ข้างต้นว่า พระพุทธเจ้าทรงปฏิบัติจนกระทั่งตรัสรู้ ตามทางสายกลาง แต่ทางสายกลางที่พระพุทธเจ้าปฏิบัตินั้น ไม่ได้มีบอกไว้ชัดเจนในพระสูตรว่ามีวิธีการเช่นไร เพียงแต่บอกว่า คือ มรรคมี องค์ 8 พระมงคลเทพมุนีหลังจากที่ได้ปฏิบัติโดยเอาชีวิตเป็นเดิมพันจนเข้าถึงพระธรรมกายแล้ว ก็ได้ค้นพบว่าทางสายกลาง หรือมัชฌิมาปฏิปทา อันประกอบด้วยมรรคมีองค์ 8 ที่เจ้าชายสิทธัตถะได้ทรงค้นพบนั้น แท้จริงแล้วมิได้หมายถึงความประพฤติทั่วๆ ไปในชีวิตประจำวันเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการฝึกใจ ที่ดำเนินไปตามมรรคมีองค์ 8 หลวงพ่อได้อธิบายไว้ในพระธรรมเทศนาเรื่อง ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ว่า

“ นี่ที่ไปถึงพระตถาคตเจ้าอย่างนี้ ไปถึงธรรมกายเช่นนี้ไม่ได้ไปทางอื่นเลย ไปทางปฐมมรรค ไปกลางดวงธรรมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ดวงศีล ดวงสมาธิ

ดวงปัญญา ดวงวิมุตติ ดวงวิมุตติญาณทัสสนะ ดวงศีลคืออะไร ดวงศีลน่ะคือ สัมมาวาจา สัมมากัมมันโต สัมมาอาชีโว อริยมรรค 3 องค์นี้เรียกว่า ดวงศีล ดวงสมาธิ สัมมาวายาโม สัมมาสติ สัมมาสมาธิ อริยมรรค อีก 3 องค์

ดวงปัญญา สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปโป เป็น 8 องค์ในอริยมรรคนั้นทั้งสิ้น”7)

ด้วยผลแห่งการปฏิบัติ พระมงคลเทพมุนีจึงได้ประกาศยืนยันถึงหลักปฏิบัติตามทางสายกลางของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจนกระทั่งเข้าถึงกายธรรมเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไว้ชัดเจนว่าเป็นสิ่งที่ตรงกับหลักปฏิบัติด้วยการฝึกใจดำเนินไปตามมรรคมีองค์ 8

1.4 วิธีการฝึกจิตตามทางสายกลาง

ในการปฏิบัติสมาธิหรือการฝึกใจตามเส้นทางสายกลางนั้น การที่จะพบหนทางสายกลางได้ต้องเอาใจให้เข้าถึงเฉพาะซึ่งกลาง ซึ่งวิธีการเอาใจให้เข้าถึงมัชฌิมาปฏิปทา หรือทางสายกลางนี้ พระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนี สรุปว่า คือการทำใจให้ หยุด เพียงอย่างเดียว ซึ่งท่านได้กล่าวไว้ในพระธรรมเทศนา เรื่องธัมมจักกัปปวัตตนสูตรว่า

“ ไปหยุดอยู่ที่ศูนย์กลาง นั่นแหละได้ชื่อว่า มัชฌิมา พอหยุดก็หมดดี หมดชั่ว ไม่ดีไม่ชั่วกัน หยุดทีเดียว พอหยุดจัดเป็นบุญก็ไม่ได้ พอหยุดจัดเป็นบาปก็ไม่ได้ จัดเป็นดีก็ไม่ได้ ชั่วก็ไม่ได้ ต้องจัดเป็นกลาง ตรงนั้นแหละกลางใจ หยุดก็เป็นกลางทีเดียว นี้ที่พระองค์ให้นัยไว้กับองคุลิมาลว่า สมณะหยุด สมณะหยุด พระองค์ ทรงเหลียวพระพักตร์มา สมณะหยุดแล้ว ท่านก็หยุด นี้ต้องเอาใจไปหยุดตรงนี้ หยุดตรงนั้นถูกมัชฌิมาปฏิปทาทีเดียว พอหยุดแล้วก็ตั้งใจอันนั้นที่หยุดนั้น อย่าให้กลับมาไม่หยุดอีกนะ ให้หยุดไปท่าเดียว นั่นแหละ พอหยุดแล้วก็ถามซิว่า หยุดลงไปแล้ว ยังตามอัตตกิลมถานุโยคมีไหม ยินดีในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ตัวรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ยินดีไหม ไม่มี นั่นกามสุขัลลิกานุโยคไม่มี ลำบากยากไร้ประโยชน์ไม่มี หยุดตามปกติของเขาไม่มี ทางเขาไม่มีแล้ว เมื่อไม่มีทางดังกล่าวแล้ว นี่ตรงนี้แหละที่พระองค์ทรงรับสั่งว่า ตถาคเตน อภิสมฺพุทฺธา พระตถาคตเจ้ารู้แล้วด้วยปัญญายิ่ง ตรงนี้แห่งเดียวเท่านั้น (ตรงหยุดอยู่ที่ ศูนย์กลางกาย) ตั้งต้นนี้แหละ จนกระทั่งถึงพระอรหัตตผล”8)

ดังนั้น หลักคำสอนที่พระมงคลเทพมุนีสอนสมาธิ จึงมีถ้อยคำสั้นๆ ว่า หยุดเป็นตัวสำเร็จŽ

ในการฝึกใจตามทางสายกลาง ด้วยการทำหยุดให้เกิดขึ้นนั้น พระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนี กล่าวว่า ต้องเอาใจให้เข้าถึงเฉพาะซึ่งกลาง คือ ศูนย์กลางกายฐานที่ 7 ดังที่ท่านอธิบายไว้ว่า กลางนี่ลึกซึ้งนัก ไม่มีใครรู้ใครเข้าใจกันเลย ธรรมที่เรียกว่า ข้อปฏิบัติอันเป็นกลางน่ะ (ในทาง) ปฏิบัติ แปลว่า ถึงเฉพาะซึ่งกลาง อะไรถึง ต้องเอาใจเข้าถึงซึ่งกลางซิ เอาใจเข้าไปถึงซึ่งกลาง กลางอยู่ตรงไหน มีมนุษย์นี่ มีแห่งเดียวเท่านั้น ศูนย์กลางกายมนุษย์Ž9)

ศูนย์กลางกาย จึงมีความสำคัญในการฝึกใจตามทางสายกลาง เป็นหนทางมราจะทำให้เข้าถึงพระธรรมกาย และพระนิพพานได้ในที่สุด ดังนั้นหากไม่สามารถฝึกสมาธิเอาใจให้อยู่ที่ศูนย์กลางกาย เราก็จะไม่พบคำว่าธรรมกาย

ดังนั้น หากกล่าวโดยสรุป หลักการดำเนินจิตไปตามทางสายกลาง หรือ มัชฌิมาปฏิปทา จะเกิดขึ้นได้ เมื่อเอาใจให้เข้าถึงเฉพาะซึ่งกลาง คือให้ใจหยุดนิ่งอยู่ที่ศูนย์กลางกาย เมื่อทำได้เช่นนี้จึงได้ชื่อว่า หลักการปฏิบัติฝึกใจตามทางสายกลาง

1.5 พระธรรมกาย

ในการปฏิบัติกรรมฐานของพระมงคลเทพมุนี ท่านได้เข้าถึงพระธรรมกายซึ่งเป็นกายตรัสรู้ธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ได้ตรัสรู้ในวันเพ็ญ ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ณ ควงไม้ศรีมหาโพธิ์ ด้วยการดำเนินจิตตามทางสายกลาง หรือมัชฌิมาปฏิปทาเข้าถึงพระธรรมกาย แม้พระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ก็เข้าถึงพระธรรมกายที่มีอยู่ในตัว พระมงคลเทพมุนีจึงได้กล่าวไว้ว่า “ กายนี้เป็นกายที่สำคัญที่สุดในพระพุทธศาสนา ผู้ใดทำกายนี้ให้เป็นขึ้นได้ ผู้นั้นก็ชื่อว่าเป็นพระพุทธเจ้า ชื่อว่าอนุพุทธเจ้า”10) ซึ่งหลังจากที่ปฏิบัติเข้าถึงแล้ว ท่านได้ตรวจหาหลักฐานในสิ่งที่ท่านค้นพบว่าตรงกับหลักปฏิบัติในพระพุทธศาสนาหรือไม่ ท่านก็พบหลักฐานเกี่ยวกับคำว่า “ ธรรมกาย” ที่ปรากฏอยู่ในคัมภีร์พระไตรปิฎก จึงทำให้มั่นใจในสิ่งที่ปฏิบัติว่าถูกต้อง ซึ่งหลักฐานเกี่ยวกับธรรมกายที่ปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎก คือ

1.”ตถาคตสฺส เหตํ วาเสฏฐฺา อธิวจนํ ธมฺมกาโย อิติปิ พฺรหฺมกาโย อิติปิ ธมฺมภูโต อิติปิ พฺรหฺมภูโต อิติปิฯ” แปลว่า

“ ดูก่อนวาเสฏฐะ และภารทวาชะ อันคำว่า ธรรมกาย ก็ดี พรหมกาย ก็ดี ธรรมภูต ก็ดี พรหมภูต ก็ดี นี้แหละเป็นชื่อของตถาคต”11)

2.”อหํ สุคต เต มาตา ตุวํ ธีร ปิตา มม สทฺธมฺมสุขโท นาถ ตยา ชาตมฺหิ โคตม ฯ สํวทฺธิโตยํ สุคต รูปกาโย มยา ตว อานนฺทิโย ธมฺมกาโย มม สํวทฺธิโต ตยาฯ มุหุตฺตํ ตณฺหาสมนํ ขีรํ ตฺวํ ปายิโต มยา ตยาหํ สนฺตมจฺจนฺตํ ธมฺมขีรมฺปิ ปายิตา” แปลว่า

“ ข้าแต่พระสุคตเจ้า หม่อมฉันเป็นมารดาของพระองค์แต่ข้าแต่พระธีรเจ้า พระองค์ทรงเป็นบิดาของหม่อมฉัน ข้าแต่พระโคดมโลกนาถเจ้าผู้ทรงให้สุขแห่งพระสัทธรรมฯ ข้าแต่พระสุคตเจ้า รูปกายของ พระองค์นี้ หม่อมฉันให้เติบโตแล้ว แต่พระธรรมกายอันน่ายินดีของหม่อมฉัน พระองค์ให้เติบโตแล้ว พระองค์อันหม่อมฉันให้ทรงดื่มขีรธารา อันยังตัณหาให้เข้าไปสงบชั่วครู่ ส่วนหม่อมฉัน อันพระองค์ ให้ดื่มน้ำนมคือธรรมธารา อันสงบอย่างที่สุด”12)

3.”ธมฺมกายญจ ทีเปนฺติ เกวลํ รตนากรํ วิโกเปตุงฺ น สกฺโกนฺติ โก ทิสฺวา นปฺปสีทติฯ” แปลว่า

“ ชนทั้งหลายไม่อาจให้พระผู้มีพระภาคเจ้า ซึ่งทรงแสดงพระธรรมกาย และความเป็นหน่อเนื้อแห่งรัตนะทั้งสิ้นให้กำเริบได้ ใครได้เห็นแล้วจะไม่เลื่อมใสเล่า”13)

4.”ภวนฺติ ปจฺเจกชินา สยมฺภู มหนฺตํ ธมฺมา พหุธมฺมกายา จิตฺติสฺสรา สพฺพทุกฺโขฆติณฺณา อุทคฺคจิตฺตา ปรมตฺถทสฺสี สีโหปมา ขคฺควิสาณกปฺปา” แปลว่า

“ นักปราชญ์เหล่านั้นย่อมเป็นพระสยัมภูปัจเจกชินเจ้า มีธรรมใหญ่ มีธรรมกายมาก มีจิตเป็นอิสระ ข้ามห้วงทุกข์ทั้งปวงได้ มีใจเบิกบาน มีปกติเห็นประโยชน์อย่างยิ่ง อุปมาดังราชสีห์ อุปมาดังนอแรด ฉะนั้น”14)

นอกจากนี้ คำว่า “ ธรรมกาย” ยังที่เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในกลุ่มนักวิชาการที่ศึกษาทางด้านนี้ เพราะปรากฏอยู่ในงานที่เกิดจากการค้นคว้า ดัดแปลงมาจากพระสูตรต่างๆ ในภาษาสันสกฤต เป็นภาษาจีน ญี่ปุ่น และ ธิเบต15) ซึ่งนักวิชาการต่างก็พยายามที่จะให้คำจำกัดความถึงสภาวะและนิยามแห่งคำว่า ธรรมกายให้ชัดเจนที่สุด นอกจากนี้คำว่า ธรรมกายยังปรากฏอยู่ในอรรถกถาฎีกา ตลอดจนศิลาจารึก คัมภีร์โบราณ และหนังสือที่รจนาโดยพระเถระอีกมากมายหลายแห่ง

1.6 วิธีปฏิบัติเพื่อให้เข้าถึงธรรมกาย

พระเดชพระคุณพระราชภาวนาวิสุทธิ์ได้สรุปแนวทางปฏิบัติเพื่อให้เข้าถึงพระธรรมกายตามแนวทางที่พระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนีสอนไว้ว่ามี 2 แบบ คือ

แบบที่ 1 กำหนดบริกรรมนิมิตเป็นดวงแก้วหรือองค์พระอย่างใดอย่างหนึ่ง โดยจะใช้ควบคู่กับบริกรรมภาวนาก็ได้

แบบที่ 2 คือ วางใจนิ่งเฉยอยู่ในกลางท้องที่ศูนย์กลางกาย โดยไม่กังวลว่าตรงฐานที่ 7 หรือไม่ กำหนดไปเรื่อยๆ พอใจหยุดนิ่งถูกส่วนก็จะเข้าถึงปฐมมรรคเอง ซึ่งจะอยู่ในลักษณะของการวางใจนิ่งเฉยอย่างเดียวก็ได้ หรือจะใช้ควบคู่กับบริกรรมภาวนาก็ได้

ตัวอย่าง วิธีปฏิบัติเพื่อการเข้าถึงธรรม แบบที่ 1

“ เอาใจหยุดนิ่งที่ศูนย์กลางกายให้กำหนดเครื่องหมายเป็นเพชรลูกที่เจียระไนแล้ว ไม่มีขีดข่วนคล้ายขนแมว โตเท่ากับแก้วตาของเรา กำหนดเครื่องหมายให้ใสสะอาดบริสุทธิ์อยู่ตรงฐานที่ 7 แล้วก็ตรึก นึกถึงความใสบริสุทธิ์ของเครื่องหมายนั้น ใจหยุดอยู่ตรงกลางความใสบริสุทธิ์ของเครื่องหมาย หยุดนิ่งอย่างเดียวไปเรื่อยๆ โดยไม่คิดเรื่องอื่นใดทั้งสิ้น หยุดนิ่งเฉย ตรึกนึกถึงความใส คือนึกถึงความใสไปเรื่อยๆ นึกเบาๆ สบายๆ คล้ายเรานึกถึงสิ่งที่เราคุ้นเคย แต่อย่าไปเค้นภาพ นึกเบาๆ คือนึกว่ามีเพชรอยู่ในกลางท้องเรา นึกเหมือนมีแล้วก็คล้ายกับไม่มี คือนึกเหมือนเป็นความรู้สึกว่ามีเครื่องหมายเป็นเพชร แต่ทำคล้ายกับเราไม่ได้นึก นึกนิ่งเฉยกับเครื่องหมายที่ใสสะอาดนั้น แล้วก็อย่าไปคิดเรื่องอื่น แต่ถ้าห้ามใจไม่ให้คิดเรื่องอื่นไม่ได้ให้ภาวนาสัมมา อะระหังกำกับไปด้วย โดยให้เสียงภาวนาดังออกมาจากจุดกึ่งกลางของเครื่องหมายที่ใสสะอาด เหมือนเพชรลูกที่เจียระไนแล้ว ไม่มีขีดข่วนคล้ายขนแมว เราภาวนาเรื่อยไป ให้เสียงดังมาจากตรงนั้น สัมมา อะระหังๆ ๆ ดังจากกลางท้อง ควบคู่กับดวงใส อย่าให้หลุดภาวนาไปเรื่อยๆ จนกว่าใจจะหยุดนิ่ง”16)

ตัวอย่าง วิธีปฏิบัติเพื่อการเข้าถึงธรรม แบบที่ 2

“ นำใจกลับมาอยู่กับเนื้อกับตัวมาสู่ที่ตั้งดั้งเดิมของใจที่เรียกว่า ปริมณฑลของใจ ใจกลับเข้ามาอยู่นิ่งๆ พอใจกลับเข้าที่ตั้งดั้งเดิมในปริมณฑลก็จะเกิดความอัศจรรย์ขึ้นมา คือจะค่อยๆ ตกตะกอน แล้วก็ค่อยๆ ใสขึ้น บริสุทธิ์ขึ้น บริสุทธิ์ในระดับที่สามารถเห็นความบริสุทธิ์เกิดขึ้นมาได้ ความบริสุทธิ์ที่เกิดขึ้นมาได้ในครั้งแรก เป็นเพียงจุดเล็กๆ ของความบริสุทธิ์ เล็กขนาดปลายเข็ม เล็กขนาดดวงดาวในอากาศ ความบริสุทธิ์เกิดขึ้นตรงที่ใจหยุดนิ่ง และตะกอนของใจที่ขุ่นๆ ตกตะกอน ถ้าเราอยู่กับความบริสุทธิ์นี้ไปนานๆ ต่อไปเรื่อยๆ อย่าไปอยู่ที่อื่น อย่าไปอยู่กับคน สัตว์ สิ่งของ หรือเหตุการณ์อะไรต่างๆ ที่ผ่านมาแล้วก็ดี หรือยังไม่มาถึงในอนาคตก็ดี อยู่กับความบริสุทธิ์ที่มีเพียงน้อยนิด เล็กเท่ากับปลายเข็ม หรือดวงดาวในอากาศ นิ่งเฉยโดยไม่คิดอะไร ในไม่ช้าความบริสุทธิ์ก็จะเพิ่มพูนขึ้น คือจะโตขึ้นมาขนาดพระจันทร์ในคืนวันเพ็ญที่ปราศจากหมู่เมฆ เห็นกลมใสรอบตัวทีเดียว เมื่อเราอยู่กับความบริสุทธิ์นี้ต่อไป มันก็จะโตขึ้นขนาดพระอาทิตย์ตอนเที่ยงวัน ความบริสุทธิ์นี้ทำให้ใจของเรามีคุณภาพ สิ่งที่เป็นมลทินของใจหรือเป็นอุปสรรคต่อความสุขกายสบายใจ เพราะฉะนั้นทันทีที่ความบริสุทธิ์เกิดขึ้นเป็นดวงใสใสกลมรอบตัว ความบริสุทธิ์นี้ก็นำมาซึ่งความสุขกายสุขใจ อย่างที่เราไม่เคยเป็นมาก่อน โดยตอนแรกๆ ใจจะโล่ง คือปลอดจากความคิดทั้งมวล มาอยู่ในที่ที่ไม่มีความคิด โล่งโปร่งมากขึ้นไป ตัวจะเบาเหมือนจะเหาะจะลอยได้ เบาบางนุ่มเนียน คล้ายกับกลืนไปกับบรรยากาศ แล้วจะขยายออกไปไม่มีที่สิ้นสุด จนกระทั่งไม่มีความรู้สึกว่ามีท้องฟ้า ขยายออกไปความสุขก็เกิดขึ้น เบาสบายในระดับที่เรายอมรับว่านี่คือความเบาสบาย นี่คือความสุขที่เราอยากได้และไม่เคยเจอมาก่อนเลย”

ทั้งสองแบบนี้ขึ้นอยู่กับจริตอัธยาศัย ทั้งพื้นฐานของชีวิต ความเป็นอยู่ของแต่ละคนที่ไม่เหมือนกันแต่ทั้ง 2 วิธีนี้ก็เป็นหนทางเพื่อให้เข้าถึงพระธรรมกายได้เช่นเดียวกัน

การที่จะนั่งสมาธิให้ได้ผลนั้น ต้องมีองค์ประกอบและเทคนิคหลายประการ เช่น การปรับกาย การปรับใจ การนึกนิมิต การรักษานิมิต การใช้คำภาวนา เป็นต้น ดังจะได้ศึกษาในบทต่อๆ ไป

1) อภิญญา 5 แตกต่างจากอภิญญา 6 คือไม่สามารถทำกิเลสให้หมดไปได้ หากสงสัยขอให้ดูทบทวนเรื่อง อภิญญา 6 จากบทที่ 6 ในวิชาสมาธิ 1.
2) มหาขันธกะ, พระวินัยปิฎก, มหาวรรค เล่ม 6 ข้อ 13 หน้า 45.
3) มหาขันธกะ, พระวินัยปิฎก, มหาวรรค เล่ม 6 ข้อ 13 หน้า 44.
4) วโรพร, ตามรอยพระมงคลเทพมุนี, (กรุงเทพมหานคร : ฟองทองเอนเตอไพรส์ จำกัด, 2543), หน้า 8.
5) ฉลวย สมบัติสุข, คู่มือสมภาร, (กรุงเทพมหานคร : ศิริวัฒนาอินเตอร์พริ้นท์, 2545), หน้า 82.
6) , 11) ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค (ฉบับบาลีสยามรัฐ), เล่ม 11 ข้อ 55 หน้า 92.
7) มรดกธรรมของหลวงพ่อวัดปากน้ำ(พระมงคลเทพมุนี, (กรุงเทพมหานคร : อมรินทร์พริ้นติ้ง แอนด์ พับลิชชิ่ง จำกัด, 2539), หน้า 711.
8) มรดกธรรมของหลวงพ่อวัดปากน้ำ(พระมงคลเทพมุนี, (กรุงเทพมหานคร : อมรินทร์พริ้นติ้ง แอนด์ พับลิชชิ่ง จำกัด, 2539), หน้า 705.
9) มรดกธรรมของหลวงพ่อวัดปากน้ำ(พระมงคลเทพมุนี, (กรุงเทพมหานคร : อมรินทร์พริ้นติ้ง แอนด์ พับลิชชิ่ง จำกัด, 2539), หน้า 704.
10) มรดกธรรมของหลวงพ่อวัดปากน้ำ(พระมงคลเทพมุนี, (กรุงเทพมหานคร : อมรินทร์พริ้นติ้ง แอนด์ พับลิชชิ่ง จำกัด, 2539), หน้า 40.
12) ขุททกนิกาย อปทาน (ฉบับบาลีสยามรัฐ), เล่ม 33 ข้อ 157 หน้า 284.
13) ขุททกนิกาย อปทาน (ฉบับบาลีสยามรัฐ), เล่ม 32 ข้อ 139 หน้า 244.
14) ขุททกนิกาย อปทาน (ฉบับบาลีสยามรัฐ), เล่ม 32 ข้อ 2 หน้า 20.
15) พระครูภาวนามงคล, ตามรอยธรรมกาย, (กรุงเทพมหานคร : เอส.พี.เค.เปเปอร์ แอนด์ฟอร์, 2546), หน้า 89.
16) พระราชภาวนาวิสุทธิ์ พระธรรมเทศนา 6 กรกฎาคม 2540.
md102/1.txt · แก้ไขครั้งล่าสุด: 2015/03/15 16:55 (แก้ไขภายนอก)
 
เว้นแต่จะได้แจ้งไว้เป็นอื่นใด เนื้อหาบนวิกินี้ถูกกำหนดสิทธิ์ไว้ภายใต้สัญญาอนุญาติต่อไปนี้: CC Attribution-Noncommercial 3.0 Unported
Recent changes RSS feed Donate Powered by PHP Valid XHTML 1.0 Valid CSS Driven by DokuWiki