gl204:3 [Dou book online]
 

บทที่ 3 คุณสมบัติและคุณธรรมที่ทำให้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

บทที่ 3 คุณสมบัติและคุณธรรมที่ทำให้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

  • 3.1 พุทธการกธรรม
    • 3.1.1 คำแปลและความหมายของบารมี
    • 3.1.2 ความจำเป็นในการสร้างบารมี
    • 3.1.3 บารมี 10 มีอะไรบ้าง
    • 3.1.4 ระดับของบารมี
  • 3.2 อัธยาศัยของพระโพธิสัตว์
  • 3.3 ธรรมสโมธาน
  • 3.4 พุทธภูมิธรรม
  • 3.5 ลักษณะมหาบุรุษ 32 ประการ

แนวคิด

1. พระโพธิสัตว์ทั้งหลาย ล้วนมีความตั้งใจที่มุ่งมั่นในการบรรลุสัมมาสัมโพธิญาณ แม้หนทางจะยาวนานเพียงใดและไม่ได้ราบเรียบสะดวกสบาย ก็จะสร้างบารมีอย่างไม่ได้ย่อท้อแต่อย่างใด ตั้งแต่การสั่งสมบุญ ซึ่งหมายถึง สิ่งที่ใช้ชำระสันดานให้มีคุณภาพดีขึ้น เป็นความประพฤติที่ดีทางกาย ทางวาจาและทางใจ จนกระทั่งมีจิตใจที่กล้าแข็งขึ้น จึงได้สร้างบารมี ซึ่งหมายถึง บุญที่ทำอย่างมากด้วยการเอาชีวิตเป็นเดิมพัน อย่างไม่หวั่นไหว จนบารมีครบทั้ง 30 ประการ

2. อัธยาศัยของพระโพธิสัตว์ คือ นิสัยที่คิดจะสร้างบารมี และนิสัยนี้ยังช่วยป้องกันไม่ให้ทำผิดพลาด ด้วยการทำอกุศลกรรมในระหว่างการสร้างบารมี โดยอัธยาศัยเช่นนี้พระบรมโพธิสัตว์ได้สั่งสมแก้ไขปรับปรุง ฝึกฝนตนเองเรื่อยมาตลอดในทุกชาติที่เกิดมาสร้างบารมีไม่ว่าจะเกิดมาในกำเนิดใดก็ตาม จนทำให้มีอัธยาศัยทั้ง 6 ประการนี้เกิดขึ้นมาในใจ

3. ธรรมสโมธานเป็นคุณสมบัติที่จะช่วยส่งเสริมการสร้างบารมีให้การเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นเป็นผลสำเร็จได้ในอนาคต เพราะธรรมสโมธาน เป็นคุณสมบัติที่ทำให้ได้รับพุทธพยากรณ์ ซึ่งเป็นการยืนยันว่า จะเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งในอนาคตได้อย่างแน่นอน

4. พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์สร้างบารมีกันมาอย่างยาวนานด้วยบุญบารมีอย่างมากมายที่สั่งสมมาตลอดเส้นทางในการสร้างบารมี ทำให้ได้ลักษณะของกายที่สมบูรณ์ที่สุด สวยงามเหมาะสมกับตำแหน่งของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้เป็นต้นบุญต้นแบบของสรรพสัตว์ตลอด ทั่วทั้งภพ 3 ซึ่งทำให้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นที่เคารพ ศรัทธา เทิดทูนบูชา บุคคลใดเมื่อพบเจอจึงเกิดจิตเลื่อมใสหาได้มีจิตปฏิพัทธ์ไม่ พระองค์จึงเป็นเอกบุคคลที่ไม่มีบุคคลใดทั่วทั้งภพ 3 เสมอเหมือนได้

วัตถุประสงค์

1. เพื่อให้นักศึกษาทราบถึงการสร้างบารมีของพระโพธิสัตว์ และสามารถอธิบายคำว่าบารมีได้อย่างถูกต้อง

2. เพื่อให้นักศึกษาสามารถนำความรู้ที่ได้ศึกษามาประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิตได้อย่างถูกต้อง

3. เพื่อให้นักศึกษาได้ทราบถึงคุณลักษณะและคุณธรรมที่ทำให้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

4. เพื่อให้นักศึกษาสามารถอธิบายลักษณะมหาบุรุษได้อย่างถูกต้อง และปลูกฝังความเชื่อเรื่อง กฎแห่งกรรม เพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต

ความนำ

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ต่างต้องสั่งสมบารมีและฝึกฝนตนเองมาเป็นระยะเวลายาวนานมาก โดยอย่างน้อยต้องสร้างบารมีมา 20 อสงไขยกับแสนมหากัป หรือถ้าสร้างบารมีอย่างมากที่สุดก็ใช้เวลา 80 อสงไขยกับแสนมหากัป จึงจะมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นสักพระองค์หนึ่ง ซึ่งเป็นการยากอย่างยิ่ง ที่เป็นเช่นนี้เพราะว่าบุคคลที่มีความคิดปรารถนาที่จะหลุดพ้นจากทุกข์แห่งวัฏสงสารนี้ด้วยตนเอง และปรารถนาที่จะช่วยเหลือสรรพสัตว์ที่ล้วนแต่มีความทุกข์เป็นพื้นฐาน ซึ่งต่างก็ปรารถนาที่จะหลุดพ้นจากความทุกข์ทรมาน เพียงแต่ไม่รู้ว่า อะไรคือสาเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ และหนทางที่จะนำไปสู่ความดับทุกข์นั้นจะต้องปฏิบัติอย่างไร ความไม่รู้นี้เองทำให้หลงเวียนวนในสังสารวัฏอย่างไม่รู้จักจบสิ้น ดังนั้นบุคคลผู้ปรารถนาที่จะหลุดพ้นจากทุกข์นำพาสรรพสัตว์ทั้งหลายให้พ้นจากกองทุกข์ บุคคลที่มีความคิดเช่นนี้ ชื่อว่า เป็นบุคคลพิเศษกว่าบุคคลทั่วไป เพราะมีจิตใจกว้างขวาง มีน้ำใจต่อสรรพสัตว์ในโลก และได้สั่งสมบารมีมาอย่างต่อเนื่องตามลำดับ ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจและด้วยความเพียรพยายาม ประกอบกับความอดทนต่อสู้กับอุปสรรคปัญหาต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในระหว่างเส้นทางการสั่งสมบารมี ถึงแม้จะยังไม่รู้ว่าจะประสบผลสำเร็จ เมื่อใด ก็ไม่ได้ท้อแท้ท้อถอย และแม้จะผิดพลาดทำอกุศลกรรมจนต้องไปรับผลของการกระทำในอบายภูมิ ก็ยังไม่ลืมความปรารถนาที่ตั้งเป้าหมายไว้ เมื่อกลับมาเกิดในมนุสสภูมิอีก ยังคงมุ่งมั่นตั้งใจสั่งสมบารมี ฝึกฝนตนเองเรื่อยไป ด้วยความเพียรพยายามและอดทน จนกว่าบารมีจะเต็มเปี่ยมบริบูรณ์ เพื่อเป้าหมายที่จะมาตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในอนาคต

การที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ ต่างต้องสั่งสมบารมีและฝึกฝนตนเองด้วยความอดทน มุ่งมั่นมาอย่างยาวนานเช่นนี้ เพื่อจะได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและนำพาสรรพสัตว์ทั้งหลายออกจากวัฏสงสารนี้ไปด้วย จึงทำให้พระพุทธองค์ได้สั่งสมความดี ปลูกฝังนิสัยที่ดี ขจัดนิสัยที่ไม่ดี ที่จะเกิดขึ้นกับพระองค์เองในทุกชาติที่สร้างบารมี ซึ่งพระองค์ก็ได้แก้ไข ปรับปรุงตนเองตลอดเส้นทางการสร้างบารมีอย่างไม่หวั่นไหวต่อสิ่งใดๆ ทั้งสิ้น ด้วยเหตุเหล่านี้ ทำให้พระพุทธองค์ทรงมีลักษณะที่แตกต่างไปจาก พระปัจเจกพุทธเจ้า ต่างจากพระอรหันต์และต่างจากบุคคลทั่วไป ในด้านคุณสมบัติและคุณธรรม ซึ่งการฝึกฝนตนเองของพระองค์ด้วยคุณธรรมอันยิ่งยวด จึงก่อให้เกิดผลเป็นคุณสมบัติและคุณธรรมที่เลิศกว่าบุคคลในโลก ที่ส่งผลให้พระองค์เป็นผู้ทรงคุณค่า เป็นที่เทิดทูนบูชาของมนุษย์และเทวดาทั้งหลาย อย่างไม่มีบุคคลใดเสมอเหมือน เป็นเอกบุคคลที่อุบัติขึ้นเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่สรรพสัตว์ทั้งหลายอย่างแท้จริง

ดังนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงเป็นบุคคลต้นแบบและเป็นบุคคลตัวอย่างของโลกที่ไม่มีบุคคลใดทัดเทียมได้ ด้วยเหตุที่ฝึกฝนตนเองอย่างยิ่งยวด จนทำให้พระองค์ประกอบไปด้วยคุณธรรมที่ยิ่งกว่าบุคคลทั่วไป ซึ่งทุกคนก็สามารถจะเป็นอย่างพระองค์ได้ ถึงแม้จะยังไม่มีความคิดถึงขั้นปรารถนาเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งในอนาคต แต่สามารถที่จะนำแบบอย่างในการฝึกฝนตนเองของพระองค์มาปฏิบัติใช้กับตนเอง ให้เกิดมีนิสัยที่ดีและรักในการสร้างบารมีอย่างเช่นที่พระองค์ทรงทำได้แล้ว ก็จะทำให้ทุกคนได้ปลูกฝังความดีและสิ่งที่ดีไว้ในใจ ซึ่งจะทำให้ใจเกิดความบริสุทธิ์ผ่องใส เป็นใจที่ประภัสสรจนตลอดชีวิตและยังต่อเนื่องไปในทุกชาติที่เกิดมาสร้างบารมี ก็จะทำให้ได้คุณสมบัติ และคุณธรรมที่เลิศกว่าบุคคลอื่น ดังเช่น พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ฉะนั้นเนื้อหาในบทเรียนนี้ก็จะได้กล่าวถึงคุณสมบัติและคุณธรรมที่พระองค์ได้ฝึกฝนมาอย่างตลอดต่อเนื่องหลายภพหลายชาติ จนทำให้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตามความปรารถนาที่ตั้งใจไว้

3.1 พุทธการกธรรม

ดังที่กล่าวมาแล้วในบทที่ผ่านมาว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าแต่ก่อนก็เป็นคนธรรมดาเหมือนอย่างมนุษย์ทั่วๆ ไป เกิดแล้วตาย ตายแล้วเกิดมานับภพนับชาติไม่ถ้วนตามแต่ผลกรรมที่สร้างเอาไว้ เมื่อเวียนว่ายตายเกิดมาหลายภพหลายชาติอย่างนี้ ทำให้สั่งสมปัญญาเอาไว้มาก จึงเกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง สามารถ จับแนวทางได้ถูกว่า โลกมนุษย์นี้มีแต่ความทุกข์ ตั้งแต่การเกิดและการดำรงชีวิตอยู่ ทั้งของตนเองและของสรรพสัตว์ทั้งหลาย ทำให้เกิดความคิดที่จะออกจากโลกใบนี้ ซึ่งเปรียบเสมือนคุกแห่งความทุกข์ทั้งสิ้น แต่ก็ไม่ได้คิดจะออกไปคนเดียว จะพาผู้อื่นให้ออกไปด้วย จึงได้เริ่มพยายามหาหนทางด้วยการทำความดีสร้างบารมีในทุกรูปแบบ ตั้งแต่ชาติแรกที่คิดจะออกจากคุกแห่งความทุกข์นี้ การสร้างบารมีจึงเป็นสิ่งที่จะช่วยตนเอง และช่วยเหลือสรรพสัตว์ ทั้งหลายให้หลุดพ้นจากวัฏสงสารได้ ซึ่งต้องอาศัยใจที่มุ่งมั่นเด็ดเดี่ยวพร้อมที่จะสวนกระแสกิเลส เพื่อมุ่งสู่กระแสแห่งธรรม เฉกเช่นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทุกพระองค์ที่ได้สร้างบารมีกันมาอย่างยากลำบาก แต่ด้วยใจที่มุ่งมั่นเพื่อการตรัสรู้ธรรม จึงอดทนสร้างบารมีเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ตนปรารถนาอย่างแรงกล้า คือ การบรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณ

3-01.jpg

ดังนั้น การสร้างบารมีของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ จะต้องใช้ความเพียรพยายาม ความตั้งใจที่มุ่งมั่น และมีความอดทนอย่างมากในการสร้างบารมี จะต้องประกอบด้วยธรรมที่เรียกว่า พุทธการกธรรม คือ ธรรมที่จะทำให้ได้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ธรรมอันบ่มโพธิญาณ หมายความว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ จะต้องผ่านการบำเพ็ญธรรมหมวดนี้ให้บริบูรณ์ทั้งหมดก่อน จึงจะตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ ถ้าหากปราศจากพุทธการกธรรมแล้ว ก็ไม่สามารถที่จะทำให้บารมีที่สั่งสมมาบริบูรณ์พร้อมที่จะบรรลุสัมมาสัมโพธิญาณได้ แต่ที่รู้จักกันโดยทั่วไป คือ คำว่า บารมี

3.1.1 คำแปลและความหมายของบารมี

คำว่า บารมี มาจากคำว่า ปูระ ธาตุ แปลว่า เต็มเปี่ยม สูงสุด หรือสมบูรณ์ที่สุด หมายความว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ต้องประพฤติปฏิบัติธรรมหมวดนี้ให้เต็มเปี่ยมหรือบริบูรณ์ เพราะความบริบูรณ์ของชีวิตนั้นจะเกิดขึ้นได้ ต้องอาศัยการสั่งสมบุญกุศลทีละเล็กทีละน้อย อย่างสุดความสามารถโดยเอาชีวิตเป็นเดิมพัน เมื่อบุญกลั่นตัวมากเข้า จากดวงบุญก็จะกลายเป็นดวงบารมี ความสมบูรณ์ของชีวิตถึงจะบังเกิดขึ้น การตรัสรู้พระสัมมาสัมโพธิญาณก็สมบูรณ์ และก็เสด็จไปสู่ฝั่งแห่งพระนิพพาน1)

ความหมายของบารมีหากกล่าวในเชิงปฏิบัติ สามารถกล่าวได้ 2 มุมมอง2) คือ

มุมมองประการที่ 1 บารมี คือ บุญ แต่ว่าเป็นบุญที่มีคุณภาพพิเศษ เป็นบุญชนิดที่เอาชีวิตเป็นเดิมพัน ในพระพุทธศาสนาพูดถึงการทำบุญที่คุ้นๆ กัน เช่น ทำทาน รักษาศีล เจริญภาวนา บุญกิริยาวัตถุ 3 บุญกิริยาวัตถุ 10 บารมีก็คือบุญที่มีคุณภาพพิเศษเพราะว่าในการทำบุญเป็นการทำแบบเอาชีวิตเป็นเดิมพัน คือ ทำความดีให้สุดความรู้ความสามารถ จึงได้คุณภาพที่ดีที่สุด

มุมมองประการที่ 2 บารมี คือ นิสัย นิสัยที่เอาชีวิตเป็นเดิมพันในการสร้างบุญหรือในการทำบุญ คือ เมื่อเราทำบุญเพื่อให้ได้คุณภาพสูง ทำประจำหนักเข้าก็กลายเป็นนิสัย

สรุปบารมีในเชิงปฏิบัติมี 2 อย่าง คือ

1.บารมี คือ บุญที่มีคุณภาพพิเศษอันเกิดจากการอุทิศชีวิตสร้างบุญ

2.บารมี คือ นิสัยการเอาชีวิตเป็นเดิมพันในการสร้างความดีหรือสร้างบุญ หากจะกล่าวโดยสรุปเป็นคำจำกัดความโดยรวม บารมี หมายถึง การสร้างความดีอย่างยิ่งยวด โดยเอาชีวิตเป็นเดิมพัน จนกระทั่งกลายเป็นนิสัยดีๆ เข้าไปอยู่ในใจ ทำลายกิเลสให้หมดไปจากใจ

3.1.2 ความจำเป็นในการสร้างบารมี

ตั้งแต่เกิดมาเรามีนิสัยทั้งดีและไม่ดี นิสัยดีและไม่ดีเกิดจากการย้ำคิด ย้ำพูด ย้ำทำ ถ้าย้ำคิด ย้ำพูด ย้ำทำในสิ่งที่ดี เราก็จะได้นิสัยดีๆ ติดตัวมา ถ้ำย้ำคิด ย้ำพูด ย้ำทำในสิ่งที่ไม่ดี เราก็จะได้นิสัยไม่ดีติดตัวมา สรุปว่า นิสัยเกิดจากเราทำขึ้นมาเอง เมื่อทำอะไรจนเป็นนิสัยก็จะส่งผลให้เรามีโอกาสจะทำอย่างนั้นอีกทั้งดีและไม่ดี

ถ้าจะจำกัดความคำว่า นิสัย คือ โปรแกรมประจำตัว ไม่ว่าทางด้านดีหรือด้านเลว แล้วนิสัยเลว มาได้อย่างไร เมื่อเราไล่ไปตั้งแต่แรกเกิด มันมีสิ่งหนึ่งที่บีบคั้นใจเราโดยที่เราไม่รู้ตัว พระพุทธองค์ทรงเรียกสิ่งที่บีบคั้นใจเรานั้นว่า กิเลส มีอยู่ 3 ตระกูลใหญ่ๆ คือ ตระกูลโลภะ ตระกูลโทสะ ตระกูลโมหะ กิเลสทั้ง 3 ตระกูลนี้ บีบคั้นเราอยู่ตลอด เราจึงไม่ทนต่อการบีบคั้น ทำให้เราย้ำคิด ย้ำพูด ย้ำทำ ในทางที่ไม่ดีและกลายเป็นนิสัย หรือโปรแกรมที่ไม่ดีติดตัว

นิสัยที่ไม่ดีบางอย่างก็ติดตัวข้ามชาติมา เราเรียก นิสัยประเภทนี้ว่า สันดาน สรุปว่า นิสัย คือ สิ่งเพาะขึ้นในชาตินี้ ส่วนสันดาน คือ นิสัยที่ติดข้ามภพข้ามชาติมา ส่วนนิสัยที่ดี ก็เป็นนิสัยที่ตรงข้ามกับ กิเลส 3 ตระกูล คือ นิสัยรักการทำทาน มาสู้กับกิเลสตระกูลโลภะ นิสัยรักษาศีล มาสู้กับกิเลสตระกูลโทสะ นิสัยทำภาวนามาสู้กับกิเลสตระกูลโมหะ ฝ่ายบุญกับฝ่ายบาปก็สู้ประจันหน้ากันอย่างนี้

เมื่อนักศึกษา ศึกษาพระพุทธศาสนามาถึงตรงนี้ ก็ต้องรู้ว่า นิสัยไม่ดีนำความเดือดร้อนมาให้เราตลอดเวลาอยู่แล้ว ถ้าอยากจะให้หมดไป จะต้องทำอย่างไรกับนิสัยไม่ดีเหล่านี้ นิสัยเรามองออกเพราะเป็นสิ่งที่แสดงออกมา แต่ต้นเหตุที่ทำให้เกิดนิสัยที่ไม่ดี คือ กิเลส เรามองไม่เห็นตัว แต่แสดงพฤติกรรมออกมา จะลบล้างมันได้ ก็ต้องแก้ตรงที่พฤติกรรมที่ไม่ดี ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อกิเลสที่ซุกอยู่ในใจ ให้มันฝ่อลง ย่ำแย่ลง เหมือนเราเป็นไข้ แม้ไม่เห็นเชื้อโรค แต่ว่าเป็นอาการไข้ เรากินยาเข้าไปอาการไข้ลดลง แสดงว่าเชื้อโรคถูกทำลายไปด้วย

ในเมื่อเราไม่อยากให้นิสัยไม่ดีเหล่านั้นอยู่ในตัว เราก็ต้องใส่พฤติกรรมดีๆ เข้าไปแทน ย้ำคิด ย้ำพูด ย้ำทำในทางที่ดี ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนกระทั่งหนาแน่นพอก็จะล้มล้างนิสัยไม่ดีได้

สรุป ที่ต้องสร้างบารมีเพราะจะสร้างนิสัยดีๆ อย่างเอาชีวิตเป็นเดิมพันเพื่อกำจัดนิสัยไม่ดี อันมีกิเลส 3 ตระกูล คอยบีบคั้นอยู่ ให้หมดไป ซึ่งก็ต้องกำจัดด้วยนิสัยดีๆ ทั้ง 10 ประการ ทำทานเพื่อต่อสู้โลภะ รักษาศีล เพื่อต่อสู้กับโทสะ และโมหะต้องต่อสู้ด้วยภาวนา ทั้ง 7 บารมี (ปัญญา วิริยะ ขันติ สัจจะ อธิษฐาน เมตตา อุเบกขา) ก็จะต้องทำไปเพื่อหักกิเลส 3 ตระกูลให้หมดไป เพราะต้องทำอย่างเอาชีวิตเป็นเดิมพัน

3.1.3 บารมี 10 มีอะไรบ้าง

พุทธการกธรรมหรือบารมี 10 ทัศที่ทำให้บุคคลได้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีอยู่ทั้งหมด 10 ประการ คือ ทานบารมี ศีลบารมี เนกขัมมบารมี ปัญญาบารมี วิริยบารมี ขันติบารมี สัจจบารมี อธิษฐานบารมี เมตตาบารมี และอุเบกขาบารมี ซึ่งรายละเอียดของบารมีแต่ละอย่างมีดังนี้

1. ทานบารมี คือ การให้ การบริจาคหรือสละสิ่งของต่างๆ ของตนแก่ผู้อื่น ซึ่งเป็นบารมีอันดับแรกที่จะต้องกระทำก่อนบารมีอย่างอื่น เพราะพระพุทธองค์มีความปรารถนาที่จะบรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณและจะพาสรรพสัตว์ทั้งหลายให้ข้ามพ้นจากทะเลแห่งความทุกข์ไปสู่ฝั่งพระนิพพานด้วย จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องมีทีมงานในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาและมีทุน คือเสบียง เพื่อการหล่อเลี้ยงทีมงานเผยแผ่พระพุทธศาสนา

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์จึงเริ่มต้นทำทานบารมีเป็นอันดับแรก เพื่อจะได้ไม่เสียเวลาไปกับการแสวงหาปัจจัยสี่ ทำให้บำเพ็ญบารมีอย่างอื่นได้ง่ายและยังกำจัดความตระหนี่ในใจได้อีก

ทานบารมีจึงเป็นพื้นฐานในการสร้างบารมีอย่างอื่นได้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์จึงมีความยินดีในการบำเพ็ญทานเป็นเนืองนิตย์ ไม่ว่าจะกำเนิดเป็นอะไรก็ตาม ย่อมมีใจรักในการบริจาคทาน อุปมาเหมือนกับบุคคลควํ่าหม้อน้ำที่มีนํ้าอยู่เต็ม ให้นํ้าในหม้อไม่เหลือแม้สักหยดหนึ่งฉันใด พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ยินดีในการบริจาคทาน ฉันนั้นพระองค์สามารถให้ได้ทั้งหมดไม่มีเหลือทั้งทรัพย์ ยศ บุตรและภรรยาหรืออวัยวะน้อยใหญ่ ตลอดจนเลือดและชีวิต พระองค์ให้สิ่งที่เขาต้องการอยากได้ทั้งหมดแก่ยาจกผู้มาขอ ดังเช่นที่พระองค์กล่าวไว้เมื่อครั้งเป็นสุเมธดาบสว่า

“ เอาเถอะ เราจะเลือกเฟ้นธรรมที่กระทำให้เป็นพระพุทธเจ้า ทั้งทางโน้นและทางนี้ ทั้งเบื้องบนและเบื้องล่าง ทั้งสิบทิศตลอดถึงธรรมธาตุ ครั้นเมื่อเราเลือกเฟ้นอยู่อย่างนั้น จึงได้เห็นทานบารมี ข้อที่ 1เป็นเส้นทางใหญ่ ที่ท่านผู้แสวงหาคุณใหญ่ในกาลก่อน ประพฤติตามคลองธรรมสืบกันมาแล้ว ท่านจงสมาทานบารมีข้อที่ 1 นี้ กระทำให้มั่นก่อน จงถึงความเป็นทานบารมี หากท่านปรารถนาจะบรรลุพระโพธิญาณ หม้อน้ำเต็มเปี่ยม ใครผู้ใดผู้หนึ่งคว่ำปากลง น้ำย่อมไหลออกหมด น้ำย่อมไม่ขังอยู่ในหม้อนั้น แม้ฉันใด ท่านก็ฉันนั้นเหมือนกัน เห็นยาจกไม่ว่าจะต่ำทราม สูงส่งและปานกลาง จงให้ทานให้หมด เหมือนหม้อน้ำที่เขาคว่ำปากลงไว้ฉะนั้น”3)

3-03.jpg

2. ศีลบารมี คือ การรักษากาย วาจาให้เรียบร้อย สะอาดบริสุทธิ์ ซึ่งเป็นบารมีอันดับที่ 2 ที่ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะต้องทำเป็นอันดับต่อไป เพราะเป็นการรักษาต้นทุนการเกิดเป็นมนุษย์ไว้ เพื่อจะได้สร้างบารมีได้อย่างเต็มที่ ฉะนั้นเมื่อมีเสบียงแล้ว ก็จำเป็นต้องรักษาศีลให้บริสุทธิ์ จะได้วนเวียนอยู่แต่ใน มนุสสภูมิ และเทวภูมิเท่านั้น เมื่อถึงเวลาก็ลงมาสร้างบารมีได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ขาดตอนและไม่เสียเวลา แต่ถ้าหากศีลไม่บริสุทธิ์ อาจพลาดไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน เปรต อสุรกายหรือสัตว์นรกได้ ทำให้หมดโอกาสในการสร้างบารมีอย่างเต็มที่ นอกจากนี้ศีลยังเป็นเหมือนเกราะคุ้มกันภัย ที่จะกลั่นกาย วาจาและใจให้สะอาดบริสุทธิ์ ทำให้ใจผ่องแผ้วมีสมาธิตั้งมั่นได้ง่าย

เมื่อเป็นเช่นนี้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์จึงบำเพ็ญศีลบารมี สมาทานรักษาศีลอยู่เป็นวัตรให้บริสุทธิ์บริบูรณ์อยู่เสมอ ตลอดเวลาในทุกชาติที่เกิดมา สร้างบารมี โดยที่ไม่ให้ศีลของตนบกพร่องได้ แม้จะต้องเสียสละชีวิตเพื่อรักษาศีลของตนไว้ก็ยอม อุปมาเหมือนกับจามรี4) ยอมสละชีวิตเพื่อรักษาขนหางของตน ฉันใด พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ยอมสละชีวิตเพื่อรักษาศีลของตนฉันนั้น ดังเช่นที่พระองค์กล่าวไว้เมื่อครั้งเป็นสุเมธดาบสว่า

“ ความจริง พุทธธรรมเหล่านี้ จักไม่มีประมาณเท่านี้ เราจักเลือกเฟ้นธรรมแม้อย่างอื่นอันเป็นเครื่องบ่มพระโพธิญาณ ครั้งนั้น เราเมื่อเลือกเฟ้นอยู่ก็ได้เห็นศีลบารมีข้อที่ 2 ที่ท่านผู้แสวงหาคุณใหญ่ ในก่อน ถือปฏิบัติเป็นประจำ ท่านจงสมาทานศีลบารมีข้อที่ 2 นี้ กระทำให้มั่นก่อน จงถึงความเป็นศีลบารมี หากท่านปรารถนาเพื่อจะบรรลุพระโพธิญาณ จามรีหางคล้องติดในที่ไหนก็ตาม ปลดขนหางออกไม่ได้ ก็ยอมตายในที่นั้น แม้ฉันใด ท่านจงบำเพ็ญศีลให้บริบูรณ์ในภูมิทั้ง 4 จงรักษาศีลไว้ทุกเมื่อ เหมือนจามรีรักษาขนหาง ฉันนั้นเถิด”5)

3-05.jpg

3. เนกขัมมบารมี คือ การออกบวช การหลีกออกจากกาม ซึ่งเป็นบารมีที่จะช่วยให้มีความอิสระในการสร้างบารมีอย่างอื่นได้สะดวก เพราะกามคุณ คือสิ่งที่ครอบงำสรรพสัตว์ทั้งหลายให้ติดในวัฏสงสาร แม้มีทรัพย์สมบัติมากและได้อัตภาพมนุษย์แล้ว แต่ถ้าเสียเวลาไปกับเรื่องกามคุณ ก็จะทำให้เสียเวลาและ เสียกำลังทรัพย์ที่หามาได้ไปกับกามคุณ นอกจากนี้ยังทำให้ใจเกาะเกี่ยวอยู่กับเรื่องกามคุณ ทำให้สร้างบารมีได้ไม่เต็มที่และไม่สามารถที่จะหลุดออกจากคุกแห่งความทุกข์นี้ไปได้

ดังนั้น เพื่อความสะดวกสบายเป็นอิสระ และไม่ต้องมัวกังวลใจกับเรื่องกามคุณ เพื่อจะได้ไม่เสียเวลาและเสียกำลังทรัพย์ในการสร้างบารมี พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ย่อมพยายามแสวงหาทางออกจากกาม ออกจากชีวิตการครองเรือน โดยมุ่งบำเพ็ญเนกขัมมะ ประพฤติพรหมจรรย์ตลอดมา ทำให้ใจปรารถนาที่จะออกจากคุกแห่งความทุกข์ คือวัฏสงสารนี้ อุปมาเหมือนนักโทษที่ติดอยู่ในเรือนจำ ปรารถนาจะออกจากที่คุมขังฉันใด พระสัมมาสัมพุทธเจ้าย่อมปรารถนาออกไปให้พ้นจากคุก คือ การเวียนว่ายตายเกิด ด้วยการบำเพ็ญเนกขัมมบารมีฉันนั้น ดังเช่นที่พระองค์กล่าวไว้เมื่อครั้งเป็นสุเมธดาบสว่า

“ ความจริง พุทธธรรมเหล่านี้จักไม่มีเพียงเท่านี้ เราจักเลือกเฟ้นธรรมแม้ข้ออื่นๆ อันเป็นเครื่องบ่มพระโพธิญาณ คราวนั้น เราเมื่อเลือกเฟ้นอยู่ ก็ได้เห็นเนกขัมมบารมีข้อที่ 3 ที่ท่านผู้แสวงหา คุณใหญ่แต่ในกาลก่อนๆ ถือปฏิบัติเป็นประจำแล้ว ท่านจงสมาทานเนกขัมมบารมี ข้อที่ 3 นี้ กระทำให้มั่นก่อน จงถึงความเป็นเนกขัมมบารมี หากท่านปรารถนาจะบรรลุพระโพธิญาณ บุรุษอยู่มานานในเรือนจำ ลำบากเพราะความทุกข์ มิได้ทำความยินดีให้เกิดในเรือนจำ นั้น แสวงหาความพ้นออกไปอย่างเดียว ฉันใด ท่านจงเห็นภพทั้งปวงเหมือนเรือนจำ เป็นผู้มุ่งหน้าออกบวช เพื่อพ้นจากภพนั้นเถิด”6)

3-07.jpg

4. ปัญญาบารมี คือ ความรอบรู้ ความหยั่งรู้เหตุผล ความเข้าใจสภาวะของสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง ซึ่งเป็นบารมีที่สั่งสมความรู้ ตั้งแต่ความรู้จากการได้ยินได้ฟังที่เป็นสุตมยปัญญา จากสำนักอาจารย์ผู้มีชื่อเสียงต่างๆ ความรู้จากการพินิจพิจารณาไตร่ตรองทดลองด้วยตนเอง ซึ่งเป็นจินตมยปัญญารวมไปถึงความรู้แจ้ง คือ ภาวนามยปัญญา อันเกิดจากการเจริญสมาธิภาวนา หลายภพหลายชาติ ความรู้เหล่านี้จะทำให้สามารถที่จะหลุดพ้นจากวัฏสงสารไปได้

ดังนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ย่อมฝึกฝนเพิ่มพูนปัญญาบารมีอยู่เสมอ โดยแสวงหาความรู้จากคนทุกชนชั้น เพื่อจะนำความรู้ที่ได้จากคนเหล่านั้นมากำจัดอาสวกิเลสได้ แม้จะต้องเอาชีวิตแลกเพื่อได้มาซึ่งความรู้ ก็ยินยอมโดยไม่เสียดายชีวิต อุปมาเหมือนกับพระภิกษุผู้เที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร ไม่เลือกว่าจะเป็นตระกูลสูง ตํ่า หรือปานกลางฉันใด พระสัมมาสัมพุทธเจ้าย่อมปรารถนา ที่จะไต่ถามผู้รู้อยู่ตลอดกาลเนืองนิตย์ฉันนั้น ดังเช่นที่พระองค์กล่าวไว้เมื่อครั้งเป็นสุเมธดาบสว่า

“ ก็พุทธธรรมเหล่านี้ จักไม่มีเพียงเท่านี้ เราจักเฟ้นหาธรรมแม้ข้ออื่นๆ อันเป็นเครื่องบ่มพระโพธิญาณ เราเมื่อค้นหาอยู่ในคราวนั้น ก็ได้เห็นปัญญาบารมีข้อที่ 4 ท่านผู้แสวงหาคุณใหญ่แต่ก่อนๆ ถือปฏิบัติเป็นประจำ ท่านจงสมาทานปัญญาบารมีข้อที่ 4 นี้ กระทำให้มั่นก่อนจงถึงความเป็นปัญญาบารมี ถ้าท่านปรารถนาจะบรรลุ พระโพธิญาณ ภิกษุเมื่อขออยู่ ไม่เว้นตระกูลต่ำ สูง และปานกลาง ย่อมได้อาหารเป็นเครื่องยังชีพ ด้วยอาการอย่างนี้ แม้ฉันใด ท่านเมื่อไต่ถามชน ผู้รู้อยู่ตลอดกาลทั้งปวง ถึงความเป็นปัญญาบารมี จักได้บรรลุ พระสัมโพธิญาณ ฉันนั้นเหมือนกัน”7)

3-09.jpg

5. วิริยบารมี คือ ความเพียร ความแกล้วกล้าไม่เกรงกลัวอุปสรรค พยายามด้วยความอุตสาหะที่จะสร้างบารมีอย่างไม่ย่อหย่อน ไม่ท้อแท้ ซึ่งเป็นบารมีที่จะทำให้เคยชินกับความดี ไม่รู้จักความชั่วเลย เพราะคำว่า วิริยะ มาจากคำว่า วีระ แปลว่า กล้า หมายถึง ความกล้าที่จะแก้ไขข้อบกพร่องของตนเอง สิ่งใดที่ไม่ดีเคยชินกับสิ่งนั้น ก็ปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้น และกล้าที่จะละเว้นหรือหลีกเลี่ยงความไม่ดีทั้งหลายที่เคยทำไว้ แล้วปรับปรุงพัฒนาคุณภาพชีวิตให้เพิ่มขึ้นไป ให้คิด พูด ทำในความดีล้วนๆ ไม่ว่าความดีนั้นจะยากแค่ไหน พระองค์ก็กล้าที่จะทำให้ได้จนสำเร็จ แม้จะแลกด้วยชีวิตก็ยอมทำโดยไม่กังวลเกี่ยวกับชีวิตของพระองค์

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์จึงกล้าที่จะเปลี่ยนแปลงคุณภาพชีวิตของตนเองให้ดีขึ้น จึงทำความเพียรให้เพิ่มพูนอย่างยิ่งยวด มีความกล้าหาญที่จะประกอบกุศลกรรม ทำความดีทุกอย่าง อย่างไม่ลดละ เพื่อการบรรลุประโยชน์อันสูงสุดตามที่พระองค์ได้ปรารถนาไว้ คือ บรรลุสัมมาสัมโพธิญาณ อุปมาเหมือนพญาราชสีห์ เป็นผู้มีความเพียรไม่ย่อหย่อนในอิริยาบถทั้งปวงฉันใด พระสัมมาสัมพุทธเจ้าย่อมเป็นผู้มีความเพียรมั่น ไม่ย่อหย่อนในการทำความดีทั้งปวงฉันนั้น ดังเช่นที่พระองค์กล่าวไว้เมื่อครั้งเป็นสุเมธดาบสว่า

“ ก็พุทธธรรมทั้งหลาย จักไม่มีเพียงนี้เท่านั้น เราจักเฟ้นหาธรรมแม้ข้ออื่นๆ อันเป็นเครื่องบ่มพระโพธิญาณ ครั้งนั้น เราเลือกเฟ้นอยู่ ก็ได้เห็นวิริยบารมีข้อที่ 5 ที่ท่านผู้แสวงหาคุณใหญ่ในก่อนๆ ถือปฏิบัติเป็นประจำ ท่านจงสมาทานวิริยบารมีข้อที่ 5 นี้ กระทำให้มั่นก่อน จงถึงความเป็นวิริยบารมี ถ้าท่านปรารถนาจะบรรลุพระโพธิญาณ พญาราชสีห์มฤคราช เป็นผู้มีความเพียรไม่ย่อหย่อนในการนั่ง การยืน และการเดิน ประคองใจไว้ในกาลทุกเมื่อแม้ฉันใด ท่านก็ ฉันนั้นเหมือนกัน จงประคองความเพียรไว้ให้มั่นตลอดทุกภพ ถึงความเป็นวิริยบารมีแล้ว จักบรรลุพระสัมโพธิญาณได้”8)

3-11.jpg

6. ขันติบารมี คือ ความอดทนอดกลั้นต่ออุปสรรคความยากลำบากต่างๆ ซึ่งเป็นบารมีที่จะทำให้มีกำลังใจต่อการสร้างบารมี ไม่ท้อถอยต่อเป้าหมายที่ปรารถนาได้ เพราะการสร้างบารมีไม่ใช่ว่าจะสะดวกสบายเสมอไป แต่บางครั้งอาจถูกเย้อหยันจากคนที่ไม่เข้าใจ หรืออาจถูกกลั่นแกล้งต่างๆ ซึ่งอาจทำให้หมดกำลังใจในการสร้างบารมีได้ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องมีความอดทนในสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งทางกายและทางใจ เพื่อรักษาใจให้เป็นปกติ ไม่หวั่นไหวในปัญหาหรืออุปสรรคที่เกิดขึ้น อีกทั้ง ไม่หลงใหลในคำสรรเสริญเยินยออันจะเป็นเหตุให้ประมาท จะต้องมีความหนักแน่นทั้งนินทาและสรรเสริญ

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์จึงเพิ่มพูนความอดทนอย่างยิ่งยวด อดทนในการทำความดี ไม่กลัวต่อความลำบาก ตรากตรำจากดินฟ้าอากาศ อดทนต่อทุกขเวทนาคือความเจ็บป่วยไข้ อดทนต่อการกระทบกระทั่งสิ่งที่ไม่น่าพอใจ อดทนต่อสิ่งเย้ายวนใจ โดยไม่ปล่อยใจให้ยินดียินร้ายไปตามกระแสแห่งกิเลส อุปมาเหมือนกับแผ่นดิน แม้บุคคลทั้งหลายจะทิ้งสิ่งของที่สกปรกลงแผ่นดิน แต่แผ่นดินไม่เคยขัดเคืองฉันใด พระสัมมาสัมพุทธเจ้าย่อมอดทนต่อการสรรเสริญ และนินทาฉันนั้น ดังเช่นที่พระองค์กล่าวไว้เมื่อครั้งเป็นสุเมธดาบสว่า

“ ก็พุทธธรรมทั้งหลายจักไม่มีเพียงนี้เท่านั้น เราจักเลือกเฟ้นธรรมแม้ข้ออื่นๆ อันเป็นเครื่องบ่มพระโพธิญาณ ในคราวนั้น เราเลือกเฟ้นอยู่ ก็ได้เห็นขันติบารมีข้อที่ 6 ที่ท่านผู้แสวงหาคุณใหญ่ชั้นก่อนๆ ถือปฏิบัติเป็นประจำ ท่านจงสมาทานขันติบารมีข้อที่ 6 นี้ กระทำให้มั่นก่อน มีใจไม่ลังเลในขันติบารมีนั้น จักบรรลุพระสัมโพธิญาณ ธรรมดาแผ่นดินย่อมอดกลั้นสิ่งทั้งปวง ที่เขาทิ้งลงสะอาดบ้าง ไม่สะอาดบ้าง ไม่กระทำการขัดเคือง เพราะการกระทำนั้น แม้ฉันใด แม้ท่าน ก็ฉันนั้นเหมือนกัน เป็นผู้อดทนต่อการนับถือและการดูหมิ่นของคนทั้งปวง ถึงความเป็นขันติบารมีแล้ว จักบรรลุพระสัมโพธิญาณได้”9)

3-13.jpg

7. สัจจบารมี คือ ความจริง พูดจริง ทำจริง ในสิ่งที่ตั้งใจไว้ และจริงใจ ไม่แปรผันจากความซื่อตรง ซึ่งเป็นบารมีที่เกิดจากการตั้งใจมั่น ตั้งใจจริงที่จะสร้างบารมีให้เต็มที่ ไม่โลเล เมื่อคิดสิ่งใดแล้วก็ต้องทำสิ่งนั้นให้สำเร็จตามที่คิดหรือพูดเอาไว้ ไม่ยอมให้สิ่งใดมาขวางได้ ดังนั้น เมื่อมีลาภ ยศ สรรเสริญ คำยกย่องชมเชย หรือเจออุปสรรคปัญหาต่างๆ ที่อาจเป็นเหตุให้ใจหวั่นไหวออกนอกเส้นทางความดีที่ได้ตั้งใจไว้ได้ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องบำเพ็ญสัจจบารมี เพื่อไม่ให้ยอมออกนอกเส้นทาง แม้จะมีใครมาข่มเหงรังแกหรือจะฆ่า ก็ยอมตาย แต่จะไม่ยอมออกนอกเส้นทางที่ตนตั้งใจไว้ คือ บรรลุสัมมาสัมโพธิญาณ

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์จึงเพิ่มพูนรักษาความสัตย์จริง มีความซื่อตรง เที่ยงตรง ไม่แปรผันยักย้าย จนกว่าทุกอย่างที่ได้กล่าวมา สำเร็จสมความปรารถนา อุปมาเหมือนกับดาวประกายพรึก เมื่อเคยขึ้นประจำอยู่ทางทิศใด ก็ย่อมโคจรขึ้นประจำอยู่ในทิศนั้น ไม่ว่าฤดูกาลไหนๆ ก็ย่อมขึ้นเที่ยงตรงไม่เปลี่ยนแปลงฉันใด พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็จะไม่ออกไปนอกทางสัจจะที่ได้เคยตั้งไว้ ดังเช่นที่พระองค์กล่าวไว้ เมื่อครั้งเป็นสุเมธดาบสว่า

“ ก็พุทธธรรมทั้งหลาย จะไม่พึงมีเพียงนี้เท่านั้น เราจักเลือกเฟ้นธรรมแม้ข้ออื่นๆ อันเป็นเครื่องบ่มพระโพธิญาณ คราวนั้น เราเลือกเฟ้นอยู่ก็ได้เห็นสัจจ บารมีข้อที่ 7 ที่ท่านผู้แสวงหาคุณใหญ่ในก่อน ถือปฏิบัติเป็นประจำ ท่านจงสมาทานสัจจบารมีข้อที่ 7 นี้ กระทำให้มั่นก่อนมีคำพูดไม่เป็นสองในข้อนั้น จักบรรลุพระสัมโพธิญาณได้ ธรรมดาดาวประกายพรึกเป็นดุจคันชั่ง คือเที่ยงตรงในโลก พร้อมทั้งเทวโลก ไม่ว่าในสมัย ฤดู หรือปีก็ตาม ย่อมไม่โคจรและเวียนออกนอกวิถีโคจร แม้ฉันใด แม้ท่านก็ฉันนั้นเหมือนกัน ไม่ออกไปนอกทางสัจจะทั้งหลาย ถึงความเป็นสัจจบารมีแล้ว จักบรรลุ พระสัมโพธิญาณได้”10)

3-15.jpg

8. อธิษฐานบารมี คือ ความตั้งใจมั่น การตัดสินใจเด็ดเดี่ยว วางจุดหมายแห่งการกระทำของตนไว้แน่นอน และดำเนินตามนั้นอย่างแน่วแน่ ซึ่งเป็นบารมีที่เกิดจากการตั้งเป้าหมาย เพื่อจะได้ตั้งมั่นอยู่กับ เป้าหมายที่ตนได้ปรารถนาไว้ แม้จะมีอุปสรรคหรือปัญหาหรือมีบุคคลใดมาอิจฉาริษยา ขัดขวางต่อการทำความดี ก็ไม่หวั่นไหว แต่ตรงกันข้ามกลับมีมุทิตาจิตตอบ ไม่คิดทำร้ายใคร และตราบใดที่ยังไม่บรรลุเป้าหมายที่ตั้งความปรารถนาไว้ ก็ไม่ยอมล้มเลิกในการสร้างบารมี แม้อุปสรรคนั้นจะต้องแลกด้วยชีวิตก็ตาม ก็ไม่ยอมเลิกราเป็นอันขาด

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงมีจิตใจที่มั่นคงแน่วแน่ ไม่หวั่นไหวในการสร้างบารมี ย่อมตั้งจิตตอกยํ้าปรารถนาพุทธภูมิซํ้าแล้วซํ้าเล่า อุปมาเหมือนภูเขาศิลาแท่งทึบ ไม่หวั่นไหวโยกคลอนด้วยแรงลมที่พัดมาจากทิศทั้ง 4 ฉันใด พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ย่อมตั้งจิตอธิษฐานตอกยํ้าซํ้าแล้วซํ้าเล่า จนกว่าจะถึงจุดมุ่งหมาย ฉันนั้น ดังเช่นที่พระองค์กล่าวไว้เมื่อครั้งเป็นสุเมธดาบสว่า

“ ก็พุทธธรรมทั้งหลายจักไม่พึงมีเพียงนี้เท่านั้น เราจักเลือกเฟ้นธรรมแม้ข้ออื่นๆ อันเป็นเครื่องบ่มพระโพธิญาณ ในคราวนั้นเราเลือกเฟ้นอยู่ก็ได้เห็น อธิษฐานบารมีข้อที่ 8 ท่านผู้แสวงหาคุณใหญ่ในก่อน ถือปฏิบัติเป็นประจำ ท่านจงสมาทานอธิษฐานบารมีข้อที่ 8 นี้ กระทำให้มั่นก่อน ท่านจงเป็นผู้ไม่หวั่นไหวในอธิษฐานบารมีนั้น จักบรรลุพระสัมโพธิญาณได้ ภูเขาหินไม่หวั่นไหว คงตั้งอยู่ตามเดิม ไม่สะเทือนเพราะลมแรงกล้า คงตั้งอยู่ในที่ของตนเอง แม้ฉันใด แม้ท่านก็ฉันนั้นเหมือนกัน จงเป็นผู้ไม่หวั่นไหวในอธิษฐานในกาลทั้งปวง ถึงความเป็นอธิษฐานบารมีแล้ว จักบรรลุพระสัมโพธิญาณได้”11)

3-17.jpg

9. เมตตาบารมี คือ ความรักความปรารถนาดี คิดเกื้อกูลให้ผู้อื่นมีความสุขความเจริญ ซึ่งเป็นบารมีที่ทำให้มีจิตใจที่เมตตา มีความรักและปรารถนาดีต่อสรรพสัตว์ทุกชีวิต ไม่ว่าจะเป็นมิตรหรือศัตรู เพราะคิดว่าสรรพสัตว์ทั้งหลายต่างก็ตกอยู่ในความทุกข์ ที่หวังพึ่งพิงอยากเข้าใกล้ ดังนั้นจึงต้องมีจิตเมตตาต่อสรรพสัตว์ทุกชีวิต เป็นผู้มีมหากรุณา ไม่เลือกที่รักผลักที่ชัง แม้บุคคลใดที่คิดเบียดเบียนประทุษร้าย ท่านก็มีความเมตตาต่อบุคคลนั้น แผ่ความปรารถนาดีไปยังทุกที่ให้ได้รับความชุ่มชื่นเบิกบาน

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงเพิ่มพูนสั่งสมเมตตาต่อสรรพสัตว์ทั้งหลาย โดยไม่เลือกชนชั้นวรรณะ เพศ วัย หรือเผ่าพันธุ์ใดๆ ด้วยคิดว่าสัตวโลกคือ หมู่ญาติ โดยปรารถนาที่จะพาข้ามวัฏสงสารไปให้หมด อุปมาเหมือนกับนํ้าย่อมแผ่ความเย็นไปให้คนดีและคนเลวโดยเสมอกัน และสามารถชำระล้างมลทิน คือธุลีได้ฉันใด พระสัมมาสัมพุทธเจ้าย่อมมีจิตเมตตาสมํ่าเสมอในชนที่เกื้อกูล และไม่เกื้อกูลแก่ตนฉันนั้น ดังเช่นที่พระองค์กล่าวไว้เมื่อครั้งเป็นสุเมธดาบสว่า

“ ก็พุทธธรรมเหล่านี้ จักไม่มีเพียงนี้เท่านั้น เราจักเลือกเฟ้นธรรมแม้ข้ออื่นๆ ที่เป็นเครื่องบ่มพระโพธิญาณ คราวนั้น เมื่อเราเลือกเฟ้นอยู่ ก็ได้เห็นเมตตาบารมีข้อที่ 9 ท่านผู้แสวงหาคุณใหญ่ในก่อน ถือปฏิบัติเป็นประจำท่านจงสมาทานเมตตาบารมีข้อที่ 9 นี้ กระทำให้มั่นก่อนจงเป็นผู้ไม่มีใครเสมอเหมือนด้วยเมตตา ถ้าท่านปรารถนาเพื่อจะบรรลุพระโพธิญาณ ธรรมดาน้ำย่อมแผ่ความเย็นไปให้คนดีและคนเลวโดยเสมอกัน ชะล้างมลทินคือธุลีออกได้ แม้ฉันใดแม้ท่าน ก็ฉันนั้นเหมือนกัน จงเจริญเมตตาให้สม่ำเสมอในชนที่เกื้อกูลและไม่เกื้อกูลท่านถึงความเป็นเมตตาบารมีแล้วจักบรรลุพระสัมโพธิญาณได้”12)

3-19.jpg

10. อุเบกขาบารมี คือ การวางใจเป็นกลาง การวางใจสงบ เที่ยงธรรม ไม่เอนเอียงไปตามความยินดียินร้ายหรือเกลียดชัง ซึ่งเป็นบารมีที่ทำให้จิตใจรักความยุติธรรมในสรรพสัตว์ และทำให้เป็นผู้ที่ดำรงตนอยู่ในทำนองคลองธรรม ไม่ลำเอียงด้วยอำนาจอคติต่างๆ ทั้งในเรื่องของคน สัตว์ สิ่งของ ต้องวางใจเป็นกลางในธรรมทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นสุขหรือเป็นความทุกข์ก็ตาม ทำจิตใจให้บริสุทธิ์ยิ่งขึ้นไป

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงมีใจวางเฉย ไม่ยินดียินร้ายในโลกธรรมทั้ง 8 ประการ คือ ได้ลาภ เสื่อมลาภ ได้ยศ เสื่อมยศ สรรเสริญ นินทา มีสุข มีทุกข์ อุปมาเหมือนแผ่นดินที่คนทิ้งสิ่งของที่สะอาดบ้างไม่สะอาดบ้าง แผ่นดินย่อมไม่แสดงอาการใดๆ มีเเต่นิ่งเฉยไม่หวั่นไหวฉันใด พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็วางใจเป็นกลาง ไม่หวั่นไหวในโลกธรรมทั้งหลายได้ฉันนั้น ดังเช่นที่พระองค์ได้กล่าวไว้เมื่อครั้งเป็นสุเมธดาบสว่า

“ ก็พุทธธรรมเหล่านี้ จักไม่มีเพียงนี้เท่านั้น เราจักเลือกเฟ้นธรรมแม้ข้ออื่นๆ อันเป็นเครื่องบ่มพระโพธิญาณ คราวนั้น เราเลือกเฟ้นอยู่ ก็ได้เห็นอุเบกขาบารมีข้อที่ 10 ท่านผู้แสวงหาคุณใหญ่ในก่อน ถือปฏิบัติเป็นประจำ ท่านจงสมาทานอุเบกขาบารมีข้อที่ 10 นี้ กระทำให้มั่นก่อน ท่านเป็นผู้มั่นคงประดุจตาชั่ง จักบรรลุพระสัมโพธิญาณ ธรรมดาแผ่นดินย่อมวางเฉย ในของไม่สะอาดและของสะอาดที่คนทิ้งลง เว้นจากความโกรธและความยินดีทั้งสองนั้น ฉันใดแม้ท่าน ก็ฉันนั้นเหมือนกัน จงเป็นประดุจตาชั่งในสุขและทุกข์ในกาลทุกเมื่อ ถึงความเป็นอุเบกขาบารมีแล้ว จักบรรลุพระสัมโพธิญาณได้”13)

3-21.jpg

เพราะฉะนั้น เมื่อบุคคลใดที่ได้ตั้งใจจะทำอะไรแล้ว ก็ต้องทำให้สำเร็จให้ได้ อย่าได้ท้อแท้ หมดหวังหรือถอดถอนใจไปก่อน แต่ควรที่จะพยายามทำตามแผนที่ตั้งไว้ให้ได้จนกว่าจะสำเร็จ และแผนที่ตั้งไว้ต้องเป็นไปเพื่อการสร้างบารมี ซึ่งถ้ากล่าวบารมีโดยย่อ ก็คือ การละชั่ว ทำความดี และการทำใจให้ผ่องใส ที่ทุกคนต้องทำทุกวันสั่งสมไปเรื่อยๆ อย่างเต็มที่เต็มกำลังด้วยการเอาชีวิตเป็นเดิมพัน แล้วในที่สุดก็จะสำเร็จสมปรารถนาที่ตั้งใจไว้ เฉกเช่น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ทรงอดทนเพียรพยายามจนสามารถบรรลุสัมมาสัมโพธิญาณได้

3.1.4 ระดับของบารมี

เมื่อพระบรมโพธิสัตว์พิจารณาเห็นพุทธการกธรรม ที่เป็นเครื่องบ่มโพธิญาณให้แก่รอบแล้ว ก็สร้างบารมีทั้ง 10 ประการนี้อย่างยิ่งยวดเป็นเวลานานหลายภพหลายชาติ จนกว่าบารมีจะเต็มเปี่ยมบริบูรณ์ และด้วยเหตุที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ต้องใช้เวลาในการบำเพ็ญบารมีอย่างยาวนาน ซึ่งในแต่ละบารมีก็มีความยิ่งหย่อนในแต่ละครั้งไม่เท่ากัน ฉะนั้นจึงได้มีการแบ่งระดับของบารมีออกไปตามความยิ่งหย่อนของการบำเพ็ญ

บารมีแบ่งออกเป็น 3 ระดับ คือ บารมีอย่างต่ำเรียกว่า บารมี บารมีอย่างกลางเรียกว่าอุปบารมี และบารมีอย่างสูงสุดเรียกว่า ปรมัตถบารมี ซึ่งอาจสรุปบารมีทั้ง 3 ระดับได้อย่างนี้

1. บารมีที่ทรงบำเพ็ญเป็นปกติธรรมดา เช่น ในการบริจาคทรัพย์จะมากน้อยเพียงใด ก็ยังจัดเป็นบารมีในระดับที่ 1 เรียกว่า บารมี

2. บารมีที่ทรงบำเพ็ญยิ่งขึ้นไปกว่านั้น เช่น บริจาคทรัพย์แล้ว ยังยอมบริจาคอวัยวะเลือดเนื้อในร่างกาย เช่น ดวงตา จัดเป็นบารมีในระดับที่ 2 เรียกว่า อุปบารมี

3. บารมีที่ทรงบำเพ็ญยิ่งขึ้นไปกว่านั้นอีก เช่น บริจาคทรัพย์ บริจาคอวัยวะเลือดเนื้อในร่างกายแล้ว ยังยอมบริจาคชีวิต ซึ่งถือว่าเป็นการบริจาคอย่างอุกฤษฏ์ จัดเป็นบารมีประเภทสูงสุดอย่างยิ่ง เรียกว่า ปรมัตถบารมี

เพราะเหตุนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงพิจารณาบารมีทั้ง 30 ประการ คือ บารมี 10 อุปบารมี 10 และปรมัตถบารมี 10 ทบทวนไปมาจนครบทั้ง 30 ประการ อุปมาเหมือนคนหมุนเครื่องยนต์หีบน้ำมันจากเมล็ดพืชหมุนกลับไปกลับมา เพื่อคั้นเอาเฉพาะนํ้ามัน หรืออุปมาเหมือนเอาเขามหาเมรุให้เป็นโม่กวนมหาสมุทรในจักรวาล ฉะนั้น ซึ่งการที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรวจดูบารมีทั้ง 30 ทัศโดยละเอียดเช่นนี้ ก็เพื่อจะกลั่นและกรองเอาเฉพาะสุดยอดหัวเชื้อบารมี ที่จะทำให้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้น

ด้วยเหตุที่พระพุทธองค์ทรงมีความตั้งใจที่มุ่งมั่นในการบรรลุสัมมาสัมโพธิญาณ แม้หนทางจะยาวนานเพียงใดและไม่ได้ราบเรียบสะดวกสบายเลย แต่ก็ทรงสร้างบารมีอย่างไม่ได้ย่อท้อแต่อย่างใด ตั้งแต่การสั่งสมบุญ ซึ่งหมายถึง สิ่งที่ใช้ชำระสันดานให้มีคุณภาพดีขึ้น เป็นความประพฤติที่ดีทางกาย ทางวาจาและทางใจ จนกระทั่งมีจิตใจที่กล้าแข็งขึ้น จึงได้สร้างบารมี ซึ่งหมายถึง บุญที่ทำอย่างมากด้วยการเอาชีวิตเป็นเดิมพัน อย่างไม่หวั่นไหว จนบารมีครบทั้ง 30 ประการ โดยบารมีที่ทรงกระทำเริ่มตั้งแต่บารมีทั้ง 10 จนครบ 30 ประการนั้น พอสรุปได้ในเชิงการนำมาปฏิบัติได้อย่างนี้

1. ทานบารมี เป็นการวางแผนแห่งการเสียสละ มีอะไรหรือได้อะไรมาก็ปันกันกินปันกันใช้ กำจัดความเห็นแก่ตัว เพื่อเตรียมเสบียงข้ามชาติ จะได้ไม่ต้องอดอยากยากจนอีก

2. ศีลบารมี เป็นการวางแผนแห่งความสำรวมระวังตน ระแวงระวังภัยไม่ให้เดือดร้อนคนอื่นและตนเอง ไม่รังแกหรือเบียดเบียนใคร ทำตนไม่ให้มีเวรมีภัยกับใคร เพื่อป้องกันการเบียดเบียนกระทบกระทั่งซึ่งกันและกัน

3. เนกขัมมบารมี เป็นการวางแผนแห่งการตัดความกังวลน้อยใหญ่และควบคุมกามคุณทั้งหลายไม่ให้กำเริบได้ จะได้ไม่ต้องห่วงหน้ากังวลข้างหลังด้วยการเสียสละครอบครัวไม่เป็นภาระในการครองเรือน

4. ปัญญาบารมี เป็นการวางแผนแห่งการแสวงหาความรู้และสร้างเสริมปัญญา ฝึกการเป็น นักวิเคราะห์วิจัยวิจารณ์ เพื่อให้ความรู้และปัญญานั้นงอกงามจนถึงที่สุดเพื่ออาศัยปัญญานั้นกำจัดกิเลสให้หมดไปจากจิตใจของตนได้

5. วิริยบารมี เป็นการวางแผนแห่งการฝึกหัดดัดตนจนกระทั่งมีความประพฤติปฏิบัติดีพร้อมบริบูรณ์ ทั้งกาย วาจาและใจ ใครจะตำหนิไม่ได้ โดยกล้าที่จะเปลี่ยนแปลง กล้าที่จะปรับปรุง โดยมีสติสัมปชัญญะควบคุมด้วย

6. ขันติบารมี เป็นการวางแผนแห่งการต่อสู้หักหาญกับอุปสรรคน้อยใหญ่ทุกๆ ชนิด ไม่ว่าจะเป็นการอดทนต่อดินฟ้าอากาศ อำนาจกิเลส อำนาจบีบคั้น ความเจ็บป่วยไข้ จะอดทนแบบใจเย็นๆ จนกว่าจะชนะ และไม่ยอมถอยหลังแม้แต่ก้าวเดียว

7. สัจจบารมี เป็นการวางแผนแห่งความเป็นคนซื่อตรง ที่มีความจริงจังและความเด็ดเดี่ยวในการทำความดีนั้นไปจนกว่าจะสำเร็จ นอกจากนี้ยังฝึกให้เป็นคนที่มีความจริงใจกับทุกคน ไม่ได้เลือกที่รักผลักที่ชัง และรักษาสัจจะของตน พูดแล้วรักษาคำพูดของตน คบคนด้วยความจริงใจ เมื่อเขามีสุขก็ร่วมสุข เขามีทุกข์ก็ร่วมกันแก้ไข เหมือนกับสุภาษิตจีนที่กล่าวว่า “ มีสุขร่วมเสพมีทุกข์ร่วมต้าน”

8. อธิษฐานบารมี เป็นการวางแผนแห่งความฉลาดรอบคอบในการทำความดี มีการตั้งเป้าหมายอย่างดี แล้วก็ปฏิบัติตามในสิ่งที่ตนตั้งเป้าหมายด้วยความเด็ดเดี่ยว เพื่อทำความดีให้ได้ตาม ที่ตั้งเป้าหมายไว้ จนกว่าจะสำเร็จ

9. เมตตาบารมี เป็นการวางแผนแห่งความรักให้แก่คนทั้งโลก มีความรักใคร่ปรารถนาดี มีไมตรีจิตซึ่งกันและกัน เห็นใครมีความทุกข์หรือลำบาก ก็เข้าไปช่วยเหลือเหมือนญาติร่วมสายโลหิตเดียวกัน

10. อุเบกขาบารมี เป็นการวางแผนแห่งความเที่ยงธรรม มีใจสงบราบเรียบสม่ำเสมอมั่นคง ไม่มีอคติ รักษาความยุติธรรมเท่าชีวิต

บารมีทั้ง 10 ประการ ใน 3 ระดับ จึงเป็นการวางแผนเพื่อฝึกนิสัยที่ดีให้เกิดขึ้นแก่ตนเอง และกำจัดนิสัยไม่ดีหรือความคุ้นในสิ่งที่ไม่ดีออกไปจากใจของตนเอง ซึ่งการวางแผนนี้ ไม่ได้วางแผนเพียงแค่ระยะสั้นเท่านั้น แต่เป็นการวางแผนอย่างเป็นขั้นเป็นขั้นตอน เป็นการวางแผนผังชีวิตในระยะยาวโดยตั้งกันข้ามภพข้ามชาติ เมื่อวางผังของชีวิตแล้ว ก็มุ่งมั่นตั้งใจในการสร้างบารมี ซึ่งเปรียบเสมือนเรือแพ เข็มทิศ และเสบียงที่จะข้ามห้วงแห่งวัฏสงสาร แม้เส้นทางสายนี้จะไม่ได้ราบเรียบสะดวกสบาย บางครั้งอาจจะพบอุปสรรคปัญหาต่างๆ มากมาย แต่ก็ไม่ได้ย่อท้อ อดทนพยายามเพื่อเป้าหมายของชีวิตจนกว่าจะสำเร็จได้

สรุป

บารมีทั้ง 10 ประการนี้จะต้องทำอย่างยิ่งยวด ทำแบบเอาชีวิตเป็นเดิมพัน และทำอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต ไม่เฉพาะบุคคลที่จะเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้น แม้บุคคลที่จะเป็นพระอรหันต์ หรือแม้แต่คนธรรมดาสามัญอย่างเรา ก็จะต้องสร้างบารมีให้ได้อย่างเต็มที่ด้วย ถ้าไม่ทำเรื่องจะไปบรรลุมรรคผลนิพพานนั้นอย่างไปหวัง หรือถ้าใครยังทำไม่ได้ ชาตินี้ก็ยังลุ่มๆ ดอนๆ เรื่องชาติหน้าไม่ต้องพูดถึง แต่ถ้าทำได้ดีแล้ว ชีวิตนี้จะไม่มีตกต่ำ เพราะความดีได้ฝังเข้าไปอยู่ในใจ ความตกต่ำจะไม่บังเกิดกับเรา แม้ว่าชาติก่อนๆ จะได้เคยทำความชั่วมาก็ตาม คือ ถ้าทำกรรมชั่วไม่หนักมาก ผลกรรมนั้นจะมาแบบผ่อนส่งไม่หนักหนาสาหัสเกินไป ก็เพราะเรากระทำดีมากๆ ในชาตินี้ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า กรรมนั้น ยังตามมาไม่ทัน

3.2 อัธยาศัยของพระโพธิสัตว์

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงได้รับคำสรรเสริญจากสรรพสัตว์ทั้งหลายตลอดทั่วทั้งภพ 3 อย่างมากมายว่า เป็นผู้มีพระคุณอันประเสริฐแก่สรรพสัตว์ทั้งหลาย เป็นผู้เลิศกว่าบุคคลอื่น เป็นเอกบุคคลที่ไม่มีบุคคลใดเสมอเหมือน เป็นต้น ซึ่งการที่พระองค์ได้รับคำสรรเสริญเช่นนี้ แสดงให้เห็นว่า พระองค์ทรงได้ฝึกฝนตนเองมาอย่างยิ่งยวด โดยมีการเตรียมพร้อมมาอย่างดี ด้วยการวางแผนสร้างบารมีอย่างเป็นขั้นเป็นตอน ซึ่งต้องใช้เวลาสร้างบารมีอย่างยาวนาน ด้วยความเพียรพยายามและด้วยความอดทนอย่างสูงสุด ยากที่บุคคลใดจะทำได้ จึงทำให้พระองค์ได้กำจัดนิสัยที่ไม่ดีหรือความคุ้นในสิ่งที่ไม่ดีให้ออกไปจากตัวได้ในแต่ละชาติที่เกิดมาสร้างบารมี จนเมื่อนิสัยที่ไม่ดีหรือสิ่งที่ไม่ดีในตัวได้ถูกกำจัดออกไปได้หมดแล้ว ประกอบกับบารมีที่ครบถ้วนบริบูรณ์แล้ว ก็ทำให้ได้บรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณ

ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ ได้ปลูกฝังนิสัยที่ดีให้กับตนเองมาตลอดเส้นทางในการสร้างบารมี ซึ่งนิสัยที่ติดตัวข้ามภพข้ามชาติมา ก็จะทำให้พระสัมมาสัมโพธิญาณแก่กล้ายิ่งขึ้น นิสัยนี้เรียกว่า อัธยาศัย คือ นิสัยที่คิดจะสร้างบารมี และนิสัยนี้ก็ยังช่วยป้องกันไม่ให้ทำผิดพลาด ด้วยการทำอกุศลกรรมในระหว่างการสร้างบารมี ซึ่งมีอยู่ทั้งหมด 6 ประการ คือ

1.เนกขัมมัชฌาสัย หมายถึง มีความพอใจที่จะออกบวชตลอดทุกชาติ รักในเพศบรรพชิตเป็นอย่างยิ่ง มีปกติเห็นโทษในกาม รู้ว่าสุขยิ่งกว่ากามคุณ 5 นั้นยังมีอยู่ เป็นสุขจากการเข้าถึงพระนิพพาน

2.วิเวกัชฌาสัย หมายถึง มีความพอใจอยู่ในที่เงียบสงัด วิเวกผู้เดียว ที่ใดสงบสงัดปราศจากความอึกทึกครึกโครม ย่อมพอใจในสถานที่นั้นยิ่งนัก มีปกติเห็นโทษในการคลุกคลีกด้วยหมู่คณะ ยินดีในที่นั่งที่นอนอันสงัดเหมาะสมต่อการทำใจให้สงบ

3.อโลภัชฌาสัย หมายถึง มีความพอใจในการบริจาคทาน หากมีช่องทางใดที่จะบริจาคทานได้แล้ว จะไม่ละเว้นเลย จะทำอย่างเต็มที่เต็มกำลัง และยินดีพอใจที่จะคบหากับบุคคลผู้ปราศจากความโลภ ไม่มีความตระหนี่ยิ่งนัก

4.อโทสัชฌาสัย หมายถึง มีความความพอใจในความไม่โกรธ พยายามหักห้ามความโกรธอยู่ตลอดมา เจริญเมตตาแก่สัตว์ทั้งปวงด้วยความปรารถนาให้เขาพ้นจากทุกข์ภัยในวัฏสงสารเป็นยิ่งนัก

5.อโมหัชฌาสัย หมายถึง มีความพอใจในการทำลายโมหะ พยายามบำเพ็ญภาวนา เพื่อให้เกิดดวงปัญญา พิจารณาเห็นบาปบุญคุณและโทษตามความเป็นจริง และพอใจในการคบหาคนดี มีสติปัญญายิ่งนัก

6.นิสสรณัชฌาสัย หมายถึง มีความพอใจที่จะยกตนออกจากภพ ไม่ยินดีในการท่องเที่ยวเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏสงสาร เพราะเห็นโทษในภพทั้งหมด ทั้งกามภพ รูปภพและอรูปภพ โดยมีจิตที่มุ่งตรงต่อพระนิพพานเพียงอย่างเดียว อันเป็นเอกันตบรมสุขอย่างเดียว

ทั้งหมดนี้เป็นอัธยาศัยของพระโพธิสัตว์ หรือเรียกว่า นิสัยรักการสร้างบารมี ซึ่งจะเป็นไปเพื่อบ่ม พระสัมมาสัมโพธิญาณให้แก่รอบ โดยอัธยาศัยเช่นนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นมาเอง แต่อัธยาศัยเช่นนี้ท่านได้สั่งสมแก้ไขเรื่อยมาตลอดในทุกชาติที่เกิดมาสร้างบารมีไม่ว่าจะเกิดมาในกำเนิดใดก็ตาม ก็ได้แก้ไขปรับปรุง ฝึกฝนตนเองจนทำให้มีอัธยาศัยทั้ง 6 ประการนี้เกิดขึ้นมาในใจ เพราะฉะนั้นทุกคนควรพิจารณาไตร่ตรองดูว่า ตนเองมีจริตอัธยาศัยเหมือนอย่างกับพระบรมโพธิสัตว์ในช่วงที่ยังสร้างบารมีอยู่หรือไม่ ถ้ายังไม่มีก็ฝึกให้มีขึ้นมา โดยการน้อมนำคุณธรรมของพระองค์มาฝึกฝนอบรมตนจนคุ้นเคยกลายเป็นนิสัยที่ดี และปรับปรุงแก้ไขตนเองให้สมบูรณ์ขึ้นเฉกเช่นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ให้เรามุ่งมั่นตั้งใจก้าวตามรอยบาทของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อภพชาติหน้าที่สมบูรณ์กว่า และเพื่อเป้าหมายอันสูงสุด คือ พระนิพพาน

3.3 ธรรมสโมธาน

การที่บุคคลใดบุคคลหนึ่งปรารถนาที่จะหลุดพ้นและพาสรรพสัตว์ทั้งหลายไปสู่ฝั่งพระนิพพานนั้น เพียงแค่คิดก็ยากแล้ว แต่พระบรมโพธิสัตว์ก็หมั่นตอกย้ำในเป้าหมายมโนปณิธานที่แน่วแน่ไม่ได้คิดคำนึงถึงเวลาว่าอีกกี่เดือน กี่ปี กี่ภพชาติจึงจะสมความปรารถนา ซึ่งไม่สามารถที่จะล่วงรู้ก่อนได้เลย ซึ่งเมื่อไรที่บารมีแก่รอบเต็มเปี่ยมบริบูรณ์แล้วเมื่อนั้นก็จะสำเร็จสมปรารถนาได้อย่างแน่นอน บุคคลผู้มีความปรารถนาเช่นนี้จึงเป็นบุคคลที่มีใจเหนือกว่ามนุษย์ทั่วไปทั้งหลาย เพราะไม่ว่าจะทำอะไรก็ไม่ได้ทำแบบธรรมดาที่บุคคลอื่นทั่วไปทำกัน แต่กลับทำด้วยการเอาชีวิตเป็นเดิมพันอย่างสุดชีวิตสุดกำลัง แม้ตายก็ยอม

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ จึงเป็นสุดยอดของนักสร้างบารมีที่แท้จริง ได้ทุ่มเทชีวิตในการสร้างบารมีจนตลอดชีวิตมาหลายภพหลายชาติ แม้ไม่รู้ว่าหนทางนั้นจะยาวไกลเพียงใด ก็ไม่ยอมย่อท้อต่ออุปสรรค มีแต่จะเร่งสร้างบารมีอย่างเต็มที่ เต็มกำลัง เพียงแค่คิดว่า สักวันก็จะสามารถบรรลุสัมมาสัมโพธิญาณได้เมื่อบารมีเต็มเปี่ยมบริบูรณ์ เปรียบเสมือนกับบุคคลที่ขยันเรียน ตั้งใจอ่านหนังสือหรือบุคคลที่ขยันทำงาน แล้วค่อยๆ ฝึกฝนตนเอง พร้อมกับเรียนรู้ในงานที่ตนได้รับมอบหมายอย่างตั้งใจและเต็มที่ ก็จะทำให้สั่งสมความรู้และประสบการณ์ในการทำงานได้อย่างมากมาย บุคคลที่คิดจะมาสร้างบารมีเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ขยันในการสร้างบารมีพร้อมทั้งฝึกฝนตนเองด้วยความตั้งใจและอดทน สั่งสมบารมีที่ละชาติแล้วสักวันเมื่อบารมีเต็มเปี่ยมก็สามารถที่จะบรรลุสัมมาสัมโพธิญาณได้เช่นกัน

ดังนั้น เมื่อจะสร้างบารมีเพื่อปรารถนาเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว จึงจำเป็นที่จะต้องประกอบพร้อมด้วยคุณสมบัติ 8 ประการ ที่เรียกว่า ธรรมสโมธาน ซึ่งจะช่วยส่งเสริมการสร้างบารมีให้การเป็น พระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นเป็นผลสำเร็จได้ในอนาคต เพราะธรรมสโมธาน เป็นคุณสมบัติพื้นฐานของ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ที่จะต้องมี ถ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ใดไม่มีคุณสมบัติเช่นนี้แล้ว ก็จะไม่ได้รับพุทธพยากรณ์จากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ก่อน ซึ่งทำให้ไม่แน่ว่าจะเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้หรือไม่ แต่ถ้าประกอบพร้อมด้วยคุณสมบัตินี้แล้ว ก็จะได้รับพุทธพยากรณ์ ซึ่งเป็นการยืนยันได้เลยว่า จะได้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งในอนาคตได้อย่างแน่นอน ซึ่งธรรมสโมธานมีอยู่ทั้งหมดดังนี้

1.ปรารถนาความเป็นมนุษย์ เพราะพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจักทรงพยากรณ์แต่เฉพาะมนุษย์เท่านั้น ถึงแม้จะเป็นเทวดาผู้มีศักดิ์ใหญ่แค่ไหนก็ตามพระพุทธองค์ก็จะไม่ทรงพยากรณ์อย่างเด็ดขาด นอกจากนี้การเป็นมนุษย์ยังสามารถสร้างบารมีได้ดีกว่า เทวดา พรหม อรูปพรหม หรือสัตว์เดรัจฉาน การที่ได้เกิดเป็นมนุษย์นี้จึงมีความสำคัญ

2.ความถึงพร้อมด้วยเพศ เพราะการที่จะมีโอกาสได้รับคำพยากรณ์นั้น จะได้ก็แต่เฉพาะชาติที่ไม่เป็นเพศวิบัติหรือไม่เป็นอภัพพบุคคล คือ เป็นบุรุษเพศเท่านั้น แต่ถ้าเป็นเพศหญิง เป็นบัณเฑาะก์ เป็นกะเทยหรือเป็นบุคคลมี 2 เพศที่เรียกว่า อุภโตพยัญชนก พระพุทธองค์จะไม่ทรงพยากรณ์อย่างเด็ดขาด เนื่องจากบุรุษเพศมีลักษณะที่ใกล้เคียงลักษณะมหาบุรุษมากที่สุด และสามารถสั่งสมบุญบารมีได้ดีที่สุดด้วย

3.ถึงพร้อมด้วยเหตุ คือ มีอุปนิสัยแห่งพระอรหัตในขันธสันดานอย่างแรงกล้า เพราะหากว่าเป็นบุคคลธรรมดาที่ไม่สมบูรณ์ด้วยเหตุ คือความเป็นพระอรหัตยังไม่เกิดขึ้น ไม่มีความแก่กล้าในขันธสันดาน พระพุทธองค์ก็จะไม่ทรงพยากรณ์อย่างเด็ดขาด เนื่องจากถ้ามีโอกาสฟังธรรมจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ใดพระองค์หนึ่ง ก็สามารถตรองตามและบรรลุเป็นพระอรหันต์ได้ เพียงแต่ท่านยังไม่ปรารถนาจะหมดกิเลสเป็นพระอรหันต์ แต่ปรารถนาเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งในอนาคต ซึ่งข้อนี้แสดงให้เห็นว่า พระพุทธองค์ได้สั่งสมความรู้และฝึกฝนตนเองมาต่อเนื่อง เพื่อเตรียมตัวที่จะเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

4.ได้พบพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คือ มีโอกาสได้บำเพ็ญกุศลใหญ่แล้วได้ตั้งความปรารถนาเฉพาะพระพักตร์ของพระพุทธองค์ เพราะว่า การได้รับพยากรณ์จักเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยพุทธพยากรณ์ที่ออกมาจากพระโอษฐ์ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ หากได้พบแต่พระปัจเจกพุทธเจ้า ได้พบพระอรหันต์ หรือได้พบสถานที่อันเป็นสิ่งแทนพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เช่น พระเจดีย์ เป็นต้น แม้จะมีความเลื่อมใสมากเพียงใด ก็จะไม่สามารถที่จะบรรลุสัมมาสัมโพธิญาณได้อย่างแน่นอน

5.ได้บรรพชา คือ มีอัธยาศัยน้อมไปในการออกบวช ไม่ว่าจะเป็นนักบวชในพระพุทธศาสนาหรือนอกพระพุทธศาสนาอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่มีความเชื่อว่าบุญบาปมี ทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่ว และมีความมั่นคงในเพศบรรพชิต เพราะถ้าดำรงเพศคฤหัสถ์ผู้ครองเรือน แม้จะมีความปรารถนาเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ไม่สามารถที่จะเป็นได้ เนื่องจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะไม่ทรงพยากรณ์ ถ้าไม่ได้บวช ภาระมากมายที่ติดพัน เปรียบเสมือนภรรยาเป็นห่วงคล้องแขน ลูกเป็นเสมือนห่วงคล้องขา ทำให้จะทำให้อะไรก็ตามจะติดขัดไปหมด ไม่สามารถที่จะทำได้อย่างสะดวกสบาย

6.ความถึงพร้อมแห่งคุณ คือ มีอภิญญาและฌานสมาบัติอันเชี่ยวชาญ เพราะเป็นคุณสมบัติพิเศษเกินคนธรรมดาสามัญจักมีได้ จึงจะได้รับการพยากรณ์จากพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ถ้าหากไม่มีคุณวิเศษ คือ อภิญญาและฌานสมาบัติ แม้จะดำรงเพศบรรพชิตก็จะไม่ได้รับคำพยากรณ์จากพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งแสดงให้เห็นว่า การที่จะทำงานใหญ่แล้วจะต้องมีการฝึกสมาธิ เพราะถ้าไม่ฝึกสมาธิแล้วจะทำให้เกิดความเครียดแล้วท้อใจที่จะสร้างบารมีต่อไป แต่ถ้าได้ฝึกสมาธิแล้ว ก็จะทำให้ไม่เกิดสภาวะความเครียดที่จะท้อใจได้ เนื่องจากการที่คนเราใช้ความคิดจากสมองก็จะทำให้ความคิดนั้นไม่กว้าง มีขอบเขตจำกัดจึงทำให้เครียดง่าย แต่ถ้าใช้ความคิดจากใจที่ศูนย์กลางกายก็จะทำให้ความคิดนั้นมีขอบเขตกว้างขวาง และจะประกอบด้วยสติสัมปชัญญะที่จะช่วยกลั่นกรองให้ความคิดนั้นถูกต้อง ไม่ผิดพลาด

7.อธิการ คือ การกระทำที่ยิ่ง หมายถึง ได้ทำในสิ่งที่เหนือมนุษย์ทั่วไป สิ่งไหนเป็นความดี เป็นไปเพื่อมรรคผลนิพพาน แม้คนธรรมดาไม่กล้าคิด ไม่กล้าพูด ไม่กล้าทำ แต่ท่านได้กล้าที่จะคิด กล้าที่จะพูด และกล้าที่จะทำในสิ่งนั้นได้สำเร็จ เช่น ได้เคยบำเพ็ญมหาทานบารมี โดยการสละชีวิตเพื่อแลกกับพระโพธิญาณมาก่อน เพราะเป็นปรมัตถมหาทานบารมีที่ได้กระทำอย่างยิ่ง โดยเอาชีวิตเลือดเนื้อเข้าแลกเพื่อสัมมาสัมโพธิญาณ ผู้ที่ได้ทำเช่นนี้จึงจะได้รับพุทธพยากรณ์จากพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งแสดงให้เห็นว่า การที่จะทำอะไรก็ตาม ต้องทุ่มเททำความดีสร้างบารมีอย่างเต็มกำลัง โดยฝึกทั้งตนเองให้มีความรู้ความสามารถ แล้วต้องฝึกคนอื่นหรือสร้างคนให้รู้จักการที่จะทำความดีสร้างบารมีอย่างเต็มกำลังเช่นกัน

8.ความพอใจ คือ ไม่ว่าจะเกิดกี่ภพกี่ชาติ จะเป็นมนุษย์หรือสัตว์เดรัจฉาน ขอให้มีความรักความพอใจในพุทธภูมิเป็นกำลัง ไม่ได้ท้อแท้ต่ออุปสรรคต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับตน เพราะผู้ที่มีฉันทะปรารถนาพระโพธิญาณเป็นกำลังเกินคนธรรมดา ไม่ได้หวาดผวาต่อภัยต่างๆ แม้จะให้ทนอยู่ในนรกอย่างทุกข์ทรมานตลอด 4 อสงไขยกับอีกแสนมหากัป เพื่อแลกกับพระสัมมาสัมโพธิญาณก็ยอม ผู้ที่มีความพอใจอย่างนี้จึงจะสามารถที่จะบรรลุสัมมาสัมโพธิญาณได้อย่างแน่นอน ซึ่งแสดงให้เห็นว่า พระองค์มีความรักอยากที่จะเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นที่สุด และยังอยากให้คนอื่นได้มีความรักในการสร้างบารมีอีกด้วย

ทั้งหมดนี้เป็นธรรมสำคัญ 8 ประการ ที่เรียกว่า ธรรมสโมธาน เป็นความปรารถนาที่พิเศษและเป็นมโนปณิธานที่เป็นไปเพื่อการให้ได้บรรลุสัมมาสัมโพธิญาณในอนาคต ซึ่งเป็นความปรารถนาที่บุคคลธรรมดาไม่สามารถทำได้ แต่พระองค์ไม่ใช่บุคคลธรรมดา แต่เป็นบุคคลพิเศษที่ยากจะหาบุคคลใดเสมอเหมือนได้ เพราะธรรมสโมธานทั้ง 8 ประการ ถ้าได้ทำแล้วก็จะได้รับพุทธพยากรณ์จากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ใดพระองค์หนึ่งอย่างแน่นอน ซึ่งต้องทำให้ครบทั้ง 8 ประการ ถ้าหากขาดข้อใดข้อหนึ่งก็ไม่สามารถที่จะได้รับพยากรณ์ได้ ซึ่งก็เป็นเหตุที่ทำให้ไม่สามารถที่จะบรรลุสัมมาสัมโพธิญาณเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในอนาคตได้

นอกจากนี้ ด้วยเหตุที่ประกอบพร้อมแล้วด้วยธรรมสโมธานทั้ง 8 ประการ ก็ทำให้ได้รับอานิสงส์ในการบ่มพระสัมมาสัมโพธิญาณให้แก่กล้าขึ้น โดยจะเป็นผู้ไม่เข้าถึงอภัพพฐานะ คือ จะไม่ไปบังเกิดในภพภูมิที่อาภัพ 18 ประการอีก เพื่อไม่เป็นการเสียเวลาในการสร้างบารมีอีกต่อไป คือ

1.เมื่อเกิดมาเป็นมนุษย์ ย่อมไม่เป็นคนตาบอดแต่กำเนิด

2.เมื่อเกิดมาเป็นมนุษย์ ย่อมไม่เป็นคนหนวกแต่กำเนิด

3.เมื่อเกิดมาเป็นมนุษย์ ย่อมไม่เป็นคนบ้า

4.เมื่อเกิดมาเป็นมนุษย์ ย่อมไม่เป็นคนใบ้

5.เมื่อเกิดมาเป็นมนุษย์ ย่อมไม่เป็นคนแคระ ง่อยเปลี้ย

6.เมื่อเกิดมาเป็นมนุษย์ ย่อมไม่เกิดในชนชาติมิลักขะประเทศ คือประเทศป่าเถื่อน ที่ไม่มีโอกาสศึกษาเล่าเรียน หรือไม่ได้พบกัลยาณมิตรที่คอยให้คำแนะนำตักเตือน

7.เมื่อเกิดมาเป็นมนุษย์ ย่อมไม่เกิดในท้องของนางทาสี เพราะไม่มีอิสระแก่ชีวิต ไม่เป็นไทแก่ตน ต้องอยู่ในความควบคุมของผู้อื่น

8.เมื่อเกิดมาเป็นมนุษย์ ย่อมไม่เป็นคนนิยตมิจฉาทิฏฐิ หมายถึง พวกที่มีความเห็นผิด ที่จะทำให้ไม่มีโอกาสหลุดพ้นจากวัฏสงสาร และเป็นผู้ถูกห้ามหนทางสวรรค์และหนทางมรรคผลนิพพาน

9.เมื่อเกิดมาเป็นมนุษย์ ย่อมไม่เป็นเพศหญิง หรือเป็นบัณเฑาะก์หรือเป็นกะเทย หรือเป็นบุคคล 2 เพศ(อุภโตพยัญชนก)

10.เมื่อเกิดมาเป็นมนุษย์ ย่อมไม่ทำอนันตริยกรรม คือ กรรมหนัก 5 อย่าง คือ ไม่ฆ่าพ่อของตนเอง ไม่ฆ่าแม่ของตนเอง ไม่ฆ่าพระอรหันต์ ไม่ทำให้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงห้อพระโลหิต ไม่ทำให้สงฆ์แตกแยกกัน

11.เมื่อเกิดมาเป็นมนุษย์ ย่อมไม่เป็นคนโรคเรื้อน โรคร้ายแรง

12.เมื่อกำเนิดในสัตว์เดรัจฉาน ย่อมเป็นสัตว์อยู่ในประเภทที่มีกายไม่เล็กกว่านกกระจาบและไม่ใหญ่กว่าช้าง

13.ไม่เกิดในขุปปิปาสิกเปรต คือ เปรตผู้หิวกระหาย และนิชฌามตัณหิกเปรต คือ เปรตผู้ถูกความอยากเผาผลาญ และกาลกัญชิกาสูร คือ เปรตชนิดหนึ่งที่ตัวสูงใหญ่มาก

14.ไม่เกิดในอเวจีมหานรกและโลกันตนรก

15.เมื่อเกิดเป็นเทวดาในสวรรค์ชั้นกามาวจร ก็ไม่เป็นเทวดาผู้เป็นมิจฉาทิฏฐิ และไม่เป็นเทวบุตรมาร

16.ไม่เกิดเป็นอสัญญีพรหม ซึ่งเป็นพรหมที่มีแต่รูปร่าง ไม่มีความรู้สึกนึกคิด และไม่เกิดเป็น สุทธาวาสพรหม เพราะว่า สุทธาวาสพรหมจะต้องบรรลุเป็นพระอรหันต์ในไม่ช้า

17.ไม่เกิดในอรูปภพ เพราะเป็นอรูปพรหมที่ทำฌานที่ไม่มีรูปมากำหนดเป็นอารมณ์ จักมีอายุยืนยาวมาก

18.ไม่ไปเกิดในจักรวาลอื่น

นอกจากนี้ยังอานิสงส์พิเศษอีกอย่างหนึ่ง คือ การทำอธิมุตตกาลกริยา คือ เมื่อพระองค์เกิดเป็นเทวดาหรือพระพรหม เกิดความเบื่อหน่ายในการเสวยสุขนั้น ปรารถนาที่จะสร้างบารมีในโลกมนุษย์ พระองค์ก็สามารถทำการอธิมุตต คือ อธิษฐานให้จุติลงมาเกิดเป็นมนุษย์ได้ทันที ได้โดยง่าย ซึ่งเหล่าเทพเทวดาอื่นๆ ไม่สามารถทำอย่างนี้ได้

3.4 พุทธภูมิธรรม

ผู้ที่สั่งสมบุญบารมีไว้มากๆ อย่างพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย ไม่ใช่ว่าใครจะทำกันได้หมดทุกคน เพราะการที่จะฝึกฝนตนเองให้มีนิสัยรักในการทำความดีสร้างบารมีอย่างเต็มกำลังสุดชีวิตนั้นหาได้ยากมาก พระพุทธองค์จึงเป็นเอกบุรุษที่ไม่เป็นสองรองใคร โดยได้วางแบบแผนของชีวิตเอาไว้อย่างดี แล้วทุ่มเทในการฝึกฝนตนเองรวมทั้งได้ฝึกคนอื่นพร้อมกันไปด้วย เพื่อจะได้มีกองกำลังในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาด้วย และยังเป็นพยานให้กับตนเองได้ว่า “ เราจะมาสร้างบารมีเพื่อเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า” ไม่ให้คนอื่นเข้าใจตนเองผิดได้ในการทุ่มเทฝึกทั้งตนและคนอื่น ดังนั้นเมื่อพระองค์ได้ทุ่มเทอย่างนี้มาหลายภพหลายชาติที่เกิดมาสร้างบารมี ไม่ว่าจะเกิดมาในชาติกำเนิดอะไรก็ตาม จึงทำให้ลักษณะพิเศษสำหรับผู้ที่ปรารถนาพุทธภูมิได้เกิดขึ้นกับพระองค์ซึ่งเป็นน้ำใจของพระองค์ที่ประกอบด้วยพุทธภูมิธรรมอันยิ่งใหญ่ 4 ประการ คือ

1.อุสสาหะ คือ เป็นผู้มีความเพียรพยายามไม่ลดละ ทรงประกอบไปด้วยความเพียรที่ติดแน่นอยู่ในใจอย่างมั่นคง หมายความว่า เมื่อทำอะไรจะทุ่มเททั้งแรงกายแรงใจอย่างเต็มที่ มีความเพียรโดยเอาชีวิตเป็นเดิมพัน มีใจมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยวในทำแต่กุศลกรรมเพียงอย่างเดียว มีความมานะพากเพียรในการสร้างบุญบารมีให้ยิ่งๆ ขึ้นไปตลอดทุกภพทุกชาติที่เกิด จนกว่าสิ่งที่ปรารถนาไว้จะสำเร็จ โดยทรงคิดว่า “ ถ้าท้อแท้ท้อถอยในสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ซึ่งอยู่ในวิสัยที่จะทำได้ แล้วงานสร้างบารมีที่จะเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าซึ่งเป็นสิ่งที่เหนือวิสัยของมนุษย์ทั่วไปจะสำเร็จได้อย่างไร”

2.อุมมัคคะ คือ เป็นผู้มีปัญญาสามารถเตือนตนเองและสอนคนอื่นได้ ทรงประกอบด้วยปัญญาที่ติดแน่นอยู่ในใจอย่างมั่นคง หมายความว่า เมื่อทำอะไรจะคิดไตร่ตรอง พิจารณาในสิ่งที่จะทำว่าถูกหรือผิด ควรทำหรือไม่ควรทำ แล้วสิ่งที่ทำนั้นเป็นประโยชน์แก่ตนและแก่คนอื่นหรือไม่ จึงทำให้จิตของตนประกอบแต่กุศลกรรมอย่างเดียว ทำให้เกิดมีอานุภาพที่เชี่ยวชาญ เฉียบแหลมในการสร้างบุญบารมีให้ยิ่งๆ ขึ้นไปตลอดทุกภพทุกชาติที่เกิด

3.อวัฏฐานะ คือ เป็นผู้มีความสามารถในการวางแผนดำเนินชีวิตของตนได้อย่างชัดเจน ทรงประกอบด้วยการอธิษฐานที่ติดแน่นอยู่ในใจอย่างมั่นคง หมายความว่า เมื่อทำความดีสร้างบุญบารมีแล้ว ก็จะอธิษฐานจิตที่จะให้ได้บรรลุสัพพัญญุตญาณทุกครั้ง จึงทำให้ความปรารถนาของพระองค์ไม่เคยเปลี่ยนเป็นอย่างอื่น ได้ตอกย้ำซ้ำเดิมในทุกชาติที่เกิดมา ไม่ว่าจะถือกำเนิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน ก็ยังตั้งใจอย่างแน่วแน่ว่า จะเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้ได้ โดยไม่ได้หวั่นไหวคลอนแคลนในการสร้างบุญบารมีให้ยิ่งๆ ขึ้นไปตลอด ทุกภพทุกชาติที่เกิด

4.หิตจริยา คือ เป็นผู้มีเมตตาเป็นปกติ ทรงประกอบด้วยเมตตาที่ติดแน่นอยู่ในใจอย่างมั่นคง หมายความว่า พระองค์จะไม่ประทุษร้าย ไม่ว่าร้ายใคร แต่จะชื่นชมยินดีในความสำเร็จของคนอื่นเสมอ มีความสงสารใคร่จักบำเพ็ญประโยชน์เกื้อกูลแก่หมู่สัตว์อยู่ตลอดเวลาให้ยิ่งๆ ขึ้นไปตลอดทุกภพทุกชาติที่เกิด

ลักษณะพิเศษทั้ง 4 ประการนี้ เป็นองค์ประกอบสำคัญในกระบวนการบำเพ็ญบารมีของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นการสละตนเองเพื่อประโยชน์สุขแก่ผู้อื่นทุกชีวิตอย่างเสมอหน้าเท่าเทียมกันเรื่อยไปจนกว่าจะบรรลุเป้าหมาย คือ ความบริบูรณ์ด้วยปัญญาอันเป็นโลกุตตรสมบัติ คือ พระสัพพัญญุตญาณ ซึ่งอาจสรุปลักษณะพิเศษของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เป็น 2 ประการ คือ

1.การบำเพ็ญตนช่วยเหลือสรรพสัตว์ทั้งหลาย

2.การบำเพ็ญบารมีธรรมเพื่อการบรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณในอนาคต

การดำเนินชีวิตของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีความเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์อยู่กับภาระที่จะพึงบำเพ็ญเพื่อประโยชน์ 2 ประการข้างต้น ซึ่งเป็นลักษณะพิเศษที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ต้องมีและประโยชน์ ทั้งสองนั้นก็มีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด กล่าวคือการบำเพ็ญประโยชน์เพื่อผู้อื่น ก็คือ การได้ชื่อว่าเป็นการบำเพ็ญบารมีธรรมเพื่อตนเอง ตรงกันข้ามการบำเพ็ญบารมีธรรมเพื่อตนเอง ก็คือการได้มีโอกาสอุทิศตนให้เป็นประโยชน์แก่มวลสัตว์ทั้งปวงเช่นเดียวกัน

ดังนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงเป็นบุคคลต้นแบบที่ควรจะนำแบบอย่างที่พระองค์ได้ทรงทำไว้แล้วมาประพฤติปฏิบัติตามอย่างพระองค์ โดยการตั้งความปรารถนาที่จะทำความดีสร้างบารมีให้เพิ่มพูนขึ้น เพื่อไปสู่ฝั่งพระนิพพานอันเป็นแดนเกษมที่ๆ มีความสุขที่แท้จริง ฉะนั้นเมื่อได้อัตภาพเป็นมนุษย์เกิดมาพบ พระพุทธศาสนา นับว่าโชคดีเป็นบุญลาภอันประเสริฐ จึงควรที่จะเร่งรีบสร้างบุญบารมีอย่างเต็มที่เต็มกำลัง เก็บเกี่ยวบุญให้ได้มากที่สุด และให้หมั่นตอกย้ำ อธิษฐานจิต เตือนตนบ่อยๆ และฝึกฝนตนเองให้สม่ำเสมอ ให้มีแต่นิสัยที่ดีติดตัวไปข้ามชาติจนกว่าจะเข้าสู่ฝั่งแห่งพระนิพพาน

3.5 ลักษณะมหาบุรุษ 32 ประการ

3-53.jpg

การสร้างบารมีของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ได้สร้างกันมาเพียงแค่วันสองวันหรือเป็นปีเป็นเดือน แต่พระองค์ทรงสร้างบารมีมาหลายภพหลายชาติ นับกันเป็นอสงไขย เป็นกัป ดังนั้นเมื่อการสร้างบารมีของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงใช้เวลายาวนานอย่างนี้ พระองค์จึงได้ทรงวางแผนทุกอย่างและในทุกเรื่อง เพื่อที่จะทำให้ความปรารถนาที่จะเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และนำเหล่าสรรพสัตว์ไปสู่ฝั่งพระนิพพานได้สำเร็จ โดยเฉพาะร่างกายที่เหมาะสมกับการมาตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น ต้องเป็นร่างกายที่เป็นทั้งต้นแบบและเหมาะสมต่อการเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเหมือนดังคำกล่าวที่ว่า ร่างกายที่สมบูรณ์ก็เหมือนรถที่มีตัวถังแข็งแรง เหมาะแก่การขับขี่ แต่ร่างกายที่ไม่สมบูรณ์ก็เหมือนกับรถที่มีตัวถังไม่แข็งแรง อ่อน ยุบ บู้บี้ เมื่อเป็นเช่นนี้พระองค์จึงทรงสร้างบารมีสั่งสมบุญอย่างมากมาย เพื่อให้ได้มาซึ่งร่างกายที่เหมาะสมแก่การมาตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และเป็นต้นแบบที่จะนำความรู้ที่ทำให้หลุดพ้นจากทุกข์ทั้งปวงมาสอนสรรพสัตว์ทั้งหลายได้

เพราะฉะนั้น ลักษณะมหาบุรุษ คือ สิ่งที่สุดยอดกว่าลักษณะทั้งปวง เป็นร่างกายที่ดีที่สุด เหมาะสมที่จะทำงานเพื่อความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้อย่างดี ซึ่งเป็นลักษณะของการเริ่มต้นของความรู้แจ้งเห็นแจ้งแทงตลอดในธรรมทั้งปวง และเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้สรรพสัตว์ทั้งหลายได้รู้เรื่องราวความเป็นจริงของชีวิต กายลักษณะมหาบุรุษนี้จึงเป็นกายที่สำคัญมาก ที่จะทำให้พระองค์ตรัสรู้ได้อย่างถูกต้องตามความเป็นจริงด้วยพระองค์เอง

กายมหาบุรุษเป็นกายที่เหมาะสมต่อการเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งมีลักษณะที่งดงาม มีฤทธิ์ มีเดช มีอานุภาพมาก และมีเรี่ยวแรงมากกว่ากายใดๆ ในโลกนี้ ซึ่งขึ้นอยู่กับการสร้างบารมีของแต่ละพระองค์ที่จะสั่งสมมามากมายเพียงไรนั้นไม่เท่ากัน ถ้าพระองค์ใดสั่งสมบารมีมามากก็จะได้ความสมบูรณ์ของกายที่มากกว่า แต่ถ้าสั่งสมบารมีมาน้อยก็จะได้ความสมบูรณ์ของกายที่น้อยกว่า แต่ก็ถือว่าเป็นกายที่เหมาะสมกับการสร้างบารมี เพื่อเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างแท้จริง

ผู้ได้ลักษณะมหาบุรุษ เป็นผู้ที่มีบุญอันสั่งสมดีแล้ว แม้ไม่ได้ออกบวชก็ย่อมถึงความเป็นใหญ่ในโลก ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ถ้าออกบวชก็จะได้ตรัสรู้ธรรมอย่างแน่นอน ดังที่พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระมหาบุรุษผู้ประกอบด้วยมหาปุริสลักษณะ 32 ประการ เหล่านี้ ย่อมมีคติเป็นสองเท่านั้น ไม่เป็นอย่างอื่น คือ ถ้าครองเรือน จะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิผู้ทรงธรรม เป็นธรรมราชามีมหาสมุทร 4 เป็นขอบเขต ทรงชนะแล้ว มีอาณาจักรมั่นคงประกอบด้วย รัตนะ 7 ประการ คือ จักรแก้ว ช้างแก้ว ม้าแก้ว แก้วมณี นางแก้ว คฤหบดีแก้ว ปริณายกแก้ว เป็นที่ 7 พระราชบุตรของพระองค์มีกว่าหนึ่งพัน ล้วนกล้าหาญ มีรูปทรงสมเป็นวีรกษัตริย์ สามารถย่ำยีเสนาของข้าศึกได้ พระองค์ทรงชนะโดยธรรม โดยเสมอ มิต้องใช้อาชญา มิต้องใช้ศัสตรา ครอบครองแผ่นดิน มีสาครเป็นขอบเขต มิได้มีเสาเขื่อน ไม่มีนิมิต ไม่มีเสี้ยนหนาม มั่งคั่งแพร่หลาย มีความเกษมสำราญ ไม่มีเสนียด ถ้าเสด็จออกบวชเป็นบรรพชิตจะได้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า มีหลังคา คือกิเลสอันเปิดแล้วในโลก14)

ดังพุทธดำรัสข้างต้น จะเห็นได้ว่า ลักษณะมหาบุรุษ 32 ประการนี้ เป็นลักษณะของผู้นำทั้งทางโลกและทางธรรม คือ ถ้าไม่ได้บวช ก็จะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิเท่านั้น แต่ถ้าออกบวชก็จะได้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้น ดังตอนที่พระองค์จะออกบวชมีมารมาขัดขวางโดยให้รออีก 7 วัน ก็จะมีสมบัติของพระเจ้าจักรพรรดิเกิดขึ้นแก่พระองค์ แต่ที่ทราบกันเป็นอย่างดีแล้วว่า คติของกายมหาบุรุษย่อมเป็นหนึ่ง คือ ย่อมออกบวชและได้ตรัสรู้ธรรมเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างแน่นอน

ดังนั้น การได้ลักษณะมหาบุรุษนั้น เป็นสิ่งที่ยาก เป็นกายสุดท้ายแห่งสังสารวัฏ เป็นกายที่สมบูรณ์แบบ จะต้องสั่งสมบุญบารมีให้มากมายมหาศาล เมื่อบุญบารมีเต็มเปี่ยมก็จะได้มาซึ่งลักษณะมหาบุรุษ พร้อมที่จะมาตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ให้สมกับความปรารถนามาหลายภพหลายชาติแล้ว คือ การตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วสั่งสอนสรรพสัตว์ทั้งหลายให้รู้และเข้าใจในความรู้ที่พระองค์รู้ เพื่อหลุดพ้นไปสู่ฝั่งพระนิพพานเฉกเช่นพระองค์ ลักษณะมหาบุรุษมี 32 ประการ ดังนี้

1.มีพระบาททั้งสองเรียบเสมอกัน หมายความว่า มีพื้นเท้าสม่ำเสมอ ทำให้เวลาพระพุทธองค์เสด็จพระดำเนินไปในที่ต่างๆ ดูแล้วสง่างาม เดินตัวตรง นุ่มนวล เหมือนช้างทรงของพระราชา เวลาเดินส่วนบนจะไม่เคลื่อนไหว เดินเหมือนเหิน เนื่องจากเดินเบา ไม่ส่ายไปส่ายมา เพราะมีพื้นเท้าที่เสมอกัน ทำให้น้ำหนักที่ลงไปสู่เท้าเวลาเดินมีน้ำหนักเท่ากัน จึงทำให้พระพุทธองค์เดินดูแล้วสง่างามมาก

สาเหตุที่ทำให้พระองค์มีลักษณะเช่นนี้ เพราะในอดีตพระองค์ได้สร้างกุศลธรรมมาตลอดทั้งการประพฤติในกาย วาจา และใจ ตลอดจนการให้ทาน รักษาศีล บำรุงบิดามารดาและสมณพราหมณ์ เคารพต่อผู้ใหญ่ในตระกูลและเคารพในการบำเพ็ญอธิกุศล

2.พื้นใต้ฝ่าพระบาทมีลายกรงจักร มีซี่กำหนึ่งพันประกอบด้วยกงและดุม เพราะพระองค์เป็นผู้นำธรรมจักรให้หมุนไป ยังสรรพสัตว์ให้ได้บรรลุมรรคผลนิพพานนับไม่ถ้วน จึงทำให้พระองค์เดินได้อย่างคล่องแคล่ว เพราะพื้นเท้ามีความยืดหยุ่นดีในเวลาเดิน

สาเหตุที่ทำให้พระองค์ได้ลักษณะเช่นนี้ เพราะการที่พระองค์นำสุขมาให้แก่มหาชนเป็นจำนวนมาก ซึ่งต้องเป็นผู้นำตั้งแต่ในครอบครัวถึงประเทศชาติ บรรเทาความสะดุ้งหวาดกลัว ปกครองโดยธรรมให้อยู่เย็นเป็นสุข ให้ทานพร้อมของบริวารอย่างสม่ำเสมอ

3.มีส้นพระบาทยาวสมส่วนพอดี ทำให้การรับน้ำหนักดีขึ้นและแรงกดที่ลงมาทั้งตัวเฉลี่ยแล้วมีความเท่ากัน จึงทำให้มีกำลัง เวลายืนจึงกระโดดได้ 40 ศอก และทรงร่างกายได้ผึ่งผายสง่างาม

สาเหตุที่ทำให้พระองค์ได้ลักษณะเช่นนี้ เพราะการเว้นจากการทำปาณาติบาต

4.มีนิ้วมือและนิ้วเท้ายาวเรียวงามเหมือนลำเทียน หมายความว่า นิ้วมือของพระองค์แต่ละนิ้วมีความยาวเท่ากัน สมบูรณ์ด้วยพละกำลัง ทำให้พระองค์เดินได้สะดวก ไม่ปวดเมื่อยง่าย

สาเหตุที่ทำให้พระองค์ได้ลักษณะเช่นนี้ เพราะการเว้นจากการทำปาณาติบาต

5.ฝ่าพระหัตถ์และฝ่าพระบาทอ่อนนุ่มเหมือนปุยสำลี หมายความว่า ฝ่ามือและฝ่าเท้านุ่ม ไม่กระโดกกระเดก กระด้างแข็ง ลักษณะเช่นนี้แสดงว่า มีความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อดีมาก เปรียบเสมือนยางที่สามารถยืดตัวออกไปได้มากแค่ไหนก็สามารถที่จะกลับคืนตัวดังเดิมได้ ลักษณะเช่นนี้ก็แสดงถึงความมีพลังของเนื้อที่มีความยืดหยุ่นดีมาก ซึ่งทำให้พระองค์มีพละกำลังมาก เนื่องจากบุคคลที่มีเนื้ออ่อนนุ่มแสดงถึงความมีกำลังมาก เพราะคล่องตัวในทุกอิริยาบถ

สาเหตุที่พระองค์ได้ลักษณะเช่นนี้ เพราะได้สงเคราะห์มหาชนด้วยสังคหวัตถุ 4

6.ฝ่าพระหัตถ์และฝ่าพระบาทมีลายดุจตาข่าย โดยเป็นลายบางๆ จางๆ พอสังเกตออก เป็นเส้นสม่ำเสมอเป็นช่อง นิ้วมือและนิ้วเท้าทั้ง 4 ชิดสนิทกัน เสมอกัน (เว้นแต่นิ้วหัวแม่มือและเท้า) ลักษณะเช่นนี้หมายถึงว่า เป็นบุคคลที่มีฝ่ามือและฝ่าเท้าเต็ม และมีความอ่อนนุ่มด้วย ซึ่งแสดงให้เห็นว่า มือและเท้านั้นมีกำลังมาก ไม่ว่าจะทำอะไรหรือเดินไปไหน จะพลิกตัวก็มีกำลังมากในการที่จะทำในสิ่งนั้นได้อย่างสะดวกสบาย

สาเหตุที่พระองค์ได้ลักษณะเช่นนี้ เพราะได้สงเคราะห์มหาชนด้วยสังคหวัตถุ 4

7.มีพระบาทเหมือนสังข์คว่ำ คือ กระดูกข้อพระบาทของพระองค์ตั้งลอยอยู่หลังพระบาท ไม่ติดกันกลับกลอกได้คล่อง เมื่อทรงดำเนินผิดกว่าสามัญชน หมายความว่า พระองค์มีข้อเท้าสูงกว่ามนุษย์ธรรมดาประมาณ 1 นิ้ว ส้นเท้ายื่นไปด้านหลังมากกว่ามนุษย์ธรรมดา พระองคุลีก็ยาวไปข้างหน้ามากกว่ามนุษย์ธรรมดาเช่นกัน หรืออาจจะหย่อนกว่ากันนิดหน่อย เพราะฉะนั้น จะยาวออกทั้งหน้า หลัง บน เมื่อยืนพระบาทจึงคล้ายสังข์คว่ำ คือนูน (ไม่บวม) อิ่ม (ไม่อืด, อวบ) ซึ่งทำให้ยืนได้อย่างมั่นคง เดินได้อย่างมั่นคง กระโดดได้ไกลและสูง เพราะสปริงดี คือ มีความยืดหยุ่น มีกำลังมาก

สาเหตุที่ทำให้พระองค์ได้ลักษณะเช่นนี้ เพราะกล่าววาจาที่เป็นอรรถเป็นธรรม เว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ นำประโยชน์สุขมาสู่มหาชน และเป็นผู้บูชาธรรม หมายถึง อยากได้คำแนะนำ อยากทราบวิธีปฏิบัติขนาดเอาชีวิตถวายให้

8.พระชงฆ์เรียวงามดุจแข้งเนื้อทราย คือ มีเนื้อหุ้มรอบแข้งเต็ม สัณฐานกลมงาม หมายความว่า มีแข้งเรียว กลม ยาว สวยและตรงด้วย ได้สัดส่วนรับกับข้อพระบาทที่สูง รับกับฝ่าพระบาทที่เต็ม รับกับหลังพระบาทที่อูมอิ่ม รับกับนิ้วพระบาทที่ยาว ส้นพระบาทที่ยาว รับกันสวยงามมาก อุปมาเหมือนลักษณะแข้งเนื้อทรายที่รัด แน่น เรียว งาม กลมกลืน ไม่เห็นเส้นเอ็นหรือกระดูก ซึ่งทำให้มีพละกำลังมาก ไม่ว่าจะเดินหรือขยับร่างกายในอิริยาบถไหนก็สามารถเคลื่อนไหวได้อย่างคล่องตัว สะดวก

สาเหตุที่พระองค์ได้ลักษณะเช่นนี้ เพราะได้ตั้งใจบอกศิลปศาสตรวิทยาโดยความเคารพ โดยตั้งใจให้ผู้เรียนรู้ได้เร็ว ปฏิบัติได้เร็ว ไม่ลำบาก โดยที่มิได้ปิดบังอำพรางสิ่งใดเลย แนะนำให้ทุกอย่าง

9.เมื่อยืนตรง พระหัตถ์ทั้งสองลูบจับพระชานุได้ หมายความว่า เมื่อพระองค์ทรงประทับยืน ก็ทรงลูบคลำถึงพระชานุด้วยฝ่าพระหัตถ์ทั้งสองได้ โดยที่ไม่ต้องน้อมหรือย่อตัวลง ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ลักษณะรูปร่างของพระองค์ได้สัดส่วนเท่ากัน จึงทำให้พระองค์ดูสง่างามมากไม่ว่าจะอยู่ในอิริยาบถใดก็ตาม และถ้าเหยียดแขนขึ้นไปข้างบนแล้วเอา 2 หาร จะได้ตรงกลางกาย คือศูนย์กลางกายฐานที่ 7 พอดี

สาเหตุที่ทำให้พระองค์ได้ลักษณะเช่นนี้ เพราะรู้จักบุคคล ความแตกต่างของบุคคลว่าควรกับสักการะอย่างไรให้เหมาะสมกับบุคคลนั้น หมายความว่า ความเป็นธรรมตามกำลังบุญและฐานะ ว่าควรดูแลเกื้อกูลกันขนาดไหน อย่างไรให้เหมาะสมโดยไม่มีอคติ เช่น การถวายอาหาร ถวายพระก่อน แล้วไปสามเณร จนถึงอุบาสกอุบาสิกา หรือการต้อนรับแขก บางท่านเป็นกำลังหลักต้องให้เกียรติ ในทางปฏิบัติ คือดูคนเป็น ดูแลคนเป็น ว่าคนนี้เป็นอย่างไร เหมาะสมกับอะไรชนิดไหน นอกจากนี้ยังมีความเคารพนบนอบนับถือ ปฏิบัติตามโอวาทของพระอริยเจ้า

10.มีพระคุยหะเร้นอยู่ในฝัก หมายความว่า มีของลับเข้าฝัก ไม่ได้มีลักษณะเหมือนมนุษย์ทั่วไป ซึ่งถ้าหากเปรียบเทียบดูก็อาจจะเหมือนช้างที่อวัยวะเพศของตัวผู้เข้าไปซ่อนอยู่ข้างใน มิได้ห้อยร่องแร่ง

สาเหตุที่พระองค์ได้ลักษณะเช่นนี้ เพราะทำให้ญาติมิตรสนิทกัน ที่จากกันไปนานให้ได้มาพบกัน

11.มีพระฉวีวรรณดุจทองคำเปล่งปลั่งผ่องใสอยู่เป็นนิตย์ คือมีผิวหนังประดุจหุ้มด้วยแผ่นทองคำ มองดูแล้วเป็นที่ดึงดูดตาดึงดูดใจของผู้ที่ได้พบเห็น ซึ่งทำให้ประสาทสัมผัสของร่างกายดี ไม่ปวดเมื่อยง่าย สาเหตุที่พระองค์ได้ลักษณะเช่นนี้ เพราะบริจาควัตถุทานและอามิสทานต่างๆ กระทำสัมมัชชนกรรม คือ การกวาดลานพระเจดีย์ เป็นต้น ไม่พยาบาทระงับความโกรธ

12.มีพระฉวีละเอียด ฝุ่นไม่เกาะร่างกาย คือมีพระฉวีละเอียด ละอองธุลีจึงมิอาจติดอยู่ที่ผิว พระวรกายได้ ซึ่งทำให้การขับถ่ายทางผิวหนัง เช่น เหงื่อ ของเสียที่ขับออกมาทางร่างกายจะถูกขับออกมาดีมาก และถ้าเกิดเป็นแผลที่ผิวหนังก็จะทำให้หายง่ายเร็วกว่าคนทั่วไป นอกจากนี้การยืดหยุ่นที่ผิวก็ดีด้วย ดังนั้นเวลาจะทำอะไรก็ตาม ทำให้ไม่เหนื่อยง่ายไม่เพลียง่าย

สาเหตุที่ทำให้พระองค์ได้ลักษณะเช่นนี้ เพราะได้ถามสมณพราหมณ์ให้ทราบถึงสิ่งที่เป็นบาปบุญคุณโทษต่างๆ

13.มีพระโลมาชาติเส้นหนึ่งๆ เกิดในขุมละเส้น คือ ขุมขนแต่ละเส้นเสมอกันไปทุกขุมขน ไม่มีเล็กไม่มีใหญ่ สวยงามเหมือนกันหมด และขนเกิดขึ้นขุมละเส้น เส้นหนึ่งอยู่ขุมหนึ่ง ซึ่งทำให้การขับเหงื่อการระบายความร้อนในตัวเมื่อเวลาทำงานหนักระบายได้ดี แล้วก็มีประสิทธิภาพในการใช้อาหารในร่างกายให้เกิดเป็นพละกำลังต่อร่างกายได้ดีมาก

สาเหตุที่ทำให้พระองค์ได้ลักษณะเช่นนี้ เพราะเว้นขาดจากการพูดเท็จ พูดแต่คำจริง มีถ้อยคำเป็นหลักฐาน

14.มีพระโลมาชาติมีปลายช้อนขึ้นข้างบน มีสีเขียวเหมือนสีดอกอัญชัน ขดเป็นกุณฑลทักขิณาวัฏ คือ เส้นขนหมุนวนขวาเวียนประทักษิณ

สาเหตุที่ทำให้พระองค์ได้ลักษณะเช่นนี้ เพราะกล่าววาจาสัตย์ เว้นจากมุสาวาท

15.มีพระวรกายตั้งตรงดุจท้าวมหาพรหม หมายความว่า ท่อนกายตั้งตรงไม่น้อมไปข้างหน้าหรือข้างหลังเหมือนกายของพรหม กายของพระองค์ตรง สง่าผ่าเผย ไม่คดไม่งอ เวลาเอี้ยวตัวจะงามพอดี ซึ่งแสดงให้เห็นว่า กายของพระองค์ได้สมดุลน้ำหนักตัวทั้งซ้ายและขวาจะเท่ากัน จึงทำให้ยากที่จะเซหรือหกล้มได้

สาเหตุที่ทำให้พระองค์ได้ลักษณะเช่นนี้ เพราะเว้นขาดจากการทำปาณาติบาต วางศาสตรา มีใจเมตตากรุณาต่อสรรพสัตว์ทั้งหลาย

16.มีพระมังสะอูมเต็มในที่ 7 แห่ง คือ หลังพระหัตถ์ทั้งสอง หลังพระบาททั้งสอง พระอังสาหรือที่บ่าทั้งสอง และที่ลำพระศอหรือที่ลำคอมีระหว่างพระอังสาเต็ม จะไม่มีเว้าแหว่งและมีพระศอเต็มกลมกลึงสวยงาม มีเนื้อเต็ม เป็นลักษณะที่อูมอิ่มไม่เหมือนอาการบวม หมายความว่า มีเนื้อเต็มพอดี ไม่ย่น ไม่เห็นกระดูก เส้นเอ็น มีบ่าอิ่มเต็มพอดี ไม่เห็นไหปลาร้า ลำคอกลม ไม่เห็นเส้นและลูกกระเดือก ซึ่งแสดงให้เห็นว่า การที่มีหลังพระหัตถ์และหลังพระบาทและพระอังสามีเนื้อเต็มพอดีนั้น ก็จะทำให้มีกำลังมีเรี่ยวแรงในการทำการงานหรือแม้แต่เวลาปฏิบัติธรรมก็จะไม่ปวดไม่เมื่อยง่าย สามารถนั่งได้นานๆ ส่วนลักษณะที่มีลำคอกลม ไม่เห็นลูกกระเดือก ซึ่งทำให้มีผลทางด้านเสียงที่จะทำให้เสียงดีมาก และมีผลทางด้านการกินอาหาร กลืนอาหาร

สาเหตุที่พระองค์ได้ลักษณะเช่นนี้ เพราะได้บริจาคอาหารอันประณีต มีรสอร่อยเป็นทานจำนวนมาก

17.มีพระสรีรกายบริบูรณ์ดุจกายท่อนหน้าของพญาราชสีห์ ไม่มีที่บกพร่อง คือ อกผายไหล่ผึ่ง มีความองอาจสง่างาม มั่นคงประดุจขุนเขา ซึ่งแสดงให้เห็นว่า อวัยวะช่องอก เช่น ปอด เป็นต้น หรือแม้กระทั่งตับก็มีพลัง มีกำลังในการทำงาน ทำให้มีสุขภาพที่ดีมาก

สาเหตุที่พระองค์ได้ลักษณะเช่นนี้ เพราะมีใจปรารถนาจะทำประโยชน์และคุณแก่มหาชนทั้งหลายเป็นจำนวนมาก

18.พระปฤษฎางค์ราบเต็มเสมอกัน หมายความว่า หลังเต็มบริบูรณ์ ตั้งแต่เอวขึ้นไปถึงคอ มีเนื้อเต็ม ซึ่งไม่ใช่แผ่นกระดานและไม่เป็นร่องด้านหลังเหมือนกับคนทั่วไป แสดงให้เห็นว่า กล้ามเนื้อหลังมีสปริงดีมาก มีความยืดหยุ่นดี

สาเหตุที่พระองค์ได้ลักษณะเช่นนี้ เพราะมีใจปรารถนาจะทำประโยชน์และคุณแก่มหาชนทั้งหลายเป็นจำนวนมาก

19.ส่วนพระกายเป็นปริมณฑล ดุลปริมณฑลของต้นไทร หมายความว่า กายกับวาของพระองค์เท่ากัน เมื่อกางแขนเหยียดออกทั้ง 2 ข้าง ก็จะมีความยาวเท่ากับความสูงของพระพุทธองค์ ซึ่งมนุษย์ทั่วไปที่มีความสูงเท่ากับความยาวของวาตนเองเท่ากันนั้นยากมาก ส่วนใหญ่ถ้าไม่ขาดก็เกิน ซึ่งแสดงให้เห็นว่า เป็นสรีระร่างกายที่เหมาะสมแก่การปฏิบัติธรรม ทำให้ร่างกายไม่ปวดไม่เมื่อยในเวลาปฏิบัติธรรม

สาเหตุที่พระองค์ได้ลักษณะเช่นนี้ เพราะทำทานด้วยความเคารพในสมณพราหมณ์และยาจกตามความเหมาะสม

20.มีลำพระศอกลมงามเสมอตลอด หมายความว่า ลำคอกลมเกลี้ยงงาม เมื่อเปล่งเสียงจะไม่เห็นเส้นที่ลำคอเลย ไม่มีลูกกระเดือกแหลมออกมา แล้วก็ไม่มีเหนียงยานลงมา แล้วก็ไม่เหี่ยวไม่ยาน ซึ่งทำให้เสียงของพระองค์ดีมาก แล้วโรคหวัดก็ไม่มี

สาเหตุที่พระองค์ได้ลักษณะเช่นนี้ เพราะมีใจปรารถนาให้สัตว์ทั้งหลายมีความสุข

21.มีเส้นประสาทสำหรับรับรสพระกระยาหารอันเลิศ ซึ่งมีอยู่ 7000 เส้น รสของอาหารแม้เท่าเมล็ดงาก็แผ่ซ่านไปทั้งร่างกายได้ หมายความว่า ลิ้นของบุคคลทั่วไปเป็นประเภทลิ้นชา เหมือนลิ้นจระเข้กินอะไรก็ไม่รู้รส หรือรู้รสแต่การดูดซึมของอาหารเข้าสู่ร่างกายไม่ค่อยดี แต่ของพระองค์มีประสาทรับรสอันเลิศ ทำให้การดูดซึมอาหารเข้าสู่ร่างกายดีมาก แม้กินอาหารน้อยก็ได้รับสารอาหารมาก เนื่องจากบุคคลทั่วไปที่กินอาหารก็ทำให้มีกากอาหารมาก ส่วนของพระองค์มีกากอาหารน้อย เพราะการรับรส การย่อยอาหารดีมาก ดังเช่นในตอนที่จะหาวิธีการเพื่อการตรัสรู้ พระองค์ได้อดอาหารจนกระทั่งผอมมาก ถ้าเอามือลูบท้องเหมือนกับโดนกระดูกสันหลัง เอามือลูบสันหลังเหมือนกับโดนหน้าท้อง แต่พระองค์ก็ยังไม่มรณภาพ แล้วเมื่อวันที่จะตรัสรู้ได้เสวยข้าวมธุปายาสของนางสุชาดา 49 ปั้น ทำให้พระองค์อยู่ได้ถึง 49 วัน

สาเหตุที่พระองค์ได้ลักษณะเช่นนี้ เพระไม่ได้เบียดเบียนฆ่าสัตว์ทั้งหลายด้วยฝ่ามือ ท่อนไม้ ก้อนหิน อาวุธหรือของมีคม

22.มีพระหนุดุจคางของราชสีห์ หมายความว่า พระหนุ คือ คางของพระองค์มีลักษณะมน สวย โค้งเหมือนวงพระจันทร์ ซึ่งอุปมาเหมือนคางของราชสีห์ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ฟันของพระองค์แข็งแรงมาก ไม่โยกไม่หักง่าย

สาเหตุที่พระองค์ได้ลักษณะเช่นนี้ เพราะไม่ได้พูดคำเพ้อเจ้อ พูดถูกกาล

23.มีพระทนต์ 40 ซี่ คือ พระองค์มีฟัน 40 ซี่บริบูรณ์ ซึ่งทำให้ใบหน้าตึงและกล้ามเนื้อมุมปากเหมือนยิ้มแย้ม และยังทำให้เคี้ยวอาหารได้ละเอียดมาก จึงทำให้พระองค์ไม่ต้องสูญเสียพลังในการย่อยอาหารมาก ทำให้ร่างกายของพระองค์แข็งแรงมาก เพราะได้รับสารอาหารได้เต็มที่

สาเหตุที่พระองค์ได้ลักษณะเช่นนี้ เพราะเว้นจากการพูดส่อเสียด

24.มีพระทนต์เรียบเสมอกัน คือ พระองค์มีฟันเรียงเป็นระเบียบสวยงาม การบดเคี้ยวอาหารทำได้ดีมาก ไม่เป็นโรคฟัน

สาเหตุที่พระองค์ได้ลักษณะเช่นนี้ เพราะเว้นจากมิจฉาชีพ

25.พระทนต์เรียบสนิทมิได้ห่าง หมายความว่า ฟันไม่ห่างไม่โยกเก เรียบสนิทชิดกัน ไม่มีช่องว่าง ทำให้เศษอาหารไม่ติดฟัน สามารถควบคุมแบคทีเรียในปากได้ดีมาก และทำให้ฟันคงทนนานฟัน นอกจากนี้ยังหมายความว่า ฟันไม่ยื่นเขยิน คือ ฟันบนจะต้องยื่นเลยออกไปจากฟันล่างนิดหน่อย เพราะโดยการทำงานของฟันแล้ว การที่มีฟันบนยื่นเลยออกจากฟันล่างนิดหน่อย ก็จะทำให้เคี้ยวอาหารได้ดีและแหลกมาก ซึ่งทำให้กระเพาะอาหารตลอดจนลำไส้ทำงานไม่หนัก จึงทำให้ได้รับประโยชน์จากสารอาหารอย่างเต็มที่และมีกำลังเรี่ยวแรงมาก อายุยืน

สาเหตุที่พระองค์ได้ลักษณะเช่นนี้ เพราะเว้นจากการพูดส่อเสียด

26.เขี้ยวพระทนต์ทั้ง 4 ขาวงามบริสุทธิ์ มีรัศมีสว่างกว่าดาวประกายพรึกเหมือนมุก คือ มีเขี้ยวสีขาวงาม เป็นฟันที่สมบูรณ์มาก และฟันเขี้ยวนี้ใสมาก ซึ่งในขณะที่พระองค์ทรงแย้มพระโอษฐ์ แสงแดดที่ส่องกระทบจะสะท้อนเป็นประกายวาว เหมือนแสงแดดที่ตกกระทบกระจกเงา

สาเหตุที่ทำให้พระองค์มีลักษณะเช่นนี้ เพราะเว้นจากมิจฉาชีพ

27.มีพระชิวหาใหญ่และยาว หมายความว่า มีลิ้นอ่อนและกว้างยาวกว่าคนทั่วไป จนสามารถแลบลิ้นออกมาให้ถึงหูทั้ง 2 ข้างได้ และแลบออกมาปิดหน้าผากได้ จะทำให้กลมก็ได้ ทำให้แผ่ใหญ่ออกมาก็ได้ ซึ่งถือว่าเป็นลิ้นที่สมบูรณ์ ทำให้การรับรสอาหารและการซึมของสารอาหารที่เข้าไปหล่อเลี้ยงร่างกายได้ดี เพราะมีปลายเส้นประสาทสำหรับรับรสอาหารได้ตั้งแต่ที่ลิ้น ซึ่งถ้าหากป่วยก็ทำให้ฟื้นไข้ได้เร็ว

สาเหตุที่ทำให้พระองค์ได้ลักษณะเช่นนี้ เพราะเว้นคำหยาบ กล่าวคำเป็นที่รัก

28.มีพระสุรเสียงดุจท้าวมหาพรหม ทุกครั้งที่พระองค์ตรัสเทศนา จะมีพระสุรเสียงน่าฟังไพเราะเหมือนเสียงนกการเวก สรรพสัตว์ทั้งมนุษย์และเทวดาต้องหยุดฟังทันที ซึ่งเสียงนี้ประกอบด้วยองค์ 8 อันได้แก่ เสียงสละสลวย เสียงรู้ได้ง่าย เสียงไพเราะ เสียงน่าฟัง เสียงหยดย้อย เสียงไม่แหบเครือ เสียงลึกและเสียงก้อง การที่มีเสียงไพเราะมากก็เพราะคอกลม ทั้งลิ้นทั้งฟันได้สัดส่วนหมดทุกอย่าง

สาเหตุที่พระองค์ได้ลักษณะเช่นนี้ เพราะเว้นจากคำหยาบ กล่าวแต่คำอันเป็นที่รัก

29.มีพระเนตรดำสนิทเหมือนสีนิล หมายความว่า นัยน์ตาของพระองค์มีสีดำเหมือนสีนิล คือ สีเขียวเข้ม เป็นนัยน์ตาที่คมแสดงถึงความสง่างามและความมีอำนาจ พร้อมทั้งแสดงถึงความมีเมตตากรุณาที่แฝงไว้ในดวงตา ซึ่งทำให้พระองค์เป็นที่น่าเคารพและเกรงขามมาก และยังทำให้เห็นได้ไกล ได้เร็วและชัดเจน แม้จะอยู่ในที่มืด

สาเหตุที่ทำให้พระองค์ทรงมีลักษณะเช่นนี้ เพราะไม่ถลึงตาดู ไม่ค้อนตาดู ไม่ชำเลืองตาดู เป็นผู้ตรง มีใจตรง แลดูมหาชนด้วยตาน่ารัก

30.มีดวงพระเนตรแจ่มใสดุจตาลูกโคที่เพิ่งคลอด คือ ตาของพระองค์จะสุกใสมาก เป็นสายตาที่บ่งบอกถึงความไม่มีมารยา อ่อนโยนและประกอบด้วยเมตตาธรรม เป็นมิตรกับทุกคน ทำให้น่าเข้าใกล้

สาเหตุที่พระองค์ได้ลักษณะเช่นนี้ เพราะแลดูมหาชนด้วยดวงตาที่เบิกบานมีอาการเป็นที่รัก

31.มีพระอุณาโลมเกิดระหว่างพระขนง คือ ที่กลางหน้าผากระหว่างคิ้ว จะมีขนสีขาวอ่อนๆ นุ่มเหมือนปุยสำลีเวียนขวาเป็นทักขิณาวัฏและมีปลายชี้ขึ้น ซึ่งทำให้ใบหน้าดูเด่นสง่างาม เพราะจะรวบระหว่างคิ้ว หน้าผาก ทำให้กรอบหน้าดูแล้วสมส่วน ทำให้หน้าผากดูไม่สูงไป ใหญ่ไปหรือยาวไป

สาเหตุที่ทำให้พระองค์มีลักษณะเช่นนี้ เพราะเว้นจากคำหยาบ เว้นจากการพูดเหลวไหล พูดแต่ คำจริง

32.มีพระเศียรงามบริบูรณ์ดุจประดับด้วยกรอบพระพักตร์ คือ มีเนื้อนูนตั้งแต่หูขวาปากขอบหน้าผากมาถึงหูซ้าย ศีรษะกลมงามบริบูรณ์นูนขึ้นเบื้องบน หมายความว่า พระองค์ทรงมีศีรษะรับกับกรอบหน้างามสมดุลได้สัดส่วน ทำให้ใบหน้าของพระองค์สวยได้สัดส่วนเท่ากัน 2 ซีก บนพระเศียรก็มี จอมกระหม่อมสง่างามมากเหมือนสวมมงกุฎ ดูสง่างามเด่นกว่าใครๆ กะโหลกศีรษะสวย พอเส้นผมขดทักษิณาวัฏเกาะติดศีรษะจะสง่างามมาก เส้นผมแนบสนิท สูง (หนา) กำลังดี ปลายช้อนขึ้น นับจำนวนได้ คือ กลุ่มผมนับเส้นได้ว่ามีกี่เส้นต่อหนึ่งขด กี่ขดต่อหนึ่งเศียร เป็นระเบียบ ไม่ยุ่งเหยิง

สาเหตุที่ทำให้พระองค์ทรงมีลักษณะเช่นนี้ เพราะได้เป็นผู้นำในการชักชวนมหาชนสร้างกุศลให้ทำบุญต่างๆ และทำการกุศลก็มิได้ก้มหน้า เงยหน้าขึ้นด้วยใจที่ปีติยินดี

ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ คือ ลักษณะมหาบุรุษ 32 ประการ ซึ่งเป็นลักษณะร่างกายของบุคคลที่มีรูปกายสมบูรณ์ที่สุดอย่างแท้จริง และยังเป็นรูปกายที่แข็งแรงที่สุด พร้อมไปด้วยลักษณะที่ได้สัดส่วนเป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังมีลักษณะที่ละเอียดอีก ซึ่งเป็นลักษณะเสริมของลักษณะมหาบุรุษ ที่เรียกว่า อนุพยัญชนะ 80 อย่าง คือ

1.มีนิ้วพระหัตถ์และนิ้วพระบาทอันเหลืองงาม

2.นิ้วพระหัตถ์และนิ้วพระบาทเรียวออกไปโดยลำดับตั้งแต่ต้นจนปลาย

3.นิ้วพระหัตถ์และนิ้วพระบาทกลมดุจนายช่างกลึงเป็นอันดี

4.พระนขา คือ เล็บทั้ง 20 มีสีอันแดง

5.พระนขาทั้ง 20 นั้น งอนงามช้อนขึ้นเบื้องบนมิได้ค้อมลงเบื้องต่ำ ดุจเล็บแห่งสามัญชนทั้งปวง

6.พระนขานั้นมีพรรณอันเกลี้ยงกลมสนิทมิได้เป็นริ้วรอย

7.ข้อพระหัตถ์และข้อพระบาทซ่อนอยู่ในพระมังสะ มิได้สูงขึ้นปรากฏออกมาภายนอก

8.พระบาททั้งสองเสมอกัน มิได้ย่อมใหญ่กว่ากันมาตรว่าเท่าเมล็ดงา

9.พระดำเนินงามดุจอาการเดินแห่งกุญชรชาติ

10.พระดำเนินงามดุจสีหราช

11.พระดำเนินงามดุจดำเนินแห่งหงส์

12.พระดำเนินงามดุจอสุภราชดำเนิน

13.ขณะเมื่อยืนจะย่างดำเนินนั้น ยกพระบาทเบื้องขวาย่างไปก่อน พระกายเยื้องไปข้างเบื้องขวาก่อน

14.พระชานุมณฑลเกลี้ยงกลมงามบริบูรณ์ มิได้เห็นอัฏฐิสะบ้าปรากฏออกมาภายนอก

15.มีบุรุษพยัญชนะบริบูรณ์ คือ มิได้กิริยามารยาทคล้ายสตรี

16.พระนาภีมิได้บกพร่อง กลมงามมิได้พิกลในที่ใดที่หนึ่ง

17.พระอุทรมีสัณฐานอันลึก

18.ภายในพระอุทรมีรอยเวียนเป็นทักขิณาวัฏ

19.ลำพระเพลา คือ ขาทั้งสองงามดุจลำสุวรรณกัททลี คือ ลำต้นกล้วยสีทอง

20.ลำพระกร คือ แขนทั้งสองงามดุจงวงแห่งเอราวัณเทพยหัตถี คือ ช้าง 33 เศียร เป็นพาหนะของพระอินทร์

21.พระอังคาพยพ คือ อวัยวะใหญ่น้อยทั้งปวงจำแนกเป็นอันดี คืองามพร้อมทุกสิ่งหาที่ตำหนิมิได้

22.พระมังสะที่ควรจะหนาก็หนา ที่ควรบางก็บางตามที่ทั่วทั้งพระสรีระกาย

23.พระมังสะมิได้หดหู่ในที่ใดที่หนึ่ง

24.พระสรีระกายทั้งปวงปราศจากต่อมและไฝปาน มูลแมลงวันมิได้มีในที่ใดที่หนึ่ง

25.พระกายงามบริสุทธิ์พร้อมสมกันโดยตามลำดับทั้งเบื้องบนแลเบื้องล่าง

26.พระกายงามบริสุทธิ์สิ้นปราศจากมลทินทั้งปวง

27.ทรงพระกำลังมาก เสมอด้วยกำลังแห่งกุญชรชาติประมาณถึงพันโกฏิช้าง ถ้าจะประมาณด้วยกำลังบุรุษก็ได้ถึงแสนโกฏิบุรุษ

28.มีพระนาสิกอันสูง

29.สัณฐานพระนาสิกงามแฉล้ม

30.มีพระโอษฐ์เบื้องบนเบื้องต่ำมิได้เข้าออกกว่ากัน เสมอเป็นอันดี มีพรรณแดงงามดุจสีผลตำลึงสุก

31.พระทนต์บริสุทธิ์ปราศจากมูลมลทิน

32.พระทนต์ขาวดุจดังสีสังข์

33.พระทนต์เกลี้ยงสนิทมิได้เป็นริ้วรอย

34.พระอินทรีย์ทั้ง 5 มีจักขุนทรีย์ เป็นต้น งามบริสุทธิ์ทั้งสิ้น

35.พระเขี้ยวทั้ง 4 กลมบริบูรณ์

36.ดวงพระพักตร์มีสัณฐานยาวสวย

37.พระปรางค์ คือแก้มทั้งสองดูเปล่งงามเสมอกัน

38.ลายพระหัตถ์มีรอยอันลึก

39.ลายพระหัตถ์มีรอยอันยาว

40.ลายพระหัตถ์มีรอยอันตรง มิได้ค้อมคด

41.ลายพระหัตถ์มีรอยอันแดงรุ่งเรือง

42.รัศมีพระกายโอภาสเป็นปริมณฑลโดยรอบ

43.กระพุ้งพระปรางค์ทั้งสองเคร่งครัดบริบูรณ์

44.กระบอกพระเนตรกว้างและยาวงามพอสมกัน

45.ดวงเนตรกอปรด้วยประสาททั้ง 5 มีขาวเป็นอาทิผ่องใสบริสุทธิ์ทั้งสิ้น

46.ปลายเส้นพระโลมาทั้งหลายมิได้วอมิได้คด

47.พระชิวหามีสัณฐานอันงาม

48.พระชิวหาอ่อนบ่มิได้กระด้าง มีพรรณอันแดงเข้ม

49.พระกรรณ คือ หูทั้งสองมีสัณฐานอันยาวดุจกลีบปทุมชาติ

50.ช่องพระกรรณมีสัณฐานอันกลมงาม

51.ระเบียบพระเส้นทั้งปวงนั้นสละสลวยมิได้หดหู่ในที่อันใดอันหนึ่ง

52.แถวพระเส้นทั้งหลายซ่อนอยู่ในพระมังสะทั้งสิ้น มิได้เป็นคลื่นฟูขึ้นเหมือนสามัญชนทั้งปวง

53.พระเศียรมีสัณฐานอันงามเหมือนฉัตรแก้ว

54.ปริมณฑลพระนลาฏโดยกว้างยาวพอสมกัน

55.พระนลาฏมีสัณฐานอันงาม

56.พระโขนงมีสัณฐานอันงามดุจคันธนูอันโก่ง

57.พระโลมาที่พระโขนงมีเส้นอันละเอียด

58.เส้นพระโลมาที่พระโขนงงอกขึ้นแล้วล้มราบไปโดยลำดับ

59.พระโขนงนั้นใหญ่

60.พระโขนงนั้นยาวสุดหางพระเนตร

61.ผิวพระมังสะละเอียดทั่วทั้งพระวรกาย

62.พระสรีระกายรุ่งเรืองไปด้วยสิริ

63.พระสรีรกายมิได้มัวหมอง ผ่องใสอยู่เป็นนิจ

64.พระสรีรกายสดชื่นดุจดวงดอกปทุมชาติ

65.พระสรีรสัมผัสอ่อนนุ่มสนิท มิได้กระด้างทั่วทั้งพระกาย

66.กลิ่นพระกายหอมฟุ้งดุจกลิ่นสุคนธ์กฤษณา

67.พระโลมามีเส้นเสมอกันทั้งสิ้น

68.พระโลมามีเส้นละเอียดทั่วทั้งพระกาย

69.ลมอัสสาสะปัสสาสะลมหายพระทัยเข้าออกก็เดินละเอียด

70.พระโอษฐ์มีสัณฐานอันงามดุจแย้ม

71.กลิ่นพระโอษฐ์หอมดุจกลิ่นอุบล

72.พระเกสาดำเป็นแสง

73.กลิ่นพระเกสาหอมฟุ้งขจรตลบ

74.พระเกสาหอมดุจกลิ่นโกมลบุปผชาติ

75.พระเกสามีสัณฐานเส้นกลมสลวยทุกเส้น

76.พระเกสาดำสนิททุกเส้น

77.พระเกสากอปรด้วยเส้นอันละเอียด

78.เส้นพระเกสามิได้ยุ่งเหยิง

79.เส้นพระเกสาเวียนเป็นทักขิณาวัฏทุกๆ เส้น

80.วิจิตรไปด้วยระเบียบพระเกตุมาลา คือ จอมกระหม่อม กล่าวคือถ่องแถวแห่งพระรัศมีอัน โชตนาการขึ้น ณ เบื้องบนพระอุตมังคสิโรตม์ คือ กะโหลกศีรษะ หมายความว่า มีรัศมีเปล่งอยู่เหนือพระเศียรของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ทั้งหมดนี้คือ ลักษณะมหาบุรุษทั้ง 32 ประการและอนุพยัญชนะ 80 ประการ ที่เป็นลักษณะเสริมกับลักษณะ 32 ประการ ซึ่งทำให้พระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีความพิเศษจากบุคคลทั่วไปหลายอย่าง ทั้งนี้เพราะเกิดจากการปรุงแต่งด้วยกุศลกรรมทำให้เป็นกายที่สมบูรณ์ที่สุด เป็นกายที่ใกล้เคียงกับกายธรรมภายในที่เป็นกายแห่งการตรัสรู้ธรรม เป็นกายแห่งมหาบุรุษผู้เพียบพร้อมทั้งสิ้นอย่างแท้จริง

ลักษณะมหาบุรุษ คือ ลักษณะที่สุดยอดกว่าลักษณะทั้งปวง เป็นกายที่ดีที่สุด เป็นกายของผู้รู้ เป็นกายของผู้ที่จะมาตรัสรู้ธรรมเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นลักษณะของการเริ่มต้นความรู้แจ้งในธรรมทั้งปวง เป็นร่างกายที่น่าชื่นชม เป็นกายที่มีเรี่ยวแรงมาก ซึ่งกว่าที่พระองค์จะได้ลักษณะอย่างนี้ ต้องสั่งสมบุญบารมีทุกอย่างมาหลายภพหลายชาติ โดยอย่างน้อยต้องสร้างบารมีมา 20 อสงไขยกับแสนมหากัป ซึ่งไม่ใช่พรหมลิขิตหรือสวรรค์ลิขิต แต่เกิดขึ้นเพราะบุญทั้งสิ้น บันดาลให้เกิดมาเป็นรูปกาย คือ ลักษณะมหาบุรุษ

ดังนั้น พระองค์จึงสั่งสมบุญบารมีมากมาย โดยมีเป้าหมายที่อยากได้กายมหาบุรุษ เพื่อการแสวงหาหนทางพ้นทุกข์ แล้วนำความรู้นั้นมาสอนสรรพสัตว์ทั้งหลายทั้งมนุษย์และเทวดา เพราะเป็นกายที่เหมาะแก่การตรัสรู้ธรรม มีเรี่ยวแรงมากและยังเป็นกายที่เป็นต้นแบบของมนุษย์ทั้งปวง ทำให้มนุษย์และเทวดา ตลอดจนสรรพสัตว์ทั้งหลายเคารพกราบไหว้บูชา ยังความเลื่อมใสมาสู่ใจของเหล่าสรรพสัตว์ทั้งหลาย ซึ่งเป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนทำได้ ถ้ามีความปรารถนาที่อยากจะได้กายนี้ ก็ต้องรีบสั่งสมบุญบารมีให้มากๆ ตั้งแต่วันนี้ แล้วในอนาคตไม่ไกล เราก็มีโอกาสจะทำได้กายมหาบุรุษอย่างแน่นอน โดยตั้งแต่ยุคต้นกำเนิด มนุษย์ทุกคนก็มีกายมหาบุรุษนี้เหมือนกันทุกคน แต่ด้วยอำนาจของกิเลส อันได้แก่ โลภะ โทสะ โมหะ ทำให้กายของมนุษย์ที่สมบูรณ์ถูกทำลายไป เปลี่ยนรูปไปอย่างมากจนแทบจะไม่เหลือกายมหาบุรุษให้เห็นกัน ฉะนั้นถ้าใครปรารถนาที่จะได้กายนี้ ก็เร่งสั่งสมบุญอย่างที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงกระทำมาแล้วในอดีต จนสำเร็จสมปรารถนาได้ในที่สุด อย่าได้ว่างเว้นจากการสร้างความดี ให้ทำบุญทุกบุญแล้วชักชวนผู้อื่นเป็นแสงสว่างให้กับชาวโลกให้เต็มที่กันทุกคน

บทสรุป

การที่บุคคลใดมีความปรารถนาที่จะสร้างบารมีเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น ต้องสั่งสมบารมีอย่างยาวนานหลายชาติ จนกว่าบารมีจะเต็มเปี่ยมบริบูรณ์ก็จะมาตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยการที่บารมีจะเต็มบริบูรณ์ได้นั้น ขึ้นอยู่กับว่า ได้บำเพ็ญบารมีครบทั้ง 10 ประการครบถ้วนสมบูรณ์แล้วหรือไม่ ซึ่งบารมีทั้ง 10 ประการ หรือที่เรียกว่า พุทธการกธรรม เป็นสิ่งที่ขัดเกลาให้พระองค์มีลักษณะนิสัยที่ดีเกิดขึ้นในตัว ที่จะทำให้พระองค์มีความมุ่งมั่นตั้งใจอย่างไม่มีวันที่จะถอยหลังกลับ ที่จะสร้างบารมีต่อไป เพราะพระองค์ได้ปลูกฝังนิสัยที่ดีเอาไว้อย่างมากมายหลายประการ จึงทำให้พระองค์ไม่ต้องไปเสียเวลาในการสร้างบารมีมากเกินความจำเป็น จะได้มีเวลาได้สร้างบารมีให้แก่รอบเต็มที่อย่างรวดเร็ว จนกว่าจะสำเร็จสมความปรารถนา

ด้วยเหตุที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ได้สั่งสมบารมีครบถ้วนสมบูรณ์ จึงทำให้พระองค์มีนิสัยที่ดีเกิดขึ้นกับพระองค์เอง จนเรียกได้ว่า มีความสมบูรณ์พร้อมในด้านคุณธรรม และมีลักษณะนิสัยที่รักในการสร้างบารมีหรือที่เรียกว่า อัธยาศัย เกิดขึ้นในใจของพระองค์ พระองค์จึงมีความเป็นต้นแบบในการสร้างบารมี ที่รักการสร้างบารมียิ่งกว่าชีวิต แม้จะต้องแลกด้วยชีวิต เพื่อให้ได้มาซึ่งพระสัมมาสัมโพธิญาณก็ยอม นอกจากนี้ ถึงแม้จะมีนิสัยที่ดีรักในการสร้างบารมี เพื่อการเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และได้มุ่งมั่นตั้งใจ เพียรพยายามอย่างยิ่งยวด เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ แต่ถ้ายังไม่มีคุณสมบัติทั้ง 8 ข้อ ที่เรียกว่า ธรรม-สโมธาน ก็ไม่อาจที่จะเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้อย่างแน่นอน ถึงแม้ว่าจะมีความตั้งใจเพียงใด ก็คงต้องสร้างบารมีต่อไป ปลูกฝังนิสัยที่ดี จนกว่าจะพร้อมด้วยคุณสมบัติทั้ง 8 ประการ เมื่อนั้นก็จะเป็นเครื่องยืนยันได้ว่า จะได้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งในอนาคตอย่างแน่นอน

ด้วยเหตุนี้ ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์สร้างบารมีกันมาอย่างยาวนาน และถึงพร้อมด้วยคุณสมบัติตลอดจนคุณธรรมที่จะทำให้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ด้วยบุญบารมีที่มากมายที่สั่งสมมาตลอดเส้นทางในการสร้างบารมี ก็ทำให้ได้ลักษณะของกายที่สมบูรณ์ที่สุด สวยงามเหมาะสมกับตำแหน่งของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้เป็นต้นบุญต้นแบบของสรรพสัตว์ตลอดทั่วทั้งภพ 3 ซึ่งทำให้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นที่เคารพ ศรัทธา เทิดทูนบูชา บุคคลใดเมื่อพบเจอก็เกิดจิตเลื่อมใสหาได้มีจิตปฏิพัทธ์ไม่ พระองค์จึงเป็นเอกบุคคลที่ไม่มีบุคคลใดทั่วทั้งภพ 3 เสมอเหมือนได้

การสร้างบารมีจึงเป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนต้องสร้างกันทุกๆ วัน โดยไม่ให้มีการว่างเว้น ตั้งแต่การทำทานเรื่อยไปในทุกๆ บุญที่จะต้องสั่งสมกัน เนื่องจากเวลาที่มีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้นั้นน้อยนิดมากเสมือนน้ำค้างบนปลายยอดหญ้า เมื่อใดที่ต้องแสงแห่งดวงตะวัน เมื่อนั้นก็ย่อมที่จะเหือดแห้งไป ชีวิตของมนุษย์ก็เช่นกัน มีเวลาแห่งชีวิตอันน้อยนิด ดังเช่นที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ว่า “ วันคืนล่วงไปล่วงไป บัดนี้เราทำอะไรอยู่” จึงเป็นสิ่งที่เราต้องนำมาพิจารณากัน เพราะวันคืนที่ผ่านไปในแต่ละวันนั้น ไม่ได้ผ่านไปเฉยๆ แต่ได้เอาชีวิต คือ อายุ ความแก่ชรา และความเจ็บไข้ นอกจากนี้ยังนำเอาโอกาสที่ดีของเราในแต่ละวันไปอีกด้วย ซึ่งถ้าบุคคลใดต้องอยู่ในความประมาท ก็จะทำให้เสียเวลาของชีวิตไปอย่างน่าเสียดายและยังทำให้ชีวิตที่เกิดในแต่ละชาตินั้นหมดคุณค่าไป

เพราะฉะนั้น การเกิดมาเป็นมนุษย์ก็มาเพื่อการมาสร้างบารมี การเกิดมาเป็นมนุษย์จึงนับว่าเป็นโอกาสที่ดีที่สุดในการสร้างบารมี ซึ่งเมื่อใดที่เราเข้าใจเรื่องบาปบุญคุณโทษ ก็จะทำให้อยากสร้างบุญบารมีอย่างเต็มที่ ดังนั้น จึงควรทุ่มเทสร้างความดีอย่างไม่หยุดยั้ง ก็จะได้ชื่อว่า เกิดมาใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า ได้กระทำสิ่งที่แท้จริงของชีวิตในการเกิดมา คือ การสร้างบารมี เฉกเช่น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ เมื่อครั้งที่ยังคงสร้างบารมีเป็นพระโพธิสัตว์อยู่ ก็ได้สร้างบารมีในทุกชาติที่เกิดมา ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หรือกำเนิดสัตว์เดรัจฉาน เริ่มตั้งแต่ชาติแรกที่มีความคิดที่จะนำพาสรรพสัตว์ทั้งหลายไปพระนิพพาน พร้อมกับพระองค์

ดังนั้น เมื่อได้โอกาสที่ดี คือ การเกิดเป็นมนุษย์แล้ว ควรที่จะเร่งสร้างบารมีกันอย่างยิ่งยวด อย่าเอาแต่ทำมาหากินหรือหาความสุขกันเพียงแต่ภายนอกเท่านั้น แต่ควรที่จะเอาเวลาของชีวิตมาสร้างบารมีสั่งสมความดีทุกอย่าง โดยหาโอกาสทุกวันทุกเวลาที่จะสร้างบารมีทำความดีให้ได้ตลอดชีวิต แล้วการได้เกิดมาเป็นมนุษย์ก็จะไม่เสียเวลาไปเปล่า ทุกลมหายใจเข้าออกก็จะมีความสำคัญกับตัวเรามากและมีคุณค่าอย่างแท้จริง

1) ปกิณณกกถา, ขุททกนิกาย จริยาปิฎก, มก. เล่ม 74 หน้า 570.
2) สรกานต์ ศรีตองอ่อน, คำสอนเรื่องการสร้างบารมีของวัดพระธรรมกาย, วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, หน้า 159.
3) สุเมธกถา, ขุททกนิกายอปทาน, มก. เล่ม 70 หน้า 48.
4) สัตว์ชนิดหนึ่ง อาศัยอยู่ในประเทศทิเบต
5) สุเมธกถา, ขุททกนิกายอปทาน, มก. เล่ม 70 หน้า 50.
6) สุเมธกถา, ขุททกนิกายอปทาน, มก. เล่ม 70 หน้า 51.
7) สุเมธกถา, ขุททกนิกายอปทาน, มก. เล่ม 70 หน้า 52.
8) สุเมธกถา, ขุททกนิกายอปทาน, มก. เล่ม 70 หน้า 53.
9) สุเมธกถา, ขุททกนิกายอปทาน, มก. เล่ม 70 หน้า 54.
10) สุเมธกถา, ขุททกนิกายอปทาน, มก. เล่ม 70 หน้า 55.
11) สุเมธกถา, ขุททกนิกายอปทาน, มก. เล่ม 70 หน้า 56.
12) สุเมธกถา, ขุททกนิกายอปทาน, มก. เล่ม 70 หน้า 57.
13) สุเมธกถา, ขุททกนิกายอปทาน, มก. เล่ม 70 หน้า 58.
14) ลักขณสูตร, ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค, มก. เล่ม 16 หน้า 1.
gl204/3.txt · แก้ไขครั้งล่าสุด: 2015/03/15 16:55 (แก้ไขภายนอก)
 
เว้นแต่จะได้แจ้งไว้เป็นอื่นใด เนื้อหาบนวิกินี้ถูกกำหนดสิทธิ์ไว้ภายใต้สัญญาอนุญาติต่อไปนี้: CC Attribution-Noncommercial 3.0 Unported
Recent changes RSS feed Donate Powered by PHP Valid XHTML 1.0 Valid CSS Driven by DokuWiki