บทที่ 1 สมาธิ คืออะไร

  • 1.1 ส่วนประกอบของมนุษย์
    • 1.1.1 กาย
    • 1.1.2 ใจ
  • 1.2 ลักษณะของใจ
    • 1.2.1 ธรรมชาติของใจ
    • 1.2.2 คุณลักษณะของใจ
  • 1.3 สมาธิคืออะไร
    • 1.3.1 ความหมายในเชิงลักษณะผลของสมาธิ
    • 1.3.2 ความหมายในเชิงลักษณะการปฏิบัติ
    • 1.3.3 ความหมายในเชิงปฏิบัติเพื่อเข้าถึงธรรมกาย
  • 1.4 ลักษณะของใจที่เป็นสมาธิ
    • 1.4.1 ลักษณะของใจที่เป็นสมาธิเบื้องต้น
    • 1.4.2 ลักษณะของใจที่เป็นสมาธิระดับอัปปนา
  • 1.5 ความสำคัญของสมาธิ
    • 1.5.1 สมาธิเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต
    • 1.5.2 สมาธิกับชีวิตประจำวัน

แนวคิด

1. มนุษย์มีส่วนประกอบที่สำคัญคือ กายและใจ ที่เป็นพื้นฐานของความเป็นมนุษย์ การฝึกสมาธิเป็นเรื่องของใจเป็นสำคัญ

2. ใจของมนุษย์มีธรรมชาติที่ดิ้นรน กวัดแกว่ง รักษายาก ห้ามยาก และยังมีคุณสมบัติพื้นฐานที่ชอบเที่ยวไปไกล ไปดวงเดียว ไม่ใช่ร่างกาย และอยู่ภายในร่างกายของเรานี้

3. สมาธิมีความหมายแตกต่างกันทั้งในเชิงผลที่ได้รับ และลักษณะการปฏิบัติ ซึ่งความหมายของสมาธิ โดยพื้นฐานคือ อาการที่ใจตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์เดียวอย่างต่อเนื่อง ไม่ซัดส่ายไปมา ก่อให้เกิดความสงบ ความสบาย และความบริสุทธิ์

4. ลักษณะของใจที่เป็นสมาธิในเบื้องต้น คือ บริสุทธิ์ ตั้งมั่น และควรแก่การงาน และเมื่อใจ เป็นสมาธิยิ่งๆ ขึ้นไป จนกระทั่งจิตแน่วแน่ ใจก็จะมีลักษณะตั้งมั่น บริสุทธิ์ ผ่องใส เรียบเสมอ นุ่มนวล ควรแก่การงาน และมั่นคงยิ่งขึ้น

5. ในวิถีชีวิตประจำวัน มนุษย์ทุกคนในโลกต้องใช้สมาธิเพื่อจะประกอบกิจต่างๆ ให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี การฝึกใจด้วยสมาธิจึงมีส่วนสำคัญที่จะช่วยให้การดำรงชีวิตในแต่ละวันของมนุษย์ เป็นไปได้ด้วยดี มีความสุข และประสบความสำเร็จ

วัตถุประสงค์

1. เพื่อให้นักศึกษาสามารถอธิบายส่วนประกอบของมนุษย์ที่เกี่ยวข้องกับการทำสมาธิได้

2. เพื่อให้นักศึกษาสามารถอธิบายลักษณะของใจได้

3. เพื่อให้นักศึกษาสามารถอธิบายความหมายของสมาธิได้

4. เพื่อให้นักศึกษาสามารถอธิบายใจที่เป็นสมาธิเบื้องต้นกับใจที่เป็นสมาธิระดับอัปปนาได้

5. เพื่อให้นักศึกษาสามารถอธิบายความสำคัญของการทำสมาธิในชีวิตประจำวันได้

เมื่อกล่าวถึงสมาธิ ต้องเข้าใจในเบื้องต้นว่า สมาธิมิใช่เรื่องของฤๅษีชีไพร หรือมิใช่เป็นเรื่องที่ประพฤติปฏิบัติได้เฉพาะผู้ที่เป็นนักบวชเท่านั้น แต่สมาธิเป็นเรื่องของการฝึกฝนอบรมจิตใจ และเป็นการพัฒนาจิตใจให้มีความมั่นคง ตั้งมั่น และทำให้มีคุณภาพทางจิตใจที่ดีขึ้น ซึ่งในทางพระพุทธศาสนานั้น สมาธิสามารถประพฤติปฏิบัติได้ ทั้งเพื่อประโยชน์สุขต่อชีวิตในเพศภาวะของผู้ที่ยังครองเรือน และยังเป็นการปฏิบัติเพื่อนำไปสู่ความหลุดพ้นสำหรับผู้ที่เป็นนักบวชอีกด้วย แต่อย่างไรก็ตาม สมาธิถือเป็นเรื่องสากล กล่าวคือ มิใช่เฉพาะพุทธศาสนิกชนเท่านั้นที่จะสามารถปฏิบัติสมาธิได้ แม้ผู้ที่นับถือศาสนาอื่นก็สามารถปฏิบัติสมาธิได้เช่นเดียวกัน ทั้งนี้ การฝึกสมาธิจะเน้นให้ความสำคัญของการลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง เพราะนอกจากจะทำให้ผู้ปฏิบัติเห็นผลด้วยตนเองแล้ว หากมีข้อสงสัยในเชิงปฏิบัติ ก็สามารถที่จะสอบถามจากผู้รู้ผู้ชำนาญได้อย่างตรงเป้าหมายหรือตรงต่อประสบการณ์ที่ตนเองได้ปฏิบัติมา และถึงแม้จะมีการอธิบายรายละเอียดความรู้ของสมาธิในเชิงทฤษฎี แต่กระนั้นก็มิอาจที่จะละเลยสมาธิในเชิงปฏิบัติได้

1.1 ส่วนประกอบของมนุษย์

1.1.1 กาย

การปฏิบัติสมาธิ แม้จะเป็นเรื่องของการอบรมทางจิตใจ แต่ก็ยังมีความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกับทางกาย ทั้งนี้หากจะกล่าวโดยทั่วไปนั้น คนเราจะมีส่วนประกอบใหญ่ๆ อยู่ 2 ส่วนคือ กายกับใจ

กาย คือ ส่วนที่เป็นเนื้อ หนัง กระดูก ปอด ตับ หัวใจ ไต ฯลฯ ตามที่เรา เห็นกันอยู่แล้ว ประกอบขึ้นด้วยธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ อากาศ ส่วนหนึ่งของร่างกาย ประกอบด้วยธาตุส่วนที่ละเอียดมาก เรียกว่า ประสาทมีอยู่ 5 ส่วนด้วยกันคือ ประสาทตาใช้ดู ประสาทหูใช้ฟัง ประสาทจมูกใช้ดม ประสาทลิ้นใช้ลิ้มรส ประสาท กายใช้สัมผัส

man.jpg

1.1.2 ใจ

ดวงใจ คือธาตุกายสิทธิ์ชนิดหนึ่ง ซึ่งครองอยู่ในร่างกายคนที่ยังมีชีวิตอยู่ ใจไม่ใช่หัวใจ เพราะหัวใจเป็นกล้ามเนื้อส่วนหนึ่งของร่างกาย แต่ใจอยู่ในลักษณะของพลังงาน จัดเป็นนามธรรมมองด้วยตาเปล่าไม่เห็นและไม่สามารถใช้เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ใดๆ ค้นหาได้ ใจอาศัยอยู่ในกาย สามารถทำงานได้ด้วยการคิดอย่างคล่องแคล่วไปทีละเรื่อง และคิดไปได้ไกลๆ ตลอดจนสามารถบังคับควบคุมกายให้ทำกิริยาอาการต่างๆ ได้ โดยมีฐานที่ตั้งถาวรอยู่ที่ศูนย์กลางกาย

ใจมีอำนาจรู้ได้ ทำหน้าที่ประสานงานกับประสาททั้ง 5 นั้น ด้วยการ

1) บังคับใช้ประสาททั้ง 5 (ประสาทตา หู จมูก ลิ้น กาย)

2) รับรู้สิ่งที่เกิดขึ้นกับประสาททั้ง 5 ด้วยอาการ 4 อย่าง1) คือ

เห็น ได้แก่ รับภาพ รับเสียง รับกลิ่น รับรส รับโผฏฐัพพะ (สิ่งแตะต้องกาย) รับอารมณ์ที่กระทบ ผ่านมาทางประสาททั้ง 5 แล้วเปลี่ยนสิ่งที่มากระทบเหล่านั้นทั้งหมดให้เป็นภาพ

จำ ได้แก่ บันทึกภาพต่างๆ ที่ผ่านมาแล้วนั้นไว้อย่างรวดเร็วเหมือนภาพที่ถูกบันทึกไว้ในฟิล์ม ภาพยนตร์เพื่อเก็บไว้เป็นข้อมูลต่อไป

คิด ได้แก่ ใคร่ครวญพิจารณาข้อมูลต่างๆ ที่จำได้แล้วนั้น ไปในทำนองว่า ดี ชั่ว ชอบ ชัง หรือเฉยๆ

รู้ ได้แก่ ตัดสินใจเชื่อหรือรับทราบสภาพสิ่งต่างๆ (ที่มากระทบกับประสาททั้ง 5 ก่อนที่จะรับ และจำได้ ) ว่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้

การที่มนุษย์ประกอบด้วยกายและใจนี้เอง จึงได้ชื่อว่าเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ เพราะหากมนุษย์ขาดร่างกายมีแต่เพียงใจ หรือดวงจิต เราก็เรียกมนุษย์ผู้นั้นว่า อมนุษย์ เช่น ผี สาง เปรต อสุรกาย เป็นต้น ในทางตรงกันข้าม ถ้าหากผู้นั้นมีแต่ร่างกาย แต่ไม่มีจิตใจ ท่านก็เรียกว่า คนตาย ดังนั้นทั้งร่างกายและใจ จึงได้ชื่อว่าเป็นพื้นฐานของความเป็นมนุษย์ เมื่อเป็นมนุษย์ก็สามารถฝึกสมาธิได้ ซึ่งต่างจากสัตว์ทั่วไปที่อยู่ในโลกที่แม้มีทั้งร่างกายและจิตใจ แต่ก็ไม่สามารถจะฝึกสมาธิได้2)

1.2 ลักษณะของใจ

1.2.1 ธรรมชาติของใจ

ใจ เป็นธรรมชาติที่กวัดแกว่ง ดิ้นรน รักษายาก ห้ามยาก ไม่สามารถจะตั้งอยู่ในอารมณ์ใด อารมณ์หนึ่งได้นาน มักตกไปในอารมณ์ที่น่าใคร่ ซึ่งสามารถอธิบายลักษณะของใจ3)ว่า

1. ดิ้นรน คือ ดิ้นรนเพื่อจะหาอารมณ์ที่น่าใคร่ น่าพอใจ เหมือนปลาถูกจับไว้บนบกดิ้นรนต้องการจะหาน้ำ

2. กวัดแกว่ง คือ ไม่ตั้งอยู่ในอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งได้นาน รับอารมณ์นี้แล้วก็เปลี่ยนไปหาอารมณ์นั้น หลุกหลิกเหมือนลิง ไม่ชอบอยู่นิ่ง

monkey.jpg

3. รักษายาก คือ รักษาให้อยู่กับที่หรือให้หยุดนิ่งโดยไม่ให้คิดเรื่องอื่นทำได้ยาก เหมือนเด็กทารก ไร้เดียงสา จะจับให้นั่งอยู่กับที่เป็นเวลานานๆ ทำได้ยาก

4. ห้ามยาก คือ จะคอยห้าม คอยกันว่า อย่าคิดเรื่องนั้น จงคิดแต่ในเรื่องนี้ ทำได้ยาก เหมือนห้ามโคที่ต้องการจะเข้าไปกินข้าวกล้าของชาวนา ทำได้ยากฉะนั้น

บางครั้งเราจึงได้ยินคำเปรียบเทียบจิตนี้ว่าเหมือนกับเด็กอ่อนซึ่งยากแก่การควบคุม บางทีก็เปรียบจิตเหมือนกับลิง คือจิตนี้ไม่อยู่กับที่ ชอบดิ้นเข้าไปหาอารมณ์ ไม่หยุดหย่อน เหมือนกับลิงซึ่งจับกิ่งไม้นี้ แล้วก็โหนไปสู่กิ่งโน้นกิ่งนี้

พระราชภาวนาวิสุทธิ์ ได้อธิบายถึงจิตใจของมนุษย์โดยทั่วไปว่า ปกติใจเรามักจะไม่หยุด มักจะซัดส่ายไปในเรื่องราวต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องในชีวิตประจำวัน เช่น ตอนเด็กๆ ยังไม่มีเรื่องมาก ใจก็จะหยุดง่าย แต่พอเจริญเติบโตขึ้น ก็มีเรื่องราวที่จะต้องนึกคิด เช่น เกี่ยวกับการเรียนบ้าง การเล่นบ้าง สิ่งที่ทำให้เพลิดเพลินบ้าง พอเจริญเติบโตขึ้นไปอีก ก็นึกถึงเรื่องหาคู่ครอง และการครองบ้านครองเรือน ใจก็ซัดส่ายขึ้นไปอีก ต่อมาก็คิดถึงเรื่องประกอบการเลี้ยงชีพ ทำมาหากิน ใจก็จะมุ่งไปเกี่ยวกับเรื่องทำมาหากิน ยิ่งทำให้ใจซัดส่ายขึ้นไปอีก หรือแตกกระจัดกระจาย กระเจิดกระเจิงกันไป เป็นต้น

1.2.2 คุณลักษณะของใจ

ในเบื้องต้นนี้ เนื่องจากผู้ศึกษาหลายท่าน อาจจะเข้าใจสับสนเกี่ยวกับความหมายของคำว่า จิตและใจ ซึ่งโดยทั่วไปแล้วทั้งสองคำ เป็นคำที่มีความหมายใช้แทนกันได้ คำว่า จิต นั้นมักจะพบคำอธิบายในพระอภิธรรมเป็นอันมาก เช่น จิต หมายถึงธรรมชาติที่รับรู้อารมณ์ หรือสภาพที่นึกคิด เป็นต้น แต่อย่างไรก็ตามคำว่า ใจและจิต ใช่ว่าจะใช้แทนกันได้ในทุกโอกาส และ “ จิต” ก็ยังมีคำอื่นที่มีความหมายคล้ายคลึงกันหรือใช้แทนกันได้ เช่น มโน วิญญาณ หทัย มนินทรีย์ เป็นต้น แต่ครั้นเมื่อจะต้องมีการอธิบายถึงรายละเอียดลักษณะของ ใจ ผู้เชี่ยวชาญทางคัมภีร์พระพุทธศาสนามักจะใช้คำว่า จิต อธิบายลักษณะของ ใจ เสมอ ดังเช่นคำอธิบายที่มีในพระไตรปิฎก ซึ่งได้กล่าวถึงจิตหรือใจนี้ว่ามีกิริยา อาการ ลักษณะ และที่อยู่4) ดังต่อไปนี้

1. ทูรงฺคมํ (ทูรังคะมัง) เที่ยวไปไกล

2. เอกจรํ (เอกะจะรัง) เที่ยวไปดวงเดียว

3. อสรีรํ (อะสะรีรัง) ไม่ใช่ร่างกาย

4. คุหาสยํ (คุหาสะยัง) มีถ้ำคือร่างกายเป็นที่อยู่อาศัย

1. ทูรงฺคมํ หมายถึง เที่ยวไปไกล กล่าวคือจิตมีธรรมชาติคิดไปได้ไกล หมายถึงจิตยังคงอยู่ที่ตัวเราแต่สามารถคิดไปเหนี่ยวเอาอารมณ์ในที่ไกลๆ ได้ และการไปของจิตทุกดวงไม่จำเป็นต้องใช้ยานพาหนะ เพียงแค่คิดจะไปก็สามารถไปได้ เหมือนสมมติว่าขณะนี้เรานั่งอยู่ที่นี่ แต่บางคนนั้นคิดไปไกล เช่น คิดไปถึงบ้าน ว่าเราจะทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ หรือคิดไปถึงเพื่อน ว่าหน้าตาเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ได้พูดคุยกันต่างๆ นานา คิดไปถึงครอบครัว เป็นต้น

2. เอกจรํ หมายถึง เที่ยวไปดวงเดียว เป็นการบอกอาการของจิต และบ่งความหมายไว้สองอย่าง คือคิดอารมณ์ได้ทีละอย่าง และคิดได้โดยลำพัง

การคิดอารมณ์ได้ทีละอย่าง คือ จิตจะคิดอะไรก็คิดได้ทีละอย่าง จะคิดพร้อมกัน 2 อย่างไม่ได้ คำว่าพร้อมกัน คือ ในขณะเดียวกัน มีวิธีการทดลอง เช่น ลองถือดินสอหรือปากกาไว้ในมือข้างละแท่ง แล้วให้จิตสั่งให้ทั้งสองมือเขียนพร้อมกัน มือหนึ่งเขียนเลข 5 มือหนึ่งเขียนเลข 4 ให้พร้อมกันจริงๆ และให้เรียบร้อยด้วย จะพบว่าไม่สามารถทำได้

แม้ว่าจิตไม่สามารถคิดอารมณ์ในขณะเดียวกันได้ แต่ว่าจิตนี้คิดได้เร็วมาก ความคิดของจิตเร็วกว่าร่างกายหรือเครื่องยนต์ทุกชนิดในโลก หรือแม้แต่ความเร็วของแสง บางทีจิตสั่งการเร็วเกินไป จนร่างกายทำให้ไม่ทันก็มี เช่น คนกลัวจัดจนวิ่งไม่ออก ต้องอยู่กับที่ หรือโกรธมากจนพูดไม่ออก จิตคิดได้โดยลำพัง ซึ่งแตกต่างกับกาย เพราะการไปด้วยกาย ถ้าไปในที่เปลี่ยวยังต้องการเพื่อน แต่การไปด้วยจิตนั้นไม่จำเป็นต้องมีเพื่อนจิตจึงจะคิดได้ เพราะจิตคิดจะไปไหน ก็คิดไปดวงเดียว แม้คิดทั้งวันจิตก็ไม่เคยเจอจิตของคนอื่น

3. อสรีรํ หมายถึง ไม่ใช่สรีระ ข้อนี้บอกลักษณะของจิตว่า ไม่ใช่ร่างกายของเรา กล่าวคือ จิตเป็นธรรมชาติที่มีจริง มีรูปร่าง มีลักษณะเป็นดวงใส ตั้งแต่โบราณจนถึงปัจจุบัน มีนักวิทยาศาสตร์ หรือนักคิดพยายามคิดหาเครื่องมือจับจิต แต่ก็ไม่สามารถจะจับได้ เพราะจิตนั้นเป็นของละเอียดเกินกว่าที่จะจับด้วยเครื่องมือเหล่านี้

ในกรณีนี้มีนักคิดสมัยใหม่ บางคนบางกลุ่มเห็นว่า จิตเป็นเพียงปรากฏการณ์บางอย่างที่เกิดจากประสาทส่วนสมองเท่านั้น ไม่ใช่มีธรรมชาติอย่างหนึ่งต่างหาก โดยให้เหตุผลว่าเมื่อคนนอนหลับ ประสาทไม่ทำงาน คนก็ไม่มีความคิดอะไร แสดงว่าจิตไม่มี ถ้าจิตเป็นธรรมชาติอันหนึ่งต่างหาก ก็จะต้องทำงานได้อิสระ แม้สมองจะพัก ในกรณีนี้มีคำอธิบาย คือในเวลาที่เราดูหนัง เวลาดูเราดูที่จอเห็นมีรูปคน รูปสัตว์ต่างๆ ครั้นฉายเสร็จ เขาเก็บจอรูปภาพนั้นก็หายไปหมด แต่ความจริงตัวเรื่องหนังจริงไม่ได้อยู่ที่จอ แต่อยู่ที่ฟิล์ม ระหว่างจิตกับประสาทก็เช่นเดียวกัน จิตเป็นธรรมชาติอันหนึ่งต่างหากจากสมอง และประสาททางกาย แต่อาศัยประสาททางกายซึ่งเป็นเหมือนจอ และจิตเป็นเสมือนฟิล์ม เป็นต้น

4. คุหาสยํ หมายถึง มีถ้ำคือร่างกายเป็นที่อยู่อาศัย บอกที่อยู่ของจิตว่าอยู่ในร่างกายของเรา อยู่ในศูนย์กลางกาย มีนักคิดหลายท่านบอกว่า จิตอยู่ที่หัวใจ แต่ก็ไม่สามารถพิสูจน์ได้ เพราะถ้าหากจิตอยู่ในหัวใจจริงๆ คนที่ผ่าหัวใจแล้วเปลี่ยนหัวใจใหม่ แล้วจิตจะไปอยู่ที่ไหน แสดงให้เห็นว่าจิตไม่ได้อยู่ที่หัวใจ แต่อยู่ในร่างกาย ซึ่งเราสามารถทราบอาการของจิตได้ด้วยการที่จิตของเราออกไปรับอารมณ์จากทวารทั้ง 6 คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ

เมื่อเราเห็นรูป จิตก็จะวิ่งออกไปรับอารมณ์ทางตา แล้วก็นำมาแปรเปลี่ยนเป็นความรู้สึก เมื่อได้ฟังเสียง ดมกลิ่น ลิ้มรส ถูกต้องสัมผัส จิตก็ออกรับอารมณ์ในทวารนั้นๆ เมื่อไม่รับทางตา หู จมูก ลิ้น กาย จิตก็คิดอารมณ์ทางใจ คนส่วนใหญ่ไม่ทราบว่าจิตอยู่ส่วนใดของร่างกาย แต่ทราบชัดว่าจิตนี้มีทางออกจากร่างกายอยู่ 6 ทาง ดังนั้นสำหรับผู้ที่มีประสบการณ์ในการทำสมาธิได้ผลดีแล้ว ย่อมรู้ว่าจิตหาใช่อยู่ที่หัวใจ หรืออยู่ที่สมองแต่อย่างใด

ที่กล่าวมานี้เป็นลักษณะของจิตเพียงคร่าวๆ เพื่อจะให้เห็นชัดเจนว่า จิตที่เราฝึกนี้มีลักษณะอย่างไร เพราะว่าถ้าเราไม่รู้ว่า จิตมีลักษณะอย่างไรแล้ว ก็ยากที่จะฝึกจิต เหมือนกับบุคคลที่ทำพลอย ถ้าไม่รู้จักชนิดของพลอยแล้วก็ยากที่จะทำพลอยให้ได้กำไร คนที่ฝึกจิตถ้าไม่รู้ลักษณะของจิต ไม่รู้อุปนิสัยของจิต ก็ยากที่จะฝึกจิต แต่ถ้ารู้แล้วก็เป็นการง่ายที่จะควบคุมจิต หรือฝึกจิตของตน แม้ยังฝึกไม่ได้ก็รู้นิสัยใจคอของจิตว่ามีลักษณะอย่างไร5)

1.3 สมาธิคืออะไร

การอธิบายความหมายของสมาธิ สามารถอธิบายได้ทั้งในเชิงลักษณะผลของสมาธิที่เกิดขึ้นและอธิบายในลักษณะในเชิงการปฏิบัติ เช่น สมาธิ คือความสงบ สบาย และความรู้สึกเป็นสุขอย่างยิ่งที่มนุษย์สามารถสร้างขึ้นได้ด้วยตนเอง เป็นข้อควรปฏิบัติเพื่อการดำรงชีวิตทุกวันอย่างเป็นสุข ไม่ประมาท เต็มไปด้วยสติ สัมปชัญญะและปัญญา อันเป็นเรื่องไม่เหลือวิสัย ทุกคนสามารถปฏิบัติได้ง่ายๆ

1.3.1 ความหมายในเชิงลักษณะผลของสมาธิ

สมาธิ คืออาการที่ใจตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์เดียวอย่างต่อเนื่อง หรืออาการที่ใจหยุดนิ่งแน่วแน่ ไม่ซัดส่ายไปมา เป็นอาการที่ใจสงบรวมเป็นหนึ่ง มีแต่ความบริสุทธิ์ผ่องใส สว่างไสวผุดขึ้นในใจ จนกระทั่งสามารถเห็นความบริสุทธิ์นั้นด้วยใจตนเอง อันจะก่อให้เกิดทั้งกำลังใจ กำลังขวัญ กำลังปัญญา และความสุขแก่ผู้ปฏิบัติในเวลาเดียวกัน6)

1.3.2 ความหมายในเชิงลักษณะการปฏิบัติ

กล่าวอีกนัยหนึ่งในเชิงลักษณะการปฏิบัติ สมาธิ แปลว่า ความตั้งมั่นของจิต หรือภาวะที่จิตแน่วแน่ต่อสิ่งที่กำหนด หรือการที่จิตกำหนดแน่วแน่อยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ไม่ฟุ้งซ่าน

1.3.3 ความหมายในเชิงปฏิบัติเพื่อเข้าถึงธรรมกาย

พระราชภาวนาวิสุทธิ์7) ได้ให้ความหมายของการทำสมาธิภาวนาในเชิงของการปฏิบัติว่า การทำสมาธิก็คือการทำใจของเราให้หยุดนิ่งอยู่ภายในกลางกายของเรา กล่าวคือการดึงใจกลับเข้ามาสู่ภายใน อยู่กับเนื้อกับตัวของเรา ในอารมณ์ที่สบาย เป็นการดึงใจที่ซัดส่ายไปในอารมณ์ต่างๆ ในความคิดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องครอบครัว ธุรกิจการงาน การศึกษาเล่าเรียน เรื่องสนุกสนานเฮฮา หรือเรื่องอะไรที่นอกเหนือจากนี้ก็ตาม ดึงกลับมาไว้อยู่กับตัวของเราให้มามีอารมณ์เดียว ใจเดียว ซึ่งพระราชภาวนาวิสุทธิ์ได้อ้างอิงถึงพระมงคลเทพมุนี (หลวงปู่วัดปากน้ำภาษีเจริญ) ซึ่งท่านอธิบายการทำสมาธิว่า คือการทำให้ความเห็น ความจำ ความคิด ความรู้ รวมหยุดเป็นจุดเดียว หรือให้รวมหยุดเป็นจุดเดียวในอารมณ์ที่สบายที่กลางกายของเรา ซึ่งวิธีทำให้เกิดสมาธิ คือฝึกใจให้หยุดให้นิ่งอยู่ภายใน

1.4 ลักษณะใจที่เป็นสมาธิ

1.4.1 ลักษณะของใจที่เป็นสมาธิเบื้องต้น

ลักษณะของสมาธิที่เกิดขึ้นต่อใจที่ทำให้ใจมีความตั้งมั่น และแน่วแน่อยู่ในอารมณ์เดียวจะมีลักษณะที่ปรากฏขึ้นให้สังเกตอีกหลายประการหรือกล่าวได้ว่า เมื่อทำสมาธิได้ประสบผลสำเร็จจนใจเป็นสมาธิ ใจจะต้องมีลักษณะ หรือคุณสมบัติ 3 ประการ8)คือ

1. ลักษณะบริสุทธิ์

2. ลักษณะตั้งมั่น

3. ลักษณะควรแก่การงาน

ใจที่ได้รับการอบรมฝึกฝนดีแล้ว โดยเฉพาะในเรื่องของการเจริญสมาธิ จะมีความสงบ เยือกเย็น มั่นคง ไม่หวั่นไหวไปกับอารมณ์ที่มากระทบ ยิ่งเป็นสมาธิในระดับสูง จะมีความเยือกเย็น ประณีตสูงขึ้นไปตามลำดับ

1.4.2 ลักษณะของใจที่เป็นสมาธิระดับอัปปนา

ในพระไตรปิฎก9) กล่าวถึงลักษณะใจที่มีสมาธิ โดยเฉพาะสมาธิในระดับอัปปนาว่า

1. ตั้งมั่น คือ ตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์ที่กำหนด

2. บริสุทธิ์ คือ หมดจดจากกิเลสเครื่องเศร้าหมอง

3. ผ่องใส คือ ไม่มีกิเลสเครื่องทำใจให้ขุ่นมัว

4. เรียบเสมอ คือ ไม่ฟูแฟบหรือขึ้นๆ ลงๆ เหมือนใจที่ไม่มีสมาธิ

5. ปราศจากสิ่งที่จะทำให้มัวหมอง คือ ไม่มีกิเลสเครื่องเศร้าหมองมารบกวน

6. นุ่มนวล คือ มีความอ่อนโยนไม่หยาบกระด้าง

7. ควรแก่การงาน คือ เหมาะที่จะใช้งาน โดยเฉพาะงานด้านพัฒนาปัญญา

8. มั่นคง คือ ดำรงมั่นเหมือนเสาเขื่อนไม่โยกคลอนหรือหวั่นไหว

ดังนั้น เราสามารถอธิบายได้ว่า ใจที่เป็นสมาธิ จะมีลักษณะที่ตั้งมั่น ราบเรียบ สงบนิ่ง เหมือนน้ำนิ่งในสระ ที่ไม่มีลมพัด ไม่มีสิ่งรบกวนให้เกิดคลื่นกระเพื่อมไหว

glass.jpg

ใจที่เป็นสมาธินั้นจะใส กระจ่าง สว่างจนมองเห็นอะไรๆ ได้ชัดเหมือนน้ำที่แม้จะขุ่น แต่เมื่อกวนด้วยสารส้มจนตกตะกอนแล้ว ฝุ่นละอองที่มีก็ตกตะกอนนอนก้นหมด ปรากฏแต่ความใสกระจ่าง ใจที่เป็นสมาธิดีแล้ว จะมีความนุ่มนวล ควรแก่การงาน หรือเหมาะแก่การใช้งาน เพราะใจจะเป็นระเบียบ ไม่สับสน ไม่กระด้าง ไม่วุ่น ไม่ขุ่นมัว ไม่เครียด ไม่เร่าร้อน และไม่มีความกระวนกระวาย

จากข้างต้น เราจะเห็นว่าลักษณะของสมาธิ เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของใจ ดังนั้นการทำสมาธิ จึงไม่ใช่จะทำได้เฉพาะในท่านั่งหลับตา และทำสมาธิอย่างที่หลายคนเข้าใจเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงเราสามารถทำสมาธิได้ในทุกอิริยาบถ ไม่ว่าจะเป็นการยืน เดิน นั่ง นอน แต่มีหลักสำคัญคือ ให้ใจนั้นตั้งมั่นอยู่กับอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง

1.5 ความสำคัญของสมาธิ

1.5.1 สมาธิเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต

สมาธิมีความเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตประจำวันของแต่ละคน บุคคลที่ประกอบการงานอยู่ในโลกจำเป็นต้องใช้สมาธิอยู่เสมอ เพียงแต่อาจจะไม่ได้สังเกตหรือไม่รู้สึกตัว

เช่น ครูที่สอนหนังสือและนักเรียนที่ฟังครูสอน จะต้องมีใจเป็นสมาธิทั้ง 2 ฝ่าย ถ้าครูมีสมาธิดี แต่นักเรียนสมาธิไม่ดี สติไม่อยู่กับสิ่งที่ครูสอน นักเรียนก็ไม่เข้าใจ จำไม่ได้ การอ่านหนังสือ ผู้ที่มีสมาธิดี จิตใจจดจ่ออยู่กับหนังสือ ย่อมเข้าใจเรื่องราว และสามารถจำได้ดีกว่า

housewife.jpggolfer.jpg

การเล่นกีฬาทุกชนิดต้องใช้สมาธิ เช่น การตีกอล์ฟ การยิงปืน การทุ่มน้ำหนัก การชกมวย เป็นต้น ผู้มีสมาธิดีย่อมเล่นได้เก่ง งานทุกชนิดต้องอาศัยสมาธิจึงจะสำเร็จด้วยดี ยิ่งเป็นงานที่ละเอียดประณีตมากๆ เช่น งานฝีมือ งานออกแบบ งานแกะสลัก งานศิลปะทุกชนิด ก็ยิ่งต้องใช้สมาธิมากขึ้น

ในด้านการฝึกข่มจิตใจ อันเป็นลักษณะหนึ่งของสมาธิ คนเราจำเป็นต้องฝึกข่มจิตใจอยู่เสมอ เพราะในวันหนึ่งๆ เราอาจจะไม่อยากพูด ไม่อยากทำ ไม่อยากไป ไม่อยากพบ ไม่อยากได้ยินอะไรหลายๆ อย่าง แต่เราจำเป็นต้องข่มจิตใจทำสิ่งเหล่านั้น เพราะเป็นหน้าที่บ้าง เป็นความจำเป็นอย่างอื่นบ้าง บางทีเราอาจอยากทำ อยากพูด อยากไป และอยากอื่นๆ อีกหลายอย่าง แต่เราจำเป็นต้องยับยั้งจิตใจไว้ เพราะไม่ใช่หน้าที่หรือไม่ถึงเวลาหรือสิ่งนั้นไม่เหมาะสม สมาธิจึงจำเป็นที่สุดสำหรับการดำเนินชีวิตที่ได้ผล

ใจที่สงบเป็นสมาธิเป็นสิ่งจำเป็นมากสำหรับการคิด การพิจารณา การจดจำ การเรียนรู้ การพูด และการทำงานทุกชนิด เพราะใจที่สงบแล้วย่อมมีความใส เปรียบเสมือนน้ำในตุ่ม ในถัง หรือในขัน ที่สงบนิ่ง ไม่กระฉอก ไม่กระเพื่อม ตะกอนย่อมตกลงก้นถัง ทำให้น้ำในภาชนะมีผิวหน้างามเรียบ สามารถส่องดูเงาหน้าแทนกระจกได้ เช่นเดียวกัน ใจที่ใสเหมือนกระจกย่อมส่องให้เห็นภาพภายในที่ชัดเจน คนที่มีภาพภายในใจชัดเจน ย่อมตัดสินใจทำอะไรได้ถูกต้องกว่าคนที่มีภาพในใจคลุมเครือ หรือมีจิตฟุ้งเหมือนน้ำขุ่น

ใจนั้นมีลักษณะเป็นพลังงานคล้ายแสง ซึ่งแผ่ซ่านออกไปรอบๆ แหล่งกำเนิดของแสงนั้น หากแสงแผ่ไปโดยรอบแหล่งกำเนิดแสง แสงนั้นยังอ่อนหรือความร้อนยังน้อยอยู่ แต่ถ้าต้องการให้มีความร้อนมากและมีแสงสว่างมาก จะต้องหากระจกรวมแสงมารวมแสงไปไว้ที่จุดเดียว

ใจก็เช่นเดียวกันถ้ารวมเป็นสมาธิได้จะมีความสว่างและมีพลังมากขึ้น ส่งผลให้มีคุณภาพและ การประกอบการงานต่างๆ ของใจได้ดีขึ้นและสูงขึ้น

อาจจะอธิบายเปรียบเทียบได้ในลักษณะหนึ่งว่า คนที่กำลังวิ่งหรือนั่งอยู่บนรถที่กำลังแล่น ย่อมมองเห็นอะไรไม่ชัด ถ้าอยากเห็นอะไรชัดตามความเป็นจริง ต้องหยุดวิ่งหรือหยุดรถ จิตใจของคนย่อมวิ่งวุ่นจากอารมณ์นั้นสู่อารมณ์นี้ จากอารมณ์นี้สู่อารมณ์โน้นอยู่ตลอดเวลา ไม่เคยหยุดนิ่ง คนจึงรู้เห็นอะไรไม่ชัดเจน แต่เมื่อใจของเขาหยุดนิ่ง การเห็นจึงชัดเจน อีกอย่างหนึ่ง ใจของผู้ที่หยุดนิ่งจะแข็งแรง มีพลังมาก เปรียบเหมือนแสงอาทิตย์ เมื่อถูกกระจกรวมลำแสงที่ประกอบด้วยแถบรังสีต่างๆ ให้พุ่งไปในจุดเดียว ย่อมจะทำให้เกิดพลังความร้อนเผาไหม้ได้ ใจที่มีพลังย่อมขับเคลื่อนให้มนุษย์คิด พูดและทำในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้ เมื่อสภาวะใจนั้นเกิดมีกำลังใจอย่างมหาศาล สามารถทำลายอุปสรรคต่างๆ ที่ขวางอยู่ได้ การทำงานของผู้มีสมาธิจึงได้เนื้องานที่มากกว่าและดีกว่า

ดังนั้น เราจะเห็นได้ว่า สมาธิมีความสำคัญและจำเป็นต่อการดำรงชีวิตประจำวันอย่างยิ่ง เราจึงควรฝึกสมาธิ ทุกวัน และฝึกฝนใจให้เกิดความสมดุลและมีคุณภาพ ในการที่ จะทำงานในแต่ละวัน และเมื่อสามารถฝึกได้อย่างต่อเนื่อง ทุกวัน ก็จะทำให้ใจมีคุณภาพ และสมรรถภาพที่ดี

magnifyglass.jpg

1.5.2 สมาธิกับชีวิตประจำวัน

โดยปกติในแต่ละวัน คนส่วนใหญ่มักจะให้เวลาตัวเองในการดูแลร่างกาย ด้วยการรับประทานอาหาร การอาบน้ำ การพักผ่อนนอนหลับ การออกกำลังกาย หรืออื่นๆ เพื่อให้ร่างกายมีความสมดุล สดชื่น แข็งแรง มีชีวิตชีวา และดำเนินชีวิตไปอย่างผาสุกฉันใด การรักษาจิตใจก็เช่นเดียวกัน จำเป็นจะต้องทำทุกวัน เพื่อให้จิตใจมีความสมดุล สามารถจะทำงาน คิด พิจารณา และทำสิ่งต่างๆ ให้เป็นไปได้อย่างดี

eating.jpgsleeping.jpgexercise.jpgsweeping.jpg

การทำสมาธิเป็นวิธีการบริหารจิตใจที่สามารถช่วยรักษาสภาพจิตใจให้เป็นปกติ มีความพร้อมที่จะทำให้ความคิด คำพูด และการกระทำในแต่ละวันเป็นไปได้ด้วยดี ดังนั้นเราจึงควรรักษาสมดุลของจิตใจ ด้วยการทำสมาธิทุกๆ วัน ดังตัวอย่างตารางเปรียบเทียบกิจวัตรประจำวัน สำหรับร่างกายและจิตใจ ดังต่อไปนี้ (รูปภาพ และตาราง)

เปรียบเทียบกิจวัตรประจำวัน สำหรับร่างกายและจิตใจ

กิจวัตรประจำวัน สำหรับร่างกาย กิจวัตรประจำวัน สำหรับจิตใจ
การออกกำลังกาย ทำให้แข็งแรง คล่องแคล่ว การทำสมาธิ ทำให้ความคิดฉับไว ใจเข้มแข็ง
การกินอาหาร เพื่อหล่อเลี้ยงชีวิตไว้ มีกำลัง การทำสมาธิ ทำให้ใจผ่องใส มีพลัง
การอาบน้ำ ทำให้กายสะอาดปราศจากเหงื่อไคล การทำสมาธิ เพื่อชำระล้างสิ่งที่ไม่ดีจากใจ
การนอนหลับ ทำให้กายได้หยุดพัก ไม่อ่อนล้า การทำสมาธิ ทำให้ใจได้หยุดคิด ปล่อยวาง
1) พระภาวนาวิริยคุณ (เผด็จ ทตฺตชีโว), ชาวพุทธต้องรู้, (กรุงเทพมหานคร : อักษรบัณฑิต, 2531), หน้า 11.
2) สัตว์ฝึกสมาธิได้ยาก ทั้งนี้เพราะสภาวะและคุณภาพของใจด้อยกว่าและแตกต่างจากมนุษย์ ในทางพระพุทธศาสนาถือว่าสัตว์ เป็นสภาวะชีวิตที่ยังตกอยู่ในอบายภูมิ (ชีวิตในอบายภูมิ ได้แก่ สัตว์นรก เปรต อสุรกาย และ สัตว์เดรัจฉาน) สามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมจากวิชาจักรวาลวิทยา.
3) , 4) ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท จิตตวรรค, มก. เล่ม 40 ข้อ 13 หน้า 387.
5) พระเทพวิสุทธิกวี (พิจิตร ฐิตวณฺโณ), บทอบรมกรรมฐาน, พิมพ์ครั้งที่ 4, (กรุงเทพมหานคร : มหามกุฏราชวิทยาลัย, 2538), หน้า 175.
6) พระภาวนาวิริยคุณ (เผด็จ ทตฺตชีโว), พระแท้, พิมพ์ครั้งที่ 5, (กรุงเทพมหานคร : บริษัท ศิริวัฒนาอินเตอร์พริ้นท์ จำกัด (มหาชน), 2545), หน้า 210.
7) พระราชภาวนาวิสุทธิ์, พระธรรมเทศนา วันอาทิตย์ต้นเดือน, 6 พฤศจิกายน 2537, (เทปตลับ)
8) วริยา ชินวรรโณ และคณะ, สมาธิในพระไตรปิฎก, (กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงณ์มหาวิทยาลัย, 2543), หน้า 55.
9) ฉวิโสธนสูตร, มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์, มก. เล่ม 22 ข้อ 176-177 หน้า 222.
md101/1.txt · แก้ไขครั้งล่าสุด: 2015/03/15 16:55 (แก้ไขภายนอก)
 
เว้นแต่จะได้แจ้งไว้เป็นอื่นใด เนื้อหาบนวิกินี้ถูกกำหนดสิทธิ์ไว้ภายใต้สัญญาอนุญาติต่อไปนี้: CC Attribution-Noncommercial 3.0 Unported
Recent changes RSS feed Donate Powered by PHP Valid XHTML 1.0 Valid CSS Driven by DokuWiki