บทที่ 5 ประโยชน์ของสมาธิกับชีวิตประจำวัน

  • 5.1 สมาธิกับผู้ครองเรือน
  • 5.1.1 ประโยชน์ของสมาธิที่มีต่อผู้ครองเรือน
  • 5.1.2 ประโยชน์ของสมาธิกับชีวิตครอบครัว
  • 5.2 ประโยชน์ของสมาธิและสุขภาพ
  • 5.2.1 มนุษย์กับโรคภัยไข้เจ็บ
  • 5.2.2 การฝึกสมาธิกับการรักษาสุขภาพ

แนวคิด

1. สมาธิ เป็นสิ่งที่มีความสำคัญต่อการดำเนินชีวิตของทุกๆ ชีวิต โดยเฉพาะผู้ครองเรือน สมาธิจำเป็นต่อชีวิตครอบครัว ชีวิตของทุกคนในสังคมและสามารถทำให้โลกสงบสุขได้

2. บุคคลที่นำเอาสมาธิไปใช้ในชีวิตประจำวันอย่างจริงจัง ย่อมจะต้องได้รับผลดีจากการปฏิบัติอย่างแน่นอน

วัตถุประสงค์

1. เพื่อให้นักศึกษาเห็นประโยชน์ของสมาธิต่อการดำรงชีวิตประจำวัน

2. เพื่อให้นักศึกษาเห็นตัวอย่างบุคคลที่นำเอาสมาธิมาใช้ในชีวิตประจำวัน

3. เพื่อให้นักศึกษามีฉันทะในการทำสมาธิเพิ่มมากขึ้น

4. เพื่อให้นักศึกษาทราบประโยชน์ของสมาธิที่เกี่ยวกับสุขภาพและการรักษาโรค

5. เพื่อให้นักศึกษาเห็นตัวอย่างบุคคลที่นำเอาสมาธิไปใช้ในการรักษาโรค

6. เพื่อให้นักศึกษาทราบประโยชน์ของสมาธิต่อสุขภาพจิต

5.1 สมาธิกับผู้ครองเรือน

สมาธิ เป็นคำนาม คำเรียกที่หมายถึงอาการและพฤติกรรมของความมีสติ มีความสงบภายในองค์ประกอบของความสบาย สามารถฝึกฝนและปฏิบัติได้ทุกคนทุกเวลา

สมาธิ เป็นตัวเปิดโอกาสให้ผู้ปฏิบัติสามารถน้อมธรรมะในระดับต่างๆ เข้ามาประพฤติปฏิบัติได้เป็นลำดับๆ ไป โดยเริ่มต้นตั้งแต่การวางอารมณ์ให้สงบ สบายคล้ายเราคือจุดศูนย์กลางของสรรพสิ่งรอบตัว

ฝึกวางใจ วางความรู้สึกลงไป ณ จุดศูนย์กลางกายของตนอย่างสบายๆ ด้วยการหายใจเข้าออก ลึกๆ สองสามครั้ง เพื่อสัมผัสจุดวกกลับของลมหายใจ ซึ่งเป็นที่ตั้งของศูนย์กลางกายของตน อันเป็นจุดรวมของสติสัมปชัญญะทั้งมวลของใจและเป็นที่ตั้งของใจ หมั่นนึก หมั่นตรึก หมั่นทำความรู้สึกถึงจุดศูนย์กลางกายบ่อยๆ จนกลายเป็นเคยชิน

สมาธิ เป็นสิ่งจำเป็นมากสำหรับการดำเนินและดำรงชีวิต โดยเฉพาะเพศที่ยังอยู่ในวิสัยของการครองเรือน เพราะสมาธิจะเป็นสิ่งที่เข้าไปเพิ่มสมรรถนะของใจ ของความตั้งใจ พลังใจ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของความงดงามแห่งจิตใจ ให้กับดวงใจหรือจิตสำนึกภายในของแต่ละบุคคล

5.1.1 ประโยชน์ของสมาธิที่มีต่อผู้ครองเรือน

1. เป็นอิสรภาพภายในที่แท้จริง คือสามารถละความรู้สึกจากความสับสนวุ่นวายภายนอกเข้าสู่ภายในได้ในทุกสภาพแวดล้อมอย่างง่ายๆ ดูสบายๆ ไม่เครียดเกร็ง การทำเช่นนี้ทำให้สามารถ “ พัก” หรือ “ หย่อนคลายใจ” ได้เป็นจังหวะๆ ไป แม้ไม่ได้หลับตา จึงทำให้สามารถทำงานได้มากกว่า ทนได้มากกว่า และเครียดน้อยกว่า

2. สามารถแยกแยะและมองเห็นความแตกต่างระหว่างหน้าที่กับความรู้สึกยึดติดได้เป็นอย่างดีในเรื่อง “ ของเขา” “ ของเรา”

3. ใจเย็นกว่า เผชิญสถานการณ์บีบคั้นได้มากกว่า สามารถปรับอารมณ์ให้อยู่ในสภาพปกติได้นานกว่า หรือคืนสู่ความเป็นปกติได้เร็วกว่า

4. สามารถเตือนตนได้ โดยเฉพาะในเรื่องของความน้อยเนื้อต่ำใจ ลดระดับความอิจฉาริษยา และความเคียดแค้นพยาบาทลงได้เรื่อยๆ หากการปฏิบัติสมาธิยังคงกระทำอย่างต่อเนื่อง สิ่งเหล่านี้จะพัฒนาดีขึ้นเป็นลำดับถึงขั้นสามารถปรับจากความก้าวร้าว สู่ความนุ่มนวล อ่อนโยนได้

5. สามารถรับฟังความคิดเห็นติชมของคนอื่นได้เสมอ และสามารถนำส่วนดี ส่วนเหมาะสมมาปรับใช้เป็นคนยอมรับผิดและพร้อมแก้ไขเสมอ

6. มีความฉับไว และเฉียบคมในเรื่องของการงาน การตัดสินใจ มุมมองริเริ่มสร้างสรรค์ที่พัฒนาดีกว่าเดิมเรื่อยไป

7. มีความเข้าใจในเรื่องของวัฏสงสารและวงจรชีวิตที่สอดคล้องกับการกระทำ จึงทำให้เป็นคนไม่ประมาท มีความเข้าใจในความเป็นไปรอบข้างอย่างตั้งมั่นในคุณธรรม ศีลธรรม และคุณงามความดี

8. เมื่อรู้จักหน้าที่จึงเป็นผู้มีความรับผิดชอบ ไม่เกี่ยงงอน ไม่เกี่ยงงาน ไม่ก้าวก่าย และไม่เบื่อหน่ายในการทำความดี

9. มักมีสุขภาพแข็งแรงกว่าคนในวัยเดียวกัน ในสภาพแวดล้อมเหมือนๆ กัน ทั้งนี้เพราะไม่เครียดและเข้าใจในเรื่องของการฟูมฟักใจ

10. สมาธิที่ทำอย่างสม่ำเสมอ มักส่งผลให้อารมณ์ดี มีความสดชื่น สดใสกระชุ่มกระชวย แก่ช้า น่าเข้าใกล้ และเป็นที่รักของคนรอบข้าง

สมาธิ จำเป็นมากสำหรับชีวิตครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นบุตรธิดา พ่อบ้านหรือแม่บ้าน ทั้งนี้เพราะต่างเป็นคนใกล้ชิดซึ่งกันและกัน จึงต่างเป็นผู้ส่งทอดและเป็นผู้รองรับอารมณ์ซึ่งกันและกันในทุกรูปแบบอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลาพักผ่อน ในเวลาที่ต่างคนต่างต้องการความรัก ความเข้าใจ และความสบายภายใต้หลังคาเรือนเดียวกัน ภายในเวลาเดียวกัน

5.1.2 ประโยชน์ของสมาธิ กับชีวิตครอบครัว

1. ลดช่องว่างและความก้าวร้าวภายใน

2. มีความเข้าใจต่อคนรอบข้างได้มากขึ้นเรื่อย ๆ

3. มีความอดทน และสามารถรอคอยเวลาที่เหมาะสมได้ดีกว่า

4. ส่งทอดและรองรับความรัก ความเมตตา ความเข้าใจได้ดี

5. เกิดบรรยากาศที่ดีขึ้นภายในครอบครัว

ปัญหาส่วนใหญ่ของสังคมเกิดจากครอบครัว หากครอบครัวอบอุ่น เป็นตัวอย่างที่ดีของเมตตาธรรม คุณธรรมและศีลธรรม ปัญหาของสังคมก็จะลดลงตามอัตราส่วน จึงกล่าวได้ว่า

สมาธิ มีประโยชน์ต่อโลกและชาวโลกเป็นอย่างมาก ตราบใดที่คนส่วนใหญ่ของโลกและสังคมคือผู้ครองเรือน เมื่อสมาธิสามารถจรรโลง ชักนำ ชี้ชวนให้ผู้ครองเรือนเหล่านี้อยู่ในเส้นทางแห่งเมตตาธรรมและคุณธรรมได้

สมาธิ จึงได้ชื่อว่าเป็นสิ่งเดียวเท่านั้นที่สามารถทำให้โลกสงบได้ สมาธิจึงเป็นสิ่งที่ผู้ครองเรือน ผู้ปรารถนาความสงบรุ่งเรืองในชีวิตไม่อาจมองข้ามแต่กลับต้องให้ความสำคัญในการที่จะฝึกฝนปฏิบัติเพราะสมาธิคือพื้นฐานของความรุ่งเรืองทั้งมวล

5.2 ประโยชน์ของสมาธิและสุขภาพ

5.2.1 มนุษย์กับโรคภัยไข้เจ็บ

เหนือความสำเร็จใดๆ ของมนุษย์ สิ่งที่เป็นความปรารถนาอันสำคัญของแต่ละบุคคลคือการเป็นผู้มีสุขภาพพลานามัยดี แต่ปัจจุบันสังคมมนุษย์มีการเปลี่ยนแปลง เงื่อนไขของการมีชีวิตที่ดีในสังคมก็มีการเปลี่ยนไป เช่น มีการแข่งขัน และเกิดภาวะตึงเครียดที่ส่งผลต่อสุขภาพร่างกายและจิตใจแม้อายุขัย โดยเฉลี่ยของมนุษย์จะยืนยาวขึ้น แต่โรคภัยไข้เจ็บที่มีอาการสลับซับซ้อนและยากแก่การรักษาก็เกิดขึ้นตามมาอีกด้วย เช่น โรคมะเร็ง เอดส์ หรืออาการทางจิตประสาทที่เกิดจากความตึงเครียดในชีวิตทำให้การแพทย์สมัยใหม่เริ่มมีการค้นคว้าและเสาะแสวงหาวิธีการต่างๆ ที่จะมาบำบัดและช่วยให้ชีวิตมนุษย์ในโลกปัจจุบันดำเนินไปได้อย่างเป็นปกติสุข แต่การค้นคว้าดังกล่าวล้วนมุ่งดำเนินไปในทางวัตถุ ส่วนในทางจิตใจนั้นเราจะพบว่าในพระพุทธศาสนามีหลักธรรมและข้อปฏิบัติต่างๆ ที่สามารถเป็นแนวทางที่จะนำมาซึ่งความสงบสุขทางจิตใจ และส่งผลต่อความมีสุขภาพดีทางร่างกายด้วย โดยเฉพาะเรื่องของการฝึกสมาธิที่ผู้คนทั้งหลายสามารถประพฤติปฏิบัติและสัมผัสผลดีได้ด้วยตนเอง

ทั้งนี้ มนุษย์ไม่ว่าจะมีเชื้อชาติศาสนาหรือเผ่าพันธุ์ใด ในทางพระพุทธศาสนานั้นถือว่าเป็นขันธ์ 5 หรือกองแห่งรูปธรรมและนามธรรมที่มาประชุมรวมกันเป็นหน่วยรวม ส่วนประกอบทั้ง 5 อย่างนั้นในพระสุตตันตปิฎกได้กล่าวไว้ ได้แก่

1. รูป คือส่วนที่เป็นรูป ร่างกาย พฤติกรรม ตลอดจนส่วนประกอบอันเป็นวัตถุภายนอกและคุณสมบัติต่างๆ

2. เวทนา คือส่วนประกอบที่มีความรู้สึก หรือที่เป็นการเสวยอารมณ์ ความรู้สึก สุข ทุกข์ เฉยๆ ซึ่งเกิดจากการรับหรือสัมผัสมาจากทวารทั้ง 5 ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และอารมณ์ทางใจ

3. สัญญา คือความกำหนดได้หมายรู้ในอารมณ์ หรือจำได้หมายรู้ในลักษณะเครื่องหมายต่างๆ เช่น รูปร่าง สีสัน กลิ่น รส สัมผัส และธรรมารมณ์

4. สังขาร คือส่วนประกอบ หรือสภาพปรุงแต่งจิตให้ดีหรือชั่ว หรือเป็นกลางๆ

5. วิญญาณ คือส่วนที่เป็นความรู้แจ้งอารมณ์ทางทวารทั้ง 5 เช่น การได้ยิน ได้เห็น และได้อารมณ์ทางใจ เป็นต้น

กล่าวโดยสรุปจากข้างต้นก็คือ ร่างกายมนุษย์ประกอบด้วย 2 ส่วนใหญ่ๆ คือ ส่วนที่เป็นรูปหรือร่างกาย(นั่นคือรูป) และส่วนที่เป็นนามหรือจิตใจ (ซึ่งได้แก่ เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ) ดังนั้น การที่จะมีสุขภาพพลานามัยสมบูรณ์ ก็คือมีรูปและนามดำเนินไปปกตินั่นเอง และการจะเป็นผู้มีสุขภาพดีนั้นจะต้องดีทั้งร่างกายและจิตใจ อย่างไรก็ตามโรคภัยไข้เจ็บย่อมเกิดขึ้นกับตัวมนุษย์ เพราะเป็นสิ่งที่ยากจะหลีกเลี่ยงได้พ้น ย่อมสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งทางกายและจิตใจ ดังพระราชวรมุนี(ประยูร ธมฺมจิตโต)1) ได้กล่าวไว้ว่า

พระพุทธเจ้าตรัสว่า

“ คนเรามีโรคด้วยกันทั้งนั้น โรคมี 2 แบบคือ โรคทางกายกับโรคทางจิตวิญญาณ พระองค์ตรัสว่า เป็นไปได้ที่คนเราจะไม่ป่วยเป็นโรคทางกาย 7 วันบ้าง 7 สัปดาห์บ้าง 7 เดือนบ้าง 7 ปีบ้าง แต่เป็นไปไม่ได้ที่คนเราจะไม่ป่วยเป็นโรคทางจิตใจ หรือจิตวิญญาณที่เรียกว่าเจตสิก โรคแม้ชั่วขณะหนึ่ง ยกเว้นพระอรหันต์ ผู้สิ้นกิเลส”

จากคำกล่าวข้างต้นแสดงว่า “ ใจ” สามารถเกิดโรคได้ง่ายกว่ากาย แต่ในตัวมนุษย์นั้น พระพุทธองค์ตรัสว่าใจมีความสำคัญและเป็นสิ่งควบคุมกาย เพราะการกระทำ ด้วยกายหรือวาจา ย่อมมีใจเป็นกลไกที่จะสั่งการให้ปรากฏออกมา ดังเช่นในคาถาธรรมบทที่ว่า

“ ธรรมทั้งหลายมีใจเป็นหัวหน้า มีใจประเสริฐที่สุด สำเร็จแล้วแต่ใจถ้าบุคคลมีใจอันโทษประทุษร้ายแล้ว กล่าวอยู่ก็ตาม ทำอยู่ก็ตาม ทุกข์ย่อมไปตามบุคคลนั้น เพราะทุจริต 3 อย่างนั้น เหมือนล้อหมุนไปตามรอยเท้าโคผู้ลากเกวียนไปอยู่ ฉะนั้น”2)

ดังนั้น เมื่อจิตใจได้รับการอบรมและฝึกฝนให้มีความสงบและมีสมาธิอันตั้งมั่น ย่อมจะนำไปสู่ความเป็นผู้มีปัญญา มีความสมบูรณ์ทางจิตใจและส่งผลดีแก่ร่างกายด้วย ดังนั้นการจะมีชีวิตอย่างมีความสุขได้ ไม่เพียงร่างกายจะมีสุขภาพพลานามัยแข็งแรงเท่านั้นจิตใจจะต้องมีความสะอาด บริสุทธิ์ผ่องใสอีกด้วย โดยเฉพาะจากคาถาธรรมบทข้างต้นได้ให้ความสำคัญว่าเป็นสิ่งที่มีความประเสริฐที่สุด ซึ่งถ้าจิตใจมีความตั้งมั่น แข็งแกร่ง ร่างกายก็จะเข้มแข็งตามไปด้วย ถึงแม้จะมีสุขภาพร่างกายเป็นปกติหากจิตใจไม่เข้มแข็งแล้ว ก็ย่อมทำให้บุคคลผู้นั้นมีความอ่อนแอ และนำไปสู่ความเป็นผู้มีโรคภัยไข้เจ็บได้ง่าย การที่สุขภาพจะดีและดำเนินเป็นปกติได้ จะต้องมีความสมดุลอย่างเป็นปกติของร่างกายและจิตใจ

ทั้งนี้ในทัศนะของแพทย์แผนปัจจุบันต่างยอมรับว่าจิตใจเป็นสิ่งควบคุมการกระทำของกาย สาเหตุสำคัญของอาการเจ็บป่วยทางร่างกาย ย่อมมีผลเนื่องมาจากจิตใจ และย่อมแก้ไขด้วยกระบวนการทางจิตใจ ดังเช่นที่นายแพทย์เฉก ธนะสิริ3) ได้กล่าวไว้ว่า

“ ปรากฏการณ์ที่แสดงว่าจิตคุมกายนั้นจะเห็นได้ชัดแจ้งว่า หากเมื่อใดจิตของเราแปรปรวนรวนเรแล้วละก็ มันจะพาลให้อวัยวะต่างๆ ในร่างกายของเราเกิดระส่ำระสายทันที เช่น เกิดความวิตกกังวลอันจะนำไปสู่โรคหัวใจและหลอดเลือดได้ง่าย หรือเกิดแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้ หรือความดันโลหิตสูง อันจะนำไปสู่เส้นเลือดในสมองแตกหรืออุดตัน นอนไม่หลับ โรคประสาท อาหารไม่ย่อย ท้องผูก อ่อนแรง รวมไปถึงความรู้สึกทางเพศเสื่อมทันที เป็นต้น”

เนื่องจากว่าใจนั้นมีหน้าที่รับรู้สิ่งที่มากระทบตามทวารต่างๆ เช่น ตา หู จมูก ลิ้น และสัมผัสทางกาย ใจยังทำหน้าที่จำสิ่งที่เป็นสัญญาขันธ์ดังกล่าว และยังทำหน้าที่นึกคิดและตัดสิน ตลอดจนสั่งการไปยังอวัยวะต่างๆ เช่น สมอง แล้วผ่านไปยังอวัยวะและระบบประสาทให้ดำเนินการตามที่ใจต้องการ ดังนั้น ใจจึงเปรียบเสมือนโปรแกรมหรือซอร์ฟแวร์ของคอมพิวเตอร์ ที่มีสมองคือ CPU เป็นหน่วยความจำกลาง และคอมพิวเตอร์จะดำเนินการได้จะต้องมีซอร์ฟแวร์ดังกล่าวคอยควบคุม ดังนั้นพฤติกรรมของมนุษย์ ทั้งในเชิงบวกและในเชิงลบ ย่อมเกิดจากการกระตุ้นและสั่งการจากใจ นั่นคือ สุขภาพทางใจย่อมส่งผลต่อสุขภาพทางกาย ดังผลจากการศึกษาทางการแพทย์สมัยใหม่ ได้กล่าวถึงความสัมพันธ์อย่างแนบแน่นระหว่างกายกับใจที่มีผลต่อสุขภาพว่า

“ เมื่อมีความเครียดเกิดขึ้นในใจระบบแรกที่จะถูกกระทบแล้วส่งผลไปสู่ระบบอื่นคือ ระบบการไหลเวียนของเลือด กรดแลกติกและแร่เกลือโซเดียมในเลือดจะสูงขึ้นทันที ส่วนแร่เกลือโปแตสเซียมจะต่ำลง เคมีในเลือดที่ผันผวนนี้เองจะไปกระตุ้นต่อมและอวัยวะต่างๆ ให้เกิดความผิดปกติยิ่งไปกว่านั้นร่างกายจำเป็นต้องเผาผลาญออกซิเจนจำนวนมากขึ้น ดังนั้นการหายใจถี่ขึ้นทำให้รู้สึกเหนื่อย ใจสั่น เหงื่อออกชุ่มตัว โดยเฉพาะฝ่ามือ”4)

จากประสบการณ์ของผู้คนทั่วไป เมื่อจิตใจมีความเครียด ย่อมจะมีลักษณะดังนี้ คือใจสั่น เหนื่อยง่ายโดยเฉพาะเมื่อมีอาการตื่นเต้น ตกใจ ประหม่า หรือเกิดอาการเครียดโดยเฉียบพลัน ซึ่งเป็นอาการทางใจที่ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพหรือร่างกาย โรคภัยไข้เจ็บก็จะตามมา ทางการแพทย์สมัยใหม่ระบุต่อไปอีกว่า

“ กล้ามเนื้อต่างๆ ทำงานมากขึ้น ทำให้เกิดอาการหมดแรง ปวดกล้ามเนื้อ ต่อมหมวกไตหลั่งสารแอดรีนาลีนสูง ทำให้กลายเป็นเบาหวานได้ง่ายขึ้น กระเพาะอาหารขับกรดออกมามากกว่าปกติ โอกาสเป็นแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้มากขึ้น ระบบทางเดินอาหารอาจจะเกิดอาการท้องเสีย ท้องผูก หรือทั้งสองอย่างได้ ด้านระบบประสาท ทำให้นอนไม่หลับ ปวดหัว ใจสั่น ก็จะยิ่งทำให้อาการของระบบต่างๆ หนักขึ้น เพราะร่างกายพักผ่อนไม่เพียงพอ โอกาสเป็นโรคมะเร็งของอวัยวะใดอวัยวะหนึ่งย่อมเกิดขึ้นได้ง่ายเพราะความเครียดสะสมในใจมาเป็นแรมปี สร้างสารพิษ (Toxic) เกิดขึ้นในร่างกาย”5)

อีกด้านหนึ่ง อาการป่วยของคนไข้ทางร่างกายย่อมส่งผลไปสู่ทางจิตใจได้เช่นเดียวกัน เพราะโรคร้ายแรงและคุกคามต่อชีวิต ย่อมมีผลต่อจิตใจและพฤติกรรมของผู้ป่วย ดังเช่น เมื่อผู้ป่วยรู้ตัวว่าตนเอง เป็นมะเร็งหรือเริ่มสงสัยว่าจะเป็น ผู้ป่วยก็จะมีอาการตกใจ เกิดความกังวล อาจจะพยายามบ่ายเบี่ยง ปฏิเสธ ไม่ยอมรับว่าตนเองเป็นเช่นนั้น ทั้งนี้นายแพทย์ประภาส อุครานันท์6) จิตแพทย์แห่งโรงพยาบาลนิติจิตเวช ได้กล่าวถึงพฤติกรรมทางจิตใจและพฤติกรรมของผู้ป่วย เมื่อตรวจพบว่าเป็นโรคมะเร็ง โดยสรุปว่าในเบื้องต้น ผู้ป่วยจะตกใจและปฏิเสธอาจจะโทษแพทย์ว่าตรวจผิด อาจจะไปตรวจใหม่เพื่อยืนยันว่าตนเองไม่ได้เป็นโรคดังกล่าว ต่อมาเมื่อได้รับการยืนยันว่าเป็นโรคจริง ผู้ป่วยก็จะเริ่มมีอาการทางจิตใจ คือ กังวล สับสน และโกรธ(Anxiet and anger)ซึ่งอาจจะแสดงอาการออกมาด้วยความก้าวร้าวทั้งทางกิริยาและคำพูด และเมื่อผ่านระยะนี้ไป ผู้ป่วยก็จะเริ่มสงบใจลงบ้าง แต่จะรู้สึกต่อรองในใจว่า อาจจะไม่เป็นโรคดังกล่าว หากมีการตรวจที่ละเอียดกว่านี้ แต่กระนั้นจะเริ่มมีอาการซึมเศร้า รู้สึกหมดหวัง และเริ่มจะยอมรับความจริง ว่าตนเองอาจจะเป็นโรคนั้นจริงๆ ระยะนี้ผู้ป่วยจะกินไม่ได้ นอนไม่หลับ มีอาการเหม่อลอย นายแพทย์ประภาส กล่าวว่าเป็นระยะสำคัญที่จะต้องให้ความสนใจผู้ป่วยโดยเฉพาะทางจิตใจให้มากขึ้น เพราะระยะนี้อาจจะนำไปสู่ความเป็นโรคจิตได้ ตามปกติจิตแพทย์ก็จะทำจิตบำบัด จนกว่าผู้ป่วยจะถึงระยะที่ยอมรับความจริงได้มากขึ้น และเริ่มสนใจที่จะยอมให้แพทย์รักษา ซึ่งในทางการแพทย์นั้นถือว่า การรักษาทางใจมีความสำคัญ ทั้งนี้นายแพทย์ประภาสได้สรุปว่า การที่จะทำให้ผู้ป่วยรู้สึกสบายใจและยอมรับการรักษาโรคอย่างมีประสิทธิภาพนั้นควรจะทำสมาธิ อันเป็นการรักษาที่จิตใจและสามารถส่งผลต่อการรักษาทางร่างกาย ที่ได้ผล

5.2.2 การฝึกสมาธิกับการรักษาสุขภาพ

การฝึกจิตใจให้เป็นสมาธิสามารถทำให้ทั้งร่างกายและจิตใจได้รับการพัฒนา หรือได้รับการรักษาให้มีสุขภาพที่ดีไปพร้อมๆ กันได้ ซึ่งการรักษาโรคต่างๆ ในสมัยปัจจุบัน เช่น มะเร็ง แม้จะอาศัยวิทยาการทางเทคโนโลยี เช่น การฉายรังสี หรือการผ่าตัดด้วยกรรมวิธีทันสมัย อันเป็นความเจริญทางวิทยาศาสตร์ การแพทย์ แต่สำหรับในประเทศไทยขณะนี้ กรรมวิธีการรักษาโรคดังกล่าวที่กำลังเป็นที่สนใจกันเป็นอย่างยิ่ง ก็คือการรักษาแบบชีวจิต ดังที่มีการก่อตั้งชมรมชีวจิต โดยปฏิบัติตามวิธีรักษาของ ดร.สาทิส อินทรกำแหง ซึ่งมีการเน้นในด้านการดำเนินชีวิตที่เข้าใจธรรมชาติ ตลอดจนการบริโภคอาหารที่ถูกต้อง แต่กระนั้น ก็ได้ ให้ความสำคัญทางด้านจิตใจที่จะต้องฝึกให้เป็นสมาธิ ดังที่ ดร.สาทิสกล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า

“ ที่จริงแล้วการปฏิบัติตนตามแนวทางชีวจิตไม่ได้หมายถึงการรับประทานอาหารแบบธรรมชาติเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตให้เข้าสู่แนวทางที่ถูกต้องด้วย เช่น การฝึกสมาธิ การฝึกลดความเครียดในชีวิตประจำวัน”7)

ทั้งนี้ ดร.สาทิส ได้ยึดหลักคำสอนในพระพุทธศาสนาที่ว่า สนิมเหล็กเกิดแต่เหล็ก แล้วก็กัดกร่อนให้เหล็กเสียไป ดังนั้นจิตใจของมนุษย์ก็เช่นเดียวกัน หากได้รับการฝึกให้เป็นสมาธิและมีต้นแหล่งคือจิตใจ ที่ผลิตแต่ความคิดในเชิงบวก ก็จะทำให้ร่างกายแข็งแรง มีสุขภาพพลานามัยที่ดีได้ แต่หากผลิตความคิด ในเชิงลบอันเปรียบเสมือนสนิมเหล็กก็ย่อมเป็นภัยแก่ตนเอง ดังได้กล่าวว่า

“ ความคิดในทางร้ายนี้เองที่เป็นตัวทำลายตนเอง โดยเฉพาะผู้เจ็บป่วยเป็นมะเร็งถ้าความคิดในทางร้ายๆ นี้ ยังหลงเหลืออยู่ มันก็จะเป็นสนิมกัดกร่อนตนเอง ให้พินาศย่อยยับเร็วขึ้น เพราะความคิดเช่นนี้เป็นสาเหตุส่วนหนึ่งของการเป็นมะเร็ง แนวทางของชีวจิตถือว่ามะเร็งเกิดจากสาเหตุทั้งทางใจและทางกาย ถ้าทางใจเขาเปลี่ยนไม่ได้ ทางกายก็เปลี่ยนไม่ได้ตามด้วย”8)

ไม่เพียงการรักษาโรคมะเร็ง ที่ยังมีทางรักษาให้หายได้ แม้โรคทางร่างกายที่ยังไม่มีทางรักษาให้หายได้ในปัจจุบัน คือ AIDS ยังมีการนำการฝึกสมาธิไปใช้กับผู้ป่วย ดังเช่น Donald k.Swearer ได้กล่าวว่า

“ ประเทศไทยได้มีการนำเอาการฝึกสมาธิมาใช้ในการดูแลรักษาคนป่วยโรคเอดส์ ซึ่งเริ่มตั้งแต่ ปี ค.ศ.1989 โดยคณะของนักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์และพยาบาลได้นำเทคนิคของการฝึกสมาธิ มาใช้เป็นส่วนหนึ่งของการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ ในการดูแลคนไข้โรคเอดส์ และผู้ติดยาเสพติดในโรงพยาบาล”9)

ถึงแม้จะยังไม่มีทางรักษาคนป่วยโรค AIDS ดังกล่าวให้หายขาดได้ จากผลการใช้สมาธิช่วยเหลือนั้นทำให้เกิดผลดีต่อผู้ป่วย คือ

ผลจากแบบสอบถาม การรายงานส่วนบุคคลและการสังเกตของคณะเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติการพบว่าบังเกิดผลในเชิงบวกต่อเจ้าหน้าที่เป็นจำนวนมาก คือมีความไม่เห็นแก่ตัวแต่กลับมีความรู้สึกเห็นอกเห็นใจผู้ป่วยในกลุ่มผู้เข้ารับการอบรม มีคำต่อว่ามาจากผู้ป่วยน้อยลง นอกจากนี้ยังมีบุคลิกสงบเย็น มีความสุข และมีความอดทนมากขึ้น

ด้วยความสำคัญและประโยชน์ของการฝึกสมาธิที่มีผลต่อร่างกายและการรักษาโรคดังกล่าว ได้มีชาวตะวันตกนำไปปฏิบัติและเกิดมีผลดีต่อสุขภาพร่างกายอย่างเห็นผล เช่น นายแพทย์ประภาส อุครานันท์ ได้อ้างถึง Dr.Benson แห่ง Havard Medical School ผู้เขียนผลของสมาธิที่มีต่อสุขภาพร่างกายในหนังสือชื่อ The Relaxation Response ซึ่งทำให้ชาวอเมริกันมีความตื่นตัว ในการฝึกสมาธิเป็นอย่างมาก ข้อเขียนดังกล่าวมีข้อความโดยสรุปว่า สมาธิมีผลดีต่อการรักษาโรคมะเร็ง เพราะทำให้ผู้ป่วยมีอาการผ่อนคลาย มีกำลังใจที่จะต่อสู้ชีวิต และมีสติที่จะวางแผนชีวิตของตนได้ ส่วนโรคซึมเศร้า สิ้นหวัง โดดเดี่ยว หมดโอกาส เป็นโรคทางจิตเวชที่พบมากในชาวตะวันตกนั้น พบว่าคนที่ทำสมาธิทำให้จิตใจคลายอารมณ์เศร้ากลายเป็นแจ่มใส นอกจากนี้การทำสมาธิยังมีผลดีต่อโรคหัวใจและความดันโลหิตสูง และที่น่าสนใจอย่างยิ่ง คือ การทำสมาธิช่วยผู้มีบุตรยากให้มีบุตรง่ายขึ้น ทั้งนี้ เพราะผู้มีบุตรยากมักจะมีอารมณ์เศร้า กังวล และมักมีอารมณ์โกรธ เมื่อทำสมาธิอย่างสม่ำเสมอจะทำให้สุขภาพแข็งแรง อารมณ์แจ่มใสทำให้มีบุตรได้ง่าย

เป็นที่น่าสังเกตว่าการทำสมาธิ เป็นวิธีที่มีผลดีต่ออารมณ์ หรือสุขภาพจิตนั้น ดวงใจ กสานติกุล (2529) ได้ทำการศึกษาวิจัย เรื่อง “ ผลของการศึกษาสมาธิต่อสุขภาพจิต”โดยวัดเปรียบเทียบอารมณ์เศร้า ในเยาวชนอายุ 15-25 ปี ณ ศูนย์พุทธจักรปฏิบัติธรรม(วัดพระธรรมกาย) จังหวัดปทุมธานี มีกลุ่มตัวอย่าง 156 คน โดยให้เยาวชน ที่เข้ารับการฝึกสมาธิตอบแบบสอบถามซึ่งเป็นแบบทดสอบวัดอารมณ์เศร้าก่อนและหลังฝึก พบว่าค่าเฉลี่ยของคะแนนเมื่อหลังการปฏิบัติสมาธิ มีอารมณ์เศร้าลดลง แสดงว่า การทำสมาธิทำให้จิตใจผ่อนคลายสามารถแยกแยะ เข้าใจปัญหา และบรรเทาสิ่งที่ทำให้เกิดอารมณ์เศร้าในใจนั้นได้

การฝึกสมาธิตามแนวทางพระพุทธศาสนา แม้จะสามารถทำให้เกิดผลดี แก่สุขภาพทางร่างกายแล้ว การฝึกใจให้เป็นสมาธิยังเป็นการรักษาสุขภาพทางใจโดยนำไปสู่ความหลุดพ้นจากความทุกข์ทางใจตลอดจนความคิดในเชิงลบได้ สามารถทำให้ใจบริสุทธิ์ผ่องใสก่อให้เกิดความคิดเชิงบวก คือใจเกิดความนุ่มนวลอ่อนโยน มีความรู้สึกเห็นอกเห็นใจ หรือมีใจเมตตากรุณาต่อเพื่อนมนุษย์และสรรพสัตว์ทั้งหลายได้ ซึ่งเป็นคุณสมบัติของใจที่มีคุณภาพ ดังเช่น Pinit Ratanakul & Kyaw Than ได้กล่าวไว้ในหนังสือ Health, Healing and Religion ว่า

“ สมาธิในพระพุทธศาสนานั้นไม่เพียงจะเป็นวิธีการรักษาอาการป่วยทางใจที่เกิดจากทัศนคติที่ผิดๆ การเสพสุขอย่างผิดๆ ตลอดจนความโหดร้าย หรือความโกรธหลากหลายรูปแบบเท่านั้น สมาธิยังช่วยจรรโลงสภาวะจิตให้ดีขึ้นและเป็นกุศล เช่น เกิดพรหมวิหารธรรม เป็นต้น ซึ่งจิตที่เป็นกุศลนี้คือพุทธวิธีที่จะทำให้สุขภาพจิตดี”10)

เนื่องจากปัจจุบันมีวิธีการฝึกสมาธิหลากหลายรูปแบบ แต่การจะฝึกสมาธิวิธีการใดเพื่อให้เกิดผลดีนั้น ปัจจัยสำคัญไม่ได้อยู่ที่วิธีการ แต่หากขึ้นอยู่กับความมุ่งมั่นจริงจังของผู้ปฏิบัติ เพราะทุกวิธีต่างมุ่งที่การฝึกอบรมที่จิตใจดัง Pinit Ratanakul & Kyaw Than ได้กล่าวว่า

“ ทุกหมวดของศีล และทุกๆ วิธีการทำสมาธิ ล้วนมุ่งเพื่อการควบคุมความรู้สึกนึกคิดและสัญชาตญาณ ลดความตึงเครียด และความคิดที่เป็นอกุศล อันจะเป็นบ่อเกิดของโรคทางใจ”11)

เป็นที่น่าสังเกตว่าโรคทางร่างกายโดยทั่วไป สามารถรักษาได้ด้วยยาหรือกรรมวิธีทางวิทยาศาสตร์ การแพทย์ต่างๆ ได้ ส่วนการรักษาโรคทางใจ มุ่งที่การฝึกใจ เช่น จิตบำบัดหรือด้วยการทำสมาธิ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ป่วยจะต้องมีส่วนช่วยเหลือตนเองโดยไม่ต้องอาศัยยารักษา แสดงว่าจิตใจสามารถรักษาตนเองได้ และยังสามารถส่งผลต่อการรักษาโรคทางกายได้อีกด้วย ดังนั้นผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาหากสามารถแยกแยะได้ว่าอาการป่วยของตนเป็นอาการป่วยทางกาย มิใช่ป่วยทางใจ แล้วทำใจให้สงบสดชื่นเบิกบาน อาการป่วยทางกายนั้น ย่อมจะทุเลาและหายเร็วขึ้น แต่หากผู้ป่วยคนใด กลับมีใจหดหู่เอาแต่ซึมเศร้าเสียใจในการที่ตนเองต้องเจ็บป่วย ผู้ป่วยเช่นนี้ ย่อมจะรักษาให้หายได้ยากและต้องใช้เวลานาน ดังนั้น การทำจิตใจให้สงบ บริสุทธิ์ผ่องใสอยู่เสมอย่อมสามารถป้องกันโรคต่างๆ ได้

ประโยชน์ของสมาธิ ในด้านสุขภาพจิตและการพัฒนาบุคลิกภาพ กล่าวโดยสรุปคือสมาธิจะทำให้เป็นผู้มีจิตใจเข้มแข็ง หนักแน่น มั่นคง สงบ เยือกเย็น สุภาพ นุ่มนวล สดชื่น ผ่องใส กระฉับกระเฉง กระปรี้กระเปร่า เบิกบาน งามสง่า มีเมตตากรุณา เข้าใจในสภาวะที่เกิดขึ้นในโลกตามความเป็นจริง ซึ่งเป็นลักษณะของผู้มีความสมบูรณ์ทั้งร่างกายและจิตใจนั่นเอง

ดังนั้นความสุขในชีวิตจะเกิดขึ้นได้นั้น นอกจากจะเกิดจากความสำเร็จในการประกอบอาชีพ หรือหน้าที่การงานแล้ว ความเป็นผู้มีสุขภาพที่ดีทั้งทางร่างกายและจิตใจ นับว่าเป็นสิ่งที่สำคัญที่จะทำให้ชีวิตแต่ละชีวิตมีความสุขสมบูรณ์อย่างแท้จริง การฝึกสมาธิในพระพุทธศาสนาจึงเป็นสิ่งที่ให้คุณค่าแก่ชีวิต โดยไม่จำเป็นต้องซื้อหาและเนื่องจากสมาธิไม่ได้จำกัดด้วยเพศ เชื้อชาติ ศาสนา และเผ่าพันธุ์ เป็นสิ่งที่ทำได้ไม่ยาก หากเห็นคุณค่าและให้ความสำคัญ พร้อมทั้งได้ลงมือปฏิบัติอย่างจริงจัง ก็ย่อมจะพบผลดีมากมายที่จะเห็นประจักษ์ด้วยตนเอง

1) พระราชวรมุนี (ประยูร ธมฺมจิตฺโต), สุขภาพใจ, (กรุงเทพมหานคร : มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, 2539), หน้า 6.
2) ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เรื่องพระจักขุปาลเถระ, มก. เล่ม 40 ข้อ 11 หน้า 34.
3) เฉก ธนะสิริ, สมาธิกับคุณภาพชีวิต, พิมพ์ครั้งที่ 2, (กรุงเทพมหานคร : บริษัท แปลน พับลิชชิ่ง จำกัด, 2529), หน้า 110.
4) , 5) ฉัตรแก้ว (นามแฝง), “ สมาธิ โรคร้าย หายได้” วารสารกัลยาณมิตร ฉบับพระสังฆาธิการ, (ปทุมธานี : มูลนิธิธรรมกาย,2541), หน้า 51.
6) ประภาส อุครานันท์, “ ช่วยเหลือใจ เมื่อกายป่วย” วารสารกัลยาณมิตร ฉบับเดือนตุลาคม, (ปทุมธานี : มูลนิธิธรรมกาย,2539), หน้า 62.
7) สาทิส อินทรกำแหง, ชีวจิต (ชีวิตที่เข้าใจธรรมชาติ), พิมพ์ครั้งที่ 2, (กรุงเทพมหานคร : คลินิกบ้านและสวน, 2541), หน้า 37.
8) สาทิส อินทรกำแหง, กูแน่ (ถ้าแน่นจริงต้องชนะความตายฯ), พิมพ์ครั้งที่ 3, (กรุงเทพมหานคร : คลินิกบ้านและสวน, 2541), หน้า 127.
9) Donald K. Swearer, The Buddhist Word of Southeast Asia, (USA : University of New York Press, 1995), p. 144.
10) , 11) Pinit Ratanakul (Editor), Health, Healing and Religion, ( Thailand : The Center of Human Resources Development, Mahidol University, 1996), p. 42-43.
md101/5.txt · แก้ไขครั้งล่าสุด: 2015/03/15 16:55 (แก้ไขภายนอก)
 
เว้นแต่จะได้แจ้งไว้เป็นอื่นใด เนื้อหาบนวิกินี้ถูกกำหนดสิทธิ์ไว้ภายใต้สัญญาอนุญาติต่อไปนี้: CC Attribution-Noncommercial 3.0 Unported
Recent changes RSS feed Donate Powered by PHP Valid XHTML 1.0 Valid CSS Driven by DokuWiki