สารบัญ

บทที่ 7 บทฝึกสมาธิในชีวิตประจำวัน

บทฝึกสมาธิในชีวิตประจำวัน

  • 1.นำบุญไปฝากคนที่บ้าน
  • 2.จดบันทึกผลการปฏิบัติธรรม
  • 3.ก่อนนอนนึกถึงบุญที่สั่งสมมาทั้งหมด
  • 4.เวลานอนหลับให้หลับในอู่แห่งทะเลบุญ
  • 5.เวลาตื่นนอนให้ตื่นในอู่แห่งทะเลบุญ
  • 6.เมื่อตื่นแล้วให้รวมใจเป็นหนึ่งกับองค์พระ 1 นาที ใน 1 นาทีนั้น ให้นึกว่าเราโชคดีที่รอดมาได้อีกหนึ่งวัน ขอให้สรรพสัตว์ทั้งหลายจงมีความสุข อันตัวเรานั้น ตายแน่ ตายแน่
  • 7.ทั้งวันให้ทำความรู้สึกว่า ตัวเราอยู่ในองค์พระ องค์พระอยู่ในตัวเรา ตัวเราเป็นองค์พระ องค์พระเป็นตัวเรา
  • 8.ทุก 1 ชั่วโมง ขอ 1 นาที เพื่อหยุดใจนึกถึงดวง องค์พระ หรือทำใจนิ่งๆ ว่างๆ ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ 7
  • 9.ทุกกิจกรรมตั้งแต่ตื่นนอนไม่ว่าจะเป็นการล้างหน้า อาบน้ำ แต่งตัว รับประทานอาหาร ล้างจาน กวาดบ้าน ออกกำลังกาย ขับรถ ทำงานให้นึกถึงดวง หรือองค์พระไปด้วย
  • 10.สร้างบรรยากาศให้ดี สดชื่น ด้วยรอยยิ้มและปิยวาจา

แนวคิด

1.เพื่อให้การฝึกสมาธิในแต่ละวันดำเนินไปควบคู่กับวิถีชีวิตประจำวันได้อย่างดีพระเดชพระคุณพระราชภาวนาวิสุทธิ์จึงได้ให้วิธีการในการฝึกสมาธิในแต่ละวันเรียกว่า การบ้าน สำหรับนักเรียนอนุบาลฝันในฝันวิทยาที่จะเป็นสื่อในการฝึกใจของเราให้เป็นสมาธิได้ดียิ่งขึ้น

2.หลักในการทำสมาธิให้ก้าวหน้านอกจากต้องอาศัยการวางใจให้ถูกต้องแล้วการปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่องก็เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้นการทำการบ้านให้ครบทั้ง 10 ข้อ ให้ได้เป็นประจำทุกวันจะทำให้ผลการปฏิบัติธรรมหรือการทำสมาธิก้าวหน้าอย่างเห็นได้ชัดเจน ซึ่งผู้ปฏิบัติจะสามารถพิสูจน์ได้ด้วยตนเอง

3.การนำบุญไปฝากคนที่บ้าน หมายถึงเมื่อเราได้ทำความดี มีใจปีติแช่มชื่นเบิกบาน มีความสุขแล้วให้เก็บความสุขและความรู้สึกดีๆ นี้กลับไปฝากคนที่บ้าน ทั้งโดยการแสดงออกด้วยคำพูด และการถ่ายทอดโดยกิริยาอาการการจดบันทึกผลการปฏิบัติธรรมก็คือก่อนที่วันเวลาจะผ่านไปในแต่ละวันนั้นมีอะไร สมาธิของเราในวันนี้เป็นอย่างไร ใจนุ่มนวล ผ่องใส หรือมีอะไรแตกต่างจากเมื่อวันวานบ้าง ก็จดบันทึกไว้เพื่อทบทวน ก่อนนอนหลับในแต่ละวันก็นึกถึงบุญที่สะสมมาทั้งหมดเพื่อให้ใจแช่มชื่นปีติ และหลับไปพร้อมกับความสุขที่เต็มเปี่ยมในหัวใจ และหลับในอู่แห่งทะเลบุญในห้วงแห่งความสว่างความสงบ เมื่อยามตื่นก็ตื่นในอู่แห่งทะเลบุญคือตื่นขึ้นมาในท่ามกลางห้วงแห่งความสว่าง ความสงบ ความสดใสอารมณ์ดี ตื่นอย่างมีสติ และทันทีที่ตื่นขึ้นก็ให้นึกถึงองค์พระ และนึกว่าเรากับองค์พระเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันประมาณ 1 นาที ใน 1 นาที ให้นึกว่าเราโชคดีที่มีชีวิตรอดตายมาได้อีก 1 วัน ขอให้สรรพสัตว์ทั้งหลายจงมีความสุข อันตัวเรานั้นก็ต้องตายแน่ๆ ตลอดทั้งวันให้ทำความรู้สึกว่า เราอยู่ในองค์พระ องค์พระอยู่ในตัวเรา ตัวเราเป็นองค์พระ องค์พระเป็นตัวเรา ทุก 1 ชั่วโมง ขอ 1 นาที เพื่อหยุดใจไว้ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ 7 เหนือสะดือขึ้นมา 2 นิ้วมือ อาจจะหลับตานิ่งๆ หรือลืมตาทำใจนิ่งๆ ว่างๆ และทุกกิจกรรมตั้งแต่ตื่นนอนไม่ว่าจะล้างหน้า อาบน้ำ แต่งตัว รับประทานอาหาร ล้างจาน กวาดบ้าน ออกกำลังกาย ขับรถ หรือทำงานให้นึกถึงดวงหรือองค์พระไปด้วย นอกจากนี้ก็ให้สร้างบรรยากาศด้วยรอยยิ้มและปิยวาจา คือการสร้างอารมณ์ให้ดี และสร้างความสุนทรีย์ให้เกิดมีขึ้นในชีวิตและบรรยากาศโดยรอบ เพื่อให้ตัวเรามีความสุข บุคคลรอบข้างก็มีความสุข

4.ผู้ที่ให้ความสำคัญกับการปฏิบัติการบ้านได้ครบทั้ง 10 ข้อ และปฏิบัติได้อย่างสม่ำเสมอจะพบว่าการปฏิบัติธรรมมีความก้าวหน้าได้ผลดีเป็นอย่างยิ่ง ทำให้สามารถเข้าถึงพระธรรมกายได้โดยง่าย

5.การบ้านแต่ละข้อนั้นมีวิธีการปฏิบัติที่ง่ายๆ ซึ่งสามารถปฏิบัติได้ทุกเพศ ทุกวัย ทุกชนชั้น ทุกเผ่าพันธุ์และทุกความเชื่อ

6.ผลของสมาธิสามารถพิสูจน์ได้ด้วยการปฏิบัติและการบ้านทั้ง 10 ข้อนี้สามารถพิสูจน์ผลของสมาธิได้

วัตถุประสงค์

เมื่อศึกษาบทที่ 7 จบแล้ว นักศึกษาสามารถ

1.อธิบายหลักในการทำสมาธิประจำวันได้ด้วยประสบการณ์จากการทำการบ้าน

2.อธิบายความหมายของการบ้านแต่ละข้อได้

3.อธิบายความสำคัญของการบ้านแต่ละข้อได้

4.อธิบายวิธีปฏิบัติการบ้านแต่ละข้อได้

5.ทำสมาธิได้ดีขึ้น

เกริ่นนำ

การบ้าน 10 ข้อ คือ เทคนิคสู่ความสุขภายใน เทคนิคสู่ความได้ผลของการปฏิบัติสมาธิ เทคนิคสู่ความเป็นที่รักและความเป็นคนดีมีค่าของสังคม ซึ่งความสงบสุขภายในเป็นประตูเปิดสู่ความเป็นผู้มีปัญญา มีทรัพย์ มีความรุ่งเรืองในชีวิต หากทำได้ครบทั้ง 10 ข้อ ความสุข ความรุ่งเรืองของชีวิตย่อมเป็นไปได้ ไม่ไกลเกินเอื้อม ไม่ช้าเกินรอ ลงมือทำเมื่อใดความสุขความสงบ ความรุ่งเรืองจะค่อยๆ เป็นไปทีละน้อยๆ อย่างแน่นอน เพราะตะกอนที่เกิดจากความไม่งามในชีวิตจะถูกทำให้หมดไป อย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่ผู้ประพฤติ ผู้ปฏิบัติตามจริงจะรู้ได้ด้วยตน

1. นำบุญไปฝากคนที่บ้าน

นำบุญไปฝากคนที่บ้าน หมายถึงการเดินทางกลับบ้านด้วยความสดชื่น ด้วยจิตใจสดใสมีพลัง เต็มเปี่ยมด้วยความรัก ความเมตตา และความเข้าใจถึงสภาวะในบ้านของตน คนใกล้ชิด อย่างพอคาดคะเนได้ว่าในแต่ละวันจะต้องกลับไปพบกับอะไร ทำให้เกิดภาวะเตรียมตัว เตรียมใจ ห่อหุ้มตนไว้ด้วยสภาวธรรมที่ตนเข้าถึง หรือด้วยอารมณ์สดใสแช่มชื่น อย่างพร้อมที่จะพบกับทุกสิ่งบนพื้นฐานแห่งเมตตาธรรมของตน

ประโยชน์ตน

1.ทำให้บุญไหลหล่อเลี้ยงกาย วาจา ใจ ได้ตลอดระยะทางกลับบ้าน

2.สามารถทำให้บุญทับทวีได้ด้วยอารมณ์ที่งดงามและความปีติที่ได้ทำมาและจะทำต่อไปที่บ้าน

3.ถ้ารักษาอารมณ์สบาย หรือวาง`ใจไว้ตรงกลางได้ตลอดการเดินทางกลับบ้าน ทั้งสภาวธรรมและบุญจะยิ่งมากมาย ตลอดจนทำให้เกิดกุศโลบายในการที่จะทำให้บ้านสดชื่นได้ด้วยตัวเรา

4.เมื่อทำได้สัมฤทธิผลจะเกิดบุญต่อเนื่องมากมาย บุญที่เกิดกับคนอื่นๆ ย่อมไหลกลับมาหล่อเลี้ยงตัวเรา

ประโยชน์ผู้อื่น

1.ทำให้คนในบ้าน ในครอบครัว ที่ไม่อาจไปโรงเรียนได้ด้วยภารกิจ ได้รับบุญ ได้รับความสดใส พลอยชื่นใจไปด้วย คือ “ ทำให้เกิดบุญขึ้นในใจเขา” นั่นเอง

2.กลับไปยังภาระหน้าที่ของตนเองให้สมบูรณ์ด้วยความแจ่มใส ไม่ปล่อยปละละเลย ไม่ปล่อยให้ตกเป็นภาระของใคร เช่น หน้าที่ของบุตร ธิดา ภรรยา สามี ฯลฯ ทำให้เกิดความสุขสุนทรีย์มากขึ้นกว่าเดิม

3.ความสดใส รอยยิ้ม และคำพูดดีๆ ที่ปรับไปตามสภาพของแต่ละบ้าน แต่ละสิ่งแวดล้อม ย่อมทำให้ไม่เกิดการนึกตำหนิติเตียนตัวเรา ครูบาอาจารย์ของเราและพระพุทธศาสนา

4.ไม่ทำให้บุคคลอื่นเป็นบาป ไม่เปิดโอกาสให้ผู้เป็นที่รักหรือคนใกล้ชิดกระทำบาป

5.ทำให้บุญไหลเข้าไปหล่อเลี้ยงคนในบ้าน บรรยากาศในบ้านในครอบครัวเกิดการพัฒนา เกิดสิ่งที่ดีขึ้นได้ด้วยบุญที่เรานำไปฝากเป็นประจำ

วิธีการ ตั้งจิตอธิษฐานขณะเมื่อพระอาจารย์นำอธิษฐาน ให้การนำบุญไปฝากคนที่บ้านของเราสัมฤทธิผลด้วยความสดใสทั้งสองฝ่ายให้เกิดขึ้นโดยง่าย ทั้งประโยชน์ตน(ตัวเรา) และประโยชน์ท่าน(บุคคลในบ้าน) วางใจเบาๆ ไว้ที่กลางกาย ไว้ในตัว ไว้ในกลางสภาวธรรมของตน เท่าที่สภาวธรรม สภาวะอารมณ์ ของเราจะเอื้ออำนวย ไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องร้อน เรื่องร้าย เรื่องการวิพากษ์ วิจารณ์ วิจัยใดๆ พูดแต่เรื่องดีๆ คำพูดดีๆ ยิ้มแย้มแจ่มใส

2. จดบันทึกผลการปฏิบัติธรรม

ทั้งนี้เพื่อการพัฒนาที่ต่อเนื่องในเรื่องของการปฏิบัติ การจดบันทึกทำให้เกิดการทบทวนธรรมะนั้นเป็นสิ่งที่ยิ่งทบทวนยิ่งรู้แจ้ง ยิ่งเกิดบุญ ครั้นเมื่อกลับมาอ่านในตอนเช้า หรือวันต่อไปจะทำให้ธรรมะของเรา ต่อเนื่องและลุ่มลึก เป็นข้อดีอย่างยิ่งที่จะทำให้เกิดพัฒนาในการปฏิบัติธรรม ทำให้ปรับตนได้จับอารมณ์ของตัวเองได้ว่า อย่างไรจึงทำให้ธรรมะดี อย่างไรทำให้การปฏิบัติถดถอย หรือละเอียดได้ไม่เท่าเดิม

ประโยชน์ตน

1.ทำให้ผลการปฏิบัติธรรมก้าวหน้าทุกวัน

2.ทำให้เกิดการปรับตัว ปรับอารมณ์

3.ทำให้เข้าใจในการที่จะปรับตัวเอง พิจารณาตัวเอง

4.ทุกครั้งของการจดจะเกิดการทบทวน ทุกครั้งที่ทบทวนบุญจะเพิ่มพูนใสสว่าง ทำให้มีภูมิปัญญา มีความรู้รอบและรอบรู้ไปโดยปริยาย

ประโยชน์ผู้อื่น

1.ผลของการพิจารณาตัวเอง ปรับปรุงตัวเองอยู่ตลอดเวลา ทำให้เกิดการปรับตัวในเรื่องของงาน ของชีวิตประจำวัน และเรื่องทั่วไป ทำให้ผู้อื่นพลอยได้รับผลจากการปรับตัวในทางที่ดีขึ้นของเรา

2.ทำให้เกิดความสามารถในการรับรู้และยอมรับการตักเตือน หรือข้อคิดเห็นของคนอื่นได้มากขึ้น

3.มีความประณีตมากขึ้นในเรื่องทั่วไป ทำให้ลดการกระทบกระทั่งลง

วิธีการ วางสมุดบันทึกไว้ในที่ๆ เห็นได้ง่าย บนโต๊ะที่ต้องใช้เป็นประจำ พร้อมเครื่องเขียนประจำตัว ควรอาบน้ำอยู่ในภาวะที่พร้อม สบายกาย สบายใจแล้วจึงค่อยทำ มิใช่กลับไปถึงไม่ทำอะไร ไม่สนใจใครทำแต่เรื่องของตน อย่างนี้ไม่ได้ จะทำให้มองดูเป็นคนเห็นแก่ตนและละเลยคนอื่นๆ จนเกินไป ยิ่งจดบันทึกจะยิ่งทำให้ทบทวนได้ชัดเจน เกิดความแจ่มแจ้งกว่าตอนที่ปฏิบัติจริง ใจจะสว่างไสวโดยอัตโนมัติ

3. ก่อนนอนนึกถึงบุญที่สั่งสมมาทั้งหมด

หมายถึงทุกคืนก่อนล้มตัวลงนอน หรือก่อนเข้านอน หรือเมื่ออยู่ในช่วงเวลาก่อนนอน ให้นึกถึงความดีที่ได้ทำมาตลอดวัน ตลอดสัปดาห์ ตลอดเดือน ตลอดปี โดยเริ่มต้นที่บุญหรือความดีที่ประทับใจที่สุด เพื่อให้เกิดปีติ จากนั้นความปีตินั้นก็จะทำหน้าที่ดึงดูดบุญหรือความดีอื่นๆ โดยอัตโนมัติ หรือทำให้นึกได้อย่างต่อเนื่องจนเกิดความรู้สึกภูมิใจ ปีติใจ ชื่นใจในตนเอง

การนึกถึงบุญที่ได้สั่งสมมาทั้งหมดก่อนนอนมีความสำคัญคือ เมื่อนึกบุญที่เป็นบุญใหญ่ๆ ไว้ในตัว บุญนั้นจะมีบุญญานุภาพดึงดูดบุญขนาดใหญ่เหมือนๆ กันตลอดจนขนาดเล็กกว่าจนเล็กที่สุดเข้ามาไว้ด้วยกันเป็นกลุ่มก้อน ผลคือใจของเรา ศูนย์กลางกายของเราจะกลายเป็นที่ประชุมรวมกันของบุญทั้งหมดที่ได้ทำมาแล้วไปในทันทีเพียงชั่วเวลาไม่กี่วินาที และครั้นเมื่อบุญมาประชุมรวมกันเช่นนี้ย่อมเกิดเป็นความสว่างไสวในกลางกายของเรา (หากอยู่ในภาวะที่ไม่อาจเปิดเทปได้ ก็ให้นึกด้วยใจไปเพลินๆ เหมือนย้อนนำตัวเองเข้าไปในบรรยากาศบุญที่ประทับใจ ย้อนความรู้สึกเข้าไป ย้อนเวลากลับไป ซึ่งการทำเช่นนี้สามารถทำให้นึกได้กว้างใหญ่ขึ้น ละเอียดขึ้น มองเห็นภาพรวมได้ดีขึ้น เมื่อเป็นเช่นนี้จะยิ่งทำให้ เข้าใจและเห็นในบุญมากขึ้น) การบ้านข้อนี้ปฏิบัติแล้วย่อมก่อให้เกิดประโยชน์ทั้งต่อตนเองและผู้อื่นคือ

ประโยชน์ตน

1.ตัดความกังวล ตัดเรื่องวุ่นวายออกไปจากใจ ทำให้ใจสงบ ไม่เครียดก่อนนอน ทำให้หลับง่าย ไม่กระสับกระส่ายก่อนนอน เพราะบุญไหลผ่านตลอด

2.ทำให้รู้สึกมั่นใจว่าชีวิตที่ผ่านมาทั้งหมดไม่สูญเปล่า ทำให้บุญที่ทำเพิ่มพูนทับทวีสามารถทำให้พรุ่งนี้มีโอกาสที่ดีกว่า และถ้าหากหลับเลยไปไม่ตื่นในวันรุ่งขึ้น ย่อมทำให้การหลับนั้นน้อมไปสู่ภพภูมิที่ดีงามตามบุญที่ได้สะสมมา

3.ทำให้ไม่เกิดอาการกระตุก ผวา ขณะเคลิ้มหรือตอนระยะต้นของการหลับ

4.ทำให้เกิดความปลอดภัย ไม่ว่าจะไปนอนค้างแรม ณ ที่แห่งใด

ประโยชน์ผู้อื่น

1.ถ้าต้องนอนใกล้กับคนอื่น ย่อมจะทำให้ไม่เกิดภาวะกระสับกระส่าย ไม่กระทบกระเทือน

2.ไม่ทำให้เกิดภาวะกระตุก สะดุ้งแรงๆ หรือเผลอส่งเสียงดังขณะใกล้หลับ ขณะเคลิ้มด้วยการผวาที่เกิดขึ้นจากความเครียด ความกังวล ความกลัว ที่ยังคั่งค้างหรือตกค้างอยู่ในใจ

วิธีการ

จะเริ่มต้นตั้งแต่ตอนก่อนจะนอนด้วยการหาที่นั่งสบายๆ พร้อมดื่มน้ำอุ่นๆ แล้วค่อยๆ ทบทวนให้ต่อเนื่องไปจนกระทั่งล้มตัวลงนอน หรือเริ่มนึกหลังจากกราบหมอนลงนอนราบแล้วก็ได้ด้วยการเปิดเทปฟังเสียงสวดมนต์ทำนองสรภัญญะบทใดบทหนึ่งก็ได้ เพื่อให้เสียงน้อมนำใจไปถึงคุณของพระรัตนตรัย และบุญต่างๆ ที่ได้กระทำไว้ในพระพุทธศาสนา โดยเริ่มนึกถึงบุญที่ประทับใจ หรือที่ทำให้เกิดปีติชุ่มชื่นใจก่อน เช่น มหากาลทานที่ได้ทำมา การเป็นประธานกองกฐิน การได้ถวายผ้าไตร การสร้างพระพุทธปฏิมากร ถาวรวัตถุ มหาวิหาร หรือมหาเจดีย์เพื่อบูชาพระรัตนตรัย หรือเปิดบทสรรเสริญมหาปูชนียาจารย์ เช่น หลวงปู่พระมงคลเทพมุนี (สด จันทสโร) วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ซึ่งจะทำให้เรานึกถึงการเททองหล่อพระมงคลเทพมุนีด้วยทองคำ การสร้างมหาวิหารพระมงคลเทพมุนี หรือนึกถึงศีลที่เราตั้งใจรักษามาอย่างดีตลอดทั้งวัน

นอกจากนี้ยังมีวิธีการพิเศษ หรือเทคนิคไปสู่ความสำเร็จ คือต้องมีการอธิษฐานถึงบุญ น้อมให้บุญไหลเข้ามาในศูนย์กลางกายในสถานีแห่งบุญ พร้อมทั้งขอบารมีมหาปูชนียาจารย์ให้ท่านช่วยคุมบุญให้กับเรา ด้วยการน้อมท่านมาไว้ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ 7 หรือทำความรู้สึกว่าเราเข้าไปอยู่ในศูนย์กลางกายของท่าน

4. หลับในอู่แห่งทะเลบุญ

หมายถึงการฝึกให้หลับอย่างมีสติในศูนย์กลางกายฐานที่ 7 หลับไปในห้วงของความสว่าง ความสงบ หรือหลับในปีติ หลังจากที่นึกถึงบุญที่สั่งสมมาทั้งหมดแล้ว

sleepin072.jpg

ประโยชน์ตน

1.ทำให้หลับเร็ว หลับสนิท หลับลึก หลับแบบไม่กระสับกระส่าย ไม่ดิ้นรน ไม่ละเมอ และไม่ฝันร้าย

2.ทำให้ไม่ฝัน หรือหลับรวดเดียวสว่างเลย เป็นเหตุให้ร่างกายได้พักผ่อนเต็มที่ เป็นการพักผ่อน ที่เต็มเปี่ยมทั้งร่างกายและจิตใจไปพร้อมๆ กัน

3.ทำให้ขณะหลับมีบุญไหลหล่อเลี้ยง ห่อหุ้ม คุ้มกันตลอดเวลาจึงหลับอย่างปลอดภัย ไม่ว่าจะหลับอยู่ที่ไหน มุมไหนของโลก

4.ทำให้เวลาหลับอันเป็นเวลาที่เรามักไม่รู้ตัว ถือเป็นช่วงอันตรายที่สุดนั้น กลายเป็นช่วงเวลาที่ปลอดภัย เพราะมีบุญหล่อเลี้ยงห่อหุ้มอยู่ไม่ขาดสาย หรือหากทำสมาธิได้ก็จะทำให้สามารถดำรงอยู่ในสภาวธรรมนั้นได้เป็นอย่างดี

5.ทำให้สุขภาพดี ไม่ตื่นบ่อย หรือแม้ตื่นก็หลับต่อได้เร็ว

ประโยชน์ผู้อื่น

1.ไม่รบกวนคนใกล้เคียง

2.ทำให้อารมณ์ดีเมื่อตื่น หรือดีไปได้ทั้งวัน

3.เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน เพราะการนอนหลับเต็มที่ เต็มตื่นนั้นทำให้เกิดความสดชื่น สมองและกล้ามเนื้อทำงานได้ดี ใจมีพลัง

วิธีการ เมื่อนึกถึงบุญจนเกิดความปีติให้น้อมใจจรดวางลง หรือแตะลงไปในศูนย์กลางกายฐานที่ 7 กลางห้วงแห่งปีติ ห้วงแห่งความสว่างอย่างนุ่มนวล แผ่วเบา ด้วยความคุ้นเคย การแตะใจเบาๆ นุ่มๆ อย่างนี้ จะทำให้เกิดความละเอียดอ่อนของใจและของอารมณ์ ที่จะน้อมทั้งหมดแห่งตัวตนเข้าไปในห่อหุ้ม ของความละเอียดอ่อน เบาสบาย สว่างไสวนั้นได้ พร้อมทั้งให้อธิษฐาน หรือตั้งใจแบบเบาๆ นอนหลับในอู่แห่งความสว่างเบาละเอียดอ่อนที่เกิดจากความปีติในบุญ เรียกว่าทะเลบุญ และไม่ควรดูโทรทัศน์ด้วยเรื่องภาพยนต์ โชว์ หรือสิ่งอื่นๆ ก่อนนอน ยกเว้นรายการที่ว่าด้วยพิธีบุญ เพราะการดู โทรทัศน์ด้วยเรื่อง เร้าอารมณ์ ไร้สาระจะทำให้ใจไปเกาะกับสิ่งนั้น หรือสิ่งนั้นเข้ามาแทรกในใจในความคิด ได้เป็นระยะๆ

5. ตื่นในอู่แห่งทะเลบุญ

หมายความว่าให้ตื่นในความสว่างไสวที่ศูนย์กลางกายฐานที่ 7 ตื่นอย่างสดใส อารมณ์ดีและมีสติเตือนตนถึงความดีที่ได้ทำมา เพื่อเช้าวันใหม่ ชีวิตใหม่จะได้ดีกว่าชีวิตเดิมเมื่อวานนี้ เพื่อการทำงาน ทำความดีได้เต็มที่

wakeup.jpg

ประโยชน์ตน

ฝึกให้เป็นผู้มีสติ ตื่นอย่างมีสติ ตื่นด้วยหน้าตาแจ่มใส ทำให้ไม่งัวเงีย ไม่ชักช้า ไม่งุนงง ตื่นแล้วนึกถึงความดีก่อนสิ่งอื่นใด เมื่อนึกถึงสิ่งใดก่อนก็จะดึงดูดสิ่งที่คล้ายๆ กันให้ไหลมาสู่ใจ ดังนั้นเมื่อตื่นในอู่แห่งทะเลบุญก็จะเป็นประกันได้ว่าจะต้องมีสิ่งดีในวันใหม่ เรื่องร้ายจะถอยหลีกออกไปด้วยบุญที่เรานึกดักทางไว้แล้ว เมื่อบุญมาบาปย่อมเข้าไม่ได้ เมื่อบุญไหลบาปย่อมต้องถอยออกไปโดยปริยาย วันใหม่จึงจะดีกว่าเดิมด้วยประการทั้งปวง

ประโยชน์ผู้อื่น

1.เป็นที่สบายตา สบายใจของคนใกล้เคียง คนในบ้าน คนในครอบครัว

2.เป็นต้นกำเนิดความสดใสให้เกิดขึ้นในบ้าน

3.เป็นกำลังใจให้แก่กัน โดยเฉพาะหากมีผู้ต้องการกำลังใจในบ้าน ในครอบครัว ทำให้เกิดสิ่งดี ๆ ขึ้นแก่คนในครอบครัว เพราะสิ่งใดที่เกิดขึ้นกับเราย่อมมีผลต่อครอบครัว และการทำให้ครอบครัวแจ่มใสแต่เช้าย่อมทำให้คนอื่นพลอยได้สิ่งดีๆ ในวันใหม่ไปด้วย

วิธีการ โดยปกติหากก่อนนอนทำการบ้านครบทั้ง 4 ข้อเบื้องต้น หรือทำได้เพียง 2 ใน 4 หรือ 3 ใน 4 ก็จะทำให้สามารถตื่นในอู่แห่งทะเลบุญเป็นไปได้เองโดยอัตโนมัติ นอกเสียจากว่ามีการตื่นมากลางดึกแล้วหงุดหงิด หรือไม่ได้ทำต่อ เมื่อตื่นนอนคือ เมื่อทำทันทีที่ตื่นนอน ให้นึกถึงทะเลบุญที่นึกไว้เรียบร้อยแล้วตอนก่อนนอน สภาวะนั้นจะปรากฏขึ้นมาได้เองทันทีในสภาพของความนุ่มนวล ชุ่มชื่น หรือการนึกได้ หรือความสว่างไสว นึกแล้วน้อมใจไปวางไว้ในห้วงแห่งความรู้สึกนั้น (หากตอนก่อนนอนไม่ได้หลับไปในอู่แห่งทะเลบุญ ตอนตื่น ก็ให้รีบทำด้วยการนึกถึงบุญแบบเดียวกันกับก่อนนอน) แล้วค่อยปล่อยให้ความรู้สึกนุ่ม ชุ่มสว่าง หรือสงบแบบสดใส แผ่ซ่านเต็มกาย เต็มใจ จนทั้งเนื้อทั้งตัวรู้สึกสะอาด สดใส มีพลัง

6. เมื่อตื่นแล้วรวมใจเป็นหนึ่งกับองค์พระ 1 นาที ใน 1 นาทีให้นึกว่าเราโชคดีที่รอดตายมาอีกหนึ่งวัน ขอให้สรรพสัตว์ทั้งหลายจงมีความสุข อันตัวเรานั้น ตายแน่ ตายแน่

หมายความว่าทันทีที่เรารู้สึกตัวตื่นขึ้นในเช้าวันใหม่ สิ่งแรกที่เราต้องฝึกคิดถึงคือ องค์พระ 1 นาที และใน 1 นาทีนั้นให้เรานึกว่าเราโชคดีที่รอดตายมาได้อีก 1 วัน แล้วแผ่เมตตาขอให้สรรพสัตว์ทั้งหลายจงมีความสุข อันตัวเรานั้นตายแน่ ..ตายแน่

ทันทีที่ตื่นในอู่แห่งทะเลบุญได้ ย่อมปรารถนาสิ่งที่ดีที่สุดต่อไปในวันนั้น ซึ่งไม่มีของขวัญสิ่งใดจะมีค่าเท่ากับการให้ “ องค์พระ” กับตัวเอง เพราะองค์พระธรรมกาย คือสัญลักษณ์แห่งความสมบูรณ์ และปลอดภัย สัญลักษณ์แห่งเป้าหมายในการเกิดมา รวมทั้งสัญลักษณ์ของวิธีต่อสู้ที่จะเดินทางไปสู่จุดหมายปลายทาง

องค์พระ หรือพระพุทธกายนี้ พระพุทธศาสนากล่าวว่าเป็นกายที่แท้จริง ซ้อนอยู่ภายในกายของมนุษย์ทุกคนเข้า

องค์พระ หรือพระพุทธกายนี้ คือกายแห่งการตรัสรู้ธรรมขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า และมนุษย์ทุกตัวคน การที่มนุษย์ธรรมดาจะเข้าถึงสภาวะแห่งการตรัสรู้ธรรมนั้น โดยเบื้องต้นจะต้องเข้าถึงสภาวะของกายนี้เสียก่อน สภาวะแห่งการตรัสรู้ธรรมจึงจะเป็นไปได้

องค์พระ หรือพระพุทธกายนี้ มิใช่พระพุทธรูป พระพุทธรูปเป็นเพียงกายสมมุติและประดิษฐ์หรือหล่อ หรือวาด หรือทำให้เป็นไป ทำให้เกิดขึ้นโดยสอดแทรกความคิดของนักปราชญ์ หรือศิลปิน ตลอดจนอิทธิพลของศิลปะในแต่ละพื้นที่ แต่ละท้องถิ่น แต่ละยุคสมัยเข้าไปปะปน พระพุทธรูปจึงมิใช่กายที่แท้จริง และมิใช่กายตรัสรู้ธรรมของพระสัมมาสัมพุทธ

องค์พระ หรือพระพุทธกายนี้ แท้จริงคือกายที่เกิดขึ้นด้วยธรรม ทรงไว้ด้วยธรรม ประกอบด้วยธรรมอันเกิดจากการตรัสรู้ธรรมชั้นสูงสุดเพื่อเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือพระอรหันตสาวก (The Ultimate Truth) ดังนั้นพระพุทธกายนี้จึงมีอีกนามหนึ่งเรียกว่า “ กายตรัสรู้ธรรม” หรือ The Body of Enlightenment ซึ่งนามนี้ในภาษาบาลีเรียกว่า “ กายธรรม หรือ ธรรมกาย” (กายที่เกิดขึ้นและทรงไว้ด้วยธรรม) หรือ พระธรรมกาย (The Dhammakaya) นั่นเอง

องค์พระ หรือพระพุทธกายนี้ มิใช่กายเนื้อของสมเด็จพระสมณโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่เป็นกายภายในที่ซ้อนอยู่ในกายเนื้อของเจ้าชายสิทธัตถะในวาระที่พระองค์ทรงเข้าถึงธรรมกาย และใช้ธรรมกาย เป็นกายดำเนินและรองรับธรรมะในระดับยิ่งๆ ขึ้นไป สู่ความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยกายธรรมอรหัต ทั้งมรรคและผล (อันเป็นสิ่งที่กว้างใหญ่เกินกว่าความเข้าใจ หรือจะพึงเรียนรู้ได้ด้วยวิธีการเช่นการศึกษา หรือกระบวนการทางการศึกษาโดยทั่วไป หรือแม้ในระดับสูงสุดก็ตาม)

แต่ด้วยมหากรุณาของมหาปูชนียาจารย์ พระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนี หลวงพ่อวัดปากน้ำภาษีเจริญ (สด จันทสโร) ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกายของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หลังจากที่ความเป็นจริงเกี่ยวกับธรรมกายหรือวิชชาธรรมกายได้สูญหายไปกว่าสองพันปีที่ผ่านมา ได้เมตตาถ่ายทอดการปฏิบัติธรรมเพื่อเข้าถึงพระธรรมกาย และรูปลักษณ์อันถูกต้องตามหลักมหาปุริสลักษณะ (ลักษณะ 32 ประการของกายมหาบุรุษ) ของกายธรรมภายในให้ไว้ จึงทำให้สามารถหล่อ หรือวาดพระธรรมกายขึ้น เพื่อให้ชนรุ่นหลังได้ใช้ระลึกถึง หรือใช้เป็นอารมณ์ในการปฏิบัติสมาธิภาวนา

องค์พระ หรือพระพุทธกาย หรือพระธรรมกายนี้เอง ที่หลวงพ่อคุณครูไม่ใหญ่ของโรงเรียนอนุบาลฝันในฝันวิทยา พระเดชพระคุณพระราชภาวนาวิสุทธิ์หลวงพ่อธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ได้กำหนดให้นักเรียนของท่านระลึกถึงไว้เสมอตามที่ปรากฏอยู่ในการบ้าน 10 ข้อ ที่ทางมหาวิทยาลัยนำมาเสนอให้แก่นักศึกษา เพื่อความก้าวหน้าของการปฏิบัติสมาธิภาวนาและความสุขภายใน

และด้วยอำนาจแห่งองค์พระท่ามกลางอู่แห่งทะเลบุญของเรานั้น ย่อมมีอำนาจเป็นกระแสแห่งเมตตาธรรมที่เราจะแผ่ออกไปให้แก่สรรพสัตว์ทั้งหลายผู้ร่วมเกิด แก่ เจ็บ ตาย กับเราในห้วงสังสารวัฏนี้ ได้อย่างทั่วถึง อีกทั้งยังเป็นการขอบพระคุณบุญ ขอบพระคุณองค์พระธรรมกายผู้ดูแลรักษาหนทางสายกลาง หนทางแห่งทะเลบุญที่ช่วยรักษาชีวิต รักษาลมหายใจไว้ให้เรา ในขณะที่เราหลับสนิทไปในยามค่ำคืน

อีกทั้งองค์พระธรรมกาย ยังเป็นเสมือนผู้คอยเตือนว่า ตราบใดที่เรายังไม่เป็นพระอรหันต์ ยังไม่ไปพระนิพพาน เราย่อมเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวิสัยแห่งวัฏสงสาร คือเมื่อเกิดแล้วย่อมต้องตายในวันใดวันหนึ่งข้างหน้า ซึ่งมีผลทำให้เราไม่ประมาท มีความคิดที่จะทำดีในชีวิตวันนี้ ชีวิตเฉพาะหน้า เพราะวันข้างหน้านั้นเสี่ยงภัย เนื่องจากเราต้องตายแน่ๆ โดยไม่มีโอกาสทราบล่วงหน้าว่าวันไหน การรำลึกถึงองค์พระธรรมกาย นั้นคือการประกันว่าวันใหม่นี้พระจะคุ้มครอง พระจะนำทางและนำสิ่งที่ดีมาให้ ชีวิตวันใหม่นี้ย่อมปลอดภัยแน่นอน เพราะพระท่านมานำทางให้ ท่านย่อมทำให้สิ่งร้ายๆ ถอยไกลออกไปด้วยอำนาจแห่งธรรมบารมี

ประโยชน์ตน

1.ฝึกการมีสติมั่น มีกำลังใจและความมีเมตตา

2.ทำให้เป็นที่รักของมนุษย์และเทวา มีวรรณะงดงาม

3.ได้ฝึกการเป็นผู้ให้

4.ที่แน่ๆ คือได้ความไม่ประมาท ได้ใกล้ชิดกับพระ คือองค์พระที่รำลึกขึ้นมาในศูนย์กลางกาย

5.ได้การวางแผนชีวิตในแต่ละวัน

6.ได้ความก้าวหน้าของสมาธิ

ประโยชน์ผู้อื่น

1.เป็นคนไม่มีภัยต่อครอบครัวและสังคม

2.มีการพัฒนาให้เป็นคนอ่อนโยน มีความเมตตาเป็นนิตย์ ทำให้เกิดความสงบขึ้นในบ้าน และเป็นตัวอย่างที่ดี

3.ทำให้เป็นคนโอบอ้อมอารี รู้จักให้ความช่วยเหลือ และให้อภัยคนอื่นได้เสมอ สังคมหรือครอบครัวที่มีความเอื้ออาทรเช่นนี้ ย่อม ทำให้เกิดความสงบร่มเย็น

วิธีการ เมื่อสติเต็มตื่นในอู่แห่งทะเลบุญแล้ว ให้ลุกขึ้นกราบหมอนขอบพระคุณที่ได้ตื่นอย่างสดใสในวันนี้ จะนึกถึงองค์พระเลยก็ได้ หรือลุกขึ้นนั่งหลับตาเงียบๆ สักสองนาที โดยการจรดใจไว้ในกลางเบาๆ พลางนึกถึงองค์พระเบาๆ ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ 7 นึกธรรมดา ไม่ต้องกังวลให้ชัด หรือให้ใสในเบื้องแรก ให้นึกได้ก่อนจากนั้นเมื่อนึกทุกวัน นึกบ่อยๆ ท่านจะค่อยๆ ชัด ค่อยๆ ใสขึ้นมาเอง แล้วค่อยๆ ทำให้องค์พระสว่าง สว่างข้างซ้าย ขวา หน้า หลัง บน ล่าง สว่างเป็นปริมณฑล คือสว่างไปทั่วรอบทิศทาง ให้ความสว่างนี้ไปกระทบใจ กระทบชีวิตสรรพสัตว์ สรรพวิญญาณทั้งปวง แล้วพวกเขาพากันมีความสุขโดยถ้วนหน้า ทั้งหมดนี้ให้กระทำด้วยอารมณ์สงบ นิ่ง เบา ทำวันนี้ให้ดีที่สุด เพราะตัวเรานั้นอาศัยอยู่ในสังสารวัฎอันมีความตายเป็นประตูสุดท้ายของชีวิตที่ไม่เคยทราบว่าจะเกิดขึ้นในวันใด ดังนั้นวันนี้ขอให้สรรพสัตว์ทั้งหลายได้รับบุญไปด้วยกันกับเรา บุญที่เกิด จากการทำการบ้านทั้งสิบข้อ บุญที่เกิดจากการนึกองค์พระ การประกอบกิจการบุญและการทำสมาธิภาวนา จากนั้นให้อธิษฐานขอให้การทำการบ้านข้อที่ 6 นี้ จงทำให้เรามีวันนี้ที่สดใส ได้สร้างบุญบารมีเต็มที่ สุขภาพดี และมีอายุขัยยืนยาว

7. ทั้งวันให้ทำความรู้สึกว่าตัวเราอยู่ในองค์พระ องค์พระอยู่ในตัวเรา ตัวเราเป็นองค์พระ องค์พระเป็นตัวเรา

phra25.jpg

หมายความถึงการทำใจให้ผูกพันอยู่กับองค์พระซึ่งเป็นตัวแทนของพระรัตนตรัย ใจเรากับใจพระจะได้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เพื่อชีวิตจะอยู่ในความปลอดภัย ร่างกายจะได้แข็งแรง เพราะการที่ใจอยู่กับพระ กระแสของพระก็จะเข้ามาหล่อเลี้ยงอยู่ตลอดเวลา การที่เราอยู่ในองค์พระนั้นแสดงว่าร่างกายของเราอยู่ในพิทักษ์ของท่าน อยู่ในกระแสของพระนิพพานย่อมสดใส ปลอดภัยและแข็งแรง เพราะพระนิพพานนั้นอยู่เหนือภาวะเกิด แก่ เจ็บ ตาย การกระทำเช่นนี้อย่างน้อยก็มีผลให้เราสดใส สดชื่น แข็งแรง หรืออายุยืนขึ้นกว่าที่ควร

การที่ใจเราผูกพันอยู่กับองค์พระย่อมทำให้เราไม่เผลอกระทำการอันไม่ควร หรือด้วยความรู้สึกว่าเราเป็นองค์พระนี่แหละที่จะป้องกันเราให้พ้นภัย พ้นจากการประพฤติในสิ่งที่เป็นภัยทั้งกับตนเองและคนอื่น รวมทั้งพระท่านจะดึงดูดกระแสที่เหมือนๆ กันกับองค์ท่านคือ “ ความดีงาม” ให้ไหลมาสู่กายและใจของผู้ที่มีจิตผูกพันกับท่านอยู่เป็นนิตย์ ชีวิตของผู้ประพฤติเช่นนี้ จึงมีแต่จะปลอดภัย สดใส เจริญก้าวหน้า และอุดมสมบูรณ์

ประโยชน์ตน

1.มีความปลอดภัย มีความสมบูรณ์ทุกประการในชีวิต บนพื้นฐานบุญที่เราได้กระทำมา

2.ใจมีกำลัง มีพลัง มีสติตื่นเตือนตนได้ตลอดเวลา

3.สมาธิก้าวหน้าทุกขณะวินาที

4.ทำให้ธรรมะกับชีวิตดำเนินควบคู่กันไปได้ด้วยดี การทำสมาธิคล้องจองกันเป็นอันดีกับการดำเนินชีวิตประจำวัน

5.ทำให้ทุกลมหายใจเป็นคุณธรรม เป็นความงาม เป็นการสร้างความดี สะสมบารมีของตน

6.ได้รับความไว้วางใจจากคนทั่วไป

7.ปลอดภัยในทุกที่

ประโยชน์ผู้อื่น

1.เป็นต้นเหตุแห่งความสุขสงบในสังคม และครอบครัว

2.เป็นต้นทางแห่งทรัพย์ สรรเสริญ และความเจริญก้าวหน้าของหมู่คณะ

3.หากประพฤติธรรมให้ได้ผลดี ย่อมทำให้กลายเป็นแหล่งบุญของคนใกล้ชิด

วิธีการ ให้นึกเหมือนท้องฟ้าครอบเป็นดวงธรรม หรือเป็นดวงใจอันยิ่งใหญ่ขององค์พระธรรมกายพระพุทธเจ้า เพราะกายท่านย่อมใหญ่มากเกินประมาณอยู่แล้ว แล้วตัวเราก็อยู่ครอบโค้ง อยู่ในดวงธรรม มหึมาสว่างไสวนั้น โดยใจของเรากับใจของท่านอยู่ ณ ที่เดียวกัน คือศูนย์กลางกายของเรา เท่านี้เราก็จะอยู่ในองค์พระได้โดยง่าย ทุกครั้งที่มองท้องฟ้าก็จะเตือนตนได้ว่าเราอยู่ในดวงธรรมขององค์พระ ตัวเราอยู่ในองค์พระ เมื่อกายเราอยู่ในครอบฟ้าอันเปรียบเสมือนดวงธรรม ดวงใจของท่าน ใจของเราย่อมอยู่กับท่าน กระทำได้ด้วยการนึกเบาๆ เหมือนมีพระองค์น้อยๆ เท่าปลายก้อย หรือเท่าใดก็ได้ อยู่ในกลางกายของเรา เหมือนเรากลืนองค์พระลงไปไว้ตรงศูนย์กลางกายของเรา แล้วนึกถึงท่านบ่อยๆ ฝึกบ่อยๆ จนมีองค์พระอีกหนึ่งองค์ขนาดเท่าตัวเรา เหมือนเราเป็นพระ พระเป็นเรา กายเราเสมือนเป็นองค์พระ สิ่งเหล่านี้ทำบ่อยๆ แล้วจะติดเป็นนิสัย จะทำให้เรากับพระไม่ห่างกันทั้งวันทั้งคืน เราจึงปลอดภัยอยู่ในบุญได้ตลอดเวลา

8. ทุก 1 ชั่วโมง ขอ 1 นาที เพื่อหยุดใจ นึกถึงดวง องค์พระ หรือทำใจนิ่งๆ ว่างๆ ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ 7

หมายความว่า วันทั้งวันที่ไม่ใช่เวลานอนเราจะได้ใกล้ชิดกับพระจริงๆ ใกล้ชิดกับธรรมะที่เราเข้าถึงจริงๆ เพราะในข้อที่ 7 นั้นเป็นการทำได้โดยโครงสร้าง เหมือนการวางตัวไว้ในกรอบเพื่อความไม่ประมาท แต่สำหรับข้อที่ 8 นี้ ถือเป็นการทำให้ละเอียดลงไปอีกขั้นตอนหนึ่ง

เพื่อเป็นการยืนยันว่าในแต่ละชั่วโมงเรามีบุญหล่อเลี้ยงแน่ๆ และในทุกๆ ชั่วโมงใจของเรา ชีวิตของเรามีโอกาสเข้าไปต่อเนื่องกับพระนิพพาน ชีวิตในหนึ่งวันทำงาน มีบุญของพระนิพพานมาหล่อเลี้ยงตลอดเวลา การทำเช่นนี้นอกจากจะทำให้บุญไหลมาอย่างต่อเนื่องแล้ว ยังเป็นการเพิ่มบุญในแต่ละชั่วโมงอีกด้วย

เพราะการมีชีวิต การทำงาน หรืออยู่กับสิ่งดีๆ ไป 1 ชั่วโมงนั้น คือ “ การใช้บุญ” ไปแล้ว ดังนั้นการนึกถึงองค์พระทุกหนึ่งชั่วโมงจึงเป็นการประกันว่าบุญที่ใช้ไปนั้น “ เราได้หามาทดแทน” หรือหากหนึ่งชั่วโมงที่ผ่านไปเป็นการสร้างความดี การทำเช่นนี้เท่ากับเป็นการทำให้บุญยิ่งทับทวีมากมายพร้อมๆ กับเป็นการฝึกสติฝึกสมาธิอย่างต่อเนื่อง

ประโยชน์ตน

1.ใจเริ่มหยุดได้มากขึ้น เกี่ยวเนื่องกับศูนย์กลางกายกับองค์พระได้มากขึ้น สภาวะการปฏิบัติธรรม ผลการปฏิบัติดีขึ้นเป็นลำดับ

2.เมื่อถึงคราวปฏิบัติธรรมจริง ใจจะหยุดนิ่งได้ง่าย เปิดโอกาสให้ใจเดินทางเข้าสู่หนทางสายกลาง

ประโยชน์ผู้อื่น

สังคมใดมีบุคคลเช่นนี้ สังคมนั้นย่อมสงบและปลอดภัย

สังคม ผู้เกี่ยวเนื่อง คนใกล้ชิด และครอบครัวพลอยได้รับความอบอุ่น ความสงบ และความสมบูรณ์ พูนสุขไปด้วย

วิธีการ

นอกจากจะกำหนดจิตอธิษฐานไว้ สามารถทำได้ด้วยการตั้งนาฬิกาให้ดังทุก 1 ชั่วโมง แต่ควรให้ ดังเพียงนิดเดียว หรือด้วยการให้โทรศัพท์ส่งสัญญาณไฟกะพริบหรือสัญญาณสั่นสั้นๆ เพื่อเตือนให้เราไม่ลืม

เมื่อได้สัญญาณให้นึกองค์พระทันที ขนาดเท่าใดก็ได้ นึกแล้วหยุดใจลงไปในกลางท่าน

ตรงนี้ หากทำจนเป็นความเคยชิน เมื่อได้สัญญาณ องค์พระจะผุดขึ้นมาเองเป็นอัตโนมัติ แล้วใจของเราจะหยุดเข้าไปเองได้ทันทีเหมือนกัน และหากทำจนชินยิ่งขึ้น องค์พระจะมีอยู่แล้วในตัว เพียงแต่ทำใจนึกมองลงไป องค์เดิมที่มีอยู่อาจขยายใหญ่หลุดขอบออกไป องค์ใหม่ผุดขึ้นมาแทนทันที แล้วจึงหยุดใจลงไปในกลางพระองค์ใหม่ให้นิ่งแน่นกว่าเดิมเท่านั้น

9. ทุกกิจกรรมตั้งแต่ตื่นนอน ไม่ว่าจะเป็นการล้างหน้า อาบน้ำ แต่งตัว รับประทานอาหาร ล้างจาน กวาดบ้าน ออกกำลังกาย ขับรถ ทำงาน ให้นึกถึงดวง หรือองค์พระไปด้วย

หมายถึงการทำใจให้จดจ่ออยู่กับธรรมะ อยู่กับศูนย์กลางกาย โดยไม่ต้องเลือกเวลา กิจกรรม หรือสถานที่ ซึ่งบางทีอาจนึกถึงดวง บางครั้งเป็นองค์พระ สลับไปมาก็ไม่เป็นไร จุดมุ่งหมายเพื่อให้ใจจดจ่ออยู่กับธรรมะ กับศูนย์กลางกายฐานที่ 7 ของตน เป็นการฝึกสมาธิอย่างเข้มข้นและต่อเนื่องยิ่งขึ้น การทำการบ้านข้อนี้จะมีผลทำให้ไม่ไปวุ่นวายกับเรื่องที่ไม่ใช่ธุระของตน ทำให้ลดการเกิดวิบาก ลดการกระทำที่อาจทำให้เกิดบาปขึ้นได้ ตรงกันข้ามกลับทำให้บุญไหลมาเทมา ธรรมะสุกใสไปกับวันเวลาและภารกิจการงาน

ประโยชน์ตน

1.เป็นการลดบาปเพิ่มบุญ

2.จิตใจผ่องใสเป็นนิตย์ ชีวิตปลอดภัย

3.ป้องกันเภทภัย ปรับจากทุกข์ใหญ่ให้เป็นทุกข์น้อย หรือมลายหายไป เพราะใจเกาะเกี่ยวอยู่แต่ธรรมะ องค์พระ และศูนย์กลางกาย อันเป็นทางไปมาของพระธรรมกายนับจำนวนพระองค์ไม่ถ้วน

ประโยชน์ผู้อื่น

1.ลดเรื่องทะเลาะวิวาท ลดความบาดหมางใจ

2.ได้งานเพิ่ม เพราะ (ตัวเรา) ไม่ใฝ่ในเรื่องไร้สาระ

3.เกิดความสงบ ปลอดภัยในพื้นที่ในบ้าน ในครอบครัว ในองค์กร เพราะมีบุคคลที่มีใจต่อเนื่อง กับพระนิพพานผสานบุญมาหล่อเลี้ยงอยู่ตลอดเวลา

วิธีการ เพียงหมั่นนึกถึงดวง หรือองค์พระให้บ่อยที่สุดเท่านั้น นึกโดยไม่ต้องรอเวลา ไม่มีเงื่อนไขให้นึกเสมอว่า ถ้าเราจะตายลงไปเดี๋ยวนี้แล้วจะไปไหน ใครก็ช่วยไม่ได้นอกจากธรรมะในตัว เพราะความตายเกิดขึ้นได้เสมอ การทำเช่นนี้นอกจากจะทำให้ชีวิตปลอดภัยแล้วยังทำให้หากเกิดอะไรขึ้นจะกลายเป็นการทำให้เกิดความสมัครสมานในหมู่คณะ

10. สร้างบรรยากาศให้ดี สดชื่น ด้วยรอยยิ้ม และปิยวาจา

หมายความถึง การสร้างสรรค์อารมณ์ที่ดี อารมณ์งดงาม ความสุนทรีย์ให้เกิดในชีวิตและในบรรยากาศโดยรอบ “ รอยยิ้ม” เคยเป็นเอกลักษณ์ของชนชาติไทยมาตั้งแต่ครั้งโบราณกาล เรียกว่า ยิ้มสยาม แต่นับวัน รอยยิ้มของคนไทยเริ่มจางหายไปทุกที ทั้งนี้อาจเป็นเพราะสภาพเศรษฐกิจ และสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป อีกทั้งสภาวะมลพิษทำให้คนไทยเกิดความเครียดในชีวิต หน้าที่การงาน ครอบครัว ทำให้ไม่มีอารมณ์ยิ้ม เหมือนแต่ก่อน เมื่อยิ้มยากขึ้น คำพูดที่ออกมาก็กระด้าง ไม่ไพเราะ หรืออาจจะหยาบคาย ส่งผลให้บรรยากาศโดยรอบยิ่งตึงเครียด และเกิดการกระทบกระทั่งกัน ดังนั้นจึงต้องฝึกสร้างบรรยากาศ ด้วยรอยยิ้ม และปิยวาจาโดยเริ่มที่ตัวเรา เมื่อเราส่งรอยยิ้มและปิยวาจาออกไป คนอื่นก็จะรู้สึกดีและส่งตอบกลับมา ผลก็คือเกิดบรรยากาศที่ดีทำให้ใจเราดียิ่งขึ้น นุ่มนวลยิ่งขึ้น

smile.jpg

ประโยชน์ตน

1.เป็นการฝึกให้เกิดความสงบนุ่มนวลในใจ

2.ฝึกให้นึกถึงอกเขา อกเรา คือเห็นใจซึ่งกันและกัน

3.ทำให้ใจของเราเป็นที่อยู่ของบุญ

4.รักษาธรรมะไว้ได้

5.เป็นที่รัก น่าเข้าใกล้ของคนในครอบครัว สังคม

6.ลดความแตกร้าวที่จะเกิดจากเรา หรือที่จะพึงมีต่อเรา

ประโยชน์ผู้อื่น

1.ทำให้ไม่เกิดความแตกร้าวขึ้นในครอบครัว ในกลุ่ม ในองค์กรและสังคม

2.ทำให้เกิดกระแสนุ่มนวลขึ้นในบรรยากาศ

3.ทำให้เกิดความสมัครสมานในหมู่คณะ

วิธีการ

ให้นึกถึงบุญเข้าไว้ ทำใจให้ได้อย่างข้อ 7, 8, 9 พร้อมนึกเสมอว่าไม่มีใครอยากเห็นหน้าตาขุ่นข้อง ไม่มีใครอยากได้ยิน อยากฟังถ้อยคำเชือดเฉือน เสียดแทง ยอกย้อน หยาบคาย รวมทั้งไม่มีใครสรรเสริญ ผู้ประพฤติตนเช่นนี้ด้วย คอยเตือนตัวเองเสมอว่า การทำหน้างอ หน้าบึ้งตึง เฉยเมยเกินเหตุนั้น ทำให้บุญไม่มาหล่อเลี้ยง บุญหกตกหล่นเสียหาย เพราะหน้าตาเช่นนี้ย่อมแสดงถึงใจที่ไม่หยุด ไม่สงบ ไม่เป็นที่อาศัยของบุญ การมีหน้าตาง้ำงอ ถ้อยคำหยาบคาย เสียดแทง ย่อมแสดงถึงใจที่ไม่สงบและหยาบกระด้าง ขาดความเมตตา ขาดจิตกรุณา ไม่มีมุทิตา และไม่วางอยู่ในอุเบกขาธรรม รวมทั้งให้นึกเสมอว่าการยิ้มอย่างจริงใจ การใช้วาจาไพเราะ นุ่มนวลนั้น ตัวผู้กระทำ คือตัวเราเป็นผู้ได้ประโยชน์ก่อนใคร

md101/7.txt · แก้ไขครั้งล่าสุด: 2015/03/15 16:55 (แก้ไขภายนอก)
 
เว้นแต่จะได้แจ้งไว้เป็นอื่นใด เนื้อหาบนวิกินี้ถูกกำหนดสิทธิ์ไว้ภายใต้สัญญาอนุญาติต่อไปนี้: CC Attribution-Noncommercial 3.0 Unported
Recent changes RSS feed Donate Powered by PHP Valid XHTML 1.0 Valid CSS Driven by DokuWiki