gl204:4 [Dou book online]
 
สารบัญ

บทที่ 4 ก่อนจะเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน

บทที่ 4 ก่อนจะเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน

  • 4.1 กำเนิดพระโพธิสัตว์
    • 4.1.1 น้ำใจของพระโพธิสัตว์
    • 4.1.2 เรื่องธรรมดาของพระโพธิสัตว์
    • 4.1.3 ประเภทของพระโพธิสัตว์
  • 4.2 ตั้งความปรารถนาที่จะเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
    • 4.2.1 พระชาติแรก
    • 4.2.2 พระชาติที่ดำริไว้ในใจ
    • 4.2.3 พระชาติที่เปล่งวาจา
  • 4.3 ได้รับพุทธพยากรณ์
    • 4.4 การสร้างบารมีตอนปลาย
    • 4.4.1 การสร้างบารมีในสมัยของพระโกณฑัญญพุทธเจ้า
    • 4.4.2 การสร้างบารมีในสมัยของพระปทุมุตตรพุทธเจ้า
    • 4.4.3 การสร้างบารมีในสมัยของพระวิปัสสีพุทธเจ้า
    • 4.4.4 การสร้างบารมีในสมัยของพระกกุสันธพุทธเจ้า
    • 4.4.5 การสร้างบารมีในสมัยของพระกัสสปพุทธเจ้า
    • 4.4.6 การสร้างบารมีในชาติที่เกิดเป็นพระเวสสันดร

แนวคิด

1. พระโพธิสัตว์ก็คือมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง แต่ด้วยประสบการณ์และการสั่งสมบุญบารมีมาตลอดจากการเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสารนี้ จึงทำให้เกิดปัญญา เมื่อประสบเหตุการณ์สะดุดใจ จึงพลันได้คิดว่า โลกใบนี้มีแต่ความทุกข์ที่มนุษย์ต้องวนเวียนอยู่อย่างไม่รู้จักจบสิ้น จึงเกิดความคิดที่จะหลุดพ้นออกไปจากวัฏสงสารนี้ และจะไม่ไปเพียงลำพังพระองค์เดียว แต่จะพาสรรพสัตว์ทั้งหลายให้หลุดพ้นออกไปด้วย จากนั้นก็เร่งทำความเพียรสร้างสมความดีเรื่อยไป แสดงให้เห็นถึงมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ที่มีต่อสรรพสัตว์ทั้งหลาย ด้วยเหตุนี้ จึงได้เนมิตกนาม คือ นามตามคุณธรรมว่า พระโพธิสัตว์ แปลว่า สัตว์ผู้มุ่งการตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

2. ผู้มีความปรารถนาที่จะเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้สั่งสมบารมีมาอย่างต่อเนื่องด้วยความ มุ่งมั่นตั้งใจอย่างแรงกล้า จึงได้เนมิตตกนามว่า พระโพธิสัตว์ แต่ยังมีความไม่แน่นอน ได้ไปลองผิดลองถูกอยู่เป็นเวลานาน พระโพธิสัตว์ประเภทนี้เรียกว่า อนิยตโพธิสัตว์ แต่เมื่อสร้างบารมีมาด้วยความตั้งใจมั่นคง และมีคุณสมบัติพร้อมที่จะได้รับพุทธพยากรณ์แล้ว จะถูกยกฐานะเป็นนิยตโพธิสัตว์ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า จะได้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในอนาคตอย่างแน่นอน

3. การสร้างบารมีของพระโพธิสัตว์ทุกพระองค์ ต้องสร้างบารมีอย่างสุดกำลัง โดยเอาชีวิตเป็นเดิมพัน อย่างที่ไม่มีสรรพสัตว์เหล่าใดจะเสมอเหมือน และไม่ว่าพระโพธิสัตว์จะถือกำเนิดใดก็ตาม พระองค์ไม่เคยที่จะทิ้งการสร้างบารมีแม้สักชาติเดียว ยังคงมีความมุ่งมั่นตั้งใจในการสร้างบารมีอยู่ตลอดเวลา จึงทำให้การเกิดของพระโพธิสัตว์ไม่สูญเปล่า มีจุดมุ่งหมายในการดำเนินชีวิตที่มั่นคงว่า วันหนึ่งยังมีโอกาสจะมาตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในอนาคตอย่างแน่นอน

วัตถุประสงค์

1. เพื่อให้นักศึกษาทราบและเข้าใจถึงเส้นทางการสร้างบารมีของพระโคดมพุทธเจ้า

2. เพื่อให้นักศึกษาทราบความหมายและสามารถอธิบายคำว่า พระโพธิสัตว์ ได้อย่างถูกต้อง

3. เพื่อให้นักศึกษาสามารถอธิบายความหมาย ลักษณะ และประเภทของพระโพธิสัตว์ได้

4. เพื่อให้นักศึกษาสามารถนำแนวทางการสร้างบารมีของพระโพธิสัตว์ไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิตได้อย่างถูกต้อง

ความนำ

จากเนื้อหาในบทเรียนที่ 2 และ 3 ทำให้นักศึกษาทราบว่าการบังเกิดขึ้นของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแต่ละพระองค์เป็นการยากอย่างยิ่ง เพราะการที่บุคคลใดบุคคลหนึ่งจะมีดวงปัญญามีความคิดอยากหลุดพ้นออกจากวัฏสงสารนี้ไม่ใช่ง่าย ต้องเป็นบุคคลที่พิเศษกว่าบุคคลทั่วไป และกว่าที่จะตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็จะต้องสั่งสมบ่มบารมีเป็นเวลายาวนานนับภพนับชาติไม่ถ้วน จนกว่าบารมีที่ได้สั่งสมมาจะเต็มเปี่ยมบริบูรณ์ทุกประการ จึงจะได้เสด็จมาตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

การอุบัติขึ้นของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงเป็นการยากอย่างยิ่งบนโลกดังที่กล่าวมาแล้ว จึงทำให้สรรพสัตว์ทั้งหลายที่ยังต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏสงสารนี้ มีโอกาสที่จะได้พบพระพุทธศาสนานั้น เป็นเรื่องที่ยากตามไปด้วย เพราะการที่จะมีพระพุทธศาสนามาปรากฏในโลกนี้ จะต้องมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จมาอุบัติขึ้นเสียก่อน จึงจะทำให้สรรพสัตว์ทั้งหลายมีโอกาสได้พบกับหนทางแห่งความหลุดพ้น ดังนั้นการจะมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบังเกิดขึ้นสักพระองค์ จึงเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ในจักรวาล จนก่อให้เกิดความโกลาหลขึ้นแก่สรรพสัตว์ทั้งหลายได้ ดังเช่น เรื่องมูลเหตุเกิดมงคล1) ในสมัยนั้นยังไม่มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จอุบัติบนโลกนี้ การวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องมงคล ถูกนำมาถกเถียงกันอยู่ทั่วไปอย่างกว้างขวางทั้งที่หมู่บ้าน แว่นแคว้น คนเดินทาง ฯลฯ และไม่เพียงแต่มนุษย์เท่านั้นที่ถกเถียงกัน แต่ยังถกเถียงกันออกไปอย่างกว้างขวางตั้งแต่สวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกาจนถึงชั้นพรหม มีเฉพาะชั้นพรหมสุทธาวาสเท่านั้นที่รู้เรื่องมงคล แต่ไม่สามารถที่จะอธิบายได้ จึงบอกให้เหล่าเทวดาทราบว่าอีก 12 ปี พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะมาอุบัติบนโลก ให้คอยถามปัญหานี้กับพระองค์ พอทราบว่าจะมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบังเกิดขึ้น ก็เกิดโกลาหลเป็นการใหญ่ด้วยความปีติเบิกบานใจ และเมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จอุบัติบนโลก เหล่าเทวดาที่นำโดยท้าวสักกเทวราช ได้มาทูลถามปัญหาเรื่องมงคลกับพระพุทธองค์ จึงทำให้ทราบว่าอะไรเป็นมงคล

นักศึกษาจะเห็นว่า ถ้าสรรพสัตว์ทั้งหลายไม่ได้พบพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ไม่สามารถที่จะรู้ พระสัทธรรม อันประเสริฐอย่างแท้จริง เมื่อไม่รู้อย่างนี้ ก็อาจทำให้พลาดพลั้งในชีวิตด้วยการทำอกุศลกรรม หรือกลายเป็นมิจฉาทิฏฐิได้ สรรพสัตว์ทั้งหลายจึงต้องประสบกับความวิบัติ ที่ถือว่าเป็นความวิบัติอย่างมาก ซึ่งมีอยู่ 6 ประการ คือ

1.วิบัติกาล คือ วิบัติที่เกิดจากช่วงเวลาที่ไม่มีพระพุทธศาสนา หมายความว่า กาลที่ไม่มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาอุบัติบนโลก จึงทำให้ไม่มีพระพุทธศาสนาเกิดขึ้น ซึ่งเป็นกาลที่ว่างเปล่าจากพระสัทธรรม หากสรรพสัตว์เหล่าใดมาเกิดในช่วงเวลานี้ ก็หมดโอกาสที่จะได้พบพระพุทธศาสนา ชีวิตที่เกิดมาจึงหาแก่นสารแห่งชีวิตไม่ได้ เท่ากับเกิดมาฟรี ไม่ได้รับประโยชน์อะไร

2.วิบัติคติ คือ วิบัติที่ไม่ได้คติที่ดี หมายความว่า กาลเวลาที่มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาอุบัติบนโลก แล้วทรงประกาศพระสัทธรรมให้แก่สรรพสัตว์ทั้งหลาย จึงทำให้พระพุทธศาสนาเกิดขึ้น แต่สรรพสัตว์บางพวก ไม่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ กลับไปเกิดในภพภูมิอื่น คือ อบายภูมิ ทำให้หมดโอกาสในการพบพระพุทธศาสนาและฟังพระสัทธรรม เพราะการที่มีคติวิบัติอย่างนี้

3.วิบัติประเทศ คือ วิบัติที่เกิดในประเทศที่ไม่มีพระพุทธศาสนา หมายความว่า สรรพสัตว์บางพวกไปเกิดหรืออยู่ในประเทศที่พระพุทธศาสนาแผ่ไปไม่ถึง หรือไม่ได้นับถือพระพุทธศาสนา ทำให้ไม่รู้จักคำสอน ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และไม่เห็นคุณค่าของพระพุทธศาสนา ชีวิตที่เกิดมาจึงเป็นชีวิตที่ไม่มีคุณค่า เพราะไม่ได้รู้จักความเป็นจริงของชีวิตที่เกิดมา และไม่รู้วิธีในการดำรงชีวิตอย่างมีคุณค่า จนอาจพลาดพลั้ง ไปทำผิดพลาดด้วยอกุศลกรรมได้ ก่อให้วิบากกรรมกับตนเองได้ในที่สุด

4.วิบัติตระกูล คือ วิบัติที่เกิดในตระกูลที่ไม่มีสัมมาทิฏฐิ หมายความว่า สรรพสัตว์บางพวกได้โอกาสไปเกิดเป็นมนุษย์ในประเทศที่มีพระพุทธศาสนา แต่กลับไปเกิดในตระกูลที่ไม่มีสัมมาทิฏฐิ ไม่นับถือพระพุทธศาสนา จึงต้องไปนับถือความเชื่อที่ตระกูลนับถือ เป็นเหตุให้ไม่เห็นคุณค่าของพระพุทธศาสนา และอาจมองพระพุทธศาสนาในด้านไม่ดีได้ง่าย จนกระทั่งกลายเป็นวิบากกรรมที่ติดตัวไป ชีวิตจึงไม่มีความสุขหรือไม่ถึงความสมบูรณ์ของชีวิตได้

5.วิบัติอุปธิ คือ วิบัติที่เกิดจากร่างกาย หมายความว่า มนุษย์บางคนเกิดมาในตระกูลที่เป็น สัมมาทิฏฐิ ได้พบพระพุทธศาสนา แต่กลับมีร่างกายที่ไม่สมประกอบ กลายเป็นคนบ้า ใบ้ ตาบอด หูหนวก เป็นต้น ทำให้ไม่สามารถที่จะเกิดปัญญามองเห็นคุณค่าของพระพุทธศาสนา ไม่มีโอกาสที่จะรู้ว่าคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีความประเสริฐเพียงใด

6.วิบัติทิฏฐิ คือ วิบัติที่เกิดจากความคิดเห็นของตน หมายความว่า มนุษย์บางพวกเกิดในตระกูลสัมมาทิฏฐิ มีโอกาสพบพระพุทธศาสนา และมีร่างกายที่สมประกอบทุกประการ แต่กลับมีความเห็นผิด ไม่เชื่อในคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่เชื่อเรื่องบุญบาป ไม่มีศรัทธาในพระพุทธศาสนา จึงทำให้ชีวิตที่ เกิดมาไม่มีคุณค่า และเสียเวลาในการมาเกิดพบพระพุทธศาสนา นอกจากนี้ยังอาจทำให้ไปก่อวิบากกรรมเพิ่มขึ้นอีก ก็ต้องไปชดใช้วิบากกรรมนั้นอีก

ความวิบัติทั้ง 6 ประการนี้ จึงเป็นเหตุให้สรรพสัตว์ทั้งหลายพลาดโอกาสในการรู้เรื่องราวความเป็นจริงของชีวิต เนื่องจากไม่ได้พบพระพุทธศาสนา ไม่ได้ฟังคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือได้พบหรือได้ฟังคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่กลับกลายเป็นคนพิการหรือเป็นมิจฉาทิฏฐิ สิ่งเหล่านี้จึงเป็นเครื่องปิดกั้นความจริงของชีวิต จึงทำให้สรรพสัตว์ทั้งหลายต่างต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่แต่ในภพทั้ง 3 อยู่อย่างนี้ไม่มีวันสิ้นสุด

ดังนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ จึงอุบัติขึ้นมาเพื่อยังโลกให้สว่างไสว ส่องใจสรรพสัตว์ที่มืดมิดด้วยอวิชชาให้สว่างไสวด้วยแสงแห่งธรรม เฉกเช่นเดียวกับพระสมณโคดมพุทธเจ้า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราพระองค์ปัจจุบันนี้ ที่พระองค์ต้องสั่งสมบารมีมาอย่างยาวนานถึง 20 อสงไขยกับแสนมหากัป เพื่อที่จะมาตรัสรู้ นำตนเองให้พ้นจากคุก และนำพาสรรพสัตว์ทั้งหลายให้หลุดพ้นจากคุกไปด้วย ในบทเรียนนี้ นักศึกษาจะได้ศึกษาตัวอย่างการสร้างบารมีของพระสมณโคดมพุทธเจ้าในอดีตชาติก่อนที่จะตรัสรู้เป็น พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เริ่มตั้งแต่พระชาติแรกที่มีความคิดจะออกจากทุกข์และตั้งความปรารถนาที่จะนำตนและพาสรรพสัตว์ทั้งหลายให้ออกจากคุกไปด้วย เป็นต้นไปตามลำดับ

4.1 กำเนิดพระโพธิสัตว์

สรรพสัตว์ทั้งหลาย ต่างต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏสงสาร บางชาติก็ได้เกิดเป็นมนุษย์ บางชาติ ก็ได้เกิดเป็นเทวดา เป็นพรหม บางชาติพลาดพลั้งทำบาป ทำอกุศลกรรมเข้าก็ไปเกิดในทุคติภูมิ เป็นสัตว์เดรัจฉานบ้าง เป็นสัตว์นรก เปรต อสุรกายบ้าง วนเวียนอยู่อย่างนี้หลายภพหลายชาติ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้แต่อุปมาให้ฟังว่าในระหว่างที่เวียนว่ายตายเกิด ต้องประสบแต่ความทุกข์ ทั้งทุกข์เพราะพลัดพรากจากของรัก ประสบสิ่งที่ไม่ชอบใจ และยังทุกข์เพราะเกิด แก่ เจ็บ ตาย อีกด้วย น้ำตาที่ต้องไหล เพราะความทุกข์ของแต่ละคน หากนำมารวมกันแล้วยังมากกว่าน้ำในมหาสมุทรทั้ง 4 อีก และกระดูกของแต่ละคนเฉพาะในชาติที่เกิดเป็นมนุษย์ หากนำมากองรวมกันยังสูงกว่าขุนเขาเสียอีก

สรรพสัตว์ทั้งหลายต้องประสบกับความทุกข์อย่างแสนสาหัส เพราะการเวียนเกิดเวียนตายอย่างไม่มีที่สิ้นสุดนี้ และแต่ละภพชาติที่ผ่านไปก็ได้สั่งสมความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับโลกและชีวิตไว้ชาติแล้วชาติเล่า ในบรรดาสรรพสัตว์ทั้งหลายนั้น ย่อมมีสัตว์โลกผู้สั่งสมปัญญามามาก เมื่อประสบเหตุการณ์สะดุดใจ จึงพลันได้คิดว่า ที่แท้โลกก็คือคุกใบใหญ่ ตัวเราและสรรพสัตว์ต่างก็ถูกจับขัง ให้เวียนว่ายตายเกิดอยู่ในโลกนี้ไม่รู้จักจบสิ้น เราจะต้องหาทางพาตัวเองออกไปจากคุกนี้ให้ได้ และยังมีความกรุณาต่อสรรพสัตว์ทั้งหลายอีกด้วย จึงได้ตั้งความปรารถนาว่า หากวันใดเราแหกคุกนี้ไปได้ เราจะไม่ไปคนเดียว แต่จะขนคนไปให้หมดทั้งโลก จากนั้นก็เร่งทำความเพียรสร้างสมความดีเรื่อยไป จึงได้เนมิตกนาม คือ นามตามคุณธรรมว่า พระโพธิสัตว์ ซึ่งแปลว่า สัตว์ผู้มุ่งการตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อการหลุดพ้นจากทุกข์ และจะพาสรรพสัตว์ทั้งหลายให้พ้นจากทุกข์ภัยในวัฏสงสารตามไปด้วย พระโพธิสัตว์จึงเป็นบุคคลผู้มีจิตใจยิ่งใหญ่มหาศาลเกินกว่าที่จะเปรียบได้ เพราะว่าในขณะนั้นพระองค์ก็ยังไม่รู้หนทางที่จะออกจากทุกข์ว่า เป็นเช่นไร รู้เพียงแต่ว่า วันใดวันหนึ่งจะต้องออกจากคุกไปให้ได้ จึงได้บำเพ็ญบารมีด้วยน้ำใจที่เด็ดเดี่ยว มั่นคง ไม่ว่าจะถือกำเนิดเป็นอะไรก็ตาม ย่อมสร้างบารมีอย่างเต็มที่ ไม่ย่อหย่อนไม่เบื่อหน่าย ไม่ท้อแท้ถอดถอนใจแม้จะมีใครมาคิดทดลองกลั่นแกล้งด้วยอุบายต่างๆ เพื่อให้พระองค์เลิกสร้างบารมี ท่านก็ไม่สนใจยังคงสร้างบารมีต่อไปอย่างไม่หวั่นไหว จนสามารถเป็นกัลยาณมิตรให้กับตนเองและเป็นต้นแบบให้กับผู้อื่นได้ สิ่งเหล่านี้ จึงทำให้พระองค์ทรงเป็นผู้ที่มีจิตเมตตา มีน้ำใจอย่างมหาศาลแก่สรรพสัตว์ทั้งหลายทั่วทั้งภพ 3 พระองค์จึงเป็นที่เทิดทูนบูชา เคารพกราบไหว้ของสรรพสัตว์ทั้งหลายตลอดทั่วทั้งภพ 3

4.1.1 น้ำใจของพระโพธิสัตว์

พระโพธิสัตว์เป็นบุคคลผู้มีจิตใจยิ่งใหญ่มหาศาลเกินเปรียบ เพราะพระองค์ทรงมีสติปัญญามากที่ได้มองเห็นทุกข์ภัยในวัฏสงสาร ที่เป็นเสมือนคุกใบใหญ่ที่กักขังสรรพสัตว์ทั้งหลายให้เวียนว่ายตายเกิดหลายภพหลายชาติ จึงทำให้มีความคิดที่จะทำลายวัฏสงสารนี้ออกไปให้ได้ จะออกไปให้พ้นจากทะเลทุกข์แห่งนี้ และถ้าวันใดที่ออกไปจากวัฏสงสารนี้แล้ว ก็จะไม่ไปเพียงคนเดียว แต่จะพาสรรพสัตว์ทั้งหลายที่ร่วมทุกข์ในวัฏสงสารนี้ออกไปด้วย เพราะว่าในขณะนั้นตัวเองก็ยังไม่รู้หนทางที่จะออกจากทุกข์ว่าเป็นเช่นใด รู้เพียงแต่ว่า วันใดวันหนึ่งจะต้องออกไปให้ได้ โดยมีอุปมาที่เปรียบเทียบมโนปณิธานอันยิ่งใหญ่ของพระโพธิสัตว์ไว้ดังนี้

อุปมาที่ 1 หากแม้ว่าจักรวาลอันกว้างใหญ่สุดประมาณนี้ เป็นป่าไผ่อันแน่นหนาเต็มไปด้วยเรียวหนามอันแหลมคมวัดได้ไกลถึงหนึ่งล้านสองแสนสามหมื่นสี่ร้อยห้าสิบโยชน์ ท่านก็จะเดินลุยไปด้วยเท้าเปล่า จะเหยียบย่ำบุกฝ่าขวากหนามไปจนสุดปลายทาง

อุปมาที่ 2 หากแม้ว่าจักรวาลอันกว้างใหญ่สุดประมาณนี้ มีถ่านเพลิงร้อนระอุเต็มไปหมด ท่านก็จะเดินลุยไปด้วยเท้าเปล่า ไปจนสุดหมื่นจักรวาล

อุปมาที่ 3 หากแม้ว่าจักรวาลอันกว้างใหญ่สุดประมาณนี้ เต็มไปด้วยภูเขาเหล็กลุกเป็นไฟโพลงอยู่ตลอดเวลา และพื้นดินระหว่างซอกภูเขาเหล่านั้น เต็มไปด้วยน้ำทองแดงอันเดือด พลุ่ง ร้อน ละลายอยู่เต็มไปทั่ว ท่านก็จะแหวกว่ายน้ำทองแดงอันร้อนแรงนั้นไปด้วยกำลังแขนของตน จนสุดหมื่นจักรวาล

ด้วยมโนปณิธานอันยิ่งใหญ่ดังกล่าว ที่ทำให้พระโพธิสัตว์เป็นผู้มีมหากรุณาอันหาที่เปรียบมิได้ต่อสรรพสัตว์ทั้งหลาย ที่ปรารถนาจะให้สรรพสัตว์ทั้งหลายได้พ้นทุกข์ เพราะผู้ที่ประพฤติผิดพลาดทำอกุศลกรรม ก็ทำให้พลัดไปเกิดในอบาย พระองค์ปรารถนาที่จะช่วยให้สรรพสัตว์เหล่านั้นได้พ้นจากทุกข์ อีกทั้งอยากให้ ผู้ที่กำลังเสวยผลบุญในเทวโลกและพรหมโลกทั้งหมด ได้พบความสุขอันเป็นอมตะ คือ พระนิพพานด้วย จะได้ไม่เสียเวลาวนเวียนอยู่ในวัฏสงสารอันยาวไกล

ด้วยมหากรุณาอันหาไม่มีประมาณเช่นนี้ ทำให้พระองค์ต้องบำเพ็ญบารมีด้วยความทุ่มเท เด็ดเดี่ยว ด้วยความเพียรพยายามและความอดทนอันยิ่งยวด จะต้องไม่หวั่นไหวต่ออุปสรรคต่างๆ ที่เจอในระหว่างแห่งหนทางการสร้างบารมี ไม่ว่าจะเกิดในกำเนิดใดก็ตาม เมื่อได้เกิดมาแล้วก็ได้สร้างบารมี ฝึกฝนตนเองอย่างยิ่งยวด โดยการเอาชีวิตเป็นเดิมพัน ไม่หวาดหวั่นแม้จะต้องแลกด้วยชีวิตเพื่อการได้มาซึ่งบารมีที่จะทำให้บรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณ แม้พระองค์จะรักบุตรภรรยาหรือมารดาบิดา แต่ท่านรักพระสัมมาสัมโพธิญาณมากกว่า ดังที่พระองค์ตรัสไว้ว่า

“ ไม่ใช่ว่า ลูกทั้งสองเป็นที่เกลียดชังของเราก็หามิได้ มัทรีเทวีไม่เป็นที่รักของเราก็หามิได้ พระสัพพัญญุตญาณเป็นที่รักของเรายิ่งกว่า เพราะฉะนั้น เราจึงได้ให้บุตร ธิดาและเทวีผู้เป็นที่รักของเรา”2)

ที่ตรัสเช่นนี้ เพราะตระหนักดีว่า หากภพชาติใดที่ท่านได้ตรัสรู้พระสัมมาสัมโพธิญาณ พระองค์ย่อมสามารถเป็นกัลยาณมิตรให้กับหมู่ญาติทั้งหลาย รวมทั้งสั่งสอนมนุษย์และเทวดาให้พบกับพระธรรมอันประเสริฐได้

การที่พระโพธิสัตว์มีน้ำพระทัยอันเต็มเปี่ยมกว้างขวาง มีมหากรุณาอันหาที่เปรียบมิได้นี้ ทำให้พระองค์มีคุณสมบัติที่พิเศษ 10 ประการ เป็นคุณสมบัติของเอกบุรุษที่ไม่มีบุคคลใดเสมอเหมือนได้ คุณสมบัติ 10 ประการของพระโพธิสัตว์ คือ3)

1. อะเคธะตา ความไม่ติดอยู่ในของรักของชอบของคนอื่น เป็นผู้ที่มีใจติดในการสร้างบารมีเพื่อมุ่งไปสู่อายตนนิพพานเพียงอย่างเดียว

2. นิราละยะตา ความไม่อาลัยเกี่ยวข้องในสิ่งของภายนอก เป็นผู้ยินดีที่จะมุ่งสู่ความบริสุทธิ์ หลุดพ้น

3. จาโค ความสละ คือ เป็นผู้ที่ยินดีในการให้มากกว่าการเป็นผู้รับจากคนอื่น พระองค์เป็นยอดนักเสียสละ นักสังคมสงเคราะห์ที่แท้จริง

4. ปะหานัง ความปล่อย คือ เป็นผู้ที่มีสามารถปล่อยวางได้ง่าย ไม่ผูกโกรธ ไม่ถือสาเอาความ ไม่เอาเรื่องใคร มีแต่จะเอาบุญอย่างเดียว

5. อะปุนะราวัตตินา ความไม่หวนคิดกลับกลอก คือ เป็นคนจริง ไม่มีความคิดกลับกลอก คิดอย่างไรก็พูดอย่างนั้น พูดอย่างไรก็ทำอย่างนั้น

6. สุขุมัตตา ความละเอียด คือ เป็นผู้มีความละเอียดรอบคอบ ไม่ประมาทเลินล่อ จนเสียการเสียงาน พระองค์จะทำงานทุกอย่าง ไม่ว่างานนั้นจะเป็นของพระองค์เองหรือทำให้คนอื่น จะทำอย่างพิถีพิถัน ไม่มีความลำเอียงในใจ

7. มะหันตัตตา ความเป็นของใหญ่ คือ เป็นผู้ที่มีความคิดใหญ่ ใจกว้าง เสมือนท้องมหาสมุทรที่กว้างใหญ่ไพศาล

8. ทุรานุโพธัตตา ความเป็นของรู้ตามได้ยาก คือ เป็นผู้ที่บุคคลทั่วไปรู้ตามได้ยาก เพราะพระองค์มีความคิดเหนือวิสัยของปุถุชนทั่วไป คือ มีจิตใจสูงส่ง คิดจะช่วยเหลือคนอื่นให้หลุดพ้นจากทุกข์ ส่วนคนทั่วไปคิดเพียงว่า ทำอย่างไรตัวเองจึงจะจะได้ประโยชน์มากที่สุด

9. ทุลละภัตตา ความเป็นของได้ยาก คือ เป็นผู้ทำในสิ่งที่คนทั่วไปทำได้ยาก สามารถทำของยากให้ง่าย ทำเรื่องใหญ่ให้เป็นเรื่องเล็ก เพราะเรื่องใหญ่มีเพียงเรื่องเดียว คือ เรื่องขจัดกิเลส อาสวะให้หมดสิ้น และช่วยเหลือสรรพสัตว์ให้หลุดพ้นจากวัฏสงสารนี้

10. อะสะทิสะตา ความเป็นของไม่มีใครเสมอ คือ เป็นผู้ที่ไม่มีใครเสมอเหมือน เป็นผู้นำในการสร้างบารมี มีความคิด คำพูดและการกระทำที่ประเสริฐเหนือกว่าคนอื่น มักแสดงออกในลักษณะของความเป็นผู้นำตลอดเวลา ไม่ว่าพระองค์จะถือกำเนิดเป็นอะไร จะมีลักษณะของความเป็นผู้นำมาโดยตลอด จนได้ตรัสรู้พระสัมมาสัมโพธิญาณ

คุณสมบัติทั้ง 10 ประการ เป็นคุณสมบัติที่เกิดขึ้นกับบุคคลที่มีน้ำใจกว้างขวาง มีมหากรุณาใหญ่ เฉกเช่นพระโพธิสัตว์ผู้มุ่งที่จะตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งในอนาคต นอกจากจะทำให้ตนเองมีความสุขสบายแล้ว ยังมีน้ำใจอยากช่วยเหลือผู้อื่นให้ได้รับความสุขสบายอย่างที่ตนเองได้รับมาแล้ว

สิ่งเหล่านี้ จึงเป็นสิ่งที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ได้สั่งสมมาอย่างยาวนาน จนเป็นนิสัยที่ปรารถนาจะช่วยเหลือคนอื่น ไม่ว่าในชาติที่ถือกำเนิดเป็นอะไรก็ตาม ความมีน้ำใจช่วยเหลือคนอื่นก็ยังคงมีอยู่เสมอ ไม่มีเปลี่ยนแปลง อย่างเช่นในชาติที่เกิดเป็นวานรโพธิสัตว์4) ถึงแม้จะเอาชีวิตแลกกับการช่วยเหลือผู้อื่นให้พ้นทุกข์ก็ยอมตาย ฉะนั้นจึงทำให้พระองค์มีเมตตาจิตแก่ทุกคน อยากที่จะให้สรรพสัตว์ทั้งหลาย หลุดพ้นจากวัฏสงสารไปด้วย

4.1.2 เรื่องธรรมดาของพระโพธิสัตว์

ธรรมดาของพระโพธิสัตว์ คือ ความปกติของพระโพธิสัตว์ทุกพระองค์ที่สร้างบารมี เพื่อเป็น พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งทุกพระองค์จะต้องทำอย่างนี้ทั้งหมด ถือว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดาของเหล่าพระโพธิสัตว์ ทั้งหลายที่จะต้องทำอย่างนี้ มีทั้งหมด 16 ประการ คือ5)

1. พระโพธิสัตว์จุติจากดุสิต มีสติสัมปชัญญะ ลงสู่พระครรภ์พระมารดา

2. เมื่อพระโพธิสัตว์ลงสู่พระครรภ์พระมาดา จะมีแสงสว่างอันโอฬารปรากฏในโลก หมื่นโลกธาตุสะเทือนสะท้านหวั่นไหว

3. มีเทพบุตร 4 ตนมาอารักขาทั้งสี่ทิศ เพื่อป้องกันมนุษย์และอมนุษย์มิให้เบียดเบียนพระ โพธิสัตว์และพระมารดา

4. พระมารดาของพระโพธิสัตว์ทรงตั้งอยู่ในศีล 5 โดยปกติ

5. พระมารดาของพระโพธิสัตว์ไม่ทรงมีความรู้สึกทางกามในบุรุษทั้งหลาย และจะเป็นผู้อันบุรุษ ใดๆ ผู้มีจิตกำหนัดก้าวล่วงไม่ได้

6. พระมารดาของพระโพธิสัตว์มีลาภมาก บริบูรณ์ด้วยกามคุณ 5 (รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ)

7. พระมารดาของพระโพธิสัตว์ไม่มีโรค มองเห็นพระโพธิสัตว์ในพระครรภ์เหมือนเห็นเส้นด้ายในแก้วไพฑูรย์ (ตั้งแต่ข้อ 3 ถึง 7 หมายถึง ระหว่างทรงพระครรภ์)

8. เมื่อพระโพธิสัตว์ประสูติได้ 7 วันแล้ว พระมารดาย่อมสวรรคต เข้าสู่สวรรค์ชั้นดุสิต

9. สตรีอื่นบริหารครรภ์ 9 เดือนบ้าง 10 เดือนบ้างจึงคลอด ส่วนมารดาพระโพธิสัตว์บริหาร พระครรภ์ 10 เดือนพอดีจึงคลอด

10. สตรีอื่นนั่งหรือนอนคลอด ส่วนพระมารดายืนคลอด

11. เมื่อประสูติ เทวดารับก่อน มนุษย์รับภายหลัง

12. เมื่อประสูติจากพระครรภ์ ยังไม่ทันถึงพื้น เทพบุตร 4 ตนจะรับวางไว้เบื้องหน้าพระมารดาและบอกให้ทราบว่า พระโอรสที่เกิดมีศักดิ์ใหญ่

13. เมื่อประสูติ พระโพธิสัตว์เป็นผู้บริสุทธิ์สะอาด ไม่แปดเปื้อนด้วยมลทินครรถ์

14. เมื่อประสูติ จะมีธารน้ำร้อนน้ำเย็นตกลงมาสนานพระวรกายของพระโพธิสัตว์และพระมารดา

15. ทันทีที่ประสูติ พระโพธิสัตว์จะผินพระพักตร์ทางทิศเหนือ ดำเนินด้วยพระบาท 7 ก้าว เปล่งพระวาจาประกาศว่า “ เราเป็นเลิศในโลก และชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย”

16. เมื่อพระโพธิสัตว์ประสูติ จะมีแสงสว่างอันโอฬารปรากฏในโลก และหมื่นโลกธาตุสะเทือนสะท้าน

นอกจากนี้แล้วยังมีเรื่องปกติของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ที่จะต้องกระทำอย่างนี้ จะว่าไปแล้วก็คือธรรมชาติของพระโพธิสัตว์ผู้เป็นเลิศที่จะมาตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะต้องกระทำสิ่งเหล่านี้ เสมือนเป็นแบบแผนปฏิบัติที่จะต้องกระทำตลอดพระชนมายุของทุกพระองค์ ซึ่งมีอยู่ทั้งหมด 30 ประการ6) คือ

1. พระโพธิสัตว์ผู้มีภพสุดท้าย มีสัมปชัญญะรู้ตัว ลงสู่พระครรภ์ของพระชนนี

2. พระโพธิสัตว์นั่งขัดสมาธิในพระครรภ์ของพระชนนี หันพระพักตร์ออกไปภายนอก

3. พระชนนีของพระโพธิสัตว์ยืนประสูติ

4. พระโพธิสัตว์ออกจากพระครรภ์พระชนนีในป่าเท่านั้น

5. พระโพธิสัตว์วางพระบาทลงบนแผ่นทอง หันพระพักตร์ไปทางทิศเหนือ ย่างพระบาท 7 ก้าว เสด็จไปตรวจดู 4 ทิศแล้วเปล่งสีหนาท

6. พระมหาสัตว์ พอพระโอรสสมภพ ก็ทรงเห็นนิมิต 4 แล้วออกมหาภิเนษกรมณ์

7. พระมหาสัตว์ ทรงถือผ้าธงชัยแห่งพระอรหันต์ ทรงผนวช ทรงบำเพ็ญเพียรกำหนดอย่างต่ำที่สุด 7 วัน

8. เสวยข้าวมธุปายาส ในวันที่ทรงบรรลุพระสัมโพธิญาณ

9. ประทับนั่งเหนือสันถัตหญ้าบรรลุพระสัพพัญญุตญาณ

10. ทรงบริกรรมอานาปานสติกัมมัฏฐาน

11. ทรงกำจัดกองกำลังของมาร

12. ณ โพธิบัลลังก์นั่นเอง ทรงได้คุณมีอสาธารณญาณ ตั้งแต่วิชชา 3 เป็นต้นไป

13. ทรงยับยั้งใกล้โพธิพฤกษ์ 7 สัปดาห์

14. ท้าวมหาพรหมทูลอาราธนาเพื่อให้ทรงแสดงธรรม

15. ทรงประกาศพระธรรมจักร ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน

16. ในวันมาฆบูรณมี ทรงยกปาฏิโมกข์ขึ้นแสดงในที่ประชุมสาวกประกอบด้วยองค์ 4

17. ประทับอยู่ประจำ ณ ที่พระวิหารเชตวัน

18. ทรงทำยมกปาฏิหาริย์ ใกล้ประตูกรุงสาวัตถี

19. ทรงแสดงพระอภิธรรม ณ ภพดาวดึงส์

20. เสด็จลงจากเทวโลก ใกล้ประตูสังกัสสนคร

21. ทรงเข้าผลสมาบัติต่อเนื่องกัน

22. ทรงตรวจดูเวไนยชน 2 วาระ

23. เมื่อเรื่องเกิดขึ้น จึงทรงบัญญัติสิกขาบท

24. เมื่อเหตุต้นเรื่องเกิดขึ้น จึงตรัสชาดก

25. ตรัสพุทธวงศ์ในสมาคมพระประยูรญาติ

26. ทรงทำปฏิสันถารกับภิกษุอาคันตุกะ

27. พวกภิกษุจำพรรษาแล้วถูกนิมนต์ ไม่ทูลบอกลาก่อน ไปไม่ได้

28. ทรงทำกิจก่อนและหลังเสวย ยามต้น ยามกลางและยามสุดท้ายทุกๆ วัน

29. เสวยรสมังสะในวันปรินิพพาน

30. ทรงเข้าสมาบัติยี่สิบสี่แสนโกฏิสมาบัติแล้วจึงปรินิพพาน

สิ่งเหล่านี้ที่ได้กล่าวมาแล้วนี้ เป็นเสมือนแบบแผนหรือธรรมเนียมปฏิบัติที่ทุกพระองค์ ไม่ว่าจะเป็นพระโพธิสัตว์ที่ยังสร้างบารมีอยู่ หรือในภพชาติสุดท้ายที่บารมีเต็มเปี่ยมแล้ว พร้อมที่จะมาตรัสรู้เป็น พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ก็จะทรงปฏิบัติอย่างนี้เช่นกัน ไม่มีพระองค์ใดเลยที่จะปฏิบัตินอกจากนี้ไปได้ ฉะนั้นจึงได้กล่าวว่า เสมือนเป็นแบบแผนที่ทรงปฏิบัติสืบๆ กันต่อมา

4.1.3 ประเภทของพระโพธิสัตว์

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ เมื่อครั้งที่ยังคงสร้างบารมีเป็นพระโพธิสัตว์ได้คิดที่จะออกจากวัฏสงสารนี้ไปและจะพาสรรพสัตว์ทั้งหลายออกไปด้วย จึงคิดสร้างบารมี แต่ด้วยการสร้างบารมีที่ใช้เวลายาวนานหลายกัปหลายอสงไขย ซึ่งไม่แน่ว่าบุคคลที่ตั้งความปรารถนาเช่นนี้จะมีกำลังใจและความอดทนในการสร้างบารมีจนกว่าจะสำเร็จได้หรือไม่ เนื่องจากเส้นทางในการสร้างบารมีเพื่อจะเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น เป็นไปด้วยความยากลำบาก มีอุปสรรคนานัปการ จะต้องใช้ความตั้งใจ อย่างแรงกล้า กับความเพียรพยายามและอดทนอย่างสูงสุด อย่างเช่น พระโพธิสัตว์บางองค์ที่ตอนแรกก็ได้ตั้งความปรารถนาอยากจะเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ภายหลังกลับถอนใจ คิดเลิกสร้างบารมีเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่กลับมาตั้งความปรารถนาเป็นพระอรหันตสาวก แล้วสร้างบารมีเพื่อการเป็นอรหันตสาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งในอนาคต เช่น พระมหากัจจายนะ พราหมณ์พาวรี เป็นต้น

ด้วยเหตุนี้ เส้นทางการสร้างบารมีจึงเป็นเหมือนการทดสอบ บุคคลที่ตั้งความปรารถนาเป็นที่จะเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ว่าจะมีความเพียรพยายามและด้วยความอดทนอย่างสุดกำลังแบบเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อการบรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณมากน้อยเพียงใด ซึ่งถ้าบุคคลที่มีความปรารถนาอย่างแรงกล้า แล้วมุ่งมั่นตั้งใจด้วยความเพียรพยายามและด้วยความอดทน จนสามารถสร้างบารมีได้ครบถ้วนทุกประการ ก็จะได้รับการยืนยันหรือที่เรียกว่า ได้รับพุทธพยากรณ์ จากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งในอนาคตว่าจะได้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสมดังใจปรารถนา แต่ถ้าบุคคลที่ตั้งความปรารถนาจะเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ความตั้งใจที่ประกอบด้วยความเพียรพยายามและความอดทนยังไม่ถึงที่สุด ก็ยังต้องฝึกฝนตนเองให้มีความตั้งใจมุ่งมั่นมากกว่าเดิม และถ้ายังไม่ได้รับการยืนยันจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง บุคคลนั้นก็ยังไม่แน่นอนว่าจะได้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในอนาคต จึงต้องสร้างบารมีอย่างต่อเนื่องต่อไปจนกว่าจะสำเร็จผล ด้วยเหตุที่กล่าวมาแล้วนี้ จึงทำให้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์เมื่อครั้งที่ยังคงสร้างบารมีเป็นพระโพธิสัตว์อยู่ จึงแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ

1.อนิยตโพธิสัตว์ คือ พระโพธิสัตว์ที่ยังไม่ได้รับการพยากรณ์จากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ก่อน จึงยังไม่แน่ว่าจะได้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นเพียงแต่ตั้งใจจะสร้างบารมีเพื่อเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้น ถึงแม้จะมีน้ำใจเด็ดเดี่ยวปรารถนามาเป็นเวลาช้านานหลายอสงไขยแล้วก็ตาม

2.นิยตโพธิสัตว์ คือพระโพธิสัตว์ที่ได้รับการพยากรณ์จากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ก่อนแล้วย่อมเที่ยงแท้แน่นอนว่าได้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

บุคคลผู้มีความปรารถนาที่จะเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้สั่งสมบารมีมาอย่างต่อเนื่องด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจอย่างแรงกล้า จึงได้เนมิตตกนามว่า พระโพธิสัตว์ แต่ยังมีความไม่แน่นอน บางชาติอาจพลาดพลั้งไปทำอกุศลกรรม ต้องไปรับผลกรรมในอบายภูมิ เสียเวลาในการสร้างบารมี แต่เมื่อมีสติปัญญานึกได้ก็เริ่มสร้างบารมีใหม่ กลับไปลองผิดลองถูกอยู่เป็นเวลานาน จึงทำให้พระโพธิสัตว์ประเภทนี้เรียกว่า อนิยตโพธิสัตว์ เพราะยังไม่มีความแน่นอนที่จะได้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในอนาคตหรือไม่ ยังคงต้องสร้างบารมี ฝึกฝนตนเองต่อไป

ส่วนพระโพธิสัตว์ประเภท นิยตโพธิสัตว์ จะมีใจที่มั่นคงตรงต่อการสร้างบารมี เนื่องจากได้รับ พุทธพยากรณ์แล้ว จึงมีความตั้งใจที่มั่นคง ไม่หวั่นไหวต่ออุปสรรคทั้งปวง และยังทำให้มีความเพียรพยายามและความอดทนอย่างมากกว่าประเภทแรก เพราะการได้รับพุทธพยากรณ์เสมือนการได้รับกำลังใจจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่าจะได้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในอนาคตอย่างแน่นอน

การสร้างบารมีของพระโพธิสัตว์ทุกพระองค์ จึงต้องสร้างบารมีอย่างสุดกำลัง โดยเอาชีวิตเป็นเดิมพัน อย่างที่ไม่มีสรรพสัตว์เหล่าใดจะเสมอเหมือน และไม่ว่าพระโพธิสัตว์จะถือกำเนิดใดก็ตาม พระองค์ก็ไม่เคยที่จะทิ้งการสร้างบารมีแม้สักชาติเดียว ยังคงมีความมุ่งมั่นตั้งใจในการสร้างบารมีอยู่ตลอดเวลา ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้การเกิดของพระโพธิสัตว์ไม่สูญเปล่า มีจุดมุ่งหมายในการดำเนินชีวิตที่มั่นคงว่า วันหนึ่งยังมีโอกาสจะมาตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในอนาคต

ส่วนสรรพสัตว์ที่ไม่รู้เลยว่าชีวิตควรทำอะไร ก็จะมีชีวิตอย่างยากลำบาก เกิดแล้วตายไปอย่างสูญเปล่า หรือเรียกว่า เกิดมาฟรีและตายฟรี ทำให้การเกิดมานับจำนวนชาติในการเวียนว่ายตายเกิดได้มากมายนับประมาณชาติไม่ได้ยิ่งกว่าพระโพธิสัตว์เสียอีก และกว่าจะมีบุญพอได้เกิดมาพบพระพุทธศาสนา ได้มีโอกาสทำตามคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็เป็นการยากมาก กว่าจะรู้ว่า เราเกิดมาสร้างบารมี ก็ต้องหมดเวลาไปมากมายทีเดียว ฉะนั้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงเป็นเสมือนผู้หาทางออกจากที่คุมขัง คือ วัฏสงสาร จนพ้นออกไปได้ และยังได้มีน้ำใจเปิดกรงขังให้สรรพสัตว์ทั้งหลายภายในกรงได้มีโอกาสออกจากที่คุมขังได้ด้วยเช่นกัน

4.2 ตั้งความปรารถนาที่จะเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

การบังเกิดขึ้นของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแต่ละพระองค์นั้นเป็นการบังเกิดขึ้นได้ยาก บางยุคบางสมัยก็ไม่มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาอุบัติขึ้นเลย โลกว่างเว้นจากพระสัทธรรม หมู่สัตว์ตกอยู่ในความมืดมิด คือ อวิชชา ที่หาทางออกไม่พบ ฉะนั้นการอุบัติขึ้นของพระองค์ ก็เพื่อบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้กับมวลมนุษยชาติ พระองค์จึงทรงมีมหากรุณา มีน้ำใจต่อสรรพสัตว์ทั้งหลาย ที่ได้สร้างบารมีมาไม่ใช่เพียงแค่ให้ตนเองหลุดพ้นจาก วัฏสงสารเพียงคนเดียวเท่านั้น แต่ยังนึกถึงสรรพสัตว์ทั้งหลายอยากให้หลุดพ้นออกจากคุกด้วยกัน

ฉะนั้น เมื่อพระองค์สร้างบารมีจนเต็มเปี่ยมบริบูรณ์ มาตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ก็ได้นำพระสัทธรรมมาสั่งสอนให้ได้ประพฤติปฏิบัติ เพื่อให้ได้หลุดพ้นตามพระองค์ไป ซึ่งการสร้างบารมีของพระองค์นั้นไม่ได้ราบเรียบสะดวกสบาย แต่กลับเจออุปสรรคปัญหามากมาย แต่ด้วยความตั้งใจมุ่งมั่น ด้วยความเพียรพยายามอย่างอดทน ไม่ท้อถอย พระองค์จึงได้มาตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในที่สุด ดังนั้น ในหัวข้อนี้จะได้ศึกษาเส้นทางการสร้างบารมีของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสมณโคดม พระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราในยุคปัจจุบัน เพื่อจะได้แบบอย่างแห่งการสร้างบารมีของพระองค์ตั้งแต่เริ่มแรกที่คิดจะหลุดพ้นออกจากทุกข์เป็นต้นไป

4-19.jpg

4.2.1 พระชาติแรก

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระสมณโคดมของพวกเราทั้งหลาย เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประเภทปัญญาธิกะ คือ ทรงเป็นผู้ที่ยิ่งด้วยปัญญา จึงทำให้พระองค์สร้างบารมีเพื่อเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าใช้ระยะเวลาน้อยที่สุด สำเร็จได้รวดเร็ว แต่คำว่า รวดเร็ว มิใช่เพียงชาติสองชาติ แต่ก็นับภพนับชาติไม่ได้ พระองค์ทรงสร้างบารมี 20 อสงไขยกับแสนมหากัป นับตั้งแต่เริ่มปรารถนาเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จนกระทั่งได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ประวัติของพระองค์ชัดเจนแจ่มแจ้ง มีที่มาที่ไปตั้งแต่เริ่มสร้างบารมีหลายภพหลายชาติ สร้างความดีตลอดเรื่อยมา ตั้งแต่สมัยที่เกิดเป็นมาณพหนุ่มแบกมารดาอยู่บนบ่าขณะว่ายน้ำอยู่ในกลางทะเล ซึ่งเกิดจากเรือสำเภาแตกเพราะพายุ โดยมีความตั้งใจว่าจะพามารดาให้รอดตาย และขึ้นถึงฝั่งได้อย่างปลอดภัย และไม่หวั่นว่า มหาสมุทรจะกว้างใหญ่สักเพียงใด ถึงแม้จะเหนื่อยแสนเหนื่อยสักเพียงใด ก็จะสู้อุตสาหะอดทนแหวกว่ายพามารดาข้ามมหาสมุทรนี้ไปให้ได้

เมื่อมาณพนั้นแบกมารดาว่ายนํ้าในมหาสมุทรมาตลอดทั้งวันทั้งคืน อาการเหน็ดเหนื่อยอ่อนเพลียย่อมเกิดขึ้น ในขณะนั้นเรี่ยวแรงของมาณพนั้นหมดลงแทบจะจมลงในมหาสมุทร ด้วยกำลังบุญบารมีที่ สั่งสมมา จึงทำให้พลันฉุกคิดขึ้นมาในใจว่า

“ วัฏสงสารนี้เป็นทุกข์หนักหนา และชีวิตของมนุษย์นั้น ก็เหมือนแหวกว่ายอยู่ในทะเลแห่งความทุกข์ ถ้าตัวเราต้องตายลงไปในท้องมหาสมุทรพร้อมกับมารดาในตอนนี้ ขอกุศลบุญที่เราได้แบกมารดาว่ายนํ้าในมหาสมุทรมาด้วยความเหน็ดเหนื่อยนี้ จงเป็นปัจจัยให้เราสามารถข้ามพ้นทะเลแห่งความทุกข์นี้ได้”

ครั้นตั้งจิตเป็นมหากุศลแล้ว มาณพนั้นได้ตั้งปณิธานซํ้าลงไปอีกว่า “ เมื่อเราข้ามพ้นจากวัฏสงสารได้แล้ว ขอให้เราพึงนำสัตว์ทั้งหลายข้ามพ้นจากทะเลแห่งวัฏสงสารได้ด้วยเถิด”

เมื่อตั้งมโนปณิธานอธิษฐานจิตตอกยํ้าถึงความปรารถนาที่จะนำตนและสรรพสัตว์ให้พ้นจากทะเลทุกข์ มาณพนั้นได้รับเนมิตตกนามว่า “ พระโพธิสัตว์” ทันทีและด้วยแรงอธิษฐานที่ปรารถนาความเป็นผู้ยกตนและนำสัตว์ให้พ้นจากทะเลทุกข์ จึงทำให้เกิดมหาปีติจากที่กำลังจะหมดแรงว่ายนํ้า ก็พลันเกิดกำลังใจพร้อมกับกำลังกายขึ้นมาเป็นอัศจรรย์ มีเรี่ยวแรงที่จะว่ายนํ้าแบกมารดาต่อไปได้ถึง 2-3 วัน จนในที่สุดก็เห็นฝั่งและได้แบกมารดามาขึ้นฝั่งสำเร็จ

4-23.jpg

เมื่อถึงฝั่งแล้วพระโพธิสัตว์กับมารดา ก็ได้เข้าไปอาศัยในหมู่บ้านเแห่งหนึ่ง พระโพธิสัตว์จึงได้ทำงานด้วยความขยันและอดทน เพื่อเลี้ยงดูมารดาเป็นอย่างดีจนกระทั่งมารดาถึงแก่ความตาย และเมื่อถึงคราวที่พระโพธิสัตว์ละโลกนี้ไป ก็ได้ไปบังเกิดในเทวโลก นี้คือปฐมชาติที่ได้ตั้งความปรารถนาที่จะเป็นผู้นำตนและสรรพสัตว์ทั้งหลายให้พ้นจากทะเลทุกข์ ซึ่งก็คือฐานะแห่งความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในอนาคต ในชาตินี้จึงมีชื่อเรียกว่า ปฐมจิตตุปบาทกาล หมายถึง การเกิดขึ้นของดวงจิตดวงแรกที่คิดจะเป็น พระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ตั้งแต่ชาตินี้เป็นต้นไป พระองค์ได้เวียนว่ายตายเกิดอยู่ในภพภูมิต่างๆ เรื่อยมาหลายภพหลายชาติ คราวใดที่เกิดมาเป็นมนุษย์ จะมีสติสัมปชัญญะ มีปัญญาเฉียบแหลม มองเห็นทุกข์ภัยในวัฏสงสาร จึงได้ ตั้งมั่นทำคุณงามความดีทุกอย่าง เพื่อหาหนทางหลุดพ้นจากวัฏทุกข์ให้ได้

4.2.2 พระชาติที่ดำริไว้ในใจ

พระเจ้าสัตตุตาปนะ

หลังจากที่ได้ตั้งความปรารถนาพุทธภูมิ ในชาติที่เป็นมาณพแบกมารดาอยู่ในมหาสมุทร ก็ได้เกิดตายมาหลายชาติ ในชาติหนึ่งได้เกิดเป็นราชโอรสและได้ขึ้นครองราชสมบัติ มีพระนามว่า “ พระเจ้าสัตตุตาปนะ” พระองค์ปกครองประชาราชด้วยทศพิธราชธรรม แต่พระองค์ทรงพอพระทัยในช้างมงคลอย่างมาก คือ ชอบสะสมช้างมงคล ไม่ว่าจะได้ข่าวว่าช้างมงคลอยู่ส่วนไหนของราชธานี พระองค์ต้องตามจับมาจนได้ ครั้งหนึ่งมีนายพรานเข้ามาถวายรายงานว่า พบช้างมงคลเชือกหนึ่ง มีลักษณะสมบูรณ์พร้อมทุกประการ ตั้งแต่เกิดมาเป็นพรานยังไม่เคยเห็นช้างเชือกไหน มีลักษณะเลิศอย่างนี้มาก่อนเลย เมื่อพระองค์ทรงทราบอย่างนั้นจึงทรงให้นายพรานผู้นั้นนำขบวนเพื่อไปจับช้าง เมื่อทรงเห็นช้างเชือกนั้น พระองค์ทรงดีพระทัยเป็นอย่างมากและสามารถล้อมจับจนได้โดยไม่ยาก ทรงให้นายหัตถาจารย์ผู้ฝึกช้าง ฝึกจนเชื่อง แต่พระเจ้าสัตตุตาปนะทรงรีบพระทัย เพื่อจะทรงช้างเชือกนี้ ในวันมงคลฉลองนักขัตฤกษ์ ใน 7-8 วันข้างหน้านายหัตถาจารย์ผู้มีความรู้ จึงต้องให้อาหารผสมกับโอสถ เพื่อให้ฝึกสอนได้ง่ายโดยเร็วพลัน

เมื่อถึงวันทรงช้างเชือกนี้ในวันฉลองนักขัตฤกษ์ พระองค์ก็ทรงช้างเลียบเมืองที่เป็นเขตป่า แต่ในราตรีที่ผ่านมาที่ราวป่าแห่งนั้น มีโขลงช้างได้ถ่ายมูลลงไว้ในที่นั้น ดังนั้นเมื่อช้างมงคลที่พระเจ้าสัตตุตาปนะทรงประทับอยู่ ได้กลิ่นมูลของช้างตัวเมีย เกิดตกมันออกวิ่งตามโขลงช้างนั้นทันที่ ไม่สนใจมนุษย์ที่นั่งอยู่บนหลัง สะบัดจนตกหมด เหลือแต่พระเจ้าสัตตุตาปนะพระองค์เดียว พระองค์ทรงตกพระทัย แต่ยังคงครองสติไว้ เมื่อช้างวิ่งผ่านต้นไม้ใหญ่ ที่มีกิ่งยื่นออกมา พระองค์ทรงจับกิ่งไม้นั้นปล่อยให้ช้างวิ่งไปตามอิสระของมัน เมื่อเหล่าทหารตามมาทันก็เชิญพระองค์ลงมา พระองค์ทรงโกรธเป็นอย่างมาก

เมื่อกลับมาถึงพระราชฐาน ทรงให้เรียกนายหัตถาจารย์เข้ามาเฝ้า ทรงซักถามควาญช้างถึงสาเหตุ ควาญช้างกราบทูลว่า

“ การที่ช้างมงคลออกวิ่งไปนั้น เพราะตกมัน ได้กลิ่นช้างพังตัวเมียที่ถ่ายมูลไว้ที่ราวป่า เพราะความอยากจะเสพสังวาสกับช้างตัวเมีย จึงไม่สนใจแม้ความเจ็บ และความตายอะไรทั้งสิ้น ถึงแม้จะถูกตะขอสับและถูกฝึกอย่างดีมาแล้วก็ตาม เมื่อช้างมงคลเชือกนั้นได้ร่วมสังวาสกับช้างพังตัวเมียแล้ว จะเชื่องและกลับมาอยู่ในอำนาจมนต์ตามเดิม”

ในวันถัดมาช้างมงคลตัวนั้นก็กลับมาจริง ควาญช้างสั่งให้ทำอะไรก็ทำตามทุกอย่าง แม้กระทั่งให้เอางวงถือก้อนเหล็กที่เผาไฟจนแดง ช้างมงคลตัวนั้นก็ทำตาม พระเจ้าสัตตุตาปนะจึงทรงสลดพระทัย เห็นโทษภัยของกามราคะว่าร้อนแรงมากนัก ก่อให้เกิดภัยอันตรายใหญ่หลวง มนต์ก็สะกดไม่อยู่ ไฟราคะนี้เองตรึงสรรพสัตว์ทั้งหลายให้ติดอยู่ในวัฏสงสาร พระองค์ทรงตั้งพระทัยอย่างแน่วแน่และมั่นคงที่จะออกจากกาม ให้พ้นจากอำนาจของราคะ จึงทรงสละราชสมบัติออกบวชเป็นดาบส ประพฤติพรหมจรรย์จนสิ้นอายุขัย เวียนเกิดตายไปอีกนานแสนนาน นี้คือชาติที่ดำริปรารถนาพุทธภูมิหลังจากที่ได้เริ่มคิดที่จะออกจากวัฏฏะแห่งทุกข์นี้ ซึ่งนับจากนี้เป็นต้นไป การสร้างบารมีของพระองค์ยังต้องใช้ระยะเวลา 7 อสงไขย เริ่มตั้งแต่ชาติที่ดำริไว้ในใจจนกระทั่งถึงชาติที่ได้เปล่งวาจาออกมา ถือว่าเป็นช่วงระยะเวลาแรกที่ได้เริ่มสร้างบารมีเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

4.2.3 พระชาติที่เปล่งวาจา

พระพรหมดาบส

ในพระชาติที่สำคัญอีกพระชาติหนึ่ง พระโพธิสัตว์จุติจากเทวโลก มาบังเกิดในตระกูลพราหมณ์มหาศาล ชื่อว่า พรหมกุมาร พระโพธิสัตว์ได้ศึกษาไตรเพทจนสำเร็จ และได้มาเป็นอาจารย์สอนไตรเพทแก่ลูกศิษย์ 500 คน เมื่อมารดาและบิดาของพระโพธิสัตว์สิ้นชีพแล้ว พระโพธิสัตว์จึงเรียกประชุมลูกศิษย์ทั้ง 500 คน พร้อมหน้ากัน ให้โอวาทถึงเรื่องความไม่ประมาทในชีวิต แล้วประกาศตนว่าจะออกบวช เพื่อแสวงหาทางพ้นทุกข์ พร้อมกับแบ่งสมบัติทั้งหมดของตนให้กับลูกศิษย์ทั้งหมด พระโพธิสัตว์ออกบวชเป็นพระดาบสบำเพ็ญพรตอยู่ใกล้ภูเขาบัณฑร เหล่าลูกศิษย์ทั้ง 500 คน เมื่อมารดาและบิดาของตนสิ้นชีพแล้ว ก็ได้ออกบวชตามพระโพธิสัตว์ บำเพ็ญพรตอย่างเคร่งครัดเสมอมา อยู่มาวันหนึ่งพระโพธิสัตว์พร้อมกับลูกศิษย์คนหนึ่ง เดินทางขึ้นไปบนยอดภูเขาบัณฑร เพื่อหาผลไม้

ในขณะที่หาผลไม้อยู่นั้น พระโพธิสัตว์มองลงไปที่เชิงเขาแห่งหนึ่งเห็นแม่เสือตัวหนึ่งพร้อมกับลูกน้อยที่พึ่งเกิดมาได้ไม่นาน แม่เสือตัวนั้นมีร่างกายที่ผอมโซ เนื่องจากอดอาหารมาหลายวัน ถูกความหิวกระหายคุกคามอย่างแรง ได้มองลูกน้อยของตนด้วยจิตที่โหดร้าย โดยคิดว่า “ จะจับลูกของตนมาเคี้ยวกินเป็นอาหารŽ” พระโพธิสัตว์เห็นอาการของแม่เสือนั้นแล้ว ก็รู้ว่าแม่เสือนั้นจะกินลูกของตนอย่างแน่นอน ท่านจึงรำพึงว่า

“ โอหนอ! นี่หรือชีวิตของสัตวโลก แม่เสือตัวนี้จักเคี้ยวกินลูกในไส้ของตนเอง เพื่อรักษาชีวิตของตนเพียงฝ่ายเดียว วัฏสงสารนี้เต็มไปด้วยทุกข์และภยันตราย ช่างน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก”

พระโพธิสัตว์จึงให้ลูกศิษย์ของตนไปหาเศษเนื้อที่ราชสีห์หรือเสือกินเหลือมาให้ตนด่วน ลูกศิษย์นั้นจึงรีบไปหาเศษเนื้อตามที่พระโพธิสัตว์สั่ง พระโพธิสัตว์รอลูกศิษย์ไปหาเศษเนื้ออยู่นาน ก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะมาสักที พระโพธิสัตว์จึงพลันคิดขึ้นมาว่า

“ ร่างกายของเรานี้เป็นร่างกายที่ปราศจากแก่นสาร ยังเกลือกกลั้วด้วยบาปอกุศลที่หมักดองใจมานานแสนนานมิใช่น้อย และร่างกายนี้เองเป็นเหตุแห่งทุกข์ทั้งหลายทั้งปวง”

จึงคิดไปต่ออีกว่า

“ จะมีวิธีใดที่จะสามารถปลดเปลื้องจากความทุกข์นั้นได้ จึงทราบชัดว่ามีแต่เพียงบารมีธรรมซึ่งเป็นธรรมที่ทำให้บริสุทธิ์หลุดพ้นเท่านั้น ที่จะช่วยสรรพสัตว์ให้พ้นทุกข์ได้”

เมื่อพระโพธิสัตว์รู้วิธีพ้นทุกข์แล้ว จึงคิดต่อไปอีกว่า

“ การบำเพ็ญบารมี 30 ทัศนี้เป็นสิ่งที่ทำได้โดยยาก คือ ถ้าบุคคลใดที่จะปฏิบัติตาม แต่ไม่สละสิ่งที่สละได้ยาก ย่อมไม่อาจที่จะหลุดพ้นจากทุกข์ เข้าถึงความสุขที่แท้จริงได้ ถ้าบุคคลใดที่จะปฏิบัติตาม แต่ไม่บริจาคสิ่งที่บริจาคได้ยาก ย่อมไม่อาจที่จะหลุดพ้นจากทุกข์ เข้าถึงความสุขที่แท้จริงได้ ถ้าบุคคลใดที่จะปฏิบัติตาม แต่ไม่อดทนต่อสิ่งที่อดทนได้ยาก ย่อมไม่อาจที่จะหลุดพ้นจากทุกข์ เข้าถึงความสุขที่แท้จริงได้”

เมื่อพระโพธิสัตว์พิจารณาเห็นสรีระร่างกายมีแต่โทษเป็นอันมาก เต็มไปด้วยทุกข์ในการหล่อเลี้ยงรักษา อนึ่ง ร่างกายนี้ก็มิได้อยู่ยั่งยืนสิ้นกาลนาน รังแต่จะแตกทำลายตายเมื่อไรก็ไม่ทราบและจิตใจของเราที่อาศัยอยู่ในร่างกายนี้ ย่อมมีอารมณ์ไม่เป็นหนึ่ง คือไม่เที่ยงแท้แน่นอน ย่อมแปรปรวนอยู่ตลอดเวลา

“ บัดนี้ เราจักให้สรีรกายของเรากับทั้งชีวิตนี้เป็นทานแก่เเม่เสือที่มีความหิวคุกคามอย่างแรงกล้า เพื่อช่วยชีวิตลูกเสือตัวนั้นไว้”

ก่อนที่จะให้ชีวิตเป็นทาน พระโพธิสัตว์ได้ตั้งจิตอธิษฐานว่า

“ ด้วยอานุภาพแห่งบุญที่ข้าพเจ้าได้ทำในบัดนี้ ขอให้ข้าพเจ้าได้ตรัสรู้ธรรมเป็นเครื่องพ้นจากทะเลแห่งทุกข์ในอนาคตภายภาคหน้า ขอให้ข้าพเจ้าได้ช่วยสรรพสัตว์ทั้งหลายให้หลุดพ้นจากวัฏสงสารอันเกลื่อนกล่นด้วยความทุกข์”

ครั้นตั้งจิตปรารถนาการตรัสรู้ธรรม เพื่อหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในความทุกข์แล้ว พระโพธิสัตว์จึงได้เปล่งวาจาให้หมู่เทพยดาได้รู้กันทั่วกันว่า

“ ข้าแต่ทวยเทพทั้งหลาย ผู้สถิตอยู่ ณ ทั่วทุกแห่งหน (ภุมมเทวา รุกขเทวดา อากาสเทวา ถึงท้าวมหาราชทั้ง 4) ขออัญเชิญมาประชุมรวมกัน ณ สถานที่แห่งนี้ เพื่อเป็นพยานแห่งการตรัสรู้ธรรมของข้าพเจ้าในภายภาคหน้าด้วยเถิด และจงมากระทำอนุโมทนาที่ข้าพเจ้าจักได้ถวายชีวิตเป็นมหาทานบารมีในกาลบัดนี้”

ครั้นเปล่งวาจาให้เหล่าเทวดาได้รู้ว่า

“ เราตั้งความปรารถนาที่จักตรัสรู้ธรรม เพื่อหลุดพ้นจาก วัฏสงสารในอนาคตกาลแล้ว”

พระโพธิสัตว์ผู้มีจิตใจกล้าหาญก็ได้ทิ้งตัวจากยอดเขาตกลงมาตรงหน้า ของแม่เสือตัวนั้น เเม่เสือนั้นเห็นพระโพธิสัตว์แล้ว ไม่กินลูกของมัน แต่กระโจนเข้ามากินสรีรทานของ พระโพธิสัตว์แทน กัดกินสรีรกายของพระโพธิสัตว์กระจุยกระจายด้วยความหิว พระโพธิสัตว์ถึงแก่ความตายในที่นั้น ได้ไปบังเกิดในเทวโลกด้วยกุศลกรรมนั้นเอง ลูกศิษย์ที่ไปหาเศษเนื้อกลับมาถึง ก็ไม่เห็นพระโพธิสัตว์เสียแล้ว เที่ยวตามหาพระโพธิสัตว์ในทุกแห่งก็ไม่เจอ เมื่อมองลงไปที่เชิงเขาก็เห็นสรีรกายของพระโพธิสัตว์กระจุยกระจาย เพราะถูกแม่เสือนั้นกัดกินเกิดสลดใจอย่างยิ่ง นึกถึงพระคุณของอาจารย์ที่ได้เคยสั่งสอนอบรมมา พร้อมกับจะประพฤติปฏิบัติตามคำสอนของท่านตลอดไป

การสร้างบารมีของพระโพธิสัตว์ของเรานั้น พระพุทธองค์ทรงมีนํ้าพระทัยที่เด็ดเดี่ยว อาจหาญอย่างยิ่งยวด มิได้ทรงอาลัยใยดีต่อร่างกายและชีวิตเลยแม้แต่น้อย พระพุทธองค์ยอมสละชีวิตเข้าแลกกับพระโพธิญาณมาจนนับครั้งไม่ถ้วน ดังเช่นในพระชาตินี้ที่ทรงเปล่งวาจาตั้งความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้ได้ ซึ่งนับจากนี้เป็นต้นไป การสร้างบารมีของพระองค์ยังต้องใช้ระยะเวลา 9 อสงไขย เริ่มตั้งแต่ชาติที่เปล่งวาจาจนกระทั่งถึงชาติที่ได้รับพุทธพยากรณ์ ถือว่าเป็นช่วงระยะเวลาที่สองในการสร้างบารมีเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของพระสมณโคดมพุทธเจ้าของพวกเรา

4.3 ได้รับพุทธพยากรณ์

ระยะเวลาผ่านไป 16 อสงไขย ซึ่งเป็นระยะเวลาที่ยาวนานมากสุดจะนับประมาณเป็นชาติได้ พระโพธิสัตว์ก็ได้เวียนว่ายตายเกิดในกำเนิดต่างๆ มาหลายภพหลายชาติ เพื่อสั่งสมบารมีให้เต็มเปี่ยม จนถึงอสงไขย ที่ 17 ในมหากัปอันประเสริฐชื่อว่า สารมัณฑกัป มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้น 4 พระองค์ คือ 1. พระตัณหังกรพุทธเจ้า 2. พระเมธังกรพุทธเจ้า 3. พระสรณังกรพุทธเจ้า 4. พระทีปังกรพุทธเจ้า

พระโพธิสัตว์ของเราได้พบพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้ง 3 พระองค์ แต่ยังไม่ได้รับพุทธพยากรณ์ เพราะเหตุที่บารมียังไม่เต็มเปี่ยม ในพระองค์ที่ 4 คือ พระทีปังกรพุทธเจ้า เป็นชาติแรกที่พระโพธิสัตว์ของเราได้รับพุทธพยากรณ์ว่า จะได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งจะได้นำเสนอการได้รับพุทธพยากรณ์ตามลำดับของสุเมธดาบส ดังต่อไปนี้

นับย้อนหลังจากภัทรกัปนี้ไปอีกสี่อสงไขยกับอีกแสนมหากัปที่เมืองอมรวดี ซึ่งเป็นเมืองที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยข้าวและนํ้า ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของผู้มีบุญ พระโพธิสัตว์ของพวกเราได้เกิดเป็นพราหมณ์ชื่อสุเมธ ซึ่งท่านได้ถือกำเนิดมาจากตระกูลที่ดีที่สุดในยุคนั้น เป็นชายหนุ่มรูปงาม และมีผิวพรรณผุดผ่อง น่าเลื่อมใส เป็นผู้คงแก่เรียน ศึกษาจบไตรเพท แตกฉานในศิลปะทุกประการ ต่อมาไม่นานมารดาบิดาได้ถึงแก่กรรมตั้งแต่สุเมธยังเป็นหนุ่ม บริวารผู้จัดการผลประโยชน์ได้นำบัญชีทรัพย์สินทั้งหมดของตระกูลมาให้ท่านสุเมธดู พร้อมกับพาไปที่ห้องเก็บสมบัติ ภายในห้องเก็บสมบัติ เต็มไปด้วยทอง เงิน แก้วมณี และรัตนชาติต่างๆ มากมาย บริวารผู้จัดการผลประโยชน์ได้บอกให้ท่านสุเมธทราบว่า

“ นี้คือสมบัติตลอดเจ็ดชั่วตระกูลทั้งหมด ขอท่านจงครอบครองทรัพย์สินทั้งหมดเหล่านี้เถิด”

ท่านสุเมธคิดว่า

“ มารดาบิดา ปู่ย่า ตายาย และตลอดจนทวดของเรา ได้สะสมทรัพย์เหล่านี้ไว้มากมายมหาศาล แต่เมื่อไปสู่ปรโลกก็ไม่สามารถนำทรัพย์สมบัติเหล่านี้ไปได้แม้เพียงกหาปณะเดียว เราจะหาวิธีเอาทรัพย์สมบัติทั้งหมดนี้ติดตามตัวเราไปในภพเบื้องหน้าให้ได้”

ท่านสุเมธจึงขึ้นไปสู่ชั้นบนของปราสาท แล้วนั่งคิดพิจารณาว่า

“ การเกิดขึ้นเป็นทุกข์ การเจ็บป่วยก็เป็นทุกข์ การตายก็เป็นทุกข์ อันตัวเราย่อมมีเกิด แก่ เจ็บ และตายเป็นธรรมดา เราควรแสวงหาอมตธรรม ที่ไม่ต้องเกิด แก่ เจ็บ ตาย ไม่มีความทุกข์ มีแต่ความสุขล้วนๆ เราควรใช้ร่างกายอันเต็มไปด้วยสิ่งสกปรกปฏิกูลนี้ แสวงหาทางพ้นจากทุกข์ให้ได้เสมือนกับความสุขย่อมเป็นปฏิปักษ์ต่อความทุกข์ ฉันใด เมื่อวัฏสงสารมีความหลุดพ้นจากวัฏสงสารก็ย่อมมีได้ ฉันนั้น เมื่อของร้อนมีอยู่ แม้ความเย็นอันเป็นเครื่องระงับความร้อนนั้นก็ย่อมมี ฉันใด แม้ความสงบเย็นอันเป็นเครื่องดับความร้อนด้วยไฟคือราคะ โทสะ โมหะ ก็พึ่งมี ฉันนั้น เมื่อความชั่วมีอยู่ ความดีก็ต้องมี ฉันใด เมื่อความเกิดมีอยู่ แม้ความไม่เกิดก็ย่อมมีได้ ฉันนั้น”

จากนั้นก็ได้พิจารณาเปรียบเทียบถึงการไม่แสวงหาแนวทางพ้นทุกข์กับเหตุการณ์ทั่วไป ที่ปรากฏอยู่บนโลกที่เกี่ยวข้องกับชีวิตมนุษย์ โดยได้เปรียบเทียบเป็นลำดับไป ดังนี้

1. เมื่อบุคคลตกอยู่ในหลุมคูถ เห็นสระมีนํ้าสะอาดเต็มเปี่ยม แต่ไม่ล้างตัวที่สระนํ้านั้น จะเป็นความผิดของสระนํ้านั้นก็หาไม่ ฉันใด เมื่อสระนํ้าคืออมตธรรมอันเป็นเครื่องชำระมลทิน คือกิเลสมีอยู่ แต่ไม่ยอมแสวงหาอมตธรรมนั้น จะถือว่าเป็นความผิดของอมตธรรมก็หาไม่ แต่เป็นความผิดของบุคคลนั้นเอง ฉันนั้น

2. เมื่อบุคคลถูกศัตรูรุมล้อม ช่องทางหนีไปก็มีอยู่ แต่ไม่ยอมหนีไป จะเป็นความผิดของช่องทางนั้นก็หาไม่ ฉันใด บุคคลผู้ถูกกิเลสห่อหุ้มยึดติดไว้ ช่องทางหมดกิเลสไปสู่อมตมหานครก็มีอยู่ แต่ไม่แสวงหาช่องทางนั้น จะเป็นความผิดของอมตมหานครก็หาไม่ ฉันนั้น

3. บุคคลผู้เจ็บป่วย เมื่อหมอรักษาโรคมีอยู่ แต่ไม่ยอมให้หมอรักษาจะเป็นความผิดของหมอก็หาไม่ฉันใด บุคคลผู้ได้รับทุกข์ถูกความเจ็บป่วยไข้ คือกิเลสเบียดเบียนแล้วไม่แสวงหาครูบาอาจารย์ที่รู้หนทางพ้นทุกข์ จักเป็นความผิดของครูบาอาจารย์นั้นก็หามิได้ ฉันนั้น

หลังจากนั้นก็ได้พิจารณาว่าตนไม่ควรมีความห่วงใย ไม่ควรมีความต้องการ ละทิ้งร่างกายที่เปื่อยเน่าเต็มด้วยซากศพต่างๆ นี้ไป โดยพิจารณาเปรียบเทียบเป็นข้อๆ ดังต่อไปนี้

1. ธรรมดาเจ้าของเรือย่อมทิ้งเรือที่เก่าครํ่าคร่าผุพังมีนํ้ารั่วเข้าไปได้ ไม่มีความอาลัยฉันใด เราก็จักละทิ้งร่างกายนี้ ซึ่งมีของไม่สะอาดไหลออกจากทวารทั้ง 9 แห่งอย่างไม่มีความอาลัย เข้าไปยังอมตมหานคร ฉันนั้น

2. บุคคลถือรัตนชาติเดินทางไปกับพวกโจร เห็นภัยที่จะเกิดขึ้นกับตน เพราะมีรัตนชาติอยู่ จึงรีบหนีโจรเหล่านั้นไปฉันใด ร่างกายนี้ก็เป็นเสมือนโจรปล้นรัตนะ เพราะถ้าความอยากเกิดขึ้นในร่างกายนี้ ธรรมรัตนคืออริยมรรคของเราก็จักพินาศไป ดังนั้นเราทิ้งร่างกายนี้อันเปรียบเสมือนโจรแล้วเข้าไปยังนครคืออมตธรรม ฉันนั้น

ท่านสุเมธจึงคิดตัดสินใจอย่างแน่วแน่ว่าจะออกบวชเพื่อแสวงหาทางพ้นทุกข์ ท่านได้สละทรัพย์สมบัติของตนทั้งหมด เป็นมหาทานแก่ชนในเมืองมีคนกำพร้าและคนเดินทางเป็นต้น แล้วท่านสุเมธเดินทางออกจากอมรวดีนครคนเดียว มุ่งตรงสู่ธรรมิกบรรพตในป่าหิมพานต์ ท้าวสักกะทรงเห็นพระโพธิสัตว์กำลังเดินทางเข้าไปในป่าหิมพานต์ ทราบว่าวันนี้จักถึงที่พัก ท้าวสักกะจึงสั่งให้วิสสุกรรมเทพบุตรเนรมิตที่อยู่ให้ท่านสุเมธ เมื่อได้รับพระดำรัสของท้าวสักกะแล้วจึงเนรมิตอาศรมอันเงียบสงบ และที่จงกรมอันรื่นรมย์ใจ รอบๆ บริเวณอาศรมได้มีไม้ดอกไม้ผลนานาชนิดพร้อมกับบ่อนํ้าดื่มที่ใสสะอาด

พื้นที่บริเวณนั้นปราศจากสัตว์ร้ายและนกที่มีเสียงร้องน่าสะพรึงกลัว เป็นที่สงบสงัดในการประพฤติปฏิบัติธรรมอย่างยิ่ง วิสสุกรรมเทพบุตรยังได้เนรมิตพนักพิงไว้ที่สุดทั้ง 2 ด้านของที่จงกรม เป็นศิลาสีเขียว ส่วนภายในศาลาได้เนรมิตสิ่งของที่ควรแก่สมณบริโภคต่างๆ มีบริขารของดาบส เช่นผ้าเปลือกไม้เป็นต้น วิสสุกรรมเทพบุตรจารึกอักษรไว้ที่ฝาบรรณศาลาไว้ว่า

“ ถ้าใครมีความประสงค์ที่จะออกบวช ก็จงถือเอาบริขาร เหล่านี้แล้วจงบวชเถอะ” เมื่อวิสสุกรรมเทพบุตรได้เนรมิตสิ่งต่างๆ เสร็จเรียบร้อยแล้ว ได้กลับไปยังเทวโลก

ท่านสุเมธเดินทางมาถึงอาศรม ที่วิสสุกรรมเทพบุตรเนรมิตให้ ก็มิได้เห็นรอยเท้าของใครเลย จึงคิดว่าเหล่าบรรพชิตที่อาศัยอยู่ในที่พักนี้คงจะไปแสวงหาอาหารที่หมู่บ้านใกล้ๆ นี้เป็นแน่ จึงนั่งรออยู่บริเวณรอบๆ อาศรม ท่านสุเมธได้รอเจ้าของอาศรมอยู่นานแต่ก็ไม่มีใครมาสักที จึงคิดว่าเราควรจะเข้าไปดูในอาศรมดีกว่า เมื่อเปิดประตูเข้าไปข้างในได้มองเห็นอักษรจารึกไว้ที่ฝาผนังแผ่นใหญ่ มีข้อความว่า “ ถ้าใครมี ความประสงค์ที่จะออกบวช ก็จงถือเอาบริขารเหล่านี้แล้วจงบวชเถิด”

ท่านสุเมธดาบสจึงได้ถือเพศดาบส แล้วได้เริ่มบำเพ็ญสมณธรรม ด้วยการเดินจงกรม แล้วนึกถึงเพศนักบวชของตน ว่าเป็นเพศที่สมบูรณ์ที่สุด การบวชของเรางดงามจริง เราจะกระทำสมณธรรมให้ยิ่งขึ้นไป เราจะได้รับความสุขในการปฏิบัติธรรม ซึ่งความสุขในเพศสมณะที่ท่านสุเมธดาบสได้รับมี 8 ประการ หรือที่เรียกว่า สมณสุข 8 ประการ คือ

1. ไม่มีการหวงแหนทรัพย์และของที่มีค่ามาก เพราะชีวิสมณะเป็นชีวิตที่แสวงหาแต่กุศลธรรมเเต่เพียงอย่างเดียว

2. แสวงหาบิณฑบาตที่ไม่มีโทษ หมายถึง ไม่ต้องเบียดเบียนชีวิตสัตว์ และไม่ต้องประกอบการหุงต้มอาหารเอง

3. บริโภคบิณฑบาตที่เย็น หมายถึง ปราศจากการบริโภคด้วยอำนาจตัณหา

4. ไม่มีกิเลสที่เป็นเหตุบีบคั้นจากราชตระกูลในเรื่องการเสียภาษี และยังได้รับการเคารพกราบไหว้จากทุกชนชั้น

5. ปราศจากความกำหนัดความพอใจในเครื่องอุปโภค และเครื่องบริโภคทั้งหลาย ทำให้ปราศจาก ภาระในการดูแลรักษาเครื่องอุปโภคและเครื่องบริโภค

6. ไม่ต้องกลัวโจรปล้น

7. ไม่ต้องคลุกคลีกับพระราชา และอำมาตย์ของพระราชา ทำให้อยู่อย่างสงบสงัด ได้รับความวิเวกทั้งกายเเละใจ

8. ไม่ถูกขัดขวางในทิศทั้ง 4 เปรียบเสมือนนกที่จากคอนมีอิสระที่จะบินไปทุกแห่งหนตามที่ปรารถนา ท่านสุเมธดาบสจึงบำเพ็ญสมณธรรมได้อย่างเต็มที่ ต่อมาไม่นานท่านสุเมธดาบสพิจารณาเห็นถึงโทษในการใช้สอยบรรณศาลา จึงละทิ้งอาศรมนั้นแล้วเข้าไปในป่า อยู่อาศัยที่โคนต้นไม้ ในวันรุ่งขึ้น ท่านสุเมธดาบสได้เข้าไปบิณฑบาตในหมู่บ้าน เหล่าชาวบ้านได้ถวายภัตตาหารเป็นจำนวนมากแก่ท่าน เมื่อท่านสุเมธดาบสได้ทำภัตกิจเสร็จเเล้ว จึงเดินทางกลับมาสู่โคนต้นไม้นั้น ท่านได้นั่งลงบำเพ็ญเพียรอย่างอุกฤษฏ์เพียงแค่ 7 วัน ก็สามารถทำสมาบัติ 8 และอภิญญา 5 ให้บังเกิดขึ้นได้ ท่านสุเมธดาบสมีความสุขกับการได้เข้าฌานสมาบัติอย่างตลอดต่อเนื่อง โดยไม่ส่งใจไปที่อื่นเลย จนกระทั่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า ทีปังกรได้เสด็จอุบัติขึ้นในโลก หมื่นโลกธาตุสะเทือนเลื่อนลั่นหวั่นไหว ได้บังเกิดบุพนิมิต 32 ประการ แต่ท่านสุเมธดาบสมีความสุขอยู่ในสมาบัติ จึงไม่ได้เห็น และไม่ได้ยินในบุพนิมิตเหล่านั้น

วันหนึ่ง พระทีปังกรพุทธเจ้าพร้อมด้วยพระขีณาสพสี่แสนองค์เสด็จไปรัมมนคร เพื่อไปประทับอยู่ในสุทัสสนมหาวิหาร เมื่อพวกชาวเมืองทราบข่าวจึงได้ร่วมมือกันเตรียมทางเสด็จ โดยได้แผ้วถางหนทาง และปรับพื้นที่ให้เป็นทางเดิน โปรยข้าวตอกและดอกไม้ ตลอดหนทางที่พระทีปังกรพุทธเจ้าเสด็จมาพร้อม พระขีณาสพสี่แสนองค์ ประดับด้วยธงชัยและธงแผ่นผ้าตลอดทางที่เสด็จมา ตั้งต้นกล้วยและแถวหม้อนํ้าประดับประดาอย่างงดงามตลอดทางเสด็จ

ในเวลานั้นท่านสุเมธดาบสออกจากฌานสมาบัติ ท่านได้เปลี่ยนอิริยาบถ โดยการเหาะขึ้นไปบนอากาศ ท่านได้เหาะผ่านไปยังรัมมนครเห็นเหล่ามหาชนชาวเมืองรัมมนคร กำลังตกเเต่งประดับประดาพระนคร ด้วยความร่าเริงยินดี ท่านจึงคิดว่า “ มีเหตุอะไรเกิดขึ้นหนอ” แล้วจึงเหาะลงจากอากาศไปถาม เมื่อทราบว่าชนชาวเมืองรัมมนครกำลังทำทางรับเสด็จพระทีปังกรพุทธเจ้า และได้ยินคำว่า พุทโธ ก็เกิดความปีติใจเป็นอย่างยิ่ง จึงคิดที่จะร่วมทำบุญกับชนชาวเมือง จึงได้ขอโอกาสจากชาวเมืองเพื่อจะร่วมทำทางเสด็จด้วย เมื่อได้รับอนุญาตแล้ว ก็ได้ร่วมทำทางเสด็จพร้อมกับชนเหล่านั้น

ขณะที่ทางเสด็จยังไม่ทันเสร็จนั่นเอง พระทีปังกรพุทธเจ้าก็เสด็จมาถึง สุเมธดาบสเห็นดังนั้นจึงได้ยอมสละชีวิต ใช้ร่างกายของตนทอดเป็นสะพานเหนือเปือกตมให้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพร้อมกับ พระขีณาสพสี่แสนองค์เสด็จผ่านไป โดยให้เสด็จเหยียบไปบนร่างกายของตน ขณะที่นอนทอดร่างของตนอยู่บนพื้นดินนั่นเอง สุเมธดาบสได้มีความคิดว่า

“ ถ้าเราปรารถนาความเป็นพระสาวกของพระทีปังกรพุทธเจ้า ก็จักสามารถเผากิเลสทั้งหลายของเราได้ในวันนี้ แต่จะมีประโยชน์อะไรแก่เราผู้เดียว ที่ได้รู้แจ้งธรรมของพระทีปังกรพุทธเจ้าแล้วข้ามฝั่งไป โดยที่คนอื่นไม่รู้ ด้วยบุญกุศลอันยิ่งใหญ่ที่เราได้บริจาคชีวิตนี้ ขอเราจงบรรลุพระสัพพัญญุตณาณเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในอนาคต เราจะขนสรรพสัตว์ทั้งหลายข้ามฝั่งไปด้วย เราจักตัดกระแสวัฏสงสาร จักทำลายอาสวกิเลส แล้วยกตนสู่นาวาธรรม นำพามนุษย์และเหล่าเทวดาข้ามไปด้วย”

พระทีปังกรพุทธเจ้าพร้อมด้วยพระขีณาสพสาวกสี่แสน เสด็จมาถึงหน้าของท่านสุเมธดาบส ทรงทอดพระเนตรท่านสุเมธดาบสซึ่งนอนทอดกายเป็นสะพาน เพื่อทำการสักการบูชาด้วยร่างกายกับทั้งชีวิต จึงทราบด้วยพุทธญาณว่า

“ ดาบสนี้ทรงอภิญญา 5 สมาบัติ 8 ได้สักการะบูชาเรา พร้อมกับตั้ง ความปรารถนาเพื่อเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และจักได้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า โคดม”

พระพุทธองค์จึงทรงดำเนินไปจนถึงสุเมธดาบสซึ่งนอนประณมมืออธิษฐานจิตอยู่ แล้วทรงย่างพระบาท ข้างขวาเหยียบบนร่างกายของสุเมธดาบสเสด็จผ่านไป ทำความปรารถนาที่สุเมธดาบสตั้งไว้ในใจให้บริบูรณ์

เมื่อได้เสด็จผ่านไปแล้ว ก็ทรงหยุดพระดำเนิน หันพระวรกายกลับมาทอดพระเนตรดูสุเมธดาบส แล้วจึงทรงพยากรณ์ท่ามกลางพุทธบริษัททั้ง 4 ว่า

“ ดาบสท่านนี้ ตั้งความปรารถนาเพื่อเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในอนาคต ความปรารถนาของดาบสท่านนี้จักสำเร็จ ในอนาคตกาลอีกสี่อสงไขยยิ่งด้วยแสนมหากัป ดาบสท่านนี้จักเป็นพระพุทธเจ้าพระนามว่า โคดม จะมีพระนครเป็นที่อยู่อาศัยชื่อว่า กบิลพัสดุ์ มีพระมารดาพระนามว่า พระนางสิริมหามายา มีพระราชบิดาพระนามว่า พระเจ้าสุทโธทนะ เมื่อญาณบารมีแก่กล้าแล้ว จักออกบวช ท่านได้บำเพ็ญเพียร เพื่อแสวงหาโพธิญาณ ในวันเป็นที่ตรัสรู้ จักได้รับข้าวมธุปายาสที่โคนไม้นิโครธ (ต้นไทร) แล้วเสวยข้าวมธุปายาสนั้น ที่ริมฝั่งแม่นํ้าเนรัญชรา จากนั้นเสด็จไปยังต้นไม้อัสสัตถพฤกษ์ หรือ ต้นศรีมหาโพธิ์ แล้วทรงประทับนั่งเหนือรัตนบัลลังก์ ณ โคนต้นศรีมหาโพธิ์นั้น จักตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่โคนต้นศรีมหาโพธิ์นั้นเอง ท่านจักมีพระอัครสาวกเบื้องขวา ชื่อว่า พระสารีบุตร พระอัครสาวกเบื้องซ้าย ชื่อว่า พระโมคคัลลานะ มีพุทธอุปัฏฐากชื่อว่า พระอานนท์ พระอัครสาวิการูปที่หนึ่ง ชื่อว่า พระเขมาเถรี พระอัครสาวิการูปที่สอง ชื่อว่า พระอุบลวรรณาเถรี”

เมื่อสิ้นพุทธพยากรณ์ พระอริยสาวกทั้งสี่เเสนองค์กระทำการสรรเสริญอนุโมทนาต่อท่านสุเมธดาบส แล้วทำการเวียนประทักษิณพระโพธิสัตว์ จากนั้นพระทีปังกรพุทธเจ้าพร้อมด้วยพระอริยสาวกสี่แสนองค์ ก็ได้เสด็จเข้าเมืองไป ท่านสุเมธดาบสได้ฟังพุทธดำรัสเช่นนั้น ก็เกิดโสมนัสรื่นเริงบันเทิงใจยิ่งนัก มีความรู้สึกประหนึ่งจะได้เป็นพระพุทธเจ้าในวันรุ่งขึ้น ท่านสุเมธมั่นใจว่า ตนจะได้เป็นพระพุทธเจ้าอย่างแน่นอน จึงค้นหาธรรมที่เป็นข้อปฏิบัติที่จะทำให้เป็นพระพุทธเจ้า ก็ได้เห็นพุทธการกธรรม มีทานบารมีเป็นข้อแรก ที่พระโพธิสัตว์ทั้งหลายในกาลก่อนเคยบำเพ็ญมีเพียงเท่านี้ไม่เกินไปกว่านี้ และบารมี 10 ประการนี้ แม้ในอากาศเบื้องบนก็ไม่มี แม้ในแผ่นดินเบื้องล่างก็ไม่มี แม้ในทิศทั้งหลาย มีทิศตะวันออกเป็นต้น ก็ไม่มี แต่จะตั้งอยู่เฉพาะในภายในหทัยของเราเท่านั้น ครั้นได้เห็นว่าบารมีเหล่านั้น ตั้งอยู่เฉพาะในหทัยอย่างนั้น จึงอธิษฐานบารมีเหล่านั้นทั้งหมด กระทำให้มั่น พิจารณากลับไปกลับมา ยึดเอาตอนปลายทวนมาให้ถึงต้น ยึดเอาตอนต้นทวนให้ถึงตอนปลาย ยึดเอาตอนกลางให้จบลงตอนสุดข้างทั้งสอง ยึดเอาที่สุดจากข้างทั้งสองให้จบลงตอนกลาง และเมื่อพิจารณาอย่างนี้แล้ว จึงได้สมาทานพุทธการกธรรม 10 ประการ แล้วได้เหาะขึ้นไปสู่ท้องฟ้า ไปบำเพ็ญภาวนาในป่าตลอดชีวิต เมื่อหมดอายุขัย ได้ไปบังเกิดในพรหมโลก

ในชาตินี้จึงเป็นอันว่า การสร้างบารมีเพื่อจะมาตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น ถือว่าเป็นผลสำเร็จตามเป้าหมายที่ปรารถนาไว้ได้อย่างแน่นอน เพราะได้รับพุทธพยากรณ์จากพระทีปังกรพุทธเจ้าเรียบร้อยแล้ว สุเมธดาบสจึงได้ปรากฏเนมิตกนามว่า นิยตโพธิสัตว์ คือ พระโพธิสัตว์ที่เที่ยงแท้แน่นอนแล้วว่า จะได้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในอนาคตได้อย่างแน่นอน แต่ก็ยังคงต้องสร้างบารมีอีก 4 อสงไขยกับ แสนมหากัป เพื่อการฝึกฝนตนเองในการทำหน้าที่เป็นครูของโลก และเมื่อสร้างบารมีครบตามระยะเวลาแล้ว ก็จะได้มาตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

นอกจากนี้ ยังจะเห็นได้ว่า การสร้างบารมีเพื่อจะเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้นั้น จะต้องอาศัยกำลังใจอันมหาศาล เนื่องจากระยะเวลาในการสร้างบารมีที่ยาวนาน จนกว่าจะได้มาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า จึงต้องใช้ความอดทนและความเพียรพยายาม ความมุ่งมั่นตั้งใจอย่างแรงกล้าที่จะเป็นพระพุทธเจ้าให้ได้ ฉะนั้นการที่ได้รับพยากรณ์จากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ก่อนว่า จะได้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในอนาคตได้อย่างแน่นอนนั้น จึงเป็นเหมือนการให้กำลังใจแก่พระโพธิสัตว์ ผู้มุ่งที่จะมาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ให้มีกำลังใจและมีความอดทนที่จะบำเพ็ญบารมีต่อไป จนกว่าจะเต็มเปี่ยมบริบูรณ์ ก็จะได้เป็นพระพุทธเจ้าอย่างแน่นอน

ดังนั้น เพื่อการดำรงชีวิตอยู่บนโลกใบนี้อย่างสงบสุขกัน และเพื่อเป้าหมายในการเกิดมาของมนุษย์ คือ การสร้างบารมี จึงควรที่จะให้กำลังใจซึ่งกันและกันแก่บุคคลที่ทำความดีให้เขาได้มีกำลังใจในการทำความดีให้ยิ่งๆ ขึ้นไป

4.4 การสร้างบารมีตอนปลาย

สุเมธดาบสนั้น หลังจากที่ได้รับพยากรณ์แล้ว ได้พิจารณาพุทธการกธรรม ก็ได้เห็นบารมี 10 ประการแล้ว ออกบำเพ็ญบารมีจนตลอดชีวิตในสมัยของพระทีปังกรพุทธเจ้า และหลังจากนั้น ก็เวียนเกิดเวียนตายได้สร้างบารมีกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแต่ละพระองค์เป็นเวลาสี่อสงไขยกับแสนมหากัป เพื่อจะบำเพ็ญบารมีทั้ง 10 ประการนั้นให้บริบูรณ์ และเมื่อได้บำเพ็ญบารมีครบบริบูรณ์แล้วก็จะได้ตรัสรู้เป็นพระสมณโคดมพุทธเจ้า ซึ่งในหัวข้อนี้จะกล่าวถึงการสร้างบารมีกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในแต่ละพระองค์หลังจากได้รับ พุทธพยากรณ์แล้วพอสังเขปในบางชาติเท่านั้น และจะได้กล่าวถึงชาติสุดท้ายที่ได้บำเพ็ญบารมีที่ทำให้บรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณได้สำเร็จ คือ ชาติที่เกิดเป็นพระเวสสันดร เป็นลำดับต่อไป

4.4.1 การสร้างบารมีในสมัยของพระโกณฑัญญพุทธเจ้า

หลังจากที่เวียนตายเวียนเกิดมาหลายชาติแล้ว ในสมัยของพระโกณฑัญญะพุทธเจ้านี้ พระโพธิสัตว์ได้เกิดเป็นกษัตริย์พระนามว่า วิชิตาวี ทรงเป็นกษัตริย์ผู้ทรงธรรม วันหนึ่งได้ถวายทานแด่ พระโกณฑัญญพุทธเจ้าพร้อมกับพระขีณาสพประมาณหมื่นโกฏิ และครั้งนั้นพระองค์ได้รับพยากรณ์จาก พระโกณฑัญญพุทธเจ้าว่า จะได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในอนาคตแน่นอน เมื่อได้รับพยากรณ์แล้ว ก็ได้สละราชสมบัติ ออกบวชในสำนักของพระโกณฑัญญะพุทธเจ้า ได้เรียนทั้งพระสูตรและพระวินัยทั้งปวง แล้วช่วยประกาศพระศาสนา พระองค์เป็นผู้ไม่ประมาท ได้บำเพ็ญเพียรจนสำเร็จถึงสมาบัติ 8 อภิญญา 5 ไปเกิดในพรหมโลก

4.4.2 การสร้างบารมีในสมัยของพระปทุมุตตรพุทธเจ้า

ในสมัยของพระปทุมุตตรพุทธเจ้านี้ พระโพธิสัตว์ได้เกิดเป็นชฎิล ชื่อว่า รัฏฐิกะ ได้ถวายผ้าพร้อมกับภัตตาหารแด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพร้อมทั้งพระสาวก ครั้งนั้น พระปทุมุตตรพุทธเจ้าประทับนั่งท่ามกลางพระภิกษุสาวก ได้ทรงพยากรณ์ว่า ท่านจักได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแน่นอน จึงทำให้ชฎิลนั้นเกิดความปีติมาก แล้วได้อธิษฐานวัตรให้ยิ่งยวดขึ้นเพื่อที่จะบำเพ็ญบารมี 10 ให้บริบูรณ์ยิ่งขึ้นไป

4.4.3 การสร้างบารมีในสมัยของพระวิปัสสีพุทธเจ้า

ในสมัยของพระวิปัสสีพุทธเจ้านี้ พระโพธิสัตว์เกิดเป็นพญานาค มีฤทธิ์มาก มีบุญ มีความรุ่งเรือง ชื่อว่า อตุละ วันหนึ่งได้ไปเฝ้าพระวิปัสสีพุทธเจ้าพร้อมกับนาคหลายโกฎิ ได้บรรเลงดนตรีทิพย์ถวายแล้วทูลนิมนต์แล้วได้ถวายตั่งทอง ประดับด้วยแก้วมณีและแก้วมุกดา ประดับด้วยอาภรณ์ทุกชนิดแด่พระวิปัสสีพุทธเจ้า ครั้งนั้น พระวิปัสสีพุทธเจ้าประทับนั่งกลางภิกษุสาวก แล้วได้ตรัสพยากรณ์ว่า ท่านจักได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อได้ฟังพระดำรัสของพระวิปัสสีพุทธเจ้าแล้ว ก็มีความยินดีและเกิดความตื้นตันใจเป็นอย่างมาก จึงได้อธิษฐานวัตรให้ยิ่งยวดขึ้น เพื่อที่จะบำเพ็ญบารมี 10 ให้บริบูรณ์ยิ่งขึ้นไป

4.4.4 การสร้างบารมีในสมัยของพระกกุสันธพุทธเจ้า

ในสมัยของพระกกุสันธพุทธเจ้านี้ พระโพธิสัตว์เกิดเป็นกษัตริย์พระนามว่า เขมะ ได้ถวายทานมากมายแด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระสาวก มีบาตร จีวร ยาหยอดตา ชะเอมเครือและสิ่งประเสริฐทุกอย่างที่ภิกษุปรารถนา ครั้งนั้น พระกกุสันธพุทธเจ้าได้ตรัสพยากรณ์ว่า ท่านจักได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อได้ฟังพระดำรัสของพระกกุสันธพุทธเจ้าแล้ว ก็เกิดความยินดีและความตื้นตันใจ ได้อธิษฐานวัตรให้ยิ่งยวดขึ้น เพื่อที่จะบำเพ็ญบารมีทั้ง 10 ให้บริบูรณ์ยิ่งขึ้นไป

4.4.5 การสร้างบารมีในสมัยของพระกัสสปพุทธเจ้า

ในสมัยของพระกัสสปพุทธเจ้านี้ พระโพธิสัตว์ได้เกิดเป็นมาณพ ชื่อว่า โชติปาละ เป็นผู้มีการศึกษา ทรงจำมนต์ จบไตรเพท ถึงความสำเร็จในคัมภีร์ทำนายลักษณะและคัมภีร์อิติหาสะ ฉลาดในวิชาดูพื้นที่และอากาศ วันหนึ่งฆฏิการอุบาสก ผู้เป็นอุปัฏฐากของพระกัสสปพุทธเจ้า ได้พาพระโพธิสัตว์ไปเข้าเฝ้า พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อพระโพธิสัตว์ได้ฟังธรรมแล้ว จึงได้ออกบวชในสำนักของพระพุทธองค์ เป็นผู้ปรารถความเพียร ฉลาดในวัตรน้อยใหญ่ ปฏิบัติตามคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างสมบูรณ์ เล่าเรียนพระธรรมวินัยทั้งหมดแล้ว ช่วยประกาศพระศาสนาให้งดงาม ครั้งนั้น พระกัสสปพุทธเจ้าได้ตรัสพยากรณ์ว่า ท่านจักได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อได้ฟังพระดำรัสของพระกัสสปพุทธเจ้าแล้ว ก็ทำให้จิตให้เลื่อมใสอย่างยิ่ง ได้อธิษฐานวัตรให้ยิ่งยวดขึ้น เพื่อที่จะบำเพ็ญบารมีทั้ง 10 ประการให้บริบูรณ์ ยิ่งขึ้นไป และได้งดเว้นความประพฤติเสียหาย ทำกรรมที่ทำได้โดยยาก เพราะเหตุแห่งพระโพธิญาณเท่านั้น

4.4.6 การสร้างบารมีในชาติที่เกิดเป็นพระเวสสันดร

การสร้างบารมีในชาติที่เกิดเป็นพระเวสสันดร7)

ในชาติที่พระโพธิสัตว์เกิดเป็นพระเวสสันดรนั้น เป็นช่วงเวลาที่อยู่ในภัทรกัป หลังจากพระกัสสปพุทธเจ้าได้ดับขันธปรินิพพานไปแล้ว แต่ยังไม่มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอุบัติขึ้นในตอนนี้ ซึ่งพระเวสสันดรโพธิสัตว์ถือได้ว่า เป็นผู้สร้างมหาทานบารมี ที่ได้ทำในสิ่งที่คนทั่วไปทำได้ยากยิ่ง เพราะท่านได้รู้ว่าสิ่งที่บังเกิดขึ้นได้ยากยิ่งกว่านี้ยังมีอยู่ คือ การได้บรรลุอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ จึงได้ทำทานบารมีอย่างยิ่งยวดอย่างเต็มที่เต็มกำลัง ไม่เคยท้อถอยหรือหวั่นไหวในสิ่งใดเลย

พระชาติที่ได้เกิดเป็นพระเวสสันดรโพธิสัตว์จึงเป็นเรื่องราวที่ถูกนำมาเล่ากันมากอย่างต่อเนื่องมาหลายครั้งในหมู่ของพุทธศาสนิกชนทั่วไป แม้ในปัจจุบันก็ยังคงมีการนำเรื่องราวเหล่านี้มาเทศน์สอนกันอยู่ ที่เรียกว่า เทศน์มหาชาติ เรื่อง พระเวสสันดร หรือที่ทางภาคอีสานเรียกกันว่า เทศน์พระเวส สาเหตุที่ยังคงนำเรื่องราวของพระเวสสันดรมาเทศน์สอนกันอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน เพราะพระชาตินี้ที่ได้ว่าเป็นแบบอย่างในการดำรงตนของพุทธศาสนิกชนทั้งหลายในการสร้างมหาทานบารมี โดยที่ไม่ได้หวั่นไหวในสิ่งทั้งหลายที่จะทำให้ตนท้อแท้ในการสร้างบารมีได้ ฉะนั้นนักศึกษาควรศึกษาแง่คิดมุมมองในการสร้างบารมีของพระเวสสันดร เพื่อจะได้นำไปประพฤติปฏิบัติเป็นต้นแบบในการสร้างบารมีกันต่อไป

พระเวสสันดรโพธิสัตว์ได้ถือกำเนิดในพระครรถ์ของพระนางผุสดีผู้เป็นอัครมเหสีของพระเจ้าสัญชัย ในกรุงเชตุดร โดยในขณะที่พระโพธิสัตว์อยู่ในครรถ์พระมารดา พระนางผุสดีทรงใคร่ปรารถนาจะสร้างมหาทานบารมี จึงรับสั่งให้สร้างโรงทาน 6 แห่ง คือ ที่ประตูเมืองทั้ง 4 แห่ง ที่กลางเมือง 1 แห่ง ที่ประตูพระราชวัง 1 แห่ง ทรงสละพระราชทรัพย์เป็นทาน 600,000 กหาปณะทุกวัน

พราหมณ์ผู้รู้นิมิตทั้งหลายได้ทูลพยากรณ์ว่า ที่พระนางทรงทำเช่นนี้ เพราะท่านผู้ยินดียิ่งในทานมาอุบัติในพระครรภ์ของพระราชเทวี และตั้งแต่ที่พระโพธิสัตว์ถือปฏิสนธิ ส่วยอากรของพระราชาก็ได้เพิ่มมากขึ้นกว่าที่เคยได้ แม้พระราชาในชมพูทวีปทั้งสิ้นต่างส่งเครื่องบรรณาการมาถวายพระเจ้าสญชัยทุกวัน ทั้งนี้ด้วยบุญญานุภาพของพระโพธิสัตว์นั้นเอง เมื่อพระนางผุสดีทรงพระครรภ์ครบ 10 เดือนบริบูรณ์ ทรงมี พระประสงค์จะชมเมือง จึงกราบทูลพระราชสวามี จากนั้นทรงรถที่นั่งอันประเสริฐทำประทักษิณพระนคร ในขณะนั้นลมกรรมชวาตก็ปั่นป่วน พระราชาจึงให้ทำพลับพลาสำหรับประสูติทันที

พระโพธิสัตว์ประสูติจากพระครรภ์แห่งพระมารดา เป็นผู้บริสุทธิ์ ลืมพระเนตรทั้งสองออกมา เมื่อออกมาก็เหยียดพระหัตถ์ต่อพระมารดาตรัสว่าข้าแต่พระแม่เจ้า หม่อมฉันจักบริจาคทาน มีทรัพย์อะไรๆ บ้าง ครั้งนั้นพระชนนีตรัสตอบว่า

“ พ่อจงบริจาคทานตามอัธยาศัยของพ่อเถิด แล้ววางถุงกหาปณะพันหนึ่งในพระหัตถ์ที่แบอยู่ ”

ครั้งนั้น ในวันถวายพระนามพระโพธิสัตว์พระประยูรญาติทั้งหลาย ได้ขยายพระนามว่า เวสสันดร เพราะประสูติในถนนแห่งพ่อค้าพร้อมกันนั้น ในวันที่ท่านประสูติ ช้างพังเชือกหนึ่งซึ่งสามารถเหาะได้ ได้นำลูกช้างเผือกขาวปลอดมาถวายแล้วก็จากไป เมื่อทรงอายุได้ 4 ขวบ พระราชาทรงให้ทำเครื่องประดับสำหรับพระราชกุมารราคาแสนหนึ่ง พระราชกุมารผู้มีใจรักในการให้ทาน พอรับมาประดับได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น ก็เปลื้องเครื่องประดับนั้นแก่นางนมทั้งหลาย ไม่ทรงรับเครื่องประดับที่เหล่านางนมถวายคืนอีก เหล่านางนมก็กราบทูลเรื่องราวที่เกิดขึ้นแด่พระราชา พระราชาก็ให้ทำเครื่องประดับชิ้นใหม่แด่พระโอรส

เมื่อพระชนมพรรษา 8 ชันษา พระราชกุมารได้เสด็จขึ้นไปยืนอยู่ปราสาท ทรงดำริว่า เราให้ทานภายนอกอย่างเดียว ทานนั้นหายังเราให้ยินดีไม่ เราใคร่จะให้ทานภายใน แม้ถ้าใครๆ พึงขอหทัยของเรา เราจะพึงให้ผ่าอุระประเทศนำหทัยออกให้แก่ผู้นั้น ถ้าเขาขอจักษุทั้งสองของเรา เราก็จะควักจักษุให้ ถ้าเขาขอเนื้อในสรีระ เราจะเชือดเนื้อจากสรีระทั้งสิ้นให้จนหมด ถ้าแม้ใครๆ พึงขอโลหิตของเรา เราก็จะให้โลหิต หรือว่าใครๆ พึงกล่าวกะเราว่า ท่านจงเป็นทาสของข้า เราก็ยินดียอมตัวเป็นทาสของผู้นั้น

เมื่อพระโพธิสัตว์มีพระชนมพรรษาได้ 16 ชันษา ก็ทรงศึกษาศิลปวิทยาทุกอย่าง พระราชบิดาทรงเห็นสมควรว่า ถึงเวลาแล้วที่จะประทานราชสมบัติแก่พระบรมโพธิสัตว์ จึงทรงปรึกษาพระนางผุสดีและ พระประยูรญาติ จากนั้นก็ได้นำราชกัญญานามว่า มัทรี ผู้เป็นราชธิดาของพระเจ้าลุงจากมัททราชสกุล ให้เป็นอัครมเหสี ให้เป็นใหญ่กว่าสตรีหมื่นหกพัน จากนั้นก็ทรงมอบราชสมบัติให้กับพระเวสสันดร

พระเวสสันดรทรงอาศัยความเป็นผู้มีโชคนี้ ทรงได้สละทรัพย์วันละหกแสนกหาปณะ ตั้งแต่ครองราชสมบัติไม่เคยขาดเลย และพระองค์ยังประทับบนคอช้างเพื่อเสด็จทอดพระเนตรโรงทานทั้งหมดเดือนละ 6 ครั้งเป็นประจำอีกด้วย ทำให้ชื่อเสียงอันดีงามของท่านขจรขจายออกไปทั่วชมพูทวีป สมัยต่อมา พระนางมัทรีประสูติพระโอรส ชื่อชาลีราชกุมาร เมื่อพระราชกุมารนั้นทรงเดินได้ พระนางก็ทรงประสูติพระธิดาพระนามว่า กัณหาชินา

สมัยนั้น ในกาลิงครัฐเกิดฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล การเก็บเกี่ยวไม่ดี ข้าวยากหมากแพง ทำให้ชาวเมืองอดอยาก แถมยังมีโจรชุกชม ฝ่ายพระราชาทรงแก้ปัญหาด้วยการทรงสมาทานศีล รักษาอุโบสถศีล 7 วัน ถึงกระนั้น ฝนก็ยังไม่ตก ชาวเมืองจึงกราบทูลให้พระราชาทรงส่งพราหมณ์ไปขอช้างมงคลของ พระเวสสันดร ก็จะทำให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล เมื่อพระราชาทรงสดับเช่นนี้ ก็เลือกพราหมณ์ 8 คน แล้วรีบส่งไปขอมงคลหัตถีที่กรุงเชตุดรทันที เมื่อพราหมณ์ทั้ง 8 ท่านไปถึงกรุงเชตุดร ก็ได้ปลอมแปลงเป็นยาจกขอทาน ผู้น่าสงสาร นุ่งเสื้อผ้าเก่าๆ ขาดวิ่น เนื้อตัวเปื้อนฝุ่นธุลีไปนั่งรอพระเวสสันดรที่โรงทาน

เช้าตรู่วันนั้น เมื่อพราหมณ์ทั้ง 8 เห็นพระเวสสันดรออกตรวจโรงทานก็เข้าไปนั่งล้อมรอบช้างมงคล พระเวสสันดรจึงตรัสถามพราหมณ์ทั้ง 8 จึงทราบว่า พราหมณ์ทั้ง 8 ต้องการได้ช้างมงคลไปยังกาลิงครัฐ พระองค์จึงได้ให้ช้างมงคลตัวนั้นแก่พราหมณ์ พวกพราหมณ์พอขอช้างได้แล้ว ก็พากันแห่ไปท่ามกลางพระนคร พอมหาชนเห็นช้างมงคลเข้า ก็ถามจึงทราบว่าพระเวสสันดรบริจาคมา ก็พากันวิพากวิจารณ์และโกรธ พระโพธิสัตว์มาก จึงรวมตัวกัน ตั้งแต่ราชบุตรจากทุกตระกูล พ่อค้า ชาวนา พราหมณ์ ต่างก็พากันมาชุมนุม ร้องเรียนพระเจ้าสัญชัยให้ทรงเนรเทศพระเวสสันดรออกนอกเมืองสีพี ไปอยู่ที่เขาวงกตเถิด8)

พระเจ้าสัญชัยสดับคำร้องเรียนเช่นนั้นแล้ว ก็เห็นว่า ไม่สามารถต้านกำลังของชาวเมืองได้ จึงรับสั่งให้พระเวสสันดรพักได้อีกหนึ่งคืน พอเวลาเช้าก็จะให้ออกจากเมือง ถึงกระนั้นพระเวสสันดรก็ไม่ได้หวั่นไหวอะไรเลย ไม่รู้สึกท้อพระทัย หรือเดือดร้อนกับการสร้างมหาทานทานบารมีของพระองค์ มีแต่เกิดความปีติโสมนัสที่จะได้สร้างทานบารมี ในวันรุ่งขึ้น ก่อนที่จะออกเดินทางไปอยู่ที่เขาวงกต จะต้องทำมหาทานให้ ยิ่งๆ ขึ้นไป

พระองค์จึงได้รับสั่งให้มหาอำมาตย์ชื่อ คุตตะ มาเข้าเฝ้า แล้วรับสั่งให้จัดแจงสัตตสตกมหาทาน9) ซึ่งมหาเสนาคุตตะก็สามารถจัดหามาได้โดยไม่ยากอะไร

ในคืนนั้น พระเวสสันดรจึงไปหาพระนางมัทรี แล้วบอกให้นางทราบถึงเรื่องที่เกิดขึ้น นอกจากนี้ ยังสอนให้นางหมั่นทำทานเป็นประจำ ให้เลี้ยงดูลูกทั้งสองให้ดีและให้บำรุงกษัตริย์ทั้งสองพระองค์ด้วย ความเคารพ แต่พระนางมัทรีก็ได้อ้อนวอนขอติดตามไปด้วย พระองค์จึงต้องให้นางติดตามไปด้วย

พระเวสสันดรทรงบริจาคสัตตะสะตะกะมหาทานตั้งแต่เช้าจนถึงเย็นสมปรารถนาแล้ว ก็เสด็จกลับพระราชนิเวศน์ เพื่อถวายบังคมลาพระชนกพระชนนีและเหล่าพระประยูรญาติทั้งหมด ฝ่ายพระนางมัทรี ก็ขออนุญาตออกบวชด้วย แต่พระเจ้าสัญชัยก็ทรงห้ามเอาไว้ แต่พระนางก็หาเหตุผลที่จะติดตาม พระเวสสันดรให้ได้ ทำให้พระเจ้าสัญชัยอนุญาตให้ติดตามไปได้ นอกจากนี้พระนางยังนำพระโอรสและธิดาทั้งสองไปด้วย พระนางกล่าวยืนยันว่า

“ หากหม่อมฉันทั้งสองยังมีชีวิตอยู่ ทารกทั้งสองก็จักเป็นสุขเพียงนั้น”

เมื่อพระเวสสันดรอำลาพระประยูรญาติเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ออกเดินทางทันที พระนางผุสดี ราชมารดาทรงทราบว่า พระโอรสมีพระทัยยินดีในการบริจาคเหนือสิ่งอื่นใด จึงให้จัดเกวียนหลายเล่มที่ เต็มด้วยรัตนะ 7 ประการ พร้อมด้วยอาภรณ์ต่างๆ มากมายตามไปส่ง ฝ่ายพระเวสสันดรก็ทรงเปลื้องเครื่องประดับ ที่มีอยู่ในพระวรกาย พระราชทานแก่เหล่ายาจกผู้มาขอถึง 18 ครั้ง ได้พระราชทานสิ่งที่เหลืออยู่จนหมด และเมื่อเดินทางไปได้ไม่นาน ก็มีพราหมณ์ 4 คน มาไม่ทันรับสัตตะสะตะกะมหาทาน จึงเข้าไปพระนคร ครั้นได้ทราบว่าพระเวสสันดรบริจาคทานเสร็จและได้ออกนอกพระนครไปแล้ว จึงรีบติดตามมาเพื่อขอม้า 4 ตัว เมื่อมาถึง พระเวสสันดรก็ไม่ทำให้พราหมณ์ทั้ง 4 ผิดหวัง ได้พระราชทานม้าทั้ง 4 ตัวไป ส่วนพระองค์เองก็ทรงจูงมือชาลีผู้เป็นพระโอรส พระนางมัทรีทรงจูงมือพระธิดากัณหาออกเดินทางมุ่งหน้า สู่เขาวงกต

เมื่อพบเจอใครที่เดินสวนทางมา ก็ไต่ถามทางไปเขาวงกต เพราะเป็นสถานที่อยู่ห่างไกลมาก คนที่ชำนาญทางได้แนะนำว่า ตั้งแต่เชตุดรราชธานี ถึงภูเขาชื่อสุวรรณคิรี ประมาณ 5 โยชน์ ตั้งแต่ สุวรรณคิรีถึงแม่นํ้าชื่อโกนติมารา 5 โยชน์ เดินทางไปอีก 5 โยชน์ ก็จะพบภูเขาอัญชนคีรี แล้วไปอีก 5 โยชน์จะเป็นบ้านพราหมณ์ชื่อตุณณวิถนาลิทัณฑ์ ไปอีก 10 โยชน์ก็จะถึงมาตุลนคร รวมตั้งแต่เชตุดรนครถึง แคว้นนั้น เป็น 30 โยชน์ แต่ก็เป็นเรื่องอัศจรรย์ว่า เทวดามาช่วยย่นหนทางให้ ทำให้กษัตริย์ทั้ง 4 พระองค์ เสด็จถึงมาตุลนคร ซึ่งเป็นเมืองหลวงของแคว้นเจตรัฐ โดยใช้เวลาเพียงวันเดียวเท่านั้น

เมื่อกษัตริย์ทั้ง 4 พระองค์เสด็จถึงเจตรัฐในเวลาเย็น สมัยนั้น มีเจ้าครองนครอยู่ในมาตุลนครถึง 6 หมื่นองค์ เมื่อชาวเมืองรู้ว่า พระเวสสันดรพระนางมัทรี และพระโอรสพระธิดาเสด็จมาด้วยเท้าเปล่า ก็เกิดความสงสัยและพากันมาเข้าเฝ้า แล้วไปแจ้งข่าวให้พระยาเจตราชทั้ง 6 หมื่นทราบ พระองค์ท่านได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดี เหมือนหมู่ญาติรอคอยบุคคลที่จากไปนาน ด้วยความใจจดใจจ่อ พระยาเจตราชทูลถามพระเวสสันดรถึงเหตุที่พระองค์เดินทางมายังสถานที่แห่งนี้ เมื่อพระยาเจตราชทั้ง 6 หมื่นทราบ ต่างก็ทรงสงสารพระองค์ยิ่งนัก ที่ทำดีแต่ไม่มีใครเห็นความดี จึงพร้อมใจกันกราบทูลให้พักที่เจตรัฐนี้ และจะไปบอกพระราชบิดาและพระราชมารดาของพระองค์ให้ยกโทษ

แต่พระเวสสันดรทรงห้ามปรามเจ้านครเหล่านั้น ที่พระองค์ต้องถูกเนรเทศออกนอกเมือง เป็นเพราะความไม่เข้าใจของชาวเมืองสีพี หาใช่เป็นความผิดของพระราชบิดาไม่ เมื่อเป็นเช่นนั้น พระยาเจตราชทั้งหลายก็ยังยินยอมพร้อมใจที่จะถวายราชสมบัติ ให้กับพระเวสสันดรได้เป็นเจ้าครองนคร ปกครองดูแลพวกตน แต่ท่านก็ไม่ได้ปรารถนา เพียงแต่ขอพักอาศัยที่นครนี้เพียงคืนเดียวเท่านั้น วันรุ่งขึ้นก็จะพากันออกเดินทางต่อไป เพื่อบำเพ็ญพรตอยู่ในป่าตามลำพัง จากนั้นกษัตริย์ทั้ง 4 พระองค์ก็เสด็จออกเดินทางไกล โดยมีกษัตริย์ 6 หมื่นพระองค์พร้อมด้วยเหล่าอำมาตย์ ข้าราชบริพารมากมายเสด็จตามไปส่งถึง 15 โยชน์ นับเป็นการออกบวชอย่างมีเกียรติ ด้วยอานุภาพบุญของพระองค์ แม้จะเป็นหนทางไกลแต่ก็ใช้เวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง ก็ถึงปากทางเข้าป่าใหญ่ พระยาเจตราชแต่งตั้งนายพรานคนหนึ่งชื่อ เจตบุตร รักษาทางเข้าป่าใหญ่ เอาไว้ จะได้ไม่มีใครมารบกวนหรือประทุษร้ายกษัตริย์ทั้ง 4 พระองค์ได้ เมื่อรับสั่งนายพรานเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็ชักชวนกันเสด็จกลับพระนคร

ขณะนั้น พระอาสน์ของท้าวสักกเทวราชแสดงอาการร้อน ท้าวสักกะทรงพิจารณาแล้วทรงถึงทราบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จึงรับสั่งให้วิสสุกรรมเทพบุตรสร้างอาศรมที่เขาวงกต วิสสุกรรมเทพบุตรจึงเนรมิตบรรณศาลา 2 หลัง ที่จงกรม 2 แห่ง ที่พักกลางคืนที่พักกลางวัน และได้ตระเตรียมบริขารไว้ให้ จากนั้นก็จารึกอักษรไว้ว่า “ ท่านผู้หนึ่งผู้ใด ใคร่จะบวช ก็จงใช้บริขารเหล่านี้ พร้อมกับห้ามเหล่าอมนุษย์ หมู่เนื้อหมู่นก ที่มีเสียงดังรบกวนไม่ให้เข้ามาใกล้”

เมื่อพระเวสสันดรเดินทางมาถึงภูเขาวงกตแล้ว เห็นสถานที่ซึ่งวิสสุกรรมเทพบุตรเนรมิตไว้ ก็ทรงทราบเหตุนั้น จึงได้ถือเพศบรรพชิตพร้อมกับพระนางมัทรีและพระราชโอรสพระราชธิดาอาศัยอยู่ในบรรณศาลานี้ โดยมีพระนางมัทรีทำหน้าที่อุปัฏฐากดูแลพระเวสสันดรและพระโอรสพระธิดาได้อย่างสมบูรณ์คอยดูแล บำรุงปฏิบัติอย่างดี และนำผลไม้จากป่ามาถวาย ซึ่งเมื่อมาอยู่ในที่นี้ พระเวสสันดรก็ได้ทำกติกาห้ามไม่ให้พระนางมัทรีเข้ามาหาพระองค์ในเวลาไม่สมควร

นอกจากนี้ยังมีพราหมณ์เฒ่าคนหนึ่ง ชื่อว่า ชูชก เป็นชาวบ้านพราหมณ์ชื่อทุนนวิฏฐะ ในกาลิงครัฐ เที่ยวภิกขาจาร ได้ทรัพย์มา 100 กหาปณะ ก็ฝากไว้กับเพื่อนสนิท จากนั้นก็ได้ออกไปแสวงหาทรัพย์อีก เมื่อไปนาน พราหมณ์ผู้เป็นเพื่อนก็ใช้ทรัพย์นั้นจนหมด เมื่อชูชกกลับมาทวงก็ไม่สามารถจะให้คืนได้ จึงยกธิดาชื่อนางอมิตตตาปนาให้ชูชก ชูชกจึงได้นางอมิตตตาปนามาเป็นภรรยาสาว แล้วพากันไปอยู่ที่บ้านในกาลิงครัฐ นางก็ได้ปฏิบัติพราหมณ์ด้วยดีเสมอมา

พวกพราหมณ์หนุ่มๆ เห็นนางอมิตตตาปฏิบัติต่อสามีแก่เป็นอย่างดี ก็ตำหนิภรรยาของตนเองว่า ทำหน้าที่สู้นางอมิตตตาไม่ได้ พวกนางจึงเกิดความอิจฉา และหาทางที่จะล้อเลียนพูดจาเหน็บแนมนาง อมิตตตา ให้นางได้รับความไม่สบายใจ พอนางอมิตตตาไปท่านํ้า ก็ถูกพวกภรรยาของพราหมณ์หนุ่มกล่าว เมื่อนางอมิตตตาได้รับการบริภาษและถูกดูหมิ่นเช่นนั้น ก็กระดากอาย จึงเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้สามีแก่ฟัง ชูชกหลงใหลในตัวนาอมิตตตาอยู่แล้ว จึงได้ปลอบโยนและเอาใจภรรยาสาว โดยไม่ให้นางไปตักน้ำมาให้ตนอีก ตนจะไปตักมาเอง แต่นางอมิตตตากลับปฏิเสธ เนื่องจากไม่ได้เกิดในตระกูลที่ใช้สามีให้ตักน้ำ จึงให้ชูชกไปขอทาสจากพระเวสสันดรมาให้ตน ถ้าหามาไม่ได้ก็จะไม่อยู่กับชูชกอีก

พอชูชกได้ฟังเช่นนั้นก็ตกใจ กลัวว่าภรรยาสาวจะไม่อยู่กับตนเอง จึงตัดสินใจออกเดินทางไปขอทาสและทาสีจากพระเวสสันดร เพื่อเอาอกเอาใจบำรุงบำเรอนางอมิตตตาภรรยาสาว โดยไม่เห็นแก่ความยากลำบากเมื่อชูชกเดินทางเข้าไปในนครเชตุดร ได้ไต่ถามประชาชนที่มาประชุมกันตามสถานที่ต่างๆ จึงทราบว่าพระเวสสันดรถูกขับไล่ไปอยู่เขาวงกต และรู้ว่าพระเวสสันดรไม่ได้เสด็จไปตามลำพัง แต่ยังมีพระนางมัทรี พระโอรสและธิดาติดตามไปด้วย จึงตั้งใจว่าจะไปขอกัณหาชาลีราชกุมาร แล้วมุ่งหน้าไปทางเขาวงกตตามลำพัง

เมื่อไปถึงทางเข้าป่าใหญ่ ชูชกก็ถูกฝูงสุนัขล่าเนื้อวิ่งเข้าใส่หมายจะขยํ้าคอกัดให้ตาย ชูชกเห็นก็รีบวิ่งหนีขึ้นต้นไม้เอาตัวรอดอย่างทุลักทุเล ฝ่ายพรานเจตบุตรที่เหล่าพญาเจตราชแต่งตั้งให้อารักขา พระเวสสันดรนั้น ก็คิดจะฆ่าชูชก เพราะเห็นลักษณะท่าทางแล้วเหมือนผู้ไม่ประสงค์ดี แต่ด้วยความเป็นผู้มีไหวพริบ จึงพูดโกหกพรานว่า ตนเป็นราชทูตที่พระเจ้าสัญชัยส่งมาเชิญพระเวสสันดรเสด็จกลับพระนคร ทำให้พรานเจตบุตรเชื่ออย่างสนิทใจ และเกิดปีติยินดี จึงได้ชี้บอกทางที่อยู่ของพระเวสสันดรอย่างละเอียด แล้วก็ออกเดินทางต่อไปจนถึงสำนักของอัจจุตฤาษี

เมื่อเดินทางไปถึง ก็เข้าไปสนทนากับอัจจุตฤาษีไต่ถามสารทุกข์สุกดิบกันจนเสร็จเรียบร้อยแล้ว ชูชกก็เลียบเคียงถามถึงที่อยู่ของพระเวสสันดร ท่านดาบสได้ฟังคำถามเช่นนั้น ก็เกิดความสังหรณ์ใจคิดว่า ชูชกคงจะไม่ได้มาดีอย่างแน่นอน จึงไม่ยอมบอกให้ทราบ แต่ด้วยความมีไหวพริบ ชูชกจึงแสร้งพูดประจบประแจงถึงประโยชน์ที่ตนมาในครั้งนี้ อัจจุตฤาษีฟังเช่นนั้น หลงเชื่อถ้อยคำของชูชก จึงได้เหยียดมือชี้ไปทางที่ประทับของพระเวสสันดร พร้อมกับแนะนำเส้นทางอย่างละเอียดถี่ถ้วน ชูชกครั้นรู้แล้วก็ขอบคุณพระฤาษี จากนั้นก็รีบออกเดินทางทันที พราหมณ์ชูชกเดินทางมาถึงสถานที่ที่พระโพธิสัตว์ประทับอยู่เห็นว่า ตอนนี้เป็นเวลาเย็นแล้ว จึงยังไม่เดินทางเข้าไปขอพระโอรสพระธิดา จึงพักผ่อนเพื่อเตรียมตัวขอในเวลาเช้า

ในคืนนั้นเอง เวลาใกล้รุ่ง พระนางมัทรีได้ทรงพระสุบินว่า เห็นชายคนหนึ่งถืออาวุธเข้ามาทำร้ายนาง ทำให้นางสะดุ้งตื่น แล้วรีบเข้าไปหาพระเวสสันดร แต่เมื่อไปถึงก็ถูกพระเวสสันดรต่อว่า ในการมาในเวลาอันไม่สมควร พระนางมัทรีจึงได้บอกว่าตนฝันร้าย แล้วเล่าเรื่องที่ทรงฝันร้ายให้ฟัง พระเวสสันดรเมื่อสดับถ้อยคำนั้นก็รู้ว่าพรุ่งนี้ทานบารมีของพระองค์จะเต็มรอบ จึงทรงสรรหาถ้อยคำที่ทำให้นางเบาพระทัยแล้วทรงให้กลับไปที่อาศรมทำภารกิจตามปกติ

เมื่อสว่างแล้ว พระนางมัทรีก็ทรงถือกระเช้าไปหาผลไม้ในป่าตามที่เคยปฏิบัติทุกวัน ฝ่ายชูชกคิดว่า บัดนี้พระนางมัทรีคงจะเสด็จเข้าป่าไปแล้ว จึงมุ่งหน้าไปยังอาศรมของพระเวสสันดร เมื่อพระโพธิสัตว์ทอดพระเนตรเห็นการมาของชูชกแล้ว ก็ทราบว่าจะต้องมาขออะไรจากพระองค์แน่ จึงได้ทำการต้อนรับ แล้วถามถึงเหตุที่มาในครั้งนี้ ชูชกจึงได้ขอพระราชทานพระราชโอรสและพระราชธิดา พระเวสสันดรได้ทรงสดับคำของชูชกเช่นนั้น ก็ทรงเกิดความปีติโสมนัส จึงได้เอ่ยปากที่จะยกพระราชโอรสและพระราชธิดามอบให้กับชูชก และชวนให้ชูชกอยู่ค้างคืนหนึ่งก่อน แต่ชูชกก็รู้ว่าถ้าค้างคืน ก็จะไม่ได้พระราชโอรสและพระราชธิดา จึงได้กล่าวถ้อยคำยกใจพระเวสสันดร เพื่อจะได้ตัดใจยกลูกทั้งสองให้ตน

พระชาลีราชกุมารและพระกัณหาชินาราชกุมารีรู้ว่า พระบิดาจะต้องบริจาคตัวให้กับชูชกอย่างแน่นอน ก็ขนลุกชูชัน ตกใจกลัวหวาดหวั่นไปตามๆ กัน จึงพากันลงไปยืนอยู่ในสระโบกขรณี เอาใบบัววางไว้บนพระเศียร ยืนขาสั่น นํ้าตาไหลอาบแก้มอยู่ในนํ้า ฝ่ายชูชกไม่เห็นสองกุมาร จึงพูดรุกรานกระทบกระเทียบพระโพธิสัตว์ พระเวสสันดรจึงได้ลุกออกไปดู ก็ทราบว่าพระโอรสพระธิดาเสด็จไปยืนอยู่ในสระโบกขรณี จึงตรัสบอกให้พระราชโอรสและพระราชธิดาเข้าใจถึงเหตุในการบริจาคทานครั้งนี้ให้กับชูชก ซึ่งทั้งสองพระองค์ก็เข้าใจ จึงได้ขึ้นมาจากสระโบกขรณี และร้องไห้ด้วยความรักในพระโพธิสัตว์ พระองค์จึงได้พูดปลอบโยนบุตรทั้งสอง แล้วทรงกำหนดราคาพระราชกุมารพระราชกุมารีในการไถ่ตัว แล้วทรงจับพระเต้าน้ำ หลั่งน้ำลงในมือชูชก พร้อมกับตรัสบอกถึงความรักพระสัพพัญญุตญาณของพระองค์

พระโพธิสัตว์เจ้าครั้นทรงบำเพ็ญบุตรทานแล้ว ก็เกิดความปีติโสมนัสในใจ ฝ่ายชูชกเข้าไปป่า เอาฟันกัดเถาวัลย์ถือมาผูกพระหัตถ์ขวาของพระชาลีกุมารรวมกันกับพระหัตถ์ซ้ายของพระกัณหาชินากุมารี ถือปลายเถาวัลย์ไว้ แล้วเฆี่ยนตีต่อหน้าพระพักตร์ของพระเวสสันดร สั่งให้ทั้งสองหยุดร้องไห้ จากนั้นก็ฉุดดึงพระกุมารทั้งสองออกจากป่าไป ในขณะนั้นเทพบุตร 3 องค์ จึงจำแลงกายเป็นราชสีห์ เป็นเสือโคร่งและเป็นเสือเหลือง นอนกั้นทางเสด็จกลับอาศรมของพระนางมัทรีเอาไว้ จนกว่าดวงอาทิตย์จะอัสดงคต เพื่อจะให้ทานบารมีของพระโพธิสัตว์ได้สำเร็จบริบูรณ์ ฝ่ายพระนางมัทรีหวั่นพระหฤทัยอยู่ พร้อมกับในวันนี้ก็มีเหตุลางสังหรณ์เกิดขึ้นหลายอย่าง เช่น เสียมหลุดจากพระหัตถ์ กระเช้าหลุดจากบ่า พระเนตรเบื้องขวาเขม่น พฤกษาชาติที่มีผลก็เหมือนกับไม่มีผล พฤกษาชาติที่ไม่เคยมีผลก็เหมือนกับว่ามีผลดก ทิศทั้งสี่ก็กำหนดไม่ได้ ยิ่งเมื่อมาเจอกับสัตว์ร้ายที่นอนขวางทางอยู่ข้างหน้า พระนางก็ตกพระทัยได้แต่อ้อนวอน แต่สัตว์ร้ายทั้ง 3 ก็ไม่ยอมลุกขึ้นไปไหน จวบจนพลบคํ่าจึงหลีกเข้าป่าไป ฝ่ายพระนางมัทรีก็รีบเดินทางกลับอาศรมทันที

เมื่อกลับมาถึงก็มองไม่เห็นพระโอรสพระธิดา ก็รีบเสด็จไปเฝ้าพระเวสสันดร ทูลถามถึงพระกุมารกุมารีทั้งสอง ซึ่งพระเวสสันดรไม่ได้ให้คำตอบ แต่กลับต่อว่าที่นางกลับมามืดค่ำอย่างนี้ พระนางมัทรีจึงได้เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ให้ฟัง เมื่อพระเวสสันดรได้สดับแล้ว จึงบอกว่าพระองค์ได้บริจาคกัณหาชาลีให้กับ ชูชกแล้ว เมื่อนางได้ฟังเช่นนั้น ก็สลบล้มลงเพราะความโศกที่บุตรทั้งสองต้องพรากจากไป พระเวสสันดรเห็นเช่นนั้น จึงเข้าไปประครองนางแล้วแก้ไขให้พระนางตื่นขึ้นมา เมื่อผ่านไปได้ไม่นาน พระนางก็ได้สติรู้สึกตัวขึ้นมา ก็รีบขอขมาพระโพธิสัตว์พร้อมกับอนุโมทนาบุญในทานที่พระองค์ได้บริจาคบุตรทั้งสองเป็นทาน

ในวันต่อมา ท้าวสักกเทวราชได้ทรงจำแลงเพศเป็นพราหมณ์ไปเฝ้าพระเวสสันดร เพื่อขอพระนางมัทรี ซึ่งพระโพธิสัตว์ก็ได้ยกให้พระนางมัทรีแก่พราหมณ์จำแลง ท้างสักกเทวราชจึงได้กล่าวชมเชยสรรเสริญ พระโพธิสัตว์และพระนางมัทรี พร้อมทั้งให้พระเวสสันดรของพรได้ 8 ข้อ พระโพธิสัตว์ก็ขอพรครบทั้ง 8 ข้อ ซึ่งท้าวสักกเทวราชได้ให้คำยืนยันว่าพรทั้ง 8 ข้อจะสำเร็จแน่นอน

ฝ่ายพราหมณ์ชูชกพากุมารทั้งสองพระองค์ เดินทางไกลจนกระทั่งถึงกรุงเชตุดร ในขณะนั้นเอง พระเจ้าสัญชัยทอดพระเนตรไปทางถนน ทรงเห็นสองกุมารกุมารีซึ่งมีลักษณะคล้ายคลึงกัน คนหนึ่ง เหมือนพระชาลี คนหนึ่งเหมือนกัณหาชินา เกิดความสงสัยขึ้นมา แต่ก็คิดไม่ถึงว่า กุมารและกุมารีนี้จะ เป็นหลานของพระองค์เอง จึงทรงรับสั่งให้อำมาตย์ไปเชื้อเชิญเข้ามาใกล้ๆ เมื่อมาแล้ว จึงได้ไต่ถามพราหมณ์ชูชก ครั้นทราบความจริง จึงนึกสงสัยถึงการบริจาคบุตรเป็นทานของพระเวสสันดร แต่พระชาลีราชกุมารก็ได้อธิบายให้พระเจ้าสัญชัยฟังอย่างละเอียด และยังบอกถึงค่าตัวของตนที่พระเวสสันดรได้กำหนดเอาไว้

พระเจ้าสัญชัยจึงพระราชทานทรัพย์เพื่อเป็นค่าไถ่แก่ชูชก และเลี้ยงต้อนรับอย่างดี ทำให้ชูชกซึ่งไม่ได้ประมาณในการบริโภคอาหาร จึงท้องแตกตาย พระเจ้าสัญชัยจึงโปรดให้ขนทรัพย์ทั้งหมดคืน พระคลังหลวง เนื่องจากไม่มีญาติมารับเอาทรัพย์นั้นไป หลังจากนั้น พระเจ้าสัญชัยก็ได้เตรียมการที่จะเสด็จไปเขาวงกต ซึ่งเมื่อเตรียมการเรียบร้อยแล้ว ก็ได้เดินทางไปรับด้วยพระองค์เองพร้อมกับกองทัพ เมื่อเสด็จไปถึงที่อยู่ของพระเวสสันดร ก็ได้สนทนากันอย่างร่าเริงเบิกบานด้วยความคิดถึง และขอร้องให้พระเวสสันดร กลับไปกรุงเชตุดร เมื่อพระเวสสันดรปฏิเสธก็ได้พากันหมอบลงขอร้อง ทำให้พระเวสสันดรต้องเสด็จกลับพระนครพร้อมกองทัพ เมื่อพระองค์เสด็จกลับถึงกรุงเชตุดรแล้ว ก็ทรงปกครองไพร่ฟ้าประชาราษฎร์ด้วย ทศพิธราชธรรม ทรงบำเพ็ญทานบารมีจนตลอดพระชนมชีพ จากนั้นก็ได้ไปบังเกิดเป็นท้าวสันดุสิตเทวราชเป็น จอมเทพในสวรรค์ชั้นดุสิต

นี้คือผลแห่งการทำทานอย่างทุ่มเทแบบสุดกำลังของพระโพธิ์สัตว์ ชนิดเอาชีวิตเป็นเดิมพันนั้น เมื่อถึงคราวบุญส่งผล นอกจากจะส่งผลดีให้เฉพาะตัวท่านแล้ว ยังส่งผลถึงเหล่าประชาราษฎร์และสรรพสัตว์อีกมากมายนับไม่ถ้วน เพราะพระองค์มีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล ทุกอย่างที่พระองค์คิด ทุกสิ่งที่พระองค์ทำ ทุกถ้อยคำที่พระองค์พูด ต่างก็เป็นไปเพื่อสันติสุขของมวลมนุษยชาติอย่างแท้จริง สมควรที่พวกเราจะยึดเอาท่านเป็นแบบอย่างในการสร้างบารมีให้ยิ่งๆ ขึ้นไปกันทุกคน

พระชาตินี้เป็นพระชาติสุดท้ายที่พระองค์เกิดมาเพื่อสร้างบารมีในการเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งเมื่อพระองค์ได้กลับมาเกิดอีกในครั้งต่อไป ก็จะมาตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า บารมีของพระองค์จึงเต็มเปี่ยมบริบูรณ์ในพระชาตินี้ พร้อมที่จะมาเกิดเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ต่อไปได้อย่างแน่นอน เพียงแต่ต้องรอเวลาในการเสด็จมาตรัสรู้ แต่เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมแก่การมาบังเกิดเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็จะเสด็จมายังสรรพสัตว์ให้รู้ความเป็นจริงของชีวิต และหลุดพ้นจากวัฏสงสารนี้ออกไปได้อย่างเช่นกับพระองค์

บทสรุป

ดังที่ได้กล่าวมาแล้วทั้งหมดในบทเรียนนี้ นักศึกษาคงจะเข้าใจชัดเจนขึ้นว่า ก่อนที่พระสมณโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้า จะตั้งความปรารถนาเพื่อมาตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ก็เป็นมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งอย่างพวกเราทั่วไป แต่ด้วยประสบการณ์และการสั่งบุญบารมีมาตลอดจากการเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสารนี้ จึงทำให้พระองค์เกิดปัญญา มองเห็นว่า โลกใบนี้มีแต่ความทุกข์ที่มนุษย์ต้องวนเวียนอยู่อย่างไม่รู้จักจบสิ้น พระองค์จึงเกิดความคิดที่จะหลุดพ้นออกไปจากวัฏสงสารนี้ และจะไม่ไปเพียงลำพังพระองค์เดียว แต่จะพาสรรพสัตว์ทั้งหลายให้หลุดพ้นออกไปด้วย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ที่มีต่อสรรพสัตว์ทั้งหลาย ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้ได้เนมิตตกนามที่เกิดขึ้นกับมนุษย์ความเป็นมนุษย์ว่า พระโพธิสัตว์ คือ สัตว์ที่ปรารถนาจะตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

เมื่อพระโพธิสัตว์ปรารถนาที่จะเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ก็จะต้องเร่งสั่งสมบารมีอย่างต่อเนื่อง โดยเอาชีวิตเป็นเดิมพัน พระสมณโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้าจะต้องสั่งสมบารมีทั้งหมด 20 อสงไขยกับแสนมหากัป โดยแบ่งระยะเวลาในการสั่งสมบารมีเป็น 3 ช่วง คือ การดำริไว้ในใจที่จะปรารถนาเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ยังไม่กล้าบอกใคร ต้องสร้างบารมี 7 อสงไขยกับแสนมหากัป ต่อมาเริ่มมีความกล้ามากขึ้นที่จะเปล่งวาจาออกมาบอกแก่คนอื่นให้ได้ยิน ต้องสร้างบารมีเป็นเวลา 9 อสงไขยกับแสนมหากัป เมื่อได้สร้างบารมีมาอย่างต่อเนื่องจนได้คุณลักษณะพร้อมที่จะได้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็จะได้รับพุทธพยากรณ์ และจะต้องสร้างบารมีต่อไปอีก 4 อสงไขยกับแสนมหากัป จึงได้มาตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

เมื่อพระโพธิสัตว์ได้รับการพยากรณ์จากพระทีปังกรสัมมาสัมพุทธเจ้า ว่าในอนาคตจะได้เป็น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างแน่นอน ได้ยกฐานะจากอนิยตโพธิสัตว์เป็นนิยตโพธิสัตว์แล้ว พระองค์ก็สามารถที่จะกำจัดกิเลสเป็นพระอรหันต์ได้เลย แต่ด้วยน้ำใจอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ที่ไม่ต้องการจะพ้นทุกข์ไปเพียงคนเดียว จึงได้สร้างบารมี 10 ทัศ มีทานบารมี เป็นต้น ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจเพียรพยายามอย่างยิ่ง แม้จะพบอุปสรรคมากมาย พระองค์ก็ไม่เคยท้อถอย ยังคงสั่งสมบารมีด้วยหัวใจที่เด็ดเดี่ยวต่อไป จนในพระชาติสุดท้ายที่เกิดเป็นพระเวสสันดร ทรงสร้างมหาทานอย่างยิ่งใหญ่ที่ทำให้พระสัมมาสัมโพธิญาณของพระองค์เต็มเปี่ยม และแล้ววันเวลาที่จะทำให้พระองค์ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ใกล้เข้ามาทุกขณะ ซึ่งนักศึกษา สามารถศึกษาเนื้อหาต่อไปในบทที่ 5

1) มงคลสูตร, ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ, มก. เล่ม 39 หน้า 163.
2) เวสสันดรชาดก, ขุททกนิกาย ชาดก, มก. เล่ม 64 หน้า 765.
3) มิลินทปัญหา, หน้า 343.
4) มหากปิชาดก, ขุททกนิกาย ชาดก, มก. เล่ม 59 หน้า 332.
5) มหาปทานสูตร, ทีฆนิกาย มหาวรรค, มก. เล่ม 13 หน้า 12.
6) เรื่องธรรมดาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า, ขุททกนิกาย พุทธวงศ์, มก. เล่ม 73 หน้า 748.
7) เวสสันดรชาดก, ขุททกนิกาย ชาดก, มก. เล่ม 64 หน้า 608.
8) สาเหตุที่ชาวเมืองไม่ยินดีในการบริจาคช้างของพระเวสสันดร เพราะช้างมงคลเชือกนี้ เป็นช้างที่ประดับด้วยเครื่องอลังการราคา 4 แสนที่เท้าทั้ง 4 ข้าง เครื่องอลังการประดับที่ 2 สีข้างของช้างด้านละ 2 แสน ข่ายคลุมหลัง 3 ชนิด คือ ข่ายแก้วมุกดา ข่ายแก้วมณี และก็ข่ายทองคำ ราคา 3 แสน กระดึงเครื่องประดับที่ห้อยลงมาตามสีข้างทั้งสอง ราคา 2 แสน ผ้ากัมพลลาดบนหลังราคา 1 แสน เครื่องประดับใช้คลุมกระพองราคา 1 แสน สายรัด 3 สายราคา 3 แสน พู่เครื่องประดับที่หูทั้งสองข้าง ราคา 2 แสน ปลอกเครื่องประดับงาทั้ง 2 ราคา 2 แสน วลัยเครื่องประดับทาบทึ่งวงราคา 22 แสน เกยสำหรับขึ้น ราคา 1 แสน อ่างบรรจุของบริโภคราคา 1 แสน ทั้งหมด 24 แสน นอกจากนี้ยังมีมณีที่กำพู่ฉัตรและที่ยอดฉัตร สร้อยมุกดาที่ขอช้าง สร้อยมุกดาผูกคอช้าง กระพอง และที่ตัวพญาช้างเอง รวมแล้วเป็นเครื่องประดับที่หาค่าไม่ได้ ซึ่งชาวเมืองถือว่าช้างนี้เป็นช้างคู่บ้านคู่เมืองไม่ใช้เป็นเพียงของพระเวสสันดรเท่านั้น จึงไม่พอใจกับการบริจาคมงคลหัตถีในครั้งนี้
9) คำว่า สัตตสตกมหาทานในที่หมายถึง การให้ทานวัตถุ 7 ชนิดๆ ละ 700 มีช้าง 700 เชือก ล้วนประดับด้วยคชาลังการ มีเครื่องรัดกลางตัว ที่ทำด้วยทองบริสุทธ์ คลุมด้วยเครื่องประดับทอง มีนายหัตถาจารย์ถือโตมรนั่งประจำ มีม้า 700 ตัว ล้วนประดับประดาด้วยอัศวาภรณ์ เป็นม้าอาชาไนย เป็นพาหนะว่องไว มีนายอัศวาจารย์ขี่ประจำ สวมเกราะถือธนู มีรถ 700 คัน ซึ่งแข็งแรงมั่นคง หุ้มด้วยหนังเสือเหลือง เสือโคร่ง ประดับด้วยสรรพาลังการหลายอย่าง มีคนขับประจำ มีสตรี 700 นาง คนหนึ่งๆ อยู่ในรถ สวมสร้อยทองคำประดับกาย แต่ละนางล้วนมีเครื่องประดับประดาสีเหลืองอร่าม นุ่งห่มผ้าสีเหลือง ประดับอาภรณ์สีเหลือง มีดวงตาโตสวย ยิ้มแย้มก่อนจึงพูด มีรูปร่างสวยงาม แม่โคนมอีก 700 ตัว ซึ่งล้วน เป็นหัวหน้าโคได้คัดเลือกเป็นพิเศษ สามารถรีดน้ำนมได้วันละหม้อ ทาสหญิงอีก 700 และก็ทาสชายอีก 700 คน ทั้งหมดล้วนได้รับการฝึกฝนมาเป็นอย่างดีพร้อมเครื่องดื่มและโภชนาหารหาประมาณมิได้
gl204/4.txt · แก้ไขครั้งล่าสุด: 2015/03/15 16:55 (แก้ไขภายนอก)
 
เว้นแต่จะได้แจ้งไว้เป็นอื่นใด เนื้อหาบนวิกินี้ถูกกำหนดสิทธิ์ไว้ภายใต้สัญญาอนุญาติต่อไปนี้: CC Attribution-Noncommercial 3.0 Unported
Recent changes RSS feed Donate Powered by PHP Valid XHTML 1.0 Valid CSS Driven by DokuWiki