บทที่ 6 พุทธประวัติพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน ช่วงมัชฌิมกาล

เนื้อหาบทที่ 6 พุทธประวัติพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันช่วงมัชฌิมกาล

  • 6.1 ตรัสรู้สัมมาสัมโพธิญาณ
  • 6.2 ปฐมเทศนา
  • 6.3 ประกาศพระศาสนา
    • 6.3.1 แสดงธรรมโปรดยสกุลบุตร
    • 6.3.2 ส่งสาวกไปประกาศพระศาสนา
    • 6.3.3 ประกาศศาสนา ณ อุรุเวลาเสนานิคม
    • 6.3.4 พบอัครสาวก
    • 6.3.5 แสดงโอวาทปาฏิโมกข์
    • 6.3.6 เสด็จโปรดพระญาติ ณ กรุงกบิลพัสดุ์
    • 6.3.7 กำเนิดภิกษุณี
    • 6.3.8 โปรดพระพุทธมารดา
    • 6.3.9 ปลงอายุสังขาร

แนวคิด

1. การตรัสรู้ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นการประกาศให้โลกได้รู้ว่า คำสอนของ พระองค์ ไม่ได้อยู่ห่างไกลจากความเป็นมนุษย์หรือเหลือวิสัยของมนุษย์ท่ี่จะทำได้

2. ทรงค้นพบกฎธรรมชาติที่ไม่มีใครเคยมองเห็นมาก่อน เป็นการค้นพบความจริงของชีวิต

3. คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นสิ่งที่ทำให้มนุษย์หลุดพ้นจากความทุกข์ได้อย่างแท้จริง เพราะอยู่บนหลักของเหตุและผลเสมอ

4. พระพุทธองค์ทรงฝึกฝนตนเองให้เป็นแบบอย่างของมนุษย์และเหล่าเทวดาทั้งหลายแม้เพียงแต่ เรื่องเล็กน้อย ก็มิได้ทรงมองข้าม

วัตถุประสงค์

1. เพื่อให้นักศึกษาทราบถึงประวัติการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้อย่างชัดเจน

2. เพื่อให้นักศึกษาทราบถึงคำสอนที่ทรงค้นพบด้วยพระองค์เอง และนำมาแจกแจงให้ชาวโลกได้รู้ และนำไปปฏิบัติ

3. เพื่อให้นักศึกษาเข้าใจถึงการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่าพระองค์ ทรงใช้ยุทธวิธีเช่นไร จึงทำให้ศาสนาพุทธขจรขจายไปทั่วชมพูทวีป

4. เพื่อให้นักศึกษาพิจารณาคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและนำไปพิสูจน์ปฏิบัติด้วยตนเอง

ความนำ

ในบทที่ 5 ได้แสดงถึงพระโพธิสัตว์ผู้มีบารมีที่สั่งสมมาเต็มเปี่ยมบริบูรณ์พร้อมแล้วที่จะมาตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมเหล่าทวยเทพจึงได้อัญเชิญพระโพธิสัตว์ซึ่งอยู่ที่สวรรค์ ชั้นดุสิตลงมาตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อพระองค์จะลงมาตรัสรู้จึงได้ตรวจดูมหาวิโลกนะทั้ง 5 ประการครบถ้วนแล้ว จึงได้จุติลงมาเกิดเป็นมนุษย์อยู่ในตระกูลกษัตริย์ ได้พระนามว่า สิทธัตถะ ซึ่งได้ใช้ชีวิตแบบชาวโลกอยู่ระยะหนึ่ง ก็มีเหตุทำให้พระองค์ได้ตัดสินใจออกบวช เพื่อหาหนทางดับทุกข์ ด้วยการเข้าไปศึกษายังสำนักอาจารย์อุททกดาบสและอาฬารดาบส แต่ไม่พบหนทางหลุดพ้น จึงดำเนินการค้นคว้าด้วยพระองค์เอง โดยการทำทุกรกิริยา คือ การทรมานตนเองตามอย่างนักบวชในสมัยนั้นอย่างหนัก ทรงทรมานตนเองอยู่นานถึง 6 ปี ก็ยังไม่สามารถที่จะบรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณ จึงได้เปลี่ยนวิธีการในการบำเพ็ญเพียรใหม่ กลับมายึด หลักทางสายกลาง เพื่อให้บรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณ ในบทที่ 5 จึงเป็นช่วงแรกหรือที่เรียกว่า ปฐมกาล ในชาติสุดท้ายที่จุติมาเพื่อการตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ส่วนในบทที่ 6 นี้ เป็นช่วงที่สอง หรือที่เรียกว่า มัชฌิมกาล เป็นระยะเวลาช่วงกลางของพุทธประวัติในชาติสุดท้าย ที่ดำเนินต่อจากช่วงปฐมกาลเป็นรอยต่อที่สำคัญที่ พระโพธิสัตว์จะได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยในบทเรียนนี้จะได้แสดงถึงการบำเพ็ญเพียรที่ทำให้พระองค์ได้ ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และบทบาทของพระองค์ที่ทำหน้าที่เป็นครูของโลก ที่ตรัสสอนสรรพสัตว์ทั้งหลาย ตลอดพระชนมชีพของพระองค์จนกระทั่งถึงช่วงที่พระองค์ได้ทำการปลงอายุสังขาร เป็นลำดับไปดังที่จะได้แสดงต่อไป

6.1 ตรัสรู้สัมมาสัมโพธิญาณ

หลังจากที่พระโพธิสัตว์ได้หลีกออกจากสำนักของอุทกดาบสและอาฬารดาบสแล้ว ก็ได้แสวงหา หนทางพ้นทุกข์ที่พระองค์ปรารถนา คือ พระนิพพานด้วยพระองค์เอง โดยได้อาศัย อยู่ในตำบลอุรุเวลาเสนานิคม ซึ่งในสถานที่แห่งนี้ อุปมา 3 ข้อ 1 ที่พระองค์ไม่เคยได้ยินได้ฟังจากที่ไหนมาก่อน ก็ได้ปรากฏแก่พระโพธิสัตว์

เมื่ออุปมาทั้ง 3 ข้อนี้เกิดขึ้นแล้ว ตั้งแต่นั้นมาพระโพธิสัตว์ก็ได้บำเพ็ญเพียร ด้วยการทรมานตนตาม แบบอย่างการบำเพ็ญเพียรในยุคนั้น เพื่อแสวงหาแนวทางตรัสรู้ แต่หลังจากที่ได้บำเพ็ญเพียรอย่างหนักตลอด 6 ปี ก็ยังไม่สามารถบรรลุธรรมตามที่ปรารถนาได้ กลับได้รับแต่ทุกขเวทนาอย่างเดียว พระองค์จึงเกิดความคิดว่า การปฏิบัติอย่างนี้คงจะไม่ใช่ทางตรัสรู้ ทางตรัสรู้น่าจะเป็นอย่างอื่น และในขณะนั้นพระองค์ก็ได้หวน ระลึกถึงเมื่อครั้งงานแรกนาขวัญที่ประทับอยู่ใต้ต้นหว้าว่า การบำเพ็ญเพียรทางจิตนั้น อาจจะเป็นหนทางตรัสรู้ได้ และก็พลันได้ยินเสียงพิณ 3 สายแว่วมา ทรงระลึกได้ว่า สายที่ขึงตึงเกินไป ดีดไปได้ไม่นานก็ขาด สายที่ 2 ขึงหย่อนเกินไปดีดเท่าไรก็ไม่มีเสียง สายที่ 3 ดีดได้ไพเราะจับใจ ทำให้นึกได้ว่าความพอดีคือทางสายกลางเท่า นั้นที่จะเป็นหนทางนำไปสู่ความหลุดพ้นได้ ทรงพิจารณาได้ดังนี้แล้ว จึงเลิกการทรมานตนเอง หันกลับมาเสวย พระกระยาหารและทรงเลิกบำเพ็ญทุกรกิริยา ปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 ผู้เฝ้าคอยอุปัฏฐากมาตลอด 6 ปีที่ทรงทรมานพระวรกาย หวังเพียงเพื่อจะได้บรรลุธรรมตามอย่างสมณะนี้ แต่บัดนี้ สมณะนี้กลับเลิกล้มความเพียร กลับไปมักมากในกามคุณ จึงเสื่อมศรัทธาหนีกลับไปยังป่าอิสิปปตนมฤคทายวัน

ในรุ่งเช้าของวันที่จะตรัสรู้ นางสุชาดาธิดาของคหบดีในอุรุเวลาเสนานิคม ได้นำข้าวปายาสใส่ลงใน ถาดทองมาถวายพระโพธิสัตว์ หลังจากที่พระองค์ทรงเสวยข้าวปายาสอันประณีตของนางสุชาดาแล้ว ทรง นำถาดทองมาลอยในแม่น้ำและทรงอธิษฐานจิตว่า “ ถ้าเราจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในวันนี้ ขอถาดทองใบ นี้จงลอยทวนกระแสน้ำไป” ถาดนั้นก็ลอยทวนกระแสน้ำไป เมื่อพระองค์เห็นเหตุการณ์เช่นนี้ ก็ทรงมีความ มั่นใจว่า จะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าได้อย่างแน่นอน จึงได้เสด็จไปประทับยังป่าสาลวัน จนกระทั่งเวลาเย็น จึงได้เสด็จกลับมาที่ต้นโพธิ์ ระหว่างทางได้พบกับโสตถิยพราหมณ์ และได้รับหญ้าคาจำนวน 8 กำ จาก โสตถิยพราหมณ์นำมาปูลาดเป็นที่ประทับนั่งใต้ต้นศรีมหาโพธิ์ และทรงประทับนั่งอธิษฐานจิตว่า เนื้อและเลือดในสรีระจะแห้งเหือดไปหมดสิ้น จะเหลือแต่หนัง เอ็น และกระดูก ก็ตามทีถ้าเรายังไม่บรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณ จักไม่ทำลายบัลลังก์นี้1) เทวดาในหมื่นจักรวาลต่างแซ่ซ้องสาธุการกล่าวสรรเสริญพระโพธิสัตว์

ในขณะนั้น พญามารพร้อมกองทัพมารได้มาปรากฏตัวขึ้น เพื่อคิดที่จะทำลายพระโพธิสัตว์ เหล่าเทวดาจึงหนีหายไปอยู่ขอบจักรวาล ทำให้พระโพธิสัตว์ต้องอยู่เพียงลำพังพระองค์เดียว แต่พระองค์ก็มิได้ หวั่นไหวต่อกองทัพมารที่มาแต่อย่างใด ก็ยังคงนั่งคู้บังลังก์อยู่ใต้ต้นศรีมหาโพธิ์ นึกถึงบารมีทั้ง 30 ทัศที่ พระองค์ได้สั่งสมมาตลอด 20 อสงไขยกับแสนมหากัปอย่างไม่หวาดกลัวต่อพญามารและกองทัพมาร จนในที่สุดพญามารและกองทัพมารก็ไม่สามารถที่จะทำอะไรพระองค์ได้ ก็ต้องถอยทัพกลับไปยังที่อยู่ของตน จากนั้นก็ทรงทำความเพียรต่อไปโดยไม่ย่อท้อ

6-06.jpg

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงปฏิบัติธรรมต่อ จนกระทั่งได้บรรลุฌานที่ 1 ฌานที่ 2 ฌานที่ 3 ฌานที่ 4 จนถึงอรูปฌาน จนครบบริบูรณ์ และทรงปฏิบัติธรรมต่อไปจนถึงปฐมยาม พระองค์ทรงบรรลุ ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ (สามารถระลึกชาติตนเองได้) ในมัชฌิมยามทรงบรรลุจุตูปปาตญาณ(สามารถรู้การเวียนว่ายตายเกิดของสรรพสัตว์ทั้งหลายได้หมดสิ้น) ในปัจฉิมยาม ทรงบรรลุอาสวักขยญาณ (ทรงทำอาสวกิเลสทั้งหลายให้หมดสิ้นไปจากจิตด้วยพระปัญญาอันบริสุทธิ์) ทรงพิจารณาธรรมที่พระองค์ตรัสรู้ทบไปทวนมาในที่สุดก็บรรลุ อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณเป็นพระพุทธเจ้าในเวลาเช้าตรู่นั้นเอง ฉะนั้น ด้วยเหตุที่พระพุทธเจ้ามีความบริสุทธิ์จากกิเลสและอาสวะ จึงได้เนมิตกนามว่า อะระหัง และการที่พระองค์ตรัสรู้ชอบได้ด้วยพระองค์เอง จึงได้เนมิตกนามว่า สัมมาสัมพุทโธ

หลังจากที่พระพุทธองค์ตรัสรู้แล้วทรงมีพระราชหฤทัยเบิกบานอย่างสูงสุด อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ถึงกับอุทานว่า

“ เราเมื่อแสวงหานายช่างคือตัณหา ผู้กระทำเรือน เมื่อไม่ประสบ ได้ท่องเที่ยวไปยังสงสาร มิใช่น้อย ความเกิดบ่อยๆ เป็นทุกข์ ดูก่อนนายช่างผู้กระทำเรือน เราเห็นท่านแล้ว ท่านจักทำเรือนไม่ได้อีก ต่อไป ซี่โครงทั้งปวงของท่าน เราหักแล้ว ยอดเรือนเรากำจัดแล้ว จิตของเราถึงวิสังขารคือนิพพานแล้ว เราได้ถึงความสิ้นตัณหาแล้ว”2) จากนั้นพระองค์ก็ทรงนั่งปฏิบัติธรรมและพิจารณาธรรมตามที่ต่างๆ ดังนี้

สัปดาห์ที่ 1 พระพุทธเจ้าหลังจากประทับนั่งเปล่งพระอุทานแล้ว ก็ทรงดำริว่า

“ เราแล่นไปถึงสี่ อสงไขยกับแสนกัป ก็เพราะเหตุบัลลังก์นี้ เราตัดศีรษะอันประดับแล้วที่ลำคอแล้วให้ทานไปตลอดกาลมีประมาณเท่านี้ ก็เพราะเหตุบัลลังก์นี้ เราควักนัยน์ตาที่หยอดดีแล้ว และควักเนื้อหัวใจให้ไป ให้บุตร เช่น ชาลีกุมาร ให้ธิดาเช่นกับกัณหาชินากุมารี และให้ภรรยา เช่น พระมัทรีเทวี เพื่อเป็นทาสของคนอื่นๆ เพราะเหตุบัลลังก์นี้ บัลลังก์นี้เป็นบัลลังก์ชัย เป็นบัลลังก์ประเสริฐของเรา ความดำริของเราผู้นั่งบนบัลลังก์นี้ ยังไม่บริบูรณ์เพียงใด เราจักไม่ลุกขึ้นจากบัลลังก์นี้เพียงนั้น”3) จากนั้นพระองค์ทรงประทับนั่งเสวยวิมุตติสุขโดยบัลลังก์เดียวเป็นเวลา 7 วัน สถานที่นี้จึงชื่อว่า “ โพธิบัลลังก์”

สัปดาห์ที่ 2 ทรงนั่งปฏิบัติธรรมต่อไปอีก 7 วัน พอครบ 7 วัน ก็เสด็จลงจากรัตนะบัลลังก์ไปประทับ อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือได้ทอดพระเนตรดูต้นโพธิใหญ่ถึง 7 วัน สถานที่นี้เรียกว่า อนิมิสเจดีย์

สัปดาห์ที่ 3 พระองค์ทรงเนรมิตรัตนะจงกรมในระหว่างกลางแห่งต้นศรีมหาโพธิ์กับอนิมิสสเจดีย์ แล้วเสด็จเดินจงกรมหันหน้าไปทางทิศเหนือของต้นโพธิใหญ่ ทรงเดินจงกรมอยู่ที่นี่ 7 วัน สถานที่นี้เรียกว่า รัตนจงกรม

สัปดาห์ที่ 4 เสด็จจากรัตนจงกรมมาประทับนั่งพิจารณาพระอภิธรรมปิฎกอยู่ที่เรือนแก้วที่เทวดา ทั้งหลายเนรมิตถวายอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของต้นโพธิใหญ่นั้น ทรงพิจารณาธรรมที่พระองค์ได้ตรัสรู้ เป็นเวลา 7 วัน สถานที่นี้เรียกว่า รัตนฆรเจดีย์

สัปดาห์ที่ 5 เสด็จจากรัตนฆรเจดีย์มาที่ต้นอชปาลนิโครธ4) ประทับนั่งสมาธิในที่นี้เป็นเวลา 7 วัน ในที่ นี้เองที่พระองค์ได้เจอพราหมณ์ผู้หนึ่งที่มักตวาดผู้อื่นด้วยคำว่า “ หึ หึ” ได้เข้ามาทูลถามพระองค์ถึงธรรม ที่ทำให้บุคคลเป็นพราหมณ์ พระองค์ก็ได้เอาธรรมะที่ทำให้บุคคลให้เป็นพราหมณ์มาตรัสตอบแก่พราหมณ์

สัปดาห์ที่ 6 เสด็จจากต้นอชปาลนิโครธมาประทับนั่งสมาธิภายใต้ต้นมุจลินท์ ซึ่งขณะนั้นมีเมฆฝน ดำใหญ่ก่อตัว พระยามุจลินทนาคราชได้ขดตัวล้อมรอบแผ่พังพานใหญ่เหนือพระเศียรของพระพุทธเจ้าด้วย หวังในใจว่า ความร้อน ฝน แดด ลมอย่าได้เบียดเบียนพระพุทธเจ้า พอเวลาผ่านไป 7 วัน มุจลินทนาคราช ได้แปลงกายเป็นมาณพหนุ่มกราบนมัสการเบื้องพระพักตร์พระพุทธเจ้า

สัปดาห์ที่ 7 เสด็จจากต้นมุจลินท์เข้าไปยังต้นราชายตนะ ประทับนั่งบัลลังก์เดียว เสวยวิมุตติสุข อีก 7 วัน พอครบ 49 วัน ท้าวสักกะเทวราชได้นำผลสมอ อันเป็นสมุนไพรมาถวาย

ในที่นี้ท้าวมหาราชทั้ง 4 ได้นำบาตรศิลามาถวาย และได้มีอุบาสกเกิดขึ้นคู่แรกของโลก คือ ตปุสสะ และภัลลิกะ เนื่องจากทั้งสองพี่น้องเป็นพ่อค้า ได้มาถวายข้าวสัตตุก้อนสัตตุผงแก่พระพุทธเจ้า และได้ปวารณาตนเองเป็นอุบาสกขอถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระธรรมเป็นสรณะ (สมัยนั้นยังไม่มีพระสงฆ์)

6.2 ปฐมเทศนา

ครั้นเมื่อผ่านไป 7 วัน พระสัมมาสัมพุทธเจ้าออกจากสมาธินั้นแล้ว เสด็จจากควงไม้ราชายตนะเข้าไปยังต้นอชปาลนิโครธนั้นอีก ทรงปริวิตกว่า

“ ธรรมที่พระองค์บรรลุนั้นสุขุมลุ่มลึกเห็นได้ยาก รู้ตามได้ยาก เพราะเป็นธรรมที่สงบ ประณีต ละเอียด เป็นวิสัยของบัณฑิตเท่านั้นที่จะพึงรู้แจ้ง ก็ถ้าเราจะแสดงธรรม สัตว์เหล่าอื่นก็จะไม่พึงรู้ทั่วถึงธรรมของเรา ข้อนั้นจะพึงเป็นความเหน็ดเหนื่อยเปล่าแก่เรา จะพึงเป็นความลำบากเปล่าแก่เรา”

พระองค์จึงทรงมีพระทัยน้อมไปเพื่อความขวนขวายน้อย ไม่น้อมไปเพื่อการแสดงธรรม5) ได้แสดงประเด็นนี้ไว้ว่า

“ ความจริงแล้วความท้อพระทัยไม่มีในพระพุทธเจ้า เพราะพระองค์มีกำลังใจเต็มเปี่ยมในการโปรดสรรพสัตว์ทั้งหลาย เพียงแต่เวลานั้นพระองค์กำลังอยู่ในดำริ เมื่อตรวจตราดูธรรมะที่พระองค์ได้ตรัสรู้ ก็พบว่าเป็นสิ่งที่ลึกซึ้ง ยากที่สอนใครให้เข้าใจได้ เพราะสัตวโลกมีความอยาก อยากได้ อยากมี อยากเป็น คุ้นกับความอยาก ไม่มีการหยุด พูดเรื่องการหยุดให้กับคนที่มีความอยาก จึงยากที่จะเข้าใจได้ ซึ่งทั้งหมดนี้พระองค์กำลังอยู่ในชั้นรำพึงเท่านั้น ไม่ได้ทรงท้อพระทัยที่จะแสดงธรรมจนพรหมต้องมากราบอาราธนา แต่ที่พรหมลงมาอาราธนานั้น เป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่พรหมจะต้องมาอาราธนา พรหมก็ปฏิบัติตามธรรมเนียม และไม่ว่าพระพุทธเจ้ากี่พระองค์ลงมาตรัสรู้ก็ตาม พระองค์ก็จะดำริอย่างนี้ แล้วพรหมก็มาตามธรรมเนียมอย่างนี้ อุปมาเหมือนกับพิธีถวายสังฆทาน ที่ต้องมีพิธีกรมาทำหน้าที่ดำเนินพิธีกรรม แล้วเจ้าภาพจึงค่อยกล่าวคำถวายสังฆทานแด่คณะสงฆ์ หากไม่มีพิธีกรก็คงถวายสังฆทานได้ แต่นี้เป็นธรรมเนียมที่พิธีกรจะต้องมาทำหน้าที่ พรหมก็เปรียบเหมือนพิธีกรนั้นเอง”

ทำให้ท้าวสหัมบดีพรหมซึ่งความปริวิตกนี้ จึงต้องลงมาทูลอาราธนาให้พระองค์แสดงธรรมโปรดสรรพสัตว์ พระองค์จึงรับอาราธนาและอาศัยพระกรุณาในหมู่สัตว์ จึงตรวจดูสัตวโลกด้วยพระญาณของพระองค์แล้ว ทรงพบว่าเหล่ามนุษย์ทั้งหลายย่อมมีอุปนิสัยต่างๆ กัน เป็น 4 ประเภท ซึ่งเปรียบเหมือนดอกบัว 4 เหล่า คือ

1. อุคฆฏิตัญญู ได้แก่ ผู้ที่มีปัญญาเฉียบแหลม เพียงแค่ยกหัวข้อธรรมขึ้นแสดง ก็สามารถรู้และเข้าใจได้ในทันที เปรียบเหมือนดอกบัวที่อยู่เหนือน้ำรอคอยแสงอาทิตย์ พอพระอาทิตย์ฉายแสง ก็เบ่งบานได้ทันที

2. วิปจิตัญญู ได้แก่ ผู้ที่มีปัญญาอยู่ในระดับปานกลาง ต่อเมื่อท่านอธิบายขยายความหัวข้อธรรมนั้นแล้ว จึงจะสามารถรู้และเข้าใจได้ เปรียบเหมือนดอกบัวที่อยู่เสมอผิวน้ำจะบานในวันพรุ่งนี้

3. เนยยะ ได้แก่ ผู้ที่พอจะแนะนำได้ คือ พอจะฝึกสอนอบรมให้รู้และเข้าใจได้อยู่ เปรียบเหมือนดอกบัวที่ยังโผล่ไม่พ้นน้ำ ซึ่งจักบานในวันต่อๆ ไป

4. ปทปรมะ ได้แก่ ผู้ด้อยปัญญา สอนให้รู้ได้แต่เพียงบทคือพยัญชนะหรือถ้อยคำ แต่ไม่อาจเข้าใจอรรถคือความหมายได้ เปรียบเหมือนดอกบัวที่ยังจมอยู่ในน้ำโคลมตม ซึ่งย่อมเป็นอาหารของปลาและเต่า

ครั้นเมื่อพระองค์ทรงอธิษฐานจิต เพื่อที่จะแสดงพระธรรมเทศนาเช่นนั้นแล้ว จึงทรงดำริหาผู้ที่สมควรจะได้รับพระธรรมเทศนาครั้งแรก ซึ่งพระองค์ได้ทรงปรารภถึงอาฬารดาบสกาลามโคตร ผู้เป็นบัณฑิตที่จะรู้ทั่วถึงธรรมนี้ได้เร็วพลัน เมื่อตรวจดูอีก ทรงทราบว่าอาฬารดาบสนั้นได้เสียชีวิตได้ 7 วันแล้ว จึงทรงระลึก (รูปภาพ)ถึงอุททกดาบสรามบุตร ก็ทรงทราบว่า แม้อุททกดาบสก็ได้เสียชีวิตไปแล้วเมื่อพลบค่ำเย็นวานนี้ จึงทรงระลึกถึงพวกปัญจวัคคีย์และได้ตกลงพระทัยที่จะแสดงธรรมโปรดปัญจวัคคีย์

หลังจากที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงปรารภที่จะแสดงธรรมโปรดปัญจวัคคีย์ ในรุ่งเช้า พระองค์ก็ทรงเสด็จดำเนินไปยังป่า อิสิปตนมฤคทายวัน ซึ่งเป็นสถานที่อาศัยอยู่ของพวกปัญจวัคคีย์ โดยในระหว่างทางพระองค์ก็ได้พบอุปกาชีวก ผู้ไม่เชื่อความที่พระองค์ตรัสรู้เอง และหลังจากนั้นพระองค์ก็เดินทางมาถึงป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เมื่อปัญจวัคคีย์เห็นพระองค์แล้ว ไม่ได้ให้การต้อนรับ เนื่องจากยังผิดหวังกับพระองค์ที่เลิกการทำทุกกรกิริยา แต่ด้วยบุญบารมีที่เคยสร้างด้วยกันมากับพระพุทธเจ้า ประกอบกับบุญที่ตนได้ทำเอาไว้ในกาลก่อน จึงทำให้ปัญจวัคคีย์ทำการดูแลต้อนรับอย่างดี ยอมเชื่อฟังพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกอย่าง

6-11.jpg

จากนั้นพระองค์จึงได้แสดงธรรมที่พระองค์ได้ตรัสรู้ มีชื่อว่า “ ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร”6) ซึ่งตรงกับ วันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ(เดือนอาสาฬหะ) ซึ่งมีเนื้อความที่แสดงถึงทางสุดโต่ง 2 สายที่บุคคลไม่ควรเสพ แต่ให้ปฏิบัติตามทางสายกลาง คือ มรรคมีองค์ 8 ก็จะเห็นถึงความจริงของชีวิตทั้งหมดที่เรียกว่า อริยสัจ 4 ซึ่งการแสดงพระธรรมเทศนาในครั้งนี้ ทำให้โกณฑัญญะพราหมณ์ได้ดวงตาเห็นธรรมเป็นโสดาปัตติมรรค เมื่อพระพุทธเจ้าทรงทราบ จึงทรงเปล่งพระอุทานว่า “ อญญาสิ วต โภ โกณฺฑญโญ” และประทานการบวช แบบเอหิภิกขุอุปสัมปทา ด้วยการเปล่งพระวาจาว่า “ เธอจงเป็นภิกษุเถิด ธรรมอันเรากล่าวดีแล้ว จงประพฤติ พรหมจรรย์ เพื่อทำที่สุดแห่งทุกข์โดยชอบเถิด” ต่อมาปัญจวัคคีย์ 4 คน คือ วัปปะ ภัททิยะ มหานามะ อัสสชิก็ได้ดวงตาเห็นธรรมเหมือนกัน พระพุทธองค์ทรงประทานการบวชแบบเอหิภิกขุอุปสัมปทา เช่นกัน จากนั้นทรงแสดง “ อนัตตลักขณสูตร”7) ซึ่งมีเนื้อความที่แสดงถึงว่า ขันธ์ 5 เป็นของไม่เที่ยง เป็นสิ่งที่ไม่ควรไปยึดมั่นถือมั่น ก็จะทำให้ใจพ้นจากอาสวะได้ ซึ่งการแสดงพระธรรมเทศนาในเรื่องนี้ ทำให้ ปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 ได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ในเวลานั้นเอง

6.3 ประกาศพระศาสนา

เมื่อพระพุทธองค์ได้แสดงปฐมเทศนาแล้ว ก็ทำให้มีพระรัตนตรัยครบองค์ 3 ปรากฏเกิดขึ้นบนโลก พระพุทธศาสนาจึงได้ปรากฏเกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง เพื่อยังประโยชน์ให้แก่สรรพสัตว์ทั้งหลายให้ได้รู้เรื่องราว ความเป็นจริงของชีวิต จะได้หลุดพ้นออกจากวัฏสงสารนี้ไปได้ และนอกจากนี้ ยังเป็นการยืนยันอีกด้วยว่า พระพุทธศาสนานี้เป็นสิ่งที่สามารถพิสูจน์ได้ ทุกคนสามารถทำได้อย่างที่พระพุทธองค์ทำได้ เพราะได้มีปัญจวัคคีย์เป็นพยานยืนยันให้แก่พระพุทธศาสนา ที่จะลบข้อกล่าวหาต่างๆ ที่จะทำให้ไม่เชื่อพระพุทธศาสนาได้ และหันกลับมาศึกษาพระพุทธศาสนาเพื่อให้เกิดสัมมาทิฏฐมีความเห็นได้ถูกต้อง ตรงตามความเป็นจริง ทุกอย่างในวงจรแห่งวัฏสงสารนี้

ถึงแม้ว่าพระพุทธศาสนาจะมีพยานยืนยันทั้ง 5 คนแล้ว แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อการประกาศ พระศาสนาให้ทั่วแผ่นดินที่เต็มไปด้วยความเชื่อที่หลากหลายในยุคนั้น พระพุทธองค์จึงต้องหาพยานยืนยัน หรือถ้ากล่าวง่ายๆ ก็คือ การรวบรวมกำลังพลที่จะทำการรบกับความเชื่อที่ผิดแตกต่างออกไปจาก พระพุทธศาสนา ฉะนั้นก่อนที่พระพุทธองค์จะประกาศพระศาสนาไปให้ทั่วแผ่นดิน เพื่อยังประโยชน์สุขแก่สรรพสัตว์ทั้งหลายดังที่ได้ปรารถนาเอาไว้ในครั้งแรกที่คิดจะสร้างบารมีเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระพุทธองค์จึงต้องรวบรวมพยานทางพระพุทธศาสนาให้ได้ก่อน แล้วค่อยประกาศพระพุทธศาสนาให้มั่นคงทั่ว พื้นแผ่นดิน ซึ่งจากนี้ไปจะได้กล่าวถึงเหตุการณ์ที่พระพุทธองค์ได้รวบรวมพยานทางพระพุทธศาสนาก่อนที่จะประกาศพระศาสนาและการเผยแผ่พระพุทธศาสนาพอเป็นสังเขป สืบต่อไป

6.3.1 แสดงธรรมโปรดยสกุลบุตร

ในครั้งนั้น มีกุลบุตรเศรษฐี ชื่อว่า ยสะ ซึ่งอาศัยอยู่ในที่ไม่ไกลจากที่ประทับของพระพุทธเจ้า เกิดความเบื่อหน่ายในการครองเรือน จึงเดินมายังป่าอิสิปตนมฤคทายวัน พร้อมเปล่งอุทานว่า “ ที่นี่วุ่นวายหนอ ที่นี่ขัดข้องหนอ”

เมื่อเดินมาถึงยังที่ประทับของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระพุทธองค์เมื่อได้ยินเสียงนั้นจึงตรัสตอบไปว่า

“ ที่นี่ไม่วุ่นวาย ที่นี่ไม่ขัดข้อง ท่านจงมาที่นี่เถิด เราจักแสดงธรรมแก่ท่าน”

เมื่อยสกุลบุตรได้ยินเช่นนั้นจึงเข้าไป ยังที่ประทับของพระองค์ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงทรงแสดงอนุปุพพิกถา8) แก่ยสกุลบุตร จากนั้นก็แสดงอริยสัจ 4 เมื่อจบพระธรรมเทศนายสกุลบุตรได้สำเร็จเป็นพระโสดาบัน

ในวันรุ่งขึ้นบิดาของยสกุลบุตรได้ออกตามหาจนมาพบพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและได้ฟังอนุปุพพิกถาและอริยสัจ 4 จากพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยในขณะที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้ากำลังแสดงพระธรรมเทศนาอยู่นั้น ยสกุลบุตรก็ได้ฟังพระธรรมเทศนานั้นอีกครั้งหนึ่ง เมื่อฟังพระธรรมเทศนานั้นจบแล้ว ยสกุลบุตรก็ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ และได้รับประทานการบวชแบบ “ เอหิภิกขุอุปสัมปทา” ส่วนบิดาของยสกุลบุตรได้บรรลุธรรมขั้นต้น และปวารณาตนเป็นอุบาสกผู้ขอถึงพระรัตนตรัย หลังจากนั้นมารดาและภรรยาเก่าของพระยสก็ได้ฟังธรรมจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และได้ปวารณาตนเป็นอุบาสิกาผู้ขอถึงพระรัตนตรัยไปจนตลอดชีวิต ต่อมาเมื่อเพื่อนพระยส 54 คนได้ทราบข่าวการบวชของพระยส จึงได้มาหาและได้ฟังอนุปุพพิกถา และอริยสัจ 4 จากพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ได้ดวงตาเห็นธรรมและได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ในที่สุด จึงทำให้ในขณะนั้นมีพระอรหันต์บังเกิดขึ้นในโลก 61 รูป

6.3.2 ส่งสาวกไปประกาศพระศาสนา

การที่ยสกุลบุตรเข้ามาบวชเป็นภิกษุในพระพุทธศาสนา ถือว่าเป็นผลดีกับพระพุทธศาสนาเป็นอย่าง มาก เพราะพระยสะมีสหายมาก เมื่อท่านเข้ามาบวชแล้ว สหายเหล่านั้นก็ได้พากันบวชตามเข้ามา อีกเป็น จำนวนมาก ทำให้มีพระสาวกเพิ่มมากขึ้น เป็นกำลังในการประกาศพระพุทธศาสนาให้แพร่กระจายได้มากขึ้นด้วย เมื่อมีจำนวนของพระสาวกมากถึง 60 รูป ซึ่งพอที่จะเป็นกำลังในการเผยแผ่พระศาสนาเพื่อ ประโยชน์สุขแก่สรรพสัตว์ทั้งหลาย พระพุทธองค์จึงได้ส่งพระสาวกออกไปประกาศพระศาสนายังที่ต่างๆ ทั่วแผ่นดิน ซึ่งก่อนที่จะออกไปประกาศพระศาสนา พระพุทธองค์ก็ได้ให้โอวาทแก่พระสาวกเหล่านั้นว่า

“ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราพ้นแล้วจากบ่วงทั้งปวง ทั้งที่เป็นของทิพย์ ทั้งที่เป็นมนุษย์ แม้พวกเธอก็พ้นแล้วจากบ่วงทั้งปวง ทั้งที่เป็นของทิพย์ ทั้งที่เป็นของมนุษย์ พวกเธอจงเที่ยวจาริก เพื่อประโยชน์และความสุขแก่ชนหมู่มาก เพื่ออนุเคราะห์โลก เพื่อประโยชน์เกื้อกูลและความสุขแก่ทวยเทพและมนุษย์ พวกเธออย่าได้ไปรวมทางเดียวกันสองรูป จงแสดงธรรมงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด จงประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้ง อรรถทั้งพยัญชนะครบบริบูรณ์บริสุทธิ์ สัตว์ทั้งหลายจำพวกที่มีธุลีคือกิเลสในจักษุน้อย มีอยู่ เพราะไม่ได้ฟังธรรมย่อมเสื่อม ผู้รู้ทั่วถึงธรรม จักมี”9)

6-15.jpg

ในการเดินทางจาริกไปประกาศพระพุทธศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระสาวกทั้งหลาย ทำให้มีคนมานับถือพระพุทธศาสนากันอย่างมากมาย และมีกำลังในการประกาศพระศาสนาเพิ่มมากขึ้นอีกเป็นลำดับ ทำให้ความเชื่อที่มีอยู่ดั้งเดิมในยุคนั้นได้ถูกทำให้เห็นแจ้งตามความเป็นจริงด้วยพระพุทธศาสนา ดังเช่นการที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จไปยังอุรุเวลาเสนานิคม เป็นต้น

6.3.3 ประกาศศาสนา ณ อุรุเวลาเสนานิคม

ระหว่างทางที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะเสด็จสู่อุรุเวลาเสนานิคม ทรงหยุดพักที่ต้นไม้ใหญ่ ภัททวัคคีย์ 30 คน ได้มากราบทูลถามพระองค์ว่า “ เห็นหญิงโสเภณี ผ่านมาทางนี้ไหม”

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสถามภัททวัคคีย์ทั้ง 30 คนว่า “ พวกเธอต้องการจะแสวงหาหญิงขโมย หรือแสวงหาตนเองดี”

ภัททวัคคีย์ตอบพร้อมกันว่า

“ ข้าพระองค์แสวงหาตนเองดีกว่าพระเจ้าข้า”

พระพุทธเจ้าทรงแสดงอนุปุพพิกถาและ อริยสัจ 4 จนบรรลุธรรม ขั้นต้น และพระองค์ทรงประทานการบวชแบบเอหิภิกขุอุปสัมปทา และได้แสดงธรรมสั่งสอนต่อ จนกระทั่ง ได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ทั้ง 30 คน และในครั้งนี้มีพระอรหันต์บังเกิดขึ้น 90 พระองค์

หลังจากนั้นพระพุทธองค์ก็เสด็จดำเนินมาจนถึงอุรุเวลาเสนานิคม ได้เข้าไปโปรดชฎิล 3 พี่น้อง คือ ชฎิลผู้เป็นพี่คนโต ชื่อว่า อุรุเวลกัสสปะ มีบริวาร 500 คน ชฎิลคนรอง ชื่อว่า นทีกัสสปะ มีบริวาร 300 คน ชฎิลคนเล็ก ชื่อว่า คยากัสสปะ มีบริวาร 200 คน ถือลัทธิบูชาไฟ พระองค์ทรงแสดงปาฏิหาริย์ถึง 16 ครั้ง กว่าที่จะทำให้ชฎิลทั้ง 3 พี่น้อง พร้อมด้วยบริวาร 1000 คนให้เลื่อมใสในคำสอนและขอออกบวชด้วย เอหิภิกขุอุปสัมปทา จากนั้นทรงแสดง “ อาทิตตปริยายสูตร”10) ซึ่งเป็นพระสูตรที่กล่าวถึงอายตนะภายใน 6 อายตนะภายนอก 6 ว่าเป็นของร้อน เพื่อให้เหมาะกับอัธยาศัยของชฎิล 3 พี่น้อง เมื่อจบพระธรรมเทศนาแล้ว ชฎิล 3 พี่น้องและบริวารก็บรรลุเป็นพระอรหันต์ทั้งหมด

เมื่อพระพุทธเจ้าได้โปรดชฎิลทั้ง 3 พี่น้องแล้ว ก็ได้เสด็จไปเมืองราชคฤห์พร้อมด้วยชฎิลทั้ง 3 พี่น้อง และบริวาร เพื่อทรงแสดงธรรมโปรดพระเจ้าพิมพิสารและเหล่าพราหมณ์คหบดี ชาวเมืองมคธ ซึ่งต่าง ก็มีความสงสัยว่า ระหว่างอุรุเวลกัสสปะกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้าใครเป็นอาจารย์ของใครกันแน่ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงทราบความคิดของพราหมณ์คหบดีเหล่านั้น ด้วยพระประสงค์จะโปรดให้มีความเข้าใจที่ถูกต้องจึงได้ตรัส ถาม อุรุเวลกัสสปะว่า

“ ดูก่อน ท่านอุรุเวลกัสสปะ ท่านเคยเป็นอาจารย์สั่งสอนหมู่ชฎิล ท่านเห็นอย่างไรจึงได้ละการบูชาไฟ”

พระอุรุเวลกัสสปได้กล่าวตอบไปว่า

“ ยัญทั้งหลายกล่าวยกย่อง รูป เสียง กลิ่น และรสที่น่าปรารถนา และสตรีทั้งหลาย ข้าพระพุทธเจ้าได้รู้ว่า สิ่งเหล่านั้นเป็นมลทินในอุปธิทั้งหลายแล้ว เพราะเหตุนี้ข้าพระพุทธเจ้าจึงไม่ยินดีในการเซ่นสรวงในการบูชา”

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสถามอีกว่า

“ ดูก่อนกัสสปะ ใจของท่านไม่ยินดีแล้วในอารมณ์ คือ รูป เสียง กลิ่น และรสเหล่านั้น ดูก่อนกัสสปะ ก็เมื่อเป็นเช่นนั้น ใจของท่านยินดีในสิ่งไรเล่า ท่านยินดีในเทวโลกหรือมนุษยโลก”

พระอุรุเวลกัสสปตอบว่า

“ ข้าพระพุทธเจ้าได้เห็นทางอันสงบ ไม่มีอุปธิ ไม่มีกังวล ไม่ติดอยู่ในกามภพ ไม่มีภาวะเป็นอย่างอื่น ไม่ใช่ธรรมที่ผู้อื่นแนะให้บรรลุ เพราะฉะนั้นจึงไม่ยินดีในการเซ่นสรวงในการบูชาและในทันใดนั้นเอง”

พระอุรุเวลกัสสปลุกจากอาสนะ ซบเศียรลงที่พระบาทของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

แล้วกราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า

“ พระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นศาสดา ของข้าพระพุทธเจ้า ข้าพระพุทธเจ้าเป็นสาวก”

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ทำให้พระเจ้าพิมพิสารและคหบดีทราบว่า บัดนี้ผู้เป็นอาจารย์ของตนได้ยอมรับนับถือพระพุทธเจ้าเป็นศาสดา จึงเกิดความเลื่อมใสศรัทธาต่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

เมื่อเหตุการณ์เป็นเช่นนี้ พระพุทธองค์จึงเริ่มแสดงอนุปุพพิกถาและอริยสัจ 4 ทำให้พระเจ้าพิมพิสาร และบริวารจำนวน 11 นหุต มีดวงตาเห็นธรรม ส่วนบริวารอีก 1 นหุตนั้น ตั้งมั่นอยู่ในไตรสรณคมน์ หลังจากที่พระเจ้าพิมพิสารและบริวารเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนาแล้ว ก็ได้บำรุงพระพุทธองค์และ พระสาวกด้วยการถวายมหาทานครั้งยิ่งใหญ่เลี้ยงพระจำนวนหนึ่งพันรูป มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นประธาน และด้วยความปรารถนาที่จะให้พระพุทธศาสนาไปสู่ใจของมหาชน นอกจากนี้ยังเป็นห่วงถึงที่ประทับของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระเจ้าพิมพิสารจึงได้ถวายป่าไผ่เวฬุวันให้เป็นอาราม ซึ่งถือว่าเป็นวัดแรกในพระพุทธศาสนา

การที่พระพุทธองค์ทรงเสด็จมายังอุรุเวลาเสนานิคมนี้ ก็ด้วยเหตุ 2 อย่าง คือ เพื่อจะทรงเปลื้องปฏิญญา ที่ได้ทรงให้ไว้กับพระเจ้าพิมพิสารตั้งแต่เมื่อครั้งที่เสด็จออกทรงผนวช11) และเพื่อจะปดิษฐานพระพุทธศาสนาให้มั่นคงถาวรในเมืองราชคฤห์ ซึ่งเป็นเมืองที่เจริญรุ่งเรือง ทั้งยังเป็นที่รวมอยู่ของนักบวชเจ้าลัทธิ มากมายในยุคนั้น แต่การที่จะประดิษฐานพระพุทธศาสนาให้มั่นคงถาวรอยู่ในราชคฤห์ซึ่งมีศาสนาอื่นอยู่ก่อน นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะประชาชนในเมืองล้วนนับถือเจ้าลัทธิต่างๆ กันมาก ฉะนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องเทศนา สั่งสอนพวกเจ้าลัทธิเหล่านั้นให้เกิดความเลื่อมใสพระพุทธองค์ก่อน โดยเฉพาะอุรุเวลกัสสปะซึ่งถือว่า เป็นอาจารย์ใหญ่ที่สุด แม้กระทั่งพระเจ้าพิมพิสารยังให้ความเคารพนับถือ

ดังนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงเสด็จไปโปรดอุรุเวลกัสสปะให้เลื่อมใสก่อน ก็จะทำให้พระพุทธศาสนา สามารถประดิษฐานในเมืองราชคฤห์ได้สะดวกรวดเร็วและง่ายขึ้น เพราะเมื่ออุรุเวลกัสสปะให้ความเคารพ เลื่อมใสนับถือพระองค์แล้ว เหล่าศิษยานุศิษย์ของอุรุเวลกัสสปะซึ่งรวมถึงพระเจ้าพิมพิสารผู้เป็นกษัตริย์ แห่งเมืองราชคฤห์ ก็ย่อมที่จะมานับถือพระองค์ตามอุรุเวลกัสสปะอย่างแน่นอน ด้วยเหตุนี้จึงทำให้พระพุทธศาสนาสามารถที่จะเผยแผ่ยังเมืองราชคฤห์ได้ และยังทำให้การประกาศพระพุทธศาสนาของพระพุทธองค์ทำได้ง่ายขึ้นและยังรวดเร็วไปทั่วแผ่นดินได้ง่าย เนื่องจากราชคฤห์เป็นศูนย์กลางการค้าขายและมีผู้คนเข้าออกเมืองมาก ก็ทำให้คนที่เข้ามาเมืองนี้ได้รู้ข่าวการบังเกิดของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็จะพากันไปบอกกล่าวกันต่อ เมื่อผู้ที่ทราบข่าวก็จะมาหาพระพุทธองค์และมาศึกษาพระพุทธศาสนาต่อไป

6.3.4 พบอัครสาวก

หลังจากที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ส่งพระสาวกออกไปประกาศพระพุทธศาสนายังสถานที่ต่างๆ ทั่วประเทศ ก็ทำให้ในสถานที่ที่พระสาวกได้เดินทางไปถึงก็ทำให้มีผู้คนมานับถือพระพุทธศาสนากันมากเพิ่มขึ้น และยังมีคนอีกจำนวนมากที่อยากที่จะเข้ามาบวชในพระพุทธศาสนากัน เหมือนอย่างที่พระอัสสชิได้ทำให้พระสารีบุตร และพระมหาโมคคัลลานะผู้เป็นอัครสาวกได้เข้ามาบวชในพระพุทธศาสนา ซึ่งในขณะนั้นท่าน ทั้งสองเป็นปริพาชก มีชื่อเดิมว่า อุปติสสะและโกลิตะ ท่านทั้งสองเป็นสหายกัน ต่างมีบริวาร 250 คนอาศัย อยู่ที่กรุงราชคฤห์ และออกบวชเป็นศิษย์ของท่านสัญชัยปริพาชกเรียนจนจบความรู้ของอาจารย์ก็ยังไม่พบสิ่งที่ตนเองต้องการ

วันหนึ่งท่านทั้งสองต่างก็สัญญาว่าจะไปค้นหาอาจารย์เพื่อที่จะหาวิชาความจริงของชีวิต และถ้าใครพบเจอก่อนก็ให้มาบอกกับอีกคนให้ทราบด้วย ในที่สุดอุปติสสะก็ได้มาพบพระอัสสชิ จึงเกิดความเลื่อมใส ศรัทธา ได้เข้าไปกราบเรียนถามพระอัสสชิว่า

“ ใครเป็นศาสดาของท่าน ศาสดาของท่านสอนเช่นไร”

พระอัสสชิทราบว่าอุปติสสะเป็นนักบวชที่มีปัญญามากจึงกล่าวไปว่า

“ ธรรมเหล่าใดเกิดแต่เหตุ พระศาสดา ของเราทรงแสดงเหตุแห่งธรรมเหล่านั้น และความดับของธรรมเหล่านั้น พระองค์ทรงมีปกติสั่งสอนอย่างนี้”12)

ด้วยปัญญาของอุปติสสะที่เคยฝึกฝนมาในอดีตชาติ จึงทำให้ได้ดวงตาเห็นธรรม จากนั้นจึงรีบกลับไปหา โกลิตะและบอกเรื่องราวที่ตนเองได้ไปเจอมา หลังจากโกลิตะฟังจบก็เกิดดวงตาเห็นธรรม

ท่านทั้งสองได้พากันไปบอกข่าวนี้แก่พระอาจารย์สัญชัยปริพาชก แต่พระอาจารย์กลับไม่เชื่อ ทั้งสองจึงได้เดินทางไปเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพร้อมกับบริวารจำนวนหนึ่ง และได้รับประทานการบวชแบบเอหิภิกขุอุปสัมปทา ภายหลังท่านทั้งสองก็ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ และทรงประทานนามของท่านทั้งสองตามนาม ของพระมารดาว่า สารีบุตรแก่อุปติสสะ เพราะเป็นบุตรของนางสารี และประทานนามว่า โมคคัลลานะ แก่โกลิตะ เพราะเป็นบุตรของนางโมคัลลี นอกจากนี้ยังได้ทรงแต่งตั้งให้เป็นอัครสาวก

6.3.5 แสดงโอวาทปาฏิโมกข์

เมื่อเหล่าพระสาวกได้ออกจาริกไปเผยแผ่พระศาสนากันทั่วประเทศ ก็ไม่ได้มารวมกันหรือประชุมกันเลย ต่างก็แยกย้ายกันออกไปทำหน้าที่ในการเผยแผ่ตามเส้นทางที่ตนได้เดินทางไป ซึ่งทุกรูปที่จาริกไปก็เป็นพระอรหันต์ทั้งหมด จึงไม่ได้มีการเรียกประชุมกัน ด้วยเหตุนี้ จึงมีเรื่องอันเป็นเหตุน่าอัศจรรย์ที่เกิดขึ้นในพระพุทธศาสนา คือ ในวันเพ็ญเดือนมาฆะ (วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3) ได้มีพระภิกษุสาวกจำนวน 1,250 รูป มาประชุมพร้อมเพรียงกันโดยไม่ได้นัดหมายที่พระวิหารเวฬุวันสถานที่ประทับของพระพุทธเจ้าในขณะนั้น การประชุมในครั้งนี้จึงเรียกว่า จาตุรงคสันนิบาต เพราะประกอบพร้อมด้วยองค์ 4 ประการ คือ

1. เป็นวันอุโบสถขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 พระจันทร์เสวยมาฆฤกษ์

2. ภิกษุสาวกจำนวน 1,250 รูป เดินทางมาจากทิศทั้ง 4 มาประชุมพร้อมเพรียงกันโดยไม่ได้นัดหมาย

3. ภิกษุเหล่านั้นเป็นพระอรหันต์ผู้ได้อภิญญา 6 ทั้งหมด ไม่มีภิกษุผู้เป็นปุถุชนหรือพระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามีแม้สักรูปเดียวมาประชุมในครั้งนี้

4. ภิกษุเหล่านั้นเป็นผู้ที่พระพุทธเจ้าทรงประทานการบวชแบบเอหิภิกขุอุปสัมปทาให้ทั้งหมด

ในการประชุมครั้งนี้ พระพุทธเจ้าทรงแสดงโอวาทพระปาฏิโมกข์ในท่ามกลางที่ประชุมสงฆ์ 1,250 รูป ซึ่งถือว่าเป็นหลักคำสอนที่เป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา และเป็นนโยบายในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา เพื่อให้คณะสงฆ์ยึดเป็นหลักปฏิบัติเป็นไปในแนวทางเดียวกัน ซึ่งมีเนื้อหาสาระสำคัญแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ

1. อุดมการณ์หรือเป้าหมายสูงสุดของชีวิต คือ ความอดทน พระนิพพานเป็นธรรมอย่างยิ่ง และบรรพชิตผู้ทำร้ายผู้อื่น เบียดเบียนผู้อื่น ไม่ชื่อว่าเป็นสมณะ

2. หลักการดำเนินชีวิตของชาวพุทธ คือ การไม่ทำบาปทั้งปวง การทำกุศลให้ถึงพร้อม และการทำจิตของตนให้ผ่องใส

3. วิธีการที่จะนำไปสู่การบรรลุถึงอุดมการณ์และหลักการดำเนินชีวิต คือ การไม่กล่าวร้าย การไม่ทำร้าย ความสำรวมในพระปาติโมกข์ ความเป็นผู้รู้ประมาณใน ภัตตาหาร อยู่ในที่นั่งที่นอนอันสงัด และประกอบความเพียรในอธิจิต

6-23.jpg

โอวาทปาฏิโมกข์ทั้ง 3 ส่วนนี้ เป็นหลักปฏิบัติและนโยบายในการเผยแผ่ของพระพุทธศาสนาที่ พระพุทธเจ้าทรงประทานให้แก่พระอรหันต์ชุดแรกที่ได้ออกไปประกาศพระศาสนาในโอกาสที่ได้มาประชุม พร้อมเพรียงกัน เพื่อให้ถือเป็นนโยบายและหลักปฏิบัติในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้เป็นแนวทางเดียวกัน

การประชุมพระอรหันตสาวกเช่นนี้ เพื่อประทานนโยบายในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ไม่ได้มีแต่ใน ยุคของพระสมณโคดมพุทธเจ้าซึ่งอยู่ในกัปนี้เท่านั้น แต่ในพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ในอดีต ก็ทรงแสดง โอวาทปาติโมกข์13) แต่จำนวนครั้งในการประชุมภิกษุสาวกและจำนวนพระอรหันตสาวกที่เข้าร่วมประชุมต่างกัน จะเห็นว่า วิธีการในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ทรงปฏิบัติเป็นแนวทางเดียวกัน คือ เมื่อทรงฝึกพระอรหันต์ชุดแรก สำหรับเป็นครูและเป็นต้นแบบให้กับชาวโลกได้จำนวนมากพอสมควรแล้ว ก็ส่งออกไปประกาศพระพุทธศาสนา และเมื่อคราวที่พระอรหันตสาวกเหล่านั้น มาประชุมโดยพร้อมเพรียงกัน พระพุทธองค์ก็ทรงประทานนโยบายในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา เพื่อจะนำพาสรรพสัตว์ทั้งหลายให้พ้นจากทะเลแห่งทุกข์ ไปสู่ฝั่งแห่งพระนิพพาน

6.3.6 เสด็จโปรดพระญาติ ณ กรุงกบิลพัสดุ์

ตั้งแต่วันที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จออกผนวชอธิษฐานเพศเป็นบรรพชิตในขณะที่ทรงมี พระชนมายุ 29 พรรษา พระเจ้าสุทโธทนะพระราชบิดาทรงติดตามสดับข่าวของพระองค์อยู่ตลอดเวลา แม้ในขณะที่ทรงบำเพ็ญทุกกิริยาอยู่นั้น เทวดาจะนำข่าวมาแจ้งให้ทรงทราบเป็นระยะๆ ต่อมาพระเจ้า สุทโธทนะทรงทราบว่าเจ้าชายสิทธัตถะได้ตรัสรู้แล้ว ในขณะนี้ประทับอยู่ที่พระวิหารเวฬุวัน เมืองราชคฤห์ จึงส่งอำมาตย์ 1 คนพร้อมบริวาร 1,000 คน ส่งสาส์นไปกราบนิมนต์พระพุทธเจ้า 9 ครั้ง ได้เข้าเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าขณะที่พระองค์กำลังทรงแสดงธรรม และได้บรรลุธรรมเป็นอรหันต์ออกบวชกันหมดทำให้ไม่ได้ยื่นสาสน์ที่พระเจ้าสุทโธทนะฝากไป ในที่สุดพระเจ้าสุทโธทนะได้ขอร้องให้กาฬุทายีอำมาตย์ผู้ ใกล้ชิดถือสาสน์ไปกราบนิมนต์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยกำชับว่า ไม่ว่ากาฬุทายีจะออกบวชหรือไม่ก็ตามต้องกลับมาส่งข่าวให้พระองค์ทราบ กาฬุทายีและบริวาร 1,000 คนได้เข้าเฝ้าพระพุทธองค์ขณะที่พระองค์กำลังแสดงธรรมอยู่ ทำให้กาฬุทายีพร้อมกับบริวารได้ฟังธรรมที่ทรงแสดงจนบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประทานการบวชด้วยเอหิภิกขุอุปสัมปทา

พระกาฬุทายีรอเวลาที่สมควรจึงได้กราบทูลว่า

“ ข้าพระองค์ผู้เจริญ พระเจ้าสุทโธทนะมีพระประสงค์จะพบเห็นพระองค์ ขอพระองค์จงทำการสงเคราะห์แก่พระญาติทั้งหลายด้วยเถิดพระเจ้าข้า”

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงรับคำของพระกาฬุทายีแล้ว จึงพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์จำนวน 20,000 รูปเสด็จออกจากเมืองราชคฤห์ใช้เวลา 2 เดือนก็ถึงเมืองกบิลพัสดุ์

เมื่อพระพุทธองค์พร้อมด้วยเหล่าภิกษุสงฆ์เสด็จมาถึงเมืองกบิลพัสดุ์แล้ว ทรงเห็นกิริยาอาการของเหล่าประยูรญาติผู้ใหญ่ที่ไม่เคารพนบน้อมพระองค์และเหล่าภิกษุสงฆ์ จึงได้แสดงยมกปาฏิหาริย์ เพื่อทำลายมานะทิฏฐิของพวกศากยะ พระเจ้าสุทโธทนะเห็นความอัศจรรย์ครั้งนี้ จึงก้มลงกราบพระพุทธเจ้า ทำให้พระประยูรญาติทั้งหลายหมดสิ้นทิฏฐิมานะได้ ก้มลงกราบพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากันหมด และในขณะ ที่พระพุทธองค์เสด็จลงมาประทับนั่ง ได้มีฝนโบกขรพรรษ14) ตกลงมา พระพุทธองค์จึงอาศัยเหตุนี้ตรัส เวสสันดรชาดก

รุ่งขึ้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระสาวกเสด็จเข้าไปบิณฑบาตในเมืองกบิลพัสดุ์ เพื่อโปรดประชาชน ให้ได้ทำบุญ เมื่อพระเจ้าสุทโธทนะทรงทราบจึงรีบเสด็จมากล่าวยับยั้งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยอ้างถึงความเป็นราชวงศ์ ไม่ควรทำอย่างนี้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสตอบด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนว่า

“ ตอนนี้อาตมามิใช่วงศ์กษัตริย์อีกต่อไปแล้ว อาตมาออกบวชสละราชสมบัติเพื่อเดินตามรอยพระบาทของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ อาตมาเป็นพุทธวงศ์ อาตมาเดินบิณฑบาตนั้นก็เป็นประเพณีของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทุกๆ พระองค์ ที่ทรงกระทำมา”

แล้วได้ทรงแสดง ธรรมแก่พระพุทธบิดา เมื่อตรัสจบแล้ว ทำให้พระพุทธบิดาตั้งอยู่ในสกทาคามิผล พระเจ้าสุทโธทนะจึงทรงรับบาตรและนิมนต์พระพุทธเจ้าพร้อมด้วยพระอรหันตสาวกฉันภัตตาหาร

หลังจากที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เสด็จโปรดพระเจ้าสุทโธทนะจนตั้งอยู่ในสกทาคามิผลแล้ว พระพุทธองค์ก็ได้ไปโปรดพระนางยโสธราและราหุลกุมาร ในการเสด็จโปรดครั้งนี้ พระพุทธองค์ก็ได้มอบอริยทรัพย์ให้แก่พระราหุลกุมารด้วยการให้บรรพชาเป็นสามเณร และได้ให้นันทศากยบุตรได้บวชในพระพุทธศาสนา หลัง จากที่ทำอุบายให้นันทะตามเสด็จพระองค์กลับไปราชคฤห์

หลังจากที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเสด็จออกจากเมืองกบิลพัสดุ์แล้ว ในระหว่างทางที่เสด็จประทับพักแรมอยู่ที่อนุปิยนิคมของแคว้นมัลละ มีเจ้าศากยะ 6 องค์ คือ ภัททิยะ อนุรุทธะ อานนท์ ภคุ กิมพิละ เทวทัต พร้อมด้วยช่างกัลบกหนึ่งคน ชื่อว่า อุบาลี ได้มาทูลขอพระพุทธองค์บรรพชาอุปสมบท ซึ่งพระพุทธองค์ก็ทรงให้บรรพชาอุปสมบท จากนั้นพระพุทธองค์พร้อมด้วยภิกษุ ก็เสด็จออกจากอนุปิยนิคมไปเมืองราชคฤห์ ประทับอยู่ที่เวฬุวัน โดยลำดับ และหลังจากเหตุการณ์นี้จึงทำให้พระพุทธองค์ทรงได้อุปัฏฐากประจำตัว คือ พระอานนท์ ผู้ที่คอยอุปัฏฐากดูแลตลอดพระชนมชีพของพระพุทธองค์

นับตั้งแต่นี้เป็นต้นไป พระพุทธศาสนาก็ได้เจริญแพร่หลายออกไปสู่แคว้นต่างๆ มากยิ่งขึ้นโดยลำดับ พระมหากษัตริย์และประชาชนชาวเมืองต่างๆ ก็ได้นับถือพระพุทธศาสนาเป็นจำนวนมาก ดังเช่น สุทัตตเศรษฐี หรือที่ชาวเมืองรู้จักกันในชื่อว่า อนาถปิณฑิกเศรษฐี ได้มาพบพระพุทธเจ้าที่เมืองราชคฤห์ ก็เกิดความศรัทธาเลื่อมใส และได้สร้างวิหารพระเชตวันที่เมืองสาวัตถี แคว้นโกศล ถวายไว้ในพระพุทธศาสนา ในที่นี้ พระเจ้าปเสนทิโกศลก็ได้นับถือพระพุทธศาสนาด้วย ทำให้พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองในแคว้นโกศลเป็นต้นมา

นอกจากนี้เมืองเวสาลี แคว้นวัชชี ที่มีเขตแดนติดกับแคว้นมคธของพระเจ้าพิมพิสาร ก็ได้นับถือพระพุทธศาสนาเช่นกัน โดยในเมื่อครั้งที่เมืองเวสาลีเกิดทุพภิกขภัย มีคนยากจนอดตาย ศพกลาดเกลื่อนทั่วเมือง อมนุษย์ได้กลิ่นซากศพก็พากันเข้ามาในเมือง ผู้คนตายเพิ่มขึ้น โรคระบาดก็เกิดขึ้นทั่วเมือง พวก เจ้าลิจฉวีจึงได้ทูลอาราธนาพระพุทธเจ้าเสด็จมาสู่เมืองเวสาลี เมื่อพระพุทธองค์เสด็จมาสู่เมืองเวสาลี เพียงแค่ย่างพระบาทแรกลงริมฝั่งแม่น้ำคงคา ซึ่งเป็นเขตแดนติดกับแคว้นมคธ ฝนก็ตกลงมาอย่างหนัก ทำให้น้ำฝนที่ตกลงมาได้พัดพาเอาซากศพลงสู่แม่น้ำคงคา พื้นดินก็สะอาด

พระพุทธองค์ประทับยืนอยู่ใกล้ประตูพระนคร รับสั่งให้พระอานนท์สาธยายรัตนสูตร กล่าวสัจจวาจา อันอาศัยคุณของพระรัตนตรัย เพื่อกำจัดอุปัทวภัยเหล่านั้นที่ประตูเมือง แล้วประพรมน้ำพระพุทธมนต์ทั่ว พระนครพร้อมพวกเจ้าลิจฉวี เมื่อพระอานนท์กล่าวคำเริ่มต้นของรัตนสูตรว่า “ ยังกิญจิ” พวกอมนุษย์ต่างพา กันหนีออกจากพระนครไป อุปัทวภัยทุกอย่างก็สงบลง มหาชนชาวเมืองเวสาลีต่างพากันออกมาบูชาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยของหอมและดอกไม้ เป็นต้น หลังจากนั้น พระพุทธองค์ได้ตรัสรัตนสูตรแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายอีก 7 วัน ในเวลาจบพระธรรมเทศนา ความสวัสดีได้มีแก่ราชสกุลและมหาชน อุปัทวภัยทั้งหลายสงบลง

6.3.7 กำเนิดภิกษุณี

พระนางมหาปชาบดีผู้เป็นพระน้านางของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีความตั้งใจปรารถนาที่จะออกบวช ได้เข้าไปกราบทูลขอบรรพชาอุปสมบทถึง 3 ครั้ง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ยังไม่อนุญาต พระนางเกิดความน้อยพระทัย จึงได้ปลงพระเกศา ทรงครองผ้ากาสาวะ ถือเพศบรรพชิตพร้อมด้วยนางกษัตริย์เมืองต่างๆ เป็นจำนวนมาก และได้พากันออกเดินทางด้วยเท้าเปล่าไปยังกูฏาคารศาลาเพื่อทูลขอบรรพชาอีกครั้ง จนกระทั่งมาถึงที่ซุ้มประตูกูฏาคารศาลา พระอานนท์ออกมาต้อนรับ เห็นใบหน้าของพระนางนองไปด้วยน้ำตา จึงได้ถามถึงเหตุที่ทำให้พระนางร้องไห้ พอทราบความแล้วก็อาสาจะไปกราบทูลพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

จากนั้น พระอานนท์เข้าไปกราบทูลพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ขอให้ทรงอนุญาตสตรีได้บวชเป็นบรรพชิต พระอานนท์ทูลขอถึง 3 ครั้ง พระพุทธองค์ก็ยังไม่ทรงอนุญาต พระอานนท์จึงทูลถามว่า

“ ถ้าผู้หญิงปฏิบัติตนเป็นนักบวช ปฏิบัติธรรมเข้าถึงธรรมะภายใน เรียนรู้ธรรมะของพระองค์ได้อย่างแจ่มแจ้ง หญิงนั้นสามารถ ออกบวชได้ไหม พระเจ้าข้า”

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสตอบว่า “ ได้สิอานนท์”

พระอานนท์ได้กราบทูลขอว่า “ ถ้าเช่นนั้นโปรดประทานการบวชแก่พระนางปชาบดีโคตมีได้ไหม พระเจ้าข้า”

พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า “ อานนท์ เหตุที่เราไม่อนุญาตก็เพราะเห็นว่า หากอนุญาตให้สตรีบวช พระธรรมวินัยจะตั้งอยู่ได้ไม่นาน แต่เราจักบัญญัติครุธรรม 8 ประการนี้ เสมือนกั้นคันสระใหญ่ไว้ก่อน เพื่อไม่ให้น้ำไหลออก หากพระนางยอมรับครุธรรม นี้ได้ ข้อนั้นจักเป็นอุปสัมปทาของพระนาง”

พระอานนท์เรียนครุธรรม 8 ประการ15) นี้แล้ว ออกมาชี้แจงแก่พระนางตามที่พระพุทธองค์ทรง บัญญัติไว้ พระนางดีใจมาก ชื่นชมยินดี และขอน้อมรับครุธรรมทั้ง 8 ประการ พระอานนท์จึงกล่าวครุธรรม ที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติแล้วอย่างนี้

1. ภิกษุณีแม้จะบวชได้ 100 พรรษา ก็ต้องกราบภิกษุผู้บวชแม้เพียงวันเดียว

2. ภิกษุณีไม่พึงจำพรรษาในอาวาสที่ไม่มีภิกษุ

3. ภิกษุณีต้องหวังธรรม 2 ประการ คือ ถามวันอุโบสถ และเข้าไปฟังคำสั่งสอนจากภิกษุสงฆ์ ทุกกึ่งเดือน

4. ภิกษุณีเมื่อออกพรรษาแล้ว ต้องปวารณา คือ ยอมรับคำตักเตือนในภิกษุณีสงฆ์ และภิกษุสงฆ์

5. ภิกษุณีต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้ว ต้องประพฤติปักขมานัต16) ในภิกษุณีสงฆ์และภิกษุสงฆ์

6. ภิกษุณีที่ต้องแสวงหาอุปสมบทให้แก่สิกขมานา ผู้ศึกษาในธรรม 6 สิ้น 2 ปีแล้ว ในภิกษุณีสงฆ์และภิกษุสงฆ์

7. ภิกษุณีห้ามว่าร้ายภิกษุ โดยปริยายอย่างใดอย่างหนึ่ง

8. ภิกษุณีห้ามสอนภิกษุ แต่ให้ภิกษุกล่าวสอนภิกษุณี

จากนั้น ทรงมีพุทธานุญาตให้ภิกษุอุปสมบทให้ภิกษุณีได้ ตั้งแต่นั้นมา ภิกษุณีก็เกิดขึ้นในโลก และมี มาบวชอีกเรื่อยๆ จึงทำให้บรรพชิตในพระพุทธศาสนา คือ ภิกษุสงฆ์และภิกษุณีสงฆ์ มีจำนวนเพิ่มขึ้น ซึ่งบ่งบอกถึงความรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนาในยุคนั้นจนกระทั่งถึงยุคปัจจุบัน

6.3.8 โปรดพระพุทธมารดา

หลังจากที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงยมกปฏิหาริย์ เพื่อปราบเดียรถีย์และยังความเลื่อมใสแก่มหาชนชาวเมืองสาวัตถีแล้ว ทรงเสด็จไปยังสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เพื่อจำพรรษาและโปรดพุทธมารดา เมื่อพระพุทธองค์เสด็จขึ้นไปแล้ว ได้ประทับนั่งอยู่บนแท่นบัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ ณ ควงไม้ปาริฉัตตกะ ท้าวสักกเทวราชเทวดา ผู้เป็นใหญ่เป็นหัวหน้าปกครองสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ พร้อมด้วยเทวดาทั้งหลายได้มาเข้าเฝ้า พระพุทธมารดา ทรงเสด็จลงมาจากสวรรค์ชั้นดุสิต ประทับนั่งเป็นประธานในท่ามกลางเหล่าเทวดาทั้งหลาย พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงอภิธรรม 7 คัมภีร์แก่พระพุทธมารดา และเหล่าเทวดาที่มาเข้าเฝ้าทั้งหมด

ในเวลาบิณฑบาต พระพุทธองค์ทรงเนรมิตพระพุทธนิรมิต17) เพื่อให้แสดงธรรมแทน แล้วเสด็จไปป่าหิมพานต์ ริมสระน้ำอโนดาต สวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา ทรงฉันภัตตาหาร ณ ที่นี่ เมื่อฉันภัตตาหารเสร็จ แล้วทรงตรัสกับพระสารีบุตรซึ่งมารออุปัฏฐากอยู่ ณ ที่นี่ว่า

“ สารีบุตร วันนี้เราแสดงธรรมชื่อว่าธัมมสังคณี ให้กับพระพุทธมารดา และเหล่าเทวดาทั้งหลายบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ขอให้เธอได้นำหัวข้อธรรมสังคณีนี้ไปแสดงโปรดแก่ภิกษุทั้ง 500 รูปที่เป็นลูกศิษย์ของเธอด้วย”

พระสารีบุตรได้ปฏิบัติตามคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จนสามารถทำให้ภิกษุทั้ง 500 รูปบรรลุธรรม

พระพุทธเจ้าทรงแสดงพระอภิธรรมตลอด 3 เดือน ในเวลาจบเทศนา พระพุทธมารดา ได้ตั้งอยู่ใน โสดาปัตติผล เมื่อออกพรรษาพระพุทธองค์เสด็จลงจากดาวดึงส์ ณ ประตูเมืองสังกัสสะ ในวันมหาปวารณา ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 โดยมีมหาชนจำนวนมากที่ได้ทราบข่าวการเสด็จลงมาจากพระมหาโมคคัลลานะ ได้มาคอยเฝ้ารับเสด็จอยู่ที่เมืองสังกัสสะ และการเสด็จลงมาในครั้งนี้ พระพุทธองค์ได้เปิดภพทั้ง 3 ให้เห็นกัน ได้หมด เพื่อแสดงปาฏิหาริย์แก่มหาชน ทำให้มหาชนเกิดความเลื่อมใสในพระพุทธเจ้า และบางพวก ที่เห็นเหตุการณ์เช่นนี้ ก็ได้ทำการปรารถนาเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในอนาคตพระองค์หนึ่ง ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนี้ ทำให้ ปัจจุบันนี้ ในวันออกพรรษาของทุกๆ ปี ณ บริเวณแม่น้ำโขงได้มีบั้งไฟพญานาคเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก เนื่องจากพญานาคส่วนใหญ่ได้เห็นเหตุการณ์นี้ด้วย จึงเกิดความเลื่อมใสศรัทธาในพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และเพื่อระลึกนึกถึงในวันที่พระพุทธองค์ได้เสด็จลงมาจากดาวดึงส์ จึงทำการพ่นบั้งไฟออกมาด้วยความเลื่อมใสศรัทธา

จากเหตุการณ์ที่ยกมากล่าวไว้ข้างต้นนี้ ก็เป็นเหตุการณ์เพียงบางส่วนเท่านั้นที่พระพุทธศาสนาได้แพร่ออกไปอย่างกว้างขวางทั่วพื้นแผ่นดินชมพูทวีป ซึ่งตลอด 45 พรรษาที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เผยแผ่พระพุทธศาสนาออกไปนั้น ก็มีทั้งคนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย แต่ด้วยบารมีที่ทรงสั่งสมมา และพระปัญญาของพระพุทธองค์ ก็สามารถทำให้พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองเป็นอย่างมาก และบางคนที่ไม่เห็นด้วยก็ได้กลับใจหันมา นับถือพระพุทธศาสนาด้วยเช่นกัน

6.3.9 ปลงอายุสังขาร

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงทำการเผยแผ่พระพุทธศาสนาอย่างหนักมาตลอดจนถึงพรรษาที่ 45 ท่ามกลาง ความเชื่อที่หลากหลายในประเทศอินเดีย ทำให้พระพุทธองค์ทรงประชวรอย่างหนัก อีกทั้งพระชนมายุของพระพุทธองค์ก็ย่างเข้าสู่ปีที่ 80 ซึ่งนับว่าทรงพระชราภาพมากแล้ว แต่พระพุทธองค์ก็ทรงใช้ความอดทน ต่อความเจ็บป่วยและยังทรง ทำหน้าที่ของบรมครูสืบต่อไปจนถึงวินาที่สุดท้ายของลมหายใจ

ในพรรษานี้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเสด็จออกจากกรุงราชคฤห์ เพื่อประทับอยู่ที่หมู่บ้านเวฬุวคาม เมืองเวสาลี แคว้นวัชชี หลังจากนั้น พระพุทธองค์เสด็จไปประทับที่ปาวาลเจดีย์ โดยมีพระอานนท์ติดตาม ไปด้วย ในที่นี้ พระพุทธองค์ได้ทรงทำนิมิตโอภาส เพื่อเปิดโอกาสให้พระอานนท์ได้ทูลอาราธนาให้ดำรงพระชนม์อยู่ต่อไปว่า

“ ดูก่อนอานนท์ นครเวสาลีเป็นที่รื่นรมย์ อุเทนเจดีย์ก็เป็นที่รื่นรมย์ โคตมกเจดีย์ก็เป็นที่รื่มรมย์ สัตตัมพเจดีย์ ก็เป็นที่รื่นรมย์ พหุปุตตเจดีย์ก็เป็นที่รื่นรมย์ สารันททเจดีย์ก็เป็นที่รื่นรมย์ ปาวาลเจดีย์ก็เป็นที่รื่นรมย์ ดูก่อนอานนท์ ผู้หนึ่งผู้ใดเจริญอิทธิบาท 4 ทำให้มาก ทำให้เป็นประหนึ่งยาน ทำให้เป็นประหนึ่งวัตถุที่ตั้งแล้ว ตั้งไว้เนืองๆ อบรมไว้ ปรารภด้วยดี โดยชอบ ดูก่อนอานนท์ ผู้นั้น เมื่อปรารถนา ก็พึงดำรงอยู่ได้ตลอดกัป เกินกว่ากัป ดูก่อนอานนท์ ตถาคตแลได้เจริญอิทธิบาท 4 แล้ว ได้ทำให้มากแล้ว ได้ทำให้เป็นประหนึ่งยานแล้ว ได้ทำให้เป็นประหนึ่งวัตถุที่ตั้งแล้ว ตั้งไว้เนืองๆ แล้วอบรมแล้ว ปรารภด้วยดี โดยชอบแล้ว ดูก่อนอานนท์ ตถาคตนั้น เมื่อปรารถนา ก็พึงดำรงอยู่ได้ตลอดกัป หรือเกินกว่ากัป”18)

เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงทำนิมิตโอภาสเช่นนี้อีก 2 ครั้ง พระอานนท์ก็ไม่สามารถจะเข้าใจ ไม่ทราบว่าพระพุทธองค์ทรงหมายถึงอะไร เพราะในขณะนั้นท่านได้ถูกมารดลใจไว้ ดังนั้น จึงไม่ได้กราบทูลอาราธนาขอให้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงดำรงพระชนม์อยู่ต่อไป พระพุทธองค์จึงให้พระอานนท์ไปเจริญฌานสมาบัติ เมื่อพระอานนท์ออกไปแล้ว มารก็เข้ามาทูลให้พระองค์เสด็จปรินิพพาน พระองค์ก็ทรงรับ แล้วทรงกำหนดพระทัยว่า จักปรินิพพานในอีก 3 เดือนข้างหน้า เมื่อทรงกำหนดว่าจะปรินิพพานแล้ว แผ่นดินก็ได้เกิดอาการไหวขึ้น

พุทธประวัติของพระสมณโคดมพุทธเจ้าในช่วงมัชฌิมกาลได้ดำเนินมาสิ้นสุดตรงนี้แล้ว ซึ่งเหตุการณ์หลังจากที่พระพุทธเจ้าทรงปลงอายุสังขารนั้น จะเป็นอย่างไรต่อไปคงต้องมาศึกษากันในบทที่ 7

บทสรุป

พุทธประวัติในช่วงมัชฌิมกาลนี้ แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงของพระพุทธองค์ที่ได้ทรงบำเพ็ญบารมีมาเพื่อการตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงได้ทรงทำความเพียรอย่างหนักเพื่อหาทางหลุดพ้น แม้จะต้องทนทำทุกรกิริยานานถึง 6 ปี พระองค์ก็ไม่ได้ย่อท้อแต่อย่างใด ยังคงค้นหาทางหลุดพ้นให้ได้ และในที่สุดพระองค์ก็ทรงค้นพบทางที่จะทำให้หลุดพ้นได้ แต่กว่าที่จะทำให้หลุดพ้นจากกิเลสอาสวะได้นั้น พระองค์ก็ทรงมีความตั้งใจมั่น แม้เอาชีวิตเข้าแลกเพื่อให้ได้หลุดพ้นจากกิเลสอาสวะก็ยอมทำ

ดังนั้น พระพุทธองค์จึงทรงไม่หวาดหวั่นต่ออุปสรรคที่เกิดขึ้น แม้พญามารจะยกทัพมามากเพียงใด ก็ยังตั้งใจมั่นทำความเพียรต่อไป จนกระทั่งพญามารต้องถอยทัพกลับไป และพระองค์ก็หลุดพ้นจากกิเลส อาสวะ ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในที่สุด สมความปรารถนาที่ตั้งไว้ตั้งแต่พระชาติที่เกิดเป็นมาณพหนุ่ม แบกมารดาอยู่กลางทะเล

นอกจากนี้ ด้วยความเมตตาของพระพุทธองค์ที่มีต่อสรรพสัตว์ทั้งหลายตั้งแต่ครั้งที่เป็นพระโพธิสัตว์บำเพ็ญบารมีอยู่ จึงไม่ได้ย่อท้อต่อการสั่งสอน เพื่อให้สรรพสัตว์ทั้งหลายได้ฟังคำสอนอันประเสริฐ รู้ความจริงของชีวิต จะได้หลุดพ้นอย่างเช่นพระองค์ โดยตลอด 45 พรรษา พระองค์ไม่ได้ทรงอยู่นิ่งเฉย ทรงเสด็จพุทธดำเนินจาริกไปยังสถานที่ต่างๆ เพื่อทรงเผยแผ่พระพุทธศาสนา แม้หนทางจะยากลำบากเพียงใด พระองค์ก็ไม่เคยหยุดที่จะทำหน้าที่เป็นครูของโลก สั่งสอนสรรพสัตว์ตลอดพระชนม์ชีพ จนทำให้มีผู้เลื่อมใส ศรัทธาในพระพุทธศาสนาเป็นจำนวนมาก และสามารถหักล้างความเชื่อที่มีอยู่ดั้งเดิมได้ พระพุทธศาสนาจึง มั่นคงอยู่ในชมพูทวีปได้ และคงอยู่ตลอดมาจนถึงปัจจุบันนี้

ฉะนั้น พระธรรมคำสอนที่พระองค์ได้จากการตรัสรู้นั้น จึงเป็นถ้อยคำอันทรงคุณค่า มีอานุภาพอันไม่มีประมาณ เมื่อผู้ใดได้ปฏิบัติตามย่อมนำมาซึ่งความสุขความเจริญในชีวิต และหลุดพ้นจากกิเลสอาสวะได้ในที่สุด เพราะสิ่งที่พระองค์ทรงค้นพบนั้นสามารถพิสูจน์ได้ด้วยตัวเอง และไม่จำกัดด้วยกาลเวลา จะมาพิสูจน์เวลาไหนก็ย่อมได้ ดังภาษาบาลีที่ว่า “ สันทิฏฐิโก อกาลิโก เอหิปัสสิโก โอปนยิโก ปัตจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ”

1) อวิทูเรนิทานกถา, ขุททกนิกาย อปทาน, มก. เล่ม 70 หน้า 143.
2) อปัณณกวรรค อวิทูเรนิทาน ขุททกนิกาย ชาดก, มก. เล่ม 55 หน้า 123.
3) อปัณณกววรค อวิทูเรนิทาน, ขุททกนิกาย, มก. เล่ม 55 หน้า 124.
4) ต้นอชปาลนิโครธ คือ ต้นไทรซึ่งเป็นที่พักของคนเลี้ยงแพะ
5) ในประเด็นเรื่องที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงท้อพระทัย มีความขวนขวายน้อย ไม่น้อมไปเพื่อการแสดงธรรมนั้น ในหนังสือคุณานันทเถระ((มูลนิธิธรรมกาย. คุณนันทเถระ ผู้กอบกู้พระพุทธศาสนาในศรีลังกา. กรุงเทพฯ : หจก. เอส.พี.เค. เปเปอร์ แอนด์ ฟอร์ม, 2548. หน้า 114.
6) ธัมมจักรกัปปวัตตนสูตร, พระวินัยปิฎก มหาวรรค, มก.เล่ม 6 หน้า 44.
7) อนันตลักขณสูตร, พระวินัยปิฎก มหาวรรค, มก. เล่ม 6 หน้า 52.
8) อนุปุพพิกถา คือ กถาที่กล่าวแสดงเป็นลำดับสืบต่อกันไป มี 5 ลำดับ ได้แก่ ทานกถา แสดงเรื่องการให้ สีลกถา แสดง เรื่องการรักษา สัคคกถา แสดงเรื่องสวรรค์ กามาทีนวกถา แสดงถึงโทษของกาม ความเศร้าหมองของกาม และเนกขัมมานิสังสกถา แสดงถึงอานิสงค์ในการหลีกออกจากกาม.
9) เรื่องพ้นจากบ่วง,พระวินัยปิฎก มหาวรรค, มก. เล่ม 6 หน้า 72.
10) อาทิตตปริยายสูตร, พระวินัยปิฎก มหาวรรค, มก. เล่ม 6 หน้า 105.
11) ปัพพชาสูตรที่ 1, ขุททกนิกาย สุตตนิบาต, มก. เล่ม 47 หน้า 392.
12) พระอัสสชิเถระ, พระวินัยปิฎก มหาขันธกะ, มก. เล่ม 6 หน้า 123.
13) มหาปทานสูตร, ทีฆนิกาย มหาวรรค. เล่ม 10 ข้อ 7 หน้า 4.
14) ฝนโบกขรพรรษ คือ ฝนที่ตกลงมาแล้ว ถ้าใครปรารถนาจะให้เปียกก็เปียก แต่ถ้าผู้ใดไม่ปรารถนาให้เปียกก็ไม่เปียก
15) ครุธรรม 8 ประการ, พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์, มก. เล่ม 4 หน้า 363.
16) ปักขมานัต ได้แก่ มานัตกึ่งเดือนที่สงฆ์ให้แก่นางภิกษุณี เพื่อเปลื้องอาบัติที่ตนปกปิดไว้หรือไม่ได้ปกปิดไว้
17) พระพุทธนิรมิต คือ กายของพระองค์ที่พุทธเจ้าทรงเนรมิตขึ้นมาอีก 1 พระองค์ เพื่อให้แสดงธรรมแทนพระองค์
18) มหาปรินิพพานสูตร, ทีฆนิกาย มหาวรรค, มก. เล่ม 13 หน้า 276.
gl204/6.txt · แก้ไขครั้งล่าสุด: 2015/03/15 16:55 (แก้ไขภายนอก)
 
เว้นแต่จะได้แจ้งไว้เป็นอื่นใด เนื้อหาบนวิกินี้ถูกกำหนดสิทธิ์ไว้ภายใต้สัญญาอนุญาติต่อไปนี้: CC Attribution-Noncommercial 3.0 Unported
Recent changes RSS feed Donate Powered by PHP Valid XHTML 1.0 Valid CSS Driven by DokuWiki