บทที่ 3 รูปแบบของการฝึกสมาธิ

  • 3.1 รูปแบบของการฝึกสมาธิ
    • 3.1.1 การฝึกสมาธิมีหลยรูปแบบ
    • 3.1.2 ตัวอย่างการฝึกสมาธิแบบต่างๆ
      • (1) สมาธินอกพระพุทธศาสนา
        • (1.1) โยคะ
        • (1.2) สมาธิแบบ TM
      • (2) สมาธิในพระพุทธศาสนา
        • (2.1) สมาธิแบบวัชรยาน
        • (2.2) สมาธิแบบมหายาน
        • (2.3) สมาธิแบบเถรวาท
  • 3.2 การฝึกสมาธิเพื่อการเข้าถึงพระธรรมกาย
    • 3.2.1 วิธีการฝึกสมาธิเบื้องต้น
    • 3.2.2 ฐานที่ตั้งของใจเพื่อการเข้าถึงพระธรรมกาย
    • 3.2.3 เหตุที่ฐานที่ 7 เป็นฐานที่ตั้งจิตถาวร
  • 3.3 การฝึกสมาธิให้ได้ผล

แนวคิด

1. การฝึกสมาธิ มีอยู่หลากหลายวิธี แตกต่างกันไปตามความเชื่อ ขนบธรรมเนียม ประเพณี และวัฒนธรรม แต่ทุกวิธีต่างก็มีจุดมุ่งหมายเดียวกัน คือ เพื่อฝึกใจให้ตั้งมั่น สงบ เป็นสมาธิ

2. การฝึกสมาธิเพื่อการเข้าถึงพระธรรมกาย เป็นการฝึกสมาธิใช้อาโลกกสิณ เป็นดวงแก้วใส และเจริญพุทธานุสติด้วยคำภาวนา สัมมา อะระหัง เป็นบริกรรมในการยึดเหนี่ยวใจให้สงบ โดยมีฐานที่ตั้งของใจอยู่ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ 7 อันเป็นฐานที่ตั้งถาวรของจิต

3. การฝึกสมาธิให้ได้ผล ผู้ฝึกจะต้องทำสมาธิสม่ำเสมอเป็นประจำ และทำให้ถูกวิธีการ ด้วยหลักของสติและความสบายควบคู่กัน

วัตถุประสงค์

1. ให้นักศึกษารู้จักรูปแบบการฝึกสมาธิแบบต่างๆ ทั่วโลกในปัจจุบัน

2. ให้นักศึกษาได้รู้จักถึงวิธีการฝึกสมาธิเพื่อให้เข้าถึงพระธรรมกาย

3. ให้นักศึกษาทราบถึงวิธีการฝึกสมาธิให้ได้ผล

3.1 รูปแบบการฝึกสมาธิ

3.1.1 การฝึกสมาธิมีอยู่หลายรูปแบบ

การฝึกสมาธิเป็นการฝึกฝนจิตใจให้สงบสุขนั้น มีอยู่หลายวิธีการด้วยกัน เสมือนแหล่งน้ำในโลก ที่มีหลายแหล่งให้สัตว์โลกได้ดื่มกิน การฝึกใจเพื่อให้เกิดสมาธิจิตนั้นก็มีอยู่หลายวิธีการเช่นกัน เพราะเหตุนี้จึงมีรูปแบบการสอนสมาธิจิตที่หลากหลายเป็นจำนวนมากเพื่อให้สนองความต้องการของผู้เรียนที่มีความแตกต่างกันไป เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะมนุษย์แต่ละคนจะหาความเหมือนกันหมดทุกอย่างจริงๆ ได้ยาก

ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ครูผู้สอนการฝึกสมาธิได้พยายามถ่ายทอดประสบการณ์ตามความรู้ ความสามารถที่ตนเองได้ฝึกฝนมา หรือตามขนบธรรมเนียมประเพณีนิยม และพิธีกรรมต่างๆ ที่ได้รับการสืบทอดกันมาตามความรู้ ความเชื่อของคนรุ่นก่อน บางทีวัฒนธรรมของแต่ละท้องถิ่นก็มีผลต่อรูปแบบของการฝึกสมาธิด้วย เพราะคนแต่ละท้องถิ่นก็มีอัธยาศัยที่แตกต่างกันไป จึงทำให้เกิดครูสอนสมาธิมากมายทั่วโลก แต่ครูสอนสมาธิที่ดีจะมุ่งเน้นสอนสมาธิเพื่อให้ใจเกิดสมาธิ คือทำใจให้ตั้งมั่น มีความสงบสุข เบากาย สบายใจ อันเป็นผลให้เกิดสมาธิในขั้นพื้นฐาน และเป็นรากฐานในการรองรับการฝึกสมาธิขั้นสูงต่อไปได้1)

3.1.2 ตัวอย่างการฝึกสมาธิแบบต่างๆ

(1) สมาธินอกพระพุทธศาสนา

โยคะ โยคะ2) คือ กลุ่มการฝึกสมาธิที่มีมานานก่อนพุทธกาล โดยใช้วิธีการ บริหารร่างกาย ซึ่งมีหลักการคือ “ สุขภาพทางกายเป็นรากฐานของสุขภาพทางจิต” ดังนั้นในกลุ่มคนที่ฝึกโยคะจะมีการออกกำลังกายและส่งใจไปตามส่วนต่างๆ ของร่างกายให้เกิดความผ่อนคลาย และยังเน้นเรื่องของการกำหนดลมหายใจ หรือปราณ ซึ่งเชื่อว่า มีความสัมพันธ์กับจิตอย่างแนบแน่น

yoga.jpg

สมาธิแบบ TM

TM ย่อจาก Transcendental Meditation ที่ถูกนำไปเผยแผ่โดยมหาฤๅษี วิธีการของ TM คือ การท่อง “ มนตรา” (Muntra) ซึ่งจะท่องซ้ำ ๆ ในใจ ให้เกิดความผ่อนคลาย3)

การฝึกสมาธิตามแบบทิเบต นั้นเป็นวิธีการปฏิบัติแนวหนึ่งที่นอกจากต้องการจิตใจที่บริสุทธิ์แล้วยังต้องการอำนาจจิตด้วยรูปแบบการฝึกจึงมุ่งเพ่งความคิดให้แน่วแน่ลงไปในสิ่งเดียว หากสามารถรวมพลังจิตทำนองเดียวกับการรวมแสงอาทิตย์จะทำให้ได้พลังจิตอย่างมหาศาล4)

meditate.jpg

การปฏิบัติสมาธิแบบนี้จะต้องหลอมรวมร่างกาย ความคิด และประสาทสัมผัสเข้าด้วยกัน ด้วยดวงจิตที่มีสติควบคุมจดจ่อ เป็นอารมณ์เดียว และจะต้องดำเนินการตามขั้นตอนให้ครบถ้วนจึงจะบังเกิดผลขึ้นมาได้ในเวลาอันควร การปฏิบัติทุกขั้นตอนจะต้องไม่รีบร้อน ให้ทำแบบช้า ๆ เพื่อให้ทั้งร่างกาย ความคิด และประสาทสัมผัส สามารถผสมผสานเข้าสู่กระบวนการได้อย่างถูกต้อง ผลที่เกิดขึ้นจะได้ไม่ขาดตกบกพร่อง5) ซึ่งขั้นตอนการฝึกสมาธิแบบนี้จะมีลำดับในการปฏิบัติคือ

1. การพักผ่อน

2. การกำหนดลมหายใจ

3. การฝึกความสงบ

4. การภาวนา

5. การเพ่งกสิณ

กล่าวโดยทั่วไปได้ว่า การฝึกสมาธิแบบทิเบตเป็นการฝึกโดยเริ่มต้นจากความผ่อนคลายทั้งร่างกายและจิตใจ แล้วค่อยฝึกลมหายใจให้ยาวและลึก พร้อมกับคำภาวนาเมื่อใจสงบดีแล้วก็มาฝึกเพ่งกสิณกันต่อ ซึ่งกสิณที่ชาวทิเบตนิยมทำกันมากก็คือ กสิณแสงสว่าง และการเพ่งลูกแก้ว โดยมุ่งให้เกิดอำนาจทางจิตมีตาทิพย์ เป็นต้น

การฝึกสมาธิในพระพุทธศาสนาแบบมหายาน

สมาธิแบบเซนในปัจจุบัน6)

สมาธิแบบเซนในปัจจุบัน เป็นวิธีปฏิบัติที่นิยมในพระพุทธศาสนานิกายเซนในประเทศญี่ปุ่น มีวิธีปฏิบัติที่สำคัญอยู่ 2 สาย สายแรกคือ รินไซเซน (Rinzai Zen) มีปริศนาธรรมเป็นหัวใจของการปฏิบัติ ส่วนสายที่สองคือ โซโตะเซน (Soto Zen) ใช้อีกวิธีหนึ่งที่เรียกว่า ชิคานทาซา เป็นหัวใจของการปฏิบัติ

รินไซเซนในปัจจุบันใช้โกอานเป็นหัวใจของการปฏิบัติ ซึ่งการปฏิบัตินั้นเมื่อนักศึกษาเข้าไปขอกรรมฐานกับอาจารย์แล้ว อาจารย์ก็จะให้โกอานข้อที่หนึ่งซึ่งก็คือ ให้ภาวนาคำว่า “ มู” จนกว่าจะหาคำตอบได้ พอตอบได้แล้ว อาจารย์ก็จะให้โกอานข้อที่ 2 เราตอบได้ก็ให้ข้อที่ 3 ข้อที่ 4 ข้อที่ 5 ไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะหมดโกอานในหนังสือ “ มูมอนคาน” แล้วถือว่าจบหลักสูตร ถือได้ว่ารู้ธรรมะขั้นลึกซึ้ง ซึ่งลักษณะการทำภาวนาแบบนี้ แม้ว่าจะมีความพยายามที่จะหาคำตอบจากการภาวนาก็ตาม การนั่งนั้นเขาก็นั่งนิ่ง หลับตาภาวนา ดูลมหายใจ และในการดูลมหายใจนั้นเขาก็กำกับคำภาวนาด้วย

นอกจากนี้ยังมีบางสำนัก คือ “ เรียวโคอิน” ที่อาจารย์โคโบริ โรชิ สอนชาวต่างประเทศได้ประยุกต์ให้เข้ากับวัฒนธรรมตะวันตก คือ ขณะที่อาจารย์เซนคนอื่นสอนให้ภาวนาคำว่า “ มู” ท่านโคโบริ ก็สอนให้ชาวตะวันตกภาวนาว่า “ one” ทำภาวนาอย่างนี้จนความรู้สึกนึกคิดเป็นอย่างเดียวกับคำภาวนา

ส่วนสายที่ 2 คือ โซโตะเซน ใช้วิธีการที่แตกต่างออกไป คือ เขาให้นั่งสมาธินิ่งๆ แต่ไม่หลับตา และไม่ต้องภาวนา ไม่ต้องดูลมหายใจ ไม่ต้องทำอะไรทั้งสิ้น นั่งเฉยๆ แล้วให้รู้สึกตัว เช่น ในขณะที่นั่งนั้นมีเสียงรถผ่านไปก็ให้รู้ ลมพัดมาต้องกายก็ให้รู้ มีอะไรเกิดขึ้นรอบกายก็ให้รู้ ให้นั่งอยู่ในความรับรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง มีสติรับรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง วิธีการนี้เรียกว่า “ ชิคานทาซา”

สรุป สมาธิแบบเซนจะมุ่งเน้นความสงบทางใจโดยการนั่งนิ่ง ๆ แล้วนำคำภาวนามาขบคิดจนเกิดความรู้ใหม่ที่เกิดขึ้นมาพร้อมกับความสว่าง สงบ และความยินดี

การฝึกสมาธิในพระพุทธศาสนาแบบเถรวาท

การฝึกสมาธิในพระพุทธศาสนาแบบเถรวาทนี้มีหลายวิธีการปฏิบัติ และแหล่งที่มีการสอนมักจะเป็นในประเทศศรีลังกา พม่า และไทย เป็นต้น สำหรับในที่นี้ จะมุ่งกล่าวถึงการฝึกสมาธิแบบเถรวาทที่มีการสอนในประเทศไทยเป็นหลัก แต่อย่างไรก็ตาม แม้ในประเทศไทยเอง ก็มีหลากหลายรูปแบบ และมีหลายสำนักปฏิบัติธรรมที่เผยแพร่วิธีการปฏิบัติในปัจจุบัน ทั้งนี้หากพิจารณาถึงความหลากหลายวิธีการและหลากหลายสำนักปฏิบัติธรรมนี้ แสดงให้เห็นว่ามีผู้สนใจศึกษาและปฏิบัติธรรมกันมาก หากแต่ละสำนักรวมทั้งผู้มุ่งที่จะศึกษาและฝึกสมาธิ ได้ลงมือศึกษาและฝึกฝนอย่างจริงจังแล้วย่อมจะเกิดผลดีทั้งแก่ผู้ปฏิบัติและการสืบต่ออายุพระพุทธศาสนาอีกด้วย ในที่นี้จะยกตัวอย่างวิธีการฝึกสมาธิแบบเถรวาทในประเทศไทยมาพอสังเขป แต่จะกล่าวถึงการฝึกสมาธิเพื่อการเข้าถึงธรรมกายในรายละเอียด ทั้งนี้เพราะผู้จัดทำตำราเรียนได้ศึกษามาโดยตรง ส่วนวิธีการอื่นนั้นหากสนใจในรายละเอียดนักศึกษาสามารถหาโอกาสศึกษาได้ด้วยตนเอง

การฝึกสมาธิแบบอานาปานสติ

การฝึกสมาธิแบบอานาปานสติ เป็นรูปแบบการฝึกสมาธิที่นิยมฝึกกันมากในพระพุทธศาสนาเถรวาท ในที่นี้จักขอยกเอาการฝึกสมาธิตามแบบสายพระธุดงค์อีสาน โดยมีพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ เป็นครูผู้สอน7) ซึ่งท่านใช้คำว่า พุท-โธ เป็นหลักในการภาวนาตามจังหวะลมหายใจเข้า-ออก นอกจากนี้ท่านยังเน้นการเดินจงกรม โดยระยะที่จะเดินประมาณ 5 ถึง 10 เมตร มองทอดสายตาดูไปข้างหน้า ประมาณ 4 ก้าว เพื่อไม่ให้จิตใจวอกแวก กำหนดจิตของเราอยู่ที่ก้าวเดินและคำภาวนา การทำสมาธิแบบอานาปานสติ จะใช้วิธีเอาสติไปอยู่ที่ลมหายใจเข้า-ออก โดยภาวนาพุท-โธ กำกับด้วย

การฝึกสมาธิแบบพองหนอ-ยุบหนอ

การฝึกสมาธิแบบนี้ เน้นการใช้สติปัฏฐาน 4 ควบคู่กับการบริกรรมพองหนอ-ยุบหนอ เป็นแนวการสอนสมาธิตามแบบประเทศพม่า ซึ่งพระธรรมธีรราชมหามุนี (พระมหาโชดก ญาณสิทธิ) เป็นผู้ไปฝึกปฏิบัติแล้วนำมาเผยแพร่ที่ประเทศไทย และท่านได้จัดสอนที่วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎ์ ท่าพระจันทร์ และต่อมาได้รับความนิยมนำไปปฏิบัติอย่างแพร่หลาย วิธีปฏิบัติ ทั้งมีการให้เดินจงกรม โดยเน้นให้มีสติอยู่ที่ส้นเท้าเป็นหลัก และเมื่อเดินจงกรมครบกำหนดแล้วให้นั่งสมาธิ เอาสติไว้ที่ท้องภาวนาว่า “ พองหนอ ยุบหนอ” ตามอาการพองยุบของหน้าท้องเวลาหายใจเข้าออก ถ้านั่งครบกำหนดแล้ว ก็ให้ลุกขึ้นเดินจงกรมอีก และนั่งสมาธิอีก ทำให้ต่อเนื่องสลับกันไป สำหรับการนั่งสมาธิ และเดินจงกรมลักษณะนี้ มุ่งเน้นพิจารณาตามกฎไตรลักษณ์ ส่วนวิธีการอาจมีความแตกต่างกันบ้างในรายละเอียด ตามแต่อาจารย์จะนำไปประยุกต์สอน การทำสมาธิด้วยการภาวนา พองหนอ-ยุบหนอ เป็นการฝึกสติอยู่กับลมหายใจที่ท้องเป็นหลัก ส่วนถ้ามีอารมณ์อื่นมาแทรกก็ให้พิจารณา คือ เอาอารมณ์นั้นมาภาวนาแทนจนกว่าใจจะสงบ ส่วนถ้าเดินจงกรมก็ให้มีสติอยู่กับเท้าที่เดินอยู่ตลอดเวลา ทั้งหมดนี้มุ่งหวังให้ใจรู้เท่าทันอารมณ์ที่เกิดขึ้นกับตนเองอยู่เสมอ

การฝึกสมาธิเพื่อให้เข้าถึงพระธรรมกาย

การฝึกสมาธิแบบนี้ เป็นการฝึกสมาธิในพระพุทธศาสนาที่พระมงคลเทพมุนี(สด จนฺทสโร) วัดปากน้ำภาษีเจริญท่านค้นพบวิธีการปฏิบัติ และนำมาสอนจนสามารถทำให้ผู้ปฏิบัติเข้าถึงพระธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ ซึ่งเป็นที่น่าอัศจรรย์ว่าสิ่งที่พระมงคลเทพมุนี (หรือที่ผู้คนนิยม กล่าวถึงท่านติดปากว่า “ หลวงปู่วัดปากน้ำ”) นำมาสอนนั้น แม้จะเป็นประสบการณ์ที่เกิดจากการปฏิบัติ แต่ก็มีปรากฏสอดคล้องกับพระธรรมคำสอนที่ปรากฏในพระไตรปิฎก เช่น คำว่า “ ธรรมกาย”และวิธีการปฏิบัติให้เข้าถึงธรรมกายก็สอดคล้องกับวิธีปฏิบัติธรรมที่ปรากฏในคัมภีร์วิสุทธิมรรค เป็นต้น ทั้งนี้การปฏิบัติเพื่อให้เข้าถึงธรรมกาย จะได้กล่าวถึงรายละเอียดในหัวข้อต่อไป

luangpoo.jpg

3.2 การฝึกสมาธิเพื่อการเข้าถึงพระธรรมกาย

การฝึกสมาธิเพื่อการเข้าถึงพระธรรมกายนี้ เป็นรูปแบบของการฝึกสมาธิในพระพุทธศาสนาที่ได้สูญหายไปเมื่อ 500 ปีหลังพุทธปรินิพพาน8) ซึ่งพระมงคลเทพมุนี หลวงพ่อวัดปากน้ำ(สด จนฺทสโร) ได้ค้นพบด้วยการนั่งสมาธิในปี พ.ศ. 2460 ณ วัดโบสถ์ (บน) บางคูเวียง แล้วท่านก็ได้ศึกษาจากการปฏิบัติอย่างเชี่ยวชาญจนพบว่า ในกลางกายของมนุษย์ทุกคนมีพระรัตนตรัยอยู่ภายใน คือ พุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ และสังฆรัตนะ

พุทธรัตนะ ก็คือ ธรรมกาย หรือกายที่เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานแล้ว ที่มีอยู่ภายในตัวมนุษย์ทุกคน ซึ่งมีหลักฐานที่เป็นคำสอนปรากฏในพระไตรปิฎก ทั้งฉบับของเถรวาท มหายาน วัชรยาน เพียงแต่ในพระไตรปิฎกไม่ได้กล่าวไว้อย่างละเอียดว่า ธรรมกายมีลักษณะเป็นอย่างไร จนกระทั่งหลวงปู่วัดปากน้ำท่านได้เข้าถึงแล้วกล่าวว่า ธรรมกายมีลักษณะคล้าย ๆ กับพระพุทธรูปหรือพระพุทธปฏิมากรที่จำลองออกมา แต่งดงามกว่า เป็นพระแก้วใสบริสุทธิ์ มีเกตุดอกบัวตูม ประกอบด้วยลักษณะมหาบุรุษครบถ้วนทุกประการ

การจะรู้เรื่องราวเกี่ยวกับพระธรรมกายที่มีอยู่ภายใน จะรู้ได้ต่อเมื่อเข้าถึงแล้วก็ไปรู้ไปเห็น ด้วยวิธีการวางใจมาหยุดนิ่งที่ศูนย์กลางกายฐานที่ 7 อันเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางสายกลางที่จะนำไปสู่อายตนนิพพาน

วิธีการที่จะทำให้ใจหยุดนิ่งตรงฐานที่ 7 มีหลายวิธี แต่ย่อลงมาเหลือเพียงแค่ 40 วิธี ที่มีปรากฏในคัมภีร์วิสุทธิมรรค จะเลือกวิธีไหนก็ได้ ที่จะฝึกใจให้หยุดนิ่ง เช่น เราจะเริ่มต้นจากการพิจารณาซากศพ (อสุภะ)หรือกำหนดลมหายใจเข้าภาวนา “ พุท” หายใจออกภาวนา”โธ” อย่างที่เรียกว่า อานาปานสติ หรือทำใจนิ่งๆเฉยๆ ไม่คิดอะไรก็ได้ หรือบางคนระลึกถึงศีลที่ตนรักษาได้บริสุทธิ์บริบูรณ์ ไม่ว่าจะใช้วิธีใดก็ตาม เมื่อปฎิบัติไปเรื่อย ๆ พอใจสบาย ใจหยุดถูกส่วนเข้า ก็หล่นวูบเข้าไปสู่ภายใน พบดวงธรรมภายใน ถ้าดำเนินจิตไปเรื่อยๆ ก็จะเข้าถึงพระรัตนตรัยเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นวิธีที่จะเข้าถึงพระรัตนตรัยนั้นมีหลายวิธี แต่ทุกวิธีมีอารมณ์เดียว คือต้องมีอารมณ์ดี อารมณ์สบาย แล้วก็ต้องหยุดนิ่ง ใจที่ปกติชอบแวบไปแวบมาให้กลับมาหยุดนิ่งอยู่ภายใน พอหยุดถูกส่วนก็จะเข้าถึงพระธรรมกายในที่สุด

3.2.1 วิธีการฝึกสมาธิเบื้องต้น

ขั้นตอนการปฏิบัติในเบื้องต้น มีดังต่อไปนี้

กราบบูชาพระรัตนตรัย สมาทานศีลห้าหรือศีลแปด และระลึกถึงความดีที่ได้กระทำมาทั้งหมด จนใจเต็มเปี่ยมไปด้วยคุณงามความดีล้วน ๆ แล้วนั่งขัดสมาธิ เท้าขวาทับเท้าซ้าย มือขวาทับมือซ้าย นิ้วชี้ขวาจรดหัวแม่มือซ้าย นั่งให้อยู่ในจังหวะพอดี หลับตาพอสบาย แล้วตั้งใจมั่น วางอารมณ์สบาย สร้างความรู้สึกให้พร้อมทั้งกายและใจ ว่ากำลังจะเข้าไปสู่ภาวะแห่งความสงบสบายอย่างยิ่ง

กำหนดอาโลกกสิณ คือ กสิณแสงสว่าง เป็น “ ดวงแก้วกลมใส” ขนาดเท่าแก้วตาดำ ใสสนิท ปราศจากราคี หรือรอยตำหนิใด ๆ ขาวใส เย็นตาเย็นใจ ดังประกายของดวงดาว ดวงแก้วกลมใสนี้เรียกว่า บริกรรมนิมิต นึกให้สบาย นึกเหมือนดวงแก้วนั้นมานิ่งสนิทอยู่ ณ ศูนย์กลางกายฐานที่ 7 นึกไปภาวนาไป อย่างนุ่มนวลเป็นพุทธานุสติว่า “ สัมมา อะระหัง” หรือค่อยๆ น้อมนึกดวงแก้วกลมใสให้ค่อย ๆ เคลื่อนเข้าสู่ศูนย์กลางกายตามแนวฐาน โดยเริ่มต้นตั้งแต่ฐานที่หนึ่งเป็นต้นไป น้อมด้วยการนึกอย่างสบาย ๆ ใจเย็น ๆ ไปพร้อม ๆ กับคำภาวนา

อนึ่ง เมื่อนิมิตดวงใส และกลมสนิทปรากฏแล้ว ณ กลางกาย ให้วางอารมณ์สบายๆ กับนิมิตนั้นจนเหมือนกับว่านิมิตเป็นส่วนหนึ่งของอารมณ์ หากดวงนิมิตนั้นอันตรธานหายไป ก็ไม่ต้องนึกเสียดาย ให้วางอารมณ์สบาย แล้วนึกนิมิตนั้นขึ้นมาใหม่แทนดวงเก่า หรือเมื่อนิมิตนั้นไปปรากฏที่อื่นที่มิใช่ศูนย์กลางกายให้ค่อย ๆ น้อมนิมิตเข้ามาอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่มีการบังคับ และเมื่อนิมิตมาหยุดสนิท ณ ศูนย์กลางกายให้วางสติลงไปยังจุดศูนย์กลางของดวงนิมิตด้วยความรู้สึกคล้ายมีดวงดาวดวงเล็ก ๆ อีกดวงหนึ่งซ้อนอยู่ตรงกลางดวงนิมิตดวงเดิม แล้วสนใจเอาใจใส่แต่ดวงเล็ก ๆ ตรงกลางนั้นไปเรื่อย ๆ ใจจะปรับจนหยุดได้ถูกส่วน แล้วจากนั้นทุกอย่างจะค่อย ๆ ปรากฏให้เห็นได้ด้วยตนเองเป็นภาวะของดวงกลม ที่ทั้งใสทั้งสว่างผุดซ้อนขึ้นมาจากกึ่งกลางดวงนิมิตตรงที่เราเอาใจใส่อย่างสม่ำเสมอ

3.2.2 ฐานที่ตั้งของใจเพื่อการเข้าถึงพระธรรมกาย

ฐานที่ตั้งของใจมีความสำคัญมากต่อการฝึกสมาธิ เพราะการแสวงหาความสงบทางใจจำเป็นต้องหาหลักให้ใจเกาะ ใจจึงจะยอมสงบได้ ถ้าใจไม่มีหลักให้เกาะก็จะลอยเคว้งคว้าง ถ้าลอยไปไกลมากเกินไปก็จะกลายเป็นคนเสียสติ ถ้าลอยอยู่ใกล้ ๆ ก็หลงบ้างลืมบ้าง จำได้บ้างไม่ได้บ้าง แต่ถ้าอยู่ในตัวก็เป็นผู้มีสติสมบูรณ์ อุปมาเหมือนชาวนาเลี้ยงควายก็จำเป็นต้องผูกควายไว้กับหลัก มิฉะนั้นถ้าควายหลุดจากหลักได้เมื่อใดก็จะขวิดกันเองบ้าง ขวิดต้นไม้บ้าง หรือขวิดแม้กระทั่งเจ้าของ ถึงคราวจะใช้งานมันก็หนีเตลิดไป ชาวเรือก็เช่นกันจำเป็นต้องผูกเรือไว้กับหลัก ถ้าไม่ผูกเรือก็จะหลุดลอยไปตามน้ำ ลอยไปลอยมาก็จะถูกเรืออื่นชนเสียหาย แม้ประชาชนก็ต้องมีผู้ปกครอง หรือหัวหน้าเป็นหลัก ถ้าไม่มีผู้ปกครองเป็นหลักหรือหลักไม่ดี ก็เกิดการจลาจลวุ่นวายไปทั้งเมืองได้ หลักสำหรับเกาะ จึงมีความจำเป็นมากไม่ว่าในกิจกรรมใดๆ

ฉะนั้น ก่อนฝึกสมาธิก็ต้องหาหลักให้ใจเกาะเป็นที่เป็นทางแน่นอนเสียก่อน เรานิยมเรียกหลักที่ไว้ให้ใจเกาะว่า “ ฐานที่ตั้งจิต” พระมงคลเทพมุนีได้กล่าวถึงฐานที่ตั้งของจิตว่ามีอยู่ 7 ฐานด้วยกัน คือ

ฐานที่ 1 ตรงปากช่องจมูก ถ้าเป็นหญิงก็ตรงปากช่องจมูกซ้าย ถ้าเป็นชายก็ตรงปากช่องจมูกขวา

ฐานที่ 2 ตรงเพลาตา ถ้าเป็นหญิงก็ตรงเพลาตาซ้าย ถ้าเป็นชายก็ตรงเพลาตาขวา

ฐานที่ 3 ในกลางกั๊กศีรษะตรงจอมประสาทในระดับพอดีกับตา แต่อยู่ข้างใน (นึกเอาเส้นด้าย 2 เส้น ขึงให้ตึงจาก กึ่งกลางระหว่างหัวตาทั้งสองข้างทะลุท้ายทอย กกหูซ้ายทะลุหูขวา ตรงจุดตัดคือ กลางกั๊ก)

ฐานที่ 4 ในปากช่องเพดาน บริเวณเหนือลิ้นไก่ ตรงที่รับประทานอาหารแล้วสำลัก

ฐานที่ 5 ในปากช่องคอ เหนือลูกกระเดือก อยู่ตรงกลางช่องคอพอดี

ฐานที่ 6 ตรงกับสะดือแต่อยู่ข้างใน คือกลางตัว

ฐานที่ตั้งจิตทั้ง 6 ฐานนี้เป็นเพียงฐานที่ตั้งจิตได้ชั่วคราว จึงไม่ควรตั้งไว้นานเกินไปจนกระทั่งกลายเป็นนิสัย ต้องรีบหาโอกาสเลื่อนไปตั้งไว้ที่ฐานถาวรทันทีที่จิตเริ่มหยุด คือฐานที่ 7

ฐานที่ 7 อยู่ตรงเหนือฐานที่ 6 โดยย้อนกลับขึ้นมาข้างบนอีกประมาณ 2 นิ้วมือ (นึกขึงเส้นด้าย 2 เส้น ขึงให้ตึงจากสะดือทะลุหลังจากเอวซ้ายทะลุเอวขวา ตรงเหนือจุดตัดขึ้นไป 2 นิ้วมือ คือฐานที่ 7 )

ฐานที่ตั้งจิต แบ่งออกเป็น 2 ชนิดคือ ฐานที่ตั้งจิตถาวร กับ ฐานที่ตั้งจิตชั่วคราว ฐานที่ตั้งจิตชั่วคราว ได้แก่ ฐานที่ 1 ถึง ฐานที่ 6 ส่วนฐานที่ตั้งจิตถาวร ได้แก่ ฐานที่ 7 ซึ่งอยู่ตรงกลางกายของเรา

การที่มีฐานทั้ง 7 เช่นนี้ ทำให้เกิดความสะดวกแก่ผู้ที่เริ่มฝึกใหม่ ๆ ที่สามารถค่อย ๆ หัดฝึกวางใจไว้ตามฐานต่าง ๆ ก่อน แล้วจึงค่อยตะล่อมใจไปวางไว้ที่ฐานที่ 7 ซึ่งเป็นฐานที่ตั้งถาวร อุปมาเหมือนการใช้ท่อนไม้เล็กๆ ทำหลักไว้ผูกควาย ก็ใช้ผูกได้ชั่วคราวครั้งละ 2 - 3 ตัว เมื่อเสร็จธุระแล้วก็ถอนทิ้ง ส่วนหลักที่ใช้ผูกจำนวนมากๆ นั้น เราต้องใช้เสาใหญ่จะได้คงทน ไม่ต้องย้ายไปมาเรียกว่า หลักถาวร ซึ่งลักษณะพิเศษของหลักถาวรก็คือต้องสร้างให้มั่นคงแข็งแรงและไม่มีการโยกย้าย

3.2.3 เหตุที่ฐานที่ 7 เป็นฐานที่ตั้งถาวร

เหตุที่ฐานที่ 7 เป็นที่ตั้งถาวรนั้น อธิบายในเชิงวิทยาศาสตร์ได้ว่า เพราะตำแหน่งนี้เปรียบเสมือน จุดศูนย์ถ่วงของร่างกาย (Center of Gravity) ถ้าสังเกตจะเห็นว่าของทุกอย่างมีศูนย์ถ่วงของตัวเอง ถ้าเอาอะไรไปรองรับตรงจุดศูนย์ถ่วง สิ่งนั้นก็จะตั้งอยู่ได้ ยกตัวอย่างเช่น แก้ว ศูนย์ถ่วงของแก้วจะอยู่ตรงกลางพอดี ถ้าเราเอามือไปรองที่ศูนย์ถ่วงตรงกลาง แก้วก็จะอยู่ได้ ไม่ตก แต่ถ้าเราเอามือของเราไปรองข้างๆ แก้วก็จะตก เพราะศูนย์ถ่วงไม่ได้ แต่แก้วจะตั้งได้ต่อเมื่อ นิ้วของเราไปรองอยู่ตรงศูนย์ถ่วงพอดี ถึงจะรองรับน้ำหนักได้

ของทุกอย่างจะมีศูนย์ถ่วง มีจุดสมดุล ถ้าเราไปรองรับตรงจุดสมดุลสิ่งของนั้นๆ ก็จะตั้งอยู่ได้ ถ้าไปรองนอกจุดสมดุล สิ่งของนั้นก็จะตั้งอยู่ไม่ได้ กลิ้งไปกลิ้งมาตรงฐานที่ 7 นี้เป็นบริเวณที่โลกส่งแรงมาดึงดูดร่างกายของมนุษย์ไว้ มิฉะนั้นแล้วมนุษย์ก็จะหลุดออกไปจากโลก

ใจของเราก็เช่นเดียวกัน จุดศูนย์กลางกายเหนือสะดือ 2 นิ้วมือ ตรงกึ่งกลางตัวเป็นเสมือนจุดสมดุลของใจ จุดศูนย์ถ่วงของใจตรงนี้ เมื่อใจของเราตั้งไว้ตรงจุดนี้แล้ว จะเป็นจุดที่ได้ดุลที่สุด ไม่เอียงซ้าย ไม่เอียงขวา ไม่เอียงหน้าเอียงหลัง พอดีๆ หรืออาจเรียกจุดนี้ว่า จุดโฟกัสของใจก็ได้

ถ้าเปรียบใจของเราเหมือนแว่นขยายจุดนี้ก็คือจุดโฟกัสของแว่นขยาย เมื่อเราเอาใจไปจรดจ่อตรงจุดนี้แล้วจะเห็นสิ่งต่างๆ ไปตามความเป็นจริงได้ชัดเจนที่สุด เห็นถึงความจริงของโลกและชีวิตไปตามความจริง ถ้าถูกส่วนจริงๆ ถึงจุดถึงขนาด ก็จะส่องความจริงให้เห็น

การฝึกสมาธิเพื่อให้เข้าถึงพระธรรมกายเป็นการฝึกสมาธิในพระพุทธศาสนา โดยการผสมผสานวิธีต่างๆ เข้ากันอย่างลงตัว กล่าวคือ

1. การกำหนดบริกรรมนิมิตเป็นดวงแก้วกลมใส เป็น 1 ใน กสิณ 10 คือ อาโลกกสิณ (กสิณแสงสว่าง)

2. การกำหนดบริกรรมภาวนาว่า สัมมา อะระหัง เป็น 1 ใน อนุสสติ 10 คือ พุทธานุสติ (มีสติระลึกถึง พระพุทธเจ้า)

3. การกำหนดใจที่ศูนย์กลางกายฐานที่ 7 ซึ่งเป็นที่สุดของลมหายใจเป็น 1 ใน อนุสติ 10 คือ (มีสติกับลมหายใจ)

3.3 การฝึกสมาธิให้ได้สมาธิ

การฝึกสมาธิให้ได้ผลดีนั้น ผู้ฝึกต้องทำให้สม่ำเสมอเป็นประจำเสมือนการใช้ไม้ 2 อันเอามาสีกันเพื่อทำให้เกิดไฟ ผู้ทำการสีก็ต้องพยายามสีไปเรื่อยๆ จนกว่าไฟจะติด ถ้าหากเลิกสีก็ต้องเริ่มต้นใหม่ การทำสมาธิให้ได้ผลจึงต้องทำไปเรื่อยๆ ให้มีความเพียรในการทำ

และในการทำสมาธินั้นก็ต้องทำให้ถูกวิธีการ คือให้ทำอย่างสบายๆ ไม่เร่ง ไม่บังคับ ทำได้แค่ไหนให้พอใจแค่นั้น อันจะเป็นเครื่องสกัดกั้นใจมิให้เกิดความอยากจนเกินไป จนถึงกับทำให้ใจต้องสูญเสียความเป็นกลาง หลักที่สำคัญคือให้มีสติควบคู่กับความสบาย ทั้งสติและสบายนี้จะเป็นอุปกรณ์สำคัญที่จะทำให้ใจเป็นสมาธิ

และเมื่อการปฏิบัติบังเกิดผลแล้ว ให้หมั่นตรึกระลึกนึกถึงอยู่เสมอจนกระทั่งกลายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับลมหายใจ หรือนึกเมื่อใดเป็นเห็นได้ทุกทีอย่างนี้แล้วผลแห่งสมาธิจะทำให้ชีวิตดำรงอยู่บนเส้นทางแห่งความสุข ความสำเร็จ และความไม่ประมาทได้ตลอดไป ทั้งยังทำให้สมาธิละเอียดอ่อน ก้าวหน้าไปเรื่อย ๆ ได้อีกด้วย

1) การฝึกสมาธิขั้นสูงจะมีความมุ่งหมายแตกต่างกันบ้าง เช่น ในทางพระพุทธศาสนาจะฝึกสมาธิเพื่อมุ่งให้เกิดปัญญาและนำไปสู่เป้าหมายสูงสุดของพระพุทธธรรมคำสอนคือการทำนิพพานให้แจ้ง
2) เฉก ธนะสิริ, สมาธิกับคุณภาพชีวิต, พิมพ์ครั้งที่ 2, (กรุงเทพมหานคร : บริษัท แปลน พับลิชชิ่ง จำกัด, 2529), หน้า 81-82.
3) เดนนิส เดนนิสตัน (ผู้แต่ง), สมาคมวิทยาศาสตร์แห่งภูมิปัญญาสร้างสรรค์ (ผู้แปล), ทีเอ็ม บุ๊ค (TM BOOK), (กรุงเทพมหานคร : ม.ป.ท., 2543), หน้า 156.) และถือเป็นอุบายในการทำให้จิตนิ่ง ซึ่งการท่องมนตรานี้จะไม่มีการเปิดเผยให้ทราบขึ้นอยู่กับครูผู้ฝึกสอนจะเป็นผู้กำหนดให้ (2) การฝึกสมาธิในพระพุทธศาสนา การฝึกสมาธิในพระพุทธศาสนา สามารถจำแนกได้ 3 ประเภทใหญ่ ๆ คือ สมาธิในพระพุทธศาสนาแบบวัชรยาน เช่น สมาธิแบบทิเบต สมาธิในพระพุทธศาสนาแบบมหายาน เช่น สมาธิแบบเซน และสมาธิในพระพุทธศาสนาแบบเถรวาท เช่น อานาปานสติ พองหนอ-ยุบหนอ เป็นต้น การฝึกสมาธิในพระพุทธศาสนาแบบวัชรยาน สมาธิแบบทิเบต((ที.ลอบซัง รัมปา (ผู้แต่ง), เกรียงศักดิ์ จรัณยานนท์ (ผู้แปลและเรียบเรียง), สมาธิแแบบทิเบต, พิมพ์ครั้ง 3, (กรุงเทพมหานคร : ปัญญา, 2534), หน้า 9.
4) ที.ลอบซัง รัมปา (ผู้แต่ง), เกรียงศักดิ์ จรัณยานนท์ (ผู้แปลและเรียบเรียง), สมาธิแแบบทิเบต, พิมพ์ครั้ง 3, (กรุงเทพมหานคร : ปัญญา, 2534), หน้า 10.
5) ที.ลอบซัง รัมปา (ผู้แต่ง), เกรียงศักดิ์ จรัณยานนท์ (ผู้แปลและเรียบเรียง), สมาธิแแบบทิเบต, พิมพ์ครั้ง 3, (กรุงเทพมหานคร : ปัญญา, 2534), หน้า 9.
6) ทวีรัตน์ ปุณฑริกวิวัฒน์, เซนกับสังคมญี่ปุ่น, (กาญจนบุรี : ถ้ำแก่นจันทน์, 2531), หน้า 42-44.
7) พระธุดงค์อีสาน คือพระภิกษุผู้เป็นนักปฏิบัติธรรมอย่างเคร่งครัดในพระพุทธศาสนาเถรวาท ซึ่งท่านมักจะเดินทางปฏิบัติธรรม ตามป่าเขา ต่อมาส่วนใหญ่ท่านมักจะตั้งสำนักหรือพำนักอยู่ในวัดในภาคอีสาน.
8) วิชัย เพียรภักดีสกุล, ธรรมกาย โดย พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร), (กรุงเทพมหานคร : ม.ป.ท., 2540), หน้า 5.
md101/3.txt · แก้ไขครั้งล่าสุด: 2015/03/15 16:55 (แก้ไขภายนอก)
 
เว้นแต่จะได้แจ้งไว้เป็นอื่นใด เนื้อหาบนวิกินี้ถูกกำหนดสิทธิ์ไว้ภายใต้สัญญาอนุญาติต่อไปนี้: CC Attribution-Noncommercial 3.0 Unported
Recent changes RSS feed Donate Powered by PHP Valid XHTML 1.0 Valid CSS Driven by DokuWiki