บทที่ 6 ประโยชน์ของสมาธิในพระพุทธศาสนา

  • 6.1 ประโยชน์ของสมาธิในพระไตรปิฎก
  • 6.1.1 ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร
  • 6.1.2 สมาธิสูตร
  • 6.2 ประโยชน์ของสมาธิตามทัศนะของพระมหาเถระ

แนวคิด

1. จากครั้งสมัยพุทธกาล พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสรู้พระอนุตตรพระสัมมาสัมพุทธญาณ หลุดพ้นจากอาสวกิเลส และพบความสุขอันแท้จริง จากการปฏิบัติสมาธิอย่างจริงจัง ในการแสดงพระธรรมเทศนาครั้งแรกพระพุทธองค์ก็ทรงชี้ให้เห็นถึงอานิสงส์ของการหยุดใจ 5 ประการ

2. ประโยชน์ของสมาธิในพระไตรปิฎกมี 4 ประการ คือการพบความสุข การได้ญาณทัสสนะ มีสติสัมปชัญญะ และที่สำคัญที่สุดคือการกำจัดอาสวกิเลส

3. ประโยชน์ของสมาธิตามทัศนะของพระมหาเถระได้แก่ การทำให้มีความสามารถในการทำงานเหนือผู้อื่น ทำให้ใจมีพลัง มีภพอันวิเศษเป็นที่อยู่ สามารถเข้านิโรธสมาบัติได้

วัตถุประสงค์

1. เพื่อให้นักศึกษาทราบประโยชน์ของการทำสมาธิในพระพุทธศาสนา

2. เพื่อให้นักศึกษาเห็นความสำคัญของการทำสมาธิ

ในสมัยพุทธกาล เมื่อครั้งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรายังเป็นเจ้าชายสิทธัตถะนั้น พระองค์ได้ทรงออกผนวชเพื่อแสวงหาหนทางพ้นทุกข์ การแสวงหาหนทางพ้นทุกข์ของพระองค์ซึ่งรวมระยะเวลายาวนานถึง 6 ปีแห่งการแสวงหาโมกขธรรมนั้น ในที่สุดพระองค์ก็ทรงค้นพบว่าวิธีการที่จะนำไปสู่การหลุดพ้นได้อย่างแท้จริงนั้น คือการทำสมาธิ พระพุทธองค์ทรงตั้งสัตยาธิษฐานและกระทำสมาธิอย่างจริงจัง จนในที่สุดพระองค์ก็ทรงบรรลุเข้าสู่ภาวะสูงสุดของการพัฒนาจิตใจมนุษย์นั่นคือการกำจัดอาสวกิเลสให้หมดไปได้ และได้พบความสุขอันแท้จริง

สมาธิจึงเป็นเครื่องชี้ให้เห็นว่าการที่มนุษย์คนใดจะพัฒนาถึงขั้นสูงสุดในการกำจัดความชั่วร้ายออกไปจากใจได้อย่างสิ้นเชิงและพบกับความสุขอันแท้จริงนั้น บุคคลนั้นต้องทำสมาธิและต้องทำอย่างจริงจัง (รูปภาพ)

buddha_sitting.jpg

6.1 ประโยชน์ของสมาธิในพระไตรปิฎก

6.1.1 ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร

ในการแสดงพระธรรมเทศนาครั้งแรกคือธัมมจักกัปปวัตตนสูตรนั้น พระพุทธองค์ทรงชี้ให้เห็นถึงอานิสงส์ของการทำสมาธิ 5 ประการ นั่นคือ

1. ทำให้ได้จักษุคือมีดวงตาเห็นธรรมได้ดวงตาที่มีลักษณะพิเศษเหนือกว่าดวงตามนุษย์ธรรมดา

2. เกิดญาณ คือได้ญาณทัสสนะซึ่งเป็นเครื่องมือที่จะเข้าไปรู้แจ้งเรื่องราวต่างๆ

3. เกิดปัญญา คือทำให้ได้ปัญญา มีความฉลาดรอบรู้มากขึ้น

4. เกิดวิชชา คือมีความรู้แจ้งอย่างน้อย 3 ประการ ได้แก่

4.1 รู้แจ้งเรื่องราวทั้งในอดีตชาติและในอนาคตของตน

4.2 รู้แจ้งในการเกิดการตายของสัตว์ว่าสัตว์เหล่านี้ ตายแล้วไปเกิดที่ไหนทำกรรมอะไรจึงได้มีรูปร่าง อย่างนี้

4.3 รู้แจ้งในการกำจัดกิเลสภายในของตนเอง

5. ประการสุดท้ายคือได้อาโลโกคือแสงสว่าง ใจจะเกิดแสงสว่างที่จะช่วยในการเห็นสิ่งต่างๆ

สิ่งที่พระองค์ทรงเทศนาไว้ได้ชี้ให้เห็นว่า เมื่อบุคคลได้ทำสมาธิเขาจะมีดวงตาทางใจที่ดีขึ้น เกิดความรู้คู่กับแสงสว่างคือทั้งเห็น ทั้งรู้ ทั้งสว่าง ควบคู่กันไปจนกำจัดกิเลสให้หมดไปได้ในที่สุด

doungsawang.jpg

สมาธินั้นเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทุกคนเหมือนกับอากาศที่ขาดไม่ได้ ซึ่งถ้าหากเราขาดสมาธิเมื่อใด เมื่อนั้นเราจะขาดสุข เมื่อเราขาดสุข ชีวิตของเราก็จะขาดความสมบูรณ์

6.1.2 สมาธิสูตร

พระพุทธองค์ได้ทรงชี้ให้เห็นอานิสงส์ของสมาธิในสมาธิสูตรไว้ 4 ประการ1) คือ

1.พบสุขทันตาเห็น

2.ได้ญาณทัสสนะ

3.มีสติสัมปชัญญะ

4.กำจัดอาสวกิเลสได้

1. พบสุขทันตาเห็น ประโยชน์ของสมาธิที่ทำให้พบสุขทันตาเห็น พระภาวนาวิริยคุณ(เผด็จ ทัตตชีโว)2) ได้อธิบายขยายความไว้ดังนี้

ความสุขเบื้องต้น สมาธิเป็นสิ่งที่ช่วยสร้างสุข ทุกวันนี้ทุกลมหายใจเข้าออกของชาวโลกต่างพะวงอยู่แต่เรื่องนอกกายเป็นส่วนมาก เช่น ห่วงบุตรบ้าง ห่วงภรรยาบ้าง ห่วงงานบ้าง ฯลฯ ถ้าห่วงสิ่งใดก็ต้องเอาธุระต่อสิ่งนั้น เราเรียกการเอาธุระต่อสิ่งภายนอกเหล่านี้ว่า แบก เริ่มแรกก็แบกตนเองก่อน ต่อมาก็แบกภรรยา แบกลูก แบกหลาน แบกทรัพย์สมบัติ แบกบ้านเรือน แบกประเทศ ไม่ช้าก็แบกโลกทั้งโลกโดยไม่รู้ตัว

ครั้นแบกมากเข้าก็เหนื่อยหรือเกิดอาการตึงเครียด แต่ถ้าเขาเหล่านั้นรู้จักการปล่อยใจผ่อนคลายด้วยการทำสมาธิ ใจเขาจะหยุดห่วงธุระต่างๆ ที่ทนแบกหามาใส่ตนเองไว้โดยไม่จำเป็น สิ่งเหล่านั้นก็จะร่วงหล่นไปเอง กาย ใจก็เบาลง ได้รับความสุขมากขึ้นโดยไม่ต้องลงทุนลงแรง

ดังนั้น ในระดับเบื้องต้นของผู้ที่ฝึกสมาธิ แค่เพียงปล่อยวางจิต ให้ผ่อนคลายจากเรื่องราวต่างๆ แค่นี้ก็เป็นความสุขในเบื้องต้นของการทำสมาธิ ยังไม่ต้องกล่าวถึงความสุขที่ยิ่งๆ ขึ้นไป

ความสุขที่แท้จริง

ความสุขเป็นรากฐานของชีวิตทั้งมวล ทุกชีวิตต่างปรารถนาความสุขด้วยกันทั้งสิ้น ดังที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรัสไว้ว่า สุขกามานิ ภูตานิ สัตว์โลกทั้งหลายปรารถนาความสุขจากการได้เห็น การได้ยิน ได้ดมกลิ่น ได้ลิ้มรส ได้สัมผัส และได้จากการนึกคิดถึงสิ่งต่างๆ

ความสุขที่แท้จริงคือ การหลับเป็นสุข ตื่นเป็นสุข นั่ง นอน ยืน เดินก็เป็นสุข เป็นสุขอยู่ตลอดเวลาไม่เลือกสภาวะเวลาและสถานที่ ความสุขเช่นนี้เป็นสิ่งที่มนุษย์ต่างปรารถนา

สมาธิเป็นสิ่งที่นำมนุษย์เข้าสู่ความสุขที่แท้จริงนี้ได้ เป็นความสุขที่ต่อเนื่องกันทุกอิริยาบถทุกกิจกรรม เพราะเมื่อใจของใครสามารถเข้าสู่ภายใน เข้าไปสนิทกับจุดศูนย์กลางกาย ผู้นั้นจะได้พบกับโลกส่วนตัว พบความอัศจรรย์ พบแหล่งกำเนิดแห่งความสุขที่มนุษย์ทั้งมวลปรารถนา เป็นแหล่งแห่งความสุขที่มีอยู่ในตัวของเรา เป็นความสุขที่แตกต่างไปจากความสุขธรรมดาที่พบอยู่ในชีวิตประจำวัน

ในเวลานั้น ผู้ที่มีใจหยุดได้จะรู้ได้ทันทีว่าความสุขที่ตนเคยพบอยู่ทุกวันก่อนหน้านี้เป็นเพียงความสนุกสนาน เพลิดเพลินกันชั่วคราวเท่านั้น เกิดขึ้นชั่วครู่แล้วก็ดับหายไป เป็นความสุขเพียงเล็กน้อย ไม่สามารถครอบครองได้ ซ้ำยังมีความทุกข์เจือปนอยู่

ความสุขเหล่านั้น แตกต่างจากความสุขภายในที่เป็นความสุขที่ยิ่งใหญ่ แจ่มใสเจิดจ้าอยู่ตลอด เวลาให้ทั้งความสุขและปัญญาโดยไม่ต้องพึ่งพาอาศัยจากผู้ใดนอกจากใจที่หยุดแล้วของตัวเอง เมื่อใดใจหยุด เมื่อนั้นจะได้คำตอบให้ตัวเองว่า ได้พบสิ่งที่แสวงหามาตลอดชีวิตแล้ว เป็นความสุขที่แท้จริง ที่ไม่รู้จักเบื่อและสามารถสุขได้เพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ เหมือนการเปิดเถาปิ่นโตออกมาเป็นชั้นๆ

เมื่อใดเข้าถึงดวงธรรมภายในจะรู้ด้วยตัวเองว่า ความรู้จริงภายในนั้นกว้างใหญ่ ไม่มีขอบเขต เป็นความรู้คู่ความสุข เต็มไปด้วยภูมิปัญญาเป็นสิ่งที่ค้นหาได้ด้วยใจอันสว่างไสว ชีวิตเต็มเปี่ยมไปด้วยความสุขปลอดภัยและมีความพอใจที่แท้จริง ไม่จำเป็นต้องแสวงหาที่ไหนอีกต่อไป นอกจากปล่อยใจให้ไหลลงไปในกระแสแห่งความสว่างไสวตรงศูนย์กลางกายเท่านั้น

ถ้าจะแยกความสุขที่ได้รับจากสมาธิตามกาลเวลาที่ส่งผลอีกนัยหนึ่ง จะสามารถแยกได้เป็น 2 ประการ คือ

สุขในปัจจุบัน คือความสุขที่ได้จากใจหยุดนิ่งในปัจจุบัน หรือสุขที่ได้จากฌานหรือสุขที่ได้จากการเข้าถึงพระธรรมกายในขณะที่ปฏิบัติธรรมเป็นสุขทันตาเห็นที่เราเริ่มต้นปล่อยใจให้ผ่อนคลายจากเรื่องราวที่วุ่นวายต่างๆ ในชีวิตประจำวัน จากความเครียดที่เกาะกินใจ เมื่อใจเริ่มหยุดความสุขก็จะเกิดขึ้นจากตรงนี้ และเมื่อได้ปฏิบัติต่อไป ความสุขจากสมาธินั้นจะลุ่มลึกไปตามลำดับจากสุขน้อยไปสู่สุขที่ยิ่งๆ ขึ้นไป จนถึงสุขอย่างยิ่งคือพระนิพพานอันเป็นบรมสุข ดั่งคำพุทธพจน์ที่ว่า นิพพานํ ปรมํ สุขํ3) นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง ความสุขเหล่านี้เราพบได้จากการหยุดใจ ตั้งแต่เบื้องต้นจนถึงพระอรหันต์ซึ่งจะเหนือจากสิ่งที่เราหาได้จากการกิน ดื่ม พูด คิด จากรูป รส กลิ่น และเสียงโดยทั่วไป อันเป็นเพียงความเพลินให้ลืมทุกข์ชั่วคราว ซึ่งความสุขจากการดื่ม กินเมื่อเทียบสุขที่เกิดจากการหยุดนิ่ง ก็เปรียบเสมือนเศษของความสุขเท่านั้น ท่านจึงได้กล่าวเอาไว้ว่า นตฺถิ สนฺติปรํ สุขํ4) สุขยิ่งกว่าหยุดนิ่งไม่มี นี้เป็นสุขที่ได้ในปัจจุบัน

สุขในอนาคต คนที่มีสมาธิตายแล้วจะไปสู่สุคติโลกสวรรค์ ถ้าหมดกิเลสก็ไปเสวยสุขที่ยอดยิ่งในพระนิพพาน นี้เป็นสุขที่จะพึงได้ในอนาคต

2.ได้ญาณทัสสนะ การทำสมาธิจิตได้ดีจะทำให้เรามีญาณทัสสนะที่ทำให้รู้สภาพการณ์ต่างๆ ของโลกและของตนเองตามความเป็นจริง

เนื่องจากความจำกัดทางสรีระบางอย่างเกี่ยวกับนัยน์ตามนุษย์ ทำให้เราเห็นโลกและตัวเราเองจำกัดมาก เช่น ในเวลากลางคืนหรือในความมืด สัตว์หลายชนิด เช่น สุนัขและแมวยังสามารถเห็นได้ดีกว่าคน หรือในเวลากลางวันเราก็จะเห็นเฉพาะสิ่งที่ห่างพอสมควร ถ้าใกล้เกินไปเช่นหัวคิ้ว ขนตาของตนเอง หรือไกลเกินไป เช่น ดวงดาวต่างๆ เราก็ไม่อาจเห็นได้ หรือถ้าเล็กเกินไป เช่น ตัวเชื้อโรค หรือใหญ่เกินไปเช่น ท้องฟ้าและโลกเราก็ไม่สามารถเห็นได้ชัดเจนทุกส่วนด้วยตาเปล่า

ถึงอย่างนั้น ก็ไม่ใช่ว่าเราจะไม่สามารถเห็นสิ่งเหล่านี้ มนุษย์ได้พยายามปรับปรุงความสามารถในการเห็นให้มากยิ่งขึ้นเพราะปัญญาของมนุษย์ย่อมเป็นเงาตามตัวกับการเห็นยิ่งเห็นมากเท่าไรก็ทำให้เรายิ่งเกิดปัญญามากขึ้นเท่านั้น เพราะฉะนั้นจึงมีมนุษย์ที่พยายามสร้างอุปกรณ์ที่ช่วยในการเห็นเพิ่มขึ้นมา ทั้งกล้องจุลทรรศน์กล้องดูดาว เพื่อเพิ่มความสามารถในการเห็น

แต่แม้มนุษย์จะพยายามอย่างยิ่งเพียงใด อุปกรณ์เหล่านั้นก็ไม่สามารถจะทำให้มนุษย์เห็นใจของตัวเองได้เลย มนุษย์จึงไม่สามารถรู้เรื่องราวที่ลึกไปกว่านั้นคือ เรื่องราวของสวรรค์ นรก และนิพพานได้ ส่วนผู้ที่มีใจสงบดีแล้ว จะได้เครื่องมือชนิดหนึ่งที่เรียกว่าญาณทัสสนะ ญาณเป็นเครื่องรู้ ทัสสนะเป็นเครื่องเห็น ผู้ที่ฝึกสมาธิดีแล้วจะได้เครื่องมือชนิดนี้ที่ทำให้ทั้งรู้และทั้งเห็นไปพร้อมกัน เครื่องมือชนิดนี้เป็นเครื่องมือชนิดเดียวเท่านั้นที่ทำให้มนุษย์สามารถที่จะเห็นใจตัวเอง และสามารถที่จะรู้แจ้งในเรื่องราวของโลกและชีวิตตามความเป็นจริงได้ และการที่บุคคลจะได้เครื่องมือชั้นยอดอย่างนี้ก็ด้วยการหยุดใจทำสมาธิเท่านั้น

ถ้าเราจะขยายความออกไปอีก ก็คือ สมาธิที่ดีจะทำให้ได้ความรู้แจ้ง เหมือนดึงของออกจากที่มืด มาตั้งไว้กลางแดด หรือเสมือนน้ำในตุ่มที่มีตะกอนขุ่น เอาก้อนหินไปใส่ก็มองไม่เห็น แต่ถ้าปล่อยให้ตะกอนนอนก้น ก็จะมองเห็นได้ชัดเจน แม้เข็มตกลงไปก็เห็นได้ ใจที่ถูกครอบงำไว้ด้วยความโลภ ความโกรธ และความหลงทำให้ขุ่นมัว ถ้าตะกอนใจนอนก้นเมื่อไร ใจก็จะมีความสามารถในการเห็นที่สามารถล่วงรู้ถึงภาพที่เกิดขึ้นในอดีตที่เรียกกันว่า ปุพเพนิวาสานุสติญาณ คือระลึกชาติได้ หรือสามารถล่วงรู้ถึงภาพเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ที่เรียกว่า อนาคตังสญาณ หรือแม้กระทั่งตัวกิเลสที่นอนเนื่องอยู่ในใจมานับกัลป์ไม่ถ้วนก็สามารถจะมองเห็นและกำจัดออกไปได้

การเห็นของผู้ที่มีสมาธิจิตดีจะไม่มีขีดจำกัด ไร้พรมแดน คนโดยทั่วไปอาจจะสามารถมองเห็นสิ่งต่างๆ ได้เพียงด้านเดียวหรือสองด้าน แต่ผู้ที่ทำสมาธิจิตดีย่อมสามารถที่จะมองเห็นสิ่งต่างๆ ได้หลายมุมมอง มองทุกด้านแทงทะลุในสิ่งที่ผู้อื่นไปไม่ถึง ถ้าเราจะเปรียบกำลังของดวงตาธรรมดาก็เหมือนกับไฟฉายที่ส่องไปบนท้องฟ้ากำลังของแสงไฟไปเท่าใดเขาก็จะเห็นเพียงเท่านั้น ผิดกับดวงตาของผู้มีรู้มีญาณที่สามารถเห็นในสิ่งที่ตามนุษย์ไปไม่ถึงได้ สิ่งเหล่านี้จะพิสูจน์ได้ก็ต่อเมื่อได้มาลองปฏิบัติธรรมในแนวทางการปฏิบัติสมาธิในพระพุทธศาสนา

3.มีสติสัมปชัญญะ

การทำสมาธิก่อให้เกิดการมีสติสัมปชัญญะที่ดีขึ้น ซึ่งพระมหา ดร. สมชาย ฐานวุฑฺโฒ5) ได้อธิบายไว้ดังนี้

สติ คือความระลึกนึกได้ถึงความผิด-ชอบ-ชั่ว-ดี เป็นสิ่งกระตุ้นเตือนให้คิดพูดทำในสิ่งที่ถูกต้อง ทำให้ไม่ลืมตัว ไม่เผลอตัว ใช้ปัญญาพิจารณาใคร่ครวญสิ่งต่างๆ ได้

ธรรมชาติของจิตมีการนึกคิดตลอดเวลา การนึกคิดนี้ถ้าไม่มีสติกำกับ ก็จะกลายเป็นความคิดฟุ้งซ่านไปตามอารมณ์ต่างๆ ใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้ แต่ถ้ามีสติกำกับแล้วจะทำให้ไม่เผลอ ควบคุมความนึกคิดได้ไม่ปล่อยใจให้เลื่อนลอยไป ไม่ปล่อยอารมณ์ให้เป็นไปตามสิ่งที่มากระทบ

การทำสมาธิก็คือการทำให้สติมั่นคง ไม่วอกแวก คนที่ทำสมาธิเนืองๆ ใจของเขาจะอยู่กับตัวไม่วอกแวก เขาจะเป็นคนไม่ทำอะไรอย่างขาดสติ แบบหลงๆ ลืมๆ ใจของเขาจะอยู่ที่ศูนย์กลางกาย เราจะเห็นว่าคนที่ทำสมาธิดีจะเป็นคนที่คุยกันได้รู้เรื่อง และใจของเขาจะจดจ่อในเรื่องที่ทำเสมอ

การฝึกสมาธิเป็นการฝึกสติโดยตรงให้ใจตั้งมั่น และรู้ตัวในทุกอิริยาบถที่เคลื่อนไหวซึ่งจะให้อานิสงส์ดังต่อไปนี้

1.ควบคุมรักษาสภาพจิตให้อยู่ในภาวะที่เราต้องการ โดยการตรวจตราความคิด เลือกรับสิ่งที่ต้องการไว้ กันสิ่งที่ไม่ต้องการออกไป ตรึงกระแสความคิดให้เข้าที่ เช่น จะดูหนังสือก็สนใจคิดติดตามไปตลอดไม่ฟุ้งซ่าน ไม่คิดเรื่องอื่น

2.ทำให้ร่างกายและจิตใจอยู่ในสภาพเป็นตัวของตัวเอง ไม่เป็นทาสของอารมณ์ต่างๆ เช่น ความโกรธเคือง ความลุ่มหลงมัวเมา จึงมีความโปร่งเบา ผ่อนคลาย เป็นสุขโดยสภาพของมันเอง พร้อมที่จะเผชิญความเป็นไปต่างๆ และจัดการกับสิ่งทั้งหลายที่เกิดขึ้นอย่างถูกต้องเหมาะสม

3.ทำให้ความคิดและการรับรู้ขยายวงกว้างออกไปได้โดยไม่มีสิ้นสุด เพราะไม่ถูกบีบคั้นด้วย กิเลสต่างๆ จึงทำให้ความคิดเป็นอิสระมีพลัง เพราะมีสติควบคุม เสมือนเรือที่มีหางเสือควบคุมอย่างดี ย่อมสามารถแล่นตรงไปในทิศทางที่ต้องการได้โดยไม่วกวน

4.ทำให้การพิจารณาสืบค้นด้วยปัญญาดำเนินไปได้เต็มที่ เพราะมีความคิดที่เป็นระเบียบ และมีใจซึ่งมีพลังเข้มแข็ง จึงเป็นการเสริมสร้างปัญญาให้บริบูรณ์

5.ชำระพฤติกรรมทุกอย่างทั้งกาย วาจา และใจให้บริสุทธิ์ เพราะมีสติมั่นคงจึงไม่เผลอไปเกลือกกลั้วบาปอกุศลกรรม ทำให้พฤติกรรมต่างๆ เป็นไปด้วยปัญญาหรือเหตุผลที่บริสุทธิ์

4.กำจัดอาสวกิเลสได้

อาสวกิเลสภายใน เป็นภัยอย่างใหญ่หลวงที่หาบหามเอาความทุกข์เข้ามาสู่ตัวเรา การกระทำของเราหลายประการที่ต้องเดือดร้อนเพราะการตามใจกิเลสนั้นมีมากมายสุดพรรณนา แต่สิ่งเหล่านี้สามารถแก้ไขให้หมดไปได้ด้วยการทำสมาธิ เราจะพบว่าคนที่ทำสมาธิหลายคนจากที่เป็นคนใจร้อน เจ้าโทสะจะกลายเป็นคนใจเย็น มีเมตตา หรือบางคนสามารถที่จะพัฒนาการเรียนรู้ของตนให้ดีขึ้นได้ด้วยสมาธิ อันเป็นเครื่องชี้ให้เห็นได้ในเบื้องต้นว่าสมาธินั้นทำให้คนมีโมหะน้อยลง นี้เป็นอานิสงส์ของสมาธิในการกำจัดกิเลสในเบื้องต้นในระดับที่ลึกกว่านั้น สมาธิจะเป็นสิ่งที่กำจัดกิเลสได้จริงและอย่างเด็ดขาด เมื่อเราได้มีการปฏิบัติอย่างจริงจังจนสำเร็จเป็นพระอรหันต์ หมดกิเลสอาสวะเลิกเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป

6.2 ประโยชน์ของสมาธิตามทัศนะของพระมหาเถระ

จากข้างต้นเราจะเห็นว่า ประโยชน์ของสมาธินั้นมีมากมายหลายอย่าง ต่อไปจะได้แสดงถึงอานิสงส์ของสมาธิในบางส่วนบางข้อที่เกิดขึ้นจากการทำสมาธิในทางพระพุทธศาสนา

ประการที่ 1 ทำให้มีความสามารถในการทำงานเหนือผู้อื่น6) สิ่งที่นักทำงานปรารถนาอย่างยิ่งก็คือ

1.ทำงานได้โดยไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยหรือเบื่อหน่าย การทำสมาธิที่ถูกต้องทำให้เรารู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่าอยู่เสมอ คนที่ทำสมาธิอยู่เสมอจะมีความรู้สึกตัวเบาใจเบา และมีความสุขกับการทำงานทุกอย่าง เหมือนกับการที่เราได้ทำในสิ่งที่ชอบ เราย่อมจะมีความรู้สึกสนุกและเบิกบาน คนที่มีความสุขก็เช่นกันไม่ว่าเขาจะทำอะไรก็ดูจะมีความสุขไปหมด จึงไม่รู้สึกเบื่อหน่ายซึ่งตรงข้ามกับคนไม่มีสมาธิเมื่อจะทำอะไรดูทุกสิ่งจะแย่ไปหมด

2.ทำงานได้รอบคอบเกิดประโยชน์และมีผลเสียหายน้อย เราจะสังเกตเห็นว่าผู้ที่มีสมาธิดีจะเป็นผู้ที่ใจเย็น เมื่อเกิดปัญหาขึ้นเขาจะทำใจให้สงบ เหมือนที่ผู้รู้ได้กล่าวเอาไว้ว่า เมื่อใจสงบจะพบทางออกและในสถานการณ์ที่ฉุกเฉินเขาจะเป็นคนแก้ไขปัญหาด้วยสติ ไม่ร้อนรน เพราะผู้ที่มีสมาธิดีจะมีสติดี สติเป็นตัวทำให้เกิดความรอบคอบ เมื่อคนได้ทำสมาธิเขาจะมีสติอยู่กับตัว ใจไม่ซัดส่าย วอกแวก เมื่อจะทำอะไร ใจก็จะมุ่งไปที่สิ่งใดสิ่งหนึ่ง ผลงานจึงออกมาประณีต และการที่ทำสมาธิบ่อยใจก็จะเป็นระบบ การจัดสรรงานก็จะออกมาเป็นระเบียบ ทำงานน้อยลง แต่ได้ผลงานมากขึ้น ดีกว่าคนที่ทำอะไรแบบหลงๆ ลืมๆ งานก็ตกๆ หล่นๆ ต้องตามเก็บงาน หรือต้องทำซ้ำใหม่บ่อยๆ ทำให้งานเสียหายได้ง่าย

3.คาดการณ์ล่วงหน้าได้แม่นยำ คนที่จะคาดการณ์ได้ดี คนๆ นั้นต้องมีภาพภายในใจที่ชัดเจนเหมือนกับสถาปนิกที่ดี การที่เขาจะออกแบบอาคารสิ่งก่อสร้างได้ดี เขาก็ต้องมีแบบสำเร็จอยู่ในใจที่ชัดเจน จึงจะรู้ว่าโครงสร้างของอาคารนั้นต้องประกอบด้วยไม้กี่ชิ้น กระดานกี่แผ่น คนที่จะคาดการณ์งานได้ดี ภาพในใจของเขาต้องชัดเจน จึงจะมองออกว่า เมื่อถึงที่สุดแล้วภาพงานสำเร็จจะออกมาในรูปไหน มีลักษณะอย่างไร เมื่อภาพในใจของเขาชัดเจนมาก สิ่งที่คาดหวังไว้จึงมาค่อนข้างตรง ผิดกับคนที่มีสมาธิไม่ดี ภาพในใจจะไม่ชัดเจน ดังนั้นงานที่ออกมาจึงไม่ค่อยดี ไม่ได้ตรงตามเป้าหมาย

think.jpg

ประการที่ 2 ทำให้ใจมีพลัง

ใจที่มีพลังเปรียบเสมือนการเก็บกักน้ำไว้ในเขื่อน เมื่อน้ำมากเข้าก็สามารถนำมาใช้งาน นำมาปั่นเป็นกระแสไฟฟ้า หรือเหมือนเลนส์ที่เมื่อแสงตกกระทบก็จะรวมแสงเป็นจุดเดียวทำให้เกิดความร้อนเผาไหม้สิ่งต่างๆ ได้ เช่นเดียวกับใจที่รวมที่ศูนย์กลางกายจะทำให้มีพลังทำในสิ่งที่อัศจรรย์ได้

dam.jpg

ในสามัญญผลสูตร7) เราจะรู้ว่าพระพุทธองค์ทรงสอนให้คนฝึกสมาธิให้จิตมีพลังจนสามารถที่จะมีฤทธิ์ทางใจเหาะเหินเดินอากาศได้ และสามารถแสดงฤทธิ์อื่นได้มากมาย ด้วยพลังทางใจที่เกิดขึ้นจากการทำสมาธิอย่างถูกวิธี

อภิญญา 6 เป็นความรู้ยิ่งในพระพุทธศาสนา 6 ประการ โดยเฉพาะประการที่ 6 จะไม่มีปรากฏอยู่ในลัทธิอื่น นอกจากพระพุทธศาสนา อภิญญา 6 ประการเป็นความรู้ที่เกิดจากพลังใจที่สูงส่ง ที่เป็นผลพลอยได้จากการทำสมาธิในระดับสูง ท่านเปรียบเสมือน ” การซื้อสินค้าอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วได้ของแถมเพิ่มมาอีก”8) ซึ่งถือว่าเป็นลักษณะพิเศษที่เกิดขึ้นจากการพัฒนาคุณภาพจิตใจของมนุษย์ให้บริสุทธิ์ยิ่งๆขึ้นไป

อภิญญา9) ทั้ง 6 ประการนั้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสไว้หลายแห่งแต่ในที่นี้จะได้นำเอาเนื้อหาในส่วนที่พระพุทธองค์ตรัสให้แนวทางแก่พระวัจฉะถึงผลของการทำสมาธิที่จะเจริญตามลำดับขั้นของความบริสุทธิ์ของใจดังต่อไปนี้คือ

ประการที่ 1 เมื่อใจบริสุทธิ์ถึงขั้นหนึ่งจะบรรลุอิทธิวิธีหลายประการ คือคนเดียวเป็นหลายคนก็ได้ หลายคนเป็นคนเดียวก็ได้ ทำให้ปรากฏก็ได้ ทำให้หายไปก็ได้ ทะลุฝากำแพงภูเขาไปก็ได้ ไปไม่ติดขัดดุจไปในที่ว่างก็ได้ ผุดขึ้นดำลงแม้ในแผ่นดินเหมือนในน้ำก็ได้ เดินบนน้ำไม่แตกเหมือนเดินบนแผ่นดินก็ได้ เหาะไปในอากาศเหมือนนกก็ได้ ลูบคลำพระจันทร์พระอาทิตย์ซึ่งมีฤทธิ์มีอานุภาพมากด้วยฝ่ามือก็ได้ ใช้อำนาจทางกายไปตลอดพรหมโลกก็ได้

ประการที่ 2 จะฟังเสียงทั้งสองคือเสียงทิพย์และเสียงของมนุษย์ ทั้งที่ไกลและที่ใกล้ ด้วยหูทิพย์อันบริสุทธิ์ที่เกินกว่าหูของมนุษย์จะฟังได้

ประการที่ 3 จะกำหนดรู้ใจของสัตว์อื่น ของบุคคลอื่นด้วย คือ จิตมีราคะก็รู้ว่าจิตมีราคะ หรือจิตปราศจากราคะ รู้ว่า จิตปราศจากราคะ จิตมีโทสะรู้ว่าจิตมีโทสะ หรือจิตปราศจากโทสะรู้ว่าจิตปราศจากโทสะ จิตมีโมหะรู้ว่าจิตมีโมหะ หรือจิตปราศจากโมหะรู้ว่าจิตปราศจากโมหะ จิตหดหู่รู้ว่าจิตหดหู่หรือจิตฟุ้งซ่านรู้ว่าจิตฟุ้งซ่าน จิตเป็นใหญ่รู้ว่าจิตเป็นใหญ่ หรือจิตไม่ใหญ่รู้ว่าจิตไม่เป็นใหญ่ จิตมีจิตอื่นยิ่งกว่า รู้ว่าจิตมีจิตอื่นยิ่งกว่า หรือจิตไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่า รู้ว่าจิตไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่า จิตเป็นสมาธิรู้ว่าจิตเป็นสมาธิ หรือจิตไม่เป็นสมาธิรู้ว่าจิตไม่เป็นสมาธิ จิตหลุดพ้นรู้ว่าจิตหลุดพ้น หรือจิตไม่หลุดพ้นรู้ว่าจิตไม่หลุดพ้น

ประการที่ 4 จะระลึกชาติก่อนได้มาก คือ ระลึกได้ชาติหนึ่งบ้าง สองชาติบ้าง สามชาติบ้าง สี่ชาติบ้าง ห้าชาติบ้าง สิบชาติบ้าง ยี่สิบชาติบ้าง สามสิบชาติบ้าง สี่สิบชาติบ้าง ห้าสิบชาติบ้าง ร้อยชาติบ้าง พันชาติบ้าง แสนชาติบ้าง หลายๆ กัปบ้าง ในชาติโน้นเรามีชื่ออย่างนั้น มีโคตรอย่างนั้น มีผิวพรรอย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้น เสวยสุขเสวยทุกข์อย่างนั้น มีอายุเพียงเท่านั้น ตายจากชาตินั้นแล้ว ได้ไปเกิดในชาติโน้น แม้ในชาตินั้นเราก็ได้มีชื่ออย่างนั้น มีโคตร(ตระกูล)อย่างนั้น มีผิวพรรณอย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้น ได้รับสุขเสวยทุกข์อย่างนั้นๆ มีอายุเท่านั้น จุติจากชาตินั้นแล้ว ได้มาเกิดในภพนี้

ประการที่ 5 จะเห็นหมู่สัตว์ที่กำลังตาย กำลังเกิด อยู่ในสภาพที่เลว ประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม ได้ดี ตกยากด้วยตาทิพย์ที่บริสุทธิ์ ล่วงดวงตาของมนุษย์ รู้ชัดหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรมว่า สัตว์เหล่านี้ ประพฤติชั่วทั้งทางกาย วาจาและใจ ติเตียนพระอริยเจ้า เป็นมิจฉาทิฏฐิ ยึดถือการกระทำด้วยอำนาจมิจฉาทิฏฐิ เมื่อตายเขาเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ส่วนสัตว์เหล่านี้ประพฤติดีทั้งทางกาย วาจาและใจ ไม่ติเตียนพระอริยเจ้า เป็นสัมมาทิฏฐิ ยึดถือการกระทำด้วยอำนาจสัมมาทิฏฐิ เมื่อตายเขาเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์

ประการที่ 6 จะหมดกิเลสด้วยปัญญาของตนเอง ดังนั้นเราจะเห็นถึงอานุภาพของใจที่มีพลัง ย่อมกระทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์ได้มาก ซึ่งการที่เราแค่เพียงเริ่มทำสมาธิ เราก็สามารถสัมผัสได้ถึงการเริ่มต้นไปสู่ความรุ่งเรืองของชีวิต เราจึงไม่ควรละเลยที่จะทำสมาธิทุก ๆ วัน เพื่อให้ชีวิตของเราเข้าถึงความสมบูรณ์ เหมือนดังพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระอรหันต์ที่ท่านได้เข้าถึงกันมาแล้ว

ประการที่ 3 มีภพอันวิเศษเป็นที่อยู่

ถ้าเราได้มีโอกาสศึกษาคำสอนในพระพุทธศาสนา เราจะพบว่าในภพภูมิที่เราอยู่นี้มีถึง 31 ภพภูมิ ซึ่งถ้าจะแบ่งง่ายๆ ก็สามารถที่จะแบ่งเป็น 2 ส่วน คือส่วนที่เป็นสุคติภูมิ ภพภูมิที่ดี และส่วนที่เป็นทุคติภูมิภพภูมิที่ไม่ดี โลกมนุษย์ที่เราอยู่นี้เป็นส่วนหนึ่งของสุคติภพ

ในทางพระพุทธศาสนา การที่บุคคลละจากโลกนี้ไปจะไปสุคติหรือทุคติ สามารถวัดได้จากความใสหรือความหมองของใจ พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า จิตฺเต สงฺกิลิฏเฐ ทุคติ ปาฏิกงฺขา เมื่อจิตเศร้าหมอง ทุคติเป็นที่ไป แต่ในทางตรงกันข้าม เมื่อ จิตฺเต อสงฺกิลิฏเฐ สุคติ ปาฏิกงฺขา คือเมื่อจิตไม่เศร้าหมอง สุคติก็เป็นที่ไป ดังนั้นเมื่อใดใจของใครเศร้าหมอง เขาย่อมไปในที่ไม่ดี แต่เมื่อใดใจของเขาผ่องใส เขาย่อมได้ไปในภพภูมิที่ดี

เพราะฉะนั้นคนที่ทำสมาธิได้ดี ย่อมมีใจที่ผ่องใส เมื่อใจเขาผ่องใส จึงมักได้ไปในภพภูมิที่ดี คือภูมิที่เป็นสุคติ เรียกกันอีกอย่างว่าไปสวรรค์ ไปเป็นเทวดา ไปเป็นพรหม ซึ่งจะตรงข้ามกับคนที่มีใจฟุ้งซ่าน เศร้าหมองมักจะได้ไปอบาย

ในอีกด้านหนึ่ง ภพหรือโลกที่มนุษย์อาศัยอยู่นี้ ทางศาสนาเรียกว่า กามภพ คือโลกที่อาศัยของผู้ยังบริโภคกามที่ได้ชื่อเช่นนี้เพราะสัตว์ทุกชนิดที่อาศัยอยู่ในโลกส่วนมากยังหลงยินดีอยู่แต่ในเรื่องผัวๆ เมียๆ ห่วงเรื่องการเสพกาม เป็นกำลังทำให้ได้รับความทุกข์มากโดยใช่เหตุ แต่สัตวโลกก็ยังหลงยินดีในสุขเล็กๆ น้อยๆ เพราะหลงเข้าใจว่าเป็นสุขที่เขาควรจะได้รับ

ผู้ที่ฝึกสมาธิถึงแม้ยังต้องทำมาหากินเลี้ยงชีพยังมีครอบครัวแต่ก็ยังมีเวลาปลดโลกออกจากบ่า ได้ชั่วคราวขณะทำสมาธิ ดังนั้นถึงแม้จะอยู่ในโลกแต่ก็เหมือนกับอยู่กันคนละโลกเพราะเป็นโลกที่ได้รับการพักผ่อนบ้างแล้ว เมื่อละโลกไปก็ไปอย่างสบายไม่อาลัยยินดีในโลกมนุษย์อันเต็มไปด้วยภาระนี้ สามารถเลือกภพที่ตนเองต้องการเพื่อพักผ่อนได้

พระราชภาวนาวิสุทธิ์ ท่านได้ให้ทัศนะในเรื่องภพเอาไว้ว่า “ ภพอันวิเศษนี้คือ พระนิพพาน เป็นภพที่วิเศษกว่าภพใดๆ ทั้งสิ้น ไม่มีการเวียนว่ายตายเกิด ในอายตนนิพพาน มีแต่ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานแล้ว ผู้หลุดพ้นจากกิเลสจากอาสวะ”10)

ประการที่ 4 สามารถเข้านิโรธสมาบัติได้

ประการที่ 4 สามารถเข้านิโรธสมาบัติได้11) การเข้าถึงนิโรธสมาบัติก็คือการเข้านิพพานทั้งที่ยังมีชีวิตอยู่ นิพพานชนิดนี้เรียกว่า นิพพานเป็น หรือที่เรียกว่า สอุปาทิเสสนิพพาน ซึ่งอยู่ในกายมนุษย์นี้ ผู้ที่ทำสมาธิได้ระดับนี้จะสามารถนั่งสมาธิได้ตลอด 7 วัน 7 คืน โดยไม่รับประทานอาหารแต่อย่างใด แต่อยู่ได้ด้วยปีติ คือสุขจากการทำสมาธิ เราสามารถเข้าหาความสุขในนิพพานนี้ได้ โดยต้องฝึกใจให้ใจหยุด ใจนิ่งให้ได้เสียก่อน

พระราชภาวนาวิสุทธิ์ให้ทัศนะไว้ว่า การเข้านิโรธสมาบัติ เป็นเรื่องของพระอริยเจ้า คือการได้เป็นพระโสดาบัน ได้เป็นพระสกิทาคามี ได้เป็นพระอนาคามี จนกระทั่งได้เป็นพระอรหันต์ พระอรหันต์จะเข้านิโรธสมาบัติได้เพราะใจท่านไม่มีเครื่องเหนี่ยวรั้ง กิเลสไม่หุ้มห่อ ไม่มีอะไรผูกพัน ความโลภ ความโกรธ ความหลงอะไรต่าง ๆ ละลายหายสูญสิ้นเชื้อไม่เหลือเศษไปหมดแล้ว ใสบริสุทธิ์แจ่มกระจ่างตลอดวันตลอดคืนตลอดเวลา ใจไปเป็นพระอรหันต์แล้ว จึงเข้านิโรธสมาบัติได้ นิโรธแปลว่าดับก็ได้ แปลว่าหยุดก็ได้ นิโรธะ หยุด คือใจหยุดนิ่งอย่างดีแล้ว หยุดจากความอยากทั้งมวล เมื่อหยุดก็สว่าง เมื่อสว่างก็เห็น เมื่อเห็นก็รู้ พอรู้ก็หลุดเป็นไปตามลำดับ จนกระทั่งใจหลุดพ้นจากกิเลสอาสวะ บริสุทธิ์สว่างเข้าถึงแหล่งแห่งความสุขที่แท้จริงภายใน12)

buddha.jpg
1) สมาธิสูตร, อังคุตตรนิกาย จตุกนิบาต, มก. เล่ม 35 ข้อ 41 หน้า 155-157.
2) , 6) , 11) พระภาวนาวิริยคุณ (เผด็จ ทตฺตชีโว), คนไทยต้องรู้, พิมพ์ครั้งที่ 6, (กรุงเทพมหานคร : อักษรสมัย, 2537), หน้า 42-47.
3) มาคัณทิยสูตร, มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์, มก. เล่ม 20 ข้อ 287 หน้า 469.
4) ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เรื่องเด็กผู้หญิงแห่งตระกูลคนใดคนหนึ่ง, มก. เล่ม 42 ข้อ 25 หน้า 371.
5) พระสมชาย ฐานวุฑฺโฒ, มงคลชีวิต ฉบับธรรมทายาท, (กรุงเทพมหานคร : บริษัท ฐานการพิมพ์ จำกัด, 2542), หน้า 185.
7) สามัญญสูตร, ทีฆนิกาย สีลขันวรรค, มก. เล่ม 11 ข้อ 131-134. หน้า 326-328.
8) พระภาวนาวิริยคุณ (เผด็จ ทตฺตชีโว), พระแท้, พิมพ์ครั้งที่ 5, (กรุงเทพมหานคร : บริษัท ศิริวัฒนาอินเตอร์พริ้นท์ จำกัด (มหาชน), 2545), หน้า 210.
9) มหาวัจฉโคตตสูตร, มัชฌิมนิกาย มัชฌิทปัณณาสก์, มก. เล่ม 20 ข้อ 261-266 หน้า 464-466.
10) , 12) พระราชภาวนาวิสุทธิ์, พระธรรมเทศนา วันอาทิตย์ต้นเดือน, 6 พฤศจิกายน 2537, (เทปตลับ).
md101/6.txt · แก้ไขครั้งล่าสุด: 2015/03/15 16:55 (แก้ไขภายนอก)
 
เว้นแต่จะได้แจ้งไว้เป็นอื่นใด เนื้อหาบนวิกินี้ถูกกำหนดสิทธิ์ไว้ภายใต้สัญญาอนุญาติต่อไปนี้: CC Attribution-Noncommercial 3.0 Unported
Recent changes RSS feed Donate Powered by PHP Valid XHTML 1.0 Valid CSS Driven by DokuWiki